WORLD DEFYING DAN GOD 210 - 220
Chapter
211 ผลึกจักรพรรดิ
เฉินเซี่ยงลูบผมขาวของเหลิ่งยู่หลานพลางรู้สึกประลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาคาดไม่ถึงว่าน้องสาวร่วมสาบานของเขาจะครอบครองโลหิตมังกร
“เฉินเซี่ยง
ตอนที่ข้าออกมาเมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ถึงของดีบางอย่างภายในเหมืองแห่งนี้!”
หลงเสวี่ยอี๋ยิ้มกรุ้มกริ่ม
ทุกๆสิ่งที่หลงเสวี่ยอี๋ได้ยืนยันมันต้องเป็นของที่ไมธรรมดาอย่างแน่นอน
เฉินเซี่ยงจึงกล่าวถามอย่างเร่งร้อน “เจ้าอยากให้ข้าไปหาหรอ?”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวพลางยิ้มอย่างพอใจ
“ถ้าเจ้าอยากได้มัน อย่างน้อยๆ…เจ้าต้องขุดลึกลงไปกว่า 100 จ้าง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะหามันพบ!”
“มันคืออะไร?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอีกครั้ง
เพราะที่นี่ก็เป็นแค่เหมืองผลึกศิลา มันจะไปมีอะไรอยู่ในนี้ได้?
“ผลึกจักรพรรดิ!”
เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยากล่าวขึ้นพร้อมกัน
หลังจากเฉินเซี่ยงได้ยินคำนั่น
เขาพลันกระโดดโหยงด้วยความตกใจ! ผลึกจักรพรรดินับเป็นสิ่งของที่พิเศษและหาได้ยากยิ่ง
ผลึกจักรพรรดิจะให้กำเนิดเส้นโลหิตบางอย่างซึ่งยากที่จะอธิบาย ตามตำนาน
ผลึกจักรพรรดิเคยปรากฏขึ้นเพียง 2
ครั้งและที่มาของมันก็ยังคงไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัดจนถึงตอนนี้
ส่วนใหญ่แล้วผลึกจักรพรรดิจะมีความพิเศษซึ่งใช้ในการค้นหาแร่ที่จำเป็นในการสร้างอาวุธวิญญาณ
หากใครก็ตามที่ได้ครอบครองผลึกจัพรพรรดิ
พวกเขาสามารถค้นหาสายของผลึกศิลาและแร่ชนิดต่างๆได้อย่างง่ายดาย
ความสามารถของมันอยู่เหนือเกินว่าเหตุผลเชิงตรรกะ
ทั้งมันยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสวรรค์!
“รีบไปเอากันเถอะ!”
เฉินเซี่ยงเร่งตะโกนขึึ้น เฉินเซี่ยงรู้ว่ามังกรน้อยอย่างหลงเสวี่ยอี๋ต้องรู้ทางไปหาผลึกศิลานั่นแน่
“ฮึ่ม….
ถ้าเจ้าให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับข้า…ข้าถึงจะพาไป!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะซุกซน
“ก็ได้
ถ้ามันคือผลึกจักรพรรดิจริง ข้าจะให้เจ้ามากกว่าเม็ดยาสร้างรากฐาน
ข้าจะเพิ่มเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงให้เจ้าอีก 50 เม็ด!”
เฉินเซี่ยงยิ่งกว่ายอมนาง หากเขาได้ผลึกจักรพรรดิจริง
มันจะช่วยให้เขาหาแร่ที่หายากได้! หากเป็นเช่นนั้น
แร่ที่เฉินเซี่ยงหามาได้พวกนั้นย่อมเป็นผลดีต่อการสร้างอุปกรณ์ของเขา
หลงเสวี่ยอี๋กลายเป็นแสงสีขาวก่อนจะเจาะทะลุลงไปในพื้นดิน
เมื่อเห็นสิ่งที่นางทำ เฉินเซี่ยงพลันแอบกระดกลิ้น
ภายในสมองของเขาพลันมีความคิดนึงแล่นเข้ามา “พี่เหม่ยเหยา
ถ้ามังกรน้อยนี่ขโมยของได้… นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรอ! ฮี่ฮี่….
จากนี้ไปข้าคงต้องดูแลสาวน้อยนี่ดีๆหน่อยแล้ว
ข้าต้องทำให้นางอยู่กับข้าให้ได้เพราะนางคือสมบัติอย่างแท้จริง!”
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงวางแผนที่จะไปยังเขาราชาสมุนไพรแต่เขายังคิดวิธีเอาคืนตระกลูลู่ไม่ออก
แต่ถ้าเฉินเซี่ยงให้หลงเสวี่ยอี๋ไปปล้นเขาราชาสมุนไพรตอนนี้หล่ะ!!
นั่นไม่เพียงจะทำให้เขาได้ผลประโยชน์มากมาย
แต่ยังทำให้ตระกูลลู่โกรธแค้นจนกระอักโลหิตได้ด้วย
จริงๆแล้วหลงเสวี่ยอี๋เป็นเหมือนคนตะกละธรรมดาๆซึ่งง่ายต่อการล่อลวง
หากเฉินเซี่ยงมอบผลไม้วิญญาณหรือเม็ดยาสร้างรากฐานให้นางสักหน่อย
เขาย่อมสามารถทำให้นางอยู่ข้างกายเขาได้.. เฉินเซี่ยงได้แต่แอบคิดเรื่องนี้
เฉินเซี่ยงรอหลงเสวี่ยอี๋อยู่นานก่อนรุ่งอรุณจะมาเยือน
ทันใดนั้นหลงเสวี่ยอี๋พลันผุดขึ้นมาจากพื้นทั้งพร้อมกับผลึกขนาดเท่าลูกพีชซึ่งถูกแกะสลักอย่างประณีตขึ้นมาด้วย!
“มันคือผลึกจักรพรรดิ!”
เฉินเซี่ยงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจก่อนจะโยนกระเป๋าใส่ของให้หลงเสวี่ยอี๋อย่างง่ายดาย
นางแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว
ในนั้นนางพบเม็ดยาสร้างรากฐาน 2
เม็ดและเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอีก 100 เม็ด!
นางมีความสุขมาก
นางยื่นส่งผลึกจักรพรรดิให้กับเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็วก่อนจะกินเม็ดยาพวกนั้นอย่างเพลิดเพลิน
ในยามนี้ นางมองว่าเฉินเซี่ยงหล่อมาก ทั้งยังใจกว้างขนาดให้เม็ดยานางเป็นรางวัลถึง
2 เท่า!
“อุปกรณ์ระดับวิญญาณ
อุปกรณ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ ของพวกนี้ต่างถูกมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นได้….
แต่กับผลึกจักรพรรดินี้กลับถูกโลกใบนี้รังสรรค์ขึ้นตามธรรมชาติ
ของสิ่งนี้ย่อมนับว่าเป็นสมบัติ
และด้วยวิธีการใช้งานอันลึกลับของมัน..เจ้าผลึกจักรพรรดินี้ย่อมนับว่าเป็นสมบัติวิญญาณ
เจ้าต้องหยดโลหิตของเจ้าลงที่มัน!” ซูเหม่ยเหยาอธิบาย
ทันทีที่โลหิตของเฉินเซี่ยงหยดลงไปบนผลึกจักรพรรดิอันกระจ่างใส
ผลึกจักรพรรดิพลันสั่นเล็กน้อยก่อนเปล่งออร่าอันนุ่มนวลออกมา ทันใดนั้น
เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกถึงการเชื่อมต่ออย่างลึกลับระหว่างเขากับผลึกจักรพรรดิซึ่งเป็นเหมือนความรู้สึกแปลกๆที่มาจากที่ไหนไม่ทราบ
เฉินเซี่ยงหลับตาลง…
เขามองเห็นผลึกศิลาขนาดใหญ่ลอยวนอยู่รอบๆตัวเขาราวกับเขากำลังยืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางมหาสมุทร
ดูเหมือนผลึกศิลาเหล่านั้นจะลอยอยู่รอบๆตัวเขา
ด้วยความช่วยเหลือจากผลึกจักรพรรดิทำให้เฉินเซี่ยงสามารถมองเห็นผลึกศิลาแต่ละชิ้นได้อย่างชัดเจน
เฉินเซี่ยงตื่นเต้นและมีความสุขมาก
ในที่สุดเขาก็ได้ครอบครองผลึกจักรพรรดิ
ไม่เพียงเขาจะมองเห็นผลึกศิลาที่ซ่อนอยู่แต่เขายังมองเห็นแร่ที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์ต่างๆด้วย
ประโยชน์ของเจ้าผลึกจักรพรรดินี่นับว่าไร้ที่สิ้นสุด
“เหมืองผลึกศิลานี่ใหญ่จริงๆ!”
เฉินเซี่ยงจับผลึกจักรพรรดิไว้พลางจ้องมองมันใกล้ๆ
จู่ๆฉากมหาสมุทรผลึกศิลาก็ปรากฏขึ้นรอบๆๆตัวเขาอีกครั้ง
ไม่เพียงผลึกศิลาพวกนี้จะอุดมไปด้วยปราณวิญญาณมหาศาลแต่พวกมันยังไหลเวียนอยู่ในโลกแห่งนักสู้ใบนี้
และยังมีผลึกศิลาอีกมากมายที่สามารถใช้ประโยชน์ได้!
เฉินเซี่ยงระมัดระวังการกระทำ
เขากลัวว่าจะทำให้เหลิ่งยู่หลานตื่น ตลอด 2
เดือนที่ผ่านมานางเหน็ดเหนื่อยมามาก
จะมีก็แต่ในยามนี้ที่นางสามารถนอนหลับได้ราวกับเด็กน้อย อีกอย่าง
ยามนี้นางเองก็กำลังดูดซับพลังงานจากผลแก่นพิภพศักดิ์สิทธิ์
แม้หลงเสวี่ยอี๋จะตะกละมูมมามแต่นางก็กินเม็ดยาสร้างรากฐานไปเพียง
1 เม็ดและเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอีก 10 เม็ดเท่านั้น
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นนางเรอออกเบาๆ เขาจึงกระซิบ “สาวน้อย
ทำไมเจ้าถึงได้อยู่ใต้ดินนานนักหล่ะ
ไม่ใช่ว่าเจ้าสามารถเอาผลึกศิลาพวกนั้นมาได้อย่างง่ายดายหรอกหรอ?”
“ก็ใช่
แต่ข้ากินผลึกศิลพวกนั้นไม่ได้! แต่ก็อย่างว่าแหละ
ผลึกศิลาพวกนั้นก็นับว่าเป็นของดี!”หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบพลางขุ่นเคือง
เฉินเซี่ยงลูบแก้มของนางเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ถึงเจ้ากินมันไม่ได้ แต่เราก็เอาพวกมันไปแลกเปลี่ยนเป็นของดีๆได้อีกมาก
เจ้านี่ฉลาดน้อยจริงๆ ทำไมเจ้าถึงทำตัวเหมือนคนโง่ขนาดนี้? ไปช่วยข้าเก็บพวกมันมาแล้วข้าจะเอาไปแลกของกินดีๆให้เจ้า”
นางส่ายหน้าพลางกล่าว
“ผลึกศิลาพวกนั้นกระจายอยู่รอบๆเหมืองแห่งนี้
ถึงข้าจะใช้เวลาขนาดไหนข้าก็เก็บพวกมันมาได้ไม่มาก ไม่มีประโยชน์”
เฉินเซี่ยงกล่าว
“เจ้าก็เอาเฉพาะผลึกศิลาคุณภาพสูงมาสิ เอาเฉพาะพวกผลึกศิลาระดับสูงสุด!!”
ผลึกศิลาระดับสูงและระดับสูงสุดจะไม่มีให้เห็นทั่วไปเพราะพวกมันหาได้ยากมาก
ปกติแล้วผลึกศิลาระดับสูงๆพวกนี้จะใช้ในการสร้างรูปแบบการเรียงตัว
แต่กระนั้นจำนวนของมันก็ยังมีน้อยเอามากๆ
แต่ปราณวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ในผลึกศิลาระดับสูงนับว่ามีมากมายมหาศาลทำให้พวกมันมูลค่าที่สูงมากๆด้วยเช่นกัน
ผลึกศิลาระดับสูงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นผลึกศิลาระดับกลางได้
100 ผลึกศิลา
ส่วนผลึกศิลระดับสูงสุดสามารถแลกเปลี่ยนเป็นผลึกศิลาระดับกลางได้ถึง 10,000 ผลึกศิลา!
โดยปกติแล้วผลึกศิลาระดับสูงสุดจะอยู่ลึกลงไปในสายแร่และมีจำนวนที่น้อยมากๆ
ในสายแร่ 1
สายมีโอกาสที่จะหาผลึกศิลาระดับสูงสุดได้เพียงเล็กน้อย
แต่ด้วยความช่วยเหลือของผลึกจักรพรรดิทำให้เฉินเซี่ยงมองเห็นผลึกศิลาระดับสูงสุดที่ค่อนข้างใหญ่อยู่ภายในสายแร่นี้!
“เยี่ยม!”
หลงเสวี่ยอี๋ตกปากรับคำแล้วเฉินเซี่ยงจึงอธิบายตำแหน่งของผลึกศิลาก้อนนั้นให้กับนางทำให้นางสามารถมุ่งตรงลงไปหามันได้ในทันที
ภายในสถานที่แห่งนี้นับว่าลึกมากๆแต่ผลึกศิลาที่เห็นล้วนมีขนาดเล็กจ้อย
เฉินเซี่ยงเดาว่าพลังงานทั้งมวลคงถูกเจ้าผลึกศิลาระดับสูงสุดดูดซับไปจนหมด…
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลงเสวี่ยอี๋จึงกลับขึ้นมา
นางหยิบเอาศิลาที่เปล่งประกายแสงสีขาวออกมาจากอุปกรณ์เก็บของของนาง
มันคือผลึกศิลาระดับสูงสุดที่มีปราณวิญญาณอัดแน่นอยู่ภายในจำนวนมากมายมหาศาล!
ทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่าต้นขาของคนด้วย!
เฉินเซี่ยงหยิบมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วเก็บลงในกระเป๋าใส่ของ เขาหยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานออกมา
1
เม็ดแล้วยื่นส่งในนางเป็นรางวัลทำให้สาวน้อยนางนี้มีความสุขจนยิ้มกว้าง
เฉินเซี่ยงกะประมาณว่าผลึกศิลาระดับสูงสุดนี้สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆขนาดเท่าหินธรรมดาได้มากกว่า
1,000 ชิ้น กล่าวคือ มูลค่าทั้งหมดของมันเทียบเท่า 10,000,000 ผลึกศิลา! ซึ่งนี่นับเป็นอีกครั้งที่เฉินเซี่ยงสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล
เฉินเซี่ยงทอดกายลงนอนบนเตียงต่อจนถึงยามบ่ายขณะที่เหลิ่งยู่หลานเองก็ยังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยง
มือทั้งสองข้างของนางกอดรัดรอบเอวของเฉินเซี่ยงพลางหลับ
เฉินเซี่ยงไม่อยากปลุกนางเขาจึงนอนอยู่ข้างๆนางต่อไป
ทันใดนั้น
ปราณอันเย็นเฉียบพลันเข้ารบกวนการนอนของทั้งสองจนทำให้เหลิ่งยู่หลานสะดุ้งตื่น
เมื่อนางเห็นว่านางนอนหลับอยู่ข้างเฉินเซี่ยงมาตลอดทั้งคืน
ใบหน้าของนางพลันแดงระเรื่อด้วยความอาย
“ท่านพี่…”
นางยังไม่ทันได้กล่าวจบ เฉินเซี่ยงก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มีใครบางคนอยู่ที่นี่ คนๆนั้นแข็งแกร่งมาก!
ปราณอันเย็นเฉียบของคนผู้นี้น่ากลัวนัก!”
เหลิ่งยู่หลานหัวเราะคิกคัก
“ท่านพี่ ไม่ต้องกลัวไป นั่นท่านประมุขข้าเอง!”…………………………………………..
Chapter
212 สองตัวตน
เหลิ่งยู่หลานจัดแต่งเสื้อผ้าก่อนจะสวมเกราะสีแดงของนางทับเข้าไป
เมื่อนางคิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่นางสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นทั้งยังนอนหลับอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยงทำให้นางก้มหัวลงเล็กน้อย
ทั่วทั้งใบหน้าของนางพลันอาบย้อมไปด้วยสีแดง นางไม่กล้ามองหน้าเฉินเซี่ยง
แต่เดิมเฉินเซี่ยงคิดว่าประมุขหุบเขาเหมันต์เป็นตัวตนที่ลึกลับเหมือนกับประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนที่นางไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนมาก่อน
แต่นั่นกลับตรงกันข้ามกับที่เฉินเซี่ยงคาดดิดไว้ ประมุขหุบเขาเหมันต์กลับมาที่นี่ด้วยตัวเองทำให้ทั้งเฉินเซี่ยงและเหลิ่งยู่หลานค่อนข้างประหลาดใจ
“ว่าแต่…ทำไมประมุขนิกายของเจ้าถึงมาที่นี่?”
เฉินเซี่ยงเดินออกจากห้องตามเหลิ่งยู่หลาน
เฉินเซี่ยงรู้สึกหนาวนิดหน่อยเพราะประมุขหุบเขาเหมันต์ยังคงแผ่ปราณอันเย็นเฉียบของนางออกมาอย่างต่อเนื่อง
กลายเป็นว่าตัวตนที่ทรงพลังนางนี้ กลับชื่อชอบการสกดข่มผู้อื่น
ไม่เพียงนางต้องการอวดเบ่งพลัง แต่นางยังชอบทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวด้วย
เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆเดินทางมากระทั่งถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง
ในห้องโถงแห่งนี้ ตานหยวนและนักสู้ระดับ 2
ขอบเขตนักสู้แท้จริงก็อยู่ด้วย ทั้งสามคนต่างยืนร่างกายสั่นเทา
บนกำแพงของห้องโถงแห่งนี้เกาะกุมไปด้วยน้ำแข็ง
ที่เก้าอี้รับแขกมีสตรีนางนึงที่สวมชุดคลุมสีดำนั่งอยู่
ใบหน้าของนางปิดบังด้วยหน้ากาก
ถึงนางจสวมใส่ชุดคลุมยาวแต่นั่นยังไม่สามารถปกปิดรูปลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของนางไม่ได้
สตรีนางนี้คือประมุขหุบเขาเหมันต์!
เมื่อเห็นประมุขหุบเขาเหมันต์เฉินเซี่ยงยิ่งมั่นใจว่านางคือคนๆเดียวกันกับผู้อาวุโสเม็ดยา
ทั้งสองนางต่างมีความลับไม่อาจเปิดเผยให้ใครล่วงรู้ได้
มิเช่นนั้นนางคงไม่ต้องปิดบังดวงตาของนางด้วยแสงสีขาวเช่นนี้
แม้เฉินเซี่ยงไม่สามารถมองเห็นดวงตาของประมุขหุบเขาเหมันต์ได้
แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่านางกำลังมองเขาอยู่ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกหวาดกลัว
“เจ้าคือเฉินเซี่ยงหรอ? ไม่เลว!”
น้ำเสียงของประมุขหุบเขาเหมันต์ไร้ซึ่งอารมณ์
จะมีก็เพียงความเย็นชาราวกับน้ำแข็งซึ่งทำให้ใครก็ตามที่ได้ฟังรู้สึกหวาดกลัว
ตานหยวนและคนอื่นๆต่างไม่มีใครกล้านั่งเพราะจู่ๆประมุขหุบเขาเหมันต์ก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับความฝันที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาผ่อนคลาย
เพราะประมุขหุบเขาเหมันต์ถึงกับเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังจะคารวะประมุขหุบเขาเหมันต์
จู่ๆเขาก็ได้ยินหลงเสวี่ยอี๋อุทานขึ้น “นั่นไม่ใช่พี่เมิ่งเอ๋อหรอกหรอ? ต้องเป็นนางแน่
ข้ามองนางไม่ผิดแน่! ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้าเจ้าลองสัมผัสร่างกายของนางดูสิ
นางผสานร่างเข้ากับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงที่เจ้าเป็นคนปลุกมัน
มันย่อมมีการเชื่อมต่อบางอย่างที่สื่อถึงเจ้าแน่!”
เฉินเซี่ยงพลันแข็งค้าง
แท้จริงประมุขหุบเขาเหมันต์กลับกลายเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียน…หลิวเมิ่งเอ๋อ!
แต่ประมุขหุบเขาเหมันต์เองก็มีปราณน้ำแข็งอันเย็นเฉียบและทรงพลังเช่นเดียวกัน!
“งั้น..นางคงรู้ว่าเจ้าจะจำนางได้
นางเลยจงใจปล่อยปราณอันเย็นเฉียบออกมาเพื่อให้เจ้าไม่สามารถสัมผัสกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงของนางได้!”
ซูเหม่ยเหยาเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“ดูเหมือนนางจะเหมือนกับน้องสาวของเจ้าที่มีเส้นโลหิตทั้งเพลิงและน้ำแข็ง
เพราะดูจากปราณอันเย็นเฉียบของนาง
อย่างน้อยๆนางต้องมีเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็งสวรรค์!” เป่ยยู่ยู่กล่าว
เมื่อคราวที่เหลิ่งยู่หลานไปยังนิกายยอดนักสู้
เป็นผู้อาวุโสเม็ดยาที่พานางไปส่งให้กับประมุขหุบเขาเหมันต์
จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จึงชัดเจนมากว่าพวกนางมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน!
“นางคือจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและในเวลาเดียวกันนางยังเป็นประมุขหุบเขาเหมันต์ผู้ลึกลับด้วย
สตรีนางนี้ช่างเหลือเชื่อนัก!” ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้น
แม้ภายในใจของเฉินเซี่ยงจะเหมือนกับกระแสน้ำเชี่ยวแต่ท่าทางของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เขากล่าวด้วยความสุภาพ “เด็กเหลือขอเฉินเซี่ยงคำนับท่านประมุข!”
“ไม่จำเป็นต้องสุภาพ!”
ประมุขกล่าวอย่างเย็นชา เมื่อเห็นนางวางท่า เฉินเซี่ยงได้แต่แอบหัวเราะอยู่ในใจ
เขาอยากรู้นักว่านางจะมีท่าทางยังไงถ้าตัวตนของนางถูกเปิดเผย?
นางยืนขึ้นแล้วเดินมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง
นางกล่าวอย่างเย็นชา “ทำไมตัวเจ้าถึงมีกลิ่นหอมเช่นนี้? หรือเจ้าอยู่กับยู่หลานเมื่อคืน?”
เฉินเซี่ยงและเหลิ่งยู่หลานแข็งค้างในฉับพลัน
ตานหยวนและคนอื่นๆต่างก็ขวัญกระเจิง
แต่ไม่นานทั้งหมดก็ผ่อนคลายขึ้นเพราะเฉินเซี่ยงและเหลิ่งยู่หลานเหมาะสมกันนัก แม้เฉินเซี่ยงจะรับนางเป็นน้องสาวร่วมสาบานแต่ความหมายของมันย่อมเด่นชัดและทำให้ทุกๆคนต่างคิดกันไปไกล
เหลิ่งยู่หลานรู้สึกกระอักกระอ่วนมาก
ใบหน้าของนางอาบย้อมไปด้วยสีแดงกระทั่งถึงใบหู นางไร้ซึ่งกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม
นางกลายเป็นเหมือนสตรีสามัญนางนึงเท่านั้น
เฉินเซี่ยงรู้ว่าประมุขหุบเขาเหมันต์คือหลิวเมิ่งเอ๋อจึงทำให้เขายังใจเย็นอยู่ได้
เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าว “เมื่อคืนข้ากับนางนอนด้วยกัน
พวกเราไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ข้าและนางพูดคุยกันจนผลอยหลับไป..
ทั้งนางและข้าต่างเป็นพี่น้อง เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา!”
“ฮึ่ม..
แล้วยังไง! เฉินเซี่ยง ข้าต้องคุยกับเจ้าเพียงลำพัง!”
ประมุขนิกายตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ ปราณสังหารปะทุขึ้นมาจากร่างของนางอย่างฉับพลัน
แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือเฉินเซี่ยงยังคงใจเย็นอยู่
บนใบหน้าของเฉินเซี่ยงไร้ซึ่งร่องรอยของความกลัวใดๆจนทำให้นางนับถือเฉินเซี่ยง
“ท่านประมุข….พวกเราไม่ได้ทำอะไรจริงๆ
สองเดือนที่ผ่านมา………..”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว
รอข้าอยู่ที่นี่!!”
เฉินเซี่ยงและประมุขเดินไปยังห้องหินแห่งหนึ่งเพียงลำพัง
เฉินเซี่ยงแอบรู้สึกร่าเริงอยู่ในใจ ถึงเขาจะไม่รู้ว่าประมุขต้องการคุยเรื่องอะไรกับเขา
แต่นั่นก็ทำให้เขาสามารถเปิดเผยตัวตนของนางได้
ประมุขยืนเอามือไขว้หลังพลางจ้องมองภาพวาดบนพนังห้องขณะที่เฉินเซี่ยงเองก็ยืนอยู่ข้างกายนาง
“เฉินเซี่ยงเจ้าช่างกล้านักนะ!
เจ้ากล้าแตะต้องศิษย์แห่งหุบเขาเหมันต์ของข้า ข้าแนะนำให้เจ้า…..”
นางไม่อาจกล่าวต่อได้เพราะจู่ๆเฉินเซี่ยงก็กล่าวขัดจังหวะขึ้น
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านยังดูดีเหมือนตอนที่เราเจอกันครั้งก่อนเลยนะ!”
ร่างกายของนางพลันสั่นสะท้าน
นางตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ “เจ้าพูดอะไร? อย่าพูดขัดข้า!”
ทันใดนั้น
หลงเสวี่ยอี๋จึงแกล้งเลียนเสียงเฉินเซี่ยงพลางหัวเราะอย่างน่ากลัว “พี่เมิ่งเอ๋อ
ข้าเคยเห็นกระต่ายตัวโตอยู่บนหน้าอกของท่านแล้ว
ท่านไม่จำเป็นต้องแกล้งหลอกข้าหรอก”
คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้านอีกครั้ง
นางหันมาและตะโกนขึ้นเบาๆ “อย่าได้พูดอย่าพูดอย่างงั้นอีก
แล้วเจ้าก็ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร!”
เฉินเซี่ยงคิดไม่ถึงว่าหลงเสวี่ยอี๋จะชั่วร้ายขนาดนี้เพราะนางกลับกล้าแหย่หลิวเมิ่งเอ๋อตรงๆ
แต่เฉินเซี่ยงก็ไม่ได้ตำหนินาง
“ฮี่ฮี่
แต่ข้ารู้สึกว่ากระต่ายของผู้อาวุโสเม็ดยาจะตัวใหญ่กว่าของท่านเล็กน้อยและที่สำคัญยังขาวกว่านิดนึงด้วย”
เฉินเซี่ยงยังหัวเราะต่อ
หลิวเมิ่งเอ๋อที่ยืนแข็งค้างอยู่เมื่อครู่พลันไร้ซึ่งคำกล่าวใดๆในตอนนี้
นางแค่นเสียงในลำคอก่อนนางจะถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนาง
เมื่อจ้องมองใบหน้าที่งดงาม…ชดช้อยในแบบผู้ใหญ่ของนาง เฉินเซี่ยงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะล้อเลียนนาง
“ฮึ่ม!”
นางกระทืบเท้าพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล
“ผู้อาวุโสเม็ดยายังไม่เคยให้เจ้าเห็นรูปร่างของนาง!
แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าของนางใหญ่กว่าและขาวกว่าของข้า? นางให้เจ้าดูงั้นหรอ?!”
ก่อนหน้านี้นางยังอยู่ในมาดประมุขทั้งยังปลดปล่อยปราณอันเย็นเฉียบ
ตอนนี้นางกลายเป็นเหมือนสาวน้อยที่กำลังโกรธเคืองซึ่งกำลังพยายามถวงถามอะไรบางอย่างต่อหน้าเฉินเซี่ยง
“นางให้ข้าดูแปบนึง!”
เฉินเซี่ยงนั่งไขว้ขาบนเก้าอี้พลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เฉินเซี่ยงเป็นผู้เปิดเผยตัวตนของนางทำให้นางทั้งรู้สึกอายและโกรธ
แต่กระนั้นนางก็ไม่อาจทำอะไรเฉินเซี่ยงได้ นางแค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว “ไร้สาระ
สตรีนางไหนจะยอมให้ผู้อื่นดู….ดูไอ้นั่นหน่ะ!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างมีความสุขพลางกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ ไม่ใช่ว่าท่านก็ให้ข้าดูหรอกหรอ? ท่านรู้มั้ย
ตอนนั้นข้าอายมากเลยนะ!”
นางขบริมฝีปากพลางจ้องเฉินเซี่ยงอย่างไม่พอใจ
นวลแก้มทั้งสองข้างของนางอาบย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อ
เสน่ห์อันดึงดูชวนมองที่แตกต่างของสตรีเช่นนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกยกย่องครั้งแล้วครั้งเล่า
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ดูเหมือนท่านจะกังวลมากนะว่ากระต่ายของใครจะใหญ่กว่า..ขาวกว่า!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างมีความสุขยิ่งกว่าเดิมขณะหลิวเมิ่งเอ๋อก็แค่นเสียงเบาๆครั้งแล้วครั้งเล่า
“เฉินเซี่ยงเจ้ารู้ใช่มั้ยว่าข้าใช้ปราณได้
หากเจ้าข่มเหงข้าอีกครั้ง ข้าจะไม่ปล่อยผ่านแน่!” นางกล่าวตำหนิพลางบุ้ยปาก
เมื่อได้เห็นเสน่ห์ของนางเช่นนี้
จิตใจของเฉินเซี่ยงพลันว่างเปล่าอีกครั้ง……………………………
Chapter
213 นิกายเฉินปิงเทียน และ หุบเขาเหมันต์
เฉินเซี่ยงเกาหัวพลางหัวเราะแล้วกล่าว
“ก็ข้าแค่อยากดู..ท่านจะมารังแกข้าได้ยังไง!”
เฉินเซี่ยงยังคงจ้องมองกระต่ายอันอวบอ้วนทั้งสองตัวของหลิวเมิ่งเอ๋อไม่วางตา
นางกระทืบเท้าพลางแค่นเสียงเบาๆ
เขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับเฉินเซี่ยงยังไงเพราะนางไม่สามารถแสดงท่าทางโหดเหี้ยมต่อหน้าเฉินเซี่ยงได้
ถึงจะนางจะมีชีวิตอยู่มานานแต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางพบเจอกับสถานะการณ์เช่นนี้
เฉินเซี่ยงเอามือลูบคางพลางกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ เมื่อกี้นี้ท่านอิจฉาหรอ? จริงๆแล้วท่านกลัวว่าข้าจะใกล้ชิดกับยู่หลาน
ฮี่ฮี่ นี่…ในใจท่านกำลังคิดอะไรอยู่?”
“ก็ตัวเจ้ามีเจตนาร้าย!
ถึงเจ้าจะรับนางเป็นน้องสาวร่วมสาบานของเจ้า แต่ตอนนี้เจ้า…..ฮึ่ม ฮึ่ม”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านคิดมากเกินไป!” เฉินเซี่ยงหัวเราะ
นางนั่งลงข้างๆเฉินเซี่ยงแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“ยู่หลานเป็นคนที่ป่าเถื่อนมาก
หากนางติดตามเจ้านางต้องสร้างเรื่องยุ่งเหยิงไม่ต่างกับเจ้า..
ตัวนางจำเป็นต้องบ่มเพาะด้วยจิตใจที่สงบเพราะไม่งั้นในอีกไม่กี่ปีนางย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้”
“อีกไม่กี่ปี? มันจะเกิดอะไรขึ้น?”
เฉินเซี่ยงแกล้งทำท่าทางประหลาดใจ
เขาเดาว่าเรื่องที่นางหมายถึงคือมหาศึกระหว่างแดนสวรรค์ทั้ง 3
นั่นย่อมเป็นไปตามที่เฉินเซี่ยงคาดเดา
นางกล่าวในเรื่องทำนองเดียวกันในท่าทางเคร่งขรึม
“ตามคำกล่าวที่ถูกส่งต่อกันมาจากผู้สร้างนิกายเฉินปิงเทียนเมื่อนานมาแล้ว
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเกิดภัยพิบัติขึ้นที่โลกใบนี้
ในยามนี้..ไม่เพียงนิกายยอดนักสู้ของเจ้าได้เตรียมตัวรับมือ
แต่กลุ่มก้อนกองกำลังต่างๆรวมถึงนิกายฝ่ายปีศาจต่างก็เตรียมตัวและฉกฉวยทรัพยากรไว้เช่นเดียวกัน!”
“นั่นเป็นเหตุผลให้ข้าไม่กังวลในตัวยู่หลานมาก
พื้นฐานของนางนับว่าดีมากแล้ว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นางจะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชีวิตในยามที่เกิดภัยพิบัตินั่นได้”
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางหยิบเอาเนื้อของผลแก่นพิภพศักดิ์สิทธิ์ออกมา
3 ชิ้นแล้วยื่นส่งให้กับนาง
เมื่อนางเห็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงยื่นให้
ดวงตาคู่งามของน่าพลันเปล่งประกายระยิบระยับ นางรู้ว่าเนื้อผลไม้พวกนี้ล้ำค่ามาก
“ของท่านชิ้นนึง
ส่วนอีกสองชิ้นของเซี่ยนเซี่ยน! อย่างเพิ่งกินตอนนี้
รอจนกว่าท่านจะกลับไปก่อนค่อยกิน”
“ทำไมของข้าถึงมีแค่ชิ้นเดียว? นี่มันไม่ยุติธรรม”
นางกล่าวพลางแค่นเสียงเบาๆ
เฉินเซี่ยงมองหน้าอกของนางพลางหัวเราะซุกซนแล้วกล่าว
“เซี่ยนเซี่ยนคือภรรยาของข้า ย่อมเป็นธรรมดาที่ข้าจะลำเอียง!
ส่วนท่าน…ท่านไม่ใช่สตรีของข้า ดังนั้น..มีเพียงเหตุผลเดียวที่ข้าให้ท่าน
นั่นก็เพราะข้าได้เห็นกระต่ายคู่งามของท่านแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า….”
ใบหน้าของนางแดงระเรื่ออีกครั้ง
นางกล่าวเบาๆ “ข้าบอกเจ้าแล้วใช่มั้ยว่าอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก!” ขณะนางกล่าว
นางสบัดมืออย่างรวดเร็วก่อนจะเขกลงไปที่หัวของเฉินเซี่ยง นางเขกหัวของเขาเบามากๆ
แม้ภายในใจของนางจะไม่อยากทำร้ายเฉินเซี่ยง
หลังจากนางเอาเนื้อผลแก่นพิภพศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้นไป
เฉินเซี่ยงก็หัวเราะแล้วกล่าวอีกครั้ง “ห้ามขโมยกินนะ
เดี๋ยวข้าจะถามเซี่ยนเซี่ยนทีหลัง”
“นี่เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรอ?”
นางกล่าวพลางแค่นเสียงเบาๆ
“…ข้า..เป็นอาจารย์ของภรรยาเจ้านะ เจ้าทำหยาบคายกับข้าครั้งแล้วครั้งเล่าข้ายังไม่เคยว่าเจ้าเลยสักคำ”
เฉินเซี่ยงขดปากแล้วกล่าวโต้
“ด้วยเรื่องที่ข้าทำทั้งหมด
นี่ข้ายังถือเป็นคนนอกอยู่หรอ? ไม่ใช่ว่าข้าช่วยท่านเปลี่ยนให้ริบบิ้นที่พันรอบอกของท่านกลายเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์หรอกหรอ”
หากกล่าวถึงอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิง
หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกขอบคุณเฉินเซี่ยงมาก
เพราะยามนี้มันได้กลายเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของนางแล้ว
มันเชื่อมต่อกับเลือดเนื้อของนางทำให้นางรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นมาก
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านและผู้อาวุโสเม็ดยาเกี่ยวข้องกันยังไง? ทำไมท่านถึงได้เป็นประมุขของหุบเขาเหมันต์?”
“ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง
ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาหุบเขาเหมันต์ก็เป็นเช่นตอนนี้
หุบเขาเหมันต์จะอยู่ในความควบคุมของประมุขนิกายเฉินปิงเทียน
ข้าเป็นคนเปลี่ยนนิกายเฉินปิงเทียนให้เป็นจักรวรรดิเฉินปิงเทียนเพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้นและยังทำให้ข้ามีเวลาอยู่ที่หุบเขาเหมันต์บ้าง”
นางกล่าวตอบ ในยามนี้เฉินเซี่ยงเข้าใจนางแล้ว
นางไม่ได้ปิดบังใดๆกับเฉินเซี่ยงเพราะนางเชื่อใจเฉินเซี่ยงอย่างที่สุด
บางทีอาจเป็นเพราะนางรู้ว่าเฉินเซี่ยงมีความลับมากมายและเฉินเซี่ยงเองก็เชื่อใจนางเช่นกัน
“ไม่ใช่ว่าท่านต้องวิ่งกลับไปกลับมาหรอกหรอ?”
หลังจากได้ทราบความลับของนิกายเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์
เฉินเซี่ยงได้แต่แอบตกใจ
“มีการเรียงตัวที่ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างหุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ข้าแค่ต้องใช้ผลึกศิลาเล็กน้อยในการกระตุ้นให้มันทำงานซึ่งสามารถทำให้ข้าสามารถเคลื่อนย้ายได้ภายในพริบตา…
แต่เจ้าห้ามพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเตือน
“ข้ารู้แล้วน่า..
ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าผู้อาวุโสเม็ดยาจะมีตัวตนอื่น..
บางทีนางอาจจะเป็นประมุขของดันเซี่ยงเถาหยวน!” เฉินเซี่ยงเอามือลูบคางพลางขบคิด
หลิวเมิ่งเอ๋อก็ขมวดคิ้วพลางกล่าว
“ข้าก็สงสัยเหมือนกับเจ้า
เพราะประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนเองก็ลึกลับเช่นเดียวกับ….ตัวตนประมุขหุบเขาเหมันต์ของข้า”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกนางว่าประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนเป็นคนสอนทักษะปรุงยาให้ข้า
ในยามนั้นนางเถียงข้าหัวชนฝาว่าข้าพูดโกหก” เฉินเซี่ยงกล่าว “สงสัยพอข้ากลับไป
ข้าต้องถามนางแล้วหล่ะ”
หลิวเมิ่งเอ๋อตกใจไปชั่วครู่ก่อนนางจะกล่าวถาม
“ผู้อาวุโสเม็ดยาไม่ได้เป็นคนสอนทักษะการปรุงยาให้เจ้าหรอกหรอ?”
เฉินเซี่ยงยิ้มแล้วกล่าว
“เปล่า.. เป็นอีกคนซึ่งเป็นความลับของข้า”
“ฮึ่ม ดูเหมือนเจ้าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อาวุโสเม็ดยาสินะ? ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่า…..ว่า…นางให้เจ้าดู…..”
พอกล่าวถึงประโยคนี้ หลิวเมิ่งเอ๋อกลับกล่าวไม่ออก
นางพลันตระหนักได้ในทันทีว่านางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาก
“ข้าหลอกท่าน
ฮ่าฮ่าฮ่า…..” เฉินเซี่ยงเริ่มหัวเราะ
หลิวเมิ่งเอ๋อขบฟันพลางกล่าว
“เจ้ารีบกลับไปที่นิกายยอดนักสู้เลยนะ ไอ้พวกคนจากนิกายฝ่ายปีศาจไม่อยู่เฉยแน่
ด้วยเหล่านิกายใหญ่มากมายต่างแออัดกันอยู่ในดินแดนเดียวทำให้พวกมันขาดทรัพยากร
ยิ่งเพื่อจะรับมือกับพายุที่กำลังจะเข้ามา พวกมันต่างก็เริ่มปล้นชิงทรัพยากรไปทั่วทุกพื้นที่แล้ว
เรื่องเหมืองผลึกศิลาแห่งนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการเอง!”
“อืม…
ขอบคุณท่านมากพี่เมิ่งเอ๋อ!” เฉินเซี่ยงยิ้มแล้วกล่าว
นางกล่าวขึ้นด้วยความโกรธ
“ที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้ว่าข้าไม่ควรปฏิบัติกับเจ้าเหมือนคนนอก…
นิกายฝ่ายปีศาจและนิกายธรรมะต่างขัดแย้งกัน เจ้าควรระวังตัวให้มาก
อย่างเตร็ดเตร่ไปที่ใด! และจากนี้ไป เจ้าไม่อาจพายู่หลานเตร็ดเตร่ไปกับเจ้า
เจ้าอย่าคิดถึงแต่ตัวเจ้าเองแต่ให้คิดถึงนางด้วย ”
“อีกอย่าง
ห้ามเจ้าชู้ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใดก็ตามเพราะเจ้ามียู่หลานและเซี่ยนเซี่ยนแล้ว
หรือแค่พวกนางยังไม่พอสำหรับเจ้า?” ในสายตาของหลิวเมิ่งเอ๋อเหลิ่งยู่หลานคือสตรีของเฉินเซี่ยงแล้วถึงแม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเป็นเพียงพี่ชายและน้องสาวก็ตาม
เฉินเซี่ยงขดปากแล้วกล่าว
“งั้น..ที่ข้าอยู่ด้วยกันกับท่านตอนนี้ถือว่าเป็นการเจ้าชู้หรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าไม่!
เจ้า…เจ้ามันคนสารเลว….ฮึ่ม!” หลิวเมิ่งเอ๋อไร้ซึ่งคำกล่าว
ยามใดก็ตามที่นางอยู่ต่อหน้าเฉินเซี่ยง..สติสตังค์ของนางก็จะจางหายไปจนนางต้องถูกเฉินเซี่ยงข่มเหงอยู่เสมอ
“ฮี่ฮี่
ถึงเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานจะใกล้ชิดกับข้า แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นกระต่ายน้อยของพวกนาง
แต่พี่เมิ่งเอ๋อ…..ฮ่าฮ่า…” ทันทีที่กล่าวจบเฉินเซี่ยงก็รีบวิ่งออกจากห้องไป
เขาได้ยินเพียงหลิวเมิ่งเอ๋อก่นด่าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางรีบสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าก่อนไล่ตามเฉินเซี่ยงไปอย่างรวดเร็ว
นางไล่ตามกระทั่งปรากฏตัวที่เบื้องของเฉินเซี่ยงแล้วหยิกแขนเขาชั่วครู่ก่อนนางจะกล่าวเบาๆ
“อย่าบอกยู่หลานเรื่องตัวตนของข้า!”
“งั้นจูบข้าสิแล้วข้าสัญญาว่าข้าจะไม่บอกนาง!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว
“เจ้าเด็กสารเลว
คอยดูเถอะ..สักวัน ข้าจะให้เจ้าชดใช้อย่างสาสม” นางขบฟันพลางกล่าว
เมื่อทั้งสองมาถึงยังห้องโถง…
เหลิ่งยู่หลานรีบเดินมาข้างกายเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้าของเฉินเซี่ยงนางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในยามนี้หลิวเมิ่งเอ๋อแผ่ปราณอันเย็นเฉียบออกมาอีกครั้งเพียงแต่มันกลับหนาวเย็นขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
นั่นแสดงให้เห็นว่านางกำลังโกรธเฉินเซี่ยงอยู่
“ยู่หลาน..รีบกลับหุบเขาเหมันต์
มีเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่ต้องประกาศ!”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวอย่างเย็นชา…………………………….
Chapter
0214 เนรคุณ
“ท่านประมุข…”
เหลิ่งยู่หลานไม่เต็มใจนัก นางเดินเข้ามาหาเฉินเซี่ยงแล้วกล่าว “ท่านพี่…
ตอนนี้ข้าคงท่องโลกไปกับท่านไม่ได้ แต่ในอนาคตย่อมมีโอกาสแน่!”
เฉินเซี่ยงลูบผมนุ่มขาวของนางแล้วดึงนางเข้ามากอด
เขากล่าว “อืม…
เจ้าต้องทุ่มควาพยายามทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะและเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเจ้า
ครั้งหน้าที่เราพบกัน ข้าจะทดสอบความแข็งแกร่งของเจ้า!”
เหลิ่งยู่หลานพยักหน้า
เฉินเซี่ยงโน้มศีรษะเจ้ามาแล้วกระซิบที่ข้างหูของนาง “ยู่หลาน
ถ้าประมุขกล้าใช้กำลังกับเจ้า ให้เจ้าพูดว่า ‘กระต่าย’
แล้วนางจะไม่กล้าทำอะไรเจ้า”
“กระต่าย?”
แม้นางจะรู้สึกสงสัยแต่นางยังพยักหน้าตอบ
หลิวเมิ่งเอ๋อเป็นถึงนักสู้ขอบเขตนิพพาน
นางย่อมได้ยินสิ่งที่เฉินเซี่ยงกล่าวแน่นอน คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ร่างกายอันละเอียดอ่อนของนางสั่นเทาด้วยความโกรธพลางแอบขบฟัน
เซี่ยนเซี่ยนเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของนางทั้งยังเป็นภรรยาของเฉินเซี่ยง
ส่วนเหลิ่งยู่หลานนับได้ว่าเป็นศิษย์อีกคนของนาง
แม้นางจะเป็นน้องสาวร่วมสาบานของเฉินเซี่ยงแต่ถ้าลองมองดูดีๆ
กลายเป็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับไม่ธรรมดาเอาซะเลย
“ปล่อยเรื่องนี้ให้ข้าเป็นคนจัดการ!
ข้าเป็นถึงสหายของกู่ตงเฉิน อีกอย่าง..เรื่องนี้ยังนับว่าเป็นเรื่องเล็ก!”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว
แม้เฉินเซี่ยงและเหลิ่งยู่หลานจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆแต่นางก็มีความสุขมาก
แม้นางจะไม่ค่อยเต็มใจที่จะไปนักแต่นางก็ยังยินดี
นางเดินตามหลิวเมิ่งเอ๋อออกไปด้วยรอยยิ้มอันงดงามกระทั่งทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจ
หลิวเมิ่งเอ๋อรู้ว่าเหลิ่งยู่หลานมักจะเย็นชา…หนักแน่น…ยิ่งใหญ่และป่าเถื่อนอยู่เป็นนิจ
แต่ยามนี้เหลิ่งยู่หยานกลับมีอารมณ์เฉกเช่นสตรีธรรมดาสามัญ
ในยามนี้..หลิวเมิ่งเอ๋อได้แต่คิดถึงช่วงเวลาที่นางใช้ร่วมกันกับเฉินเซี่ยงในครั้งนั้น…
นั่นมันก็เหมือนกับเหลิ่งยู่หลานไม่ใช่หรอ? ยิ่งนางนึกถึงเรื่องราวต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นในยามที่อยู่กับเฉินเซี่ยง
ใบหน้าของนางพลันปรากฏสีแดงระเรื่อเล็กน้อย อารมณ์อันหลากหลายพลันลุกโหมขึ้นในใจของนาง
หลังจากหลิวเมิ่งเอ๋อและเหลิ่งยู่หลานจากไปเฉินเซี่ยงยังคงอยู่ที่เหมืองแห่งนี้ต่อเพื่อรอให้ตานหยวนฟื้นฟูเป็นปกติก่อนเขาจึงจะไปโดยไร้กังวล
ผ่านไปไม่กี่วัน…หุบเขาเหมันต์ได้ส่งกลุ่มคนจำนวน 20
คนมายังเหมืองแห่งนี้ กลุ่มคนทั้ง 20 คนนั้นล้วนแต่เป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งสิ้น
เมื่อเหมืองผลึกศิลากลับคืนสู่ความปลอดภัยเฉินเซี่ยงจึงได้กล่าวลาตานหยวนก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปยังนิกายยอดนักสู้!
ขณะบินกลับเฉินเซี่ยงก็คิดวิธีการจัดการกับผู้อาวุโสถานที่ร่วมมือกับตระกูลลู่และนิกายฝ่ายปีศาจ….เขาต้องกำจัดคนที่อันตรายคนนี้ให้ได้!
6 วันผ่านไป
เฉินเซี่ยงกำลังบินอยู่เหนือเมฆภายในดินแดนเถาหยวน
ด้วยทัศนีภาพที่ไร้ซึ่งความงดงามเบื้องล่างนั่นทำให้เฉินเซี่ยงเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก
ขณะที่เฉินเซี่ยงลดระดับความสูงลงครู่หนึ่ง
จู่ๆกลับมีปราณอันทรงพลังยิงแหวกผ่านหมู่เมฆขึ้นมาบนท้องฟ้าจนทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ
เมื่อเฉินเซี่ยงลองสังเกตุดีๆเขาจึงได้ยินเสียงต่อสู้ที่ดังมากจากเบื้องล่าง
เฉินเซี่ยงซ่อนตัวในหมู่เมฆแล้วบินวนเพื่อสังเกตุการณ์
เขาร่อนลงบนภูเขาสูงเพื่อคอยจับตาดูการต่อสู้
เขาเห็นคนในชุดคลุมดำกำลังปิดล้อมกลุ่มคนในชุดคลุมขาว
“นั่นมันคนจากดันเซี่ยงเถาหยวนไม่ใช่หรอ? งั้นคนชุดคลุมดำพวกนั้นคือนักสู้ฝ่ายปีศาจหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่แน่ใจ
เขามุ่งหน้าลงจากเขาแล้วชักกระบี่ออกมา
กลุ่มคนในชุดคลุมดำถืออาวุธประหลาดๆในมือ
ปราณของพวกมันก็แปลกประหลาดและชั่วร้าย
เมื่อเฉินเซี่ยงเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเขาจึงมั่นใจว่ากลุ่มคนในชุดคลุมดำนั้นคือนักสู้ฝ่ายปีศาจ
ไม่เพียงพวกมันจะจู่โจมคนจากดันเซี่ยงเถาหยวนแต่พวกมันยังจู่โจมคนจากนิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ด้วย
นิกายยอดนักสู้นับว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับดันเซี่ยงเถาหยวนเสมอมา
ทั้งฝ่ายต่างไร้ซึ่งเรื่องบาดหมางใดๆต่อกัน
ซึ่งนั่นทำให้เฉินเซี่ยงต้องช่วยคนจากดันเซี่ยงเถาหยวนแน่นอน
คนเหล่านั้นถูกโอบล้อมด้วยนักสู้ฝ่ายปีศาจมากมายทั้งพวกเขาเองยังอ่อนแอกว่านักสู้ฝ่ายปีศาจด้วย
“มีนักสู้ระดับ
3 ขอบเขตนักสู้แท้จริง 2 คน
ดูเหมือนศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะหมดหวังแล้ว!”
เฉินเซี่ยงชักกระบี่ครามผลาญมังกรออกมา หากเขาไม่ใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์
เขาย่อมจัดการเรื่องวุ่นวายนี้ได้ยาก อีกอย่างเขายังต้องระมัดระวังคนจากนิกายนักสู้แท้จริงและคนจากนิกายเช่าหวู่ด้วย
เฉินเซี่ยงถ่ายปราณแห่งมังกรครามลงไปในกระบี่
ทันใดนั้นออร่าอันกดดันพลันพวยพุ่งออกมา
เฉินเซี่ยงกวัดแกว่งกระบี่ครามผลาญมังกรในมือแล้วพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนชุดคลุมดำ *ซู่
ซู่* เฉินเซี่ยงตวัดฟันการบี่ครามผลาญมังกรในมือ
ทุกการฟันหนึ่งหมายถึงชีวิตของนักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้
1 ชีวิต
เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปราณด้วยทักษะ
‘ปราการเต่าทมิฬ’ เพื่อเสริมการป้องกันให้แข็งแกร่งมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปราณที่มองไม่เห็นครอบคลุมอยู่ทั่วร่างของเขาทำให้นักสู้ที่ไม่แข็งแกร่งพอไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้
ทำให้พวกมันต่างรู้สึกราวกับว่าพวกมันอยู่ใต้อำนาจของคลื่นปราณอันเกรี้ยวกราด
เมื่อเหล่าคนจากดันเซี่ยงเถาหยวนเห็นว่ามีบางคนเข้ามาช่วยเหลือ
พวกเขาต่างตระหนักได้ทันทีว่าอาวุธของผู้เข้ามาช่วยนั้นช่างคุ้นเคยนัก
พวกเขาเคยได้ยินมาว่าอาวุธนั่นเป็นสมบัติของเฉินเซี่ยงซึ่งทำให้พวกเขาต่างรู้สึกโล่งใจ
เมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้น เขาก็สังหารนักสู้ระดับ 10
ขอบเขตนักสู้อย่างรวดเร็ว
เฉินเซี่ยงเริ่มดูดซับปราณอันชั่วร้ายจำนวนมากมายมหาศาลแล้วใช้มันปลดปล่อยทักษะ
‘สังหารใจ’ ออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้เหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายต่างหวาดกลัวราวกับพวกมันพบเจอกับอวตารร่างของเทพปีศาจ
กระบี่ยักษ์ของเฉินเซี่ยงดูราวกับสายฟ้าที่กำลังร่ายรำอย่างบ้าคลั่งทั้งยังไล่ล่าสังหารเหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจจนย่อยยับกระทั่งร่างของพวกมันถูกฟาดฟันเป็นชิ้นๆ
นักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจถูกล่าล้างสังหารภายในพริบตา จะเหลือก็เพียงนักสู้ระดับ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่คิดจะหลบหนี
“เฉินเซี่ยง
พวกข้าเผ่าแปลงกระดูกไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
ชายตาเดียวซัดฝ่ามือเข้าใส่ชายร่างสูงผอมที่อยู่ข้างๆมัน
ฝ่ามือเข้าปะทะกับกับชายร่างสูงผอมอย่างรุนแรงส่งให้ร่างของมันลอยพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยง
ทันทีที่ชายร่างสูงผอมกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด..ร่างของมันกลับกลายเป็นพิษเหลวสีดำสาดกระจายเข้าใส่เฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงฉากหลบไปด้านข้าง
เขาคาดไม่ถึงว่านักสู้นิกายฝ่ายปีศาจจะลงมือได้โหดเหี้ยมกระทั่งยอมเสียสละตนเองเพื่อให้สหายได้หลบหนีเช่นนี้
ชายตาเดียวคิดว่ามันสามารถถ่วงเวลาเฉินเซี่ยงได้ชั่วครู่ซึ่งทำให้มันมีโอกาสหลบหนีเพิ่มขึ้น
แต่ทันทีที่มันวิ่งไปได้ไม่ไกลนัก
มันกลับรู้สึกถึงบรรยากาศอันกดดันเข้าห่อหุ้มร่างกายของมันจากทางด้านหลัง
เฉินเซี่ยงไล่ตามชายตาเดียวไป
เขากวัดแกว่งกระบี่ครามผลาญมังกรแล้วฟาดฟันใส่ร่างของมันอย่างรุนแรง *ตูม*
เสียงระเบิดอันเกิดจากการฟาดฟันส่งผลให้ร่างของชายตาเดียวแหลกเหลว
ศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวน
นิกายนักสู้แท้จริง และนิกายเช่าหวู่ต่างสั่นสะท้านเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างต่อสู้อย่างยากลำบากและหากมันยังเป็นเช่นนั้นต่อไป
พวกเขาย่อมไม่มีใครเหลือรอดแน่
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือเฉินเซี่ยงจะปรากฏตัวขึ้น
ตัวเขาเพียงลำพังกลับสามารถสังหารศิษย์จากเผ่าแปลงกระดูกได้ทั้งหมด
“นี่คือความแข็งแกร่งของนักสู้รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายยอดนักสู้หรอเนี่ย? เฉินเซี่ยง…สมแล้วที่เขาได้ค่าหัว
10 ล้านผลึกศิลา!” ศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนคนนึงอุทานขึ้น
“เป็นเขาแน่นอน!
ถึงเขาจะดูต่างออกไป แต่กระบี่นั่น…ข้าเคยเห็นในใบค่าหัวของเค้า!” ชายอีกคนกล่าว
ขณะที่ศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนกำลังรู้สึกขอบคุณเฉินเซี่ยง
เหล่าศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ต่างกรูกันเข้าหาเฉินเซี่ยงด้วยความโลภ
พวกมันเชื่อว่าด้วยคนที่มากกว่าขนาดนี้ย่อมสามารถจัดการกับเฉินเซี่ยงได้และท้ายที่สุด…
พวกมันก็จะได้กระบี่และค่าหัวอีก 10
ล้านผลึกศิลาของเฉินเซี่ยง
“ไอ้พวกเนรคุณ!
หยุดมันเอาไว้!” ชายวัยกลางคนจากดันเซี่ยงเถาหยวนตะโกนขึ้น
เขากระชับหอกยาวในมือก่อนจะพุ่งเข้าใส่เหล่าศิษย์จากนิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่อย่างไม่ลังเล
เมื่อเหล่าศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนเห็นผู้นำของเขาลงมือ
คนที่เหลือจึงเริ่มเข้าต่อสู้กับศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ทีละคนๆ
“ศิษย์พี่และศิษย์น้องแห่งดันเซี่ยงเถาหยวน
พวกท่าทุกคนจงมาหลบอยู่หลังข้า!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและเย็นชา
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะช่วยเหลือศิษย์จากนิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ แต่พวกมันกลับเนรคุณและกล้าจู่โจมเขา!!!……………………………………………………
Chapter
215 – ลงมือก่อน บอกทีหลัง
เมื่อศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนได้ยินเฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นพวกเขาก็ต่างถอยร่นออกมา
ถึงพวกเขาไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังจะทำอะไรแต่พวกเขายังสามารถจับสังเกตุจากน้ำเสียงของเฉินเซี่ยงว่าตอนนี้เขากำลังกระวนกระวายมาก
ศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงและศิษย์นิกายเช่าหวู่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไปเมื่อพวกมันเห็นศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนร่นถอยไปหาเฉินเซี่ยงเพราะเดิม..พวกมันต่างคิดว่าศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนจะจู่โจมเฉินเซี่ยงเช่นเดียวกับพวกมัน
“ฮึ่ม..
ขนาดข้าช่วยหมาหมามันยังกระดิกหางให้
แต่พวกเจ้ากลับไม่เอ่ยคำขอบคุณทั้งยังหันอาวุธใส่ข้า
พวกเจ้าทั้งหมดมันเลวยิ่งกว่าหมาซะอีก!” เฉินเซี่ยงด่าทอด้วยความโกรธ
“แล้วยังไง?”
ศิษย์ที่โง่เขลาจากนิกายนักสู้แท้จริงคนหนึ่งตะโกนขึ้น
มันคิดว่ามีพวกของมันมากมายที่เข้าข้างมัน อีกอย่างที่นี่ยังมีศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงที่อยู่ข้างเดียวกันกับมันอีกหลายคน
ร่องรอยของการเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง
ทันใดนั้น เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งพลันลุกโหมขึ้นทั่วร่างของเฉินเซี่ยง
ที่แผ่นหลังของเขาปรากฏเป็นปีกเพลิงคู่ยักษ์ที่ในยามนี้คล้ายคลึงกับปีกของหงษ์เพลิงเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงพุ่งทะยานเข้าใส่เหล่าศิษย์ของนิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ที่อยู่เบื้องหน้าขณะที่ปีกเพลิงยักษ์ที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานเฉินเซี่ยงก็ทะยานไปถึงพวกมัน
เขากลายเป็นเหมือนนกยักษ์ดุร้ายที่กำลังล่าเหยื่อ กลุ่มของศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ไม่มีเวลาพอที่จะตอบโต้
พวกมันถูกปีกเพลิงยักษ์ของเฉินเซี่ยงกวาดผ่าน..
ศิษย์ของสองนิกายเหล่านั้นถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านกระทั่งผืนดินที่อยู่เบื้องล่างพวกมันยังเกิดเป็นเพลิงลุกไหม้!
เหตุการณ์นี้นับเป็นสิ่งเปิดหูเปิดตาให้แก่เหล่าศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวน
เพียงแค่ 1 กระบวนท่า
ศิษย์มากมายจากนิกายหลักทั้งสองกลับถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านภายในพริบตา
นี่นับเป็นความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยง ดังนั้น
การที่จะเรียกขานเฉินเซี่ยงว่าเป็นนักสู้นักรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิกายยอดนักสู้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด
“พี่น้องดันเซี่ยงเถาหยวนทั้งหลาย
ข้าอยากเดินทางกลับนิกายยอดนักสู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นนั้น
ข้าจึงไม่อาจเดินทางไปยังเมืองเถาหยวนกับพวกท่านได้!
บางทีครั้งต่อไปเราอาจได้พบกันใหม่!” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางยิ้มและหัวเราะร่าก่อนปลดปล่อยปีกเพลิงคู่ยักษ์อันน่าพรึงกลัวนั่นอีกครั้งแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเงาร่างของเขาเลือนหายไปกับกลุ่มเมฆ
“ดูเหมือนข่าวลือเหล่านั้นจะเรื่องกล่าวหาเฉินเซี่ยง
เขาไม่ใช่คนเลวเลยแม้แต่น้อย!” ชายคนนึงกล่าวขึ้น
“ถูกต้อง กลับกลายเป็นว่าเขาถูกผู้คนมากมายปองร้าย!”
“หากมีโอกาส
ข้าจะดื่มให้เขาสองจอก ไป…รีบกลับกันได้แล้ว!
ไอ้คนจากนิกายฝ่ายปีศาจนับวันพวกมันยิ่งอาละวาดมากขึ้นเรื่อยๆ!”
เฉินเซี่ยงกลับมาถึงนิกายยอดนักสู้ประมาณช่วงกลางคืน
เมื่อเฉินเซี่ยงกลับมาถึง…เขารีบตามหาผู้อาวุโสถานในทันที
ถึงยามนี้จะค่อนข้างดึกแต่เฉินเซี่ยงยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้อาวุโสถาน
ผู้อาวุโสถานประหลาดใจอย่างมากที่เห็นเฉินเซี่ยงกลับมาได้อย่างปลอดภัย
แต่กระนั้นใบหน้าแก่ๆของมันยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ดูเหมือนเจ้าจะแก้ปัญหาได้แล้วสินะ!”
เฉินเซี่ยงแค่พยักหน้าแล้วยิ้มพลางกล่าวตอบ
“ปัญหาเรื่องนี้นับเป็นเรื่องง่าย
ข้าต้องขอบคุณผู้อาวุโสถานจริงๆที่มอบภารกิจที่ง่ายดายให้ข้าเช่นนี้
ข้าแค่เดินทางเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว!”
ผู้อาวุโสถานรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
มันรู้ว่ามีนักสู้ระดับสูงกำลังรอลอบสังหารเฉินเซี่ยง
แต่จนถึงเดี๋ยวนี้มันก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวใดๆจากเมืองกระบี่น้ำแข็งเลย
“ดีมาก!”
ผู้อาวุโสถานยิ้มพลางกล่าว
ทันใดนั้น
ท่าทางของเฉินเซี่ยงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในฉับพลัน เขากล่าว “ผู้อาวุโสถาน
ระหว่างที่ข้าเดินทางข้าได้ของดีมาด้วยแต่ข้าไม่รู้ว่าควรจะเปิดเผยดีหรือเปล่า?”
“โอ้?”
ผู้อาวุโสถานรู้สึกสงสัย
หากเฉินเซี่ยงได้ของดีมาจริง..ทำไมเขาต้องพูดถึงมันหล่ะ?
“ข้ารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์แต่ดูเหมือนว่าข้าก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันคืออะไร
ผู้อาวุโสถาน..ตัวท่านนับว่ามากประสบการณ์และเคยพบเจอสิ่งของมากมายหลายสิ่ง
ท่านพอจะช่วยข้าดูของชิ้นนี้หน่อยได้มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามเบาๆและหยิบเอาผลึกศิลาระดับสูงสุดขนาดเท่ากำปั้นออกมาก่อนจะยื่นส่งให้ผู้อาวุโสถาน
เมื่อเห็นศิลาที่เปล่งแสงสีขาวและมีปราณวิญญาณอัดแน่นอยู่ภายในจำนวนมากมายมหาศาล
ผู้อาวุโสถานจำได้ทันทีว่าของสิ่งนี้คือผลึกศิลาระดับสูงสุด
“ผู้อาวุโสถาน…ศิลานี่ไม่ใช่ผลึกศิลาระดับสูงสุด!
ลองใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของท่านตรวจสอบมันให้ดีแล้วท่านจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ
ข้าคิดว่าบางที…มันอาจจะเป็นผลึกจักรพรรดิก็ได้!
ข้าขโมยมันมาจากนักสู้ฝ่ายปีศาจที่แข็งแกร่งคนนึง
มันผู้นั้นเคยเข้าไปที่เบื้องลึกของเหมืองผลึกศิลาแห่งนั้นด้วย!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอธิบาย
ผลึกจักรพรรดิ!
เมื่อผู้อาวุโสถานได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง มันพลันแข็งค้างไปชั่วครู่ก่อนแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปตรวจสอบผลึกศิลานั่น..
ไม่ต้องกล่าวถึงผลึกจักรพรรดิ…แค่ผลึกศิลาระดับสูงสุดก้อนใหญ่ขนาดนี้ยังพบเจอได้ยากเลย
แต่ตอนนี้สิ่งของล้ำค่าเช่นนี้กลับถูกส่งมาจนถึงมือของมันด้วยเฉินเซี่ยงเองทำให้ความสงสัยที่มันมีต่อเฉินเซี่ยงพลันมลายหายสิ้น
หลังผู้อาวุโสถานแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในผลึกจักรพรรดิทั้งหมด
จู่ๆเฉินเซี่ยงกลับตะโกนเรียกหลงเสวี่ยอี๋ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
“มังกรน้อยข้าขอยืมพลังของเจ้าหน่อย!”
“ได้เลย!”
หลงเสวี่ยอี๋ตอบตกลงในทันที
เฉินเซี่ยงค่อยๆแอบย่องไปด้านหลังของผู้อาวุโสถานเงียบๆก่อนดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมา
เขาถ่ายปราณจักรวาลด้วยพลังที่ยืมมาจากหลงเสวี่ยอี๋เขาไปในกระบี่ก่อนจะฟันใส่ผู้อาวุโสถาน
ทันใดนั้น
ผู้อาวุโสถานพลันรู้สึกได้ถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวกำลังพุ่งตรงเข้าใส่มัน
มันพยายามจะหลบหลีกแต่กลับช้าจนเกินไป
กระบี่น้ำหนักกว่าหลายล้านจินฟาดเข้าใส่ร่างกายของมันอย่างหนักหน่วงกระทั่งทำให้ร่างของมันขาดเป็น
2 ท่อน!!
เรื่องของผู้อาวุโสถานเฉินเซี่ยงไม่ได้กะจะบอกกู่ตงเฉินหรือคนอื่นๆ
เขาตั้งใจที่จะลงมือก่อนแล้วค่อยบอกทีหลัง
ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อาวุโสถานทราบถึงชะตากรรมของมันจนทำให้มันพยายหลบหนี!
หลังจากสังหารผู้อาวุโสถานเสร็จแล้วเขาจึงมุ่งหน้าไปยังดินแดนลี้ลับแห่งนิกายยอดนักสู้
ระหว่างทาง…เฉินเซี่ยงได้พบกับหวู่ไคหมิง
เขารายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับหวู่ไคหมิงฟังทั้งยังหยิบเอาแผนที่ทั้งสองแผ่นที่เป็นหลักฐานยื่นส่งให้กับหวู่ไคหมิง
เมื่อหวู่ไคหมิงได้ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาโกรธแค้นอย่างมาก
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับนิกายยอดนักสู้!? ไอ้พวกคนทรยศทั้งหลายต่างโผล่หัวขึ้นมาคนแล้วคนเล่า!
เรื่องเหมืองผลึกศิลาท่านประมุขกับข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ไม่อย่างงั้นพวกเราคงไม่ปล่อยให้ท่านไปคนเดียวแน่..
ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเหมืองผลึกศิลาจะเป็น ‘ถานเฟิง’ ที่เป็นผู้จัดการอยู่เสมอ
ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่ามันจะกล้าปิดบังเรื่องนี้กับข้า!”
“ไปกันเถอะ
เราจะไปตามหาถานเฟิงกัน!” หวู่ไคหมิงกล่าวขึ้น
“เอ่อ…คือ…
ตอนนี้มันก็เหลือแต่ศพอ่ะนะ!” เฉินเซี่ยงยิ้มบาง
หวู่ไคหมิงขวัญกระเจิงไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าว
“ปะ…เป็นไปไม่ได้….” ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน ทั้งสองก็มุ่งหน้าตรงไปยังที่พักของถานเฟิง
ที่พักของถานเฟิงอยู่ไม่ไกลมากนัก
เมื่อทั้งสองไปถึงหวู่ไคหมิงจึงได้พบกับศพของถานเฟิงที่ถูกเฉินเซี่ยงผ่าเป็น 2
ซีกทั้งพื้นที่โดยรอบยังมีคราบโลหิตสาดกระจายไปทั่ว
หวู่ไคหมิงทำได้เพียงถอนหายใจยาว เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเฉินเซี่ยงบรรลุขอบเขตอันยิ่งใหญ่แล้วหรือไม่..เพราะเฉินเซี่ยงสามารถปลิดชีวิตของผู้อาวุโสได้ถึง
2 คน!
“ท่านควรไปพักผ่อนก่อน
ประมุขหุบเขาเหมันต์ได้เข้าดูแลเรื่องราวที่เมืองกระบี่น้ำแข็งแล้ว…พวกเราย่อมไม่ต้องกังวล!
ส่วนเรื่องถานเฟิง..ปล่อยให้ข้าเป็นคนจัดการ ข้าจะไปคุยเรื่องนี้กับท่านประมุขทีหลัง”
หวู่ไคหมิงกล่าว ตอนนี้เขารู้สึกไม่ค่อยดีนัก
ทั้งลู่สางและถานเฟิงต่างก็ถูกหวู่ไคหมิงฟูมฟักมาเป็นอย่างดีกระทั่งพวกมันได้เข้านั่งเก้าอี้ตำแหน่งผู้อาวุโสแห่งนิกายยอดนักสู้
แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวมันจะกลับกลายเป็นเช่นนี้
เฉินเซี่ยงไปหาหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆและได้ทราบในภายหลังว่าทั้งหมดต่างออกไปทำภารกิจ
ก่อนหน้านี้พวกเขาเกลียดการทำภารกิจ
แต่ตอนนี้พวกเขาย่อมไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ทำภารกิจให้ลุล่วงไปนั่นเพราะรางวัลที่พวกเขาจะได้นั้นยากจะต้านทานนัก
หลังจากเฉินเซี่ยงกลับไปถึงที่พักเล็กๆของเขาในลานราชาสุดยอดเม็ดยาเขาเดินตรงไปยังสวนของเขาในทันที
เฉินเซี่ยงแหงนหน้ามองต้นผลรากครามซึ่งยามนี้มันออกผลครบทั้ง 39 ผลแล้ว!
ในยามนี้ผู้อาวุโสเม็ดยากำลังนังอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งพลางจ้องมองดอกผลรากครามที่เปล่งประกายแสงสีครามระยิบระยับในมือของนาง
“ผลไม้พวกนี้ช่างงดงามนัก…
แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่ของเจ้า! ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เฉินเซี่ยงกล่าวหยอกล้อนาง……………………………………………………..
Chapter
216: 4 ทักษะปีศาจ
ผู้อาวุโสเม็ดยายืนขึ้นแล้วกล่าว
“ข้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายแล้ว… ท่านสกัดกลั่นเพื่อตัวท่านเองเถอะ!”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
”เยี่ยม! ข้ากำลังอยากได้เม็ดยาสร้างรากฐานจำนวนมากอยู่พอดี นี่..สาวน้อย
เจ้าช่วยข้ารวบรวมวัตถุดิบหน่อยได้มั้ย?”
เฉินเซี่ยงมีผลรากคราม
39 ผลซึ่งหมายความว่าเขาต้องรวบรวมสมุนไพรให้ได้ทั้งหมด 39 ชุด ยามนี้
เฉินเซี่ยงมีผลพันเส้นโลหิต ผลวิญญาณโลหะ สมุนไพรเสริมและแก่นอสูรอยู่จำนวนมาก
ตอนที่เฉินเซี่ยงอยู่ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ
เขาสามารถเก็บรวบรวมสมุนไพรได้มากพอที่จะสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ทั้งหมด
800 ชุด
ที่เฉินเซี่ยงกล่าวถามผู้อาวุโสเม็ดยาก็เพราะเขาอยากรู้ว่านางมีวัตถุดิบในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานหรือไม่
นางส่ายหน้า
“ก่อนหน้านี้ข้าทุ่มความสามารถทั้งหมดของข้าในการวบรวมสมุนไพร..
ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยท่านแต่ผลวิญญาณโลหะและผลพันเส้นโลหิตในยามนี้หาได้ยากมาก”
เฉินเซี่ยงรู้ว่านางไม่ได้โกหกแต่เขายังคงสงสัยว่านางเป็นประมุขของดันเซี่ยงเถาหยวน
ไม่อย่างนั้น นางสามารถจะรวบรวมสมุนไพรที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายได้รวดเร็วขนาดนั้นได้ยังไง
“สาวน้อย…
ข้ามีเรื่องๆหนึ่งจะถามเจ้าและเจ้าต้องตอบข้าตามจริง!” เฉินเซี่ยงกล่าว
“ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วว่าข้ามีจิตวิญญาณเพลิง!”
“ข้าเลือกที่จะตอบหรือไม่ตอบก็ได้!”
นางกล่าวตอบ ภายในใจของนางยังคงระแวงกับคำถามของเฉินเซี่ยงทำให้นางกังวลมากในยามนี้
เฉินเซี่ยงพยักหน้าแล้วจึงกล่าวถาม
“เจ้าคือประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนหรือเปล่า?”
นางไม่ได้กล่าวตอบ
นางเพียงจ้องมองเฉินเซี่ยง
ในยามนี้เฉินเซี่ยงสามารถยืนยันข้อสงสัยของเค้าได้แล้วว่านางคือประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนจริงๆ
“ไม่..
ข้าไม่ใช่ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวน! แต่ข้าก็คล้ายกับนางมาก!”
นางตอบปฏิเสธเฉินเซี่ยงแต่เฉินเซี่ยงยังคงมั่นใจว่านางเป็น
“เจ้าไม่ได้กำลังโกหกข้าใช่มั้ย?”
เฉินเซี่ยงค่อนข้างสงสัยนาง
“ข้าไม่ได้โกหกท่าน!
หรือจะให้ข้าสาบาน?” นางกล่าว
“ไม่ต้อง!”
เฉินเซี่ยงเริ่มเก็บผลรากครามบนต้นพลางกล่าว “สาวน้อย
เจ้าค้นหาสถานที่ที่มีวัตถุดิบของเม็ดยาธาตุแท้จริงพบหรือยัง?”
“ยัง..
ถ้าข้าพบ..ข้าย่อมไปซื้อหามาให้ท่านแน่นอน!” นางกล่าวพลางสูดกลิ่นของดอกผลรากคราม
จากสิ่งที่นางทำย่อมชัดเจนว่านางชื่นชอบดอกผลรากครามเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว
“งั้นข้าก็ขอขอบคุณเจ้าล่วงหน้า!
ถึงเจ้าจะเป็นคนต่อต้านข้าก่อนแต่ข้าก็ไม่เคยเกลียดเจ้า! ฮี่ฮี่
ข้าจะบอกความจริงให้ ข้าหน่ะอยากเอาชนะเจ้าใจจะขาด
ข้าอยากรู้ว่าเจ้าเป็นใครและอยากยืนยันเรื่องที่เจ้าพูดว่ารูปลักษณ์ของเจ้าก็งดงามเหมือนกับเซี่ยนเซี่ยนของข้า!”
นางแค่นเสียงเบาๆ
“ฮึ่ม งั้นท่านก็ต้องแข็งแกร่งให้ได้อย่างรวดเร็วและห้ามสร้างปัญหาด้วย
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า..มหาภัยพิบัติจะบังเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกใบนี้
ตัวท่านต้องพร้อมที่จะรับมือกับมัน ดังนั้น ท่านควรจะบ่มเพาะอย่างจริงจังได้แล้ว!”
“แต่ถ้าท่านต้องการรวบรวมสมุนหายาก
ท่านต้องไปที่เมืองดันเซี่ยงในดันเซี่ยงเถาหยวน
ที่นั่นจะมีสถานที่ที่ประมูลสมุนไพรหายากอยู่!
ส่วนข้าจะเก็บตัวบ่มเพาะช่วงเวลานึง”
หลังจากนางไป
เฉินเซี่ยงพึมพัมกับตนเอง “หรือนางรอให้ข้ากลับมาก่อนแล้วค่อยไปเก็บตัวบ่มเพาะ? ข้าไม่เข้าใจนางเลยจริงๆ”
เฉินเซี่ยงคิดว่าในที่สุดเวลาแห่งการบ่มเพาะอันสงบสุขก็มาถึงแต่ก่อนอื่น..เขาต้องปลูกต้นไม้เสียก่อน!
เฉินเซี่ยงมีผลพันเส้นโลหิต ผลวิญญาณโลหะและสมุนไพรอื่นๆมากมาย
แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับมีผลรากครามเพียงน้อยนิด! นั่นเป็นเหตุผลให้เฉินเซี่ยงต้องปลูกมันเพิ่ม
ตอนนี้เฉินเซี่ยงมีน้ำลายมังกรทองที่สามารถเร่งการเจริญโตเติบของพืชได้อย่างบ้าคลั่งและตราบใดที่เฉินเฉินเซี่ยงสามารถกสัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้
เขาย่อมสามารถบ่มเพาะนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้มากมาย
นอกจากนี้ด้วยเม็ดยาสร้างรากฐานที่เขาสกัดกลั่นได้ยังจะทำให้เฉินเซี่ยงเป็นผู้มั่งคั่งซึ่งสามารถใช้เงินเหล่านั้นซื้อหาสมุนไพรหายากได้เพิ่มมากขึ้น
ยามนี้ลานราชาสุดยอดเม็ดยาเงียบสงบมาก
เฉินเซี่ยงเป็นเพียงผู้เดียวที่อยู่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยาส่วนวู๋เชียนเชียนก็มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าผู้อาวุโสเม็ดยาพานางไปซ่อนไว้ที่ไหน
เฉินเซี่ยงเองก็ไม่ได้เจอวู๋เชียนเชียนนานมากแล้ว
“ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องเริ่มเรียนรู้ทักษะปีศาจของข้าแล้ว!
แดนสวรรค์ทั้งสามกำลังจะมาบรรจบกัน
เจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะที่ทรงพลังเพื่อที่จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น!”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
เขาวางแผนที่จะบ่มเพาะความแข็งแกร่งในช่วงกลางวันส่วนช่วงกลางคืนเขาจะใช้เวลาไปกับการสร้างน้ำลายมังกรทอง
“ทักษะปีศาจของข้าจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งทางร่างกาย
ปราณ และสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่สูงมาก ส่วนทักษะที่เหมาะสมกับเจ้านั้น..มีทั้งหมด 5 ทักษะ
แต่หนึ่งในนั้น..เจ้าเรียนรู้ไปแล้วคือ ’ทักษะปีศาจกลืนกิน’ ทำให้เหลืออีก 4
ทักษะซึ่งก็คือ ‘ฝ่ามือแปลงกระดูก’ ’เนตรปีศาจ’ ’สาปวิญญาณ’ และ ’ลมหายใจปีศาจ’! ”
นางกล่าวพลางเริ่มถ่ายทอดทักษะปีศาจให้กับเฉินเซี่ยง
การใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ถ่ายทอดทักษะวิชานับเป็นเรื่องที่ผิดธรรมดา
ฮวั๋งเจี่ยนเทียนที่เป็นอาจารย์ของเฉินเซี่ยงอีกคนยังไม่สามารถใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการถ่ายทอดทักษะวิชาให้ได้
เฉินเซี่ยงเคยอ่านหนังสือมากมายแต่เขายังไม่อาจหาวิธีการใดๆที่คล้ายคลึงกับการที่สองสาวใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ถ่ายทอดทักษะวิชาให้เขา
เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำไมเฉินเซี่ยงถึงสงสัยว่าเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยามาจากต่างโลก
ฝ่ามือแปลงกระดูก
เนตรปีศาจ สาปวิญญาณ และลมหายใจปีศาจ!
ชื่อของทักษะทั้งสี่นี้ฟังดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
ในยามนี้ความรู้…ความใจเกี่ยวกับทักษะทั้ง 4 อันมากมายก็ปรากฏขึ้นในสมองของเฉินเซี่ยงทำให้เฉินเซี่ยงมีความเข้าใจพวกมันอย่างลึกซึ้ง
ในนิกายฝ่ายปีศาจ..
มีขุมกำลังอันทรงพลังที่รู้จักกันในนาม ‘เผ่าแปลงกระดูก’
พวกมันจะใช้ทักษะที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะในการแปลงกระดูกและเลือดเนื้อให้กลายพิษเหลวสีดำซึ่งทักษะนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ
‘ฝ่ามือแปลงกระดูก’
เพียงแต่มันแตกต่างกับทักษะปีศาจที่เฉินเซี่ยงเพิ่งเรียนรู้มาเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงฝ่ามือแปลงกระดูกของเฉินเซี่ยงจะใช้ในการจู่โจมมนุษย์
แต่มันยังสามารถใช้โจมตีวัตถุที่แข็งมากๆจนทำให้วัตถุเหล่านั้นสลายหายไป
หากฝ่ามือนี้ถูกใช้กับมนุษย์..มันจะทำให้กระดูก เลือดเนื้อ
และเส้นลมปราณถูกหลอมละลาย
ไม่เพียงฝ่ามือแปลงกระดูกจะใช้กับการต่อสู้ระยะประชิดแต่มันสามารถสร้างปราณจนกลายเป็นการจู่โจมระยะไกลได้ด้วย
นับว่ามันเป็นทั้งทักษะที่ดีและเป็นทักษะปีศาจไปด้วยทั้งคู่
หากจินตนาการถึงระหว่างการต่อสู้
ถ้ากระดูกของอีกฝ่ายถูกหลอมละลาย…มันผู้นั้นจะเป็นเช่นใด? นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมความต้องการของจำนวนปราณแท้จริงของทักษะที่น่าสะพรึงกลัวนี้ถึงได้สูงนัก
เนตรปีศาจ…
เมื่อเฉินเซี่ยงได้ยินคำนี้ทำให้เฉินเซี่ยงคิดไปว่ามันจะช่วยให้เขาสามารถอ่านจิตใจของผู้อื่นออก
แต่มันกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
เนตรปีศาจจะทำให้ผู้ใช้สามารถยิงลำแสงออกจากดวงตาทั้งสองข้างได้โดยเฉพาะการยิงลำแสงเพื่อจู่โจมหัวใจ
ลำแสงที่ยิงออกมาจะเจาะทะลุเข้าไปในร่างกายแล้วเข้าทำลายหัวใจโดยตรง!
ไม่เพียงมันจะใช้เพื่อจู่โจมหัวใจของศัตรู แต่มันยังสามารถใช้เพื่อจู่โจมอวัยวะต่างของคู่ต่อสู้ได้โดยตรง
ทักษะปีศาจชนิดนี้เป็นทักษะที่เหมาะกับนักสู้ที่โหดเหี้ยมซึ่งมันทำให้เฉินเซี่ยงแอบมีความสุขเพราะเขาปราถนาจะเป็นบุคคลที่โหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก
ในระหว่างการต่อสู้
หากใครก็ตามยิงลำแสงปราณออกจากดวงตาเจาะทะลุเข้าทำลายหัวใจของอีกฝ่ายได้…มันจะร้ายกาจขนาดไหน!? แต่ถึงอย่างนั้นทักษะนี้ยังต้องใช้ปราณและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
“เป็นไปได้ก็ห้ามให้คนอื่นรู้ว่าเจ้าบ่มเพาะเนตรปีศาจ
ไม่งั้นศัตรูของเจ้าอาจจะระวังมันมากเป็นพิเศษ” เป่ยยู่ยู่กล่าวเตือน
นางเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ชื่นชอบการสังหารทั้งยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ชื่นชอบการสรรหาวิธีต่างๆนาๆในการสังหารศัตรู
สาปปีศาจ….
เฉินเซี่ยงทราบรายละเอียดของทักษะนี้เล็กน้อย
ทักษะชนิดนี้เป็นทักษะที่จะเข้าบังคับให้อีกฝ่ายพูดความจริง
ทักษะนี้ต้องใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์สูงมาก แต่ไม่เพียงมันจะเข้าบังคับวิญญาณของอีกฝ่ายให้กล่าวความจริง
แต่มันยังสามารถยึดครองวิญญาณมาเป็นของตนได้ด้วย
สาปปีศาจนั้นนับเป็นทักษะปีศาจที่แปลกประหลาดและทรงพลัง
สุดท้าย
ลมหายใจปีศาจ… เป็นหนึ่งในทักษะที่ร้ายกาจมาก
สิ่งที่มันปลดปล่อยออกมาคือแค่ปราณที่ถูกแปลงไปเป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันเย็นเฉียบซึ่งนับว่ามันคือจิตวิญญาณน้ำแข็ง!
ในระหว่างการต่อสู้
ทักษะนี้จะปลดปล่อยจิตวิญญาณน้ำแข็งแล้วทำให้มันเป็นออร่าปราณเพื่อลอบจู่โจมคู่ต่อสู้อย่างเงียบเชียบ
หากคู่ต่อสู้โดนทักษะนี้เข้าไป
ร่างกายของคนเหล่านั้นจะไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติที่เด่นชัด..แต่จิตใต้สำนึกของมันจะรู้สึกหนาวเหน็บสุดขั้วราวกับมันถูกผลึกด้วยน้ำแข็งซึ่งการจู่โจมจากทักษะนี้ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับจิตวิญญาณของอีกฝ่ายได้อย่างมหาศาล
รากฐานการบ่มเพาะของเฉินเซี่ยงทั้งปราณ
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ และความแข็งแกร่งทางกายนับว่าแข็งแกร่งมากทำให้เฉินเซี่ยงสามารถฝึกฝนทักษะปีศาจทั้งสี่ได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนทำให้เขาเชี่ยวชาญได้อย่างง่ายดาย
เพียงแค่เฉินเซี่ยงพัฒนาในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง
เขาย่อมสามารถใช้ทักษะปีศาจเหล่านี้ได้อย่างพลิกแพลงและหลากหลาย
10 วันผ่านไป…
ภายในลานขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ในยามนี้กลับมีต้นผลรากครามถึง 2 ต้น
แต่ยังดีที่ขนาดของพวกมันไม่ใหญ่มาก
ไม่อย่างนั้นลานขนาดเล็กแห่งนี้ย่อมไม่พอแน่………………………………….
Chapter
217 – เขาราชาสมุนไพร
เฉินเซี่ยงไม่ได้ออกไปจากลานราชาสุดยอดเม็ดยาในช่วง
10 วันที่ผ่านมา
นอกจากเขาจะฝึกฝนทักษะปีศาจแต่เขายังบำรุงต้นผลรากครามด้วย
เฉินเซี่ยงไม่ได้ให้ความสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอกเพราะเขากังวลว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะทำให้เขาวอกแวก
แต่วันนี้..กลับมีบางคนมาเคาะประตูลานราชาสุดยอดเม็ดยา…
ด้วยความที่ลานราชาสุดเม็ดยาเป็นของผู้อาวุโสเม็ดยา..ทำให้ไม่มีใครกล้าเคาะประตูไม่เว้นแม้กระทั่งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินเว้นแต่ทั้งสองมีเรื่องที่สำคัญมากๆนั่นก็เป็นข้อยกเว้นจึงทำให้เฉินเซี่ยงรีบดิ่งมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
หากกู่งตงเฉินและหวู่ไคหมิงไม่มีธุระสำคัญ..ทั้งสองย่อมไม่มาที่นี่แน่
หลังจากเปิดประตูเฉินเซี่ยงก็พบกับหวู่ไคหมิง!
“หัวล้านน้อยเจ้ามีเรื่องอะไร? เข้ามาก่อนสิ!”
เฉินเซี่ยงกล่าว
“มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร..เพียงแต่เราไม่อาจมองข้ามได้
ว่าแต่..ที่นี่ก็ดูดีนะ!” หวู่ไคหมิงกล่าวตอบ “ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา
ความขัดแย้งระหว่างนักสู้ฝ่ายธรรมะและนักสู้ฝ่ายปีศาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
ความแค้นระหว่างนิกายยอดนักสู้ นิกายนักสู้แท้จริง และนิกายเช่าหวู่จำเป็นต้องวางไว้ชั่วคราวเพียงแต่…ค่าหัวของท่านยังคงไม่ถูกยกเลิกไป!”
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
เขาเข้าใจว่าเหล่านิกายฝ่ายธรรมะจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการกับเหล่านิกายฝ่ายปีศาจ
ถ้าพวกเขาปล่อยให้นิกายฝ่ายปีศาจออกอาละวาดย่อมเกิดภัยพิบัติขึ้นก่อนที่มหาภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจริงจนทำให้เฉินเหวู่แผ่นดินถูกทำลายจนสูญสิ้น
“แต่นิกายยอดนักสู้เรายังไม่เห็นด้วยกับเรื่องการร่วมมือกัน
ท่านประมุขบอกข้าให้มาถามท่านเพื่อให้ท่านตัดสินใจ” หวู่ไคหมิงกล่าว
“ไม่ว่าพวกมันจะเสนอเงินรางวัลถึง
100 ล้านผลึกศิลา..ถ้าตราบใดที่คำกล่าวของเจ้าโง่น้อยยังมีผลอยู่..ข้าย่อมไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่แยแส
“ให้เจ้าโง่น้อยไปบอกพวกมันว่า..ถึงเราจะร่วมมือกับพวกมัน
แต่หากใครก็ตามที่ต้องการสังหารข้า…ให้มันผู้นั้นเตรียมชดใช้ 10 เท่า!”
หวู่ไคหมิงกล่าวตอบ
“วางใจได้ ท่านประมุขและข้าจะไม่ยอมให้ใครที่แข็งแกร่งจนเกินไปมาสู้กับท่านแน่นอน!”
“ท่านควรเตรียมตัวให้พร้อม
ยามนี้นิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจกำลังจะเริ่มต่อสู้กันแล้วซึ่งนั่นจำเป็นต้องใช้มาตราการระดับกลางในการแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนั้น..เพื่อเป็นการลดจำนวนผู้เสียชีวิตของทั้งสองฝ่าย..เป็นไปได้มากว่าจะมีการส่งศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะบางคนเข้าประลองกับศิษย์ของนิกายฝ่าปีศาจ”
หลังจากหวู่ไคหมิงจากไปเฉินเซี่ยงก็เร่งสกัดกลั่นเม็ดยาทันที
เขาจำเป็นต้องบรรลุระดับ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงให้เร็วที่สุด! เพราะการประลองของนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพียงแต่…จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ยามนี้..เฉินเซี่ยงมีวัตถุดิบในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานทั้งหมดแล้ว
เขามีผลรากครามเหลืออยู่ 37
ผลทำเขาสามารถใช้มันสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ทั้งหมด 37 ชุด… 3 วันผ่านไป
ด้วยความเร็วในการสกัดกลั่นของเฉินเซี่ยงทำให้เขาได้เม็ดยาสร้างรากฐานมากกว่า 100 เม็ด!
ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่..เป็นไปได้ว่าผู้ที่สกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้มากที่สุดอาจจะเป็นเฉินเซี่ยงเพราะเขาครอบครองทรัพยากรหายากมากมาย
ในยามนี้การสกัดกลั่นเม็ดยากลายเรื่องที่เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวน
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงครอบครองจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ทำให้ทักษะการปรุงยาของเขาพันฒนาแบบก้าวกระโดด
ยิ่งถ้าหากรวมกับเตาปรุงยามังกรเพลิงยิ่งทำให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
3 วันผ่านไป..
ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็สกัดกลั่นผลรากครามทั้ง 37 ผลหมดแล้ว
แต่เพราะเขาสกัดกลั่นพลาด 2
ครั้งทำให้เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นผลรากครามได้สำเร็จเพียง 35 ลูก
ทุกๆครั้งที่สกัดกลั่น..เฉินเซี่ยงจะสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ครั้งละ 4
เม็ดเสมอจึงกล่าวได้ว่า ยามนี้เฉินเซี่ยงได้เม็ดยาสร้างรากฐานทั้งหมด 115 เม็ด
หลังจากเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานเสร็จทั้งหมด
หลงเสวี่ยอี๋ก็จะส่งเสียงเอะอะเพื่อร้องขอเม็ดยา
แต่ด้วยเฉินเซี่ยงยอมรับในความแข็งแกร่งของนางทำให้เขาใจกว้างกับนางเป็นอย่างมาก
แต่เฉินเซี่ยงก็ไม่ได้ตามใจนางจนเกินไป..เขาจึงให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับนางเพียง 2 เม็ดเท่านั้น
หลังจากเฉินเซี่ยงเอาเม็ดยาสร้างรากฐานให้มังกรน้อยแสนซนเขาก็กลืนเม็ดยาสร้างรากฐาน
8 เม็ดในคราวเดียวก่อนจะเริ่มการบ่มเพาะ..
ปราณแท้จริงที่ได้จากเม็ดยาสร้างรากฐานถูกบีบอัดเข้าสู่รูปแบบสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าของเฉินเซี่ยงทำให้พวกมันสว่างขึ้น
ตอนที่เฉินเซี่ยงไปจัดการกับปัญหาที่เหมืองผลึกศิลา
เขาดูดกลืนปราณของนักสู้ฝ่ายปีศาจระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงทำให้ปราณของเขาเพิ่มพูนขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่ยามนี้..เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายลงไปทำให้การบรรลุระดับ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงของเฉินเซี่ยงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ผ่านไปอีก 5 วัน..
เฉินเซี่ยงดูดซับปราณจากเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 8
เม็ดได้ทั้งหมดทำให้เมล็ดธาตุภายในรูปแบบสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แต่ละตัวเปล่งประกายจ้าถึงตัวละ
2 เมล็ด
เฉินเซี่ยงเหลือเมล็ดธาตุที่ทำให้เปล่งประกายอีกทั้งหมด 5
เมล็ดก็จะทำให้เขาบรรลุสู่ระดับ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
เฉินเซี่ยงพบว่ายิ่งทำให้เมล็ดธาตุเปล่งประกายได้จำนวนมากเท่าไหร่
เมล็ดธาตุที่เหลือจะถูกทำให้เปล่งประกายได้ยากขึ้นเท่านั้น
เขาต้องการปราณแท้จริงอีกจำนวนมหาศาลเพื่อที่จะบีบอัดลงไปในรูปแบบสัตว์ศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นแล้วทำให้เมล็ดธาตุที่เหลือเปล่งประกาย
ซึ่งขั้นตอนที่เหลืออยู่นี้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ
ในยามคำคืน…
จู่ๆเกิดมีแสงประกายจ้าขึ้นจากภายในป่าบนภูเขาพร้อมกับปราณอันแข็งแกร่ง
ทันใดนั้นปีกเพลิงคู่ยักษ์พลันปรากฏขึ้นแล้วหายไปภายในพริบตา
เฉินเซี่ยงกางปีกเพลิงยักษ์แล้วบินตรงไปยังเขาราชาสมุนไพร
เมื่อเฉินเซี่ยงเข้าไปใกล้เขาราชาสมุนไพรในระดับหนึ่งเขาจึงสลายปีเพลิงแล้วร่อนลงบนพื้น
เรื่องที่ตระกูลลู่แห่งเขาราชาสมุนไพรร่วมมือกับนิกายฝ่าปีศาจยังไม่ถูกเปิดเผยเพราะหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย
เหล่าขุมกำลังฝ่ายธรรมมะย่อมเข้าจู่โจมพวกมันอย่างไม่รอช้าและเมื่อถึงตอนนั้น…ทรัพยากรทั้งหมดของเขาราชาสมุนไพรก็จะถูกริบกระทั่งไม่เหลืออะไรสักอย่าง..
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าอีกไม่นานความจริงจะถูกเปิดเผยและตระกูลลู่คงจะหลบหนีไปพร้อมกับทรัพยากรส่วนใหญ่ของพวกมัน
เมื่อเฉินเซี่ยงตระหนักถึงเรื่องนี้เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังเขาราชาสมุนไพรโดยไม่ลังเล
ที่สำคัญตระกูลลู่ต้องการสังหารเขา…เขาย่อมไม่ลืมเรื่องนี้อย่างแน่นอน!
จากข่าวสารที่เจ้าอ้วนรวบรวมมาทำให้เฉินเซี่ยงเข้าใจว่าทำไมเขาราชาสมุนไพรถึงมีชื่อเสียงขนาดนั้น
นั่นก็เพราะพวกมันมีสวนสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล
ที่สำคัญสวนสมุนไพรของพวกมันยังลึกลับเป็นอย่างมากเพราะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง
แต่เมื่อสวนสมุนไพรแห่งนี้ถูกพบ
ตระกูลลู่ถึงกับยอมสูญเสียอัจฉริยะมากมายเพื่อให้พวกมันได้ครอบครอง
เขาราชาสมุนไพรไม่แตกต่างไปจากภูเขาธรรมดาทั่วๆไปเพียงแต่มันจะมีสมุนไพรล้ำค่ามากมายจนทำให้มันมีชื่อเสียงอย่างมาก
นอกจากนี้ที่เขาราชาสมุนไพรยังมีปราณวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
ตระกูลลู่ตั้งอยู่บนยอดเขาราชาสมุนไพรและสวนสมุนไพรของพวกมันซ่อนอยู่ในดินแดนลี้ลับ
จากข้อมูลที่เจ้าอ้วนให้มา..ตัวมันเองยังไม่สามารถระบุตำแหน่งของดินแดนลี้ลับได้
เฉินเซี่ยงหยิบผลึกจักรพรรดิออกมา
เขาสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งรอบๆตัว
เมื่อเฉินเซี่ยงไม่สามารถสัมผัสสิ่งที่มีปราณวิญญาณได้
เขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไร
“ครั้งก่อนที่ข้าได้พบสวนสมุนไพร
สวนแห่งนั้นอยู่ในถ้ำภายในหุบเขา….. นั่นไงภูเขาขนาดใหญ่!”
เฉินเซี่ยงมองไปยังเขาราชาสมุนไพรขนาดใหญ่
ถึงจะไม่มีถ้ำอยู่บริเวณใกล้เคียงแต่ก็ยังมีภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งเขาลูกนั้นน่าจะเป็นที่ตั้งของสวนสมุนไพร
“มังกรน้อย
เจ้าสัมผัสอะไรไม่ได้เลยหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าสัมผัสพลังงานแปลกๆได้
ถึงมันจะอ่อนมากๆแต่ข้าก็รู้สึกได้ มันน่าจะเป็นการเรียงตัวขนาดใหญ่ภายในภูเขานี่แหละ!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงรู้สึกเริงร่าอยู่ในใจเพราะเขาเดาเอาไว้ว่ามันต้องเป็นอย่างที่นางกล่าว
แต่ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังจะขยับ..หลงเสวี่ยอี๋พลันกล่าวขึ้น
“มีคนจำนวนมากกำลังเดินตรวจตราอยู่บริเวณนี้ เจ้าต้องระวังให้มาก!”
เฉินเซี่ยงหยิบเอาชุดคลุมดำมาสวมใส่และใช้ประโยชน์จากความมืดซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าและโคจรทักษะมังกรเพื่อกลบเกลื่อนกลิ่นอายทำให้ยากต่อการตรวจพบ
หลงเสวี่ยอี๋ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงทางเข้าใดๆเพียงแต่นางยังคงสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่อยู่ภายในหุบเขานี้
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงเริ่มออกค้นหาทางเข้าบริเวณรอบๆภูเขา
แม้ในยามนี้จะมืดมิดแต่เพราะเฉินเซี่ยงบ่มเพาะทักษะแห่งมังกรครามทำให้ทุกสิ่งที่เขาเห็นเป็นกลายสีครามซึ่งทำให้เขาสามารถมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจน
หลังจากนั้นไม่นาน
เฉินเซี่ยงก็เห็นคนหลายคนกำลังซุ่มอยู่ในพงหญ้า ถึงคนพวกนั้นจะอยู่แค่ระดับ 10
ขอบเขตนักสู้แต่ปราณของพวกมันกลับบริสุทธิ์มาก
เห็นได้ชัดว่าพวกมันทุกคนคือยอดฝีมือ…………………..
Chapter
218 กวาดให้เหี่ยน
เฉินเซี่ยงไม่ได้ลงมือสังหารคนพวกนั้นเพราะจะทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจและทั่วทั้งตระกลูลู่เองก็คงจะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
จุดประสงค์ที่เฉินเซี่ยงมาที่นี่ก็เพื่อรูดทรัพย์พวกมันเท่านั้น
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าตระกูลลู่ต้องร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจแน่เพราะพวกมันมีทรัพยากรดีๆมากมาย
ที่พวกมันร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจก็เพราะอยากเรียนรู้ทักษะปีศาจที่จะทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้น
ทักษะปีศาจเป็นทักษะที่ช่วยผู้ฝึกฝนเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วและยังทำให้ได้ครอบครองพลังอันแข็งแกร่งในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ
เพียงแต่วิธีการฝึกฝนนั้นนับว่าโหดเหี้ยมมากเพราะทักษะปีศาจบางทักษะจำเป็นต้องดื่มโลหิตมนุษย์..กินหัวใจ..กินเนื้อสดๆและอีกมากมายแตกต่างกันไป
ผู้ที่ฝึกฝนต้องอดทนต่อขั้นตอนการฝึกฝนเหล่านั้นให้ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นิกายฝ่าปีศาจไม่เป็นที่ยอมรับโดยคนทั่วไป
แต่เมื่อตระกูลลู่ตกต่ำและ
‘สูญเสีย’
สมุนไพรที่มันภาคภูมิใจไปทำให้ตระกูลลู่ถูกนิกายฝ่ายปีศาจปล่อยประละเลยไป
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความสัมพันธ์ของมันกับนิกายฝ่ายปีศาจเบาบางลงและถึงแม้เฉินเซี่ยงจะไม่ลงมือด้วยตัวเอง
แต่พวกมันย่อมหลีกหนีการล่มสลายไม่พ้นแน่
ขณะที่เฉินเซี่ยงออกค้นหาบริเวณรอบๆภูเขาขนาดใหญ่
ในที่สุด..เขาก็พบกับกลุ่มคนจำนวนมากที่บริเวณตีนเขา ในกลุ่มนั้น..มีนักสู้ระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
2 คน
ดูเหมือนตระกูลลู่จะมีนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ไม่มาก นักสู้ระดับ 2
ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งสองคนนั้นดูเหมือนพวกมันจะประจำการอยู่ที่นี่
เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังปกป้องสิ่งสำคัญบางอย่าง
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าทางเข้าสู่สวนสมุนไพรน่าจะอยู่ใกล้ๆบริเวณนี้
“ถ้าสวนสมุนไพรที่นี่เหมือนกันสวนสมุนไพรที่เจ้าพบก่อนหน้านี้
ก็เป็นไปได้ว่าตระกูลลู่น่าจะยังไม่เจอทางเข้าที่แท้จริง!
เพราะถ้าหากเป็นทางเข้าที่แท้จริง พวกมันย่อมไม่จำเป็นต้องให้คนมาเฝ้าที่นี่มากมาย
เป็นไปได้มากว่าทางเข้านี้คือหนึ่งในเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นโดยการอ้อมผ่านทางเข้าที่แท้จริงไป”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้าแล้วเริ่มค้นหาทางเข้าที่แท้จริงต่อไป
ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังคงมีกุญแจที่ใช้เปิดสวนสมุนไพรก่อนหน้าอยู่
ถึงเฉินเซี่ยงไม่มั่นใจว่ามันจะใช้ด้วยกันได้หรือเปล่า แต่มันก็ไม่เสียหายที่จะลอง
เฉินเซี่ยงมองไปยังถ้ำที่มีประตูหินอยู่ภายใน
ที่นั่นก็มีคนคุ้มกันอยู่มากมายเช่นกัน
ถึงคนคุ้มกันเหล่านั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนักแต่พวกมันทุกคนล้วนตื่นตัวอยู่เสมอ
หากเฉินเซี่ยงไม่สามารถค้นหาทางเข้าที่แท้จริงได้
เขาคงต้องฝ่าคนคุ้มกันพวกนั้นเข้าไปและนั่นจะเป็นการไปกระตุ้นตระกลู่จนทำให้เกิดเรื่องขึ้น
หลังจากเฉินเซี่ยงค้นหาไปครึ่งค่อนภูเขา
เขาก็ได้พบกับสถานที่ที่มีผู้คุ้มกันเพียงเล็กน้อย
รอบๆนั่นมีคนเดินตรวจตราอยู่เพียง 1 – 2 คนเท่านั้น
“น่าจะเป็นทีนี่แหละ!”
เฉินเซี่ยงมองเข้าไปในถ้ำที่มีก้อนหินปิดไว้มากมาย
เฉินเซี่ยงรีบดิ่งไปยังสถานที่แห่งนั้นก่อนใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าสำรวจ
“ข้างในนั้นมีประตูบานเบ้อเริ่มเลย!”
เฉินเซี่ยงกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น
เขาซัดฝ่ามือใส่ก้อนหินที่ปิดอยู่เบาๆจนมันกลายเป็นผงและปลิวไปราวกับสายลม
ฝ่ามือเมื่อครู่คือ
‘ฝ่ามือแปลงกระดูก’ เพียงแค่สบัดฝ่ามือเบาๆ ก้อนหินแข็งๆพวกนั้นก็กลายเป็นฝุ่นผง
เฉินเซี่ยงใช้ฝ่ามือเพื่อสร้างทางเข้าติดกับพื้นให้มันมีขนาดใหญ่พอที่เขาจะคลานเข้าไปในนั้นได้
เมื่อเฉินเซี่ยงคลานเข้าไปในถ้ำ
เขาใช้วัชพืชที่อยู่บริเวณนั้นมาปกปิดทางเข้าเอาไว้เพื่อไม่ให้คนที่เดินตรวจตราไปมาเห็นเข้า
เฉินเซี่ยงเดินเข้ามาถึงถ้ำอันมืดมิด
ขณะที่เฉินเซี่ยงเดินลึกเข้าไปในถ้ำเขาก็หยิบศิลาเรืองแสงออกมาเพื่อให้แสงสว่าง
ไม่นานหลังจากนั้นเฉินเซี่ยงจึงได้พบกับประตูเหล็กขนาดใหญ่
ประตูบานนี้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างมากเพราะมันแทบจะเหมือนกับประตูที่เฉินเซี่ยงเจอในสวนสมุนไพรก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงหยิบเอากุญแจที่เขามีอยู่ออกมาแล้วไขไปที่ประตูเหล็กนั่น
ทันใดนั้นประตูเหล็กจึงค่อยๆเปิดออกช้าๆ
ที่ประตูเปิดออกช้าๆก็เพราะเฉินเซี่ยงใช้แรงเหนี่ยวรั้งมันไว้เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง
ขณะที่ประตูเหล็กเปิดออก
เฉินเซี่ยงมองเข้าไปภายในแต่เขากลับไม่เห็นสวนสมุนไพรอย่างที่เขาคาด
แต่เมื่อเฉินเซี่ยงเดินเข้าไปในประตู เขาต้องหยุดยืนพลางจ้องมองด้วยความตกใจ
หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะที่เบื้องหน้าของเขาคือสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณหายากมากมาย!
สมุนไพรวิญญาณที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรเสริม
ในหมู่สมุนไพรเหล่านี้มีไม่กี่ชนิดที่เติบโตมาเป็นเวลานาน
ที่ด้านข้างสมุนไพรเหล่านั้นคือสมุนไพรที่มีราคาแพงกว่าซึ่งก็คือสมุนไพรที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
เม็ดยาหยกขาวและเม็ดยาระดับวิญญาญขั้นสูงชนิดอื่นๆ
ถัดจากนั้นไปยังมีต้นผลวิญญาณโลหะและต้นผลพันเส้นโลหิตอีกอย่างน้อย 10
ต้นซึ่งแต่ละต้นล้วนออกผลจนหมดแล้ว
จากที่เห็น..ดูเหมือนตระกูลลู่จะยังไม่อยากเก็บพวกมัน
“โอ้บร๊ะเจ้า..
นั่นไม่ใช่ดอกบัวห้าธาตุหรอกหรอ? นั่นมันส่วนผสมหลักในการสกัดกลั่นเม็ดยาธาตุแท้จริง!”
เฉินเซี่ยงอุทานขึ้นเมื่อเขาได้เห็นดอกบัวห้ากลีบที่อยู่ใจกลางของสวนสมุนไพร
กลีบดอกแต่ละกลีบของมันจะสีสันที่ต่างกันซึ่งจะรู้จักกันในนาม ‘ดอกบัว 5 สี’
“ให้ตายเถอะ!
นั่นไม่ใช่ต้นผลเพลิงเก้าตะวันหรอกหรอ?” เฉินเซี่ยงเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีใบทั้งหมดเป็นสีแดงเพลิงทำให้เขาอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวนะ..นั่นมันหญ้าวิญญาณเพลิงหนิ!”
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นหญ้าสีแดงเพลิงขนาดเล็กที่อยู่ใต้ต้นผลเพลิงเก้าตะวันเขาจึงอุทานขึ้น
หญ้าพวกนั้นดูเหมือนเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน
มันเป็นส่วนผสมหลักที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาเพลิง
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าสวนสมุนไพรแห่งนี้จะมีสมุนไพรที่ล้ำค่ามากกว่าสวนสมุนไพรที่เขาเจอก่อนหน้านี้
ซึ่งสวนสมุนไพรแห่งนี้มีแต่สมุนไพรระดับสูงทั้งนั้น!
“ตอนนี้ไม่มีคนอยู่ที่นี่
เร็วเข้า!..เก็บให้เหี่ยน!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นอย่างเร่งร้อน
ในยามนี้ตัวนางเต็มไปด้วยความโลภ
นางอยากจะออกจากแขนเฉินเซี่ยงแล้วแปลงร่างเป็นกระต่ายเข้าลุยสมุนไพรพวกนี้
เพียงแต่นางรู้ว่านางต้องอยู่เพื่อปกป้องเฉินเซี่ยง
เพราะหากเฉินเซี่ยงสามารถขโมยสมุนไพรพวกนี้ไปได้ทั้งหมด
นางก็จะได้ส่วนแบ่งมากมายเช่นกัน
เมื่อเฉินเซี่ยงเดินเข้าไปในสวนสมุนไพร
สิ่งแรกที่เขาทำคือเลือกเก็บสมุนไพรที่ล้ำค่าก่อน
เฉินเซี่ยงขุดมันขึ้นมากระทั่งรากแล้วเก็บพวกมันทั้งหมดลงไปในอุปกรณ์เก็บของของเขา
เขาอยากขนสมุนไพรพวกนี้ทั้งหมดไปไว้ที่ลานราชาสุดยอดเม็ดยา
เฉินเซี่ยงเลือกขุดต้นผลเพลิงเก้าตะวันก่อนเป็นอันดับแรก
อีกอย่างที่ด้านบนสุดของต้นยังมีผลเพลิงเก้าตะวันถึงสองผล
ต้นผลเพลิงเก้าตะวันมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มันสูงเกือบเท่าคน 3
คนแต่ยังดีที่ลำต้นมันไม่หนามาก ด้วยความที่มันมีใบและรากที่หนาทำให้มันต้องกังวลเรื่องที่จะย้ายมันไปปลูกที่อื่น
เฉินเซี่ยงรีบขุดมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะปรี่ไปยังดอกบัวห้าสี
หญ้าวิญญาณเพลิง และสุดท้ายก็เป็นต้นผลวิญญาณโลหะและต้นผลพันเส้นโลหิต
ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะมาที่นี่
เขาได้ซื้อหาอุปกรณ์เก็บของมากมากเพราะไม่งั้นเขาย่อมไม่สามารถขนพวกมันไปได้หมดแน่
ในยามนี้
เฉินเซี่ยงไม่มีทางเลือก
เขาต้องขอให้มังกรน้อยแสนซนหลงเสวี่ยอี๋ออกมาช่วยเขาขุดสมุนไพรเพราะมีสมุนไพรมากมายที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
เม็ดยาหยกขาว และเม็ดยาอื่นๆ
ในหมู่สมุนไพรมากมายนับไม่ถ้วนพวกนี้หนึ่งในนั้นย่อมมีสมุนไพรที่ตระกูลลู่ปลูกเอาไว้ด้วย
หลงเสวี่ยอี๋เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
นางทั้งตื่นเต้น ทั้งขุด
ทั้งกินสมุนไพรเหล่านั้นจนบางครั้งนางก็กินสมุนไพรเข้าไปโดยไม่ได้ลอกเปลือกหรือทำความสะอาดมันออกเสียก่อน
อย่างเช่นโสมขนาดใหญ่ที่นางขุดขึ้นมา นางกินมันลงไปทั้งๆที่ยังมีดินโคลนเปรอะอยู่
“นี่มังกรน้อยตัวยุ่ง
ทำไมเจ้าไม่แปลงร่างเป็นสัตว์อสูรที่มีปากใหญ่ๆหล่ะ? ถ้าเจ้าทำแบบนั้นเจ้าจะกินได้เร็วขึ้นนะ!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว ถ้าไม่ใช่เพราะสถานที่แห่งนี้มีตระกูลลู่เป็นผู้ดูแล
เขาคงขอให้ทั้งสองสาวที่อยู่ในแหวนออกมาช่วยเก็บสมุนไพรพวกนี้แล้ว
“แต่นั่นมันค่อนข้างน่าเกลียดนะ!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวพลางเคี้ยวหญ้าวิญญาณที่มีรากติดมาด้วย
“เจ้าลองดูเจ้าเองสิ
ตัวเจ้าในตอนนี้ก็น่าเกลียดมากแล้ว!”
เฉินเซี่ยงเหลือบมองสมุนไพรที่เหลืออยู่ในสวนแห่งนี้
เขาไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเขาจึงเก็บพวกมันได้หมด
เขาทำได้เพียงเพิ่มความเร็วในกาารเก็บและหวังว่าจะไม่มีใครมาที่นี่ในตอนนี้
เฉินเซี่ยงเก็บสมุนไพรวิญญาณได้มากมายนับไม่ถ้วน
ส่วนหลงเสวี่ยอี๋นางทั้งกินทั้งถอนสมุนไพรวิญญาณจนนางเองก็ไม่แน่ใจว่านางกินมันไปทั้งหมดเท่าไหร่
หลังจากนางกินพวกมันเข้าไป นางก็ย่อยพวกมันอย่างรวดเร็ว
นางไม่ยอมให้ท้องน้อยๆของนางบวมเป่งเพราะว่านางกินมากจนเกินไป
เมื่อเห็นวิธีการกินของนาง
เฉินเซี่ยงได้แต่กังวลว่าท้องของนางจะบวม
หากไม่ใช่เพราะนางกำลังสนใจกับสมุนไพรวิญญาณ
เฉินเซี่ยงคงกังวลจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรได้เร็วขนาดนี้
“ในที่สุดข้าก็เก็บเสร็จทั้งหมดแล้ว!”
หลงเสวี่ยอี๋ยื่นกระเป๋าเก็บของให้เฉินเซี่ยงมากมาย แต่ละกระเป๋าล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณ
เมื่อจ้องมองไปยังสวนสมุนไพรที่โล่งเตียนจากที่เคยเขียวชอุ่ม..เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาพันธุ์ซึ่งบัดนี้มันได้กลายเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยหลุมขนาดต่างๆมากมาย
เฉินเซี่ยงยิ้มแล้วกล่าว “ไม่ใช่ว่าเจ้าแอบเก็บบางส่วนเอาไว้กินเองหรอกหรอ?”
นางกล่าวพลางยิ้มซุกซน
“แน่นอน แต่ข้าไม่บอกเจ้าหรอกว่าเท่าไหร่!”
แต่ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะบีบแก้มของนาง
นางก็กลายเป็นลำแสงกลับเข้าไปในแขนของเฉินเซี่ยงก่อนจะกล่าว “เฉินเซี่ยง
ที่ใจกลางสวนสมุนไพรมีศิลาฝังอยู่ใต้ดิน ถึงมันจะไม่ใช่แร่ล้ำค่าอะไร
แต่มันกลับถูกตัดอย่างประณีตมาก มันน่าจะเป็นอนุสรณ์หรืออะไรสักอย่าง”
ในเมื่อไม่มีคนมาที่นี่
เฉินเซี่ยงก็ไม่ต้องกลัวอะไร
เขามุ่งหน้าไปยังใจกลางของสวนสมุนไพรแล้วขุดศิลาที่หลงเสวี่ยอี๋บอกขึ้นมา
มันคืออนุสรณ์ที่แกะสลักมาจากหินและมันยังคือตัวหนังหนาๆสลักไว้ว่า
“ราชาเม็ดยาหลี่เทียนจุน”……………………………………….
Chapter
219 ดินแดนลี้ลับแห่งแรกของโลก
ผู้อาวุโสเม็ดยาและประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนผู้ลึกลับต่างเป็นนักปรุงยาที่แข็งแกร่งที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
ตั้งแต่ที่ผู้อาวุโสเม็ดยาก้าวออกจากตำแหน่งราชาเม็ดยา
เฉินเซี่ยงก็ไม่เคยได้ยินว่าผู้ใดคือราชาเม็ดยาที่จริงอีกเลย
“กลับกลายเป็นเขา!”
ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
“ใคร?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างเร่งรีบ
“คนผู้นั้นคือ
‘ราชาเม็ดยา’ ที่แท้จริง แต่ว่า..เขาเสียชีวิตมานานแล้ว
เขากุมความลับของดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่งเอาไว้
ดินแดนลี้ลับแห่งนั้นมีชื่อเสียงในโลกแห่งนักสู้อย่างมากและเป็นที่รู้กันในชื่อ
‘ขุมทรัพย์แห่งแรกของโลก’ หรือ ‘ดินแดนลี้ลับแห่งแรกของโลก’
ภายในนั้นมีสมุนไพรล้ำค่าหายาก สัตว์วิญญาณ สมบัติอันน่าพิศวง
และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน! เพราะเหตุนั้นเขาจึงถูกตามล่าจากนักสู้ที่ทรงพลังมากมาย!”
ซูเหม่ยเหยากล่าวตอบ
เป่ยยู่ยู่กล่าวเพิ่ม
“ชายคนนั้นได้เข้าไปยังดินแดนลี้ลับแห่งนั้นตั้งแต่อายุยังน้อยและได้สิ่งต่างๆมากมายจากที่นั่น…
ผ่านไปหลายปี..ในที่สุดเขาก็กลายเป็นราชาเม็ดยา ขาเปิดเผยความลับเรื่องดินแดนลี้ลับแห่งนั้นกับบุตรชายของตน
แต่บุตรชายของเขากลับนำความลับนั้นไปเปิดเผยทั้งยังเข้าร่วมกับนักสู้ที่ทรงพลังจำนวนหนึ่งแล้วบังคับให้บิดาของตนเปิดเผยที่ตั้งของดินแดนลี้ลับแห่งแรกของโลก”
ซูเหม่ยเหยาถอนหายใจ
“หลี่เทียนจุนนับเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่งมาก แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับถูกนักสู้ที่ทรงพลังมากมายตามล่าทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากซึ่งหลังจากนั้น…ก็ไม่มีใครได้ยินเรื่องราวของเขาอีกเป็นเวลานานจนกระทั่งบุตรชายของขาได้ตายจากไป…”
เฉินเซี่ยงจ้องมองอนุสรณ์ของหลี่เทียนจุนพลงกล่าวถาม
“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่?”
“ประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว
ตอนนั้นเขายังมีชีวิตอยู่และได้ก้าวไปยังแดนสวรรค์!
ชายคนนั้นได้ชื่อว่าเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนสวรรค์!”
ซูเหม่ยเหยาค่อนข้างตื่นเต้นเมื่อกล่าวถึงจุดนี้
“เขาเป็นคนทิ้งสวนสมุนไพรพวกนี้ไว้ บางที…เขาอาจจะทิ้งเงื่อนงำของทางเข้าสู่ดินแดนลี้ลับแห่งแรกของโลกไว้ที่ใดสักที่ก็ได้
ส่วนคำภีร์ผู้สร้างที่เจ้าได้มา…บางทีอาจจะเป็นของเขาด้วยก็ได้”
คำภีร์ผู้สร้างที่ว่าอยู่ในมุกมรดกและนับเป็นของที่ลึกลับมากเพราะกระทั่งหลิ่วเมิ่งเอ๋อเองยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
เฉินเซี่ยงจ้องมองอนุสรณ์ศิลาก่อนจะถ่ายสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปภายใน
แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงกลับถูกปิดกั้นด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง
“มีบางอย่างอยู่ภายในอนุสรณ์ศิลานี้!”
ทันใดนั้นหลงเสวี่ยก็กล่าวขึ้น
เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือไปยังอนุสรณ์ศิลาอย่างแรงจนทำให้มันเกิดรอยปริแตก
เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือซ้ำเข้าไปอีกรอบก่อนอรุสรณ์ศิลาจะแตกออกเป็นชิ้นๆและปรากฏเป็นกล่องเหล็กหนึ่งกล่องร่วงลงมา
ทั้งเฉินเซี่ยง
ซูเหม่ยเหยา
และเป่ยยู่ยู่ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะภายในกล่องเหล็กนั่นอาจจะเป็นเงื่อนงำของดินแดนลี้ลับแห่งแรกของโลกก็ได้
เฉินเซี่ยงหยิบกล่องเหล็กขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาพลางสำรวจรอบๆกล่องอย่างระมัดระวัง
เขาพบกับหลุมขนาดเล็กบนกล่องซึ่งใหญ่พอที่จะใส่ลูกกุญแจขนาดใหญ่เข้าไป
เฉินเซี่ยงรีบใช้กุญแจอันเดียวกันกับที่ใช้เปิดสวนสมุนไพรก่อนหน้านี้เปิดมัน
ภายในนั้น..มีหนังสัตว์อยู่ 1 ผืน เมื่อกางแผ่นหนังสัตว์ออก
เขาจึงได้พบกับแผนที่ที่มีรายละเอียดต่างๆมากมาย
เฉินเซี่ยงเพ่งมองแผนที่อย่างละเอียด..
ยิ่งเขาเพ่งดูหัวใจของเขายิ่งเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เขามั่นใจอย่างมากว่าแผนที่หนังสัตว์แผ่นนี้น่าจะเป็นแผนที่ที่นำไปสู่ทางเข้าดินแดนลี้ลับนั่น
เพียงแต่..เฉินเซี่ยงต้องรอเวลาเพราะดินแดนลี้ลับแห่งนั้นจำเป็นต้องทิ้งระยะห่างในการเปิดปิดแต่ละครั้ง
“เมื่อราตรีกลืนแสง…ทางเข้าแห่งดินแดนลี้ลับ
ณ เกาะตะวันจันทราจะเปิด!” เฉินเซี่ยงอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางพยายามทำความเข้าใจ
“มันหมายความว่ายังไงกันแน่?”
“สุริยุปราคา!”
ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่อุทานขึ้นพร้อมกัน
เฉินเซี่ยงเข้าใจในทันที
“มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? ดูเหมือนเกาะตะวันจันทราจะอยู่ในโลกแห่งนักสู้ใบนี้!”
“ข้าก็ไม่รู้
แต่มันน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้แหละ
ก่อนจะเกิดสุริยุปราคาจะเกิดสัญญาณเป็นลางบอกเห็นก่อนเป็นเวลา 1 ปี
เมื่อถึงยามนั้นค่อยไปยังเกาะตะวันจันทราก็ยังไม่สาย” เป่ยยู่ยู่กล่าวตอบ
ทันใดนั้นกลับมีเสียงประตูหินถูกเปิดออกทำให้เฉินเซี่ยงหยุดอ่านแผนที่ทันที
เสียงนั่นดังมาจากทางเข้าอีกทางของสวนสมุนไพรแห่งนี้ซึ่งมันคือทางเข้าที่ตระกูลลู่สร้างขึ้น
“รีบเผ่นเร็ว!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้นอย่างเร่งรีบ
เฉินเซี่ยงกลายเป็นประกายแสงตรงไปยังประตูเหล็กที่เขาเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เฉินเซี่ยงออกไปประตูเหล็กนั่นกลับปิดตัวเองจนทำให้เกิดดังสนั่นทั้งยังทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
เฉินเซี่ยงออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็ว
ที่ภายนอกยามนี้คือยามบ่าย
เฉินเซี่ยงและหลงเสวี่ยอี๋อยู่ภายในสวนสมุนไพรจนลืมเวลากระทั่งไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่
“นักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริง 5
คนกำลังตรงมาหาเจ้าจากทางซ้ายและขวา! ยังมีนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่อีกคนนึง…”
หลงเสวี่ยอี๋ยังไม่ทันได้กล่าวจบ เฉินเซี่ยงพลันเห็นนักสู้หลายคนตรงเข้ามาทั้งทั่วทุกทิศทางกระทั่งบนฟ้ายังปรากฏแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาที่ตัวเขา
“ปราณปีศาจ!”
เฉินเซี่ยงเดาว่านักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่คนนี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลลู่
หากเขาถูกล้อมกรอบด้วยผู้คนที่แข็งแกร่งมากมายขนาดนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากยิ่งที่เขาจะหนีรอด
เฉินเซี่ยงจึงใช้ทักษะวารีหลบหนีในทันที
ทันทีที่เฉินเซี่ยงใช้ทักษะ
ที่ใต้เท้าของเขาพลันปรากฏสระน้ำขนาดเล็กขึ้นมา
แต่ก่อนที่คนเหล่านั้นจะมาถึง..เฉินเซี่ยงก็จมลงไปในน้ำเรียบร้อยแล้ว
เขาหลบหนีผ่านกระแสน้ำไปยังแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียง แต่การทำเช่นนี้ก็ทำให้เฉินเซี่ยงเผาผลาญปราณแห่งเต่าทมิฬไปจนหมด
ด้วยเฉินเซี่ยงสวมใส่ชุดคลุมสีดำปกปิดไว้ทั่วร่างทำให้คนเหล่านั้นไม่เห็นรูปลักษณ์ของเฉินเซี่ยง
เพียงแต่ด้วยทักษะวารีหลบหนีทำให้ไม่นานพวกมันก็สามารถระบุว่าเฉินเซี่ยงเป็นใครเพราะเฉินเซี่ยงเคยใช้ทักษะนี้ไปแล้วครั้งนึงก่อนหน้านี้
หลังจากเฉินเซี่ยงกลับไปถึงลานราชาสุดยอดเม็ดยา
เขารีบขยายสวนขนาดเล็กของเขาให้กลายเป็นสวนสมุนไพรขนาดยักษ์เป็นอันดับแรก
เฉินเซี่ยงใช้เวลาตลอดทั้งวันในการปลูกสมุนไพรวิญญาณ หญ้าวิญญาณ
และต้นไม้นานาชนิดที่ได้มาจากเขาราชาสมุนไพร
เฉินเซี่ยงปลูกต้นวิญญาณโลหะ
10 ต้น ต้นผลพันเส้นโลหิต 10 ต้น
ต้นผลรากคราม 3 ต้น
ต้นผลเก้าตะวันสวรรค์ 1
ต้นและที่ใต้ต้นของมันยังปลููกหญ้าเพลิงวิญญาณ
ส่วนอีกด้านของสวนสมุนไพรเฉินเซี่ยงได้ปลูกดอกบัวห้าสีและยังมีสมุนไพรราคาแพงอีกมากมาย
ส่วนใหญ่เมล็ดของดอกบัวห้าสีจะถูกใช้ในการปรุงยาซึ่งเมล็ดของดอกบัวทั้งหมดสามารถใช้งานได้
แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเซี่ยงยังคงไม่มีส่วนผสมของอื่นๆของเม็ดยาธาตุแท้จริงในตอนนี้
ทำใหเขาต้องเก็บเอาเมล็ดดอกบัวทั้งหมดไปปลูกเพราะเขาอยากได้ดอกบัวห้าสีมากกว่านี้
ยามนี้
เฉินเซี่ยงผสมน้ำลายมังกรทองที่เขาเตรียมไว้กับน้ำก่อนจะนำไปรดสมุนไพรหายากที่อยู่ในสวนสมุนไพรอย่างต่อเนื่องจนทำให้สมุนไพรเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากดูแลสมุนไพรเสร็จ
เฉินเซี่ยงก็กลืนเม็ดยาสร้างรากฐานลงไปห้าเม็ดแล้วเข้าสู่การบ่มเพาะ
แม้เฉินเซี่ยงจะมีเม็ดยาสร้างรากฐานจำนวนมากแต่เขาไม่สามารถกินมันได้อย่างต่อเนื่องเพราะมันจะทำให้รากฐานการบ่มเพาะของเขาไม่เสถียร
เมื่อไหร่ก็ตามที่เฉินเซี่ยงทะลวงระดับพลังได้
เขาจะออกไปอาละวาดข้างนอกไม่ก็จมอยู่กับการปรุงยาเพราะด้วยการใช้ปราณอย่างต่อเนื่องจนคุ้นเคยจะทำให้รากฐานการบ่มเพาะของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงการทำให้รากฐานไม่เสถียร
เฉินเซี่ยงรู้ว่าที่เบื้องนอกนั่นต้องเกิดเรื่องขึ้นมากมาย
แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้อยากใส่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้จะมีบางคนมาเคาะประตูเฉินเซี่ยงก็ยังไม่ได้ออกไปเปิดให้
เขาใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการบ่มเพาะและการเพาะเลี้ยงสมุนไพรวิญญาณของเขา
ในยามนี้
เฉินเซี่ยงบรรลุระดับ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว
เมล็ดธาตุที่อยู่ภายในรูปแบบปราณภายในตันเถียนของเขาเปล่งประกายทั้งหมด 150 เมล็ด
ด้วยปราณจำนวนมหาศาลที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงกระตือรือร้นที่จะออกไปก่อเรื่องเป็นอย่างมาก
เขาแถบจะอดใจไม่ไหวที่จะออกไปรับภารกิจระดับสูงเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเขา
เพียงแต่ตอนนี้เขาต้องหักห้ามใจไว้ก่อน
เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น? นั่นก็เพราะเขาต้องการบ่มเพาะเสินเต้า!
จิตวิญญาณที่อยู่ภายในร่างของเฉินเซี่ยงในตอนนี้ได้เข้าสู่สภาวะของเด็กทารกแล้ว
เขาอยากบ่มเพาะมันให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะหลังจากที่จิตวิญญาณเติบโตขึ้นแล้วหลงเสวี่ยอี๋จึงจะสอนวิธีการบ่มเพาะเสินเต้าให้กับเฉินเซี่ยงซึ่งจะทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้จิตวิญญาณเด็กอ่อนของเฉินเซี่ยงเติบโตได้อย่างรวดเร็วนั่นก็คือการใช้เม็ดยาวิญญาณธาตุ!
ในตอนนี้เฉินเซี่ยงมีหญ้าเพิ่มวิญญาณและหญ้าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์รวมถึงวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุรวมกันทั้งหมดได้
100
ชุดซึ่งทั้งหมดนั้นเขาได้มาจากดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ……………………………
Chapter
220 – เม็ดยาวิญญาณธาตุ
เม็ดยาวิญญาณธาตุคือเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นสูง
มันนับเป็นเม็ดยาหายากและสำคัญซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับเม็ดยาสร้างรากฐาน
นอกจากนี้สมุนไพรที่ใช้ในการสกัดกลั่นยังหาได้ยากกว่าสมุนไพรของเม็ดยาสร้างรากฐาน
และที่สำคัญคือการสกัดของมันยังยากกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานอย่างเทียบไม่ติด
ความยากในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่ประมาณระดับเดียวกันกับเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูง
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่แล้วสมุนไพรที่ใช้ในการสกัดกลั่นนั้นหาได้ยาก ล้ำค่า
และสมุนไพรเสริมบางตัวก็ต้องใช้สมุนไพรเสริมสำหรับเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นสูง
แต่หากเทียบกันแล้ว
สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุนับว่าหาได้ยากกว่าและสกัดกลั่นได้ยากกกว่าเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงได้ปลูกหญ้าเพิ่มวิญญาณและดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มากมาย
ถึงแม้พวกมันจะเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ แต่ด้วยน้ำลายมังกรทองจึงทำให้พวกมันเติบโตขึ้นได้ไม่ยาก
ภายในห้องส่วนตัว….
เฉินเซี่ยงกำลังตระเตรียมสมุนไพรมากมายคำแนะนำของซูเหม่ยเหยา
ส่วนของหญ้าเพิ่มวิญญาณที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาจะเป็นส่วนเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆกับรากขณะที่ดอกวิญญาณวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะเป็นกลีบดอกและราก
กระบวนการเตรียมสมุนไพรทั้งหมดจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะหากตัดพวกมันมากเกินไป
มันจะทำให้ปราณวิญญาณสมุนไพรเหล่านั้นปั่นป่วนกระทั่งการปรุงยาต้องล้มเหลวไป
ดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และหญ้าเพิ่มวิญญาณคือส่วนผสมหลักของการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรเสริมที่มีวิธีการตระเตรียมที่ต่างกันถึง 30 วิธี
สมุนไพรเสริมเหล่านั้นคือสมุนไพรทั่วๆไปซึ่งได้แก่ โสม หญ้าวิญญาณ
และเม็ดอสูรเป็นต้น เพียงแต่สมุนไพรเหล่านี้ต้องมีอายุค่อนข้างมากหน่อย
ย่างน้อยๆก็ 3,000 ปีขึ้นไป
แม้สมุนไพรเสริมจะสกัดกลั่นได้ยากทั้งยังหาได้ยาก แต่นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเฉินเซี่ยงเพราะเฉินเซี่ยงได้สมุนไพรเสริมเหล่านั้นมากจาดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬแล้ว
หลังจากตระเตรียมส่วนผสมเสริมและส่วนผสมหลักเสร็จสิ้น
เฉินเซี่ยงก็เก็บสมุนไพรแต่ละชุดลงในขวดหยกแยกกัน
เฉินเซี่ยงเตรียมสมุนไพรได้หลายสิบชุดก่อนจะหยิบเอาเตาปรุงยามังกรเพลิงออกมาแล้วเริ่มการสกัดกลั่น
เฉินเซี่ยงทราบวิธีก่ีสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุทั้งหมดมาจากซูเหม่ยเหยาเพียงแต่พื้นฐานโดยธรรมชาติของเม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นแตกต่างไปจากเม็ดยาอื่นๆที่เขาเคยสกัดกลั่นมาทำให้เฉินเซี่ยงจำเป็นต้องฝึกฝนและจดจำความต่างนั้นอยู่พอสมควร
หลังจากใส่สมุนไพรทั้งหลายลงไปในเตาปรุงยามังกรเพลิง
เฉินเซี่ยงก็ถ่ายเพลิงเข้าไปเพื่อเผาสมุนไพรให้กลายเป็นผงในทันที
เพลิงของเฉินเซี่ยงมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก
มันเข้าเผาไหม้สมุนไพรจนทำให้สมุนไพรคายปราณอันบ้าคลั่งอย่างฉับพลันจนทำให้ปราณของสมุนไพรหลายชนิดเข้าปะทะกันกระทั่งเตาปรุงยามังกรเพลิงเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เฉินเซี่ยงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าสกดปราณอันบ้าคลั่งเหล่านั้นแล้วจึงค่อยๆปล่อยพวกมันออกมาทีละนิดๆ
เมื่อปราณสมุนไพรเหล่านั้นถูกปลดปล่อยออกมานอกเตาปรุงยา พวกมันก็ต่างสลายหายไปในทันที
“เห้อ…
เสียสมุนไพรชุดแรกไปซะแล้ว!” เฉินเซี่ยงถอนหายใจ
การล้มเหลวในคราวแรกที่สกัดกลั่นเป็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงไม่คาดคิดและไม่ได้พบเจอมานานแล้ว
“เพราะเจ้าครอบครองจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ทำให้เพลิงของเจ้าเข้มข้นมาก
หากเทียบกระบวนการวกัดกลั่นกับเม็ดยาก่อนหน้าที่เจ้าเคยสกัดกลั่นมานับว่ายากกว่ามาก
สมุนไพรพวกนี้ถูกเผาได้ง่ายมากซึ่งข้าก็เตือนเจ้าไปแล้ว”
ซูเหม่ยเหยาตำหนิเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงพยักหน้าแล้วจึงเริ่มสกัดกลั่นอีกครั้ง
ในครั้งที่สอง
เขาเริ่มอบสมุนไพรทีละนิดๆทำให้ปราณวิญญาณสมุนไพรค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมา
ซึ่งเฉินเซี่ยงก็ใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการผสานปราณสมุนไพรพวกนั้นเข้าด้วยกันไปด้วยในเวลาเดียวกัน
“เริ่มแล้ว!”
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว ในยามนี้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงเริ่มถูกถ่ายออกไปอย่างต่อเนื่อง
นั่นเป็นเพราะหญ้าเพิ่มวิญญาณและดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะผลิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกมาซึ่งตามธรรมชาติแล้วพวกมันจะดูดซับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ใดๆก็ตามที่แข็งแกร่งกว่ามัน
แล้วในตอนนี้พวกมันก็กำลังดูดซับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยง
หากสมุนไพรวิญญาณพวกนั้นดูดซับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์มากจนเกินไป
การปรุงยาก็นับว่าล้มเหลวเพราะหากเกิดข้อผิดพลาดเพียงน้อยนิด
ผลที่ได้ก็จบลงที่ล้มเหลวเช่นเดิมทำให้กระบวนการสกัดกลั่นยานี้ต้องใช้ความแม่นยำที่สูงมาก
และแล้วเฉินเซี่ยงก็ล้มเหลวอีกครั้ง
เขากังวลว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะถูกดูดซับมากจนเกินไปจนทำให้เขาผสานปราณวิญญาณและผงสมุนไพรเข้าด้วยกันเร็วเกินไปส่งผลให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่สมุนไพรเหล่านั้นดูดซับมามีน้อยจนเกินไปและทำให้พวกมันแข็งแกร่งไม่พอ
กล่าวคือในขั้นตอนการบีบอัดเม็ดยา เฉินเซี่ยงบีบอัดพวกมันได้ไม่แน่นพอทำให้พวกมันค่อยๆร่อนออกจากกันช้าๆ
การปรุงยาก็เป็นเช่นนี้..
มีเพียงความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นที่จะทำให้นักปรุงยาสามารถทำความเข้าใจกับส่วนที่สำคัญที่สุดได้
ขนาดในช่วงที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นดม็ดยาสร้างรากฐาน
เขายังเคยล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งครั้งนี้ที่ต้องสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุที่สกัดกลั่นได้ยากกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานหลายเท่า
เขาย่อมต้องล้มเหลวมากกว่าแน่นอน!
10 วันผ่านไป…
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นพลาดไปทั้งหมด 70 ครั้ง!
“ยังไม่พอ
เจ้าพลาดแค่ 70 ครั้ง พยายามต่อไป!”
ซูเหม่ยเหยาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เพราะหากเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นพลาดเพียง 40 หรือ 50 ครั้ง
มันก็จะดูผิดธรรมดาเกินไป
แม้นางจะรู้ว่าเฉินเซี่ยงมีพรสวรรค์ในด้านการปรุงยาอันท้าทายสวรรค์
แต่มันย่อมมีข้อจำกัดกันบ้าง.. จนในที่สุดนางก็ได้เห็นเฉินเซี่ยงล้มเหลวมากมาย
แม้นางจะไม่รู้ว่าทำไมแต่นางกลับอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นซูเหม่ยเหยาอารมณ์ดีขนาดนั้นเฉินเซี่ยงจึงยิ้มอย่างมีความสุขแล้วกล่าว
“พี่เหม่ยเหยา.. เรามาพนันกันหน่อยมั้ยว่าข้าล้มเหลวน้อยกว่า 100
ครั้งหรือเปล่า?”
เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยายามนี้อยู่ภายในแหวน
แม้จะไม่มีใครอยู่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยา
แต่พื้นที่นี่ยังนับว่าเป็นพื้นที่ของนิกายยอดนักสู้ซึ่งภายในนิกายมีนักสู้ระดับนิพพานมากมาย
ทั้งสองนางต่างกังวลว่ามีมีใครมาพบเข้า ทำให้พวกนางไม่กล้าออกมา
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ซูเหม่ยเหยาก็รับคำท้าของเฉินเซี่ยง
“ได้! แต่หากเจ้าแพ้เจ้าต้องไปที่ลานกว้างของนิกายแล้วตะโกนดังๆว่า ‘ข้ามันโง่’ 3 ครั้ง
แต่หากข้าแพ้…….”
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าวขึ้น
“หากท่านแพ้ท่านต้องจูบข้าที่ปาก! ท่านจะว่ายังไง?”
ซูเหม่ยเหยาครุ่นคิดอย่างหนักกระทั่งทำให้นางนิ่งเงียบไปชั่วครู่
นางรู้ว่าเรื่องปริมาณของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสมุนไพรดูดซับนับเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ในการสกัดกลั่นเม็ดยาของเฉินเซี่ยง
ขนาดเฉินเซี่ยงล้มเหลวกว่า 70
ครั้งเขากลับยังไม่สามารถควบคุมปริมาณของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง
ยิ่งกระบวนการบีบอัดเม็ดยาในตอนหลังย่อมทำได้ยากยิ่งกว่าเพราะเฉินเซี่ยงต้องควบคุมพลังวิญญาณที่แปรเปลี่ยนมาจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ให้ผสานกับผงสมุนไพรพวกนั้น
ในขั้นตอนนี้นักปรุงยาต้องล้มเหลวมากมายหลายครั้งก่อนจะประสบความสำเร็จ
อย่างน้อยๆก็ต้องล้มเหลวมากมายเช่นเดียวกับนาง
หากนางแพ้
นางต้องจูบเฉินเซี่ยงที่ริมฝีปาก
สิ่งเดิมพันนี้นับว่ามีค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับของเฉินเซี่ยง
เพราะหากนางชนะเฉินเซี่ยงก็แค่ต้องตะโกนว่า ‘ข้ามันโง่’ แค่ 3 ครั้ง
โดยปกติแล้วนางย่อมอยู่แต่ในแหวน
นางจึงรู้สึกเบื่อหน่ายทำให้นางมองหาความสนุกสนานและตื่นเต้น
“ฮึ่ม
งั้นนี่หล่ะ หากเจ้าแพ้
เจ้าต้องหอมแก้มเจ้าอ้วนต่อหน้าหวินเสี่ยวเตาและเจ้ามังกรตาหยี!”
นางกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ เมื่อนางคิดถึงเหตุการณ์นั้น นางก็อดขำไม่ได้
แค่คิดถึงข้อเสนอของนางก็ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกสะอิดสะเอียน
ในตอนนี้เฉินเซี่ยงไม่มีความมั่นใจที่จะควมคุมให้การล้มเหลวของเค้าน้อยกว่า 100 ครั้ง
หากเฉินเซี่ยงแพ้นั่นย่อมนับเป็นเรื่องน่าอนาถเป็นอย่างมาก
แต่หากเฉินเซี่ยงชนะ…เขาจะได้จูบที่ริมฝีปากของซูเหม่ยเหยา
สิ่งล่อตาล่อใจนี้นับว่าเกินต้านทานและยังนับเป็นสิ่งเดิมพันที่ล้ำค่านัก
หากแพ้ก็สะอิดสะเอียนอย่างที่สุด…แต่หากชนะก็มีความสุขอย่างที่สุดเช่นกัน!
เฉินเซี่ยงเองก็ครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง แต่ท่านต้องจูบข้านานๆ…เพราะมันจะไม่ได้อารมณ์หากท่านจูบข้าเพียงผิวเผิน”
“ไม่มีปัญหา!”
ซูเหม่ยเหยาหัวเราะเบาๆแล้วกล่าว “เจ้ามั่นใจหรอว่าเจ้าจะชนะ?”
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว
“ไม่…
แต่เมื่อคิดว่าได้จูบท่านก็นับเป็นสิ่งล่อใจอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ข้าทำสำเร็จ
ด้วยสาวงามเช่นท่าน แม้ข้าต้องทุกข์ทน..แต่ข้าก็ต้องลองทำดู!
พี่เหม่ยเหยา…ท่านไม่ต้องกังวล เรื่องจูบข้าช่ำชองนัก
เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะเป็นคนสอนท่านเอง ถึงท่านจะมีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน
แต่ข้ามั่นใจว่าท่านต้องไม่เคยสัมผัสกับประสบการณ์เช่นนั้นแน่!”
ซูเหม่ยเหยาไม่ได้รังเกียจเฉินเซี่ยง
กลับกัน..นางรู้สึกชอบเขามากกว่า
เฉินเซี่ยงเป็นถึงหนุ่มรูปงามและยังมีพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม
หากในอนาคตเขาได้กลายนักสู้ที่ทรงพลังคนหนึ่ง เขาย่อมเป็นคู่ครองที่ดีของนางได้แน่
อีกอย่าง เฉินเซี่ยงก็เคยเห็นร่างเปลือยปล่อยของนางแล้ว ดังนั้น
การจูบเขาย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้คาดหวังในสิ่งที่จะเกิดหากนางแพ้
ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่มาเนิ่นนาน..แต่นางกลับไม่เคยสัมผัสรสจูบของบุรุษผู้ใดมาก่อน
“พี่ยู่ยู่
ท่านอยากร่วมสนุกด้วยมั้ย?” เมื่อคิดเรื่องที่เขาจะได้จูบเป่ยยู่ยู่
เฉินเซี่ยงพลันตื่นเต้นมากขึ้นซึ่งตรงข้ามกับซูเหม่ยเหยาเพราะสตรีผู้แสนงดงามและเย็นชาอย่างเป่ยยู่ยู่ได้กระตุ้นความปราถนาในการเอาชนะของเฉินเซี่ยงอย่างรุนแรง………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น