WORLD DEFYING DAN GOD 221 - 230
Chapter
221 –
แพ้ไม่ได้
เป่ยยู่ยู่ไม่ได้กล่าวตอบในทันที
นางครุ่นคิดอยู่ครู่นึงซึ่งเห็นได้ชัดว่าน่ากำลังคิดที่จะพนัน
แต่ด้วยความที่นางไม่ใช่นักปรุงยาทำให้นางไม่มั่นใจว่าเฉินเซี่ยงจะสามารถทำได้ตามที่พนันเอาไว้ได้หรือไม่
“ลืมไปได้เลย!
ข้ารู้ทันเจ้า! แล้วข้าจะคอยดูผล!”
เมื่อเป่ยยู่ยู่คิดทบทวนอย่างรอบครอบนางจึงปฏิเสธข้อเสนอของเฉินเซี่ยง
แรกเริ่มเดิมทีนางมีเส้นโลหิตหยินศักดิ์สิทธิ์ทำให้การบ่มเพาะของนางเน้นไปที่ปราณอันเย็นเฉียบ
นอกจากนี้นางยังบ่มเพาะทักษะปีศาจอันโหดเหี้ยมมากมายซึ่งทักษะเหล่านั้นจะทำให้ผู้บ่มเพาะไม่สามารถจดจำได้แม้กระทั่งญาติพี่น้องคนสนิทของตน
แต่ถึงอย่างนั้น
ทั้งเฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยาต่างรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันเย็นชานั้นซ่อนไว้ซึ่งอารมณ์อันหลากหลาย
ทั้งมีความสุข ตื่นเต้น กังวล โศกเศร้า โกรธ และสนุกสนาน
ซึ่งนั่นทำให้ซูเหม่ยเหยารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
นางไม่ต้องการให้ศิษย์พี่ของนางที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายปีต้องหลงเดินไปในเส้นทางที่ผิดพลาดเช่นเดียวกับอาจารย์ของพวกนาง
ซูเหม่ยเหยาไม่ต้องการให้ศิษย์พี่ของนางกลายเป็นปีศาจที่ล่าล้างสังหารคนทุกผู้ทุกนาม
และไม่อยากศิษย์พี่ของนางกลายเป็นบุคคลที่จำไม่ได้แม้กระทั่งญาติมิตรของตน
ซูเหม่ยเหยาได้แต่ยอมรับว่าเมื่อเป่ยยู่ยู่ได้เป็นสหายกับเฉินเซี่ยงทำให้ศิษย์พี่ของนางเปลี่ยนแปลงไปมาก
ถึงเฉินเซี่ยงจะผิดหวังที่เป่ยยู่ยู่ไม่ร่วมพนันด้วยแต่เขายังคงถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น
จิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงรู้สึกพุ่งพล่านราวกับฉีดโลหิตไก่เข้าไป
เขามุ่งมั่นสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างต่อเนื่อง
เขาอยากสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุให้สำเร็จโดยต้องล้มเหลวไม่เกิน 100 ครั้ง
1 วันผ่านไป
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาพลาดมากกว่า 10 ครั้ง เฉินเซี่ยงยังไม่สามารถผ่านขั้นตอนควบคุมการดูดซับสัมผัสศักดิ์ไปได้ทำให้ซูเหม่ยเหยาแอบรู้สึกตื่นเต้น
ด้วยความที่นางไม่มีเสินเต้านางจึงต้องกินเม็ดยาวิญญาณธาตุเพื่อเพิ่มพูนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
ในอดีตที่ผ่านมา กว่านางจะสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุได้สำเร็จนางต้องล้มเหลวกว่า
600 ครั้ง ความรู้สึกของนางในยามนั้นช่างห่อเหี่ยวจนนางเกือบต้องกระอักโลหิต
ผ่านไปอีก 1
วัน เฉินเซี่ยงก็ล้มเหลวมากกว่า 10 ครั้งซึ่งเขาล้มเหลวในขั้นตอนเดิมซ้ำๆ
“บัดซบเอ้ย!
บิดาผู้นี้จะได้จูบเจ้าอ้วนบ้านั่นต่อหน้าหวินเสี่ยวเตากับเจ้ามังกรตาหยีจริงๆหรือเนี่ย?”
เฉินเซี่ยงเริ่มสูญเสียความเยือกเย็นเพราะหากเขาแพ้
สิ่งที่รอเขาอยู่ย่อมไม่ต่างจากการตกนรก
ซูเหม่ยเหยาหัวเราะคิกคัก
ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่นางคิดถึงสิ่งเฉินเซี่ยงต้องทำยามที่เขาแพ้…นางก็หัวเราะจนแทบสิ้นใจ
สำหรับนางแล้วหลายวันมานี้คือช่วงที่นางมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี
“มันไม่คุ้มค่าเลยพี่เหม่ยเหยา
ถ้าท่านแพ้ ท่านแค่ต้องจูบบุรุษรูปงาม..อ่อนโยน..และโดดเด่นเช่นข้า แต่หากข้าแพ้
ข้าต้องจูบเจ้าหมูตอนนั่น!”
ยามนี้…มือที่ถือสมุนไพรอยู่ของเฉินเซี่ยงกำลังสั่นเล็กน้อย
หากเฉินเซี่ยงแพ้เขาย่อมตกลงสู่สถานะการณ์ที่กู่ไม่กลับ
แต่หากเขาชนะ..นั่นก็นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าจะแพ้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา!
“ฮ่าฮ่า
เจ้าเป็นคนหาเรื่องเอง! ใครบอกให้เจ้าคิดจะจูบข้า!”
ซูเหม่ยเหยากล่างพลางหัวเราะเบาๆ
เป่ยยู่ยู่ไม่ได้หัวเราะกับทั้งสอง
นางกำลังเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าใครจะเป็นผู้แพ้และใครจะเป็นผู้ชนะ
นางคาดหวังกับความสนุกสนานในครั้งนี้อย่างมาก
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าไปมา
เขารู้ว่าหากเขาแพ้มันต้องกลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของเขาในทุกค่ำคืนแน่
“มีโอกาสอีก
10 ครั้ง!” เฉินเซี่ยงบอกกับตนเองในใจว่าว่าต้องชนะ
แล้วเวลาก็ล่วงมาถึงยามค่ำคืน
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว เขาสกัดกลั่นเม็ดยาล้มเหลวทั้งหมด 98 ครั้งแล้ว
“เจ้าเหลือโอกาสอีก
2 ครั้ง!” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะคิกคัก
ยามนี้..เฉินเซี่ยงเคร่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะเขาไม่อาจล้มเหลวได้อีกแล้ว
เขางไม่ได้โต้ตอบซูเหม่ยเหยา
เขาสงบจิตใจลงและย้อนนึกถึงความล้มเหลวในแต่ละครั้งที่ผ่านมาเงียบๆภายในใจ
เขาพยายามหากุญแจที่สำคัญที่สุดในการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ!
หลังจากพักผ่อนชั่วครู่
ความมั่นใจพลันประกายขึ้นในดวงตาของเฉินเซี่ยง
เขาใส่สมุนไพรลงไปในเตาปรุงยาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะถ่ายเพลิงเข้าไป
เวลาค่อยๆเคลื่อนไปช้าๆ…เตาปรุงยามังกรเพลิงยังคงสงบดังเดิมซึ่งนับเป็นสัญญาณของการสกัดกลั่นที่กำลังจะประสบผลสำเร็จ
ทำให้ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่แอบตกใจ
ขณะที่ซูเหม่ยเหยาแอบขบฟัน
จู่ๆเตาปรุงยามังกรเพลิงกลับเกิดเสียงฟ้าฝ่าดังลั่น
ซูเหม่ยเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหัวเราะคิกคัก
แม้เฉินเซี่ยงจะประสบกับความล้มเหลวอีกครั้งแต่แววตาของเฉินเซี่ยงกลับไร้ซึ่งความผิดหวังเพราะเฉินเซี่ยงยังเหลือโอกาสอีก
1 ครั้ง
อีกอย่าง..การสกัดกลั่นเมื่อครู่ก็ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้เพราะการสกัดกลั่นของเขาล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายคือการบีบอัดเพื่อทำให้เม็ดยาแข็งตัวเท่านั้น
จากที่เฉินเซี่ยงล้มเหลวเมื่อสักครู่
ในที่สุดเขาก็จับจุดสำคัญของกระบวนการสกัดกลั่นได้แล้ว
เฉินเซี่ยงพักผ่อนชั่วครู่ก่อนจะใส่สมุนไพรลงไปในเตาปรุงยามังกรเพลิงอีกครั้ง
เขาเริ่มสกัดกลั่นเม็ดยาด้วยใบหน้าจริงจังและสงบนิ่ง
เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยา
เตาปรุงยามังกรเพลิงสงบนิ่งไม่ไหวติง
ใบหน้าเฉินเซี่ยงปรากฏเม็ดเหงื่อผุดออกมาซึ่งชัดเจนว่ายามนี้เฉินเซี่ยงกำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการสกัดกลั่นเม็ดยาซึ่งก็คือขั้นตอนการบีบอัดเม็ดยาและทำให้มันแข็งตัว
ในช่วงที่ทำให้เม็ดยาแข็งตัว
พลังงานวิญญาณจะรุนแรงเป็นอย่างมากเพราะภายในเม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นมีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว
พลังงานวิญญาณรุนแรงที่อยู่ภายในเตาปรุงยาเหล่านั้นจะถูกบีบอัดเข้าด้วยกันทำให้พวกมันอาจจะเกิดการระเบิดได้ทุกเมื่อ
ขั้นตอนนี้เทียบได้กับการบีบอัดปราณแท้จริง
ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังบีบอัดพลังวิญญาณที่รุนแรงเหล่านั้นเข้าด้วยกันทำให้เขารู้สึกราวกับว่าหัวกำลังจะแยกออกจากกัน
หากเขาวอกแวกแม้แต่นิดเดียว การสกัดกลั่นในครั้งนี้ย่อมจบลงด้วยความล้มเหลว
นั่นเป็นเหตุผลให้ขั้นตอนการทำให้เม็ดยาแข็งตัวเป็นขั้นตอนที่ผ่านได้ยากมาก
เพียงแต่…หากนักปรุงยามีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งพอ…ขั้นตอนการทำให้เม็ดยาแข็งตัวย่อมไม่ใช่ปัญหาใดๆ
ซูเหม่ยเหยารู้ในเรื่องนี้ดี
นางรู้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงยังขาดไปเล็กน้อยทำให้นางกล้าพนันว่าเฉินเซี่ยงจะทำไม่สำเร็จ
ถึงนางจะตกใจที่เฉินเซี่ยงว่าเฉินเซี่ยงก้าวผ่านขั้นตอนการดูดซับสัมผัสศักดิ์ได้อย่างรวดเร็ว
แต่นางยังคงมั่นใจว่าเฉินเซี่ยงต้องสกัดกลั่นมากกว่า 100 ครั้งถึงจะสำเร็จได้
ขณะที่เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับว่าหัวกำลังจะแยกออกจากกัน
ทันใดนั้น จิตวิญญาณเสินเต้าภายในจิตใต้สำนึกของเขาพลันเปิดเปลือกตาแล้วส่งเสียงร้องก้องกังวาลออกมาพร้อมกับกระแสของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้ถ่ายมายังเฉินเซี่ยงในปริมาณที่คงที่ทำให้จิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงสั่นไหวเล็กน้อย
ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ปริมาณมหาศาลที่เฉินเซี่ยงได้รับในฉับพลันนั้นทำให้เขาบีบอัดเม็ดยาวิญญาณธาตุในทันที
ก่อนหน้านี้เตาปรุงยามังกรเพลิงของเฉินเซี่ยงสั่นไหวอย่างรุนแรง
แต่ยามนี้จู่ๆมันก็สงบนิ่งลง
ในที่สุดเฉินเซี่ยงเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการสกัดกลั่นเม็ดยาได้
สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือในช่วงที่สำคัญที่สุด
จิตวิญญาณแห่งเสินเต้ากลับช่วยเหลือเขาทั้งยังมอบสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ให้จำนวนมาก
ซึ่งตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังมองเด็กน้อยที่อยู่ภายในจิตวิญญาณแห่งเสินเต้า
เฉินเซี่ยงยังไม่สามารถควบคุมเด็กน้อยคนนี้ได้
แต่หากเฉินเซี่ยงทำได้
เฉินเซี่ยงย่อมได้ครอบครองสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังอย่างที่สุด
ตามที่หลงเสวี่ยอี๋ได้บอกเอาไว้ว่า
หากเฉินเซี่ยงบรรลุถึงขั้นที่ผสานกับจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์
นั่นหมายถึงเฉินเซี่ยงได้ก้าวผ่านประตูบานแรกของเสินเต้าแล้ว
โดยปกติแล้วในการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุด้วยสมุนไพร
1 ชุดจะได้เม็ดยาออกมา 1 เม็ด ตามที่ซูเหม่ยเหยาได้บอกไว้ว่าในการสกัดกลั่น 1
ครั้งได้เม็ดยา 2 เม็ดนับเป็นจำนวนที่มากที่สุดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น
ตัวนางเองยังไม่สามารถสกัดกลั่นได้มากขนาดนั้น
ในตอนที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุครั้งแรก
เขาต้องการสกัดกลั่นเพียงเพื่อเพิ่มโอกาสการสกัดกลั่นได้สำเร็จให้สูงขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น มันยังทำให้เขาสกัดกลั่นพลาดถึง 99 ครั้ง!
ซูเหม่ยเหยาเริ่มขบริมฝีปาก
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นางสรวลเสเฮฮาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่ตอนนี้กลับไร้ซึ่งเสียงหัวเราะทั้งใบหน้าของนางยังขาวซีด
“ศิษย์พี่
ข้าจะทำยังไงดี! ข้า….ข้ากลัว!” ซูเหม่ยเหยาซุกอยู่ในอ้อมแขนของเป่ยยู่ยู่พลางกล่าว
“เจ้าก็ไม่ต้องออกไปข้างนอกสิ!”
แม้เป่ยยู่ยู่จะไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะ แต่แววตาของนางกลับแสดงออกถึงความพึงพอใจ
“ไม่ได้!
ถ้าข้าทำแบบนั้น เจ้าเด็กบ้านั่นต้องเหยียดหยามข้าไปจนตายแน่”
ซูเหม่ยเหยาส่ายหน้าพลางกล่าว
“งั้นเจ้าก็แค่จูบเขา….ไม่ได้ให้ไปผสานกายชายหญิงกับเขาสักหน่อย!”
มุมปากของเป่ยยู่ยู่ยิ้มยกขึ้นเล็กน้อย
แม้รอยยิ้มของนางจะดูแข็งๆไปบ้างแต่นางก็งดงามยิ่งนัก
ใบหน้าอันงดงามของซูเหม่ยเหยากลายเป็นซีดเผือด
นางคิดไม่ถึงว่าเป่ยยู่ยู่จะกล่าวอย่างเย็นชาเช่นนี้ นางจึงกล่าวกลับด้วยความโกรธ
“ศิษย์พี่ นี่ท่านกำลังสนุกอยู่หรอ?”
“ก็เจ้าขอให้ข้าพูดเองหนิ!
ปกติแล้วเจ้าก็สนิทสนมกับเจ้าเด็กบ้านั่นจะตาย แค่จูบเขาแล้วจะเป็นอะไรไป
เจ้าไม่ได้พูดเองหรอว่าเจ้าชอบเฉินเซี่ยง? แค่ในตอนนี้เขายังอ่อนแอไปหน่อยก็เท่านั้น”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
ทันใดนั้น
ซูเหม่ยเหยากลับได้ยินเฉินเซี่ยงหัวเราะอันชั่วร้ายและน่าหวาดกลัว
“พี่เหม่ยเหยา
ข้าสกัดกลั่เม็ดยาวิญญาณธาตุสำเร็จแล้ว
ท่านรีบไปอาบน้ำ…แต่งตัวสวยๆแล้วออกมาให้ข้าจูบซะดีๆ! ฮ่าฮ่าฮ่า”…………………………….
Chapter
222 –
ท่านพนัน…ท่านจ่าย
เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาปรุงยาออกแล้วหยิบเม็ดยาวิญญาณธาตุที่งดงามออกมา
1 เม็ด ตัวเม็ดยาราวกับถูกแกะสลักอย่างประณีตทั้งยังถูกห่อหุ้มด้วยประกายแสงสีทอง
ที่ใจกลางของเม็ดยาปรากฏเป็นแสงสีขาวคล้ายกับเปลวเพลิงลุกโหม
ซูเหม่ยเหยาออกมาจากแหวน
นางสวมใส่ชุดธรรมดาสามัญทั้งผมเผ้ายังยุ่งเยิง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นกลับไม่อาจบดบังความงดงามอันไร้ที่เปรียบของนางได้
ที่สำคัญนั่นยังเป็นการเพิ่มความงดงามให้กับนาง
นางขบริมฝีปาก..ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
นางได้แต่แค่นเสียงเบาๆพลางจ้องมองรอยยิ้มอันชั่วร้ายบนใบหน้าเฉินเซี่ยง
“พี่เหม่ยเหยา
ข้าเป็นผู้ช่ำชอง..ท่านไม่ต้องกังวลหรอก
ข้าจะไม่กัดลิ้นท่านแต่…ข้ากลัวว่าท่าจะกัดลิ้นข้ามากกว่า!”
เฉินเซี่ยงยิ้มกรุ้มกริ่มพลางเดินเข้าหาซูเหม่ยเหยา
ซูเหม่ยเหยาชำเลืองมองเม็ดยาวิญญาณธาตุในมือของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้จริงและที่สำคัญคุณภาพของมันก็นับว่าสูงมาก..สูงจนทำให้นางต้องยอมแพ้
“จะ…เจ้าอยากจะเริ่มยังไง?”
ใบหน้าของซูเหม่ยเหยาแดงเล็กน้อยขณะนางกล่าวเบาๆ
“เงยหน้าขึ้นแล้วหลับตาลง…ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!”
เฉินเซี่ยงเลียริมฝีปากพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
ซูเหม่ยเหยาขัดขืนเล็กน้อยก่อนจะหลับตาของนางลงแล้วเงยหน้าขึ้นหาเฉินเซี่ยง
หัวใจของนางเต้นรัว..นางกระวนกระวายอย่างที่สุดโดยเฉพาะในยามที่นางสัมผัสได้ว่า…เฉินเซี่ยงเริ่มขยับเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ
เฉินเซี่ยงจ้องมองสาวงามผู้ทรงเสน่ห์พลางใช้หลังมือลูบไล้นวลแก้มของนางเพื่อลิ้มรสความนุ่มนวลบนแก้มนวลขาวละมุนละไม
ยามนี้..แพรขนตางามของนางกระตุกสั่นเล็กน้อยก่อนนางจะแค่นเสียงเบาๆแล้วกล่าว
“เร็วเข้า อย่าพิรี้พิไร!”
Censored
Part~~~~~~~
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน
ซูเหม่ยเหยายอมรับความพ่ายแพ้แล้วทั้งคู่ก็สวมกอดซึ่งกันและกัน!
เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะก้มหน้าเข้าหานางอย่างช้าๆพลางใช้มือข้างนึงรวบไปที่เอวอันนุ่มนวลและบอบบางของนาง
นางขัดขืนเล็กน้อย..แขนของเฉินเซี่ยงกอดรัดเอวของนางแน่นขึ้น
แต่ก่อนที่นางกำลังจะกล่าวบางอย่าง…ริมฝีปากดุจผลเชอร์รี่ของนางพลันถูกผนึกไว้ด้วยริมฝีปากของเฉินเซี่ยง
ซูเหม่ยเหยารู้สึกได้เพียงว่าลิ้นของเฉินเซี่ยงกำลังรุกล้ำเข้ามาในปากของนางอย่างดุเดือด..เขาพยายามทำให้ปากของนางอ้าออก
ในยามนี้..ใบหน้าอันงดงามของนางอาบย้อมไปด้วยสีแดง หัวใจของนางเต้นรัวราวกับบ้าคลั่ง…เฉินเซี่ยงเองก็ไม่ต่างกัน
เขารู้สึกตื่นเต้นและเบิกบาน…ส่วนนางกลับทั้งอายทั้งหงุดหงิด
“เอาลิ้นของท่านออกมาเดี๋ยวนี้
ท่านพนัน..ท่านต้องจ่าย!” เฉินเซี่ยงสัมผัสศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับนาง
ซูเหม่ยเหยาไม่เต็มใจทำตามที่เฉินเซี่ยงบอก
แต่เมื่อลิ้นอันหอมหวานของนางประสานเข้ากับลิ้นของเฉินเซี่ยง..ร่างกายของนางพลันสั่นสะท้าน
ความรู้สึกสบาย..และยอดเยี่ยมอย่างบอกถูกได้ส่งผ่านมายังลิ้นของนางกระทั่งกระจายไปทั่วร่างจนทำให้นางไม่อาจควบคุมความกระหายใคร่อยากของนางได้….
ทั้งสองต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกแปลกและน่าอัศจรรย์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว…ราวกับอ้อมกอดกลายเป็นความลุ่มหลง…กระทั่งลมหายใจของทั้งสองยังกระชับสั้น…ถี่ขึ้น…ถี่ขึ้น..อุณหภูมิร่างกายร้อนขึ้นและความรู้สึกอบอุ่นพลันเอ่อล้นออกมาจากร่างกายของทั้งสอง…….
(ช่วงนี้เป็นฉากที่โดน
censor แต่ผู้แปล eng ไปขวนขวายมาได้
ดังนั้นเลยจัดกันเต็มๆ…)
~~~
ขณะที่เฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยากำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกอันเร่าร้อนไม่รู้จบกระทั่งไม่ทราบว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนราวกับมันเป็นช่วงเวลานิจนิรันดร์…
ทันใดนั้น หลงเสวี่ยอี๋กลับทำลายฉากอันหวานชื่นจนย่อยยับ “มีคนกำลังมา!”
เฉินเซี่ยงจำต้องปล่อยซูเหม่ยเหยาอย่างไม่เต็มใจ
นางผละออกจากอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง
ดวงตาคู่งามของนางจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสับสน
แต่ไม่นานนางก็ก้มหน้าลงแล้วกลับเข้าไปในแหวน
เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะเลียริมฝีปากเพื่อลิ้มรสความรู้สึกที่เหลือยู่
หลังซูเหม่ยเหยาเข้าไปในบ้านหลังน้อยภายในแหวน
นางทิ้งตัวลงบนที่นอน..ไร้ซึ่งคำกล่าวราวกับนางกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ยามนี้..ใบหน้าของนางยังคงแดงระเรื่อ
เมื่อเป่ยยู่ยู่เห็นอาการของซูเหม่ยเหยา…นางจึงได้แต่งุนงง
“เฉินเซี่ยง..
จูบคืออะไรหรอ? มันอร่อยมั้ย? ข้าก็อยากลองบ้า!”
จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อร่อยก้นข้าสิ
นี่แต่ละวันเจ้าคิดเป็นแค่เรื่องกินหรือไง? ไปให้พ้นเลยยัยเด็กบ้า
นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่เกี่ยว!” เฉินเซี่ยงตำหนิพลางเย้ยหยันนาง
“ฮึ่ม
ข้าอยู่ในไข่มังกรมาหลายพันปี..เจ้านั่นแหละเด็กน้อย!”
นางตวาดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลของนาง
เฉินเซี่ยงออกจากห้องส่วนตัว
แต่ทันทีที่เขามาถึงสวนน้อยของเขา
เขากลับพบผู้อาวุโสเม็ดยายืนเอ๋ออยู่ใต้ต้นผลเพลิงเก้าตะวัน
เมื่อนางรู้ว่าเฉินเซี่ยงมา
นางจึงหันกลับมาถามเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว “เกิดบ้าอะไรขึ้นที่นี่?”
เฉินเซี่ยงเกาหัวแล้วยิ้มก่อนกล่าว
“นี่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายไปซะทั้งหมด.. ใช่มั้ย?”
นางแค่นเสียเย็นชาพลางกล่าว
“ไร้สาระ! ดอกบัวห้าสี ต้นผลเพลิงเก้าตะวัน หญ้าวิญญาณเพลิง หญ้าเพิ่มวิญญาณ
ดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ต้นผลวิญญาณโลหะ ต้นพันเส้นโลหิต…….
พวกนี้มันของดีทั้งนั้น! บอกข้ามาตามตรงว่าท่านไปเอาของพวกนี้มาจากไหน!?”
ต้นผลเพลิงเก้าตะวันออกผลแล้ว
2 ผล ทำให้ผู้อาวุโสเม็ดเชื่อว่าเฉินเซี่ยงไม่ได้เพิ่งปลูกพวกมันแน่
ด้วยความที่นางเพิ่งกลับมาจากการเก็บตัวบ่มเพาะทำให้นางไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอก
มิอย่างนั้นนางคงไม่ต้องถามเฉินเซี่ยง
“เจ้าต้องเก็บไว้เป็นความลับและห้ามบอกใครเด็ดขาด!”
เฉินเซี่ยงกล่าว
“บอกมาเถอะน่า
เราต่างก็รู้ความลับของกันและกันมากมาย เรื่องแค่นี้ท่านไม่ต้องเตือนข้าหรอก”
เฉินเซี่ยงยิ้ม
“สมุนไพรทั้งหมดพวกนี้ข้าไปจิ้กมาจากเขาราชาสมุนไพร
ข้ามั่นใจว่าตอนนี้ตระกูลลู่กำลังตามหาตัวข้าอยู่แน่”
นางประหลาดใจไปชั่วครู่
กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงบุกไปที่เขาราชาสมุนไพร!
นางรู้ว่าตระกูลลู่ไม่ได้อ่อนแอขนาดที่ยอมให้เฉินเซี่ยงบุกไปเอาสมุนไพรฟรีๆ
“ข้าจะสร้างการเรียงตัวที่นี่!
เร็วเข้ารีบไปได้แล้ว
ประมุขกำลังรวบรวมคนตั้งแต่ขอบเขตนักสู้แท้จริงขึ้นที่อยู่ในนิกายในตอนนี้”
นางกล่าว
ที่นางต้องหยุดเก็บตัวบ่มเพาะก็เพราะกู่ตงเฉิน
เฉินเซี่ยงเดินตามนางออกไปจากลานราชาสุดยอดเม็ดยา
สถานที่รวมตัวกันคือสถานที่เปิดขนาดใหญ่ในดินแดนลี้ลับ
ระหว่างทางเฉินเซี่ยงเห็นหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆซึ่งท่าทางของพวกเขานับว่าไม่เลว
เพียงเฉินเซี่ยงชายตามองก็รู้แล้วว่าพวกเขาได้ประสบกับโชคดี
“เจ้าอ้วน..
นี่เจ้าโชคดีอีกแล้วหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางหัวเราะ
“ก็เกือบๆหล่ะนะ
พอดีข้าได้ภารกิจระดับสูงที่ง่ายเอามากๆ” เจ้าอ้วนหัวเราะพลางกล่าวตอบ
เจ้าอ้วนนับเป็นนักธุรกิจซึ่งแน่นอนว่าสายตาของเขาย่อมดีเอามาๆ
เพียงแต่…เรื่องโชคก็ยังนับว่ามีความจำเป็นด้วยเช่นกัน
“พี่ใหญ่เฉิน
ตอนนี้ท่านประมุขเรียกรวมตัวเหล่านักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงทุกคน
ดูเหมือนการต่อสู้ระหว่างนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจกำลังจะเริ่มขึ้น
อ้อจริงสิ ตระกูลลู่ประกาศค่าหัวของท่านเพิ่มอีก 5 ล้านผลึกศิลา
ดูเหมือนค่าหัวของท่านจะขึ้นอีกแล้วนะ!” หวินเสี่ยวเตากล่าวด้วยท่าทางนับถือ
“เมื่อไหร่ข้าถึงจะมีค่าหัวกับเขาบ้าง..
หากเป็นเช่นนั้น..มันจะเป็นฉากที่งดงามขนาดไหนกันนะ!”
เฉินเซี่ยงส่ายหัว
หากตระกูลลู่ไม่ขึ้นค่าหัวของเฉินเซี่ยงย่อมเป็นเรื่องที่แปลกมาก
เพราะเฉินเซี่ยงถึงกับโกนขนหน้าแข้งของพวกมันจนเกลี้ยง
“เฉินเซี่ยง
เจ้าทำอะไรกับตระกูลลู่? ทำไมพวกมันถึงได้ตั้งค่าหัวของเจ้าสูงขนาดนั้น!? ขนาดตอนที่เจ้าสังหารผู้อาวุโสของพวกมัน
พวกนั้นยังไม่ได้ตั้งค่าหัวของเจ้าเลย!” ชูเหว่ยหลงกล่าวถาม
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว
“ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ข้าแค่ไปเยือนตระกูลลู่เท่านั้น!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง
หวินเสี่ยวเตาพลันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไปเยือน’
ซึ่งหมายถึงเฉินต้องได้ประโยชน์จากเรื่องนี้แน่ เพราะจากค่าหัวของเฉินเซี่ยง
พวกเขามั่นใจว่าเฉินเซี่ยงต้องได้โชคลาภมากมาย
“เฉินเซี่ยง
แล้วส่วนแบ่งของข้าหล่ะ? ข้าช่วยเจ้าสืบหาข่าวของตระกูลลู่เชียวนะ!”
เจ้าอ้วนรีบจับแขนของเฉินเซี่ยงไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะรีบรับขวดหยกขวดหนึ่งจากเฉินเซี่ยง
ทันทีที่เจ้าอ้วนเปิดฝาขวดออก
เขากลับเปล่งเสียงอุทานแปลกๆออกมา
ใบหน้าของเจ้าอ้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความตื่นเต้น
เขารีบปิดขวดอย่างรวดเร็วแล้วพยายามสงบท่าทีก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่เจ้าอ้วนมีอาการเช่นนั้นก็เพราะเฉินเซี่ยงให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับเจ้าอ้วน 2
เม็ด
“เฮ้อ….
ถ้าน้องสาวคนอื่นๆของข้างดงามงามมากกว่านี้ก็คงจะดี!” เจ้าอ้วนถอนหายใจ
ในสายตาของมัน เฉินเซี่ยงนับเป็นเศษฐีใหม่ที่ตรงไปตรงมาและยังใจกว้างเป็นอย่างมาก
แม้ความแข็งแกร่งหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงจะนับว่าดีเยี่ยมในคนรุ่นเดียวกัน
แต่เฉินเซี่ยงยังคงรู้ว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองยังขาดไปนิด
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงมอบเม็ดยาสร้างรากฐานให้กับทั้งสองคนละสองเม็ดด้วยเพื่อช่วยให้ทั้งสองได้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว!
เม็ดยาสร้างรากฐานย่อมช่วยสหายของเฉินเซี่ยงให้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้
หลังจากกลืนเม็ดยาลงไป ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
ความแข็งแกร่งของเหล่าสหายนับว่าเหนือกว่าคนในรุ่นเดียวกันหลายเท่าซึ่งต้องไม่นับรวมสัตว์ประหลาดที่ผิดธรรมดาอย่างเฉินเซี่ยง
เม็ดยาสร้างรากฐานนับเป็นเม็ดยาหายากและล้ำค่า
จะมีก็เพียงเฉินเซี่ยงที่มีเม็ดยาสร้างรากฐานในครอบครองมากขนาดด้วยทักษะการปรุงยาที่น่าพิศวงของเขา
ไม่เพียงเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้อย่างรวดเร็ว
คุณภาพของเม็ดยาที่เขาสกัดกลั่นออกมาก็นับว่าสูงมากกระทั่งพลังของเม็ดยายังมากกว่าเม็ดยาของนักปรุงยาคนอื่นๆหลายเท่านัก
เจ้าอ้วนรู้จักเม็ดยาสร้างรากฐานดี
เพียงเขาชำเลืองมองเขาก็สามารถบอกได้ว่าเม็ดยาสร้างรากฐานพวกนี้ผิดธรรมดาสามัญ!……………………………..
Chapter
223 –
ผู้สมัคร
หวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงต่างรู้สึกตกใจเช่นเดียวกับเจ้าอ้วนหลังจากเปิดขวดหยกที่ได้รับจากเฉินเซี่ยงออกทำให้ทั้งหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงรู้ว่าที่เฉินเซี่ยงมอบให้กับเจ้าอ้วนนั้นคือเม็ดยาสร้างรากฐาน
2 เม็ด กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงให้เม็ดยาสร้างรากฐานไปทั้งหมด 6 เม็ด
ทั้งสามประหลาดใจอย่างมาก
หรือ…เฉินเซี่ยงไปค้นเจอที่ซ่อนของเม็ดยาสร้างรากฐานหรือเปล่า!?
“ฮี่ฮี่
ทั้งหมดนั่นก็ 500,000 ผลึกศิลา พวกเจ้าจะซื้อรึเปล่า?” เฉินเซี่ยงหัวเราะ
เขาไม่อยากให้ทั้งสามรู้สึกเป็นบุญคุณจนเกินไป ดังนั้นเขาจึงต้องเรียกเก็บเงินสักเล็กน้อย
“เจ้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานทั้งหมดเท่าไหร่..
ข้าอยากซื้อมันทั้งหมดเลย!” เจ้าอ้วนรีบกล่าว
“ถอยไป!”
หวินเสี่ยวเตากล่าวเหยียดหยัน “พวกข้าซื้อแน่
แต่..ลดราคาให้พวกข้าสักนิดนึงได้มั้ย?”
“พวกเจ้านี่ช่างต่อรองข้าจริงนะ
เห้อ…ความใกล้ชิดทำให้พวกเจ้าเลวร้ายลงจริงๆ!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวพลางชำเลืองมองไปที่เจ้าอ้วน
เจ้าอ้วนขดปากพลางกล่าว
“ความใกล้ชิดทำให้เลวร้ายลงอะไรกัน… ข้าผู้นี้มีนิสัยที่ดีอยู่เป็นนิจ”
ชูเหว่ยหลงหยิบเอาผลึกศิลา
500,000 ผลึกออกมาแล้วยื่นส่งให้เฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว เขากล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย
“ข้ามีทั้งหมดแค่นี้ นี่ข้าไม่เหลืออะไรแล้วนะ”
เม็ดยาสร้างรากฐานของเฉินเซี่ยงนับว่ามีประโยชน์กับทั้ง
3 เป็นอย่างมาก
มันทำให้พวกเขาได้รับปราณแท้จริงจำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น
หลังจากทั้งสามเดินไปจนถึงลานกว้างขนาดใหญ่
พวกเขาก็เห็นคนกว่าร้อยยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว
คนเหล่านี้คือนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่นิกายยอดนักสู้รวบรวมมาได้ทั้งหมดในขณะนี้
จากนักสู้ที่เห็นอยู่นี้ย่อมชัดเจนว่า
ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มีนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ไม่มากนัก
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงได้ทำให้นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงมากมายต้องพิการเมื่อคราวที่อยู่ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นเรื่องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก
“เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
การเจรจาต่อรองระหว่างนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายปีศาจนับว่าได้ผลดี!
เพียงแต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน
การต่อสู้ระหว่างนักสู้ที่มีระดับน้อยกว่าหรือเท่ากับระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงของทั้งสองฝ่ายจะถูกจัดขึ้นที่ ‘ดินแดนรกร้างทางใต้’
ใครก็ตามที่ย่างกลายเข้าไปในนั้นจะได้พบกับการต่อสู้ถึงชีวิต
นักสู้ที่ถูกส่งเข้าไปต้องเอาชีวิตรอดในดินแดนรกร้างทางใต้ให้ได้เป็นเวลา 2 เดือน
ฝ่ายใดมีผู้รอดชีวิตมากกว่านับเป็นผู้ชนะ!” กู่ตงเฉินกล่าวประกาศ
หวู่ไคหมิงกล่าวเสริม
“นิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจจะส่งคนไปทั้งหมดฝ่ายละ 50 คน ซึ่งนิกายยอดนักสู้ของเราต้องส่งศิษย์นิกายไปทั้งหมด
10 คน”
นิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ประสบกับความสูญเสียอย่างหนักจากเหตุการ์ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬทำให้พวกมันไม่อาจส่งคนได้มากนัก
และด้วยความที่นิกายยอดนักสู้นับเป็นนิกายอันดับหนึ่งในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นิกายต้องส่งคนไปมากกว่านิกายอื่นๆ
“นิกายฝ่ายปีศาจได้แสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่าพวกมันมีศักยภาพสูง
หากพวกมันได้รับชัยชนะ..นิกายฝ่ายธรรมะเราต้องส่งทรัพยากรให้กับพวกมันจำนวนมหาศาล
หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง ไม่นาน…พวกมันย่อมพัฒนาได้เหนือกว่านิกายฝ่ายธรรมะเราแน่”
หวู่ไคหมิงกล่าวอย่างจริงจัง
“ใครก็ตามที่อยู่ในระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงและต่ำกว่านั้นสามารถเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ได้…
มีใครอยากเข้าร่วมหรือเปล่า? แต่จงจำเอาไว้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้อันตรายเป็นอย่างมาก
ผิดพลาดเพียงก้าวเดียวนั่นก็หมายถึงชีวิตของพวกเจ้า”
กู่ตงเฉินกวาดสายตาไปยังนักสู้ทีละคนๆ ในบรรดานักสู้เหล่านี้
มีคนที่อยู่ระดับน้อยกว่าระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงจำนวนมาก
แต่กระนั้น..ก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมา
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น
“ข้าไป!”
แน่นอนว่าตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดและมีพรสวรรค์มากที่สุดในรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเฉินเซี่ยงต้องเป็นผู้นำนิกายยอดนักสู้ในศึกครั้งนี้
เหล่าผู้อาวุโสมากมายต่างแอบพยักหน้าด้วยความชื่นชม
ซึ่งต่างกับหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินที่ค่อนข้างกังวลกับอาจารย์อาตัวน้อย
เพราะทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหล่านักสู้นิกายฝ่ายปีศาจไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้
นอกจากเหล่านักสู้ฝ่ายปีศาจแล้ว
ที่ดินแดนรกร้างทางตอนใต้ยังนับว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายเป็นอย่างมาก
พื้นที่แถบนั้นนับเป็นสถานที่อันตรายที่มีชื่อเสียง
“ข้าก็จะไปด้วย!”
หวินเสี่ยวเตากล่าวตาม
ต่อจากหวินเสี่ยวเตาก็เป็นเจ้าอ้วนและชูเหว่ยหลง
ทั้งสามต่างเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่กลับมีความกล้าหาญอย่างแท้จริงจนทำให้ผู้คนมากมายต่างนับถือ
“รวมข้าเข้าไปอีกคน!”
เหยาไห่เฉิงกล่าวขึ้น เขาคือศิษย์ของเฉินเซี่ยง
ในตอนนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมเพิ่มเติมแล้วจำนวน 5 คน
ซึ่งแต่ละคนต่างมีความสัมพันธ์อันดีกับเฉินเซี่ยง
“ข้าก็จะไป
ข้าไม่อาจหลบอยู่หลังคนหนุ่มคนสาวได้” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวพลางหัวเราะ
ชายผู้นี้คือเห่าตงชิงที่เป็นลุงของเจ้าอ้วน
ในตอนนี้ยังขาดอีก
4 คนเท่านั้น ผลลัพธ์ของการรับสมัครในครั้งนี้ไม่เป็นที่พอใจสำหรับกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงเป็นอย่างมาก
เพราะผู้สมัครส่วนใหญ่มีแต่ผู้เยาว์ที่ขาดประสบการณ์และทักษะที่จำเป็น
คนที่อายุเยาว์กว่าย่อมเสียเปรียบเพียงแต่..เฉินเซี่ยงนับเป็นข้อยกเว้น
“ลานประลองอื่นๆขี้ขลาดงั้นหรือ? พวกข้าทั้ง 6
คนต่างมากจากลานประลองที่ 15!” หวินเสี่ยวเตาตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ใช่แล้ว
ลานประลองอันดับ 1.. สำหรับคนพวกนี้นับว่าเสียของ” เจ้าอ้วนกล่าวดูถูกตามมา
เหล่านักสู้มากมายต่างไม่เต็มใจที่ต้องต่อสู้กับนักสู้ที่โหดเหี้ยมอำมหิตจากนิกายฝ่ายปีศาจ
แม้การที่ต้องเผชิญหน้ากับคำดูถูกเหยียดหยามจากคนที่อายุน้อยกว่าจะทำให้พวกโกรธ
แต่พวกเขาต่างเลือกที่จะเงียบ
ในยามนี้
ทั่วทั้งลานกว้างกลับเงียบงัน นิกายยอดนักสู้ยังเหลือผู้สมัครอีก 4 คน
แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมา
สิ่งที่เห็นในตอนนี้ทำให้กู่ตงเฉินโกรธเล็กน้อยเพราะเขาคาดไม่ถึงว่าศิษย์นิกายยอดนักสู้จะอ่อนแอและขี้ขลาดขนาดนี้
ที่สำคัญ…มีเพียงคนรุ่นใหม่เท่านั้นที่กล้าก้าวเท้าออกมา
เดิมทีกู่ตงเฉินไม่อยากบังคับใคร
แต่ด้วยความที่เหลือผู้สมัครอีก 4 คนทำให้เขาไม่มีทางเลือก
แต่…ก่อนที่กูงตงเฉินกำลังจะกล่าว เฉินเซี่ยงก็กล่าวขึ้น “ท่านประมุข
เหลือเวลาอีกนานเท่าไหร่ก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้น?”
“3 เดือน!”
“ปล่อยอีก 4
คนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของข้า หลังสามเดือน
ข้าจะพานักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งสี่คนมาพบท่าน!” เฉินเซี่ยงกล่าว
กู่ตงเฉินขมวดคิ้วพลางกล่าว
“นี่เจ้าพูดจริงหรอ?”
“จริงแท้แน่นอน
แต่การที่พวกข้าเข้าร่วมศึกเช่นนั้นย่อมนับเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตของพวกข้า
หากพวกข้ากลับมา…พวกข้าจะได้รางวัลอะไรบ้าง?” เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว
“ย่อมมีรางวัลที่เหมาะสมอย่างแน่นอน!”
กู่ตงเฉินกล่าว “งั้น… ตอนนี้ก็นับว่าได้ผู้สมัครครบแล้ว
ข้าหวังว่าจะไม่มีอะรไรเปลี่ยนแปลงไปกว่านี้”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอีกครั้ง
“ท่านประมุข หากพวกข้ารอดชีวิตกลับมา
พวกข้าจะได้นามศิษย์ระดับทองแดงและนักสู้ระดับเงินด้วยหรือเปล่า?”
คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ทุกๆคนใจเต้นโครมคราม
เพราะหากพวกเขาได้นามทั้งสองนี้
นั่นหมายถึงพวกเขาสามารถเข้าร่วมกับลานประลองราชาได้
เจ้าอ้วนและคนอื่นๆต่างแอบตื่นเต้นและรอคำตอบของกู่ตงเฉินอย่างใจจดใจจ่อ
กู่ตงเฉินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะชำเลืองมองหวู่ไคหมิงและหวู่ไคหมิงก็พยักหน้า
“เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา
หากพวกเจ้ารอดชีวิตกลับมา ข้าจะตบรางวัล 1 ล้านผลึกศิลา เม็ดยาสร้างรากฐาน 500
เม็ด นาม ‘ศิษย์ระดับทองแดง’ และ นาม ‘นักสู้ระดับเงิน’ ให้กับพวกเจ้า!”
กู่ตงเฉินประกาศเสียงดัง ทั้งหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างรู้สึกดีใจอย่างที่สุดและพวกเขาต่างอยากรอดชีวิตกลับมา
เหยาไห่เฉิงและเห่าตงชิงต่างเฝ้ารอรางวัลนั้น
เพียงแต่มันย่อมไม่ง่ายที่จะรอดกลับมาแน่
ทั้งสองต่างเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของนักสู้ฝ่ายปีศาจเป็นอย่างดี
“แยกย้ายกันได้
ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 3 เดือนข้างหน้า เหล่าผู้อาวุโสจากลานประลองอาวุโสจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบ่มเพาะพวกเจ้าให้พร้อมสำหรับการต่อสู้!”
กู่ตงเฉินกล่าว
ในยามนี้เหล่านักสู้มากมายต่างรู้สึกเสียใจ
รางวัลที่นักสู้จะได้รับนับเป็นสิ่งยั่วยวนเป้นอย่างมาก
ที่สำคัญเหล่าผู้สมัครยังจะได้รับคำแนะนำจากลานประลองอาวุโสเป็นการส่วนตัวด้วย!
“ไห่เฉิง
สามเดือนต่อจากนี้ห้ามสกัดกลั่นเม็ดยา!” เฉินเซี่ยงกล่าว
ยามนี้เหยาไห่เฉิงอยูในระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
“เฉินเซี่ยง
เจ้าจะไปหานักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอีก 4 คนที่เหลือมาจากไหน? ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้นเป็นนักสู้ระดับ
1 ขอบเขตนักสู้แท้จริงใช่มั้ย?” เห่าตงชิงกล่าวถาม
หากทั้งสี่คนอยู่ในระดับ 1 ย่อมส่งผลกระทบกับความแข็งแกร่งโดยรวมของทีม
เห่าตงชิงอยู่ในระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งนับว่าค่อนข้างทรงพลังทั้งยังนับเป็นผู้มีชื่อเสียงในนิกายยอดนักสู้
“ท่านลุงเห่า
วางใจเถอะ พวกเขาอาจจะอ่อนแอไปหน่อยแต่พวกเขาย่อมไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเราแน่”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบก่อนจะชวนหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆจากไป
ก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงได้ขอให้หวินเสี่ยวเตาช่วยหาคนที่มีพรสวรรค์และเหมาะที่จะบ่มเพาะซึ่งหวินเสี่ยวเตาพบทั้งหมด
5 คน ดังนั้น ในยามนี้เฉินเซี่ยงกำลังจะไปหาคนเหล่านั้น……………………….
Chapter
224 – ซื้อใจ
จากคนทั้ง 5
มี 2 คนที่อยู่ระหว่างภารกิจที่เบื้องนอกนิกายทำให้ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 3
คนเท่านั้น
ไม่เพียงเจ้าอ้วนและคนอื่นๆจะตรวจสอบทั้ง
5 คนเป็นอย่างดี แต่พวกเขายังเฝ้าสังเกตุมานานและยังประเมิณทั้ง 5 คนไว้ในระดับสูง
ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง
เฉินเซี่ยงกำลังมองชายหนุ่มทั้งสามคน
สองในสามคนมีรูปร่างสูงใหญ่และมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกันมากซึ่งทั้งสองก็คือพี่น้องกัน
ส่วนชายหนุ่มอีกคนดูเหมือนผู้รู้ เขาสวมใส่เครื่องแต่งกายธรรมดาสามัญและมีรอยยิ้มที่ดูอัธยาศัยดีประดับไว้บนใบหน้า
สองพี่น้องมีนามว่า
‘เหลยสงหลิน’ และ ’เหลยจง’
เหลยสงหลินมีอายุมากกว่าเหลยจง
เขาเป็นชายที่แข็งแรงและตรงไปตรงมา
น้ำเสียงของเขาเวลากล่าวจะแหบเหี้ยงและไม่ค่อยน่าฟัง ส่วนคนน้องเหลยจง เป็นคนซื่อสัตย์และพูดน้อย
แต่หากเขาได้กล่าว…คำกล่าวของเขาก็มักจะเป็นคำกล่าวที่ไม่รื่นหูนัก
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งสองนับเป็นคนขยันหมั่นเพียร
มิเช่นนั้นทั้งสองคงไม่อาจมาถึงระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ด้วยอายุเพียงเท่านี้
ชายที่ดูเป็นผู้รอบรู้มีนามว่า
‘เหลียนหมิงตง’ เขาเป็นคนที่ชาญฉลาดและยังทำความดีไว้ในเมืองเทียนเหมินมากมาย
แต่กระนั้นชายที่ชาญฉลาดผู้นี้ยังเป็นเหตุให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าบางที…ชายผู้นี้อาจจะมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้
แต่เรื่องนั้นย่อมไม่ทำให้เฉินเซี่ยงหวาดกลัว
เหลยสงหลิน
เหลยจง และ เหลียนหมิงตง ต่างรู้ว่าทำไมถึงได้ถูกเชิญมาที่นี่
พวกเขารู้ว่ามีบางคนต้องการเชื้อเชิญพวกเขาซึ่งพวกเขาต่างมีประสบการณ์ในเรื่องแนวนี้มามากมายหลายครั้งแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเลือกฝ่ายใดเพราะพวกเขาไม่มีผู้หนุนหลัง
ในนิกายแต่ละแห่ง
ก่อนที่ผู้ใดจะย่างเท้าเข้าสู่นิกาย จะมีการพิจารณาปูมหลังของคนเหล่านั้นก่อน
หากพวกเขามีปูมหลังที่ดีเช่น เป็นผู้เยาว์จากตระกูลเล็ก หรือ
ลูกชายลูกสาวของพ่อค้านักธุรกิจ พวกเขาก็จะถูกเลือกได้ง่ายขึ้น
แต่สำหรับเฉินเซี่ยงแล้ว
คนเหล่านั้นย่อมไม่อยู่ในตัวเลือกของเฉินเซี่ยง
เพราะบางทีคนเหล่านั้นอาจจะทรยศเพื่อแลกกับค่าหัวของเขาก็ได้
นามของเฉินเซี่ยงดังกระฉ่อนไปทั่วนิกายยอดนักสู้ราวกับสายฟ้าฟาด
บางคนเกลียด บางคนชอบ บางคนนับถือ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วต่างอิจฉา
ในยามนี้เหลยสงหลินและอีกสองคนที่เหลือต่างได้เห็น
‘ยอดฝีมือ’ ของนิกายยอดนักสู้ ทั้งสามคนจึงค่อนข้างรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจ
“ข้าจะไม่กล่าวไร้สาระให้เสียเวลา
ถึงเราจะเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
ข้าได้ตรวจสอบพวกเจ้าทุกคนทั้งหมดแล้วและข้าก็หวังว่าพวกเจ้าคงไม่ว่าอะไร” เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย
“ที่ข้าต้องทำแบบนั้นเพราะข้าต้องการมากกว่าคนที่เชื่อถือได้”
เหลียนหมิงตงประหลาดใจไปชั่วครู่
เขาชำเลืองมองเหลยสงหลินและเหลยจงเพราะทั้งสามนับเป็นคนประเภทเดียวกันและยังเป็นสหายที่ดีต่อกันด้วย
“พวกเจ้าจะเจ้าร่วมกับพวกข้าหรือเปล่า? เอาเป็นว่า
หากพวกเจ้าเข้าร่วมกับพวกข้าก็นับเป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่หากไม่..งั้นก็ลืมมันไปเถอะ” หวินเสี่ยวเตากล่าว
หวินเสี่ยวเตาและสหายของเฉินเซี่ยงคนอื่นๆต่างเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงรุ่นเยาว์
ในนิกายยอดนักสู้ ทั้งหมดนับเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นอกจากนี้พวกเขายังเป็นผู้เยาว์จากตระกูลใหญ่อีกด้วย
เหลยสงหลินและเหลยจงสบตากัน
พวกเขากำลังถูกชักชวนให้เขากับกลุ่มที่ทรงอำนาจ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องมีความสุข
เพียงแต่..ดวงตาของพวกเขาในยามนี้กลับไร้ซึ่งความสุข
เหลียนหมิงตงกล่าว
“แค่ศิษย์พี่เฉินชักชวนพวกข้า..พวกข้าก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว
เพียงแต่…ระหว่างภารกิจครั้งล่าสุดของพวกข้า
กลุ่มของพวกข้าไปขัดแย้งกับบางคนทำให้พวกข้าเสียสหายไป 2 คน”
เจ้าอ้วนหัวเราะแล้วกล่าว
“เจ้ากลัวว่าพวกเจ้าจะสร้างปัญหาให้ข้าอย่างนั้นรึ?”
เหลียนหมิงตงพยักหน้า
“ใช่… ข้ารู้ว่าศิษย์พี่ทั้งยังเยาว์และมีอนาคต แต่…”
จู่ๆเหลยสงหลินก็คำรามขึ้น
“ไม่ต้องพูดถึงมัน! ไปกันได้แล้ว พวกข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวข้าเอง!”
เหลยจงยิ้มอย่างจนใจให้กับเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆพลางกล่าว
“หากพวกข้าเข้าร่วมกับพวกท่านก็รังแต่นำปัญหามาให้พวกท่านเปล่าๆ ข้าขอโทษด้วย”
ชูเหว่ยหลงกล่าวอย่างเย็นชา
“ใครที่หมายหัวพวกเจ้าและสังหารสหายพวกเจ้าไป 2 คน!
ถึงพวกข้าไม่มีอะไรที่จำเป็นจะต้องทำกับพวกเข้า
แต่จากการที่พวกข้าเฝ้าสังเกตุพวกเจ้าทำให้พวกข้ายอมรับนับถือและอยากเชิญพวกเจ้ามาสร้างกลุ่มที่ยิ่งใหญ่ขึ้น!”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจพลางกล่าว
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด พวกมันน่าจะเป็นศิษย์นิกายคนอื่น! เห้อ…
เจ้าเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกมันแต่ยังกลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ช่างเป็นการสิ้นเปลืองชีวิตของพวกเจ้าโดยแท้….
อ้อ…ข้ามีโอกาสให้พวกเจ้าได้ต่อสู้เป็นตายกับนักสู้นิกายฝ่ายปีศาจ
ซึ่งนี่…น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าโหยหามากที่สุด!”
ทั่วร่างของเหลยสงหลินและเหลยจงสั่นสะท้าน
เหลยสงหลินเร่งกล่าวขึ้นในทันที “โอกาสอะไร?”
เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย
จากข้อมูลที่เขาได้มา
หมู่บ้านของเหลยสงหลินและเหลยจงถูกนักสู้ฝ่ายปีศาจทำลายจนย่อยยับ
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พวกเขาเกลียดพวกมันเข้าไส้
“เมื่อพวกข้าเรียกเจ้ามา..นั่นก็หมายความว่าข้าเชื่อใจพวกเจ้า
หากพวกเจ้าทำให้ข้าผิดหวังนั่นก็เป็นเพราะสายตาของพวกข้ามองคนไม่ออก!
ในยามนี้นิกายยอดนักสู้ต้องส่งศิษย์ 10
คนเพื่อเข้าต่อสู้กับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจซึ่งข้าสงวนที่ไว้ให้พวกเจ้า 3 ที่
เพียงแต่…พวกเจ้าต้องเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงก่อน!”
คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ทั้งสามอ้าปากค้าง
พวกเขาทั้งสามแตกต่างกับคนทั่วไป
หากคนทั่วไปได้ยินว่าตนต้องสู้กับนักสู้นิกายฝ่ายปีศาจ
พวกเขาทั้งหมดย่อมกังวลว่าจะสูญเสียชีวิตน้อยๆอันน่าสมเพชโดยเฉพาะพวกที่เย่อหยิ่งจองหอง
คนเหล่านั้นย่อมมีความสุขมากกว่าหากได้ประนีประนอมกับนิกายฝ่ายปีศาจและแบ่งบันทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่กับพวกมัน
แต่ด้วยประมุขนิกายฝ่ายธรรมะทั้งหมดเข้าใจเหล่านักสู้แห่งนิกายฝ่ายปีศาจดี
หากยอมให้พวกมันเติบโตขึ้น ทั้งประชาชนและเหล่านักสู้ฝ่ายธรรมะล้วนต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนักหน่วงกระทั่งวันข้างหน้ายังไร้วันที่สงบสุข
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันพวกมันจึงต้องเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้น
เฉินเซี่ยงหยิบเม็ดยาสร้างรากฐานออกมา
6 เม็ดแล้วกล่าว “ข้าจะให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับพวกเจ้าคนละ 2 เม็ด ไม่ว่าพวกเจ้าจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้หรือไม่
นั่นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์…โชคชะตา…และโชคลาภของพวกเจ้า”
“เมื่อพวกเจ้าเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว
พวกเจ้าก็จงตัดสินใจเอาเองว่าจะเข้าร่วมกับพวกข้าหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้น
พวกเจ้าย่อมไม่เหมือนไอ้คนขลาดเขลาในนิกายพวกนั้นที่ไม่กล้าแม้กระทั่งสู้กับนิกายฝ่ายปีศาจ!”
เฉินเซี่ยงวางเม็ดยาสร้างรากฐานลงบนโต๊ะ 6 เม็ด
ทั้งเหลียนหมิงตง
เหลยสงหลิน และเหลยจงต่างแข็งค้าง ทั้งสามเหม่อมองเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 6
เม็ดบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่แค่ทั้ง 3 คนที่ประหลาดใจกระทั่งหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็ยังประหลาดใจด้วย
เฉินเซี่ยงเพิ่งให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับสหายไปคนละ 2 เม็ด
แต่ตอนนี้เขายังหยิบออกมาเพิ่มอีก 6 เม็ด!
“ข้าไม่ได้ให้เม็ดยาสร้างรากฐานพวกนี้กับพวกเจ้าฟรีๆนะ
พวกเจ้าต้องเอามาคืนข้าในภายหลังด้วย! ข้าคิดราคาเม็ดละ 200,000 ผลึกศิลา
หากพวกเจ้าคิดว่าสามารถหามาคืนให้ข้าได้ก็ค่อยเอาเม็ดยาพวกนี้ไป!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
ผลึกศิลาจำนวนครึ่งล้านนับว่าสามารถหามาจ่ายได้เพียงแต่มันเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างมากอยู่
แต่ยังกล่าวได้กว่า หากทั้งสามสามารถบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาเงินจำนวนนั้นมาคืน
เพียงแต่..อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง
เหลียนหมิงตงและสองพี่น้องหยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานบนโต๊ะพลางมองเฉินเซี่ยงอย่างสำนึกบุญคุณ
พวกเขาต่างสาบานในใจว่าพวกเขาจะติดตามเฉินเซี่ยงไปจนวันตาย
เฉินเซี่ยงให้โอกาสพวกเขาได้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อกลับไปแก้แค้น!
หากพวกเขาไม่มีเฉินเซี่ยง…
จะมีก็แต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง
หรือบางที…พวกเขาอาจจะติดอยู่ที่ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ไปตลอดชีวิต!
“เมื่อพวกเจ้าบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้วให้รีบไปหาผู้อาวุโสหวู่เพื่อให้ท่านจัดการพวกเจ้าอย่างเหมาะสม
และให้บอกท่านว่า ข้า เฉินเซี่ยง เป็นคนส่งพวกเจ้ามา อ้อ! อีกอย่างนึง
ตอนนี้ให้พวกเจ้ากินเม็ดยาแค่ 1 เม็ดก็พอ เพราะหากเจ้าทะลวงขอบเขตได้
อีกเม็ดจะได้ใช้ตอนที่เจ้าต้องทะลวงผ่านระดับ 2” เฉินเซี่ยงแนะนำอย่างจริงจัง
เหลยสงหลินและคนอื่นๆไม่ได้กล่าวอะไร
พวกเขาเพียงกำหมัดและปฏิญานในใจก่อนเดินตามหวินเสี่ยวเตากับคนอื่นๆออกไป
ความมีเมตตาของเฉินเซี่ยงในคราวนี้ไม่อาจตอบแทนด้วยคำกล่าว
แต่พวกจะใช้การกระทำเพื่อเป็นการตอบแทนในความเมตตาที่เฉินเซี่ยงมอบให้พวกเขา
ในยามนี้
เหลือผู้สมัครเพียง 1 คน ดังนั้น
เฉินเซี่ยงจึงกลับไปยังลานราชาสุดยอดเม็ดยาเพื่อตามหาผู้อาวุโสเม็ดยาเพราะวู๋เชียนเชียน..คือตัวเลือกที่ดีที่สุดและที่สำคัญ…เฉินเซี่ยงกังวลว่าผู้อาวุโสเม็ดยาจะซ่อนนางไปจนวันตาย……………….
Chapter
225 –
เสินเต้า
[NOTE:
เปลี่ยนคำนิดหน่อย
‘จิตวิญญาณแห่งเสินเต้า’ จะเปลี่ยนไปเป็น ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ เปลี่ยนตาม eng
เค้าเพราะเวลาแปลจะได้ไม่หลง
อิอิ]
หลังจากกลับมาถึงลานราชาสุดยอดเม็ดยา
ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเคาะประตูบ้านของผู้อาวุโสเม็ดยา จู่ๆเสียงของนางก็ดังขึ้น
“เจ้ามาหาวู๋เชียนเชียนหรอ?”
นางเปิดประตูออกมาแล้วกล่าวถาม
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
“อืม..ข้ายังขาดอีกคนนึง!”
“พรุ่งนี้
ข้าจะพานางไปหาประมุขแล้วท่านค่อยพานางกลับมาหาข้า!” นางกล่าว
“ไม่มีปัญหา!”
เฉินเซี่ยงยิ้มแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว หลังกลับไปถึงห้องส่วนตัว เขาก็หยิบเอาเม็ดยาวิญญาณธาตุออกมา
ถึงยามนี้เฉินเซี่ยงจะมีแค่เม็ดเดียว
แต่มันก็นับว่าเพียงพอกับการช่วยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ในยามนี้
การต่อสู้กับเหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนรกร้างทางใต้นับเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างรู้สึกกดดัน
เขารู้ว่านิกายฝ่ายปีศาจไม่ธรรมดา
ไม่ว่าใครก็ตามที่พวกมันส่งมาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ
นิกายยอดนักสู้ไม่ได้บังคับฝืนใจผู้ใดให้ไปต่อสู้
จะมีก็เพียงผู้สมัครเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือก ทำให้เหล่านักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่แข็งแกร่งมากมายไม่ได้เข้าร่วม
พวกเขาต่างทราบดีว่านักสู้นิกายฝ่ายปีศาจนั้นทรงพลังขนาดไหน ในความคิดของพวกเขา
เฉินเซี่ยงและเหล่าสหายนับว่ารนหาที่ตาย
นอกเหนือจากเหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจแล้ว
ดินแดนรกร้างทางใต้ยังนับว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่อีกด้วย
“มังกรน้อย
ถ้าข้าบ่มเพาะเสินเต้ามันจะทำให้ข้าได้พลังอะไรบ้าง?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
เฉินเซี่ยงไม่มีความรู้ในเรื่องการบ่มเพาะเสินเต้าเลย
“มันก็ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณที่เจ้าจะฝึกฝน”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบ “ถ้าพูดให้ถูกก็.. พลังวิญญาณคือสถานะของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพลังของผู้ใช้
มันอาจจะเหมือนกับสิ่งที่เจ้าเรียกว่าทักษะศักดิ์สิทธิ์เพราะหลักการมันคล้ายกันมากๆ
แต่ถึงอย่างนั้น พลังวิญญาณนับว่าหาได้ยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
ซึ่งข้าเองก็มีแค่ 5 พลังวิญญาณเท่านั้น”
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว
ความทรงจำของเผ่ามังกรที่สืบทอดมานับว่ามีมากมายมหาศาล แต่ตามที่หลงเสวี่ยอี๋บอก
นางมีพลังวิญญาณเพียง 5 ชนิดเท่านั้น
เฉินเซี่ยงเคยเห็นนางใช้พลังวิญญาณที่เรียกว่า ‘72 ร่างแปลง’
นางเปลี่ยนตัวของนางให้กลายเป็นกระต่ายน้อย หนูน้อย
และบางอย่างที่คล้ายๆกันซึ่งเฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่
“พลังวิญญาณที่เจ้าจะสอนข้าคงไม่ใช่
‘72 ร่างแปลง’ หรอกใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงถามพลางสบประมาท
แม้ไม่มีพลังวิญญาณแต่การบ่มเพาะจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นการทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้น
เพียงแต่…ไม่สามารถใช้พลังของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เท่านั้น
“อย่าได้ดูถูก
72 ร่างแปลงเชียว
มันคือการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้กลายเป็นสัตว์ขนาดเล็กเพื่อหลบซ่อนตัวซึ่งนั่นนับว่ามีประโยชน์มาก!
พลังวิญญาณอันนี้นับว่าเป็นพลังวิญญาณที่ไม่ธรรมดาทั้งระดับของมันก็นับว่าอยู่แนวหน้า!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างนุ่มนวล
เฉินเซี่ยงครุ่นคิดครู่นึง
เขารู้สึกแปลกๆกับมันมากแต่พลังวิญญาณชนิดนี้ก็ดูโกงๆมากเช่นกัน เขากล่าวถาม
“ถ้าข้าฝึกฝน…ข้าจะเปลี่ยนร่างกายของข้าได้หรอ?”
“ถูกแล้ว..
หลังจากเจ้าบ่มเพาะเสินเต้า เจ้าจะบรรลุสู้ระดับ 2
ซึ่งทำให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตขึ้น เมื่อมันเติบโต
เจ้าจะสามารถผสานมันเข้ากับร่างกายของเจ้าได้
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น…ร่างกายของเจ้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวิญญาญศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า
แต่หากเจ้าอยากจะแปลงกายให้ได้ทัดเทียมกับข้าก็ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างภาคภูมิ
เฉินเซี่ยงตื่นเต้นนิดหน่อย
เขากล่าวขึ้น “น่าสนใจดีหนิ!”
“แน่นอนอยู่แล้ว
ไม่งั้นมันคงไม่เรียกว่า จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พลังวิญญาณ แล้วก็เสินเต้าหรอก”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาวิญญาณธาตุลงไป
เขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะร่างกายของเขาสามารถย่อยสลายเม็ดยาวิญญาณธาตุได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นกระแสแก่นวิญญาณลอยวนเข้าไปในจิตของเฉินเซี่ยงอย่างคงที่และจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในนั้นก็ดูดซับแก่นกระแสวิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความที่จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ดูดซับกระแสแก่นวิญญาณเข้าไปเป็นจำนวนมหาศาลทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดกระทั่งเฉินเซี่ยงสามารถเห็นภาพเป็นเด็กน้อยอายุราว
1 – 2 ปีที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เม็ดยาวิญญาณธาตุน่าจะช่วยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตเป็นเด็กที่มีอายุประมาณ
5 – 6 ปี! และเมื่อเจ้าดูดซับเม็ดยาหมดแล้ว เจ้าค่อยเริ่มบ่มเพราะพลังวิญญาณ..
ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเจ้าน่าจะสามารถเรียนรู้ ‘72 ร่างแปลง’ ได้บ้าง
ส่วนเรื่องการจู่โจมที่ทรงพลังที่สุดของพลังวิญญาณคือการจู่โจมโดยใช้ปราณและสัมผัสศักดิ์ผสานกัน”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
ในยามนี้
จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ภายในจิตของเฉินเซี่ยงได้เติบโตจนได้อายุประมาณ 4 – 5
ปีโดยไม่รู้ตัว
เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างเขาและจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นแน่นแฟ้นขึ้น
เพียงแต่
ยามนี้ยังไม่อาจกล่าวว่าเป็นผสานที่สมบูรณ์เพราะการผสานที่สมบูรณ์นั้นต้องผสานทั้งจิตใจและร่างกายของเฉินเซี่ยงด้วย
เมื่อทั้งสองผสานกันได้อย่างสมบูรณ์
เฉินเซี่ยงจึงจะสามารถแปลงกายได้ตามอำนาจของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
จิตวิญญาณศักดิ์ศักดิ์สิทธิ์มีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับมนุษย์ซึ่งในวัยเด็กอ่อนจะยังไม่มีสติปัญญาพอที่จะรับรู้ในทุกๆสิ่ง
แต่เมื่อผ่านการเจริญเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ
จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มได้รับสติปัญญาและนั่น…ย่อมเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสาน
“รีบผสานกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เร็วเข้า
หากเจ้าพลาดโอกาสนี้ไป
การผสานระหว่างเจ้ากับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
นางสามารถมองเห็นภายในจิตของเฉินเซี่ยงได้อย่างชัดเจน
“ผสานยังไง?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างรีบร้อน
“ก็แค่คิดว่าตัวเจ้ากำลังผสานกันกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์”
เฉินเซี่ยงรีบทำตามคำแนะนำของหลงเสวี่ยอี๋
เขาพยายามตั้งสมาธิและคิดว่าตนกำลังผสานกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ยามนี้…ร่างกายของเฉินเซี่ยงค่อยๆเปล่งแสงสีทองอย่างช้าๆทั้งทั่วร่างของเฉินเซี่ยงยังแผ่ความรู้สึกแปลกๆออกมาอย่างต่อเนื่อง
10 วันผ่านไป
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว.. เขาลืมตาขึ้นแล้วสังเกตุที่มือและเท้าของตน
เขากำลังพยายามดัดนิ้วมือของเขาให้งอเล็กน้อย เพียงแต่..การกระทำนี้ไม่ได้กระทำโดยร่างกาย
แต่ทำโดยจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!
แม้เฉินเซี่ยงจะเป็นอัมพาตเพราะยาบางชนิดแต่กระนั้น
เขากลับยังสามารถขยับร่างกายได้เพราะในตอนนี้เฉินเซี่ยงมี 2 วิธีในการขยับร่างกาย
ซึ่งวิธีแรกคือการใช้ความคิดสั่งให้ร่างกายขยับเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วๆไป
ส่วนอีกวิธีคือสัมผัสในการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
เฉินเซี่ยงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นแล้วสูดหายใจเข้าเล็กน้อย
เขาพยายามใช้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับควบคุมร่างกายให้ลอยขึ้นไปในอากาศจนทำให้ร่างกายของเฉินเซี่ยงลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างช้าๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
จู่เฉินเซี่ยงก็หัวเราะขึ้น “ความรู้สึกแบบนี้มันช่างสุดยอด.. นี่หรอเสินเต้า?”
ในช่วง 10
วันที่ผ่านมา
ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาต่างก็เฝ้าสังเกตุสภาวการณ์ของเฉินเซี่ยง
พวกนางได้เห็นเฉินเซี่ยงก้าวเท้าเข้าไปในเส้นทางของเสินเต้าทีละก้าวๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฉินเซี่ยงนับเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากอย่างที่สุด
หากพวกนางมีโอกาสในการเชื่อมโยงกับเสินเต้า
นั่นย่อมมีประโยชน์กับพวกนางเป็นอย่างมาก
“ใช่แล้ว
แต่ทางที่ดีห้ามเจ้าปล่อยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างในตอนนี้เพราะมันยังอ่อนแอเกินไป
ตอนนี้มันก็เป็นแค่เด็กน้อยซึ่งหากมันถูกหยิกสักครั้งมันก็ทำให้เจ้าตายได้เลยนะ!”
หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นค่อนข้างคล้ายกับจิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
เพียงแต่สิ่งที่ต่างกันคือ
จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สามารถบ่มเพาะเพื่อให้ทรงพลังได้ง่ายกว่าจิตวิญญาณที่แท้จริงของเฉินเซี่ยง
[Note:
ในร่างของคนเราจะประกอบด้วย
กายเนื้อ + จิตวิญญาณ เป็นของใครของมันตามความเชื่อของศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นๆ
ซึ่งจิตวิญญาณที่ว่านี้ก็คือจิตวิญญาณแท้จริง แต่ ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’
ที่กล่าวถึงในเนื้อเรื่องถือกำเนิดมาจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ
‘จิตวิญาณแท้จริง’ ]
“เมื่อไหร่ข้าถึงจะปล่อยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างได้?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามด้วยความตื่นเต้น
เฉินเซี่ยงคิดว่ามันคงจะเจ๋งมากถ้าหากเขาทำเช่นนั้นได้
“อืม…
จะดีที่สุดถ้าหากรอให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแข็งแกร่งทัดเทียมกับนักสู้ขอบเขตนิพพพาน
แต่หากมันอยู่ในระดับ 5 หรือ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
เจ้าก็สามารถปล่อยมันออกมาได้แล้ว
เพียงแต่เจ้าต้องห้ามไม่ให้มันไปเจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่าเพราะพวกมันจะจู่โจมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า
หากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส
มันอาจจะทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าถูกทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
หรือถ้าเคราะห์ดีกว่านั้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าก็จะแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “ฉะนั้นย่อมดีที่สุดถ้าปล่อยให้มันเติบโตภายในร่างของเจ้า
ให้ทั้งเจ้าและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตไปพร้อมๆกัน!
นั่นจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
ไม่อย่างนั้นเผ่ามังกรของข้าคงไม่ก่อร่างขึ้นมาจากเสินเต้าก่อนจะทำลายไข่ออกมาภายนอกหรอก”
เฉินเซี่ยงได้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งเสินเต้าอีกก้าวทำให้เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เขารีบไปอาบน้ำแล้วออกจากลานราชาสุดยอดเม็ดยาเพื่อไปหาหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว
เขาอยากเห็นว่าเหลยสงหลินและอีก 2 คนที่เหลือกำลังทำอะไรกันอยู่
เฉินเซี่ยงเข้าไปในห้องโถงแห่งหนึ่งและได้พบกับเหลียนหมิงตง
เหลยสงหลินและเหลยจง ทั้งสามดูสดใสและอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
เมื่อทั้งสามเห็นเฉินเซี่ยงมาถึง พวกเขาก็ยืนขึ้นพร้อมกัน
เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสาม
เฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องกล่าวถามว่าทั้ง 3 บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือยัง
เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะกล่าว
“ยินดีด้วยที่พวกเจ้าบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว!”………………………………………………………
Chapter
226
แผนของนิกายฝ่ายปีศาจ
เหลยสงหลินหัวเราะแล้วกล่าว
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณพี่ใหญ่เฉิน เพราะเม็ดยาสร้างรากฐานที่ท่านให้กับพวกข้า
พวกข้าถึงสามารถทะลวงขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ พวกข้าขอบคุณท่านยิ่งนัก”
เหลียนหมิงตงกล่าว
“พี่ใหญ่เฉิน แค่คำขอบคุณของพวกข้าคงไม่พอกับความใจกว้างของท่าน ในอนาคต
หากท่านต้องการให้พวกข้าช่วย..ไม่ว่าอะไรก็ขอให้บอกมา”
เหลยจงกล่าวพลางหัวเราะโง่ๆ
“ข้ามันไม่มีสมอง…จะมีก็แต่กำลัง ในอนาคต ข้าต้องตอบแทนพี่ใหญ่เฉินแน่”
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างนับถือวิธีการของเฉินเซี่ยง
เหลียนหมิงตง เหลยสงหลินและเหลยจงต่างก็บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งให้ความเคารพนับถือเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
ส่วนคนอื่นๆที่มีผู้ติดตามมากมาย..คนเหล่านั้นก็เป็นเพียงนักสู้ระดับ 10
ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งแม้จะมีจำนวนมากแต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง
1 คน
เฉินเซี่ยงหัวเราะร่าพลางกล่าวถาม
“พวกเจ้าใช้เม็ดยาสร้างรากฐานไปเท่าไหร่?”
“1 เม็ด!”
ทั้งสามตอบโดยพร้อมเพรียงกัน
จากสิ่งที่เห็นล้วนชัดเจนว่าศักยภาพของพวกเขามีมากมายขนาดไหน
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างติดที่ขอขวดในขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งหากพวกเขาบ่มเพาะโดยไม่พึ่งพาเม็ดยาสร้างรากฐาน
ประมาณ 10 – 20 ปี พวกเขาย่อมทะลวงขอบเขตนักสู้แท้จริงได้อย่างแน่นอน
“พวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่นี่เอง!
ท่านประมุขบอกข้าให้มาหาพวกเจ้า” เห่าตงชิงเดินเข้ามา
เหลียนหมิงตงและพี่น้องเหลยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ประมาณ
2 – 3 วันซึ่งพวกเขาได้ไปพบกับหวู่ไคหมิงและประมุขนิกายแล้ว
ด้วยการที่พวกเขาทั้งสามคนเพิ่งจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง
การที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้นับเป็นเรื่องอันตรายสำหรับพวกเขาอย่างมาก
แต่เฉินเซี่ยงย่อมไม่ต้องการให้ทั้งสามต้องไปเสี่ยงชีวิตกับเหล่านักสู้ฝ่ายปีศาจแน่
การเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือประลอง
เพราะฉะนั้นทั้งสามจึงต้องการเดินทางไปที่นั่น
แต่การที่ต้องไปที่นั่นย่อมสามารถหาที่ปลอดภัยและซ่อนตัวเพื่อเอาชีวิตรอดได้
เพราะหากฝ่ายใดที่มีคนรอดชีวิตมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะ
ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเอาชีวิตรอดและห้ามถูกสังหาร
ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเซี่ยงยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมนิกายฝ่ายปีศาจถึงอยากไปที่นั่นนัก
ในสวนส่วนตัวของหวู่ไคหมิง
ตอนนี้มีคนอยู่ทั้งหมด 10 คนซึ่งรวมเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆด้วย
ที่นั่น..เฉินเซี่ยงเห็นวู๋เชียนเชียน ประมุขนิกายและเหล่าผู้อาวุโสอีกหลายคน
“โอ้
พวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่.. เห้อ… การเดินทางครั้งนี้นับว่าอันตรายกับพวกเจ้ามาก
โดยเฉพาะกับพวกเจ้าที่เพิ่งบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง” กู่ตงเฉินถอนหายใจ
ผู้อาวุโสเม็ดยากล่าวขึ้น
“งั้นให้ข้าไปพาไอ้พวกตาขาวพวกนั้นมาที่นี่มั้ยหล่ะ หากนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงไปด้วยกันทั้งหมด 10 คนย่อมทำให้ทรงพลังขึ้นมาก!”
กู่ตงเฉินส่ายหัว
“ไม่จำเป็น นิกายอื่นๆก็อาจจะไม่จำเป็นต้องส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันไป…นิกายฝ่ายปีศาจเองก็เช่นเดียว
พวกเราทุกคนต่างรู้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นนิกายฝ่ายปีศาจที่เป็นผู้เสนอขึ้น
ทั้งเรื่องเวลา…และสถานที่..ล้วนขึ้นอยู่กับพวกมันเป็นผู้กำหนด อีกอย่าง
จุดประสงค์ของการแข็งขันในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อประลองความแข็งแกร่ง
แต่เป็นการประลองว่าจะอยู่รอดได้นานกว่ากัน”
หวู่ไคหมิงพยักหน้าแล้วกล่าว
“หากวัดกันที่ความแข็งแกร่ง ไอ้พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจย่อมด้อยกว่าพวกเรา
ไม่อย่างงั้นพวกมันคงไม่มาก่อเรื่องก่อราวเช่นนี้!
พวกมันเลือกเทือกเขาบริเวณดินแดนรกร้างทางใต้เป็นสถานที่แข่งขัน
ที่พวกมันเลือกสถานที่แห่งนั้นอาจเป็นเพราะความสามารถของพวกมันเข้ากับที่นั่นได้ดีกว่า
ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากภัยอันตรายต่างๆเพื่อซุ่มโจมตีพวกเราได้”
เฉินเซี่ยงเห็นด้วยกับหวู่ไคหมิง
“ใช่ บางทีพวกมันอาจจะไม่ต้องลงมือ..ผู้คนฝ่ายเราที่ถูกส่งไปย่อมตกตายลงที่นั่น
หากทักษะการเอาชีวิตรอดของพวกมันดีกว่าพวกเราจนทำให้มันอยู่รอดถึงวันสุดท้ายได้
พวกมันย่อมได้รับชัยชนะไปครอง!
ด้วยวิธีนี้…พวกมันสามารถอดทนรอให้นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงตกตายไป
ซึ่งนับเป็นวิธีที่ง่ายสำหรับพวกมันในการเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่า”
กู่ตงเฉินกล่าว
“ยังไงซะพวกเราย่อมต้องไปที่นั่น
จงอย่าคิดว่าพวกเจ้าจะต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับศัตรูเพียงลำพัง
หากพวกเจ้าร่วมมือกันย่อมสามารถโค่นพวกมันได้
เพียงแต่..พวกเจ้าต้องระวังกับดักที่พวกมันเตรียมไว้ให้ดี! ”
“ในหมู่นิกายฝ่ายธรรมะ
นิกายยอดนักสู้เราถือว่าส่งนักสู้ไปมากที่สุด นิกายเช่าหวู่และนิกายนักสู้แท้จริงส่งศิษย์ไปเพียงแค่
4 คน ดันเซี่ยงเถาหยวนและจักรวรรดิเฉินปิงเทียนส่งศิษย์ไป 7 คน ส่วนเกาะบงกช
หุบเขาเหมันต์และนิกายกระบี่ลึกล้ำจะส่งศิษย์ของตนไปเพียง 6 คนเท่านั้น”
หวู่ไคหมิงกล่าว “พวกเราจะส่งคนไป 10 คนให้ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีม เพียงแต่..ให้เฉินเซี่ยงแยกออกจากทุกคนเพราะเขาเป็นตัวสร้างปัญหา
อีกอย่างเขามีค่าหัวกว่า 15
ล้านผลึกศิลาซึ่งไม่ว่าจะเป็นนิกายฝ่ายธรรมะหรือนิกายฝ่ายปีศาจต่างก็หมายหัวเขาอยู่”
มุมปากของเฉินเซี่ยงขดขึ้นเล็กน้อย
แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่หวู่ไคหมิงและคนอื่นตัดสินใจคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเพราะหากเฉินเซี่ยงยังอยู่รวมกันคนอื่นๆ
อาจจะส่งผลกระทบต่อทีมก็เป็นได้.. หวินเสี่ยวเตา
เหลยสงหลินและคนอื่นๆต่างรู้สึกไม่เต็มใจกับคำสั่งของหวู่ไคหมิง
ทุกๆคนต่างนับถือเฉินเซี่ยงและยังปราถนาที่จะท่องไปทั่วทั้งโลกพร้อมกับเขา
แต่ถึงอย่างนั้น คำกล่าวของกู่ตงเฉินก็ไม่อาจเพิกเฉยได้
“เฉินเซี่ยง
ให้เจ้าลงมือเพียงลำพัง
ตัวเจ้ามีทั้งปีกแห่งหงษ์เพลิงทั้งยังมีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน
ที่สำคัญเจ้ายังเคยสังหารผู้คนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าตั้งมากมาย! ภารกิจของเจ้าคือ
ไล่ล่าสังหารศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจและช่วยเหลือศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ
หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะถูกจู่โจม..เจ้าต้องเข้าช่วยเหลือพวกเขา! ส่วนพวกเจ้า 9
คนที่เหลือให้อยู่ด้วยกัน ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด! ตั้งแต่บัดนี้จนถึงอีก 3
เดือนข้างหน้า พวกข้าจะฝึกฝนวิธีการประสานงานให้กับพวกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกขึ้นว่าจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์จะส่งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานไปด้วยหรือไม่
พวกนางทั้งสองคนค่อนข้างทรงพลังทั้งยังหมั่นบ่มเพาะความแข็งแกร่งของตนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นก็ทำเฉินเซี่ยงรู้สึกขัดแย้งอยู่ภายในใจ
หากพวกนางถูกส่งไปที่นั่น..เขาย่อมรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ในเวลาเดียวกัน
เขาก็ต้องกังวลเป็นอย่างมากด้วยเพราะที่นั่นพวกนางจะได้พบกับอันตราย
หลังจากเขาขบคิดชั่วครู่เขาจึงรู้สึกว่า
ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าถ้าพวกนางไม่ไปที่นั่นเพราะที่นั่นมันอันตรายจนเกินไป แต่เขาก็ทำได้เพียงภาวนาว่าอย่าให้หลิวเมิ่งเอ๋อส่งพวกนางไป
“ดี
งั้นตอนนี้พวกเจ้าก็ตามผู้อาวุโสเหลาไปยังสถานที่ฝึกลับ เฉินเซี่ยง…เจ้าอยู่ก่อน
พวกข้ามีบางเรื่องต้องบอกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆเดินตามชายชราหลังค่อมออกไป
เมื่อทั้งหมดจากไปแล้ว หวู่ไคหมิงจึงกล่าวขึ้น “อาจารย์อา
จู่ๆท่านหานักสู้ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้ง 3 คนนี้ได้ยังไง? หากพวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้
มันก็ไม่ต่างกับการที่ท่านสังหารพวกเขา
มันน่าเสียดายเพราะทั้งสามคนนั้นนับว่ามีรากฐานที่ดีมาก”
“อาจารย์อาน่าจะเป็นคนมอบเม็ดยาสร้างรากฐานให้กับพวกเขา”
ผู้อาวุโสเม็ดยาที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวขึ้น
ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงมีเม็ดยาสร้างรากฐานมากมาย
ทั้งยังไม่รู้อีกว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้
หากเรื่องที่เฉินเซี่ยงมีเม็ดยาสร้างรากฐานในครอบมากมายกระจายออกไป
ย่อมทำให้สั่นสะเทือนไปทั่วเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แน่
จู่ๆหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างคิดว่าเฉินเซี่ยงกำลังสร้างกองกำลังเป็นของตัวเอง
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว
“ข้าจะไม่ปิดบังพวกเจ้า อาจารย์อาของพวกเจ้ารู้วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐาน
หากพวกเจ้าต้องการข้าจะขายให้พวกเจ้าถูกๆ.. ก็แค่ครึ่งล้านผลึกต่อ 1 เม็ด..
หากพวกเจ้าต้องการก็ขอแค่เอ่ยปาก”
“อะไรนะ?”
กู่ตงเฉินตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ
เขาประหลาดใจอย่างมากที่เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้!
หวู่ไคหมิงเองก็จ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัย
ถึงเขาและกู่ตงเฉินจะไม่รู้วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยา
แต่ทั้งสองย่อมรู้ดีว่าเม็ดยาสร้างรากฐานนั้นสกัดกลั่นได้ยากขนาดไหน และที่สำคัญ
ต้องมีสมุนไพรให้นักปรุงยาได้ใช้สกัดกลั่นจำนวนมากด้วย
“เป็นเรื่องจริง!”
ผู้อาวุโสเม็ดยาแค่นเสียงเย็นชา แต่ในใจของนางกลับแอบหัวเราะ
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังวางแผนโกงผลึกศิลากับกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิง
และนางยังรู้ว่าสำหรับเฉินเซี่ยงแล้วเม็ดยาสร้างรากฐานไม่นับว่าสำคัญอันใด………………………..
Chapter
227 –
ทักษะแปลงร่าง
เมื่อเห็นผู้อาวุโสเม็ดยายืนยัน
ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้และที่สำคัญ
ดูเหมือนเขาจะมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่ไม่น้อย
“ท่านอาจารย์อาตัวน้อย
ท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่เท่าไหร่?” กู่ตงเฉินเร่งกล่าวถาม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เหล่าศิษย์นิกายที่บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงนับวันยิ่งมีน้อยลงเรื่อยๆ
“10 เม็ด!”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว “เจ้าอยากได้หรอ? แต่ว่า…ข้าไม่อาจขายให้เจ้าได้มากขนาดนั้นภายในคราวเดียวหรอกนะ
แต่ว่า…ถ้าเจ้าอยากได้จริงๆ งั้นเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมาให้ข้า 1,200 เม็ด
ไม่ก็เอาผลึกศิลา 600,000 ผลึกมาให้ข้า”
กู่ตงเฉินแอบก่นด่าเฉินเซี่ยง
เขากล่าว “ข้าต้องปรึกษาผู้อาวุโสจากลานประลองอาวุโสก่อน”
“รีบๆหน่อยหล่ะ
เจ้าจะตำหนิข้าไม่ได้นะถ้าเม็ดยาพวกนี้ต้องหลุดลอยไป”
เฉินเซี่ยงหัวพรางกล่าวก่อนจะตามผู้อาวุโสเม็ดยากลับลานราชาสุดยอดเม็ดยาไป
ประโยชน์ของเม็ดยาสร้างรากฐานคือการมอบปราณแท้จริงจำนวนมหาศาลให้กับนักสู้ภายในคราวเดียว
ซึ่งสามารถทำให้นักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ทะลวงจุดตีบตันจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นบรรลุถึงขอบเขตนักสู้แท้จริง
ด้วยความที่เม็ดยาสร้างรากฐานนั้นหาได้ยาก ทำให้ราคาของมันค่อนข้างแพง
เฉินเซี่ยงไม่สามารถขายมันออกไปได้คราวละหลายเม็ดเพราะจะทำให้ทั้งความหายากและมูลค่าของมันลดลง
เฉินเซี่ยงเลยต้องเก็บพวกมันไว้ใช้เอง ไม่ก็ขายพวกมันในราคาสูงๆให้กับคนที่เขาคุ้นเคย
แต่หากว่าเขามีโอกาส เขาก็จะเอาเม็ดยาพวกนี้ไปประมูล
“ท่านใช้ผลรากครามหมดหรือยัง?”
เมื่อกลับมาถึงลานราชาสุดยอดเม็ดยา
ผู้อาวุโสเม็ดยาจึงถามขึ้น
“อืม..
ถึงข้าจะใช้มันสกัดกลั่นเม็ดยาพลาดไปบ้าง แต่ข้าก็ยังเหลือมากกว่า 10 ผล”
เฉินเซี่ยงหัวเราะขณะที่ผู้อาวุโสเม็ดยาแค่นเสียงเย็นชา นางแอบอิจฉาเฉินเซี่ยง
เขาเป็นแค่นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่เขากลับมีเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายในครอบครอง
หากใช้เม็ดยาสร้างรากฐานอย่างรู้คุณค่า
มันน่าจะช่วยสร้างนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้มากกว่า 100 คน
แต่เฉินเซี่ยงไม่ต้องการบ่มเพาะนักสู้มากมายขนาดนั้น
เพราะหากคนที่เฉินเซี่ยงบ่มเพาะฝีมือดี
ถึงจะแค่ไม่กี่คนก็สามารถทำได้หลายสิ่งหลายอย่างทั้งยังสามารถช่วยเขาจัดการเรื่องราวต่างๆได้ด้วย
“ตอนนี้ท่านวางแผนจะเรียนรู้ทักษะศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า?”
นางกล่าวถาม
“เจ้าจะสอนข้าหรอ?”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“อืม..”
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางกล่าว
“ตอนนี้ข้ายังไม่เรียน ข้ามีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ ฮี่ฮี่
แต่หากเจ้าถอดหน้ากากออก บางทีข้าอาจจะสนใจเรียนก็ได้นะ!”
“ฮึ่ม
จะเรียนหรือไม่เรียนก็ตามใจ หากท่านเกิดตายขึ้นมาก็อย่างมาตำหนิข้าก็แล้วกัน!”
นางแค่นเสียงเยาพลางกล่าวก่อนจะจากไปด้วยความโกรธ
เฉินเซี่ยงรู้สึกงงงวย
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆนางถึงโกรธ
เฉินเซี่ยงกลับไปยังห้องส่วนตัวของเขา
เขานั่งขัดสมาธิลงแล้วกล่าวถาม “มังกรน้อย
เจ้าจะสอนพลังวิญญาณพวกนั้นให้ข้าได้หรือเปล่า?” เฉินเซี่ยงคิดว่า
หากเขาเรียนพลังวิญญาณก่อนน่าจะดีกว่า
เพราะมันจะช่วยให้เขาเพิ่มพูนความสามารถในการเอาชีวิตรอดได้ โดยเฉพาะพลังวิญญาณที่เอาไว้แปลงกายได้หลายรูปแบบพวกนั้น
“ข้าจะสอนเจ้า
แต่เจ้าจะเรียนรู้ได้หรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้า”
น้ำเสียงของหลงเสวี่ยอี๋เต็มไปด้วยการดูหมิ่นราวกับเฉินเซี่ยงไม่มีปัญญาพอจะเรียนรู้มัน
“สาวน้อย..
อย่าได้ดูแคลนข้า!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “รีบสอนข้าเร็วเข้า!”
“ข้าจะสอน 72
ร่างแปลงให้เจ้าก่อน
ด้วยจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแอของเจ้าในตอนนี้น่าจะแปลงร่างได้แค่สัตว์ขนาดเล็ก
ส่วนไอ้พวกสัตว์ตัวโตๆก็อย่าได้คิด” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“ตอนนี้ข้าแปลงได้อย่างมากก็แค่เสือที่โตเต็มวัยเท่านั้น”
“แค่แปลงเป็นนกตัวเล็กๆได้ก็พอ!”
เฉินเซี่ยงรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเขาคิดว่า
เขาแปลงเป็นนกน้อยโผบินทำให้ศัตรูไม่สามารถตรวจพบเขาได้
“แน่นอนเจ้าย่อมทำได้
แต่เจ้าต้องเรียนซะก่อน!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะพลางกล่าว
“เมื่อถึงเวลานั้นก็อย่าได้ถูกกินซะหล่ะ แต่จะว่าไป ด้วยร่างกายของเจ้าในตอนนี้ ถึงเจ้าจะโดนการจู่โจมที่ทรงพลังเจ้าก็จะไม่ตายในทันที..
ตราบใดที่เหล่าผู้ที่มีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่เจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งหลายเท่า
พวกเขาย่อมไม่มีวันตาย”
เฉินเซี่ยงถูมือไปมา
ในยามนี้ หลงเสวี่ยอี๋เริ่มถ่ายทอดสิ่งที่เรียกว่า 72 ร่างแปลงให้กับเฉินเซี่ยง เนื้อหาของพลังวิญญาณนี้มีมากมายมหาศาลซึ่งโชคดีที่นางส่งผ่านความรู้ให้เฉินเซี่ยงผ่านทางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ทำให้ทั้งสะดวกและรวดเร็ว
ทำให้เฉินเซี่ยงมั่นใจมากขึ้นว่าทั้งซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ต้องมาจากแดนสวรรค์แน่
เพราะความสามารถในการส่งผ่านความรู้ทางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงไม่เคยเห็นมาก่อน
72
ร่างแปลงนี้ไม่ได้แปลงร่างไปเป็นสิ่งต่างๆจำนวน 72 แบบ
แต่เป็นเป็นการแปลงร่างไปเป็นบางสิ่งหลายๆประเภท แต่หากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว
มันไม่จำเป็นต้องแปลงไปเป็นหลายสิ่งมากขนาดนั้น ดังนั้นจึงได้เกิดเป็น 72
พื้นฐานการแปลงขึ้น เมื่อผู้ฝึกฝนมีความเข้าใจใน 72
ร่างแปลงอย่างลึกซึ้งทั้งยังมีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งพอ
คนผู้นั้นย่อมสามารถแปลงกายได้มากมายนับไม่ถ้วน
การปลดปล่อยพลังอันน่ามหัศจรรย์จากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าควบคุมร่างกาย
หลงเสวี่ยอี๋เรียกพลังที่น่ามหัศจรรย์นั้นว่า ‘มานา’..
เพียงแค่ผู้ใช้คิด…ก็สามารถใช้พลังนี้ควบคุมการแปลงร่างได้ นอกจากนี้
ผู้ใช้ยังสามารถใช้มานาในการร่ายมนต์ภายในใจได้อีกด้วย
เมื่อผู้ใช้ร่ายมนต์..มานาจะไหลเวียนเข้าสู่รูปแบบต่างๆภายในร่างกายเกิดเป็นกระแสพลังงานบางอย่างเข้ากระตุ้นเส้นโลหิตวิญญาณทำให้มันปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา
กระบวนการที่เกิดขึ้นค่อนข้างซับซ้อน แต่หากผู้ใช้คุ้นเคยกับมัน
เขาย่อมสามารถแปลงร่างได้ในระยะเวลาสั้นๆเช่นเดียวกับหลงเสวี่ยอี๋
ที่นางสามารถแปลงร่างได้ภายในพริบตา
3 วันผ่านไป
เฉินเซี่ยงยังคงนั่นขัดสมาธิอยู่เช่นเดิมโดยไม่ขยับเคลื่อนไหว
เฉินเซี่ยงได้ยินเสียงหัวเราะอันมีชีวิตชีวาของหลงเสวี่ยอี๋ดังมาภายในใจทำให้เขาหมั่นไส้นาง
“สาวน้อย
ข้ายังไม่ได้เรียนการใช้มานา รอให้ข้าได้เรียนก่อนเถอะแล้วข้าจะแสดงให้เจ้าดู!”
เฉินเซี่ยงกล่าวความจริง การควบคุมทักษะร่างแปลงนับเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก
เขาได้โคจรมานาไปยังแขนขาและกระดูกทุกส่วนของร่างกายซึ่งถูกเชื่อมโยงด้วยเส้นโลหิตวิญญาณมากมายและพยายามร่ายมนต์เพื่อกระตุ้นเส้นโลหิตวิญญาณให้ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา
ด้วยวิธีนั้นจะทำให้เขาสามารถแปลงร่างได้ แต่หากเขาต้องการคืนร่าง เขาต้องทำลายการเชื่อมต่อของเส้นโลหิตวิญญาณเหล่านี้ก่อน
3 วันผ่านไป
จู่ๆร่างกายของเฉินเซี่ยงก็เปล่งประกายออร่าสีทองออกมา..
เขาร่ายมนต์อย่างขณะที่แขนขาของเขาเกิดการสั่นกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเกิดเป็นแสงสีทองประกายขึ้นจนทำให้หลงเสวี่ยอี๋ร้องออกมาเบาๆ
“เจ้าเรียนรู้ได้เร็วมาก!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น
เฉินเซี่ยงเข้าใจทักษะการแปลงร่างแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เขาแปลงร่างได้แค่นกน้อยตัวนึง
เขาลองกระพือปีกบินไปมาภายในห้องส่วนตัว
เขารู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากที่สามารถแปลงร่างได้เช่นนี้และที่สำคัญ
การแปลงร่างนั้นไม่ได้ทำให้เฉินเซี่ยงอ่อนแอลงแม้แต่น้อยและเขายังสามารถใช้ปราณได้ตามปกติ
“ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กำลังควบคุมร่างเจ้าอยู่
เจ้าเองก็สัมผัสมันได้ หากเจ้าปราถนาที่จะเคลื่อนไหว ตัวเจ้าย่อมเคลื่อนไหวได้
เพียงแต่ คนอื่นๆจะเห็นว่าเจ้ากำลังบินอยู่เท่านั้น”
เฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องควบคุมการกระพือของปีก
เขาเพียงแค่คิดว่าเขาจะเคลื่อนที่..ร่างกายมันก็จะไปตามความคิด ดังนั้น
แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ขยับตัวเขาก็สามารถใช้มานาของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้เขาเคลื่อนไหวได้
และนี่…นับเป็นความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของเสินเต้า!
จู่ๆก็เกิดความคิดนึงแล่นขึ้นในหัวของเฉินเซี่ยง
เขาบินออกไปนอกหน้าต่างตรงไปยังที่พักของผู้อาวุโสเม็ดยา
เฉินเซี่ยงอยากรู้รูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของผู้อาวุโสเม็ดยาอยู่เสมอ
และตอนนี้…เขาก็มีโอกาสไปแอบมองแล้ว
หลังจากเฉินเซี่ยงแปลงร่างเป็นนกเขาก็กลบกลิ่นอายของตนทำให้เขาดูไม่ต่างไปจากนกธรรมดาทั่วไป
“เจ้ามันเลวร้ายมาก!
เจ้าจะไปไม่ได้นะ!”
เมื่อหลงเสวี่ยอี๋เห็นเฉินเซี่ยงกำลังบินตรงไปยังที่พักของผู้อาวุโสเม็ดยานางจึงตะโกนขึ้น
“ข้าไม่ได้ไปแอบดูนางอาบน้ำหรอกน่า
ข้าแค่จะไปแอบดูใต้หน้ากากของนางเท่านั้น!” เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว
“ฮึ่ม
ถ้าเจ้าใช้พลังวิญญาณทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้ ในอนาคตข้าจะไม่สอนให้เจ้าอีก”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวด้วยความโกรธ
“สาวน้อย
เจ้าก็เลียนเสียงข้าทำเรื่องชั่วร้ายอยู่บ่อยๆไม่ใช่หรอ? อีกอย่าง..เจ้ายังใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิแอบดูพี่เหม่ยเหยากับพี่ยู่ยู่อาบน้ำอยู่บ่อยๆเลย….
ฮี่ฮี่ แล้วเจ้าก็ยังแอบมองข้าด้วย” เฉินเซี่ยงหัวเราะ
ในยามนี้เฉินเซี่ยงได้โฉบลงข้างหน้าต่างของที่พักผู้อาวุโสเม็ดยาที่เปิดอยู่…………………………………..
Chapter
228 –
ผนึกมังกรสวรรค์
หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว
“นั่นมันไม่เหมือนกัน ข้าก็แค่แอบดูเจ้า เจ้าจะโกรธหรือตำหนิข้าไม่ได้ อีกอย่าง
ที่ข้าเลียนเสียงเจ้ากล่าวก็แค่ทำตามความรู้สึกของเจ้ากับสตรีเหล่านั้นซึ่งข้าก็คิดไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว!”
เฉินเซี่ยงบินเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งแต่กลับไม่พบผู้อาวุโสเม็ดยา
เขาเดาว่านางน่าจะอยู่ในห้องส่วนตัว
ห้องส่วนตัวของนางไม่อาจเข้าไปได้ง่ายนักทำให้เขาตัดสินใจรออยู่ข้างนอก
เวลาล่วงเลยจนอาทิตย์ตกดิน
ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ตอนนี้เฉินเซี่ยงใช้มานาไปกว่าครึ่งแล้ว
เพียงแต่…เขากลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะลองพยายามดู
เพราะอีกไม่นาน…เขาก็จะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้อาวุโสเม็ดยาแล้ว
เมื่อผู้อาวุโสเม็ดยาเดินเข้ามาในห้องที่เฉินเซี่ยงอยู่
นางถอดชุดคลุมสีดำออกอย่างแรก
ใต้ชุดคลุมสีดำนั้น…นางสวมใส่ชุดกระโปรงสีขาวราวกับหิมะซึ่งขับส่งรูปลักษณ์อันสง่างามของนาง
เมื่อนางถอดชุดคลุมเสร็จ นางจึงถอดหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าของนางออก….
ในเวลานั้น
เมื่อความมุ่งหวังของเฉินเซี่ยงบรรลุถึงจุดสูงสุด…เขากลับเริ่มด่าทอนางในใจอย่างรุนแรงเพราะใบหน้าของนางนั้น…ถูกแสงสีขาวบดบังเอาไว้
นางช่างเข้มงวดนัก นางไม่ยอมให้ผู้ใดได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางไม่ว่ายังไงก็ตาม
แต่ว่า…นางมีเหตุผลอะไรถึงต้องทำถึงขนาดนี้?
แล้วเฉินเซี่ยงก็บินจากไปด้วยความผิดหวัง
ผู้อาวุโสเม็ดยารู้ถึงการคงอยู่ของนกน้อยแล้ว
นางรู้สึกแปลกๆกับมันทั้งอยากจะลงมือสังหารมัน แต่ท้ายที่สุด…นางก็ไม่ได้ทำอะไร
เฉินเซี่ยงประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เขาเร่งความเร็วแล้วบินหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสเม็ดยาคือนักสู้ขอบเขตนิพพาน
เพียงนางสบัดมือเบาๆก็สามารถทำให้เฉินเซี่ยงระเบิดเป็นชิ้นๆได้ ยามนี้
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีกแล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า…
ในที่สุดเจ้าก็รู้ว่าความกลัวมันเป็นยังไง!” หลงเสวี่ยอี๋ยิ้มพลางกล่าว
“หลังจากกลับไปถึงห้องแล้วเจ้าควรจะเรียนรู้วิธีแปลงร่างเป็นเต่านะ”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว
“ให้ตายข้าก็ไม่แปลงเป็นไอ้บัดซบนั่นเด็ดขาด”
[Note:
‘แปลงเป็นเต่า’ เป็นการเล่นคำ หลงเสวี่ยอี๋กล่าว 乌龟 (อ่านว่าอะไรไม่รู้)
ซึ่งมีความหมายว่า ‘เต่า’ แต่มันก็มีอีกความหมายที่แปลว่า ‘สามีที่ภรรยามีชู้’ ]
ด้วยมานาของเฉินเซี่ยงในตอนนี้
เขาทำได้เพียงแปลงร่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หลังจากกลับมาถึงห้อง
เขาเรียนรู้วิธีการแปลงร่างเป็นกระรอกและหนูซึ่งจะช่วยทำให้เขาสามารถซ่อนตัวในถิ่นทุรกันดารได้
เฉินเซี่ยงใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการแปลงร่างอยู่
1 เดือนเต็มเพื่อที่เขาจะได้เชี่ยวชาญ
แต่ถึงอย่างนั่นเขากลับยังไม่สามารถแปลงร่างได้ภายในพริบตาเหมือนกับหลงเสวี่ยอี๋
เพราะเขายังต้องใช่เวลาอยู่ครู่นึงก่อนจะแปลงร่าง
แต่เดิม..เฉินเซี่ยงอยากออกไปหาหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆ
แต่เขารู้ว่าตอนนี้เหล่าสหายต่างฝึกพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความสามารถกันอยู่
นอกจากนี้เหล่าผู้อาวุโสมากมายยังช่วยฝึกฝนทักษะที่ทรงพลัง
แก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มพูนทักษะโดยรวมของพวกเขาอยู่ ดังนั้น
หากเฉินเซี่ยงไปหาพวกเขาย่อมเป็นการรบกวนและทำให้พวกเขากระวนกระวายเสียเปล่า
“ไอ้พวกนั้นกำลังฝึกหนักกันอยู่
แล้วก็มีเหล่าชายชรามากมายกำลังฝึกฝนให้พวกเขาด้วย” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงเดินไปรดน้ำสมุนไพรในสวนน้อยของเขา ต้นผลรากครามที่เขาปลูกไว้ก่อนหน้านี้ได้เติบโตแล้ว
อีกไม่นานพวกมันก็จะออกดอกแล้ว
นอกจากต้นผลรากครามแล้วดอกบัวห้าสีที่เขาปลูกไว้ก็เริ่มงอกพ้นดินแล้ว
ดอกบัวห้าสีนับว่าแตกต่างจากดอกบัวทั่วๆไป
มันไม่สามารถเพาะปลูกได้โดยการใช้เมล็ดทั้งยังไม่จำเป็นต้องปลูกในน้ำ
แต่มันต้องใช้การดูดซับปราณทั้ง 5 ธาตุเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต
ปกติแล้วผู้อาวุโสเม็ดยาจะมาสังเกตุสวนของเฉินเซี่ยงอยู่บ่อยๆ
ทุกๆครั้งที่นางมา
นางพบว่าทั้งสมุนไพรและดอกไม้ที่เฉินเซี่ยงปลูกไว้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
นางจึงเดาว่าเฉินเซี่ยงอาจจะมีบางสิ่งที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพวกมันซึ่งนับเป็นเรื่องที่ขัดต่อสวรรค์
นางรู้ว่ามันย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะยอมให้ผู้อื่นรู้ได้ ดังนั้น
เพื่อเป็นการป้องกันที่แน่น นางจึงไม่อนุญาติให้วู๋เชียนเชียนเข้ามาที่นี่
“ไม่ว่ายังไงท่านก็ต้องมีชีวิตรอดกลับมา!”
ผู้อาวุโสเม็ดยากล่าวอย่างเย็นชา นางกำลังมองเฉินเซี่ยงรดน้ำสมุนไพรวิญญาณในสวนน้อยของเขา
“ข้ารู้น่า
ไม่ว่ายังไงข้าก็จะกลับมาทุบตีเจ้าและจับเจ้ามาเป็นภรรยาของข้าให้ได้!
แม้ข้าจะไม่รู้ว่าใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าเป็นยังไง
แต่ยังไงซะ..รูปร่างของเจ้าก็นับว่าผ่านเกณฑ์”
เฉินเซี่ยงยิ้มกรุ้มกริ่มพลางกล่าวตอบ
เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงยิ้มซุกซนทั้งยังไม่มีท่าทีเคร่งเครียด
นางก็แค่นเสียงเย็นชาก่อนจะจากไป
หลังจากรดน้ำไปทั่วทั้งสวนแล้วเฉินเซี่ยงก็กลับมายังห้องส่วนตัวและเริ่มการบ่มเพาะ
ยามนี้..เขากำลังทำความคุ้นเคยกับทักษะปีศาจ
ทักษะศักดิ์สิทธิ์และเตรียมตัวที่จะเรียนรู้พลังวิญญาณใหม่
“พลังวิญญาณอันต่อไปเรียกว่า
‘ผนึกมังกรสวรรค์’
มันเป็นหนึ่งพลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดภายในเผ่ามังกรของข้า
เมื่อเจ้าใช้มัน มันจะสูบทั้งมานาและพลังวิญญาณของเจ้าไปจนหมด
หลังจากนั้นมันจะเริ่มดูดซับปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลที่อยู่รอบตัวเจ้าก่อนจะแปลงพลังนั่นให้กลายเป็นกงเล็บมังกรขนาดมหึมากดทับลงมาที่พื้นเบื้องล่าง
การที่จะใช้ทักษะนี้จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการนิดหน่อย ดังนั้น
ทักษะนี้เหมาะที่จะใช้ในการลอบจู่โจมจากที่ไกลๆ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“ร่ายมนต์!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น
เฉินเซี่ยงเร่งร่ายมนต์อย่างรวดเร็ว
เพียงแต่มนต์ที่เขาร่ายนั้นยังไม่ถูกต้องทำให้เฉินเซี่ยงล้มเหลวอยู่บบ่อยๆ
เฉินเซี่ยงล้มเหลวไปมากกว่า 30 ครั้ง
ถ้าหากไม่ได้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวนมากช่วยฟื้นฟูปราณ
เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถร่ายมนต์ได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้
ยามนี้
เฉินเซี่ยงย้ายไปยังส่วนลึกของหุบเขาได้เดือนนึงแล้ว
ในช่วงเวลากลางวันเฉินเซี่ยงจะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนผนึกมังกรสวรรค์
ส่วนในเวลากลางคืน เขาจะใช้ไปกับการบ่มเพาะปราณและสร้างน้ำลายมังกรทอง
เฉินเซี่ยงบ่มเพาะอย่างเข้มข้นเพราะมันจะช่วยให้เขามีชีวิตรอดภายในดินแดนรกร้างทางใต้ได้
ในยามค่ำคืน..
หมู่เมฆลอยสูงอยู่บนท้องฟ้า
หากเฉินเซี่ยงไม่สังเกตุดีๆย่อมเป็นเรื่องยากที่จะสัมผัสถึงปราณจำนวนมหาศาลที่บัดนี้กำลังกดทับลงมาที่ยอดเขาสูงกว่าร้องจ้าง
เมื่อเฉินเซี่ยงสังเกตุมองภูเขาที่อยู่ห่างออกไป..ปากของเขาพลันขยับเล็กน้อยเพราะยามนี้เขากำลังร่ายมนต์แปลกๆอยู่
ทันทีที่เฉินเซี่ยงร่ายมนต์เสร็จ
กงเล็บมังกรขนาดยักษ์ที่เปล่งรัศมีห้าถึงหกสีพลันปรากฏขึ้นเหนือที่ยอดเขาแห่งนั้น
กงเล็บมังกรยักษ์นั่นดูไปคล้ายมือของมนุษย์ที่มีกงเล็บเพียงแต่มันไม่มีเกร็ดปกคลุมผิวหนังเท่านั้น
สิ่งที่เห็นนั่น..คือผนึกมังกรสวรรค์
*เปรี้ยง* กงเล็บมังกรขนาดยักษ์กดทับลงมายังยอดเขาสูงกว่าร้อยจ้างลูกนั้นทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวตามด้วยแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงพุ่งผ่านจากยอดเขาลงสู่พื้นดินทำให้ก้อนหินและโคลนปลิวกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
จนท้ายที่สุด ภูเขาสูงลูกนั้นพลันสลายหายไปภายในพริบตา
“สุดยอด!”
เฉินเซี่ยงอุทานขึ้นด้วยความตะลึง เขาไม่ได้ใช้ปราณและมานาไปจนหมด
ยิ่งหากเฉินเซี่ยงใช้ปราณและมานามากกว่านี้
ผลของความเสียหายที่ตามมาคงมากขึ้นและน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
ด้วยความที่เขาลูกนั้นไม่ได้ไกลจากเมืองเทียนเหมินมากนัก
ความปั่นป่วนรุนแรงที่เกิดจากเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ย่อมเป็นที่รับรู้ของนิกายยอดนักสู้
ดังนั้น
เฉินเซี่ยงจึงรีบออกจากบริเวณนั้นและกลับมายังลานราชาสุดยอดเม็ดยาอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงสวนสมุนไพร…
เฉินเซี่ยงก็เห็นผู้อาวุโสเม็ดยาอยู่ที่นี่อีกครั้ง
เมื่อเฉินเซี่ยงไม่อยู่..เป็นผู้อาวุโสเม็ดยาที่มาดูแลสวนสมุนไพรของเขา
ด้วยความที่นางก็เป็นนักปรุงยาเช่นกัน
นางย่อมรู้วิธีดูแลพวกมันทั้งนางยังดูแลพวกมันอย่างจริงจังมากกว่าเฉินเซี่ยงเสียอีก
นางดูแลพวกมันด้วยความระมัดระวังอย่างมากแม้นางจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมุนไพรเหล่านี้ก็ตาม
เมื่อเฉินเซี่ยงเดินเข้ามาในสวน
เขากลับพบว่าต้นผลรากครามทั้งสามต้นที่เขาปลูกไว้ผลิดอกบานสะพรั่งแล้ว
ต้นผลรากครามที่เฉินเซี่ยงปลูกเป็นต้นแรกมีดอกที่กำลังบานอยู่ 50 ดอก ส่วนอีก 2
ต้นที่เหลือมีดอกที่กำลังบานอยู่เพียงต้นละ 20 ดอกเท่านั้น
เรื่องที่น่าตกพวกนี้..ผู้อาวุโสเม็ดยากลายเป็นคุ้นชินกับพวกมันไปแล้ว
ซึ่งนั่นทำให้นางไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าครั้งหน้าเจ้าจะไปไหนนานๆก็ให้บอกข้าก่อน
ถ้าไม่มีใครดูแลสมุนไพรพวกนี้..พวกมันจะเติบโตได้ยังไง?” นางกล่าวตำหนิเฉินเซี่ยง………………..
Chapter
229 –
ภาคภูมิและปิติ
สำหรับนักสู้แล้ว..เวลาเพียงสามเดือนนับว่าไม่นานและยังผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ระดับ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งยังบ่มเพาะทั้งทักษะศักดิ์สิทธิ์และทักษะปีศาจ
ระดับความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้เทียบได้กับนักสู้ระดับ 4
ขอบเขตนักสู้แท้จริงกระทั่งเกือบเทียบเท่านักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
เพียงแต่นักสู้ระดับ 5 ที่ว่านั้นต้องเป็นนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงธรรมดาๆเท่านั้น
หากเขาพบใครก็ตามที่มีเส้นโลหิตวิญญาณที่ดีกว่าคนทั่วไปหรือพบคนที่มีทักษะที่น่าเกรงขาม
เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถสู้กับคนเหล่านั้นได้
หลังจากหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมา
เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสได้ว่าพวกเขาดูต่างออกไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
แต่และคนนับว่าก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ปราณในร่างกายของแต่ละคนก็หนาแน่นขึ้นมาก
ซึ่งยามนี้พวกเขาทั้งหมดล้วนพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจก็คือ
ทั้งเหลยสงหลิน เหลยจงและเหลียนหมิงตงต่างบรรลุระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว
พวกเขาต่างใช้เม็ดยาสร้างรากฐานเมื่อไม่นานมานี้เพื่อเพื่อทะลวงระดับ
ที่สำคัญในช่วงการฝึกพวกเขาต่างได้ใช้เม็ดยาดีๆมากมาย
ในวันนี้
เฉินเซี่ยงไม่เห็นผู้อาวุโสเม็ดยา นางกล่าวเพียงว่านางจะออกไปข้างนอกคนเดียว
“พวกเจ้าควรไปร่ำลาตระกูลของเจ้าเสียก่อนแล้วข้าจึงจะพาพวกเจ้าไปยังสถานที่นัดพบ”
กู่ตงเฉินกล่าว
เหยาไห่เฉิงกลับไปยังที่พักของเขาเพื่อปลูกสมุนไพรบางชนิดทั้งยังต้องมอบหมายให้ใครสักคนดูแลสมุนไพรแทนเค้า
เจ้าอ้วนตามเห่าตงชิงหรือลุงของเขาไป
ส่วนหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงต่างกลับไปตระกูลของตน
เฉินเซี่ยงเองก็อยากกลับไปยังโลกธรรมดาสามัญเพียงแต่เขามีเวลาไม่พอ
เขาจึงตัดสินใจว่าจะรอให้กลับจากดินแดนรกร้างทางใต้ก่อนจะกลับไปพบกับครอบครัวที่โลกธรรมดาสามัญ
เฉินเซี่ยงสงสัยมากกว่าตั้งเขาจากมาตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้าง
“เชียนเชียนเจ้าไม่กลับบ้านหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าไม่กลับหรอก..
ครอบครัวของข้าไม่เหลือใครแล้ว” นางกล่าวตอบอย่างหดหู่
“ข้าขอโทษ”
เฉินเซี่ยงแอบถอนหายใจและเร่งกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอก
ข้าจะกลับไปลานราชาสุดยอดเม็ดยาก่อน ข้าต้องเรียนการปรุงยาต่อ”
วู๋เชียนเชียนยิ้มตอบอย่างงดงามและสดใส นางช่างเป็นสตรีที่เข้มแข็งนัก..
หลังจากวู๋เชียนเชียนจากไป
เฉินเซี่ยงก็มองไปยังเหลียนหมิงตงและพี่น้องตระกูลเหลย “แล้วพวกเจ้าหล่ะ?”
“ข้าตัดสินใจว่าจะรอจนกลับมาจากสถานที่น่ากลัวนั่นก่อนแล้วค่อยกลับ”
เหลียนหมิงตงยิ้มพลางกล่าว
“ตระกูลของข้าถูกไอ้พวกสารเลวนิกายฝ่ายปีศาจทำลายไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะท่านประมุข..ข้าคงมุ่งหน้าไปสังหารพวกมันแล้ว”
เหลยสงหลินกล่าวอย่างเคียดแค้น
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก
พวกเราต้องเชื่อฟังประมุข แต่ข้าเองก็อยากไปสังหารไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจเหมือนกัน”
เหลงจงเกาหัวพลางหัวเราะโง่ๆ
“งั้นไปดื่มกัน
เดี๋ยวข้าจ่ายเอง” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
ทั้งสี่คนพูดคุยไปพลางเดินไปพลางจนถึงประตูทางเข้านิกาย
แต่ขณะที่ทั้งสี่กำลังจะเก้าออกจากประตูกลับได้ยินเสียงโห่ร้องดังมา
“พวกเจ้าทั้งสามคนหยุดก่อน!”
เฉินเซี่ยงและทั้งสามหันหลังกลับไปในทันที
พวกเขาเห็นกลุ่มชายประมาณ 10 คนกำลังตรงเข้ามาจากทางด้านหลัง พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นนักสู้ระดับ
10 ขอบเขตนักสู้ ใบหน้าของพวกมันต่างดูดุร้ายราวกับพวกมันสามารถจู่โจมได้ตลอดเวลา
เฉินเซี่ยงทราบมาจากเหลยสงหลินและคนอื่นๆว่า
ทั้งสามคนนี้ได้ไปผิดใจกับบางคนในกลุ่มชายที่กำลังตรงเข้ามาและที่สำคัญคนที่ทั้งสามผิดใจด้วยยังเป็นเหตุให้สหายของพวกเขาต้องตายไปถึง
2 คน
“สหายของพวกเจ้าถูกพวกมันฆ่าตายหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างเศร้าหมอง
“ใช่!
เป็นพวกมันนี่แหละ
บิดาผู้นี้จะทำให้ไอ้ชาติชั่วพวกนี้ทั้งหมดต้องพิการอย่างแน่นอน”
เหลงสงหลินกำหมัดแน่นพลางกล่าวตอบด้วยความเคียดแค้น
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
“ฆ่า 2 ส่วนคนที่เหลือก็ทำให้พิการ!”
“อะไรนะ? ฆ่า 2?”
เหลยสงหลินประหลาดใจไปชั่วครู่
ด้วยความพวกเขาทั้งสี่คนอยู่ที่ประตูทางเข้านิกาย
ดังนั้นหากเกิดการต่อสู้ขึ้นย่อมไม่มีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้น
หากจู่ๆมีผู้เสียชีวิต…ทางนิกายต้องให้ควาสนใจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่เฉิน..ข้าว่ามันไม่ควร
เพราะตอนนี้เรายังอยู่ที่ทางเข้านิกายอยู่เลย” เหลียนหมิงตงกล่าวพลางขมวดคิ้ว
“ถ้าจะฆ่าพวกมัน
ข้าว่า..น่าจะฆ่าพวกมันในที่ที่ลับตาคนดีกว่า!” เหลยจงค่อนข้างกังวล
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“วางใจได้ ยังไงพวกเจ้าก็จะได้ไปดินแดนรกร้างทางใต้อยู่แล้ว
ประมุขย่อมไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก อีกอย่าง
นับเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่พวกมันต้องชดใช้ด้วยชีวิต! พวกมันฆ่าสหายของเจ้าไปสอง
ฉะนั้น เลือดต้องล้างด้วยเลือด!”
“ดี!”
เหลียนหมิงตงพยักหน้าพลางกล่าว ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม
เหลยสงหลินกำหมัดแน่นแล้วหัวเราะพลางกล่าว
“ไอ้พวกสารเลว! วันนี้บิดาผู้นี้ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่” ขณะที่เขากล่าว
เหลยจงพลันทะยานเข้าใส่พวกมันและเหลียนหมิงตงเองก็ตามไปติดๆ
ทั้งสามนับว่ารวดเร็วมากแม้ยามนี้พวกเขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดก็ตาม
กลุ่มชายเหล่านั้นไม่มีโอกาสให้หลบหนี
พวกมันทั้งกลุ่มถูกร่างกายอันกำยำของเหลยสงหลินและเหลยจงเข้าปะทะจนทำให้บางคนปลิวไปชนกับประตูทางเข้านิกายและหมดสติไปในทันที
เหลียนหมิงตงไม่ได้โหดร้ายเหมือนกับสองพี่น้องตระกูลเหลย
เขาใช้เพียงพัดในมือตบเข้าไปที่ใบหน้าของพวกมันเบาๆ ถึงแม้การจู่โจมของเขาจะดูไม่รุนแรงนัก
แต่ทันทีพี่เขาสะบัดพัดพลันเกิดลมกรรโชกแรงจนทำให้ผู้ที่ถูกตบถึงกับฟันหลุดลอยออกจากปากและกระอักโลหิตตามมา
สิ่งที่เห็นคือความแข็งแกร่งของนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพบกับกลุ่มคนเหล่าเหล่านี้ พวกเขาต่างอยู่เพียงระดับ 10
ขอบเขตนักสู้ หากพวกเขาลงมือเข้าสู้ในยามนั้น ย่อมไม่อาจทำอันตรายพวกมันได้
มิหนำซ้ำพวกเขายังจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียเอง
“พะ…พวกเจ้าทั้งหมดเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงงั้นหรอ?”
ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น
ใบหน้าที่หล่อเหลาของมันก่อนหน้านี้ได้ถูกกำปั้นของเหลยสงหลินชกจนปูดบวม
หลังจากเหลยสงหลินและสหายได้รับฝึกฝนพิเศษจากลานประลองอาวุโสทำให้นักสู้ระดับ
2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงยังยากที่จะต่อกรกับพวกเขา
อีกอย่างพวกเขาทั้งสามนับว่ามีพรสวรรค์และปราณในร่างของเขาก็นับว่ารุนแรงอย่างมากด้วย
“ใช่..
ไอ้พวกขยะไร้ค่าที่หวาดกลัวคนแข็งแกร่งและรังแกแต่คนอ่อนแออย่างพวกเจ้าจงตายไปซะ!”
เหลยสงหลินกล่าวอย่างเย็นชา
เขาถีบไปยังหน้าอกของชายคนที่ถามอย่างรุนแรงจนทำให้หน้าอกของมันอาบย้อมไปด้วยโลหิตในทันที
เหลียนหมิงตงเองก็กางพัดออกก่อนจะสะบัดพัดเบาๆเข้าตัดลำคอของชายคนหนึ่งทำให้คนที่เหลืออยู่รู้สึกหวาดกลัว
พวกมันตะโกนโหวกเหวกโวยวาย บางคนร้องขอความช่วยเหลือ บางคนร้องขอความเมตตา
“น้องชายทั้งสาม..ไปเถอะ
ไปดื่มกัน!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น
ปกติแล้วเหลียนหมิงตงและพี่น้องเหลยต่างถูกชนชั้นสูงอย่างพวกมันข่มเหงอยู่บ่อยครั้ง
แต่วันนี้..พวกเขารู้สึกภาคภูมิและปิติ พวกเขาล้วนพึงพอใจกับผลลัพธ์ในวันนี้และพวกเขายังรู้ดีว่า
ที่พวกเขามีวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะเฉินเซี่ยง
ภายในโรงแรม….
พวกเขาทั้งสี่ต่างดื่มกินและพูดคุยเรื่องจุดมุ่งหมาย ความทะเยอทะยาน
อิสสตรีและเรื่องราวต่างๆที่พวกเขาเคยทำมาในอดีต……
เมื่อทั้งสี่กลับออกมาจากโรงแรม
เวลาก็ล่วงเลยไปจนดึกแล้ว.. หลังจากเฉินเซี่ยงกลับมาถึงลานราชาสุดเม็ดยา
เขากลับเห็นแสงโคมไฟในห้องของวู๋เชียนเชียน
เฉินเซี่ยงไม่ได้พบวู๋เชียนเชียนมานานแล้ว
ด้วยความที่นางเป็นทั้งนักปรุงยาและยังครอบครองจิตวิญญาณเพลิงทำให้เฉินเซี่ยงต้องการกับนางเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังห้องของนางก่อนจะเคาะประตู
หลังจากนางเปิดประตูออกและได้พบกับเฉินเซี่ยง นางก็ยิ้มซุกซนก่อนจะกล่าว
“มีธุระอะไรหรอ?”
“ถ้าข้าไม่มีธุระ..ข้าจะมาหาเจ้าไม่ได้รึไง?”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
นางเชิญเฉินเซี่ยงเข้ามาในห้องเล็กๆก่อนจะรินน้ำชาให้
“เฉินเซี่ยง
ลองขอให้นางปล่อยเพลิงดาราฟ้าออกมาแล้วเจ้าก็ปล่อยเพลิงจากจิตวิญญาณเพลิงของเจ้าออกมาเล็กน้อยแล้วมาดูกันว่าหลังจากเพลิงของเจ้าผสานกับเพลิงของนางมันจะเกิดอะไรขึ้น”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
การผสานเพลิงที่เกิดจากจิตวิญญาณเพลิงที่แตกต่างกันนับว่าหาดูได้ยากมาก
เพราะผู้ที่มีจิตวิญญาณเพลิงมีเพียงน้อยนิด
แต่ในลานราชาสุดเม็ดยานี้กลับมีผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงถึง 3
คน……………………………………
Chapter
230 –
ผสานจิตวิญญาณเพลิง
ซูเหม่ยเหยาตาลุกวาว
นางเร่งเร้าให้เฉินเซี่ยงลองทำดู
วู๋เชียนเชียนนับเป็นผู้นำของเหล่าสตรีรุ่นเยาว์ในนิกายยอดนักสู้
ไม่เพียงนางจะงามหยดย้อยแต่นางยังมีพรสวรรค์สูง
มีเพียงเหตุผลเดียวที่นางกล้าไปยังดินแดนรกร้างทางใต้…ก็คือนางมั่นใจในทักษะการเอาชีวิตรอดของนางมากและความมั่นใจของนางก็เป็นผลมาจากการที่นางได้ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้า
“เชียนเชียน
ช่วงที่เจ้าไม่อยู่เจ้าไปที่ไหนมา? ข้าคิดถึงเจ้ามาก..แต่ข้าก็หาเจ้าไม่พบ
ผู้อาวุโสเม็ดยาพาเจ้าไปซ่อนได้ดีนัก” เฉินเซี่ยงหัวเราะคิกคักพลางกล่าว ยามนี้
เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับนางแล้วซึ่งนั่นทำให้เขากล้าพูดหยอกล้อนาง
นางใช้นิ้วหมุนพันผมของนางที่พาดยาวลงมาที่หน้าอกทำให้นางดูงดงามและทรงเสน่ห์มากขึ้น
มันช่าง..เป็นฉากที่มีเสน่ห์ยิ่งนัก
“เจ้าคิดถึงข้าจริงๆหรอ?”
นางยิ้มหวาน
เพียงแต่…นางแต่งกายรัดกุมเป็นอย่างมากทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างผิดหวังที่ไม่อาจเชยชมรูปร่างอันอรชรของนางได้
“ผู้อาวุโสเม็ดยาบอกข้าว่าไม่ให้บอกเจ้า!
แต่ข้าจะบอกเจ้า ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ข้าไปฝึกฝนวิธีปกปิดเพลิงฟ้าของข้ามา ดูสิ!”
หลังจากนางกล่าวจบนางก็ปลดปล่อดกลุ่มเพลิงกลุ่มเล็กๆสีแดงออกมา
“ผู้อาวุโสเม็ดยาบอกข้าว่า
หลังจากที่ข้าบรรลุขอบเขตนิพพาน..ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดเพลิงของข้าอีก”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“เชียนเชียน เจ้าปลดปล่อยเพลิงฟ้าให้ข้าดูสักเล็กน้อยได้มั้ย..?”
นางไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการจะทำอะไรแต่นางก็ตอบตงลงอย่างรวดเร็ว
“ได้สิ..หากไม่ใช่เพราะเจ้าข้าคงไม่สามารถผสานกับเพลิงที่ทรงพลังเช่นนี้ได้”
“เมื่อตอนที่เจ้าผสานกับจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้า..เจ้ากอดข้าแน่นมากทั้งยังทิ้งรอยข่วนไว้ที่หลังของข้าอีก…ฮ่าฮ่าฮ่า”
เฉินเซี่ยงหัวเราะทำให้นางหัวเราะคิกคักทั้งยังหน้าแดงเล็กน้อย
นางแบมืออันขาวนวลราวกับหยกของนางออก…ดวงตาคู่งามของนางจดจ้องที่เฉินเซี่ยง
นางแลบลิ้นก่อนจะยิ้มแล้วกล่าว “เพลิงของข้าทรงพลังมาก ระวังด้วยนะ!”
ขณะที่นางกล่าว กลุ่มเพลิงสีฟ้าพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง
เฉินเซี่ยงสังเกตุเพลิงดาราฟ้าอย่างระมัดระวัง
เขารู้ว่านางได้เพิ่มพูนการควบคุมเพลิงในระดับสูงแล้ว
เพราะขนาดนางปลดปล่อยเพลิงอันทรงพลังมหาศาล แต่อุณภูมิภายในห้องกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
แต่จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ยื่นมือออกไปจับเพลิงดาราฟ้าของนางทำให้ร้องออกมาด้วยความตกใจ
นางคิดว่าเฉินเซี่ยงคงต้องถูกเผาแน่
แต่นางกลับคิดผิด..กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเฉินเซี่ยง!
ทำให้นางเริ่มสงสัยว่าเพลิงดาราฟ้าของนางร้อนจริงๆหรือเปล่า!
“เจ้าเป็นอะไรมั้ย?”
นางกล่าวถามด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร!”
เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะปลดปล่อยเพลิงจากจิตวิญญาณเพลิงของเขา
นางเริ่มเห็นเพลิงดาราฟ้าของนางค่อยๆถูกห้อมล้อมด้วยเพลิงตะวันสวรรค์ที่ดูเหมือนจะธรรมดาของเฉินเซี่ยง
ไม่นานหลังจากนั้น…เพลิงของทั้งสองค่อยๆผสานเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ!
นางจ้องมองเฉินเซี่ยงอย่างมึนงง
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งมากทั้งยังเข้าใจถึงความน่าเกรงขามของทักษะศักดิ์สิทธิ์แห่งเพลิงที่เฉินเซี่ยงถ่ายทอดให้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อนางเห็นเพลิงของนางผสานเข้ากับเพลิงของเฉินเซี่ยง นางจึงแอบเดาว่าเฉินเซี่ยงเองก็น่าจะมีจิตวิญญาณเพลิงเช่นกัน
“เพลิงดาราฟ้ากำลังดูดซับเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้าราวกับมันเจตนาให้เพลิงดาราฟ้าดูดซับมันเข้าไป!
อีกอย่าง เปลวเพลิงทั้งสองยังไม่ปฏิเสธซึ่งกันและกันด้วย!”
หลงเสวี่ยอี๋อุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
บัดนี้…เปลวเพลิงสีฟ้ากำลังกลายเป็นเปลวเพลิงสีม่วงอย่างช้าๆ!
ซึ่งชัดเจนว่ามันกำลังวิวัฒนาการเพราะมันได้แปรเปลี่ยนจากเพลิงสีฟ้ากลายเป็นเพลิงสีม่วงที่มีระดับสูงขึ้น!
เฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนต่างตกใจเป็นอย่างมาก
“จิดวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ได้ชื่อ
‘ราชาแห่งจิตวิญญาณเพลิง’
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ย่อมไม่นับว่าแปลกประหลาดและอยู่ในการคาดการณ์ของข้า
ตัวข้ามังกรผู้นี้เป็นผู้ชาญฉลาดอย่างแท้จริง” หลงเสวี่ยอี๋ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“อย่าโม้หน่อยเลย
ข้ายังไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน”
เฉินเซี่ยงสวนกลับด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ราวกับสาดน้ำใส่หลงเสวี่ยอี๋
เฉินเซี่ยงหยุดการผสานแล้วปล่อยเพลิงราดาฟ้าของวู๋เชียนเชียนก่อนมันจะกลับเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างง่ายดาย
“เฉินเซี่ยง
เจ้าก็มีจิตวิญญาณเพลิงเหมือนกันหรอ?” นางกล่าวถามเบาๆด้วยความตกใจ
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
เขารู้ว่าวู๋เชียนเชียนมีจิตวิญญาณเพลิง
ดังนั้นหากนางจะรู้ว่าเขามีจิตวิญญาณเพลิงบ้างย่อมนับว่าไม่เป็นปัญหาอะไร
“จิตวิญญาณเพลิงของเจ้าช่างน่าเกรงขามนัก
มันสามารถทำให้เพลิงของข้าวิวัฒนาการได้!” ดวงตาคู่งามของนางเป็นประกายวาววับ
รอยยิ้มอันงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง..นางยิ้มให้กับเฉินเซี่ยงอย่างมีความสุข
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงคือนักปรุงยาที่มากพรสวรรค์ซึ่งหากเขาไม่มีจิตวิญญาณเพลิง..นั่นย่อมเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างแท้จริง
“ถ้าข้ามีเวลา
ข้าจะลองคิดหาวิธีที่ทำให้จิตวิญญาณเพลิงของเจ้าวิวัฒนาการ อืม…
เราจะทำยังไงกันดีน้า..?” เฉินเซี่ยงลูบคางพลางขบคิดถึงเรื่องนี้
นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
นางกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “หากมันส่งผลร้ายกับเจ้า…ก็ขอให้เจ้าลืมมันไปเถอะ
สำหรับตัวข้า..แค่จิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้าก็พอแล้ว
เดี๋ยวข้าจะไปเอาเม็ดยาที่ข้าสกัดกลั่นแล้วมาให้เจ้าประเมิณ”
แต่ก่อนที่วู๋เชียนเชียนจะหันหลัง
หลงเสวี่ยอี๋กลับเลียนเสียงของเฉินเซี่ยงแล้วกล่าว “อืม….
บางที..การผสานกายระหว่างบุรุษสตรีก็อาจจะทำให้จิตวิญญาณเพลิงวิวัฒนาการได้…
งั้นเรามาลองกันหน่อยมั้ย?”
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังขบคิดอยู่
ทันใดนั้นเขากลับได้ยินหลงเสวี่ยอี๋เลียนเสียงของเขาแล้วกล่าวออกไปทำให้เขารู้สึกเหมือนกับโดนฟ้าฝ่า
จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงก็คิดถึงวิธีการนี้ แต่มันก็เป็นเพียงการคาดเดา
เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสาวน้อยนางนี้มีความคิดสกปรกแบบนั้นมากมายขนาดไหน
มันย่อมไม่เป็นอะไรถ้านางจะกล่าวออกมาดังๆ
เพียงแต่…นางไม่ควรเลียนเสียงเค้าแล้วกล่าวออกมาต่อหน้าสตรีเช่นนี้
กลายเป็นว่านางได้ทำลายภาพพจน์ในแง่บวกของเฉินเซี่ยงจนสิ้น
“มังกรน้อย
บิดาของเจ้าต้องเป็นคนชั่วร้ายแน่…เพราะเขาได้ถ่ายทอดทั้งความสกปรกและความคิดอันน่าละอายพวกนั้นให้เจ้ามากมายนัก”
เฉินเซี่ยงด่าทอนางอย่างรวดเร็ว
หลังจากวู๋เชียนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
นางกลายเป็นแข็งค้างในทันที..
นางไม่คิดว่าเฉินเซี่ยงจะร้องขอนางอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้นและนั่นก็เหมือนจะเป็นความปราถนาของนางด้วย
ยามนี้ ใบหน้าของนางได้กลายเป็นสีแดงไปจนถึงใบหู
ความรู้สึกตอนนี้มันช่างน่าอึดอัดอย่างแท้จริง
เฉินเซี่ยงแทบจะอดไม่ได้ที่จะจับเจ้ามังกรน้อยแสนซนมาตีก้นแล้วดูว่านางจะกล้ากล่าวเรื่องไร้สาระแบบนี้อีกมั้ย!
เฉินเซี่ยงพยายามกระแอม
2 ครั้ง “เชียนเชียน ข้าขอดูยาที่เจ้าสกัดกลั่นหน่อย!”
“อืม!”
วู๋เชียนเชียนถอนหายใจยาว
ทั้งสองคนต่างรู้ด้วยตัวเองว่าต้องลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไป
เฉินเซี่ยงรู้ว่าความยุ่งเหยิงและอึดอัดเหล่านั้นได้หายไปแล้ว
เขาจึงถอนหายใจยาว “มังกรน้อย หากเจ้าอยากสร้างปัญหา อย่าได้ใช้วิธีแบบนี้อีกเพราะมันจะตามมาหลอกหลอนข้าและทำให้ภาพพจน์อันบริสุทธิ์ผุดผ่องของบิดาผู้นี้ต้องป่นปี้เพราะเจ้า”
“อุ๊ฟ!!
เจ้าเนี่ยนะบริสุทธิ์? ก่อนหน้านี้เจ้าแปลงเป็นนกไปแอบผู้อาวุโสเม็ดยาอาบน้ำไม่ใช่หรอ!
อีกอย่าง..เมื่อกี้ข้าก็สร้างโอกาสให้เจ้านะ ปกติแล้วนางประทับใจในตัวเจ้า
แต่หากเจ้าได้หว่านล้อมนางเช่นนี้ บางทีนางอาจจะยอมทำอย่างว่ากับเจ้าก็ได้
เจ้านี่โง่จริงๆ..เห็นมั้ยว่าโอกาสดีๆหลุดลอยไปเพราะเจ้า!
หากนางยอมเจ้าจริงๆ..นั่นก็ถือเป็นการทำให้เจ้าผ่อนคลายก่อนจะไปยังดินแดนรกร้างทางใต้นั่น”
หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดยังไง
จู่ๆเขากลับรู้สึกว่าหลงเสวี่ยอี๋ไม่ใช่สาวน้อยแต่อย่างใด นางต้องมีประสบการณ์ช่ำชองในการจัดการกับอิสสตรีแน่
“มังกรเพศผู้ทั้งหมดนับเป็นเสือผู้หญิง..
บางที..นางอาจจะสืบทอดนิสัยนี้มาจากบิดาของนาง เฉินเซี่ยงจำเรื่องนี้ใส่ใจไว้เลยนะ
บางที..ในอนาคตเจ้าอาจจะถูกมังกรน้อยนี่กินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลย”
ซูเหม่ยเหยาทำหน้าตาจริงจังพลางกล่าวเตือนเฉินเซี่ยงก่อนจะเริ่มหัวเราะคิกคัก
เฉินเซี่ยงแอบด่าทอหลงเสวี่ยอี๋อยู่ในใจพลางคิดว่า
“ไม่ช้าก็เร็ว…วันนึงข้าจะกินเจ้าจนไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูกเลย!”
ในตอนนี้
เฉินเซี่ยงก็ได้รู้แล้วว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์สามารถวิวัฒนาการจิตวิญญาณเพลิงอื่นๆได้
เพียงแต่ยังไม่เจอวิธีการดีๆที่จะทำเช่นนั้น หากเขาหาวิธีได้
เขาย่อมช่วยให้จิตวิญญาณเพลิงของทั้งผู้อาวุโสเม็ดยาและวู่เชียนวิวัฒนาการไปยังระดับสูงสุดได้………………………………
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น