WORLD DEFYING DAN GOD 221 - 230

Chapter 221 – แพ้ไม่ได้

เป่ยยู่ยู่ไม่ได้กล่าวตอบในทันที นางครุ่นคิดอยู่ครู่นึงซึ่งเห็นได้ชัดว่าน่ากำลังคิดที่จะพนัน แต่ด้วยความที่นางไม่ใช่นักปรุงยาทำให้นางไม่มั่นใจว่าเฉินเซี่ยงจะสามารถทำได้ตามที่พนันเอาไว้ได้หรือไม่

“ลืมไปได้เลย! ข้ารู้ทันเจ้า! แล้วข้าจะคอยดูผล!”

เมื่อเป่ยยู่ยู่คิดทบทวนอย่างรอบครอบนางจึงปฏิเสธข้อเสนอของเฉินเซี่ยง แรกเริ่มเดิมทีนางมีเส้นโลหิตหยินศักดิ์สิทธิ์ทำให้การบ่มเพาะของนางเน้นไปที่ปราณอันเย็นเฉียบ นอกจากนี้นางยังบ่มเพาะทักษะปีศาจอันโหดเหี้ยมมากมายซึ่งทักษะเหล่านั้นจะทำให้ผู้บ่มเพาะไม่สามารถจดจำได้แม้กระทั่งญาติพี่น้องคนสนิทของตน แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งเฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยาต่างรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันเย็นชานั้นซ่อนไว้ซึ่งอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งมีความสุข ตื่นเต้น กังวล โศกเศร้า โกรธ และสนุกสนาน

ซึ่งนั่นทำให้ซูเหม่ยเหยารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก นางไม่ต้องการให้ศิษย์พี่ของนางที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายปีต้องหลงเดินไปในเส้นทางที่ผิดพลาดเช่นเดียวกับอาจารย์ของพวกนาง ซูเหม่ยเหยาไม่ต้องการให้ศิษย์พี่ของนางกลายเป็นปีศาจที่ล่าล้างสังหารคนทุกผู้ทุกนาม และไม่อยากศิษย์พี่ของนางกลายเป็นบุคคลที่จำไม่ได้แม้กระทั่งญาติมิตรของตน

ซูเหม่ยเหยาได้แต่ยอมรับว่าเมื่อเป่ยยู่ยู่ได้เป็นสหายกับเฉินเซี่ยงทำให้ศิษย์พี่ของนางเปลี่ยนแปลงไปมาก

ถึงเฉินเซี่ยงจะผิดหวังที่เป่ยยู่ยู่ไม่ร่วมพนันด้วยแต่เขายังคงถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น จิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงรู้สึกพุ่งพล่านราวกับฉีดโลหิตไก่เข้าไป เขามุ่งมั่นสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างต่อเนื่อง เขาอยากสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุให้สำเร็จโดยต้องล้มเหลวไม่เกิน 100 ครั้ง

1 วันผ่านไป เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาพลาดมากกว่า 10 ครั้ง เฉินเซี่ยงยังไม่สามารถผ่านขั้นตอนควบคุมการดูดซับสัมผัสศักดิ์ไปได้ทำให้ซูเหม่ยเหยาแอบรู้สึกตื่นเต้น ด้วยความที่นางไม่มีเสินเต้านางจึงต้องกินเม็ดยาวิญญาณธาตุเพื่อเพิ่มพูนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ในอดีตที่ผ่านมา กว่านางจะสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุได้สำเร็จนางต้องล้มเหลวกว่า 600 ครั้ง ความรู้สึกของนางในยามนั้นช่างห่อเหี่ยวจนนางเกือบต้องกระอักโลหิต

ผ่านไปอีก 1 วัน เฉินเซี่ยงก็ล้มเหลวมากกว่า 10 ครั้งซึ่งเขาล้มเหลวในขั้นตอนเดิมซ้ำๆ

“บัดซบเอ้ย! บิดาผู้นี้จะได้จูบเจ้าอ้วนบ้านั่นต่อหน้าหวินเสี่ยวเตากับเจ้ามังกรตาหยีจริงๆหรือเนี่ย?” เฉินเซี่ยงเริ่มสูญเสียความเยือกเย็นเพราะหากเขาแพ้ สิ่งที่รอเขาอยู่ย่อมไม่ต่างจากการตกนรก

ซูเหม่ยเหยาหัวเราะคิกคัก ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่นางคิดถึงสิ่งเฉินเซี่ยงต้องทำยามที่เขาแพ้…นางก็หัวเราะจนแทบสิ้นใจ สำหรับนางแล้วหลายวันมานี้คือช่วงที่นางมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี

“มันไม่คุ้มค่าเลยพี่เหม่ยเหยา ถ้าท่านแพ้ ท่านแค่ต้องจูบบุรุษรูปงาม..อ่อนโยน..และโดดเด่นเช่นข้า แต่หากข้าแพ้ ข้าต้องจูบเจ้าหมูตอนนั่น!” ยามนี้…มือที่ถือสมุนไพรอยู่ของเฉินเซี่ยงกำลังสั่นเล็กน้อย หากเฉินเซี่ยงแพ้เขาย่อมตกลงสู่สถานะการณ์ที่กู่ไม่กลับ แต่หากเขาชนะ..นั่นก็นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง

แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าจะแพ้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา!

“ฮ่าฮ่า เจ้าเป็นคนหาเรื่องเอง! ใครบอกให้เจ้าคิดจะจูบข้า!” ซูเหม่ยเหยากล่างพลางหัวเราะเบาๆ

เป่ยยู่ยู่ไม่ได้หัวเราะกับทั้งสอง นางกำลังเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าใครจะเป็นผู้แพ้และใครจะเป็นผู้ชนะ นางคาดหวังกับความสนุกสนานในครั้งนี้อย่างมาก

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าไปมา เขารู้ว่าหากเขาแพ้มันต้องกลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของเขาในทุกค่ำคืนแน่

“มีโอกาสอีก 10 ครั้ง!” เฉินเซี่ยงบอกกับตนเองในใจว่าว่าต้องชนะ

แล้วเวลาก็ล่วงมาถึงยามค่ำคืน เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว เขาสกัดกลั่นเม็ดยาล้มเหลวทั้งหมด 98 ครั้งแล้ว

“เจ้าเหลือโอกาสอีก 2 ครั้ง!” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะคิกคัก

ยามนี้..เฉินเซี่ยงเคร่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะเขาไม่อาจล้มเหลวได้อีกแล้ว เขางไม่ได้โต้ตอบซูเหม่ยเหยา เขาสงบจิตใจลงและย้อนนึกถึงความล้มเหลวในแต่ละครั้งที่ผ่านมาเงียบๆภายในใจ เขาพยายามหากุญแจที่สำคัญที่สุดในการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ!

หลังจากพักผ่อนชั่วครู่ ความมั่นใจพลันประกายขึ้นในดวงตาของเฉินเซี่ยง เขาใส่สมุนไพรลงไปในเตาปรุงยาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะถ่ายเพลิงเข้าไป เวลาค่อยๆเคลื่อนไปช้าๆ…เตาปรุงยามังกรเพลิงยังคงสงบดังเดิมซึ่งนับเป็นสัญญาณของการสกัดกลั่นที่กำลังจะประสบผลสำเร็จ ทำให้ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่แอบตกใจ

ขณะที่ซูเหม่ยเหยาแอบขบฟัน จู่ๆเตาปรุงยามังกรเพลิงกลับเกิดเสียงฟ้าฝ่าดังลั่น ซูเหม่ยเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะหัวเราะคิกคัก

แม้เฉินเซี่ยงจะประสบกับความล้มเหลวอีกครั้งแต่แววตาของเฉินเซี่ยงกลับไร้ซึ่งความผิดหวังเพราะเฉินเซี่ยงยังเหลือโอกาสอีก 1 ครั้ง อีกอย่าง..การสกัดกลั่นเมื่อครู่ก็ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้เพราะการสกัดกลั่นของเขาล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายคือการบีบอัดเพื่อทำให้เม็ดยาแข็งตัวเท่านั้น

จากที่เฉินเซี่ยงล้มเหลวเมื่อสักครู่ ในที่สุดเขาก็จับจุดสำคัญของกระบวนการสกัดกลั่นได้แล้ว

เฉินเซี่ยงพักผ่อนชั่วครู่ก่อนจะใส่สมุนไพรลงไปในเตาปรุงยามังกรเพลิงอีกครั้ง เขาเริ่มสกัดกลั่นเม็ดยาด้วยใบหน้าจริงจังและสงบนิ่ง เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยา

เตาปรุงยามังกรเพลิงสงบนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าเฉินเซี่ยงปรากฏเม็ดเหงื่อผุดออกมาซึ่งชัดเจนว่ายามนี้เฉินเซี่ยงกำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการสกัดกลั่นเม็ดยาซึ่งก็คือขั้นตอนการบีบอัดเม็ดยาและทำให้มันแข็งตัว

ในช่วงที่ทำให้เม็ดยาแข็งตัว พลังงานวิญญาณจะรุนแรงเป็นอย่างมากเพราะภายในเม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นมีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว พลังงานวิญญาณรุนแรงที่อยู่ภายในเตาปรุงยาเหล่านั้นจะถูกบีบอัดเข้าด้วยกันทำให้พวกมันอาจจะเกิดการระเบิดได้ทุกเมื่อ ขั้นตอนนี้เทียบได้กับการบีบอัดปราณแท้จริง

ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังบีบอัดพลังวิญญาณที่รุนแรงเหล่านั้นเข้าด้วยกันทำให้เขารู้สึกราวกับว่าหัวกำลังจะแยกออกจากกัน หากเขาวอกแวกแม้แต่นิดเดียว การสกัดกลั่นในครั้งนี้ย่อมจบลงด้วยความล้มเหลว นั่นเป็นเหตุผลให้ขั้นตอนการทำให้เม็ดยาแข็งตัวเป็นขั้นตอนที่ผ่านได้ยากมาก เพียงแต่…หากนักปรุงยามีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งพอ…ขั้นตอนการทำให้เม็ดยาแข็งตัวย่อมไม่ใช่ปัญหาใดๆ

ซูเหม่ยเหยารู้ในเรื่องนี้ดี นางรู้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงยังขาดไปเล็กน้อยทำให้นางกล้าพนันว่าเฉินเซี่ยงจะทำไม่สำเร็จ ถึงนางจะตกใจที่เฉินเซี่ยงว่าเฉินเซี่ยงก้าวผ่านขั้นตอนการดูดซับสัมผัสศักดิ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงมั่นใจว่าเฉินเซี่ยงต้องสกัดกลั่นมากกว่า 100 ครั้งถึงจะสำเร็จได้

ขณะที่เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับว่าหัวกำลังจะแยกออกจากกัน ทันใดนั้น จิตวิญญาณเสินเต้าภายในจิตใต้สำนึกของเขาพลันเปิดเปลือกตาแล้วส่งเสียงร้องก้องกังวาลออกมาพร้อมกับกระแสของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้ถ่ายมายังเฉินเซี่ยงในปริมาณที่คงที่ทำให้จิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงสั่นไหวเล็กน้อย ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ปริมาณมหาศาลที่เฉินเซี่ยงได้รับในฉับพลันนั้นทำให้เขาบีบอัดเม็ดยาวิญญาณธาตุในทันที

ก่อนหน้านี้เตาปรุงยามังกรเพลิงของเฉินเซี่ยงสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่ยามนี้จู่ๆมันก็สงบนิ่งลง ในที่สุดเฉินเซี่ยงเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการสกัดกลั่นเม็ดยาได้

สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือในช่วงที่สำคัญที่สุด จิตวิญญาณแห่งเสินเต้ากลับช่วยเหลือเขาทั้งยังมอบสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ให้จำนวนมาก ซึ่งตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังมองเด็กน้อยที่อยู่ภายในจิตวิญญาณแห่งเสินเต้า

เฉินเซี่ยงยังไม่สามารถควบคุมเด็กน้อยคนนี้ได้ แต่หากเฉินเซี่ยงทำได้ เฉินเซี่ยงย่อมได้ครอบครองสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังอย่างที่สุด ตามที่หลงเสวี่ยอี๋ได้บอกเอาไว้ว่า หากเฉินเซี่ยงบรรลุถึงขั้นที่ผสานกับจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์ นั่นหมายถึงเฉินเซี่ยงได้ก้าวผ่านประตูบานแรกของเสินเต้าแล้ว

โดยปกติแล้วในการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุด้วยสมุนไพร 1 ชุดจะได้เม็ดยาออกมา 1 เม็ด ตามที่ซูเหม่ยเหยาได้บอกไว้ว่าในการสกัดกลั่น 1 ครั้งได้เม็ดยา 2 เม็ดนับเป็นจำนวนที่มากที่สุดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ตัวนางเองยังไม่สามารถสกัดกลั่นได้มากขนาดนั้น ในตอนที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุครั้งแรก เขาต้องการสกัดกลั่นเพียงเพื่อเพิ่มโอกาสการสกัดกลั่นได้สำเร็จให้สูงขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น มันยังทำให้เขาสกัดกลั่นพลาดถึง 99 ครั้ง!

ซูเหม่ยเหยาเริ่มขบริมฝีปาก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นางสรวลเสเฮฮาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ตอนนี้กลับไร้ซึ่งเสียงหัวเราะทั้งใบหน้าของนางยังขาวซีด

“ศิษย์พี่ ข้าจะทำยังไงดี! ข้า….ข้ากลัว!” ซูเหม่ยเหยาซุกอยู่ในอ้อมแขนของเป่ยยู่ยู่พลางกล่าว

“เจ้าก็ไม่ต้องออกไปข้างนอกสิ!” แม้เป่ยยู่ยู่จะไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะ แต่แววตาของนางกลับแสดงออกถึงความพึงพอใจ

“ไม่ได้! ถ้าข้าทำแบบนั้น เจ้าเด็กบ้านั่นต้องเหยียดหยามข้าไปจนตายแน่” ซูเหม่ยเหยาส่ายหน้าพลางกล่าว

“งั้นเจ้าก็แค่จูบเขา….ไม่ได้ให้ไปผสานกายชายหญิงกับเขาสักหน่อย!” มุมปากของเป่ยยู่ยู่ยิ้มยกขึ้นเล็กน้อย แม้รอยยิ้มของนางจะดูแข็งๆไปบ้างแต่นางก็งดงามยิ่งนัก

ใบหน้าอันงดงามของซูเหม่ยเหยากลายเป็นซีดเผือด นางคิดไม่ถึงว่าเป่ยยู่ยู่จะกล่าวอย่างเย็นชาเช่นนี้ นางจึงกล่าวกลับด้วยความโกรธ “ศิษย์พี่ นี่ท่านกำลังสนุกอยู่หรอ?”

“ก็เจ้าขอให้ข้าพูดเองหนิ! ปกติแล้วเจ้าก็สนิทสนมกับเจ้าเด็กบ้านั่นจะตาย แค่จูบเขาแล้วจะเป็นอะไรไป เจ้าไม่ได้พูดเองหรอว่าเจ้าชอบเฉินเซี่ยง? แค่ในตอนนี้เขายังอ่อนแอไปหน่อยก็เท่านั้น” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ทันใดนั้น ซูเหม่ยเหยากลับได้ยินเฉินเซี่ยงหัวเราะอันชั่วร้ายและน่าหวาดกลัว

“พี่เหม่ยเหยา ข้าสกัดกลั่เม็ดยาวิญญาณธาตุสำเร็จแล้ว ท่านรีบไปอาบน้ำ…แต่งตัวสวยๆแล้วออกมาให้ข้าจูบซะดีๆ! ฮ่าฮ่าฮ่า”…………………………….



Chapter 222 – ท่านพนัน…ท่านจ่าย

เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาปรุงยาออกแล้วหยิบเม็ดยาวิญญาณธาตุที่งดงามออกมา 1 เม็ด ตัวเม็ดยาราวกับถูกแกะสลักอย่างประณีตทั้งยังถูกห่อหุ้มด้วยประกายแสงสีทอง ที่ใจกลางของเม็ดยาปรากฏเป็นแสงสีขาวคล้ายกับเปลวเพลิงลุกโหม

ซูเหม่ยเหยาออกมาจากแหวน นางสวมใส่ชุดธรรมดาสามัญทั้งผมเผ้ายังยุ่งเยิง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นกลับไม่อาจบดบังความงดงามอันไร้ที่เปรียบของนางได้ ที่สำคัญนั่นยังเป็นการเพิ่มความงดงามให้กับนาง นางขบริมฝีปาก..ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางได้แต่แค่นเสียงเบาๆพลางจ้องมองรอยยิ้มอันชั่วร้ายบนใบหน้าเฉินเซี่ยง

“พี่เหม่ยเหยา ข้าเป็นผู้ช่ำชอง..ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ข้าจะไม่กัดลิ้นท่านแต่…ข้ากลัวว่าท่าจะกัดลิ้นข้ามากกว่า!” เฉินเซี่ยงยิ้มกรุ้มกริ่มพลางเดินเข้าหาซูเหม่ยเหยา

ซูเหม่ยเหยาชำเลืองมองเม็ดยาวิญญาณธาตุในมือของเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้จริงและที่สำคัญคุณภาพของมันก็นับว่าสูงมาก..สูงจนทำให้นางต้องยอมแพ้

“จะ…เจ้าอยากจะเริ่มยังไง?” ใบหน้าของซูเหม่ยเหยาแดงเล็กน้อยขณะนางกล่าวเบาๆ

“เงยหน้าขึ้นแล้วหลับตาลง…ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!” เฉินเซี่ยงเลียริมฝีปากพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย

ซูเหม่ยเหยาขัดขืนเล็กน้อยก่อนจะหลับตาของนางลงแล้วเงยหน้าขึ้นหาเฉินเซี่ยง หัวใจของนางเต้นรัว..นางกระวนกระวายอย่างที่สุดโดยเฉพาะในยามที่นางสัมผัสได้ว่า…เฉินเซี่ยงเริ่มขยับเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ

เฉินเซี่ยงจ้องมองสาวงามผู้ทรงเสน่ห์พลางใช้หลังมือลูบไล้นวลแก้มของนางเพื่อลิ้มรสความนุ่มนวลบนแก้มนวลขาวละมุนละไม ยามนี้..แพรขนตางามของนางกระตุกสั่นเล็กน้อยก่อนนางจะแค่นเสียงเบาๆแล้วกล่าว “เร็วเข้า อย่าพิรี้พิไร!”

Censored Part~~~~~~~

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน ซูเหม่ยเหยายอมรับความพ่ายแพ้แล้วทั้งคู่ก็สวมกอดซึ่งกันและกัน!

เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะก้มหน้าเข้าหานางอย่างช้าๆพลางใช้มือข้างนึงรวบไปที่เอวอันนุ่มนวลและบอบบางของนาง นางขัดขืนเล็กน้อย..แขนของเฉินเซี่ยงกอดรัดเอวของนางแน่นขึ้น แต่ก่อนที่นางกำลังจะกล่าวบางอย่าง…ริมฝีปากดุจผลเชอร์รี่ของนางพลันถูกผนึกไว้ด้วยริมฝีปากของเฉินเซี่ยง

ซูเหม่ยเหยารู้สึกได้เพียงว่าลิ้นของเฉินเซี่ยงกำลังรุกล้ำเข้ามาในปากของนางอย่างดุเดือด..เขาพยายามทำให้ปากของนางอ้าออก ในยามนี้..ใบหน้าอันงดงามของนางอาบย้อมไปด้วยสีแดง หัวใจของนางเต้นรัวราวกับบ้าคลั่ง…เฉินเซี่ยงเองก็ไม่ต่างกัน เขารู้สึกตื่นเต้นและเบิกบาน…ส่วนนางกลับทั้งอายทั้งหงุดหงิด

“เอาลิ้นของท่านออกมาเดี๋ยวนี้ ท่านพนัน..ท่านต้องจ่าย!” เฉินเซี่ยงสัมผัสศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับนาง

ซูเหม่ยเหยาไม่เต็มใจทำตามที่เฉินเซี่ยงบอก แต่เมื่อลิ้นอันหอมหวานของนางประสานเข้ากับลิ้นของเฉินเซี่ยง..ร่างกายของนางพลันสั่นสะท้าน ความรู้สึกสบาย..และยอดเยี่ยมอย่างบอกถูกได้ส่งผ่านมายังลิ้นของนางกระทั่งกระจายไปทั่วร่างจนทำให้นางไม่อาจควบคุมความกระหายใคร่อยากของนางได้….

ทั้งสองต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกแปลกและน่าอัศจรรย์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว…ราวกับอ้อมกอดกลายเป็นความลุ่มหลง…กระทั่งลมหายใจของทั้งสองยังกระชับสั้น…ถี่ขึ้น…ถี่ขึ้น..อุณหภูมิร่างกายร้อนขึ้นและความรู้สึกอบอุ่นพลันเอ่อล้นออกมาจากร่างกายของทั้งสอง…….

(ช่วงนี้เป็นฉากที่โดน censor แต่ผู้แปล eng ไปขวนขวายมาได้ ดังนั้นเลยจัดกันเต็มๆ…)

~~~

ขณะที่เฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยากำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกอันเร่าร้อนไม่รู้จบกระทั่งไม่ทราบว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนราวกับมันเป็นช่วงเวลานิจนิรันดร์… ทันใดนั้น หลงเสวี่ยอี๋กลับทำลายฉากอันหวานชื่นจนย่อยยับ “มีคนกำลังมา!”

เฉินเซี่ยงจำต้องปล่อยซูเหม่ยเหยาอย่างไม่เต็มใจ นางผละออกจากอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง ดวงตาคู่งามของนางจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสับสน แต่ไม่นานนางก็ก้มหน้าลงแล้วกลับเข้าไปในแหวน

เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะเลียริมฝีปากเพื่อลิ้มรสความรู้สึกที่เหลือยู่

หลังซูเหม่ยเหยาเข้าไปในบ้านหลังน้อยภายในแหวน นางทิ้งตัวลงบนที่นอน..ไร้ซึ่งคำกล่าวราวกับนางกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ยามนี้..ใบหน้าของนางยังคงแดงระเรื่อ เมื่อเป่ยยู่ยู่เห็นอาการของซูเหม่ยเหยา…นางจึงได้แต่งุนงง

“เฉินเซี่ยง.. จูบคืออะไรหรอ? มันอร่อยมั้ย? ข้าก็อยากลองบ้า!” จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“อร่อยก้นข้าสิ นี่แต่ละวันเจ้าคิดเป็นแค่เรื่องกินหรือไง? ไปให้พ้นเลยยัยเด็กบ้า นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เด็กไม่เกี่ยว!” เฉินเซี่ยงตำหนิพลางเย้ยหยันนาง

“ฮึ่ม ข้าอยู่ในไข่มังกรมาหลายพันปี..เจ้านั่นแหละเด็กน้อย!” นางตวาดด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลของนาง

เฉินเซี่ยงออกจากห้องส่วนตัว แต่ทันทีที่เขามาถึงสวนน้อยของเขา เขากลับพบผู้อาวุโสเม็ดยายืนเอ๋ออยู่ใต้ต้นผลเพลิงเก้าตะวัน

เมื่อนางรู้ว่าเฉินเซี่ยงมา นางจึงหันกลับมาถามเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว “เกิดบ้าอะไรขึ้นที่นี่?”

เฉินเซี่ยงเกาหัวแล้วยิ้มก่อนกล่าว “นี่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายไปซะทั้งหมด.. ใช่มั้ย?”

นางแค่นเสียเย็นชาพลางกล่าว “ไร้สาระ! ดอกบัวห้าสี ต้นผลเพลิงเก้าตะวัน หญ้าวิญญาณเพลิง หญ้าเพิ่มวิญญาณ ดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ต้นผลวิญญาณโลหะ ต้นพันเส้นโลหิต……. พวกนี้มันของดีทั้งนั้น! บอกข้ามาตามตรงว่าท่านไปเอาของพวกนี้มาจากไหน!?”

ต้นผลเพลิงเก้าตะวันออกผลแล้ว 2 ผล ทำให้ผู้อาวุโสเม็ดเชื่อว่าเฉินเซี่ยงไม่ได้เพิ่งปลูกพวกมันแน่

ด้วยความที่นางเพิ่งกลับมาจากการเก็บตัวบ่มเพาะทำให้นางไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอก มิอย่างนั้นนางคงไม่ต้องถามเฉินเซี่ยง

“เจ้าต้องเก็บไว้เป็นความลับและห้ามบอกใครเด็ดขาด!” เฉินเซี่ยงกล่าว

“บอกมาเถอะน่า เราต่างก็รู้ความลับของกันและกันมากมาย เรื่องแค่นี้ท่านไม่ต้องเตือนข้าหรอก”

เฉินเซี่ยงยิ้ม “สมุนไพรทั้งหมดพวกนี้ข้าไปจิ้กมาจากเขาราชาสมุนไพร ข้ามั่นใจว่าตอนนี้ตระกูลลู่กำลังตามหาตัวข้าอยู่แน่”

นางประหลาดใจไปชั่วครู่ กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงบุกไปที่เขาราชาสมุนไพร! นางรู้ว่าตระกูลลู่ไม่ได้อ่อนแอขนาดที่ยอมให้เฉินเซี่ยงบุกไปเอาสมุนไพรฟรีๆ

“ข้าจะสร้างการเรียงตัวที่นี่! เร็วเข้ารีบไปได้แล้ว ประมุขกำลังรวบรวมคนตั้งแต่ขอบเขตนักสู้แท้จริงขึ้นที่อยู่ในนิกายในตอนนี้” นางกล่าว

ที่นางต้องหยุดเก็บตัวบ่มเพาะก็เพราะกู่ตงเฉิน เฉินเซี่ยงเดินตามนางออกไปจากลานราชาสุดยอดเม็ดยา

สถานที่รวมตัวกันคือสถานที่เปิดขนาดใหญ่ในดินแดนลี้ลับ ระหว่างทางเฉินเซี่ยงเห็นหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆซึ่งท่าทางของพวกเขานับว่าไม่เลว เพียงเฉินเซี่ยงชายตามองก็รู้แล้วว่าพวกเขาได้ประสบกับโชคดี

“เจ้าอ้วน.. นี่เจ้าโชคดีอีกแล้วหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางหัวเราะ

“ก็เกือบๆหล่ะนะ พอดีข้าได้ภารกิจระดับสูงที่ง่ายเอามากๆ” เจ้าอ้วนหัวเราะพลางกล่าวตอบ เจ้าอ้วนนับเป็นนักธุรกิจซึ่งแน่นอนว่าสายตาของเขาย่อมดีเอามาๆ เพียงแต่…เรื่องโชคก็ยังนับว่ามีความจำเป็นด้วยเช่นกัน

“พี่ใหญ่เฉิน ตอนนี้ท่านประมุขเรียกรวมตัวเหล่านักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงทุกคน ดูเหมือนการต่อสู้ระหว่างนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจกำลังจะเริ่มขึ้น อ้อจริงสิ ตระกูลลู่ประกาศค่าหัวของท่านเพิ่มอีก 5 ล้านผลึกศิลา ดูเหมือนค่าหัวของท่านจะขึ้นอีกแล้วนะ!” หวินเสี่ยวเตากล่าวด้วยท่าทางนับถือ “เมื่อไหร่ข้าถึงจะมีค่าหัวกับเขาบ้าง.. หากเป็นเช่นนั้น..มันจะเป็นฉากที่งดงามขนาดไหนกันนะ!”

เฉินเซี่ยงส่ายหัว หากตระกูลลู่ไม่ขึ้นค่าหัวของเฉินเซี่ยงย่อมเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเฉินเซี่ยงถึงกับโกนขนหน้าแข้งของพวกมันจนเกลี้ยง

“เฉินเซี่ยง เจ้าทำอะไรกับตระกูลลู่? ทำไมพวกมันถึงได้ตั้งค่าหัวของเจ้าสูงขนาดนั้น!? ขนาดตอนที่เจ้าสังหารผู้อาวุโสของพวกมัน พวกนั้นยังไม่ได้ตั้งค่าหัวของเจ้าเลย!” ชูเหว่ยหลงกล่าวถาม

เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว “ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ข้าแค่ไปเยือนตระกูลลู่เท่านั้น!”

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง หวินเสี่ยวเตาพลันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไปเยือน’ ซึ่งหมายถึงเฉินต้องได้ประโยชน์จากเรื่องนี้แน่ เพราะจากค่าหัวของเฉินเซี่ยง พวกเขามั่นใจว่าเฉินเซี่ยงต้องได้โชคลาภมากมาย

“เฉินเซี่ยง แล้วส่วนแบ่งของข้าหล่ะ? ข้าช่วยเจ้าสืบหาข่าวของตระกูลลู่เชียวนะ!” เจ้าอ้วนรีบจับแขนของเฉินเซี่ยงไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะรีบรับขวดหยกขวดหนึ่งจากเฉินเซี่ยง

ทันทีที่เจ้าอ้วนเปิดฝาขวดออก เขากลับเปล่งเสียงอุทานแปลกๆออกมา ใบหน้าของเจ้าอ้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความตื่นเต้น เขารีบปิดขวดอย่างรวดเร็วแล้วพยายามสงบท่าทีก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เจ้าอ้วนมีอาการเช่นนั้นก็เพราะเฉินเซี่ยงให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับเจ้าอ้วน 2 เม็ด

“เฮ้อ…. ถ้าน้องสาวคนอื่นๆของข้างดงามงามมากกว่านี้ก็คงจะดี!” เจ้าอ้วนถอนหายใจ ในสายตาของมัน เฉินเซี่ยงนับเป็นเศษฐีใหม่ที่ตรงไปตรงมาและยังใจกว้างเป็นอย่างมาก

แม้ความแข็งแกร่งหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงจะนับว่าดีเยี่ยมในคนรุ่นเดียวกัน แต่เฉินเซี่ยงยังคงรู้ว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองยังขาดไปนิด ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงมอบเม็ดยาสร้างรากฐานให้กับทั้งสองคนละสองเม็ดด้วยเพื่อช่วยให้ทั้งสองได้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว!

เม็ดยาสร้างรากฐานย่อมช่วยสหายของเฉินเซี่ยงให้เพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้ หลังจากกลืนเม็ดยาลงไป ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น ความแข็งแกร่งของเหล่าสหายนับว่าเหนือกว่าคนในรุ่นเดียวกันหลายเท่าซึ่งต้องไม่นับรวมสัตว์ประหลาดที่ผิดธรรมดาอย่างเฉินเซี่ยง

เม็ดยาสร้างรากฐานนับเป็นเม็ดยาหายากและล้ำค่า จะมีก็เพียงเฉินเซี่ยงที่มีเม็ดยาสร้างรากฐานในครอบครองมากขนาดด้วยทักษะการปรุงยาที่น่าพิศวงของเขา ไม่เพียงเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้อย่างรวดเร็ว คุณภาพของเม็ดยาที่เขาสกัดกลั่นออกมาก็นับว่าสูงมากกระทั่งพลังของเม็ดยายังมากกว่าเม็ดยาของนักปรุงยาคนอื่นๆหลายเท่านัก

เจ้าอ้วนรู้จักเม็ดยาสร้างรากฐานดี เพียงเขาชำเลืองมองเขาก็สามารถบอกได้ว่าเม็ดยาสร้างรากฐานพวกนี้ผิดธรรมดาสามัญ!……………………………..



Chapter 223 – ผู้สมัคร

หวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงต่างรู้สึกตกใจเช่นเดียวกับเจ้าอ้วนหลังจากเปิดขวดหยกที่ได้รับจากเฉินเซี่ยงออกทำให้ทั้งหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงรู้ว่าที่เฉินเซี่ยงมอบให้กับเจ้าอ้วนนั้นคือเม็ดยาสร้างรากฐาน 2 เม็ด กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงให้เม็ดยาสร้างรากฐานไปทั้งหมด 6 เม็ด ทั้งสามประหลาดใจอย่างมาก หรือ…เฉินเซี่ยงไปค้นเจอที่ซ่อนของเม็ดยาสร้างรากฐานหรือเปล่า!?

“ฮี่ฮี่ ทั้งหมดนั่นก็ 500,000 ผลึกศิลา พวกเจ้าจะซื้อรึเปล่า?” เฉินเซี่ยงหัวเราะ เขาไม่อยากให้ทั้งสามรู้สึกเป็นบุญคุณจนเกินไป ดังนั้นเขาจึงต้องเรียกเก็บเงินสักเล็กน้อย

“เจ้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานทั้งหมดเท่าไหร่.. ข้าอยากซื้อมันทั้งหมดเลย!” เจ้าอ้วนรีบกล่าว

“ถอยไป!” หวินเสี่ยวเตากล่าวเหยียดหยัน “พวกข้าซื้อแน่ แต่..ลดราคาให้พวกข้าสักนิดนึงได้มั้ย?”

“พวกเจ้านี่ช่างต่อรองข้าจริงนะ เห้อ…ความใกล้ชิดทำให้พวกเจ้าเลวร้ายลงจริงๆ!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวพลางชำเลืองมองไปที่เจ้าอ้วน

เจ้าอ้วนขดปากพลางกล่าว “ความใกล้ชิดทำให้เลวร้ายลงอะไรกัน… ข้าผู้นี้มีนิสัยที่ดีอยู่เป็นนิจ”

ชูเหว่ยหลงหยิบเอาผลึกศิลา 500,000 ผลึกออกมาแล้วยื่นส่งให้เฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว เขากล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย “ข้ามีทั้งหมดแค่นี้ นี่ข้าไม่เหลืออะไรแล้วนะ”

เม็ดยาสร้างรากฐานของเฉินเซี่ยงนับว่ามีประโยชน์กับทั้ง 3 เป็นอย่างมาก มันทำให้พวกเขาได้รับปราณแท้จริงจำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น

หลังจากทั้งสามเดินไปจนถึงลานกว้างขนาดใหญ่ พวกเขาก็เห็นคนกว่าร้อยยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว คนเหล่านี้คือนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่นิกายยอดนักสู้รวบรวมมาได้ทั้งหมดในขณะนี้ จากนักสู้ที่เห็นอยู่นี้ย่อมชัดเจนว่า ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มีนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ไม่มากนัก ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงได้ทำให้นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงมากมายต้องพิการเมื่อคราวที่อยู่ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นเรื่องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก

“เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การเจรจาต่อรองระหว่างนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายปีศาจนับว่าได้ผลดี! เพียงแต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน การต่อสู้ระหว่างนักสู้ที่มีระดับน้อยกว่าหรือเท่ากับระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงของทั้งสองฝ่ายจะถูกจัดขึ้นที่ ‘ดินแดนรกร้างทางใต้’ ใครก็ตามที่ย่างกลายเข้าไปในนั้นจะได้พบกับการต่อสู้ถึงชีวิต นักสู้ที่ถูกส่งเข้าไปต้องเอาชีวิตรอดในดินแดนรกร้างทางใต้ให้ได้เป็นเวลา 2 เดือน ฝ่ายใดมีผู้รอดชีวิตมากกว่านับเป็นผู้ชนะ!” กู่ตงเฉินกล่าวประกาศ

หวู่ไคหมิงกล่าวเสริม “นิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจจะส่งคนไปทั้งหมดฝ่ายละ 50 คน ซึ่งนิกายยอดนักสู้ของเราต้องส่งศิษย์นิกายไปทั้งหมด 10 คน”

นิกายนักสู้แท้จริงและนิกายเช่าหวู่ประสบกับความสูญเสียอย่างหนักจากเหตุการ์ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬทำให้พวกมันไม่อาจส่งคนได้มากนัก และด้วยความที่นิกายยอดนักสู้นับเป็นนิกายอันดับหนึ่งในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นิกายต้องส่งคนไปมากกว่านิกายอื่นๆ

“นิกายฝ่ายปีศาจได้แสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่าพวกมันมีศักยภาพสูง หากพวกมันได้รับชัยชนะ..นิกายฝ่ายธรรมะเราต้องส่งทรัพยากรให้กับพวกมันจำนวนมหาศาล หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริง ไม่นาน…พวกมันย่อมพัฒนาได้เหนือกว่านิกายฝ่ายธรรมะเราแน่” หวู่ไคหมิงกล่าวอย่างจริงจัง

“ใครก็ตามที่อยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงและต่ำกว่านั้นสามารถเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ได้… มีใครอยากเข้าร่วมหรือเปล่า? แต่จงจำเอาไว้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้อันตรายเป็นอย่างมาก ผิดพลาดเพียงก้าวเดียวนั่นก็หมายถึงชีวิตของพวกเจ้า” กู่ตงเฉินกวาดสายตาไปยังนักสู้ทีละคนๆ ในบรรดานักสู้เหล่านี้ มีคนที่อยู่ระดับน้อยกว่าระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงจำนวนมาก แต่กระนั้น..ก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมา

เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น “ข้าไป!”

แน่นอนว่าตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดและมีพรสวรรค์มากที่สุดในรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเฉินเซี่ยงต้องเป็นผู้นำนิกายยอดนักสู้ในศึกครั้งนี้ เหล่าผู้อาวุโสมากมายต่างแอบพยักหน้าด้วยความชื่นชม ซึ่งต่างกับหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินที่ค่อนข้างกังวลกับอาจารย์อาตัวน้อย เพราะทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหล่านักสู้นิกายฝ่ายปีศาจไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้

นอกจากเหล่านักสู้ฝ่ายปีศาจแล้ว ที่ดินแดนรกร้างทางตอนใต้ยังนับว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายเป็นอย่างมาก พื้นที่แถบนั้นนับเป็นสถานที่อันตรายที่มีชื่อเสียง

“ข้าก็จะไปด้วย!” หวินเสี่ยวเตากล่าวตาม

ต่อจากหวินเสี่ยวเตาก็เป็นเจ้าอ้วนและชูเหว่ยหลง ทั้งสามต่างเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่กลับมีความกล้าหาญอย่างแท้จริงจนทำให้ผู้คนมากมายต่างนับถือ

“รวมข้าเข้าไปอีกคน!” เหยาไห่เฉิงกล่าวขึ้น เขาคือศิษย์ของเฉินเซี่ยง ในตอนนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมเพิ่มเติมแล้วจำนวน 5 คน ซึ่งแต่ละคนต่างมีความสัมพันธ์อันดีกับเฉินเซี่ยง

“ข้าก็จะไป ข้าไม่อาจหลบอยู่หลังคนหนุ่มคนสาวได้” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวพลางหัวเราะ ชายผู้นี้คือเห่าตงชิงที่เป็นลุงของเจ้าอ้วน

ในตอนนี้ยังขาดอีก 4 คนเท่านั้น ผลลัพธ์ของการรับสมัครในครั้งนี้ไม่เป็นที่พอใจสำหรับกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงเป็นอย่างมาก เพราะผู้สมัครส่วนใหญ่มีแต่ผู้เยาว์ที่ขาดประสบการณ์และทักษะที่จำเป็น คนที่อายุเยาว์กว่าย่อมเสียเปรียบเพียงแต่..เฉินเซี่ยงนับเป็นข้อยกเว้น

“ลานประลองอื่นๆขี้ขลาดงั้นหรือ? พวกข้าทั้ง 6 คนต่างมากจากลานประลองที่ 15!” หวินเสี่ยวเตาตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“ใช่แล้ว ลานประลองอันดับ 1.. สำหรับคนพวกนี้นับว่าเสียของ” เจ้าอ้วนกล่าวดูถูกตามมา

เหล่านักสู้มากมายต่างไม่เต็มใจที่ต้องต่อสู้กับนักสู้ที่โหดเหี้ยมอำมหิตจากนิกายฝ่ายปีศาจ แม้การที่ต้องเผชิญหน้ากับคำดูถูกเหยียดหยามจากคนที่อายุน้อยกว่าจะทำให้พวกโกรธ แต่พวกเขาต่างเลือกที่จะเงียบ

ในยามนี้ ทั่วทั้งลานกว้างกลับเงียบงัน นิกายยอดนักสู้ยังเหลือผู้สมัครอีก 4 คน แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมา สิ่งที่เห็นในตอนนี้ทำให้กู่ตงเฉินโกรธเล็กน้อยเพราะเขาคาดไม่ถึงว่าศิษย์นิกายยอดนักสู้จะอ่อนแอและขี้ขลาดขนาดนี้ ที่สำคัญ…มีเพียงคนรุ่นใหม่เท่านั้นที่กล้าก้าวเท้าออกมา

เดิมทีกู่ตงเฉินไม่อยากบังคับใคร แต่ด้วยความที่เหลือผู้สมัครอีก 4 คนทำให้เขาไม่มีทางเลือก แต่…ก่อนที่กูงตงเฉินกำลังจะกล่าว เฉินเซี่ยงก็กล่าวขึ้น “ท่านประมุข เหลือเวลาอีกนานเท่าไหร่ก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้น?”

“3 เดือน!”

“ปล่อยอีก 4 คนที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของข้า หลังสามเดือน ข้าจะพานักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งสี่คนมาพบท่าน!” เฉินเซี่ยงกล่าว

กู่ตงเฉินขมวดคิ้วพลางกล่าว “นี่เจ้าพูดจริงหรอ?”

“จริงแท้แน่นอน แต่การที่พวกข้าเข้าร่วมศึกเช่นนั้นย่อมนับเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตของพวกข้า หากพวกข้ากลับมา…พวกข้าจะได้รางวัลอะไรบ้าง?” เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว

“ย่อมมีรางวัลที่เหมาะสมอย่างแน่นอน!” กู่ตงเฉินกล่าว “งั้น… ตอนนี้ก็นับว่าได้ผู้สมัครครบแล้ว ข้าหวังว่าจะไม่มีอะรไรเปลี่ยนแปลงไปกว่านี้”

เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ท่านประมุข หากพวกข้ารอดชีวิตกลับมา พวกข้าจะได้นามศิษย์ระดับทองแดงและนักสู้ระดับเงินด้วยหรือเปล่า?”

คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ทุกๆคนใจเต้นโครมคราม เพราะหากพวกเขาได้นามทั้งสองนี้ นั่นหมายถึงพวกเขาสามารถเข้าร่วมกับลานประลองราชาได้

เจ้าอ้วนและคนอื่นๆต่างแอบตื่นเต้นและรอคำตอบของกู่ตงเฉินอย่างใจจดใจจ่อ

กู่ตงเฉินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะชำเลืองมองหวู่ไคหมิงและหวู่ไคหมิงก็พยักหน้า

“เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา หากพวกเจ้ารอดชีวิตกลับมา ข้าจะตบรางวัล 1 ล้านผลึกศิลา เม็ดยาสร้างรากฐาน 500 เม็ด นาม ‘ศิษย์ระดับทองแดง’ และ นาม ‘นักสู้ระดับเงิน’ ให้กับพวกเจ้า!” กู่ตงเฉินประกาศเสียงดัง ทั้งหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างรู้สึกดีใจอย่างที่สุดและพวกเขาต่างอยากรอดชีวิตกลับมา

เหยาไห่เฉิงและเห่าตงชิงต่างเฝ้ารอรางวัลนั้น เพียงแต่มันย่อมไม่ง่ายที่จะรอดกลับมาแน่ ทั้งสองต่างเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของนักสู้ฝ่ายปีศาจเป็นอย่างดี

“แยกย้ายกันได้ ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 3 เดือนข้างหน้า เหล่าผู้อาวุโสจากลานประลองอาวุโสจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบ่มเพาะพวกเจ้าให้พร้อมสำหรับการต่อสู้!” กู่ตงเฉินกล่าว

ในยามนี้เหล่านักสู้มากมายต่างรู้สึกเสียใจ รางวัลที่นักสู้จะได้รับนับเป็นสิ่งยั่วยวนเป้นอย่างมาก ที่สำคัญเหล่าผู้สมัครยังจะได้รับคำแนะนำจากลานประลองอาวุโสเป็นการส่วนตัวด้วย!

“ไห่เฉิง สามเดือนต่อจากนี้ห้ามสกัดกลั่นเม็ดยา!” เฉินเซี่ยงกล่าว ยามนี้เหยาไห่เฉิงอยูในระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริง

“เฉินเซี่ยง เจ้าจะไปหานักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอีก 4 คนที่เหลือมาจากไหน? ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้นเป็นนักสู้ระดับ 1 ขอบเขตนักสู้แท้จริงใช่มั้ย?” เห่าตงชิงกล่าวถาม หากทั้งสี่คนอยู่ในระดับ 1 ย่อมส่งผลกระทบกับความแข็งแกร่งโดยรวมของทีม เห่าตงชิงอยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งนับว่าค่อนข้างทรงพลังทั้งยังนับเป็นผู้มีชื่อเสียงในนิกายยอดนักสู้

“ท่านลุงเห่า วางใจเถอะ พวกเขาอาจจะอ่อนแอไปหน่อยแต่พวกเขาย่อมไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเราแน่” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบก่อนจะชวนหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆจากไป

ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงได้ขอให้หวินเสี่ยวเตาช่วยหาคนที่มีพรสวรรค์และเหมาะที่จะบ่มเพาะซึ่งหวินเสี่ยวเตาพบทั้งหมด 5 คน ดังนั้น ในยามนี้เฉินเซี่ยงกำลังจะไปหาคนเหล่านั้น……………………….



Chapter 224 – ซื้อใจ

จากคนทั้ง 5 มี 2 คนที่อยู่ระหว่างภารกิจที่เบื้องนอกนิกายทำให้ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 3 คนเท่านั้น

ไม่เพียงเจ้าอ้วนและคนอื่นๆจะตรวจสอบทั้ง 5 คนเป็นอย่างดี แต่พวกเขายังเฝ้าสังเกตุมานานและยังประเมิณทั้ง 5 คนไว้ในระดับสูง

ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง เฉินเซี่ยงกำลังมองชายหนุ่มทั้งสามคน สองในสามคนมีรูปร่างสูงใหญ่และมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกันมากซึ่งทั้งสองก็คือพี่น้องกัน ส่วนชายหนุ่มอีกคนดูเหมือนผู้รู้ เขาสวมใส่เครื่องแต่งกายธรรมดาสามัญและมีรอยยิ้มที่ดูอัธยาศัยดีประดับไว้บนใบหน้า

สองพี่น้องมีนามว่า ‘เหลยสงหลิน’ และ ’เหลยจง’

เหลยสงหลินมีอายุมากกว่าเหลยจง เขาเป็นชายที่แข็งแรงและตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเขาเวลากล่าวจะแหบเหี้ยงและไม่ค่อยน่าฟัง ส่วนคนน้องเหลยจง เป็นคนซื่อสัตย์และพูดน้อย แต่หากเขาได้กล่าว…คำกล่าวของเขาก็มักจะเป็นคำกล่าวที่ไม่รื่นหูนัก แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งสองนับเป็นคนขยันหมั่นเพียร มิเช่นนั้นทั้งสองคงไม่อาจมาถึงระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ด้วยอายุเพียงเท่านี้

ชายที่ดูเป็นผู้รอบรู้มีนามว่า ‘เหลียนหมิงตง’ เขาเป็นคนที่ชาญฉลาดและยังทำความดีไว้ในเมืองเทียนเหมินมากมาย แต่กระนั้นชายที่ชาญฉลาดผู้นี้ยังเป็นเหตุให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าบางที…ชายผู้นี้อาจจะมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้ แต่เรื่องนั้นย่อมไม่ทำให้เฉินเซี่ยงหวาดกลัว

เหลยสงหลิน เหลยจง และ เหลียนหมิงตง ต่างรู้ว่าทำไมถึงได้ถูกเชิญมาที่นี่ พวกเขารู้ว่ามีบางคนต้องการเชื้อเชิญพวกเขาซึ่งพวกเขาต่างมีประสบการณ์ในเรื่องแนวนี้มามากมายหลายครั้งแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเลือกฝ่ายใดเพราะพวกเขาไม่มีผู้หนุนหลัง

ในนิกายแต่ละแห่ง ก่อนที่ผู้ใดจะย่างเท้าเข้าสู่นิกาย จะมีการพิจารณาปูมหลังของคนเหล่านั้นก่อน หากพวกเขามีปูมหลังที่ดีเช่น เป็นผู้เยาว์จากตระกูลเล็ก หรือ ลูกชายลูกสาวของพ่อค้านักธุรกิจ พวกเขาก็จะถูกเลือกได้ง่ายขึ้น

แต่สำหรับเฉินเซี่ยงแล้ว คนเหล่านั้นย่อมไม่อยู่ในตัวเลือกของเฉินเซี่ยง เพราะบางทีคนเหล่านั้นอาจจะทรยศเพื่อแลกกับค่าหัวของเขาก็ได้ 

นามของเฉินเซี่ยงดังกระฉ่อนไปทั่วนิกายยอดนักสู้ราวกับสายฟ้าฟาด บางคนเกลียด บางคนชอบ บางคนนับถือ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วต่างอิจฉา

ในยามนี้เหลยสงหลินและอีกสองคนที่เหลือต่างได้เห็น ‘ยอดฝีมือ’ ของนิกายยอดนักสู้ ทั้งสามคนจึงค่อนข้างรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจ

“ข้าจะไม่กล่าวไร้สาระให้เสียเวลา ถึงเราจะเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ข้าได้ตรวจสอบพวกเจ้าทุกคนทั้งหมดแล้วและข้าก็หวังว่าพวกเจ้าคงไม่ว่าอะไร” เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย “ที่ข้าต้องทำแบบนั้นเพราะข้าต้องการมากกว่าคนที่เชื่อถือได้”

เหลียนหมิงตงประหลาดใจไปชั่วครู่ เขาชำเลืองมองเหลยสงหลินและเหลยจงเพราะทั้งสามนับเป็นคนประเภทเดียวกันและยังเป็นสหายที่ดีต่อกันด้วย

“พวกเจ้าจะเจ้าร่วมกับพวกข้าหรือเปล่า? เอาเป็นว่า หากพวกเจ้าเข้าร่วมกับพวกข้าก็นับเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่หากไม่..งั้นก็ลืมมันไปเถอะ” หวินเสี่ยวเตากล่าว

หวินเสี่ยวเตาและสหายของเฉินเซี่ยงคนอื่นๆต่างเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงรุ่นเยาว์ ในนิกายยอดนักสู้ ทั้งหมดนับเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นอกจากนี้พวกเขายังเป็นผู้เยาว์จากตระกูลใหญ่อีกด้วย

เหลยสงหลินและเหลยจงสบตากัน พวกเขากำลังถูกชักชวนให้เขากับกลุ่มที่ทรงอำนาจ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องมีความสุข เพียงแต่..ดวงตาของพวกเขาในยามนี้กลับไร้ซึ่งความสุข

เหลียนหมิงตงกล่าว “แค่ศิษย์พี่เฉินชักชวนพวกข้า..พวกข้าก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว เพียงแต่…ระหว่างภารกิจครั้งล่าสุดของพวกข้า กลุ่มของพวกข้าไปขัดแย้งกับบางคนทำให้พวกข้าเสียสหายไป 2 คน”

เจ้าอ้วนหัวเราะแล้วกล่าว “เจ้ากลัวว่าพวกเจ้าจะสร้างปัญหาให้ข้าอย่างนั้นรึ?”

เหลียนหมิงตงพยักหน้า “ใช่… ข้ารู้ว่าศิษย์พี่ทั้งยังเยาว์และมีอนาคต แต่…”

จู่ๆเหลยสงหลินก็คำรามขึ้น “ไม่ต้องพูดถึงมัน! ไปกันได้แล้ว พวกข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวข้าเอง!”

เหลยจงยิ้มอย่างจนใจให้กับเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆพลางกล่าว “หากพวกข้าเข้าร่วมกับพวกท่านก็รังแต่นำปัญหามาให้พวกท่านเปล่าๆ ข้าขอโทษด้วย”

ชูเหว่ยหลงกล่าวอย่างเย็นชา “ใครที่หมายหัวพวกเจ้าและสังหารสหายพวกเจ้าไป 2 คน! ถึงพวกข้าไม่มีอะไรที่จำเป็นจะต้องทำกับพวกเข้า แต่จากการที่พวกข้าเฝ้าสังเกตุพวกเจ้าทำให้พวกข้ายอมรับนับถือและอยากเชิญพวกเจ้ามาสร้างกลุ่มที่ยิ่งใหญ่ขึ้น!”

เฉินเซี่ยงถอนหายใจพลางกล่าว “ถ้าข้าเดาไม่ผิด พวกมันน่าจะเป็นศิษย์นิกายคนอื่น! เห้อ… เจ้าเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกมันแต่ยังกลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ช่างเป็นการสิ้นเปลืองชีวิตของพวกเจ้าโดยแท้…. อ้อ…ข้ามีโอกาสให้พวกเจ้าได้ต่อสู้เป็นตายกับนักสู้นิกายฝ่ายปีศาจ ซึ่งนี่…น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าโหยหามากที่สุด!”

ทั่วร่างของเหลยสงหลินและเหลยจงสั่นสะท้าน เหลยสงหลินเร่งกล่าวขึ้นในทันที “โอกาสอะไร?”

เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย จากข้อมูลที่เขาได้มา หมู่บ้านของเหลยสงหลินและเหลยจงถูกนักสู้ฝ่ายปีศาจทำลายจนย่อยยับ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พวกเขาเกลียดพวกมันเข้าไส้

“เมื่อพวกข้าเรียกเจ้ามา..นั่นก็หมายความว่าข้าเชื่อใจพวกเจ้า หากพวกเจ้าทำให้ข้าผิดหวังนั่นก็เป็นเพราะสายตาของพวกข้ามองคนไม่ออก! ในยามนี้นิกายยอดนักสู้ต้องส่งศิษย์ 10 คนเพื่อเข้าต่อสู้กับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจซึ่งข้าสงวนที่ไว้ให้พวกเจ้า 3 ที่ เพียงแต่…พวกเจ้าต้องเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงก่อน!”

คำกล่าวของเฉินเซี่ยงทำให้ทั้งสามอ้าปากค้าง พวกเขาทั้งสามแตกต่างกับคนทั่วไป หากคนทั่วไปได้ยินว่าตนต้องสู้กับนักสู้นิกายฝ่ายปีศาจ พวกเขาทั้งหมดย่อมกังวลว่าจะสูญเสียชีวิตน้อยๆอันน่าสมเพชโดยเฉพาะพวกที่เย่อหยิ่งจองหอง คนเหล่านั้นย่อมมีความสุขมากกว่าหากได้ประนีประนอมกับนิกายฝ่ายปีศาจและแบ่งบันทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่กับพวกมัน

แต่ด้วยประมุขนิกายฝ่ายธรรมะทั้งหมดเข้าใจเหล่านักสู้แห่งนิกายฝ่ายปีศาจดี หากยอมให้พวกมันเติบโตขึ้น ทั้งประชาชนและเหล่านักสู้ฝ่ายธรรมะล้วนต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนักหน่วงกระทั่งวันข้างหน้ายังไร้วันที่สงบสุข ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันพวกมันจึงต้องเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้น

เฉินเซี่ยงหยิบเม็ดยาสร้างรากฐานออกมา 6 เม็ดแล้วกล่าว “ข้าจะให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับพวกเจ้าคนละ 2 เม็ด ไม่ว่าพวกเจ้าจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้หรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์…โชคชะตา…และโชคลาภของพวกเจ้า”

“เมื่อพวกเจ้าเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว พวกเจ้าก็จงตัดสินใจเอาเองว่าจะเข้าร่วมกับพวกข้าหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเจ้าย่อมไม่เหมือนไอ้คนขลาดเขลาในนิกายพวกนั้นที่ไม่กล้าแม้กระทั่งสู้กับนิกายฝ่ายปีศาจ!” เฉินเซี่ยงวางเม็ดยาสร้างรากฐานลงบนโต๊ะ 6 เม็ด

ทั้งเหลียนหมิงตง เหลยสงหลิน และเหลยจงต่างแข็งค้าง ทั้งสามเหม่อมองเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 6 เม็ดบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่แค่ทั้ง 3 คนที่ประหลาดใจกระทั่งหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็ยังประหลาดใจด้วย เฉินเซี่ยงเพิ่งให้เม็ดยาสร้างรากฐานกับสหายไปคนละ 2 เม็ด แต่ตอนนี้เขายังหยิบออกมาเพิ่มอีก 6 เม็ด!

“ข้าไม่ได้ให้เม็ดยาสร้างรากฐานพวกนี้กับพวกเจ้าฟรีๆนะ พวกเจ้าต้องเอามาคืนข้าในภายหลังด้วย! ข้าคิดราคาเม็ดละ 200,000 ผลึกศิลา หากพวกเจ้าคิดว่าสามารถหามาคืนให้ข้าได้ก็ค่อยเอาเม็ดยาพวกนี้ไป!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

ผลึกศิลาจำนวนครึ่งล้านนับว่าสามารถหามาจ่ายได้เพียงแต่มันเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างมากอยู่ แต่ยังกล่าวได้กว่า หากทั้งสามสามารถบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาเงินจำนวนนั้นมาคืน เพียงแต่..อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง

เหลียนหมิงตงและสองพี่น้องหยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานบนโต๊ะพลางมองเฉินเซี่ยงอย่างสำนึกบุญคุณ พวกเขาต่างสาบานในใจว่าพวกเขาจะติดตามเฉินเซี่ยงไปจนวันตาย เฉินเซี่ยงให้โอกาสพวกเขาได้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อกลับไปแก้แค้น! หากพวกเขาไม่มีเฉินเซี่ยง… จะมีก็แต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง หรือบางที…พวกเขาอาจจะติดอยู่ที่ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ไปตลอดชีวิต!

“เมื่อพวกเจ้าบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้วให้รีบไปหาผู้อาวุโสหวู่เพื่อให้ท่านจัดการพวกเจ้าอย่างเหมาะสม และให้บอกท่านว่า ข้า เฉินเซี่ยง เป็นคนส่งพวกเจ้ามา อ้อ! อีกอย่างนึง ตอนนี้ให้พวกเจ้ากินเม็ดยาแค่ 1 เม็ดก็พอ เพราะหากเจ้าทะลวงขอบเขตได้ อีกเม็ดจะได้ใช้ตอนที่เจ้าต้องทะลวงผ่านระดับ 2” เฉินเซี่ยงแนะนำอย่างจริงจัง

เหลยสงหลินและคนอื่นๆไม่ได้กล่าวอะไร พวกเขาเพียงกำหมัดและปฏิญานในใจก่อนเดินตามหวินเสี่ยวเตากับคนอื่นๆออกไป ความมีเมตตาของเฉินเซี่ยงในคราวนี้ไม่อาจตอบแทนด้วยคำกล่าว แต่พวกจะใช้การกระทำเพื่อเป็นการตอบแทนในความเมตตาที่เฉินเซี่ยงมอบให้พวกเขา

ในยามนี้ เหลือผู้สมัครเพียง 1 คน ดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงกลับไปยังลานราชาสุดยอดเม็ดยาเพื่อตามหาผู้อาวุโสเม็ดยาเพราะวู๋เชียนเชียน..คือตัวเลือกที่ดีที่สุดและที่สำคัญ…เฉินเซี่ยงกังวลว่าผู้อาวุโสเม็ดยาจะซ่อนนางไปจนวันตาย……………….





Chapter 225 – เสินเต้า

[NOTE: เปลี่ยนคำนิดหน่อย ‘จิตวิญญาณแห่งเสินเต้า’ จะเปลี่ยนไปเป็น ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ เปลี่ยนตาม eng เค้าเพราะเวลาแปลจะได้ไม่หลง อิอิ]

หลังจากกลับมาถึงลานราชาสุดยอดเม็ดยา ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเคาะประตูบ้านของผู้อาวุโสเม็ดยา จู่ๆเสียงของนางก็ดังขึ้น

“เจ้ามาหาวู๋เชียนเชียนหรอ?” นางเปิดประตูออกมาแล้วกล่าวถาม

เฉินเซี่ยงพยักหน้า “อืม..ข้ายังขาดอีกคนนึง!”

“พรุ่งนี้ ข้าจะพานางไปหาประมุขแล้วท่านค่อยพานางกลับมาหาข้า!” นางกล่าว

“ไม่มีปัญหา!” เฉินเซี่ยงยิ้มแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว หลังกลับไปถึงห้องส่วนตัว เขาก็หยิบเอาเม็ดยาวิญญาณธาตุออกมา ถึงยามนี้เฉินเซี่ยงจะมีแค่เม็ดเดียว แต่มันก็นับว่าเพียงพอกับการช่วยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ในยามนี้ การต่อสู้กับเหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนรกร้างทางใต้นับเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างรู้สึกกดดัน เขารู้ว่านิกายฝ่ายปีศาจไม่ธรรมดา ไม่ว่าใครก็ตามที่พวกมันส่งมาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ

นิกายยอดนักสู้ไม่ได้บังคับฝืนใจผู้ใดให้ไปต่อสู้ จะมีก็เพียงผู้สมัครเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือก ทำให้เหล่านักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่แข็งแกร่งมากมายไม่ได้เข้าร่วม พวกเขาต่างทราบดีว่านักสู้นิกายฝ่ายปีศาจนั้นทรงพลังขนาดไหน ในความคิดของพวกเขา เฉินเซี่ยงและเหล่าสหายนับว่ารนหาที่ตาย นอกเหนือจากเหล่านักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจแล้ว ดินแดนรกร้างทางใต้ยังนับว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่อีกด้วย

“มังกรน้อย ถ้าข้าบ่มเพาะเสินเต้ามันจะทำให้ข้าได้พลังอะไรบ้าง?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม เฉินเซี่ยงไม่มีความรู้ในเรื่องการบ่มเพาะเสินเต้าเลย

“มันก็ขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณที่เจ้าจะฝึกฝน” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบ “ถ้าพูดให้ถูกก็.. พลังวิญญาณคือสถานะของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพลังของผู้ใช้ มันอาจจะเหมือนกับสิ่งที่เจ้าเรียกว่าทักษะศักดิ์สิทธิ์เพราะหลักการมันคล้ายกันมากๆ แต่ถึงอย่างนั้น พลังวิญญาณนับว่าหาได้ยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ซึ่งข้าเองก็มีแค่ 5 พลังวิญญาณเท่านั้น”

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว ความทรงจำของเผ่ามังกรที่สืบทอดมานับว่ามีมากมายมหาศาล แต่ตามที่หลงเสวี่ยอี๋บอก นางมีพลังวิญญาณเพียง 5 ชนิดเท่านั้น เฉินเซี่ยงเคยเห็นนางใช้พลังวิญญาณที่เรียกว่า ‘72 ร่างแปลง’ นางเปลี่ยนตัวของนางให้กลายเป็นกระต่ายน้อย หนูน้อย และบางอย่างที่คล้ายๆกันซึ่งเฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่

“พลังวิญญาณที่เจ้าจะสอนข้าคงไม่ใช่ ‘72 ร่างแปลง’ หรอกใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงถามพลางสบประมาท แม้ไม่มีพลังวิญญาณแต่การบ่มเพาะจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นการทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้น เพียงแต่…ไม่สามารถใช้พลังของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เท่านั้น

“อย่าได้ดูถูก 72 ร่างแปลงเชียว มันคือการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้กลายเป็นสัตว์ขนาดเล็กเพื่อหลบซ่อนตัวซึ่งนั่นนับว่ามีประโยชน์มาก! พลังวิญญาณอันนี้นับว่าเป็นพลังวิญญาณที่ไม่ธรรมดาทั้งระดับของมันก็นับว่าอยู่แนวหน้า!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างนุ่มนวล

เฉินเซี่ยงครุ่นคิดครู่นึง เขารู้สึกแปลกๆกับมันมากแต่พลังวิญญาณชนิดนี้ก็ดูโกงๆมากเช่นกัน เขากล่าวถาม “ถ้าข้าฝึกฝน…ข้าจะเปลี่ยนร่างกายของข้าได้หรอ?”

“ถูกแล้ว.. หลังจากเจ้าบ่มเพาะเสินเต้า เจ้าจะบรรลุสู้ระดับ 2 ซึ่งทำให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตขึ้น เมื่อมันเติบโต เจ้าจะสามารถผสานมันเข้ากับร่างกายของเจ้าได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น…ร่างกายของเจ้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวิญญาญศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า แต่หากเจ้าอยากจะแปลงกายให้ได้ทัดเทียมกับข้าก็ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างภาคภูมิ

เฉินเซี่ยงตื่นเต้นนิดหน่อย เขากล่าวขึ้น “น่าสนใจดีหนิ!”

“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่งั้นมันคงไม่เรียกว่า จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พลังวิญญาณ แล้วก็เสินเต้าหรอก” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาวิญญาณธาตุลงไป เขาต้องประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะร่างกายของเขาสามารถย่อยสลายเม็ดยาวิญญาณธาตุได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นกระแสแก่นวิญญาณลอยวนเข้าไปในจิตของเฉินเซี่ยงอย่างคงที่และจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในนั้นก็ดูดซับแก่นกระแสวิญญาณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความที่จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ดูดซับกระแสแก่นวิญญาณเข้าไปเป็นจำนวนมหาศาลทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดกระทั่งเฉินเซี่ยงสามารถเห็นภาพเป็นเด็กน้อยอายุราว 1 – 2 ปีที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เม็ดยาวิญญาณธาตุน่าจะช่วยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตเป็นเด็กที่มีอายุประมาณ 5 – 6 ปี! และเมื่อเจ้าดูดซับเม็ดยาหมดแล้ว เจ้าค่อยเริ่มบ่มเพราะพลังวิญญาณ.. ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเจ้าน่าจะสามารถเรียนรู้ ‘72 ร่างแปลง’ ได้บ้าง ส่วนเรื่องการจู่โจมที่ทรงพลังที่สุดของพลังวิญญาณคือการจู่โจมโดยใช้ปราณและสัมผัสศักดิ์ผสานกัน” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

ในยามนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ภายในจิตของเฉินเซี่ยงได้เติบโตจนได้อายุประมาณ 4 – 5 ปีโดยไม่รู้ตัว เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าการเชื่อมต่อระหว่างเขาและจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นแน่นแฟ้นขึ้น เพียงแต่ ยามนี้ยังไม่อาจกล่าวว่าเป็นผสานที่สมบูรณ์เพราะการผสานที่สมบูรณ์นั้นต้องผสานทั้งจิตใจและร่างกายของเฉินเซี่ยงด้วย เมื่อทั้งสองผสานกันได้อย่างสมบูรณ์ เฉินเซี่ยงจึงจะสามารถแปลงกายได้ตามอำนาจของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

จิตวิญญาณศักดิ์ศักดิ์สิทธิ์มีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกันกับมนุษย์ซึ่งในวัยเด็กอ่อนจะยังไม่มีสติปัญญาพอที่จะรับรู้ในทุกๆสิ่ง แต่เมื่อผ่านการเจริญเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มได้รับสติปัญญาและนั่น…ย่อมเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสาน

“รีบผสานกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เร็วเข้า หากเจ้าพลาดโอกาสนี้ไป การผสานระหว่างเจ้ากับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว นางสามารถมองเห็นภายในจิตของเฉินเซี่ยงได้อย่างชัดเจน

“ผสานยังไง?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างรีบร้อน

“ก็แค่คิดว่าตัวเจ้ากำลังผสานกันกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์”

เฉินเซี่ยงรีบทำตามคำแนะนำของหลงเสวี่ยอี๋ เขาพยายามตั้งสมาธิและคิดว่าตนกำลังผสานกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ยามนี้…ร่างกายของเฉินเซี่ยงค่อยๆเปล่งแสงสีทองอย่างช้าๆทั้งทั่วร่างของเฉินเซี่ยงยังแผ่ความรู้สึกแปลกๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

10 วันผ่านไป เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว.. เขาลืมตาขึ้นแล้วสังเกตุที่มือและเท้าของตน เขากำลังพยายามดัดนิ้วมือของเขาให้งอเล็กน้อย เพียงแต่..การกระทำนี้ไม่ได้กระทำโดยร่างกาย แต่ทำโดยจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!

แม้เฉินเซี่ยงจะเป็นอัมพาตเพราะยาบางชนิดแต่กระนั้น เขากลับยังสามารถขยับร่างกายได้เพราะในตอนนี้เฉินเซี่ยงมี 2 วิธีในการขยับร่างกาย ซึ่งวิธีแรกคือการใช้ความคิดสั่งให้ร่างกายขยับเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วๆไป ส่วนอีกวิธีคือสัมผัสในการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย

เฉินเซี่ยงนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นแล้วสูดหายใจเข้าเล็กน้อย เขาพยายามใช้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับควบคุมร่างกายให้ลอยขึ้นไปในอากาศจนทำให้ร่างกายของเฉินเซี่ยงลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างช้าๆ

“ฮ่าฮ่าฮ่า!” จู่เฉินเซี่ยงก็หัวเราะขึ้น “ความรู้สึกแบบนี้มันช่างสุดยอด.. นี่หรอเสินเต้า?”

ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาต่างก็เฝ้าสังเกตุสภาวการณ์ของเฉินเซี่ยง พวกนางได้เห็นเฉินเซี่ยงก้าวเท้าเข้าไปในเส้นทางของเสินเต้าทีละก้าวๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฉินเซี่ยงนับเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากอย่างที่สุด หากพวกนางมีโอกาสในการเชื่อมโยงกับเสินเต้า นั่นย่อมมีประโยชน์กับพวกนางเป็นอย่างมาก

“ใช่แล้ว แต่ทางที่ดีห้ามเจ้าปล่อยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างในตอนนี้เพราะมันยังอ่อนแอเกินไป ตอนนี้มันก็เป็นแค่เด็กน้อยซึ่งหากมันถูกหยิกสักครั้งมันก็ทำให้เจ้าตายได้เลยนะ!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆพลางกล่าว

เฉินเซี่ยงพยักหน้า จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นค่อนข้างคล้ายกับจิตวิญญาณของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก เพียงแต่สิ่งที่ต่างกันคือ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สามารถบ่มเพาะเพื่อให้ทรงพลังได้ง่ายกว่าจิตวิญญาณที่แท้จริงของเฉินเซี่ยง

[Note: ในร่างของคนเราจะประกอบด้วย กายเนื้อ + จิตวิญญาณ เป็นของใครของมันตามความเชื่อของศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นๆ ซึ่งจิตวิญญาณที่ว่านี้ก็คือจิตวิญญาณแท้จริง แต่ ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ ที่กล่าวถึงในเนื้อเรื่องถือกำเนิดมาจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ ‘จิตวิญาณแท้จริง’ ]

“เมื่อไหร่ข้าถึงจะปล่อยให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างได้?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามด้วยความตื่นเต้น เฉินเซี่ยงคิดว่ามันคงจะเจ๋งมากถ้าหากเขาทำเช่นนั้นได้

“อืม… จะดีที่สุดถ้าหากรอให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแข็งแกร่งทัดเทียมกับนักสู้ขอบเขตนิพพพาน แต่หากมันอยู่ในระดับ 5 หรือ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เจ้าก็สามารถปล่อยมันออกมาได้แล้ว เพียงแต่เจ้าต้องห้ามไม่ให้มันไปเจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่าเพราะพวกมันจะจู่โจมวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า หากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส มันอาจจะทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าถูกทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือถ้าเคราะห์ดีกว่านั้น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าก็จะแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “ฉะนั้นย่อมดีที่สุดถ้าปล่อยให้มันเติบโตภายในร่างของเจ้า ให้ทั้งเจ้าและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเติบโตไปพร้อมๆกัน! นั่นจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ไม่อย่างนั้นเผ่ามังกรของข้าคงไม่ก่อร่างขึ้นมาจากเสินเต้าก่อนจะทำลายไข่ออกมาภายนอกหรอก”

เฉินเซี่ยงได้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งเสินเต้าอีกก้าวทำให้เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขารีบไปอาบน้ำแล้วออกจากลานราชาสุดยอดเม็ดยาเพื่อไปหาหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว เขาอยากเห็นว่าเหลยสงหลินและอีก 2 คนที่เหลือกำลังทำอะไรกันอยู่

เฉินเซี่ยงเข้าไปในห้องโถงแห่งหนึ่งและได้พบกับเหลียนหมิงตง เหลยสงหลินและเหลยจง ทั้งสามดูสดใสและอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เมื่อทั้งสามเห็นเฉินเซี่ยงมาถึง พวกเขาก็ยืนขึ้นพร้อมกัน

เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสาม เฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องกล่าวถามว่าทั้ง 3 บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือยัง เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะกล่าว “ยินดีด้วยที่พวกเจ้าบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว!”………………………………………………………



Chapter 226 แผนของนิกายฝ่ายปีศาจ

เหลยสงหลินหัวเราะแล้วกล่าว “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณพี่ใหญ่เฉิน เพราะเม็ดยาสร้างรากฐานที่ท่านให้กับพวกข้า พวกข้าถึงสามารถทะลวงขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ พวกข้าขอบคุณท่านยิ่งนัก”

เหลียนหมิงตงกล่าว “พี่ใหญ่เฉิน แค่คำขอบคุณของพวกข้าคงไม่พอกับความใจกว้างของท่าน ในอนาคต หากท่านต้องการให้พวกข้าช่วย..ไม่ว่าอะไรก็ขอให้บอกมา”

เหลยจงกล่าวพลางหัวเราะโง่ๆ “ข้ามันไม่มีสมอง…จะมีก็แต่กำลัง ในอนาคต ข้าต้องตอบแทนพี่ใหญ่เฉินแน่”

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างนับถือวิธีการของเฉินเซี่ยง เหลียนหมิงตง เหลยสงหลินและเหลยจงต่างก็บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งให้ความเคารพนับถือเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก ส่วนคนอื่นๆที่มีผู้ติดตามมากมาย..คนเหล่านั้นก็เป็นเพียงนักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งแม้จะมีจำนวนมากแต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง 1 คน

เฉินเซี่ยงหัวเราะร่าพลางกล่าวถาม “พวกเจ้าใช้เม็ดยาสร้างรากฐานไปเท่าไหร่?”

“1 เม็ด!”

ทั้งสามตอบโดยพร้อมเพรียงกัน จากสิ่งที่เห็นล้วนชัดเจนว่าศักยภาพของพวกเขามีมากมายขนาดไหน ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างติดที่ขอขวดในขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งหากพวกเขาบ่มเพาะโดยไม่พึ่งพาเม็ดยาสร้างรากฐาน ประมาณ 10 – 20 ปี พวกเขาย่อมทะลวงขอบเขตนักสู้แท้จริงได้อย่างแน่นอน

“พวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่นี่เอง! ท่านประมุขบอกข้าให้มาหาพวกเจ้า” เห่าตงชิงเดินเข้ามา

เหลียนหมิงตงและพี่น้องเหลยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้ประมาณ 2 – 3 วันซึ่งพวกเขาได้ไปพบกับหวู่ไคหมิงและประมุขนิกายแล้ว

ด้วยการที่พวกเขาทั้งสามคนเพิ่งจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง การที่ต้องเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้นับเป็นเรื่องอันตรายสำหรับพวกเขาอย่างมาก แต่เฉินเซี่ยงย่อมไม่ต้องการให้ทั้งสามต้องไปเสี่ยงชีวิตกับเหล่านักสู้ฝ่ายปีศาจแน่ การเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือประลอง เพราะฉะนั้นทั้งสามจึงต้องการเดินทางไปที่นั่น แต่การที่ต้องไปที่นั่นย่อมสามารถหาที่ปลอดภัยและซ่อนตัวเพื่อเอาชีวิตรอดได้ เพราะหากฝ่ายใดที่มีคนรอดชีวิตมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะ

ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเอาชีวิตรอดและห้ามถูกสังหาร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมนิกายฝ่ายปีศาจถึงอยากไปที่นั่นนัก

ในสวนส่วนตัวของหวู่ไคหมิง ตอนนี้มีคนอยู่ทั้งหมด 10 คนซึ่งรวมเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆด้วย ที่นั่น..เฉินเซี่ยงเห็นวู๋เชียนเชียน ประมุขนิกายและเหล่าผู้อาวุโสอีกหลายคน

“โอ้ พวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่.. เห้อ… การเดินทางครั้งนี้นับว่าอันตรายกับพวกเจ้ามาก โดยเฉพาะกับพวกเจ้าที่เพิ่งบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง” กู่ตงเฉินถอนหายใจ

ผู้อาวุโสเม็ดยากล่าวขึ้น “งั้นให้ข้าไปพาไอ้พวกตาขาวพวกนั้นมาที่นี่มั้ยหล่ะ หากนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงไปด้วยกันทั้งหมด 10 คนย่อมทำให้ทรงพลังขึ้นมาก!”

กู่ตงเฉินส่ายหัว “ไม่จำเป็น นิกายอื่นๆก็อาจจะไม่จำเป็นต้องส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันไป…นิกายฝ่ายปีศาจเองก็เช่นเดียว พวกเราทุกคนต่างรู้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นนิกายฝ่ายปีศาจที่เป็นผู้เสนอขึ้น ทั้งเรื่องเวลา…และสถานที่..ล้วนขึ้นอยู่กับพวกมันเป็นผู้กำหนด อีกอย่าง จุดประสงค์ของการแข็งขันในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อประลองความแข็งแกร่ง แต่เป็นการประลองว่าจะอยู่รอดได้นานกว่ากัน”

หวู่ไคหมิงพยักหน้าแล้วกล่าว “หากวัดกันที่ความแข็งแกร่ง ไอ้พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจย่อมด้อยกว่าพวกเรา ไม่อย่างงั้นพวกมันคงไม่มาก่อเรื่องก่อราวเช่นนี้! พวกมันเลือกเทือกเขาบริเวณดินแดนรกร้างทางใต้เป็นสถานที่แข่งขัน ที่พวกมันเลือกสถานที่แห่งนั้นอาจเป็นเพราะความสามารถของพวกมันเข้ากับที่นั่นได้ดีกว่า ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากภัยอันตรายต่างๆเพื่อซุ่มโจมตีพวกเราได้”

เฉินเซี่ยงเห็นด้วยกับหวู่ไคหมิง “ใช่ บางทีพวกมันอาจจะไม่ต้องลงมือ..ผู้คนฝ่ายเราที่ถูกส่งไปย่อมตกตายลงที่นั่น หากทักษะการเอาชีวิตรอดของพวกมันดีกว่าพวกเราจนทำให้มันอยู่รอดถึงวันสุดท้ายได้ พวกมันย่อมได้รับชัยชนะไปครอง! ด้วยวิธีนี้…พวกมันสามารถอดทนรอให้นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงตกตายไป ซึ่งนับเป็นวิธีที่ง่ายสำหรับพวกมันในการเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่า”

กู่ตงเฉินกล่าว “ยังไงซะพวกเราย่อมต้องไปที่นั่น จงอย่าคิดว่าพวกเจ้าจะต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับศัตรูเพียงลำพัง หากพวกเจ้าร่วมมือกันย่อมสามารถโค่นพวกมันได้ เพียงแต่..พวกเจ้าต้องระวังกับดักที่พวกมันเตรียมไว้ให้ดี! ”

“ในหมู่นิกายฝ่ายธรรมะ นิกายยอดนักสู้เราถือว่าส่งนักสู้ไปมากที่สุด นิกายเช่าหวู่และนิกายนักสู้แท้จริงส่งศิษย์ไปเพียงแค่ 4 คน ดันเซี่ยงเถาหยวนและจักรวรรดิเฉินปิงเทียนส่งศิษย์ไป 7 คน ส่วนเกาะบงกช หุบเขาเหมันต์และนิกายกระบี่ลึกล้ำจะส่งศิษย์ของตนไปเพียง 6 คนเท่านั้น” หวู่ไคหมิงกล่าว “พวกเราจะส่งคนไป 10 คนให้ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีม เพียงแต่..ให้เฉินเซี่ยงแยกออกจากทุกคนเพราะเขาเป็นตัวสร้างปัญหา อีกอย่างเขามีค่าหัวกว่า 15 ล้านผลึกศิลาซึ่งไม่ว่าจะเป็นนิกายฝ่ายธรรมะหรือนิกายฝ่ายปีศาจต่างก็หมายหัวเขาอยู่”

มุมปากของเฉินเซี่ยงขดขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่หวู่ไคหมิงและคนอื่นตัดสินใจคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเพราะหากเฉินเซี่ยงยังอยู่รวมกันคนอื่นๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อทีมก็เป็นได้.. หวินเสี่ยวเตา เหลยสงหลินและคนอื่นๆต่างรู้สึกไม่เต็มใจกับคำสั่งของหวู่ไคหมิง ทุกๆคนต่างนับถือเฉินเซี่ยงและยังปราถนาที่จะท่องไปทั่วทั้งโลกพร้อมกับเขา แต่ถึงอย่างนั้น คำกล่าวของกู่ตงเฉินก็ไม่อาจเพิกเฉยได้

“เฉินเซี่ยง ให้เจ้าลงมือเพียงลำพัง ตัวเจ้ามีทั้งปีกแห่งหงษ์เพลิงทั้งยังมีประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน ที่สำคัญเจ้ายังเคยสังหารผู้คนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าตั้งมากมาย! ภารกิจของเจ้าคือ ไล่ล่าสังหารศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจและช่วยเหลือศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะถูกจู่โจม..เจ้าต้องเข้าช่วยเหลือพวกเขา! ส่วนพวกเจ้า 9 คนที่เหลือให้อยู่ด้วยกัน ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด! ตั้งแต่บัดนี้จนถึงอีก 3 เดือนข้างหน้า พวกข้าจะฝึกฝนวิธีการประสานงานให้กับพวกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว

จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกขึ้นว่าจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์จะส่งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานไปด้วยหรือไม่ พวกนางทั้งสองคนค่อนข้างทรงพลังทั้งยังหมั่นบ่มเพาะความแข็งแกร่งของตนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นก็ทำเฉินเซี่ยงรู้สึกขัดแย้งอยู่ภายในใจ หากพวกนางถูกส่งไปที่นั่น..เขาย่อมรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็ต้องกังวลเป็นอย่างมากด้วยเพราะที่นั่นพวกนางจะได้พบกับอันตราย หลังจากเขาขบคิดชั่วครู่เขาจึงรู้สึกว่า ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าถ้าพวกนางไม่ไปที่นั่นเพราะที่นั่นมันอันตรายจนเกินไป แต่เขาก็ทำได้เพียงภาวนาว่าอย่าให้หลิวเมิ่งเอ๋อส่งพวกนางไป

“ดี งั้นตอนนี้พวกเจ้าก็ตามผู้อาวุโสเหลาไปยังสถานที่ฝึกลับ เฉินเซี่ยง…เจ้าอยู่ก่อน พวกข้ามีบางเรื่องต้องบอกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆเดินตามชายชราหลังค่อมออกไป เมื่อทั้งหมดจากไปแล้ว หวู่ไคหมิงจึงกล่าวขึ้น “อาจารย์อา จู่ๆท่านหานักสู้ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้ง 3 คนนี้ได้ยังไง? หากพวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ มันก็ไม่ต่างกับการที่ท่านสังหารพวกเขา มันน่าเสียดายเพราะทั้งสามคนนั้นนับว่ามีรากฐานที่ดีมาก”

“อาจารย์อาน่าจะเป็นคนมอบเม็ดยาสร้างรากฐานให้กับพวกเขา” ผู้อาวุโสเม็ดยาที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวขึ้น

ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงมีเม็ดยาสร้างรากฐานมากมาย ทั้งยังไม่รู้อีกว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ หากเรื่องที่เฉินเซี่ยงมีเม็ดยาสร้างรากฐานในครอบมากมายกระจายออกไป ย่อมทำให้สั่นสะเทือนไปทั่วเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แน่

จู่ๆหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างคิดว่าเฉินเซี่ยงกำลังสร้างกองกำลังเป็นของตัวเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว “ข้าจะไม่ปิดบังพวกเจ้า อาจารย์อาของพวกเจ้ารู้วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐาน หากพวกเจ้าต้องการข้าจะขายให้พวกเจ้าถูกๆ.. ก็แค่ครึ่งล้านผลึกต่อ 1 เม็ด.. หากพวกเจ้าต้องการก็ขอแค่เอ่ยปาก”

“อะไรนะ?” กู่ตงเฉินตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ เขาประหลาดใจอย่างมากที่เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้!

หวู่ไคหมิงเองก็จ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัย ถึงเขาและกู่ตงเฉินจะไม่รู้วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยา แต่ทั้งสองย่อมรู้ดีว่าเม็ดยาสร้างรากฐานนั้นสกัดกลั่นได้ยากขนาดไหน และที่สำคัญ ต้องมีสมุนไพรให้นักปรุงยาได้ใช้สกัดกลั่นจำนวนมากด้วย

“เป็นเรื่องจริง!” ผู้อาวุโสเม็ดยาแค่นเสียงเย็นชา แต่ในใจของนางกลับแอบหัวเราะ นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังวางแผนโกงผลึกศิลากับกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิง และนางยังรู้ว่าสำหรับเฉินเซี่ยงแล้วเม็ดยาสร้างรากฐานไม่นับว่าสำคัญอันใด………………………..



Chapter 227 – ทักษะแปลงร่าง

เมื่อเห็นผู้อาวุโสเม็ดยายืนยัน ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ กลายเป็นว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้และที่สำคัญ ดูเหมือนเขาจะมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่ไม่น้อย

“ท่านอาจารย์อาตัวน้อย ท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่เท่าไหร่?” กู่ตงเฉินเร่งกล่าวถาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหล่าศิษย์นิกายที่บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงนับวันยิ่งมีน้อยลงเรื่อยๆ

“10 เม็ด!” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว “เจ้าอยากได้หรอ? แต่ว่า…ข้าไม่อาจขายให้เจ้าได้มากขนาดนั้นภายในคราวเดียวหรอกนะ แต่ว่า…ถ้าเจ้าอยากได้จริงๆ งั้นเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมาให้ข้า 1,200 เม็ด ไม่ก็เอาผลึกศิลา 600,000 ผลึกมาให้ข้า”

กู่ตงเฉินแอบก่นด่าเฉินเซี่ยง เขากล่าว “ข้าต้องปรึกษาผู้อาวุโสจากลานประลองอาวุโสก่อน”

“รีบๆหน่อยหล่ะ เจ้าจะตำหนิข้าไม่ได้นะถ้าเม็ดยาพวกนี้ต้องหลุดลอยไป” เฉินเซี่ยงหัวพรางกล่าวก่อนจะตามผู้อาวุโสเม็ดยากลับลานราชาสุดยอดเม็ดยาไป

ประโยชน์ของเม็ดยาสร้างรากฐานคือการมอบปราณแท้จริงจำนวนมหาศาลให้กับนักสู้ภายในคราวเดียว ซึ่งสามารถทำให้นักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ทะลวงจุดตีบตันจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นบรรลุถึงขอบเขตนักสู้แท้จริง ด้วยความที่เม็ดยาสร้างรากฐานนั้นหาได้ยาก ทำให้ราคาของมันค่อนข้างแพง เฉินเซี่ยงไม่สามารถขายมันออกไปได้คราวละหลายเม็ดเพราะจะทำให้ทั้งความหายากและมูลค่าของมันลดลง เฉินเซี่ยงเลยต้องเก็บพวกมันไว้ใช้เอง ไม่ก็ขายพวกมันในราคาสูงๆให้กับคนที่เขาคุ้นเคย แต่หากว่าเขามีโอกาส เขาก็จะเอาเม็ดยาพวกนี้ไปประมูล

“ท่านใช้ผลรากครามหมดหรือยัง?” เมื่อกลับมาถึงลานราชาสุดยอดเม็ดยา ผู้อาวุโสเม็ดยาจึงถามขึ้น

“อืม.. ถึงข้าจะใช้มันสกัดกลั่นเม็ดยาพลาดไปบ้าง แต่ข้าก็ยังเหลือมากกว่า 10 ผล” เฉินเซี่ยงหัวเราะขณะที่ผู้อาวุโสเม็ดยาแค่นเสียงเย็นชา นางแอบอิจฉาเฉินเซี่ยง เขาเป็นแค่นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่เขากลับมีเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายในครอบครอง หากใช้เม็ดยาสร้างรากฐานอย่างรู้คุณค่า มันน่าจะช่วยสร้างนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้มากกว่า 100 คน

แต่เฉินเซี่ยงไม่ต้องการบ่มเพาะนักสู้มากมายขนาดนั้น เพราะหากคนที่เฉินเซี่ยงบ่มเพาะฝีมือดี ถึงจะแค่ไม่กี่คนก็สามารถทำได้หลายสิ่งหลายอย่างทั้งยังสามารถช่วยเขาจัดการเรื่องราวต่างๆได้ด้วย

“ตอนนี้ท่านวางแผนจะเรียนรู้ทักษะศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า?” นางกล่าวถาม

“เจ้าจะสอนข้าหรอ?” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

“อืม..”

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางกล่าว “ตอนนี้ข้ายังไม่เรียน ข้ามีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ ฮี่ฮี่ แต่หากเจ้าถอดหน้ากากออก บางทีข้าอาจจะสนใจเรียนก็ได้นะ!”

“ฮึ่ม จะเรียนหรือไม่เรียนก็ตามใจ หากท่านเกิดตายขึ้นมาก็อย่างมาตำหนิข้าก็แล้วกัน!” นางแค่นเสียงเยาพลางกล่าวก่อนจะจากไปด้วยความโกรธ

เฉินเซี่ยงรู้สึกงงงวย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆนางถึงโกรธ

เฉินเซี่ยงกลับไปยังห้องส่วนตัวของเขา เขานั่งขัดสมาธิลงแล้วกล่าวถาม “มังกรน้อย เจ้าจะสอนพลังวิญญาณพวกนั้นให้ข้าได้หรือเปล่า?” เฉินเซี่ยงคิดว่า หากเขาเรียนพลังวิญญาณก่อนน่าจะดีกว่า เพราะมันจะช่วยให้เขาเพิ่มพูนความสามารถในการเอาชีวิตรอดได้ โดยเฉพาะพลังวิญญาณที่เอาไว้แปลงกายได้หลายรูปแบบพวกนั้น

“ข้าจะสอนเจ้า แต่เจ้าจะเรียนรู้ได้หรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้า” น้ำเสียงของหลงเสวี่ยอี๋เต็มไปด้วยการดูหมิ่นราวกับเฉินเซี่ยงไม่มีปัญญาพอจะเรียนรู้มัน

“สาวน้อย.. อย่าได้ดูแคลนข้า!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “รีบสอนข้าเร็วเข้า!”

“ข้าจะสอน 72 ร่างแปลงให้เจ้าก่อน ด้วยจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแอของเจ้าในตอนนี้น่าจะแปลงร่างได้แค่สัตว์ขนาดเล็ก ส่วนไอ้พวกสัตว์ตัวโตๆก็อย่าได้คิด” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “ตอนนี้ข้าแปลงได้อย่างมากก็แค่เสือที่โตเต็มวัยเท่านั้น”

“แค่แปลงเป็นนกตัวเล็กๆได้ก็พอ!” เฉินเซี่ยงรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเขาคิดว่า เขาแปลงเป็นนกน้อยโผบินทำให้ศัตรูไม่สามารถตรวจพบเขาได้

“แน่นอนเจ้าย่อมทำได้ แต่เจ้าต้องเรียนซะก่อน!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะพลางกล่าว “เมื่อถึงเวลานั้นก็อย่าได้ถูกกินซะหล่ะ แต่จะว่าไป ด้วยร่างกายของเจ้าในตอนนี้ ถึงเจ้าจะโดนการจู่โจมที่ทรงพลังเจ้าก็จะไม่ตายในทันที.. ตราบใดที่เหล่าผู้ที่มีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่เจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งหลายเท่า พวกเขาย่อมไม่มีวันตาย”

เฉินเซี่ยงถูมือไปมา ในยามนี้ หลงเสวี่ยอี๋เริ่มถ่ายทอดสิ่งที่เรียกว่า 72 ร่างแปลงให้กับเฉินเซี่ยง เนื้อหาของพลังวิญญาณนี้มีมากมายมหาศาลซึ่งโชคดีที่นางส่งผ่านความรู้ให้เฉินเซี่ยงผ่านทางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ทำให้ทั้งสะดวกและรวดเร็ว ทำให้เฉินเซี่ยงมั่นใจมากขึ้นว่าทั้งซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ต้องมาจากแดนสวรรค์แน่ เพราะความสามารถในการส่งผ่านความรู้ทางสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงไม่เคยเห็นมาก่อน

72 ร่างแปลงนี้ไม่ได้แปลงร่างไปเป็นสิ่งต่างๆจำนวน 72 แบบ แต่เป็นเป็นการแปลงร่างไปเป็นบางสิ่งหลายๆประเภท แต่หากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว มันไม่จำเป็นต้องแปลงไปเป็นหลายสิ่งมากขนาดนั้น ดังนั้นจึงได้เกิดเป็น 72 พื้นฐานการแปลงขึ้น เมื่อผู้ฝึกฝนมีความเข้าใจใน 72 ร่างแปลงอย่างลึกซึ้งทั้งยังมีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งพอ คนผู้นั้นย่อมสามารถแปลงกายได้มากมายนับไม่ถ้วน

การปลดปล่อยพลังอันน่ามหัศจรรย์จากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าควบคุมร่างกาย หลงเสวี่ยอี๋เรียกพลังที่น่ามหัศจรรย์นั้นว่า ‘มานา’.. เพียงแค่ผู้ใช้คิด…ก็สามารถใช้พลังนี้ควบคุมการแปลงร่างได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถใช้มานาในการร่ายมนต์ภายในใจได้อีกด้วย

เมื่อผู้ใช้ร่ายมนต์..มานาจะไหลเวียนเข้าสู่รูปแบบต่างๆภายในร่างกายเกิดเป็นกระแสพลังงานบางอย่างเข้ากระตุ้นเส้นโลหิตวิญญาณทำให้มันปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา กระบวนการที่เกิดขึ้นค่อนข้างซับซ้อน แต่หากผู้ใช้คุ้นเคยกับมัน เขาย่อมสามารถแปลงร่างได้ในระยะเวลาสั้นๆเช่นเดียวกับหลงเสวี่ยอี๋ ที่นางสามารถแปลงร่างได้ภายในพริบตา

3 วันผ่านไป เฉินเซี่ยงยังคงนั่นขัดสมาธิอยู่เช่นเดิมโดยไม่ขยับเคลื่อนไหว เฉินเซี่ยงได้ยินเสียงหัวเราะอันมีชีวิตชีวาของหลงเสวี่ยอี๋ดังมาภายในใจทำให้เขาหมั่นไส้นาง

“สาวน้อย ข้ายังไม่ได้เรียนการใช้มานา รอให้ข้าได้เรียนก่อนเถอะแล้วข้าจะแสดงให้เจ้าดู!” เฉินเซี่ยงกล่าวความจริง การควบคุมทักษะร่างแปลงนับเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก เขาได้โคจรมานาไปยังแขนขาและกระดูกทุกส่วนของร่างกายซึ่งถูกเชื่อมโยงด้วยเส้นโลหิตวิญญาณมากมายและพยายามร่ายมนต์เพื่อกระตุ้นเส้นโลหิตวิญญาณให้ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา ด้วยวิธีนั้นจะทำให้เขาสามารถแปลงร่างได้ แต่หากเขาต้องการคืนร่าง เขาต้องทำลายการเชื่อมต่อของเส้นโลหิตวิญญาณเหล่านี้ก่อน

3 วันผ่านไป จู่ๆร่างกายของเฉินเซี่ยงก็เปล่งประกายออร่าสีทองออกมา.. เขาร่ายมนต์อย่างขณะที่แขนขาของเขาเกิดการสั่นกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเกิดเป็นแสงสีทองประกายขึ้นจนทำให้หลงเสวี่ยอี๋ร้องออกมาเบาๆ

“เจ้าเรียนรู้ได้เร็วมาก!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น

เฉินเซี่ยงเข้าใจทักษะการแปลงร่างแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เขาแปลงร่างได้แค่นกน้อยตัวนึง เขาลองกระพือปีกบินไปมาภายในห้องส่วนตัว เขารู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากที่สามารถแปลงร่างได้เช่นนี้และที่สำคัญ การแปลงร่างนั้นไม่ได้ทำให้เฉินเซี่ยงอ่อนแอลงแม้แต่น้อยและเขายังสามารถใช้ปราณได้ตามปกติ

“ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กำลังควบคุมร่างเจ้าอยู่ เจ้าเองก็สัมผัสมันได้ หากเจ้าปราถนาที่จะเคลื่อนไหว ตัวเจ้าย่อมเคลื่อนไหวได้ เพียงแต่ คนอื่นๆจะเห็นว่าเจ้ากำลังบินอยู่เท่านั้น”

เฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องควบคุมการกระพือของปีก เขาเพียงแค่คิดว่าเขาจะเคลื่อนที่..ร่างกายมันก็จะไปตามความคิด ดังนั้น แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ขยับตัวเขาก็สามารถใช้มานาของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ และนี่…นับเป็นความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของเสินเต้า!

จู่ๆก็เกิดความคิดนึงแล่นขึ้นในหัวของเฉินเซี่ยง เขาบินออกไปนอกหน้าต่างตรงไปยังที่พักของผู้อาวุโสเม็ดยา เฉินเซี่ยงอยากรู้รูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของผู้อาวุโสเม็ดยาอยู่เสมอ และตอนนี้…เขาก็มีโอกาสไปแอบมองแล้ว

หลังจากเฉินเซี่ยงแปลงร่างเป็นนกเขาก็กลบกลิ่นอายของตนทำให้เขาดูไม่ต่างไปจากนกธรรมดาทั่วไป

“เจ้ามันเลวร้ายมาก! เจ้าจะไปไม่ได้นะ!” เมื่อหลงเสวี่ยอี๋เห็นเฉินเซี่ยงกำลังบินตรงไปยังที่พักของผู้อาวุโสเม็ดยานางจึงตะโกนขึ้น

“ข้าไม่ได้ไปแอบดูนางอาบน้ำหรอกน่า ข้าแค่จะไปแอบดูใต้หน้ากากของนางเท่านั้น!” เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว

“ฮึ่ม ถ้าเจ้าใช้พลังวิญญาณทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้ ในอนาคตข้าจะไม่สอนให้เจ้าอีก” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวด้วยความโกรธ

“สาวน้อย เจ้าก็เลียนเสียงข้าทำเรื่องชั่วร้ายอยู่บ่อยๆไม่ใช่หรอ? อีกอย่าง..เจ้ายังใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิแอบดูพี่เหม่ยเหยากับพี่ยู่ยู่อาบน้ำอยู่บ่อยๆเลย…. ฮี่ฮี่ แล้วเจ้าก็ยังแอบมองข้าด้วย” เฉินเซี่ยงหัวเราะ ในยามนี้เฉินเซี่ยงได้โฉบลงข้างหน้าต่างของที่พักผู้อาวุโสเม็ดยาที่เปิดอยู่…………………………………..



Chapter 228 – ผนึกมังกรสวรรค์

หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว “นั่นมันไม่เหมือนกัน ข้าก็แค่แอบดูเจ้า เจ้าจะโกรธหรือตำหนิข้าไม่ได้ อีกอย่าง ที่ข้าเลียนเสียงเจ้ากล่าวก็แค่ทำตามความรู้สึกของเจ้ากับสตรีเหล่านั้นซึ่งข้าก็คิดไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว!”

เฉินเซี่ยงบินเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งแต่กลับไม่พบผู้อาวุโสเม็ดยา เขาเดาว่านางน่าจะอยู่ในห้องส่วนตัว ห้องส่วนตัวของนางไม่อาจเข้าไปได้ง่ายนักทำให้เขาตัดสินใจรออยู่ข้างนอก

เวลาล่วงเลยจนอาทิตย์ตกดิน ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ตอนนี้เฉินเซี่ยงใช้มานาไปกว่าครึ่งแล้ว เพียงแต่…เขากลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะลองพยายามดู เพราะอีกไม่นาน…เขาก็จะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้อาวุโสเม็ดยาแล้ว

เมื่อผู้อาวุโสเม็ดยาเดินเข้ามาในห้องที่เฉินเซี่ยงอยู่ นางถอดชุดคลุมสีดำออกอย่างแรก ใต้ชุดคลุมสีดำนั้น…นางสวมใส่ชุดกระโปรงสีขาวราวกับหิมะซึ่งขับส่งรูปลักษณ์อันสง่างามของนาง เมื่อนางถอดชุดคลุมเสร็จ นางจึงถอดหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าของนางออก….

ในเวลานั้น เมื่อความมุ่งหวังของเฉินเซี่ยงบรรลุถึงจุดสูงสุด…เขากลับเริ่มด่าทอนางในใจอย่างรุนแรงเพราะใบหน้าของนางนั้น…ถูกแสงสีขาวบดบังเอาไว้ นางช่างเข้มงวดนัก นางไม่ยอมให้ผู้ใดได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางไม่ว่ายังไงก็ตาม แต่ว่า…นางมีเหตุผลอะไรถึงต้องทำถึงขนาดนี้?

แล้วเฉินเซี่ยงก็บินจากไปด้วยความผิดหวัง ผู้อาวุโสเม็ดยารู้ถึงการคงอยู่ของนกน้อยแล้ว นางรู้สึกแปลกๆกับมันทั้งอยากจะลงมือสังหารมัน แต่ท้ายที่สุด…นางก็ไม่ได้ทำอะไร

เฉินเซี่ยงประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาเร่งความเร็วแล้วบินหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสเม็ดยาคือนักสู้ขอบเขตนิพพาน เพียงนางสบัดมือเบาๆก็สามารถทำให้เฉินเซี่ยงระเบิดเป็นชิ้นๆได้ ยามนี้ ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีกแล้ว

“ฮ่าฮ่าฮ่า… ในที่สุดเจ้าก็รู้ว่าความกลัวมันเป็นยังไง!” หลงเสวี่ยอี๋ยิ้มพลางกล่าว “หลังจากกลับไปถึงห้องแล้วเจ้าควรจะเรียนรู้วิธีแปลงร่างเป็นเต่านะ”

เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว “ให้ตายข้าก็ไม่แปลงเป็นไอ้บัดซบนั่นเด็ดขาด”

[Note: ‘แปลงเป็นเต่า’ เป็นการเล่นคำ หลงเสวี่ยอี๋กล่าว 乌龟 (อ่านว่าอะไรไม่รู้) ซึ่งมีความหมายว่า ‘เต่า’ แต่มันก็มีอีกความหมายที่แปลว่า ‘สามีที่ภรรยามีชู้’ ]

ด้วยมานาของเฉินเซี่ยงในตอนนี้ เขาทำได้เพียงแปลงร่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หลังจากกลับมาถึงห้อง เขาเรียนรู้วิธีการแปลงร่างเป็นกระรอกและหนูซึ่งจะช่วยทำให้เขาสามารถซ่อนตัวในถิ่นทุรกันดารได้

เฉินเซี่ยงใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการแปลงร่างอยู่ 1 เดือนเต็มเพื่อที่เขาจะได้เชี่ยวชาญ แต่ถึงอย่างนั่นเขากลับยังไม่สามารถแปลงร่างได้ภายในพริบตาเหมือนกับหลงเสวี่ยอี๋ เพราะเขายังต้องใช่เวลาอยู่ครู่นึงก่อนจะแปลงร่าง

แต่เดิม..เฉินเซี่ยงอยากออกไปหาหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆ แต่เขารู้ว่าตอนนี้เหล่าสหายต่างฝึกพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความสามารถกันอยู่ นอกจากนี้เหล่าผู้อาวุโสมากมายยังช่วยฝึกฝนทักษะที่ทรงพลัง แก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มพูนทักษะโดยรวมของพวกเขาอยู่ ดังนั้น หากเฉินเซี่ยงไปหาพวกเขาย่อมเป็นการรบกวนและทำให้พวกเขากระวนกระวายเสียเปล่า

“ไอ้พวกนั้นกำลังฝึกหนักกันอยู่ แล้วก็มีเหล่าชายชรามากมายกำลังฝึกฝนให้พวกเขาด้วย” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว เฉินเซี่ยงเดินไปรดน้ำสมุนไพรในสวนน้อยของเขา ต้นผลรากครามที่เขาปลูกไว้ก่อนหน้านี้ได้เติบโตแล้ว อีกไม่นานพวกมันก็จะออกดอกแล้ว

นอกจากต้นผลรากครามแล้วดอกบัวห้าสีที่เขาปลูกไว้ก็เริ่มงอกพ้นดินแล้ว ดอกบัวห้าสีนับว่าแตกต่างจากดอกบัวทั่วๆไป มันไม่สามารถเพาะปลูกได้โดยการใช้เมล็ดทั้งยังไม่จำเป็นต้องปลูกในน้ำ แต่มันต้องใช้การดูดซับปราณทั้ง 5 ธาตุเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต

ปกติแล้วผู้อาวุโสเม็ดยาจะมาสังเกตุสวนของเฉินเซี่ยงอยู่บ่อยๆ ทุกๆครั้งที่นางมา นางพบว่าทั้งสมุนไพรและดอกไม้ที่เฉินเซี่ยงปลูกไว้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นางจึงเดาว่าเฉินเซี่ยงอาจจะมีบางสิ่งที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพวกมันซึ่งนับเป็นเรื่องที่ขัดต่อสวรรค์ นางรู้ว่ามันย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะยอมให้ผู้อื่นรู้ได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันที่แน่น นางจึงไม่อนุญาติให้วู๋เชียนเชียนเข้ามาที่นี่

“ไม่ว่ายังไงท่านก็ต้องมีชีวิตรอดกลับมา!” ผู้อาวุโสเม็ดยากล่าวอย่างเย็นชา นางกำลังมองเฉินเซี่ยงรดน้ำสมุนไพรวิญญาณในสวนน้อยของเขา

“ข้ารู้น่า ไม่ว่ายังไงข้าก็จะกลับมาทุบตีเจ้าและจับเจ้ามาเป็นภรรยาของข้าให้ได้! แม้ข้าจะไม่รู้ว่าใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าเป็นยังไง แต่ยังไงซะ..รูปร่างของเจ้าก็นับว่าผ่านเกณฑ์” เฉินเซี่ยงยิ้มกรุ้มกริ่มพลางกล่าวตอบ

เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงยิ้มซุกซนทั้งยังไม่มีท่าทีเคร่งเครียด นางก็แค่นเสียงเย็นชาก่อนจะจากไป

หลังจากรดน้ำไปทั่วทั้งสวนแล้วเฉินเซี่ยงก็กลับมายังห้องส่วนตัวและเริ่มการบ่มเพาะ ยามนี้..เขากำลังทำความคุ้นเคยกับทักษะปีศาจ ทักษะศักดิ์สิทธิ์และเตรียมตัวที่จะเรียนรู้พลังวิญญาณใหม่

“พลังวิญญาณอันต่อไปเรียกว่า ‘ผนึกมังกรสวรรค์’ มันเป็นหนึ่งพลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดภายในเผ่ามังกรของข้า เมื่อเจ้าใช้มัน มันจะสูบทั้งมานาและพลังวิญญาณของเจ้าไปจนหมด หลังจากนั้นมันจะเริ่มดูดซับปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลที่อยู่รอบตัวเจ้าก่อนจะแปลงพลังนั่นให้กลายเป็นกงเล็บมังกรขนาดมหึมากดทับลงมาที่พื้นเบื้องล่าง การที่จะใช้ทักษะนี้จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการนิดหน่อย ดังนั้น ทักษะนี้เหมาะที่จะใช้ในการลอบจู่โจมจากที่ไกลๆ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

“ร่ายมนต์!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น

เฉินเซี่ยงเร่งร่ายมนต์อย่างรวดเร็ว เพียงแต่มนต์ที่เขาร่ายนั้นยังไม่ถูกต้องทำให้เฉินเซี่ยงล้มเหลวอยู่บบ่อยๆ เฉินเซี่ยงล้มเหลวไปมากกว่า 30 ครั้ง ถ้าหากไม่ได้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวนมากช่วยฟื้นฟูปราณ เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถร่ายมนต์ได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้

ยามนี้ เฉินเซี่ยงย้ายไปยังส่วนลึกของหุบเขาได้เดือนนึงแล้ว ในช่วงเวลากลางวันเฉินเซี่ยงจะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนผนึกมังกรสวรรค์ ส่วนในเวลากลางคืน เขาจะใช้ไปกับการบ่มเพาะปราณและสร้างน้ำลายมังกรทอง เฉินเซี่ยงบ่มเพาะอย่างเข้มข้นเพราะมันจะช่วยให้เขามีชีวิตรอดภายในดินแดนรกร้างทางใต้ได้

ในยามค่ำคืน.. หมู่เมฆลอยสูงอยู่บนท้องฟ้า หากเฉินเซี่ยงไม่สังเกตุดีๆย่อมเป็นเรื่องยากที่จะสัมผัสถึงปราณจำนวนมหาศาลที่บัดนี้กำลังกดทับลงมาที่ยอดเขาสูงกว่าร้องจ้าง เมื่อเฉินเซี่ยงสังเกตุมองภูเขาที่อยู่ห่างออกไป..ปากของเขาพลันขยับเล็กน้อยเพราะยามนี้เขากำลังร่ายมนต์แปลกๆอยู่

ทันทีที่เฉินเซี่ยงร่ายมนต์เสร็จ กงเล็บมังกรขนาดยักษ์ที่เปล่งรัศมีห้าถึงหกสีพลันปรากฏขึ้นเหนือที่ยอดเขาแห่งนั้น กงเล็บมังกรยักษ์นั่นดูไปคล้ายมือของมนุษย์ที่มีกงเล็บเพียงแต่มันไม่มีเกร็ดปกคลุมผิวหนังเท่านั้น

สิ่งที่เห็นนั่น..คือผนึกมังกรสวรรค์ *เปรี้ยง* กงเล็บมังกรขนาดยักษ์กดทับลงมายังยอดเขาสูงกว่าร้อยจ้างลูกนั้นทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวตามด้วยแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงพุ่งผ่านจากยอดเขาลงสู่พื้นดินทำให้ก้อนหินและโคลนปลิวกระจายไปทั่วทุกทิศทาง จนท้ายที่สุด ภูเขาสูงลูกนั้นพลันสลายหายไปภายในพริบตา

“สุดยอด!” เฉินเซี่ยงอุทานขึ้นด้วยความตะลึง เขาไม่ได้ใช้ปราณและมานาไปจนหมด ยิ่งหากเฉินเซี่ยงใช้ปราณและมานามากกว่านี้ ผลของความเสียหายที่ตามมาคงมากขึ้นและน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น

ด้วยความที่เขาลูกนั้นไม่ได้ไกลจากเมืองเทียนเหมินมากนัก ความปั่นป่วนรุนแรงที่เกิดจากเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ย่อมเป็นที่รับรู้ของนิกายยอดนักสู้ ดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงรีบออกจากบริเวณนั้นและกลับมายังลานราชาสุดยอดเม็ดยาอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับมาถึงสวนสมุนไพร… เฉินเซี่ยงก็เห็นผู้อาวุโสเม็ดยาอยู่ที่นี่อีกครั้ง เมื่อเฉินเซี่ยงไม่อยู่..เป็นผู้อาวุโสเม็ดยาที่มาดูแลสวนสมุนไพรของเขา ด้วยความที่นางก็เป็นนักปรุงยาเช่นกัน นางย่อมรู้วิธีดูแลพวกมันทั้งนางยังดูแลพวกมันอย่างจริงจังมากกว่าเฉินเซี่ยงเสียอีก นางดูแลพวกมันด้วยความระมัดระวังอย่างมากแม้นางจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมุนไพรเหล่านี้ก็ตาม

เมื่อเฉินเซี่ยงเดินเข้ามาในสวน เขากลับพบว่าต้นผลรากครามทั้งสามต้นที่เขาปลูกไว้ผลิดอกบานสะพรั่งแล้ว ต้นผลรากครามที่เฉินเซี่ยงปลูกเป็นต้นแรกมีดอกที่กำลังบานอยู่ 50 ดอก ส่วนอีก 2 ต้นที่เหลือมีดอกที่กำลังบานอยู่เพียงต้นละ 20 ดอกเท่านั้น เรื่องที่น่าตกพวกนี้..ผู้อาวุโสเม็ดยากลายเป็นคุ้นชินกับพวกมันไปแล้ว ซึ่งนั่นทำให้นางไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย

“ถ้าครั้งหน้าเจ้าจะไปไหนนานๆก็ให้บอกข้าก่อน ถ้าไม่มีใครดูแลสมุนไพรพวกนี้..พวกมันจะเติบโตได้ยังไง?” นางกล่าวตำหนิเฉินเซี่ยง………………..



Chapter 229 – ภาคภูมิและปิติ

สำหรับนักสู้แล้ว..เวลาเพียงสามเดือนนับว่าไม่นานและยังผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ระดับ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงทั้งยังบ่มเพาะทั้งทักษะศักดิ์สิทธิ์และทักษะปีศาจ ระดับความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้เทียบได้กับนักสู้ระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงกระทั่งเกือบเทียบเท่านักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เพียงแต่นักสู้ระดับ 5 ที่ว่านั้นต้องเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงธรรมดาๆเท่านั้น หากเขาพบใครก็ตามที่มีเส้นโลหิตวิญญาณที่ดีกว่าคนทั่วไปหรือพบคนที่มีทักษะที่น่าเกรงขาม เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถสู้กับคนเหล่านั้นได้

หลังจากหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมา เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสได้ว่าพวกเขาดูต่างออกไปจากเดิมเป็นอย่างมาก แต่และคนนับว่าก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ปราณในร่างกายของแต่ละคนก็หนาแน่นขึ้นมาก ซึ่งยามนี้พวกเขาทั้งหมดล้วนพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจก็คือ ทั้งเหลยสงหลิน เหลยจงและเหลียนหมิงตงต่างบรรลุระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว พวกเขาต่างใช้เม็ดยาสร้างรากฐานเมื่อไม่นานมานี้เพื่อเพื่อทะลวงระดับ ที่สำคัญในช่วงการฝึกพวกเขาต่างได้ใช้เม็ดยาดีๆมากมาย

ในวันนี้ เฉินเซี่ยงไม่เห็นผู้อาวุโสเม็ดยา นางกล่าวเพียงว่านางจะออกไปข้างนอกคนเดียว

“พวกเจ้าควรไปร่ำลาตระกูลของเจ้าเสียก่อนแล้วข้าจึงจะพาพวกเจ้าไปยังสถานที่นัดพบ” กู่ตงเฉินกล่าว

เหยาไห่เฉิงกลับไปยังที่พักของเขาเพื่อปลูกสมุนไพรบางชนิดทั้งยังต้องมอบหมายให้ใครสักคนดูแลสมุนไพรแทนเค้า เจ้าอ้วนตามเห่าตงชิงหรือลุงของเขาไป ส่วนหวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงต่างกลับไปตระกูลของตน

เฉินเซี่ยงเองก็อยากกลับไปยังโลกธรรมดาสามัญเพียงแต่เขามีเวลาไม่พอ เขาจึงตัดสินใจว่าจะรอให้กลับจากดินแดนรกร้างทางใต้ก่อนจะกลับไปพบกับครอบครัวที่โลกธรรมดาสามัญ เฉินเซี่ยงสงสัยมากกว่าตั้งเขาจากมาตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้าง

“เชียนเชียนเจ้าไม่กลับบ้านหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“ข้าไม่กลับหรอก.. ครอบครัวของข้าไม่เหลือใครแล้ว” นางกล่าวตอบอย่างหดหู่

“ข้าขอโทษ” เฉินเซี่ยงแอบถอนหายใจและเร่งกล่าว

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะกลับไปลานราชาสุดยอดเม็ดยาก่อน ข้าต้องเรียนการปรุงยาต่อ” วู๋เชียนเชียนยิ้มตอบอย่างงดงามและสดใส นางช่างเป็นสตรีที่เข้มแข็งนัก..

หลังจากวู๋เชียนเชียนจากไป เฉินเซี่ยงก็มองไปยังเหลียนหมิงตงและพี่น้องตระกูลเหลย “แล้วพวกเจ้าหล่ะ?”

“ข้าตัดสินใจว่าจะรอจนกลับมาจากสถานที่น่ากลัวนั่นก่อนแล้วค่อยกลับ” เหลียนหมิงตงยิ้มพลางกล่าว

“ตระกูลของข้าถูกไอ้พวกสารเลวนิกายฝ่ายปีศาจทำลายไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านประมุข..ข้าคงมุ่งหน้าไปสังหารพวกมันแล้ว” เหลยสงหลินกล่าวอย่างเคียดแค้น

“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก พวกเราต้องเชื่อฟังประมุข แต่ข้าเองก็อยากไปสังหารไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจเหมือนกัน” เหลงจงเกาหัวพลางหัวเราะโง่ๆ

“งั้นไปดื่มกัน เดี๋ยวข้าจ่ายเอง” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

ทั้งสี่คนพูดคุยไปพลางเดินไปพลางจนถึงประตูทางเข้านิกาย แต่ขณะที่ทั้งสี่กำลังจะเก้าออกจากประตูกลับได้ยินเสียงโห่ร้องดังมา “พวกเจ้าทั้งสามคนหยุดก่อน!”

เฉินเซี่ยงและทั้งสามหันหลังกลับไปในทันที พวกเขาเห็นกลุ่มชายประมาณ 10 คนกำลังตรงเข้ามาจากทางด้านหลัง พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นนักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ ใบหน้าของพวกมันต่างดูดุร้ายราวกับพวกมันสามารถจู่โจมได้ตลอดเวลา

เฉินเซี่ยงทราบมาจากเหลยสงหลินและคนอื่นๆว่า ทั้งสามคนนี้ได้ไปผิดใจกับบางคนในกลุ่มชายที่กำลังตรงเข้ามาและที่สำคัญคนที่ทั้งสามผิดใจด้วยยังเป็นเหตุให้สหายของพวกเขาต้องตายไปถึง 2 คน

“สหายของพวกเจ้าถูกพวกมันฆ่าตายหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างเศร้าหมอง

“ใช่! เป็นพวกมันนี่แหละ บิดาผู้นี้จะทำให้ไอ้ชาติชั่วพวกนี้ทั้งหมดต้องพิการอย่างแน่นอน” เหลงสงหลินกำหมัดแน่นพลางกล่าวตอบด้วยความเคียดแค้น

เฉินเซี่ยงพยักหน้า “ฆ่า 2 ส่วนคนที่เหลือก็ทำให้พิการ!”

“อะไรนะ? ฆ่า 2?” เหลยสงหลินประหลาดใจไปชั่วครู่ ด้วยความพวกเขาทั้งสี่คนอยู่ที่ประตูทางเข้านิกาย ดังนั้นหากเกิดการต่อสู้ขึ้นย่อมไม่มีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้น หากจู่ๆมีผู้เสียชีวิต…ทางนิกายต้องให้ควาสนใจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน

“ศิษย์พี่เฉิน..ข้าว่ามันไม่ควร เพราะตอนนี้เรายังอยู่ที่ทางเข้านิกายอยู่เลย” เหลียนหมิงตงกล่าวพลางขมวดคิ้ว

“ถ้าจะฆ่าพวกมัน ข้าว่า..น่าจะฆ่าพวกมันในที่ที่ลับตาคนดีกว่า!” เหลยจงค่อนข้างกังวล

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “วางใจได้ ยังไงพวกเจ้าก็จะได้ไปดินแดนรกร้างทางใต้อยู่แล้ว ประมุขย่อมไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก อีกอย่าง นับเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่พวกมันต้องชดใช้ด้วยชีวิต! พวกมันฆ่าสหายของเจ้าไปสอง ฉะนั้น เลือดต้องล้างด้วยเลือด!”

“ดี!” เหลียนหมิงตงพยักหน้าพลางกล่าว ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม

เหลยสงหลินกำหมัดแน่นแล้วหัวเราะพลางกล่าว “ไอ้พวกสารเลว! วันนี้บิดาผู้นี้ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่” ขณะที่เขากล่าว เหลยจงพลันทะยานเข้าใส่พวกมันและเหลียนหมิงตงเองก็ตามไปติดๆ

ทั้งสามนับว่ารวดเร็วมากแม้ยามนี้พวกเขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดก็ตาม กลุ่มชายเหล่านั้นไม่มีโอกาสให้หลบหนี พวกมันทั้งกลุ่มถูกร่างกายอันกำยำของเหลยสงหลินและเหลยจงเข้าปะทะจนทำให้บางคนปลิวไปชนกับประตูทางเข้านิกายและหมดสติไปในทันที

เหลียนหมิงตงไม่ได้โหดร้ายเหมือนกับสองพี่น้องตระกูลเหลย เขาใช้เพียงพัดในมือตบเข้าไปที่ใบหน้าของพวกมันเบาๆ ถึงแม้การจู่โจมของเขาจะดูไม่รุนแรงนัก แต่ทันทีพี่เขาสะบัดพัดพลันเกิดลมกรรโชกแรงจนทำให้ผู้ที่ถูกตบถึงกับฟันหลุดลอยออกจากปากและกระอักโลหิตตามมา

สิ่งที่เห็นคือความแข็งแกร่งของนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพบกับกลุ่มคนเหล่าเหล่านี้ พวกเขาต่างอยู่เพียงระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ หากพวกเขาลงมือเข้าสู้ในยามนั้น ย่อมไม่อาจทำอันตรายพวกมันได้ มิหนำซ้ำพวกเขายังจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียเอง

“พะ…พวกเจ้าทั้งหมดเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงงั้นหรอ?” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น ใบหน้าที่หล่อเหลาของมันก่อนหน้านี้ได้ถูกกำปั้นของเหลยสงหลินชกจนปูดบวม

หลังจากเหลยสงหลินและสหายได้รับฝึกฝนพิเศษจากลานประลองอาวุโสทำให้นักสู้ระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงยังยากที่จะต่อกรกับพวกเขา อีกอย่างพวกเขาทั้งสามนับว่ามีพรสวรรค์และปราณในร่างของเขาก็นับว่ารุนแรงอย่างมากด้วย

“ใช่.. ไอ้พวกขยะไร้ค่าที่หวาดกลัวคนแข็งแกร่งและรังแกแต่คนอ่อนแออย่างพวกเจ้าจงตายไปซะ!” เหลยสงหลินกล่าวอย่างเย็นชา เขาถีบไปยังหน้าอกของชายคนที่ถามอย่างรุนแรงจนทำให้หน้าอกของมันอาบย้อมไปด้วยโลหิตในทันที

เหลียนหมิงตงเองก็กางพัดออกก่อนจะสะบัดพัดเบาๆเข้าตัดลำคอของชายคนหนึ่งทำให้คนที่เหลืออยู่รู้สึกหวาดกลัว พวกมันตะโกนโหวกเหวกโวยวาย บางคนร้องขอความช่วยเหลือ บางคนร้องขอความเมตตา

“น้องชายทั้งสาม..ไปเถอะ ไปดื่มกัน!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น ปกติแล้วเหลียนหมิงตงและพี่น้องเหลยต่างถูกชนชั้นสูงอย่างพวกมันข่มเหงอยู่บ่อยครั้ง แต่วันนี้..พวกเขารู้สึกภาคภูมิและปิติ พวกเขาล้วนพึงพอใจกับผลลัพธ์ในวันนี้และพวกเขายังรู้ดีว่า ที่พวกเขามีวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะเฉินเซี่ยง

ภายในโรงแรม…. พวกเขาทั้งสี่ต่างดื่มกินและพูดคุยเรื่องจุดมุ่งหมาย ความทะเยอทะยาน อิสสตรีและเรื่องราวต่างๆที่พวกเขาเคยทำมาในอดีต……

เมื่อทั้งสี่กลับออกมาจากโรงแรม เวลาก็ล่วงเลยไปจนดึกแล้ว.. หลังจากเฉินเซี่ยงกลับมาถึงลานราชาสุดเม็ดยา เขากลับเห็นแสงโคมไฟในห้องของวู๋เชียนเชียน

เฉินเซี่ยงไม่ได้พบวู๋เชียนเชียนมานานแล้ว ด้วยความที่นางเป็นทั้งนักปรุงยาและยังครอบครองจิตวิญญาณเพลิงทำให้เฉินเซี่ยงต้องการกับนางเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังห้องของนางก่อนจะเคาะประตู หลังจากนางเปิดประตูออกและได้พบกับเฉินเซี่ยง นางก็ยิ้มซุกซนก่อนจะกล่าว “มีธุระอะไรหรอ?”

“ถ้าข้าไม่มีธุระ..ข้าจะมาหาเจ้าไม่ได้รึไง?” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

นางเชิญเฉินเซี่ยงเข้ามาในห้องเล็กๆก่อนจะรินน้ำชาให้

“เฉินเซี่ยง ลองขอให้นางปล่อยเพลิงดาราฟ้าออกมาแล้วเจ้าก็ปล่อยเพลิงจากจิตวิญญาณเพลิงของเจ้าออกมาเล็กน้อยแล้วมาดูกันว่าหลังจากเพลิงของเจ้าผสานกับเพลิงของนางมันจะเกิดอะไรขึ้น” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย การผสานเพลิงที่เกิดจากจิตวิญญาณเพลิงที่แตกต่างกันนับว่าหาดูได้ยากมาก เพราะผู้ที่มีจิตวิญญาณเพลิงมีเพียงน้อยนิด แต่ในลานราชาสุดเม็ดยานี้กลับมีผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงถึง 3 คน……………………………………



Chapter 230 – ผสานจิตวิญญาณเพลิง

ซูเหม่ยเหยาตาลุกวาว นางเร่งเร้าให้เฉินเซี่ยงลองทำดู

วู๋เชียนเชียนนับเป็นผู้นำของเหล่าสตรีรุ่นเยาว์ในนิกายยอดนักสู้ ไม่เพียงนางจะงามหยดย้อยแต่นางยังมีพรสวรรค์สูง มีเพียงเหตุผลเดียวที่นางกล้าไปยังดินแดนรกร้างทางใต้…ก็คือนางมั่นใจในทักษะการเอาชีวิตรอดของนางมากและความมั่นใจของนางก็เป็นผลมาจากการที่นางได้ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้า

“เชียนเชียน ช่วงที่เจ้าไม่อยู่เจ้าไปที่ไหนมา? ข้าคิดถึงเจ้ามาก..แต่ข้าก็หาเจ้าไม่พบ ผู้อาวุโสเม็ดยาพาเจ้าไปซ่อนได้ดีนัก” เฉินเซี่ยงหัวเราะคิกคักพลางกล่าว ยามนี้ เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับนางแล้วซึ่งนั่นทำให้เขากล้าพูดหยอกล้อนาง

นางใช้นิ้วหมุนพันผมของนางที่พาดยาวลงมาที่หน้าอกทำให้นางดูงดงามและทรงเสน่ห์มากขึ้น มันช่าง..เป็นฉากที่มีเสน่ห์ยิ่งนัก

“เจ้าคิดถึงข้าจริงๆหรอ?” นางยิ้มหวาน เพียงแต่…นางแต่งกายรัดกุมเป็นอย่างมากทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างผิดหวังที่ไม่อาจเชยชมรูปร่างอันอรชรของนางได้

“ผู้อาวุโสเม็ดยาบอกข้าว่าไม่ให้บอกเจ้า! แต่ข้าจะบอกเจ้า ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ข้าไปฝึกฝนวิธีปกปิดเพลิงฟ้าของข้ามา ดูสิ!” หลังจากนางกล่าวจบนางก็ปลดปล่อดกลุ่มเพลิงกลุ่มเล็กๆสีแดงออกมา “ผู้อาวุโสเม็ดยาบอกข้าว่า หลังจากที่ข้าบรรลุขอบเขตนิพพาน..ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดเพลิงของข้าอีก”

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “เชียนเชียน เจ้าปลดปล่อยเพลิงฟ้าให้ข้าดูสักเล็กน้อยได้มั้ย..?”

นางไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการจะทำอะไรแต่นางก็ตอบตงลงอย่างรวดเร็ว “ได้สิ..หากไม่ใช่เพราะเจ้าข้าคงไม่สามารถผสานกับเพลิงที่ทรงพลังเช่นนี้ได้”

“เมื่อตอนที่เจ้าผสานกับจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้า..เจ้ากอดข้าแน่นมากทั้งยังทิ้งรอยข่วนไว้ที่หลังของข้าอีก…ฮ่าฮ่าฮ่า” เฉินเซี่ยงหัวเราะทำให้นางหัวเราะคิกคักทั้งยังหน้าแดงเล็กน้อย

นางแบมืออันขาวนวลราวกับหยกของนางออก…ดวงตาคู่งามของนางจดจ้องที่เฉินเซี่ยง นางแลบลิ้นก่อนจะยิ้มแล้วกล่าว “เพลิงของข้าทรงพลังมาก ระวังด้วยนะ!” ขณะที่นางกล่าว กลุ่มเพลิงสีฟ้าพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง

เฉินเซี่ยงสังเกตุเพลิงดาราฟ้าอย่างระมัดระวัง เขารู้ว่านางได้เพิ่มพูนการควบคุมเพลิงในระดับสูงแล้ว เพราะขนาดนางปลดปล่อยเพลิงอันทรงพลังมหาศาล แต่อุณภูมิภายในห้องกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

แต่จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ยื่นมือออกไปจับเพลิงดาราฟ้าของนางทำให้ร้องออกมาด้วยความตกใจ นางคิดว่าเฉินเซี่ยงคงต้องถูกเผาแน่ แต่นางกลับคิดผิด..กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเฉินเซี่ยง! ทำให้นางเริ่มสงสัยว่าเพลิงดาราฟ้าของนางร้อนจริงๆหรือเปล่า!

“เจ้าเป็นอะไรมั้ย?” นางกล่าวถามด้วยความกังวล

“ไม่เป็นไร!” เฉินเซี่ยงยิ้มก่อนจะปลดปล่อยเพลิงจากจิตวิญญาณเพลิงของเขา นางเริ่มเห็นเพลิงดาราฟ้าของนางค่อยๆถูกห้อมล้อมด้วยเพลิงตะวันสวรรค์ที่ดูเหมือนจะธรรมดาของเฉินเซี่ยง ไม่นานหลังจากนั้น…เพลิงของทั้งสองค่อยๆผสานเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ!

นางจ้องมองเฉินเซี่ยงอย่างมึนงง นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งมากทั้งยังเข้าใจถึงความน่าเกรงขามของทักษะศักดิ์สิทธิ์แห่งเพลิงที่เฉินเซี่ยงถ่ายทอดให้อย่างลึกซึ้ง เมื่อนางเห็นเพลิงของนางผสานเข้ากับเพลิงของเฉินเซี่ยง นางจึงแอบเดาว่าเฉินเซี่ยงเองก็น่าจะมีจิตวิญญาณเพลิงเช่นกัน

“เพลิงดาราฟ้ากำลังดูดซับเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้าราวกับมันเจตนาให้เพลิงดาราฟ้าดูดซับมันเข้าไป! อีกอย่าง เปลวเพลิงทั้งสองยังไม่ปฏิเสธซึ่งกันและกันด้วย!” หลงเสวี่ยอี๋อุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ

เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

บัดนี้…เปลวเพลิงสีฟ้ากำลังกลายเป็นเปลวเพลิงสีม่วงอย่างช้าๆ! ซึ่งชัดเจนว่ามันกำลังวิวัฒนาการเพราะมันได้แปรเปลี่ยนจากเพลิงสีฟ้ากลายเป็นเพลิงสีม่วงที่มีระดับสูงขึ้น!

เฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนต่างตกใจเป็นอย่างมาก

“จิดวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ได้ชื่อ ‘ราชาแห่งจิตวิญญาณเพลิง’ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ย่อมไม่นับว่าแปลกประหลาดและอยู่ในการคาดการณ์ของข้า ตัวข้ามังกรผู้นี้เป็นผู้ชาญฉลาดอย่างแท้จริง” หลงเสวี่ยอี๋ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“อย่าโม้หน่อยเลย ข้ายังไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน” เฉินเซี่ยงสวนกลับด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ราวกับสาดน้ำใส่หลงเสวี่ยอี๋

เฉินเซี่ยงหยุดการผสานแล้วปล่อยเพลิงราดาฟ้าของวู๋เชียนเชียนก่อนมันจะกลับเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างง่ายดาย

“เฉินเซี่ยง เจ้าก็มีจิตวิญญาณเพลิงเหมือนกันหรอ?” นางกล่าวถามเบาๆด้วยความตกใจ

เฉินเซี่ยงพยักหน้า เขารู้ว่าวู๋เชียนเชียนมีจิตวิญญาณเพลิง ดังนั้นหากนางจะรู้ว่าเขามีจิตวิญญาณเพลิงบ้างย่อมนับว่าไม่เป็นปัญหาอะไร

“จิตวิญญาณเพลิงของเจ้าช่างน่าเกรงขามนัก มันสามารถทำให้เพลิงของข้าวิวัฒนาการได้!” ดวงตาคู่งามของนางเป็นประกายวาววับ รอยยิ้มอันงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง..นางยิ้มให้กับเฉินเซี่ยงอย่างมีความสุข นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงคือนักปรุงยาที่มากพรสวรรค์ซึ่งหากเขาไม่มีจิตวิญญาณเพลิง..นั่นย่อมเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างแท้จริง

“ถ้าข้ามีเวลา ข้าจะลองคิดหาวิธีที่ทำให้จิตวิญญาณเพลิงของเจ้าวิวัฒนาการ อืม… เราจะทำยังไงกันดีน้า..?” เฉินเซี่ยงลูบคางพลางขบคิดถึงเรื่องนี้

นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “หากมันส่งผลร้ายกับเจ้า…ก็ขอให้เจ้าลืมมันไปเถอะ สำหรับตัวข้า..แค่จิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้าก็พอแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเอาเม็ดยาที่ข้าสกัดกลั่นแล้วมาให้เจ้าประเมิณ”

แต่ก่อนที่วู๋เชียนเชียนจะหันหลัง หลงเสวี่ยอี๋กลับเลียนเสียงของเฉินเซี่ยงแล้วกล่าว “อืม…. บางที..การผสานกายระหว่างบุรุษสตรีก็อาจจะทำให้จิตวิญญาณเพลิงวิวัฒนาการได้… งั้นเรามาลองกันหน่อยมั้ย?”

ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังขบคิดอยู่ ทันใดนั้นเขากลับได้ยินหลงเสวี่ยอี๋เลียนเสียงของเขาแล้วกล่าวออกไปทำให้เขารู้สึกเหมือนกับโดนฟ้าฝ่า จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงก็คิดถึงวิธีการนี้ แต่มันก็เป็นเพียงการคาดเดา เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสาวน้อยนางนี้มีความคิดสกปรกแบบนั้นมากมายขนาดไหน มันย่อมไม่เป็นอะไรถ้านางจะกล่าวออกมาดังๆ เพียงแต่…นางไม่ควรเลียนเสียงเค้าแล้วกล่าวออกมาต่อหน้าสตรีเช่นนี้ กลายเป็นว่านางได้ทำลายภาพพจน์ในแง่บวกของเฉินเซี่ยงจนสิ้น

“มังกรน้อย บิดาของเจ้าต้องเป็นคนชั่วร้ายแน่…เพราะเขาได้ถ่ายทอดทั้งความสกปรกและความคิดอันน่าละอายพวกนั้นให้เจ้ามากมายนัก” เฉินเซี่ยงด่าทอนางอย่างรวดเร็ว

หลังจากวู๋เชียนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง นางกลายเป็นแข็งค้างในทันที.. นางไม่คิดว่าเฉินเซี่ยงจะร้องขอนางอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้นและนั่นก็เหมือนจะเป็นความปราถนาของนางด้วย ยามนี้ ใบหน้าของนางได้กลายเป็นสีแดงไปจนถึงใบหู

ความรู้สึกตอนนี้มันช่างน่าอึดอัดอย่างแท้จริง เฉินเซี่ยงแทบจะอดไม่ได้ที่จะจับเจ้ามังกรน้อยแสนซนมาตีก้นแล้วดูว่านางจะกล้ากล่าวเรื่องไร้สาระแบบนี้อีกมั้ย!

เฉินเซี่ยงพยายามกระแอม 2 ครั้ง “เชียนเชียน ข้าขอดูยาที่เจ้าสกัดกลั่นหน่อย!”

“อืม!” วู๋เชียนเชียนถอนหายใจยาว ทั้งสองคนต่างรู้ด้วยตัวเองว่าต้องลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไป

เฉินเซี่ยงรู้ว่าความยุ่งเหยิงและอึดอัดเหล่านั้นได้หายไปแล้ว เขาจึงถอนหายใจยาว “มังกรน้อย หากเจ้าอยากสร้างปัญหา อย่าได้ใช้วิธีแบบนี้อีกเพราะมันจะตามมาหลอกหลอนข้าและทำให้ภาพพจน์อันบริสุทธิ์ผุดผ่องของบิดาผู้นี้ต้องป่นปี้เพราะเจ้า”

“อุ๊ฟ!! เจ้าเนี่ยนะบริสุทธิ์? ก่อนหน้านี้เจ้าแปลงเป็นนกไปแอบผู้อาวุโสเม็ดยาอาบน้ำไม่ใช่หรอ! อีกอย่าง..เมื่อกี้ข้าก็สร้างโอกาสให้เจ้านะ ปกติแล้วนางประทับใจในตัวเจ้า แต่หากเจ้าได้หว่านล้อมนางเช่นนี้ บางทีนางอาจจะยอมทำอย่างว่ากับเจ้าก็ได้ เจ้านี่โง่จริงๆ..เห็นมั้ยว่าโอกาสดีๆหลุดลอยไปเพราะเจ้า! หากนางยอมเจ้าจริงๆ..นั่นก็ถือเป็นการทำให้เจ้าผ่อนคลายก่อนจะไปยังดินแดนรกร้างทางใต้นั่น” หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว

เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดยังไง จู่ๆเขากลับรู้สึกว่าหลงเสวี่ยอี๋ไม่ใช่สาวน้อยแต่อย่างใด นางต้องมีประสบการณ์ช่ำชองในการจัดการกับอิสสตรีแน่

“มังกรเพศผู้ทั้งหมดนับเป็นเสือผู้หญิง.. บางที..นางอาจจะสืบทอดนิสัยนี้มาจากบิดาของนาง เฉินเซี่ยงจำเรื่องนี้ใส่ใจไว้เลยนะ บางที..ในอนาคตเจ้าอาจจะถูกมังกรน้อยนี่กินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลย” ซูเหม่ยเหยาทำหน้าตาจริงจังพลางกล่าวเตือนเฉินเซี่ยงก่อนจะเริ่มหัวเราะคิกคัก

เฉินเซี่ยงแอบด่าทอหลงเสวี่ยอี๋อยู่ในใจพลางคิดว่า “ไม่ช้าก็เร็ว…วันนึงข้าจะกินเจ้าจนไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูกเลย!”

ในตอนนี้ เฉินเซี่ยงก็ได้รู้แล้วว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์สามารถวิวัฒนาการจิตวิญญาณเพลิงอื่นๆได้ เพียงแต่ยังไม่เจอวิธีการดีๆที่จะทำเช่นนั้น หากเขาหาวิธีได้ เขาย่อมช่วยให้จิตวิญญาณเพลิงของทั้งผู้อาวุโสเม็ดยาและวู่เชียนวิวัฒนาการไปยังระดับสูงสุดได้………………………………





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)