WORLD DEFYING DAN GOD 231 - 240
Chapter
231 – รวมตัว
วู๋เชียนเชียนนำเม็ดยาที่นางสกัดกลั่นออกมา
หลังจากเฉินเซี่ยงเห็นเม็ดยาของนางเขาก็รู้สึกประหลาดใจ
“เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหรอ? นี่เจ้าสกัดกลั่นมันได้แล้วหรอ?”
เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาพลางเพ่งมองมันอย่างระมัดระวัง
“คุณภาพระดับสูงสุด เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาได้ครั้งละกี่เม็ด?”
“ข้าสกัดกลั่นได้เพียงครั้งละ
3 เม็ด!” วู๋เชียนเชียนกล่าวตอบ
เมื่อนางเห็นท่าทางประหลาดของเฉินเซี่ยง นางจึงรู้สึกมีความสุขอย่างมาก
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน
“ข้าสกัดกลั่นได้ครั้งละ 5 เม็ด
เจ้าต้องพยายามให้มาก ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะสกัดกลั่นเม็ดยาได้ครั้งละ 5 เม็ด..
ข้าจะช่วยเจ้ารวบรวมสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
หากเจ้าสกัดกลั่นได้ 5 เม็ด.. 4
เม็ดเป็นของข้า ส่วนอีก 1
เม็ดถือเป็นรางวัลของเจ้า แต่หากเจ้าสกัดกลั่นพลาดก็ไม่เป็นไร”
เฉินเซี่ยงมีส่วนผสมที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมากมาย
แต่เขาไม่มีเวลาสกัดกลั่นมัน
หากเขาจะสกัดกลั่น..เขาย่อมเลือกสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานแทน
ส่วนเม็ดยาระดับต่ำพวกนั้น..เขาจะหาใครสักคนสกัดกลั่นให้แทน
ซึ่งตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเหยียดหยามการสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไปเลย
หากใครก็ตามรู้เข้าว่าเฉินเซี่ยงมีความคิดเช่นนี้กับเม็ดยาล้ำค่าชนิดนี้
พวกเขาต้องด่าทอเฉินเซี่ยงไปจนตายแน่
วู๋เชียนเชียนนับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเฉินเซี่ยง
ด้วยความที่นางมีจิตวิญญาณเพลิง แน่นอนว่าเม็ดยาที่นางสกัดกลั่นออกมาย่อมมีคุณภาพสูง
หากนางพยายามขึ้นอีกเล็กน้อยนางย่อมสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ครั้งละ
5 เม็ด
“เชียนเชียน
เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูงชนิดอื่นๆได้อีกมั้ย?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
นางส่ายศีรษะ
“นี่ก็ถือเป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว แต่ข้าพยายามให้มากกว่านี้
รอจนกว่าข้าจะสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ครั้งละ 5
เม็ดแล้วข้าจะช่วยเจ้าสกัดกลั่นมัน”
เฉินเซี่ยงพูดคุยอยู่กับวู๋เชียนเชียนอยู่ชั่วครู่
เขาเล่าประสบการณ์ในการปรุงยาให้นางฟังทั้งยังให้สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงกับนาง
100 ชุด
“ช่วยข้าสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหน่อยนะ!
ไม่ว่าแต่ละครั้งเจ้าจะสกัดกลั่นได้มากน้อยขนาดไหนก็ให้เจ้าเก็บเอาไว้ 1
เม็ด..ส่วนที่เหลือค่อยเอาให้ข้า นั่นย่อมเป็นรางวัลที่น่าพึงพอใจของเจ้า”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว เขารู้ว่าวู๋เชียนยังขาดแคลนสมุนไพรอยู่มากเขาจึงยื่นส่งสมุนไพรให้กับนาง
“น่าพึงพอใจมาก
ข้าจะพยายามสกัดกลั่นให้ได้มากๆ” นางกล่าวตอบอย่างตื่นเต้น
ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสกัดกลั่นเม็ดยาออกมาให้ดี
ขณะสกัดกลั่นเม็ดยา..นักปรุงยามากมายต้องรีดเค้นสมบัติหรือรางวัลของตนออกมาใช้ในการสกัดกลั่น
แต่งานที่เฉินเซี่ยงมอบหมายให้นาง..ไม่เพียงนางจะได้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
แต่นางยังได้รางวัลจำนวนมาก…มากจนทำให้นักปรุงยาระดับ 3
หลายคนรู้สึกอิจฉา
ในช่วง 3
วันนี้เป็นเวลาให้เหล่าศิษย์ได้ผ่อนคลายก่อนจะเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้
นอกจากจากเฉินเซี่ยงแล้ว..คนอื่นๆต่างต่างรู้สึกตึงเครียดเพราะหลังจากเข้าไปในดินแดนรกร้างแล้ว
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น
ทั้งยังต้องหลบเลี่ยงการไล่ล่าของนักสู้ที่ทรงพลังจากนิกายฝ่ายปีศาจด้วย
เมื่อยามที่ผู้เข้าร่วมทั้ง
10 คนอยู่ด้วยกัน ทุกวันล้วนมีแต่รอยยิ้ม เพียงแต่ตอนนี้หวินเสี่ยวเตาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
เขาเพียงคารวะเฉินเซี่ยง..นอกนั้นเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรสักคำเพราะเขาเครียดอย่างมาก
ไม่เพียงแต่หวินเสี่ยวเตาที่เป็นเช่นนี้…คนอื่นๆเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
จะมีก็แต่เฉินเซี่ยงที่รู้สึกสบายๆอยู่คนเดียว
กู่ตงเฉินหยิบเอาอุปกรณ์บินออกมาแล้วให้เฉินเซี่ยงกับคนอื่นๆขึ้นไปข้างบน
เมื่อทุกคนขึ้นไปครบแล้ว
กู่ตงเฉินจึงเริ่มควบคุมอุปกรณ์บินก่อนจะออกบินไปด้วยความสูง
“นั่นมันอาวุธชั้นยอด!”
เฉินเซี่ยงอุทานขึ้น บนอุปกรณ์บินที่เขาขี่อยู่มีรูปแบบวิญญาณมากมาย
แต่ละรูปแบบนับว่าซับซ้อนเป็นอย่างมาก หลังจากที่เฉินเซี่ยงได้คัมภีร์ผู้สร้างมาในตอนนั้นเขาก็ได้ศึกษาเรื่องรูปแบบวิญญาณไปแล้วบางส่วน
“ถูกแล้ว
มันถูกสกัดกลั่นขึ้นโดยจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียน
สตรีนางนั้น..โกงข้าด้วย!”
ท่าทางของกู่ตงเฉินดูปวดใจซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงแอบหัวเราะ เขาคาดไม่ถึงว่าสาวงามอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อจะขูดเลือดขูดเนื้อกับเค้าด้วย
กู่ตงเฉินและคนอื่นๆต่างรู้ว่าเฉินเซี่ยงครอบครองเกราะแห่งเต่าทมิฬ..กระบี่ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัว…ทั้งยังมีปีกเพลิงคู่ยักษ์
ดังนั้นเรื่องการเอาชีวิตรอดของเฉินเซี่ยงนับว่าไม่เป็นสองรองใคร เป็นเหตุให้ทั้ง 9
คนต้องแยกตัวออกจากเฉินเซี่ยงเพื่อให้เขาได้ลงมือล่าล้างสังหารเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอย่างเต็มที่
อุปกรณ์บินชิ้นนี้นับว่ารวดเร็ว..ทั้งยังรวดเร็วกว่าปีกเพลิงของเฉินเซี่ยงหลายเท่า
เพียงแต่มันเผาผลาญปราณของผู้ใช้ปริมาณมหาศาล ซึ่งตอนนี้กู่ตงเฉินก็เผาผลาญปราณไปจำนวนมาก
ส่วนคนอื่นๆต่างก็นั่งอยู่กับที่และปรับสภาพของตนให้เข้ากับความเร็วนี้
ดินแดนรกร้างอยู่ทางตอนใต้ของนิกายยอดนักสู้
สถานที่แห่งนั้นนับเป็นสถานที่ลึกลับ ซึ่ง ณ
ใจกลางของมัน..แม้แต่กู่ตงเฉินก็ไม่กล้าสุ่มสีสุ่มห้าเข้าไป
อุปกรณ์บิน..บินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา
3 ก่อนจะมาถึงยังยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง
ที่ยอดเขาแห่งนี้เป็นพื้นที่ราบขนาดไม่ใหญ่นักและตอนนี้…ก็มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
“ถึงแล้ว!”
กู่ตงเฉินกล่าวปลุกทุกคนจากการบ่มเพาะ
ผู้เข้าร่วมทั้งหมดค่อนข้างเคร่งเครียดเพียงแต่..พวกเขาทำได้แค่พยายามสงบจิตใจเท่านั้น
“ฮึ่ม
นิกายใหญ่ก็ยังเป็นนิกายใหญ่อยู่วันยังค่ำซ้ำยังเป็นผู้ที่มาช้าที่สุดด้วย!”
เสียงอันเย็นชาดังมา.. นั่นคือเสียงของถังยี่เชาจากนิกายนักสู้แท้จริง
ครั้งล่าสุดที่ดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ มันจะเกือบจะถูกเฉินเซี่ยงสังหาร ดังนั้น
เมื่อยามที่มันมองเฉินเซี่ยง ปราณสังหารในตัวของมันถึงได้พุ่งพล่าน
ขณะที่เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆลงมาจากอุปกรณ์บิน
พวกเขาพบกับศิษย์จากนิกายต่างๆมากมายทั้งยังมีตัวตนอันยิ่งใหญ่ของนิกายต่างๆมาด้วย
ทันใดนั้น..เฉินเซี่ยงได้เห็นหลิวเมิ่งเอ๋อ
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจคือในหมู่กลุ่มศิษย์ที่อยู่ด้านหลังของนางกลับมีซู่เซี่ยนเซี่ยนที่สวมใส่ชุดสีขาวและเหลิ่งยู่หลานที่สวมใส่เกราะสีดำ
ทั้งสองนางช่างดูทรงพลัง พวกนางคารวะเฉินเซี่ยง
ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนยังคงไม่มา..แต่เป็นฮวาเซียงเยว่ที่มาพร้อมกับตัวแทนของดันเซี่ยงเถาหยวน
สิ่งที่เห็นย่อมชัดเจนว่านางมีตำแหน่งสูงขนาดไหนในดันเซี่ยงเถาหยวน
แต่ถึงอย่างนั้น
สาวงามทรงเสน่ห์และงดงามเช่นนางกลับไม่ชายตามองเฉินเซี่ยงราวกับนางจำเขาไม่ได้
แต่เฉินเซี่ยงก็แอบถอนหายใจ
หากฮวาเซียงเยว่เกิดทักทายเขาขึ้นมา..อาจทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก
เพราะทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานต่างก็อยู่ที่นี่ด้วย
บุรุษที่เป็นผู้นำของนิกายเช่าหวู่ดูไปคล้ายกระทิงยักษ์..มันคือประมุขคนใหม่ของนิกายเช่าหวู่
ส่วนผู้นำของเกาะบงกชมีท่าทางสุภาพ..อ่อนโยน
เขาสวมใส่ชุดคลุมสีขาวทั้งผิวของเขาก็สะอาดเกลี้ยงเกลา
ความสง่างามของเขาทำให้เหล่าศิษย์สตรีต้องชำเลืองมองเป็นครั้งคราว
นิกายกระบี่ลึกล้ำนำโดยชายวัยกลางคนที่มีลักษณะไม่ธรรมดา
แม้เขาจะสวมใส่เครื่องแต่งกายธรรมดาสามัญแต่ความเย่อหยิ่งกลับเปล่งรัศมีเจิดจ้า
ที่แผ่นหลังของเขาสะพายไว้ด้วยกระบี่ยาว แต่สิ่งทำให้เฉินซี่ยงรู้สึกประหลาดใจคือ
ศิษย์ที่มากับชายคนนั้นล้วนคุ้นหน้านัก
นั่นมันกานจิ่วเจี้ยนคนที่เคยขัดแย้งกับเฉินเซี่ยงเมื่อคราวที่อยู่ในเหมืองผลึกศิลาใกล้ๆกับเมืองกระบี่น้ำแข็ง
หวินเสี่ยวเตาส่งสายตาและยิ้มให้เฉินเซี่ยงเมื่อพวกเขาเห็นเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยน
พวกเขาแอบอิจฉาเฉินเซี่ยงทั้งยังมั่นใจกับสิ่งที่เฉินเซี่ยงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพวกนางว่า..
ซู่เซี่ยนเซี่ยนคือคู่หมั้น ส่วนเหลิ่งยู่หยานก็เป็นน้องสาวร่วมสาบาน
เหล่าศิษย์หุบเขาเหมันต์นำโดยหลิวเมิ่งเอ๋อทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนในครั้งอดีตกาลที่ผ่าน
ซึ่งเรื่องนี้ย่อมไม่ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
“พวกเจ้าทุกคนล้วนไม่อยากพ่ายให้กับนิกายฝ่ายปีศาจใช่มั้ย? หากพวกเราพ่าย
พวกเราต้องจ่ายทรัพยากรให้มัน ซึ่งหากพวกมันมีโอกาสเติบโตขึ้น…ในยามนั้น..พวกมันย่อมเป็นภัยคุกคามของเราแน่
ข้าคิดว่าแม้ข้าไม่อธิบาย…พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจดี!” กู่ตงเฉินกล่าวอย่างฉะฉาน
“ในยามนี้..ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงย่อมประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนแล้ว
ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เขามีศัตรูในบางนิกายโดยไม่ได้ตั้งใจ
ที่มันเกิดเรื่องเช่นนั้นก็เพราะเขาถูกบังคับซึ่งพวกเจ้าล้วนกระจ่างแจ้งมากกว่าข้า”
“ก่อนหน้านี้ที่เมืองกระบี่น้ำแข็ง…เขาได้สังหารศิษย์ของเผ่าปีศาจหยางไปกว่า
100 คน รวมถึงนักสู้ระดับ 5 3 2 และ 1
ขอบเขตนักสู้แท้จริง นั่นทำให้เผ่าปีศาจหยางเกลียชังเขาเข้ากระดูกดำ
การที่เขาอยู่รวมกับพวกเราย่อมทำให้พวกเราเจอเรื่องยุ่งยาก
ดังนั้น…เขาจึงไม่อาจอยู่รวมกลุ่มกับพวกเราได้”
ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวอย่างเย็นชา
แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้น
แต่นั่นก็ทำให้เหล่าศิษย์มากมายต้องกลืนน้ำลายเพราะเฉินเซี่ยงนับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง
ด้วยตัวคนเดียว..กลับสามารถสังหารผู้คนได้มากมายขนาดนั้น!…………………………..
Although
he said so, many disciples could not help but gulp down a cold lump. Chen was
truly worthy to be an influential figure; one man had actually annihilated so
many!
Chapter
232 – ตัวคนเดียว
เหลิ่งยู่หลานรู้สึกไม่พอใจ..แต่นางก็ต้องควบคุมตนเองไว้
“เซี่ยนเซี่ยน
ตอนนั้นข้าเป็นคนผ่าไอ้นักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงนั่นเป็น 2 ซีก
ทำไมไอ้คนจากนิกายกระบี่ลึกล้ำถึงไม่กล่าวถึงข้าเลย”
เหลิ่งยู่หลานบุ้ยปากพลางกล่าว ทั้งนางและเซี่ยนเซี่ยนต่างร่วมฝึกพิเศษด้วยกันจนทำให้พวกนางกลายเป็นเพื่อนสนิท
แม้นิสัยของทั้งสองนางจะต่างกันแต่พวกนางต่างก็ชอบพออีกฝ่าย
“ข้าจะพูดตรงๆเลยนะ
หลังจากเจ้าไปที่ดินแดนรกร้างแล้ว
ใครก็ตามที่กล้าลงมือกับเฉินเซี่ยง..อย่าได้ตำหนิว่าข้าไม่สุภาพ!
ถ้าหากข้ารู้ว่าใครเป็นคนทำ..ฮึ่ม ฮึ่ม
ข้าย่อมไม่ลังเลที่จะยกทั้งลานประลองอาวุโสไปถล่มนิกายของมันผู้นั้นให้ย่อยยับแน่!”
กู่ตงเฉินกล่าวอย่างเคร่งขรึมและเย็นชาทั้งคำกล่าวของเขายังแฝงไปด้วยปราณสังหาร
ตอนนี้เฉินเซี่ยงมีค่าหัวถึง
15 ล้านผลึกศิลา
กู่ตงเฉินกังวลว่าจะมีศิษย์ของบางนิกายลงมือกับเฉินเซี่ยงเมื่อเข้าสู่ดินแดนรกร้างแล้ว
เขากล่าวเตือนคนเหล่านั้นทั้งคำกล่าวของเขาก็หนักแน่น
หากเฉินเซี่ยงถูกศิษย์นิกายฝ่ายธรรมมะเข้าจู่โจม
กู่ตงเฉินย่อมไม่ลังเลที่จะถล่มนิกายเหล่านั้นให้สิ้นซาก
คนส่วนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่นี่ไร้ซึ่งความคิดที่จะลงมือกับเฉินเซี่ยง
ในสายตาของพวกเขา กู่ตงเฉินเป็นเหมือนเทพพระเจ้าแห่งการสังหาร
พวกเขาเชื่อว่าผู้ที่สังหารประมุขนิกายเช่าหวู่และนักสู้ขอบเขตนิพพานอีกมากมายในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬคือกู่ตงเฉิน
ทำให้พวกเขาไม่กล้าสงสัยในคำกล่าวของกู่ตงเฉิน
“เฉินเซี่ยง..เจ้าเข้าไปในดินแดนรกร้างก่อนเป็นคนแรก
ระวังตัวด้วยหล่ะ!” กู่ตงเฉินกล่าว
“ได้!”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ หลังสิ้นเสียงของเขา..เงาร่างของเขาพลันหายไปในพริบตา
ความเร็วของเขาต่างทำให้เหล่าประมุขนิกายรู้สึกตกใจ พวกเขาจ้องมองไปยังป่าบริเวณตีนเขาและเห็นเป็นเงาร่างกำลังกระโดดไปมาบนต้นไม้
ทักษะการเคลื่อนไหวของเฉินเซี่ยงนับว่ายอดยเยี่ยม
เขากระโดดไปมาบนใบไม้ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อศิษย์มากมายเห็นเฉินเซี่ยงเคลื่อนไหวในพริบตา
พวกเขาต่างรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขาแอบเปรียบเทียบเฉินเซี่ยงกับตนและได้รู้ว่าพวกเขายังห่างชั้นกับเฉินเซี่ยงนัก
แม้กู่ตงเฉินไม่ได้กล่าวเตือนเมื่อครู่
พวกเขาย่อมไม่โง่พอที่จะเข้าจู่โจมเฉินเซี่ยงเพราะนั่นถือเป็นการรนหาที่ตาย!
อีกอย่าง การที่เฉินเซี่ยงไม่จู่โจมพวกเขาก็นับเป็นเรื่องดีมากแล้ว
ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างขมวดคิ้วหลังจากเห็นเฉินเซี่ยงหายไปในพริบตา
พวกนางอยากกล่าวเตือนเฉินเซี่ยงเพียงแต่ยังสบโอกาส
ทำให้พวกนางไม่อาจพูดคุยกับเฉินเซี่ยงได้
แต่เมื่อพวกนางจะใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับเขา..เขาก็จากไปเสียแล้ว
เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างก็ขบริมฝีปากพลางจ้องมองไปยังทิศทางที่เฉินเซี่ยงจากไป
พวกนางอยากไปกับเฉินเซี่ยงเพียงแต่พวกนางคือแกนกลางของทีม
พวกนางรู้ว่าไม่อาจเห็นแก่ตัวเพราะนั่นนั้นย่อมเป็นการทำลายทีมของพวกนางเอง
“พวกเราไม่อาจต่อสู้เพียงลำพัง
พวกเราควรต่อสู้ร่วมกันเพราะนี่คือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด…ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อเอาชีวิต!”
กู่ตงเฉินกล่าว
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอยู่ครู่นึงก่อนที่ศิษย์ทุกคนจะเข้าไปยังดินแดนรกร้าง
กู่ตงเฉินเองก็ต้องการโน้มน้าวให้นิกายอื่นๆอยู่รวมกันเป็นทีม
“ไม่ดีแน่
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเข้าไปข้างในก่อนแล้ว ดูเหมือนพวกมันจะคุ้นชินสถานที่มากด้วย
นั่นเท่ากับเรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น และหากพวกเราถูกมันล้อมกรอบ
นั่นย่อมเป็นปัญหาแน่” ปรมาจารย์เกาะบงกชกล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ปรมาจารย์เหลียนพูดถูก ข้าคิดว่าพวกเราควรเคลื่อนไหวตามที่ได้ฝึกฝนมา
นั่นย่อมเป็นการทำให้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจต้องแบ่งแยกความสนใจเพื่อจัดการกับพวกเรา”
ฮวาเซียงเยว่กล่าว
“ดี
แต่ศิษย์ทุกคนต้องคอยสังเกตุคนอื่นๆเอาไว้และอย่างลืมสร้างสัญลักษณ์หรืออะไรบางอย่างเพื่อให้คนอื่นๆตามมาได้
กลุ่มแต่ละกลุ่มต้องไม่อยู่ไกลกันมากนักเพราะหากเกิดอะไรขึ้นกลุ่มอื่นๆย่อมเข้าช่วยเหลือได้”
ขณะที่ทุกคนกำลังปรึกษาหารือกัน…เฉินเซี่ยงก็เข้าไปยังดินแดนรกร้างแล้ว
ใครก็ตามที่ได้เข้าไปในดินแดนรกร้างย่อมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ
ภายในนั้นมีหุบเหวลึกขนาดมหึมาและมีเพียงทางเข้าดินแดนรกร้างเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด
แต่หากใครก็ตามที่เข้ามาในดินแดนรกร้างจากเส้นทางอื่น
พวกเขาต้องเดินข้ามภูเขาสูงกว่าหลายร้อยจ้างซึ่งภายในภูเขาเหล่านั้น…พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากสัตว์มีพิษร้ายแรงมากมาย
ดินแดนรกร้างทางใต้มีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก
มันถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาขนาดยักษ์ขึ้นทับซ้อนกันจนหนาแน่น
พื้นที่ภายในที่ถูกล้อมรอบให้ความรู้สึกหดหู่…อับเฉา
เพราะมันเต็มไปด้วยต้นไม้รูปร่างแปลกๆทั้งยังหน้าหวาดกลัวอยู่มากมาย
ณ
ทางเข้าหุบเหว.. เฉินเซี่ยงเห็นชายสวมใส่ชุดคลุมดำอยู่ 2 คน
พวกมันมีท่าทีเคร่งขรึมทั้งยังมีรัศมีปีศาจแปลกๆ เพียงชำเลืองชั่วครู่ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกมันคือนักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจ
“เจ้าเรียกคนพวกนี้ว่าผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจงั้นหรอ? พวกมันสมควรถูกเรียกว่าปีศาจร้ายมากกว่า!”
เป่ยยู่ยู่กล่าวพลางแค่นเสียง นางก็เป็นผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจเช่นกัน
เพียงแต่ร่างกายของกลับไม่มีร่องรอยของความเกลียดชัง เพราะการบ่มเพาะของนางไม่จำเป็นต้องสังหารมนุษย์เป็นภูเขาเลากาเพื่อก้าวหน้า
หลังจากทั้งนิกายฝ่ายปีศาจและนิกายฝ่ายธรรมะได้ติดสินผู้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว
ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมฝ่ายตนให้กับอีกฝ่ายเพื่อจะได้จัดการการเข้าสู่ดินแดนรกร้างได้
“ไอ้หนู..
เจ้าคือศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะใช่มั้ย? เจ้าชื่ออะไร”
ชายในชุดคลุมดำคนนึงกล่าวขึ้น
“เฉินเซี่ยง!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
ชายทั้งสองต่างจับจ้องที่เฉินเซี่ยง
พวกมันมองสำรวจเฉินเซี่ยงอย่างระมัดระวังก่อนที่ใบหน้าของมันจะปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชา
“เข้าไปได้!”
ชายในชุดคลุมดำคนนึงเยาะเย้ยพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงทะยานข้ามพวกมันไปกระทั่งเข้าสู่หุบเหว..
“มังกรน้อย
ตอนนี้เจ้าห้ามขี้เกียจเลยนะ!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นในสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
“วางใจเถอะน่า..
ถ้าเจ้าตายข้าก็ไม่มีของให้กินกันพอดี ถึงเจ้าจะชั่วร้ายไปหน่อย..แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะหาคนโง่ๆได้แบบเจ้า”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบอย่างเกียจคร้าน
ดินแดนรกร้างแห่งนี้ดูแห้งแล้ง..รกร้าง..และเปลี่ยวเป็นอย่างมาก
แม้ที่นี่จะมีต้นไม้และสายน้ำ
แต่พวกมันล้วนถูกปกคลุมด้วยสีดำทมิฬจนทำให้มองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
พื้นที่แถบนี้เงียบเชียบมาก..แต่กระนั้น
ยังมีบางครั้งครามที่ให้ความรู้สึกชวนขนหัวลุก
หากคนขี้ขลาดมายังที่แห่งนี้ พวกมันย่อมหวาดกลัวจนตายแน่
“เฉินเซี่ยง..
เจ้าไม่คิดว่าเหลียนหมิงตงและปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชดูคล้ายกันบ้างหรอ?”
จู่ๆซูเหม่ยเหยาก็ถามขึ้น
จากที่นางกล่าว..เฉินเซี่ยงก็รู้สึกเช่นเดียวกับนาง
อีกอย่าง เฉินเซี่ยงยังสังเกตุเห็นว่า เมื่อตอนที่พวกเขาลงจากอุปกรณ์บิน
ท่าทางของเหลียนหมิงตงดูแปลกๆไป
“ดูเหมือนปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชจะใช้แซ่เหลียนนะ!”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังมุ่งไปข้างหน้า
จู่ๆเขาก็หยุดลง เจ้าอ้วนเคยตรวจสอบเบื้องหลังของเหลียนหมิงตงเป็นอย่างดีแล้ว
แต่ยามนี้ซูเหม่ยเหยากลับกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยว่าทั้งเหลียนหมิงตงและปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชจะมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน
“หรือเขาเป็นบุตรชายของปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชหรือเปล่า? หรือเขาเป็นลูกนอกสมรส? หรือเป็นเพราะเขาไร้พรสวรรค์ถึงได้ถูกทอดทิ้ง?”
ซูเหม่ยเหยากล่าวถาม
สตรีมักจะชื่นชอบกล่าวถามเรื่องราวเช่นนี้อยู่เสมอ
[Note:
ข้อคิดวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนไหนก็ชื่นชอบเรื่องชาวบ้านกันทั้งนั้น]
“ข้าก็ไม่รู้
งั้นรอให้ข้าออกไปจากที่นี่ก่อนเดี๋ยวข้าจะลองถามเขาดู”
เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังป่าแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นที่ซุ่มโจมตีมากที่สุด
ตอนนี้เฉินเซ่ียงกำลังตามหาศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเพื่อสังหารพวกมันซึ่งนี่คือภารกิจที่กู่ตงเฉินและคนอื่นๆมอบหมายให้เขา
เมื่อผ่านเข้าไปในป่า..
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูราวจะสงบนิ่ง.. ไร้วี่แววร่องรอยของอันตรายใดๆ
เฉินเซี่ยงปลอมแปลงรูปลักษณ์ของตนเล็กน้อยเพราะตอนนี้เขาอยู่บริเวณรอบนอกของดินแดนรกร้าง ที่แห่งนี้ไม่มีอันตราย..หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะหลบซ่อนอยู่ที่นี่พวกเขาต้องเฝ้าระวังศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
“ข้ารู้สึกอยู่ตลอดว่าไอ้พวกนิหายฝ่ายปีศาจวางแผนชั่วร้ายบางอย่าง
เหมือนพวกมันได้เผชิญและก้าวผ่านปัญหามากมายเพื่อทำการณ์ใหญ่บางอย่าง
บางทีพวกมันอาจจะเตรียมคนมากกว่า 100
เพื่อซุ่มโจมตีที่นี่แล้วก็ได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว
ทันทีที่นางกล่าวจบ
เฉินเซี่ยงพลันสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวอยู่รอบๆตัวเขาดูราวกับว่าเขาถูกล้อม…………………………….
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
กระผม ‘Lion_K’ หรือ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’
ประจำกลุ่มกลุ่ม Lion_K นั่นเอง
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายอีกเรื่องที่ผมแปลเพราะมันน่าสนใจดี
ผมแปลลงไปในกลุ่มเพื่อเป็นการชิมลางเป็นจำนวน 2 ตอนแล้ว
และผลตอบรับก็ออกมาดีอย่างที่มันควรจะเป็น ดังนั้น
กระผมเลยถือโอกาสเอามาแบ่งปันให้กับบุคคลภายนอกได้อ่านกัน
ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะครับ
Lion_K
ปล.
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายจีนกำลังภายในตามแบบฉบับทั่วๆไป
แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ที่เนื้อเรื่องและสำนวนการเขียนของผู้เแต่งนิยาย
อ้อที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แนว ‘ฮาเรม’ นะครับ..ที่ถูกคือ ‘สำส่อน’
มากกว่า…….
Grasping
Evil ชื่อไทย ‘หม้อน้ำ’
Chapter
0001 ความฝันแรก..สร้อยหยกหยินหยาง
1
ล้านปีที่แล้ว..
มีอสูรตนนึ่งตกลงสู่ห้วงนิทราในความว่างเปล่าแรกเริ่ม..เหินห่างจากแสงแห่งสวรรค์
มีดาราจักรนับหมื่นคอยโคจรอยู่รอบๆ…
เขาสวมใส่ชุดคลุมสีม่วงทั้งยังเป็นการดำรงอยู่ในจุดสูงสุด
ลมหายใจของเขาทำให้ดาราจักรนับไม่ถ้วนถูกทำลายและเกิดใหม่เป็นจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน
บนร่างกายของเขามีทวีป
ภูเขา เมืองโบราณและดินแดนแห่งนิรันดร์นับล้าน..
มนุษย์อันเล็กจ้อยราวกับมดมากมายนับไม่ถ้วนกำลังนั่งคุกเข่าลงบนพื้น..เคาะระฆังทอง..และสวดอธิฐานต่อความว่างเปล่า
“ได้โปรดตื่นเถิด..ท่านจักรพรรดิแห่งนิรันดร์
ได้โปรดสอนสั่ง ‘เต๋า’ ให้แก่ ‘โลกอันศักดิ์สิทธิ์’
ในแดนสวรรค์อันยิ่งใหญ่ด้วยเถิด… ”
“เดี๋ยวสิ..
ให้ข้างีบอีกนิดนึง ข้ากำลังฝันถึงเรื่องราวอันน่าสนใจของเจ้าหนูหนิงฝานอยู่
อา…..”
…
มิติและเวลาต่างเคลื่อนคล้อยกระทั่ง
1 ล้านปีได้ผ่านพ้นไป
ณ
สี่แดนสวรรค์และโลกทั้ง 9.. โลกพิรุณนิรันดร์
เมืองเยว่ ภูเขาหลีเมิ่ง นิกายเหอฮวน..
ภายในประตูของนิกายเหอฮวนมีเพียงผู้บ่มเพาะที่เป็นอิสสตรี
วิธีการบ่มเพาะของพวกนางนับว่าชั่วร้ายและน่าอายเป็นอย่างมาก
นอกห้องผสานกาย..
มีสตรีวัยแรกรุ่นเปลือยกายมากมายเดินออกมาจากห้อง อากรับกริยาของพวกนางช่างแปลกนัก
พวกนางเดินเอาขาแนบชิดติดกันราวกับรักษาพรหมจรรย์
แต่สิ่งที่น่าสังเกตุที่สุดคือ…ที่ขาของพวกนางแต่ละคนกลับมีของเหลวกำลังไหลหยดลงมาบนพื้น
บนขาเรียวงามราวกับหยกของพวกนางมีคราบโลหิตติดอยู่
โลหิตนั่นคือสัญลักษณ์พรหมจรรย์ของพวกนางและนั่น…คือสิ่งที่พวกนางเป็นผู้พรากมันไปด้วยตนเอง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
พวกเราจะเข้าร่วมนิกายปีศาจอย่างเป็นทางการ….”
ใบหน้าอันงดงามของพวกนางย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อราวกับพวกนางยังคงใฝ่ตัณหา
แม้พวกนางจะสูญเสียพรหมจรรย์…พวกนางกลับไร้ซึ่งความเศร้า..แต่เปี่ยมไปด้วยความยินดี
เมื่อออกจากห้องผสานกาย..
พวกนางมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่พัก
ภายในห้องผสานกาย..ยังคงมีเสียงกระเส่าของเหล่าสตรีดังมาเป็นสายราวกับคลื่นน้ำ..
ภายในห้องแห่งนั้น
พวกนางเคารพบูชาพระพุทธรูปสีดำ
ตะเกียงทองแดงยังเปล่งแสงอันนิ่งสงบและเต็มไปด้วยน้ำมัน
สตรีแรกรุ่นมากมายต่างกำลังเย้าหยอกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ใจกลางของห้องเบื้องล่างขวาของพระพุทธรูปสีดำ
สตรีนางนึงมัดผมทรงซาลาเปาสองลูกบนหัวได้เอนกายพลางประทับหน้าอกอันงดงามของนางลงบนริมฝีปากของเด็กหนุ่ม..
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ.. ดวงตาของนางพร่ามัวด้วยความปิติ
สตรีอีกนางนึงปล่อยผมยาวสลวยได้นั่งในท่าดอกบัวของพระโพธิสัตว์ค่อมอยู่บนลำตัวท่อนล่างของเด็กหนุ่ม..
สตรีอีกนางนึงเปลือยยอดอกและเริ่มใช้ริมฝีปากของนางซุกไซ้ไล่จากลำคอ..ขึ้นไปยังคางและ…ของเด็กหนุ่มราวกับงู
สตรีเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าตาอัปลักษณ์และพวกนางกำลังปรนิบัติเด็กหนุ่มอยู่ก็ตาม..
แต่เด็กหนุ่มกลับไร้ซึ่งความสุข
ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มหลี่ลงราวกับอ่อนเพลียปนเศร้าโศก
เขาคือหม้อน้ำที่ถูกตระกูลของตนทรยศและขายให้กับนิกายเหอฮวนเพื่อเป็นทาสกามให้กับเหล่าสตรีผู้ชั่วร้าย
ร่างกายท่อนล่างของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก
เพียงแค่หนึ่งวัน..เขากลับถูกขืนใจด้วยสตรีราว 100
คน..ทั้งเหล่าสตรีกว่าครึ่งยังนับว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
“นี่คือกระต่ายน้อยของพี่สาวผู้นี้
อร่อยใช่มั้ยหล่ะ…?”
สตรีทรงผมซาลาเปานาบหน้าอกเล็กๆของนางลงไปที่ปากของเด็กหนุ่มพลางกล่าวถามอย่างเย็นชา
“ห่วยแตก
น่าสะอิดสะเอียน พวกเจ้าทุกคน..ฆ่าข้าซะ!”
เด็กหนุ่มผู้ปากแข็งกล่าวตอบ
“ฮึ่ม..
เจ้ายังกล้าพูดเช่นนี้ เจ้าก็เป็นแค่หม้อน้ำ..เป็นแค่เครื่องมือชิ้นนึง..
มามะ…มาให้พี่สาวของเจ้าขโมยแก่นหยางเพื่อทำให้หยินของพวกข้าเติบโตซะดีๆ!”
เจตนาสังหารอันชวนขนหัวลุกปรากฏในดวงตาของสตรีทรงผมซาลาเปา
นางเปลี่ยนกลายเป็นคนไร้ซึ่งความอ่อนโยนของอิสสตรี
นางตบปากของเด็กหนุ่มจนทำให้ทำให้ริมฝีปากของเขาเกรอะไปด้วยโลหิต
หลังจากนั้น..นางก็กลับมาเป็นสตรีที่งดงามและอ่อยช้อยอีกครั้ง
นางเชยคางของเด็กหนุ่มขึ้นพลางกล่าวถามด้วยความกังวล
“ยอดดวงใจของข้า..
เจ้าเจ็บหรือเปล่า?”
“หากเจ้าไม่ฆ่าข้า
วันนึง…ข้าจะล้างบางนิกายเหอฮวนของพวกเจ้าให้สิ้นซาก!”
เด็กหนุ่งไร้ซึ่งการบ่มเพาะ..แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังราวกับทะลุไปยังสรวงสวรรค์
“ฮ่าฮ่า
แม้เจ้ายังเด็กแต่คำกล่าวของเจ้ากลับยิ่งใหญ่
ก็ได้…พี่สาวผู้นี้จะรอดูว่าเจ้าจะทำลายนิกายเหอฮวนของพวกข้าได้อย่างไร
แต่ว่านะ…ฮี่ฮี่ ไม่มีหม้อน้ำคนไหนที่ทนกับความรักอันเร่าร้อนของพวกข้าได้เกิน 3 วัน
พลังหยางของเจ้าถูกรีดออกไปจนหมดแล้ว..
และด้วยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้..ดูเหมือนว่าเจ้าคงไม่อาจข้ามผ่านคืนนี้ไปได้
และท้ายที่สุด..เจ้าจะตายด้วยความอ่อนเพลีย ฮ่าฮ่า มาสิ
มาจูบริมฝีปากของพี่สาวผู้นี้…..”
สตรีผมซาลาเปาเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นพร้อมกับมอบรอยจูบและทำความสะอาดริมฝีปากของเขาจนสะอาดสะอ้าน
นิกายเหอฮวน..
คือนิกายที่เหล่าผู้บ่มเพาะสตรีฝึกฝนศาตร์อันชั่วร้ายซึ่งต้องการแก่นหยางของเหล่าบุรุษ
ทำให้ฝ่ายธรรมะต่างรังเกียจเดียดฉันท์พวกนาง
จริงๆแล้วพวกนางไม่ได้ชื่นชอบเด็กหนุ่ม…
แต่พวกนางจะทรมานเขาไปเรื่อยๆจนตาย
จันทราเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในที่สุด…สตรีกลุ่มท้ายก็กลับเข้าไปยังบริเวณที่พักของพวกนาง
ภายในห้องผสานกาย…กลับเหลืออยู่เพียงเด็กหนุ่มและแก่นหยางที่สลายหายไป
แต่เดิมเด็กหนุ่มเป็นผู้ที่มีผิวขาว
แต่ตอนนี้..ทั่วร่างของเขากลับเต็มไปด้วยรอยจูบของเหล่าสตรีผู้ชั่วร้าย
แต่เดิมเด็กหนุ่มเป็นคนผมยาว
แต่บัดนี้…กลับเต็มไปด้วยน้ำลาย…และของเหลวภายในร่างกายของสตรี
แก่นหยางภายในร่างกายของเขาสูญสลายหายไปทั้งยังถูกคุกคามจนเกือบถึงชีวิตด้วยสตรีที่ชั่วร้ายเหล่านั้น
เพียงแต่..ความเคียดแค้นภายในดวงตาของเขากลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย
แม้เบื้องนอกจะเต็มไปด้วยเกลียดชัง แต่ภายในกลับมีร่องรอยของความกังวล
“ข้าสงสัยจริงๆว่าน้องกู่จะกำลังทำอะไรอยู่
เป็นไปได้มากว่าเขาอาจจะถูกพวกทรยศขายให้กับนิกายปีศาจไปแล้ว…”
นามของเด็กหนุ่มคนคือ
‘หนิงฝาน’ บุตรแห่งข้ารับใช้ของ ‘ไห่หนิง’ แห่งตระกูลหนิง
เขาถูกผู้ที่ทรยศตระกูลหนิงขายให้กับนิกายปีศาจแห่งหนึ่ง
เขามีน้องชายอยู่คนนึงชื่อ
‘หนิงกู่’ ซึ่งเขาก็ถูกขายออกไปเช่นกัน
นี่คือโลกแห่งการบ่มเพาะ…โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก…โลกที่ผู้ทรงพลังข่มเหงผู้อ่อนแอ
แม้แต่สตรี…หากการบ่มเพาะของนางแข็งแกร่ง
นางย่อมสามารถข่มขื่นบุรุษที่นางชื่นชอบได้!
“น่ารังเกียจ
น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ!”
หนิงฝานขบฟัน
เขามักจะใจดีกับผู้คนอยู่เสมอ..แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าตนจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“ข้าอยากหนีจากนิกายเหอฮวน..
ข้าอยากเข้าร่วม ‘ประตูนิรันดร์’ เพื่อล้างแค้น!!”
เขาดิ้นรนที่จะลุกขึ้น
แต่นิ้วของนางกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ร่างกายท่อนล่างของเขามึนชาไร้ความรู้สึกจากเหล่าสตรีที่ขึ้นควบอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
ประตูบานใหญ่ของห้องผสานกายไม่ได้ลงกลอนไว้
สตรีเหล่านั้นก็ไม่ได้ผูกหนิงฝานไว้เช่นกัน
พวกนางไม่คิดว่าหนิงฝานจะมีเรี่ยวแรงเหลือให้หลบหนีออกไปจากห้องผสานกายแห่งนี้
และพวกนางก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าหนิงฝานจะรอดพ้นจากคืนนี้ไปได้
สิ่งที่ยากที่สุดในโลกใบนี้คือการอดทนกับความรักของเหล่าสตรีผู้งดงาม
สตรีผู้ชั่วร้ายกว่า 100
คนข่มขืนหนิงฝานจนทำให้แก่นหยางของเขาเหือดแห้งไป และความตาย…ก็อยู่เพียงแค่เอื้อม
“นี่ข้ากำลังจะตายจริงๆหรอ? หนิงกู่..เจ้าต้องรอด..แล้วแก้แค้นแทนข้าด้วย!”
หนิงฝานหลับตาลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง…ลมหายใจของเขาอ่อนลง…อ่อนลง
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด..
มีเพียงเสียงจักจั่นดังกังวาลอยู่เบื้องนอกห้องผสานกาย
หนิงฝานรู้ว่ามันคือการเกี้ยวพาราสีของเหล่าจักจั่น
เมื่อคิดถึงความกระหายใคร่อยากในการผสมพันธุ์ของพวกมัน เขากลับรู้สึกคลื่นไส้เป็นอย่างมาก
*แคร้ก*
แต่ขณะที่หนิงฝานจะสิ้นลม ประตูบานใหญ่ของห้องผสานกายกลับเปิดออก
สตรีแรกรุ่นนางนึงในชุดขาว
อายุประมาณ 12 หรือ 13 ปี
นางมาพร้อมกับซาลาเปานึ่งในมือ.. นางแอบเข้ามาในห้อง
“เจ้าอายุเท่าไหร่? เจ้ายังอยากมีอะไรกับข้าอยู่หรือหรอ? ฮึ่ม.. ทั้งยังเยาว์แต่กลับไร้ซึ่งเรียนรู้
เจ้ามันสิ่งชั่วร้ายอย่างแท้จริง.. เร็วเข้า..รีบฆ่าข้าซะ!”
หนิงฝานหันหน้าทั้งยังจ้องมองสตรีในชุดขาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง
“พี่ชาย..
ข้า…ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อ ‘เล่น’ กับท่าน…”
เมื่อนางพบว่าหนิงฝานเปลื่อยเปล่าอยู่..
ใบหน้าน้อยๆของนางกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
นางหันหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฮึ่ม..
มีแต่คนแบบเจ้าที่กล้า ‘เล่น’ กับข้า! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!.. แค้ก แค้ก แค้ก…..”
หนิงฝานหัวเราะอย่างน่าอนาถ
แต่ด้วยความที่เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอยู่แล้วจึงทำให้เขาเริ่มไอ..
สตรีนางนั้นรีบตรงเข้ามาหาเขาก่อนจะวางซาลาเปาลงบนพื้น
นางวางมือเรียวงามลงบนแผ่นอกของหนิงฝานอย่างอ่อนโยนเพื่อให้ทำเขารู้สึกดีขึ้น
“ข้าจะไม่ขอบคุณเจ้า!”
หนิงฝานตะเบงเสียงเหยียดหยาม
“ขะ…ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นกับท่านจริงๆนะ..
พี่ชาย…ข้าก็ถูกป้าผู้ชั่วร้ายของข้าลักพาตัวมาเหมือนกัน..
พี่ชายของข้าเองก็ถูกพวกมันทำให้กลายเป็นหม้อน้ำและตายไปเมื่อ 3 ปีก่อน
พวกเขายังเห็นว่าข้าเด็กอยู่..เลยไม่ได้สังหารข้า
แต่..ถ้าข้าอายุมากกว่านี้อีกหน่อย ข้า..ข้าต้องเสียพรหมจรรย์ให้กับหม้อน้ำ..แล้วต้องเข้าร่วมกับนิกายปีศาจ…”
เมื่อนางกล่าวถึงพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วของนาง
น้ำตาของนางจึงเริ่มไหลรินลงอาบแก้ม
ใบหน้าของนางช่างดูไร้เดียงสา..ต่างจากสตรีชั่วร้ายพวกนั้น
ทำให้หนิงฝานรู้สึกเชื่อถือคำกล่าวของนางมากขึ้นเล็กน้อย
“พี่ชาย..ท่านต้องรอดนะ
ท่านจะตายไม่ได้…”
นางมองหนิงฝานอย่างเศร้าสร้อย
นางรู้สึกว่าหนึงฝางช่างเหมือนกับพี่ชายของนางนัก
นิกายปีศาจจะไม่ยอมให้คนที่เป็นหม้อน้ำได้กิน..ได้ดื่ม
แต่สตรีนางนี้กลับฝืนกฏ..แอบเอาซาลาเปานึ่งมาให้หนิงฝาน
นางช่างมีเมตตานัก!
“ข้าก็ไม่อยากตายเหมือนกัน!
ข้าอยากแก้แค้น ข้าอยากช่วยน้องชายของข้า…”
หนิงฝานยิ้มอย่างขมขื่น
“พี่ชาย..
กินซาลาเปานี่ซะ บางทีท่านอาจจะไม่ตายถ้าท่าน… ท่านถูกพวกนางรีดเค้นจนเหือดแห้ง
ดังนั้น..ท่านต้องเติมพลังให้ตัวท่าน.. โชคร้าย..ที่ข้าไม่มี ‘เส้นโลหิตนิรันดร์’
ทำให้ข้าไม่สามารถบ่มเพาะได้ มิเช่นนั้นแล้ว
ข้าย่อมสามารถจับไก่ฟ้ามาทำซุปที่มีประโยชน์ให้ท่านได้..”
“เด็กโง่..
เจ้ามีสองมือและสองเท้า เจ้าควรจะหนีไป… หนีไปจากนิกายปีศาจ
ไปใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป..เฉกเช่นสตรีทั่วไป.. เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่
ที่แห่งนี้สกปรกนัก! แค้ก แค้ก แค้ก…”
หนิงฝานรู้ว่าเขาต้องตาย..
แต่ก่อนเขาจะตาย
กลับมีสตรีนางนึงที่ห่วงใยเขา..ทั้งยังให้ความอบอุ่นแห่งชีวิตแก่เขา
เขารู้สึกอิ่มเอมและไม่อยากให้สตรีนางนี้ต้องตายในสถานที่อันเลวร้ายเช่นนี้
“พวกนางวางยาพิษข้า
มันไม่มียาแก้พิษและข้าไม่อาจหลบหนีไปจากที่นี่ได้…พี่ชาย ไม่ต้องพูดแล้ว
กินซาลาเปาพวกนี้เถอะ เดี๋ยวข้าป้อนท่านเอง…”
เมื่อใกล้ถึงยามสิ้นสุดค่ำคืน
หนิงฝานเริ่มหายใจลำบาก เขาไม่สามารถกลืนซาลาเปาได้
“เจ้า…หนีไป…”
หนิงฝานรู้ว่าความตายกำลังย่างเข้ามา
เขาไม่อยากให้สตรีไร้เดียงสานางนี้ได้เห็นสภาพของเขาเมื่อยามที่ความตายมาเยือน
“พี่ชาย….”
จิตใจของนางเริ่มเจ็บปวด..
นางรู้ว่าหนิงฝานกำลังจะตาย
เหล่าบุรุษผู้เป็นหม้อน้ำล้วนมีสภาพเช่นเดียวกับหนิงฝานในตอนนี้..ก่อนที่พวกเขาจะสิ้นลม
พี่ชายของนางก็มีสภาพเช่นนี้
“เจ้า…ไปได้แล้ว!”
หนิงฝานขบฟันก่อนตะโกนขึ้น
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรัศมีแห่งความตายและร่างกายของเขาก็เริ่ม…เย็นลง
“พี่ชาย
ข้า..ข้าจะไป…. ข้าพบสร้อยหยกนี่ในภูเขา สวมมันไว้..แล้วร่างกายของท่านจะไม่หนาว”
สาวน้อยถอดสร้อยคอหยกที่อยู่ตรงหน้าอกของนางแล้วใช้มืออันอบอุ่นของนางวางมันลงไปที่มือของหนิงฝาน
นางถอนหายใจเบาๆพลางปาดน้ำตาก่อนจะออกจากห้องผสานกายไป
“เจ้า…เจ้าชื่ออะไร?”
หนิงฝานเริ่มไร้ซึ่งสติอย่างช้าๆ
“ข้า…ข้าชื่อ
‘จื่อเฮ่อ’..”
สาวน้อยไม่อาจเหลียวหลังกลับมา
นางปาดน้ำตาก่อนจะรีบออกไปจากห้องผสานกายอย่างรวดเร็ว
“ยังไงพี่ชายก็ต้องตาย..
วันนึง..ข้าก็ต้องตายเหมือนกัน พวกเราช่าง..มีโชคชะตาที่น่ากลัวนัก”
ลมหายใจของหนิงฝานเริ่มไม่คงที่ก่อนเขาจะเข้าสู่สภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย..
เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาไม่ได้หนาวเหน็บอีกแล้ว
ภายในนั้น..กลับมีร่องรอยของความอบอุ่นมาแทนที่
ทันใดนั้น
เขาพลันเห็นภาพลวงตาภาพหนึ่ง เขายึดกุมสร้อยคอหยกไว้ในมือ..มันยังอุ่นเป็นอย่างมาก
เขาฝันในช่วงเวลาสั้นๆ
ในความฝันนั้น เขาอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยหมอกควัน
ที่เบื้องหน้าของเขามีแผ่นจารึกสูงตระหง่าน
มันอยู่ในดวงอาทิตย์ครึ่งขาว..ครึ่งดำที่ลอยอยู่บนฝากฟ้า
มีคำอยู่หลายคำเขียนอยู่บนนั้นแต่มันช่างเปล่งประกายเจิดจ้านัก
ทำให้หนิงฝานไม่อาจแยกแยะได้ชัดเจน
ทันใดนั้น
เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาค่อยๆอบอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ
สาวน้อยนามจื่อเฮ่อไม่ได้โกหกเขา
สร้อยหยกโบราณนี้ทำให้ร่างกายของเขาอบอุ่นขึ้นได้จริงๆ…
หนิงฝานไม่ได้สังเกตุเห็นว่าเมื่อยามที่เขาไร้สติ
ของเหลวจากเหล่าสตรีผู้ชั่วช้าของเค้าได้เปรอะสร้อยหยกจนทำให้มันเกิดเงาแสงสีแดงลางๆ
แก่นหยางที่ถูกสูบไปจนหมดของเขากลับค่อยๆฟื้นคืนมาอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น..
พลันบังเกิดเสียงสวดมนต์อันลึกลับ..โบราณดังมากจากภายในสร้อยหยกนั่น
“สมบัติซวนหยิน..
สร้อยคอหยินหยาง.. นำพาสวรรค์เป็นภรรยา นำพาพิภพเป็นสนม นำพากามรมย์เป็นหม้อน้ำ
เส้นทางอันยิ่งใหญ่แห่งการบ่มเพาะหยินหยาง…”
บทสวดมนต์ดังกังวานอยู่ในหัวอยู่ในหัวของหนิงฝานเป็นเวลานาน
และนามแห่งปีศาจของเค้า ‘หนิงกงสื่อ’ จะถูกจารึกนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!……………………..
Chapter
234 – มนุษย์ปีศาจ
หลังจากเฉินเซี่ยงเรียนรู้
‘สาปปีศาจ’ จนสำเร็จ..เขาก็สามารถใช้ทักษะได้ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เฉินเซี่ยงวางมือลงบนหัวของชายวัยกลางคนก่อนจะร่ายมนต์และถ่ายสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในหัวของมันในเวลาเดียวกัน
“ไอ้พวก 10
คนนั้นคืออะไร?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
ถึงแม้ชายวัยกลางคนจะครึ่งเป็นครึ่งตาย
แต่หลังจากที่เฉินเซี่ยงใช้สาปวิญญาณ
มันก็ลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าที่ดูราวกับไร้ชีวิตในทันที มันกล่าว “มนุษย์ปีศาจ”
“มนุษย์ปีศาจ!”
เมื่อได้ยินคำดังกล่าวเป่ยยู่ยู่จึงอุทานขึ้น
“พี่ยู่ยู่
ท่านรู้หรอว่ามนุษย์ปีศาจคืออะไร?” เฉินเซี่ยงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะไม่งั้นมันคงไม่ทำให้สาวงามผู้เย็นชาอย่างเป่ยยู่ยู่ตกใจได้
“ข้ารู้ว่ามันกำลังจะตาย..
เจ้ารีบถามสิ่งที่เจ้าอยากรู้ก่อน ส่วนเรื่องมนุษย์ปีศาจ..ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง”
เป่ยยู่ยู่กล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงกล่าวถามชายวัยกลางคนต่อ
“เจ้าคือศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจใช่มั้ย? ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่อยู่ที่นี่มีทั้งหมดกี่คน? เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?”
“ใช่..ข้าเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
พวกเรามีกันทั้งหมด 50 คน
พวกเรามาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว”
คำกล่าวของชายวัยกลางคนทำให้เฉินเซี่ยงแข็งค้างไปชั่วครู่ กลายเป็นว่าพวกมันมาที่นี่เมื่อ
3 ปีที่แล้วจริงๆ
เฉินเซี่ยงกล่าวถามมันอีกครั้ง
“นอกจากพวกเข้าทั้งหมด 50
คน..ยังมีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนอื่นๆด้วยหรือเปล่า?”
“ยังมีอีก 50 คน”
ทันทีที่มันกล่าวจบ..เปลือกตาของมันก็ปิดลงก่อนจะตายไป แม้มันจะซ่อนอยู่ใต้ดิน
แต่ฝ่ามือสะเทือนสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยงก็พุ่งผ่านชั้นดินลงไปและสร้างความเสียหายให้กับมันอย่างมาก
การที่มันทนกับฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ได้ถึง 10
ก็นับว่าไม่เลว
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชา
“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจมันแอบซ่อนเจตนาร้ายไว้จริงๆ พวกมันปิดบังคนไว้ 50
คนและพวกมันจะรู้จักวิธีการเชิดหุ่นด้วย”
“พี่ยู่ยู่..มนุษย์ปีศาจคืออะไร?”
“ไปจากที่นี่ก่อน..แล้วข้าจะบอกเจ้า
สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะให้เจ้าอยู่นานๆ
พวกมันอาจจะมาที่นี่เพราะสิ่งที่เจ้าทำไปเมื่อครู่
หากเจ้าได้พบกับมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังกว่านี้ย่อมเป็นปัญหาอย่างมากแน่” เป่ยยู่ยู่เร่งเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงรีบมุ่งหน้าออกจากป่าที่เขาได้ลงมือทำลายไปเมื่อครู่อย่างรวดเร็วจนกระทั่งเข้าสู่ภูเขาขนาดใหญ่ในเวลาไม่นาน
“มนุษย์ปีศาจก็คือมนุษย์
แต่หลังจากพวกมันดูดซับปราณปีศาจบางชนิดทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก
แต่ขณะเดียวกัน..พวกมันก็สูญเสียสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่รู้จักแต่วิธีสังหาร
แต่เมื่อพวกมันสูญเสียสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะควบคุมพวกมันโดยการใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชิด”
เป่ยยู่ยู่อธิบาย
“ปราณปีศาจ…ปราณปีศาจประเภทไหนกัน?”
เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ถ้างั้น..ไม่ใช่ว่าต้องมีปราณปีศาจแบบนั้นเป็นจำนวนมากหรอกหรอ?”
“มันเป็นปราณปีศาจที่พิเศษ
มันคือปราณปีศาจที่ชั่วร้ายอย่างที่สุดซึ่งมันได้ตกตะกอนมานานหลายปี
ปราณปีศาจเหล่านี้จะแผ่ออกมาจากร่างไร้ชีวิตของผู้บุกรุกแห่งแดนปีศาจ
เพราะฉะนั้น…ในดินแดนรกร้างทางใต้นี้ต้องมีผู้คนจากแดนปีศาจตกตายอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากแน่!”
น้ำเสียงของเป่ยยู่ยู่กลายเป็นเคร่งขรึม “ข้าคิดว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจบางคนต้องมาที่นี่เพื่อบ่มเพาะและดูดซับปราณปีศาจนั่นแน่
ทำให้พวกมันกลายเป็นมนุษย์ปีศาจซึ่งพวกมันต่างถูกศิษย์จากนิกายฝ่ายปีศาจควบคุมด้วยวิธีการลับบางอย่าง”
ขณะที่เฉินเซี่ยงวิ่งอยู่
จู่ๆเขาก็หยุด เขามองไปรอบๆก่อนสูดหายใจลึกแล้วกล่าว
“ถ้าสัตว์อสูรที่ทรงบางตัวดูดซับปราณปีศาจพวกนี้เข้าไป
ไม่ใช่ว่ามันจะกลายเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังกว่าเดิมและสังหารทุกคนที่มันเห็นเลยหรอ?”
“อืม!”
เป่ยยู่ยู่กล่าวตอบ
“ส่วนที่อันตรายที่สุดของดินแดนรกร้างทางใต้น่าจะมาจากพวกสัตว์อสูรที่ดูดซับปราณปีศาจพวกนี้เข้าไป
สัตว์พวกนี้จะเรียกว่า ‘สัตว์ปีศาจ’ ”
ซูเหม่ยเหยากล่าวถาม
“ศิษย์พี่.. ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะเชิดสัตว์ปีศาจพวกนั้นได้หรือเปล่า?”
“ถึงมันจะเป็นไปได้..แต่ก็นับว่ายากมาก
สัตว์อสูรไม่เหมือนกับมนุษย์
แต่หากเป็นคนที่ทรงพลังกว่าสัตว์อสูรพวกนั้น..ก็นับว่าง่ายที่จะเชิดพวกมัน”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงขบฟันพลางสาปแช่ง
“นิกายฝ่ายปีศาจ..ไอ้พวกชาติชั่ว
ไม่สงสัยเลยจริงๆว่าทำไมพวกมันถึงดึงดันจะใช้ที่นี่เป็นที่ประลอง
พวกมันเข้ามาที่นี่ก่อนแล้วทั้งยังเตรียมการวางแผนไว้อีก…
ไม่มีทาง..ข้าต้องไปบอกคนที่เหลือ”
“ช้าไปแล้ว
คนอื่นๆน่าจะเข้ามาแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสรัศมีที่ทรงพลังมากมายกำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามาจากทางเข้า
ทางนั้นน่าจะเป็นที่ที่เหล่าประมุขนิกายรวมตัวกันอยู่” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกว่า
100 คนอยู่ที่นี่ทั้งพวกมันแต่ละคนก็แข็งแกร่ง
และอีกอย่าง..ยังไม่รู้ว่ามีกี่คนที่สามารถเชิดมนุษย์ปีศาจได้
สำหรับศิษย์นิกายฝ่ายธรรม..นี่นับเป็นฝันร้ายเพราะพวกเขาต้องจัดการกับสัตว์ปีศาจพวกนั้นด้วย
เพราะงั้นคงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าสัตว์ปีศาจเหล่านั้นทรงพลังขนาดไหน
พวกมันนับเป็นการดำรงค์อยู่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะขนาดนักสู้ขอบเขตนิพพานยังต้องหวาดกลัวที่จะมายังสถานที่แห่งนี้
“ข้าต้องไปหาพวกเขา”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางวิ่งตรงไปยังทางเข้าดินแดนรกร้างทางใต้
“ในส่วนลึกของดินแดนรกร้างทางใต้ต้องมีสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังมากๆอยู่แน่
ข้ากลัวว่าขนาดเหล่าประมุขนิกายยังไม่สามารถควบคุมพวกมันได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“โชคดีที่มีข่ายพลังตามธรรมชาติคอยสกดพวกมันไว้
แต่หากพวกมันหลุดออกมาได้ย่อมเป็นปัญหาอย่างมากแน่”
จู่ๆซูเหม่ยเหยาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ก่อนหน้านี้ท่านยังจำได้มั้ย..ทำไมพวกมันถึงใช้ตาข่ายกับเฉินเซี่ยง? ถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไป..นั่นนับเป็นการจู่โจมที่แปลกมาก
ทันทีที่พวกมันใช้ตาข่ายจู่โจมเฉินเซี่ยง..ไอ้พวกมนุษย์ปีศาจทั้ง 10
คนก็เผยตัวแล้วเข้าจู่โจมเฉินเซี่ยง”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
“อืม.. หรือว่าพวกมันต้องการจับตัวเฉินเซี่ยง? แล้วพวกมันต้องการจับตัวคนอื่นๆด้วยหรือเปล่า? เพราะอะไรกัน?”
ทันใดนั้น
หลงเสวี่ยอี๋ก็อุทานขึ้น “บูชายัญ!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋
ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาพลันตกใจโดยเฉพาะเป่ยยู่ยู่
นางกล่าวอย่างเย็นชาในทันที “เฉินเซี่ยง เจ้าต้องหยุดพวกมันให้ได้!
พวกมันต้องวางแผนบูชายัญในสุสานของพวกแดนปีศาจอยู่แน่
มันน่าจะมีแท่นบูชายัญอยู่ที่ไหนสักที่
แต่พวกมันไม่ได้ต้องการเปิดเส้นทางไปยังแดนปีศาจ หรือถ้ากล่าวให้ถูก
ดูเหมือนพวกมันจะต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังบางคนจากแดนปีศาจเพื่อทำลายข่ายพลังข่ายพลังตามธรรมชาติแล้วปลดปล่อยมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจออกมา”
“หรือบางที…พวกมันกำลังวางแผนที่จะปลุกคนที่ทรงพลังบางคน”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวเสริม
คำกล่าวของพวกนางทำให้เฉินเซี่ยงหวาดกลัว
หากเป็นดั่งที่พวกนางบอกจริง
ก่อนมหาสงครามของทั้งสามดินแดนจะอุบัติขึ้น..เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ต้องราบเป็นหน้ากลองแน่
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าพวกนิกายฝ่ายปีศาจจะมีแผนการที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
เขาควรรีบไปบอกกู่ตงเฉินและคนอื่นๆในทันที
ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงพลันหยุดฝีเท้า
เขาจ้องมองไปยังภูเขาแต่ละลูกที่อยู่เบื้องหน้าเขาก่อนจะขมวดคิ้วพลางกล่าว
“นี่ข้ามาผิดทางหรือเปล่า? ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหุบเหวพวกนี้มาก่อน?”
“ใช่ผิด!
ซวยแล้ว…ทางถูกปิดกั้น! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เฉินเซี่ยงมองไปรอบๆ
เขากำลังมองหาสัญลักษณ์ที่เขาทำไว้และเขาก็มั่นใจว่าเขามาถูกทางแล้ว
“ข่ายพลัง!
ใครที่เข้ามาแล้วจะไม่สามารถออกไปได้ อาจจะมีใครบางคนปลุกข่ายพลังขนาดใหญ่นี้ขึ้น
ดินแดนรกร้างทางใต้ต่างไปจากเดิมแล้ว
ตราบใดที่ไม่มีใครเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดนพวกเขาก็จะยังคงออกมาได้”
ซูเหม่ยเหยากล่าวอย่างหนักแน่น
เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกแห่งหงษ์เพลิงก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
แต่เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสเข้ากลุ่มเมฆสีดำทมิฬ
จู่ๆพลังปีศาจสายหนึ่งก็เข้าจู่โจมทันที
เฉินเซี่ยงเห็นเป็นเพียงสายฟ้าสีแดงผ่าลงมาที่ตัวเขา
อำนาจที่รุนแรงของมันทำให้เฉินเซี่ยงดิ่งลงกระแทกพื้น
“เป็นข่ายพลังจำกัดขอบเขตที่ทรงพลังนัก
มิน่าหล่ะ..ทำไมมันถึงได้ผนึกไอ้พวกปีศาจพวกนั้นได้ มันต้องมีทางให้หนีสิ!
ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถติดต่อกับคนที่อยู่ข้างนอกได้นะ”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงก่นด่าส่งที่เกิดขึ้นก่อนจะมองหารอยเท้าของคนอื่นๆ
แต่เขากลับยังไม่อาจหาได้พบราวกับมันถูกอะไรบางอย่างบดบังไว้
“ไอ้ประมุขนิกายพวกนั้นก็เหมือนกับฝูงหมู
พวกเขาติดกับของนิกายฝ่ายปีศาจเข้าเต็มๆ แต่คนที่น่าอนาถกลับเป็นพวกเรา”
เฉินเซี่ยงสาบานในใจว่าหากเขารอดออกไปได้ เขาจะไปด่าทอพวกประมุขนิกาย
เฉินเซี่ยงไร้ทางเลือก
เขาทำได้เพียงวิ่งไปตามเส้นทางนึง หากเขาพบศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
เขาย่อมสามารถบังคับให้พวกมันคายความลับและด้วยวิธีนี้เขาอาจจะได้รู้วิธีออกจากสถานที่แห่งนี้ก็ได้
“ข้าจะด่าหลิวเมิ่งให้หูชาไปเลย
คิดยังไงนางถึงให้ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานมายังสถานที่ที่อันตรายขนาดนี้!”
เฉินเซี่ยงฝืนยิ้มพลางกล่าว “เสี่ยวเตา เจ้าอ้วน เจ้ามังกรตาหยี เชียนเชียน…
ข้าทำให้พวกเจ้าได้รับอันตรายแล้ว!”…………………………
Chapter
235 – อำนาจของฝ่ามือปีศาจ
เฉินเซี่ยงวิ่งไปในดินแดนรกร้างทางใต้อย่างไร้ทิศทาง
เพียงแต่เขายังคงทิ้งเครื่องหมายเอาไว้
เขาต้องการค้นหาศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะเพื่อเตือนว่าอย่าเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดน
เพราะหากพวกเขาพบเข้ากับสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลัง
พวกเขาย่อมได้พบกับขุมนรกแน่
“พวกเจ้าทุกคนไสหัวออกมา!
อย่าเอาแต่มุดหัวอยู่ในรู ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่!”
ขณะที่เฉินเซี่ยงเข้าไปยังบริเวณที่มีหินเกลื่อนกระจาย จู่ๆเขาก็หยุดฝีเท้าลง
มีบางคนซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่
หลงเสวี่ยอี๋บอกเรื่องนี้กับเฉินเซี่ยง..ทั้งเขาทั้งซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ไม่สามารถสัมผัสอะไรได้
ซึ่งเป็นไปได้ว่าทักษะการอำพลางของศิษย์นิกายปีศาจนั้นสูงส่งเป็นอย่างมากจนทำให้เฉินเซี่ยงแอบกังวล
ขนาดเขายังไม่สามารถสัมผัสถึงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้ งั้น..แล้วคนอื่นๆหล่ะ?
“สมแล้วที่เป็นักสู้รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของนิกายยอดนักสู้!”
ทันใดนั้น เสียงที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจพลันดังมาจากด้านหลังของกองหิน พวกมันต่างมั่นใจสามารถในการพลางกลิ่นอายเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันยังถูกเฉินเซี่ยงพบเข้า
พวกมันจึงตระหนักว่าชื่อเสียงของเฉินเซี่ยงไม่ได้กล่าวเกินจริง
ชายในชุดคลุมดำสวมหน้ากาก
5 คนพลันปรากฏตัวขึ้น
พวกมันล้วนไม่ต่างจากผู้เชิดมนุษย์ปีศาจที่เฉินเซี่ยงพบก่อนหน้านี้
“พวกเจ้าทั้งหมดมาที่นี่เมื่อ
3 ปีที่แล้วหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามทั้งยังบอกพวกมันว่าเขาล่วงรู้ถึงแผนการของพวกมันแล้ว
เมื่อชายชุดดำทั้ง
5 คนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง พวกมันได้แต่แอบประหลาดใจ
“งั้น..
เจ้าก็ได้พบกับคนพวกนั้นแล้วใช่มั้ย? ไม่เลว
กลุ่มคนพวกนั้นเข้ามาทีนี่เมื่อ 3
ปีที่แล้วจริง ส่วนพวกข้าตามมาทีหลัง” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“ดูเหมือนคนที่เจ้าพบจะตายแล้ว..เจ้ารู้ได้ยังไง?”
ชายชุดดำอีกคนกล่าวถามขึ้น
“ข้าก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอก
ข้ารู้แค่ว่าพวกเจ้าสามารถควบคุมสิ่งที่ชั่วร้ายบางอย่างได้
และข้ายังรู้อีกว่าพวกเจ้ามันเป็นฝูงหมาบ้า” เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย
“นี่นี่..
อย่าด่าผิดคนสิ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพวกข้าเลย
พวกข้าก็เพิ่งรู้หลังจากเข้ามาที่นี่แล้ว เจ้าควรจะด่าไอ้พวกคนระดับสูงนู่น
ข้าจะบอกความจริงเจ้าให้..
พวกข้าไม่รู้จักวิธีควบคุมสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าว่าเลยสักนิด”
ชายชุดดำอีกคนกล่าวขึ้น
เฉินเซี่ยงค่อนข้างประหลาดใจ
กลายเป็นว่าศิษย์นิกายปีศาจพวกนี้เป็นคนที่มีคุณธรรมกว่าที่คิด
แต่เฉินเซี่ยงยังคงไม่ลดการป้องกันลง
“พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าทางที่เราเข้ามามันหายไปแล้ว? หรือพวกเจ้าไม่ได้กังวลว่าจะออกไปได้หรือเปล่า? เจ้าไม่กลัวว่าจะเจอกับสิ่งชั่วร้ายที่ทรงพลังหรอกหรอ?”
เฉินเซี่ยงแค่นเสียงเย็นชา
“แน่นอนพวกข้ารู้
แต่ก็พวกข้าก็ไม่มีทางเลือกหนิ.. ที่พวกข้ามาก็เพื่อสู้กับเจ้า
พวกข้าได้รับมอบหมายให้ทอนกำลังของพวกเจ้าเท่านั้น
ส่วนพวกที่เป็นนักเชิดปีศาจ..พวกนั้นได้รับมอบหมายให้สังหารเจ้า”
ชายชุดดำอีกคนกล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแปลกๆ
“พวกเจ้าจะเข้ามาพร้อมกันหรือว่าจะหนีหล่ะ?”
“พวกข้าจะสู้กับเจ้า
พวกข้าต่างก็เป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจและพวกข้าก็อยากสัมผัสประสบการณ์กับนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายธรรมะ”
ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวมาข้างหน้าพร้อมกับดึงเอาหอกยาวออกมา ทันใดนั้น
รัศมีสีโลหิตพลันทะลักออกมาจากส่วนหัวของหอกก่อนจะกระจายไปทั่วทุกทิศทำให้มันดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงรู้สึกได้ถึงปราณปีศาจที่รุนแรงและไม่ธรรมดา
เขากล่าว “ปราณปีศาจหยางแห่งเผ่าปีศาจหยาง
ข้าสังหารนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงจากเผ่าปีศาจของเจ้าไปมากมายเลยนะ..”
ชายชุดดำเยาะเย้ยพลางกล่าว
“อย่าได้เอาข้าไปเทียบกับขยะพวกนั้น ข้าแตกต่างจากพวกมัน”
เฉินเซี่ยงก็เยาะเย้ยเช่นกัน
“ในสายตาของข้า พวกเจ้าก็เป็นขยะไม่ต่างกัน”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ
หอกยาวที่อาบไล้ด้วยรัศมีสีแดงพลันพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับลำแสงยิงตรงเข้าใส่เฉินเซี่ยง
หอกยาวพุ่งตรงเข้ามาที่ลำคอของเฉินเซี่ยง
ชายชุดดำคนดังกล่าวคาดไม่ถึงว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้
แต่ไม่นานมันก็ตระหนักได้ว่าไม่มีโลหิตไหลออกมาจากบาดแผลเมื่อครู่เพราะเงาร่างของเฉินเซี่ยงที่ถูกหอกยาวแทงลำคอได้ระเบิดกลายเป็นหมอกควัน
นั่นคือทักษะกระจกวารีของเฉินเซี่ยง
เขาสร้างร่างแยกขึ้นมาเพื่อหลอกให้ศัตรูสับสนก่อนจะเคลื่อนที่ออกไปด้วยความเร็วสูง
เมื่อชายชุดดำตระหนักได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลูกเล่นของเฉินเซี่ยง
มันจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น
“ฮึ่ม
ลูกเล่นปาหี่” ชายชุดดำเร่งหันกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนเฉินเซี่ยงจะปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันที่เบื้องหน้าของมัน
เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือที่ดูไม่มีพิษมีภัยเข้าใส่มันขณะที่มันก็ซัดฝ่ามือเข้าต้านเฉินเซี่ยง
แต่ฝ่ามือของมันกลับไร้ประโยชน์
ที่มุมปากของเฉินเซี่ยงปรากฏเสี้ยวของรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ
หลังจากฝ่ามือของทั้งสองเข้าปะทะกัน
เฉินเซี่ยงรีบกระโดดถอยหลังในทันทีก่อนจะมีเสียงกรีดร้องอันเวทนาดังตามมา
กลายเป็นว่าแขนของชายชุดดำคนนั้นตกห้อยอยู่ข้างลำตัวราวกับมันทำมาจากยาง
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงใช้ฝ่ามือแปลงกระดูกเข้าหลอมกระดูกแขนของชายชุดดำโดยตรง
ทันทีที่ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงเข้าปะทะ
ชายชุดดำจะรู้สึกราวกับฝูงมดกัดแทะกระดูกของมันทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงขึ้นในฉับพลัน
“แขนข้า…นี่เจ้าทำอะไรกับแขนข้า? ทำไมแขนข้าถึงไม่มีกระดูก!”
ชายชุดดำตะโกนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความแตกตื่น
มันคาดไม่ถึงว่าในโลกใบนี้จะมีทักษะเช่นนี้อยู่
ทักษะของเฉินเซี่ยงตรงเข้าไปทำลายกระดูกโดยไม่ทำให้โลหิตและกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ
ทักษะนี้นับเป็นทักษะปีศาจอย่างแท้จริง
“ไม่..
ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพราะยังไงซะเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะก่อนจะปรากฏหน้าไม้สีดำขึ้นในมือของเขา…มันคือศรปีศาจ
เฉินเซี่ยงถ่ายปราณลงไปที่หน้าไม้ก่อนจะยิงลูกศรสีดำพุ่งทะลุลำคอของชายชุดดำในพริบตา
โลหิตพุ่งทะลักออกจากลำคอของชายชุดดำราวกับน้ำพุและร่างของชายชุดดำค่อยๆล้มลงกับพื้นอย่างช้าๆ
ชายชุดดำอีก 4
คนที่เหลือต่างแข็งค้าง ตั้งแต่แรกพวกมันทั้งหมดต่างมั่นใจเป็นอย่างมากราวกับพวกมันเอาชัยเฉินเซี่ยงไปแล้ว
แต่ตอนนี้ ความตายได้คืบเข้ามาหาพวกมันเร็วนัก
ทั้งทักษะที่ทรงพลังและปราณอันรุนแรงของชายชุดดำคนนั้นนับว่าสูญเปล่า
มันไม่เห็นแม้กระทั้งลูกศรสีดำเล็กๆยิงตรงมาทีลำคอกระทั่งทำให้มันตายและบัดนี้
ตัวมันกลับกลายเป็นนอนจมบ่อโลหิตของตัวเอง
ตั้งแต่เริ่มประมือ..เฉินเซี่ยงมีท่าทางที่สบายอย่างมาก
เขาประมือกับพวกมันอย่างร่าเริงและจู่ๆ..เขาก็พรากชีวิตหนึ่งในนักสู้รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจไปทำให้คนทั้ง
4 ที่เหลืออยู่จมอยู่ในความหวาดกลัว พวกมันตระหนักได้ในทันทีว่าไม่อาจดูแคลนเฉินเซี่ยงได้
มิเช่นนั้นชะตากรรมของพวกมันคงจบลงเช่นเดียวกับชายชุดดำคนนั้น
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางหัวเราะ
“จริงๆแล้ว.. ถ้าพวกเจ้าเข้ามาพร้อมๆกันทั้ง 5
คนก็อาจจะพอมีหวัง… แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะสายไปแล้วนะ..”
ทันทีที่กล่าวจบเงาร่างของเฉินเซี่ยงก็หายไป
บรรยากาศรอบข้างของพวกมันกลายเป็นเงียบงัน
ชายชุดดำทั้งสี่หยุดหายใจเพื่อค้นหาตำแหน่งของเฉินเซี่ยง
แต่ผ่านไปนานเงาร่างของเฉินเซี่ยงก็ยังไม่ปรากฏขึ้นทำให้พวกมันปลดปล่อยปราณอันรุนแรงเข้าคุ้มกายในส่วนที่อ่อนแอที่สุดบนร่างกายของพวกมัน
หากใช้ศรปีศาจคร่าชีวิตในมือของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี
ย่อมสังหารนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น
พวกมันทั้ง 4
คนคิดว่าหากพวกมันยังคงเฝ้าระวังกับสิ่งรอบกาย..พวกมันจะปลอดภัย
แต่จู่ๆพวกมันกลับสัมผัสถึงความผันผวนของปราณทีกำลังมุ่งหน้ามาจากใต้เท้าของมัน
พวกมันพยายามจะกระโดดหลบแต่กลับไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เมื่อพวกมันก้มหน้าลงมอง
พวกมันเห็นเป็นเพียงสิ่งที่เหมือนกับน้ำพันรอบขาของพวกมันอยู่
แต่ทันทีที่พวกมันคิดจะโคจรปราณเพื่อขจัดสายน้ำที่พันรอบขาแต่สายฟ้ากลับประกายขึ้นจากสายน้ำ
สายฟ้าที่ปรากฏขึ้นในฉับพลันทำให้ร่างกายของพวกมันมึนชา
พวกมันจึงตระหนักถึงอันตรายในทันทีเพราะในยามนั้นเฉินเซี่ยงได้ปรากฏตัวขึ้น……………………….
Chapter
236 – พานพบอันตราย
เฉินเซี่ยงใช้ทักษะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬได้อย่างช่ำชอง
เขาสัมผัสได้ถึงความชื้นอยู่ในพื้นดิน ถึงแม้มันจะแค่ชื้น
แต่เฉินเซี่ยงสามารถถ่ายปราณแห่งเต่าทมิฬแล้วเปลี่ยนให้ความชื้นกลายเป็นสายน้ำที่ทรงพลังได้
เฉินเซี่ยงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ควบคุมสายน้ำให้พันรอบขาของชายชุดดำทั้ง 4
ก่อนจะปล่อยปราณสายฟ้าแห่งมังกรครามเข้าใส่พวกมันทั้ง 4 คน
ในช่วงเวลาสั้นๆทั้ง 4
คนจะไม่สามารถควบคุมตนเองทำให้พวกมันไร้การป้องกัน
เฉินเซี่ยงอาศัยจังหวะนี้ดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วฟาดกระบี่ในแนวขวางเพื่อสังหารชายชุดดำที่อยู่ใกล้ๆทั้งสองคน
ด้วยความที่พวกมันไม่สามารถเคลื่อนไหวและป้องกันได้
กระบี่ที่แฝงไปด้วยปราณอันรุนแรงของเฉินเซี่ยงจึงตัดผ่านเอวของพวกมันทั้งสองคน
เมื่อกระบี่ครามผลาญมังกรถูกฟาดฟันออกไป
อำนาจมังกรอันกดขี่ได้เข้ากดดันชายชุดดำทั้งสองคนที่เหลืออยู่ให้จมอยู่ในความหวาดกลัว
เฉินเซี่ยงรู้ดีว่ากระบี่ครามผลาญมังกรคือสิ่งที่ดีที่สุดในการกำจัดนักสู้ที่บ่มเพาะในเส้นทางปีศาจ
เช่นเดียวกับตอนที่เป่ยยู่ยู่สัมผัสกับกระบี่ครามผลาญมังกร
นางเองก็รู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก
ดังนั้นกระบี่ครามผลาญมังกรจึงนับเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสำหรับคนจากแดนปีศาจเพราะมันสามารถเข้าทำลายปราณปีศาจอันทรงพลังของพวกมันได้โดยตรง
หลังจากเฉินเซี่ยงสังหารชายชุดดำไปสองคน
เขาก็เคลื่อนไหวก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านข้างของชายชุดดำอีกคนในพริบตา
เท้าของชายชุดดำทั้งสองยังคงถูกตรึงไว้ด้วยสายน้ำทำให้มันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้
พวกมันต่างแอบคร่ำครวญอยู่ภายในใจ
พวกมันคือศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแต่กลับมีเล่ห์กลไม่มากหากเทียบกับเฉินเซี่ยงที่ดูมีเล่ห์กลไม่สิ้นสุดทั้งยังยากต่อการรับมือ
เพียงแต่ ชายชุดดำได้เตรียมการป้องกันมาเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะรอบการของมันเครือบคลุมไปด้วยรัศมีปราณอันหนาแน่น
เฉินเซี่ยงยิ้มเย้ยก่อนจะฟาดฟันกระบี่ในมือ
กระบี่ครามผลาญมังกรเปล่งรัศมีสีครามระยิบระยับถูกฟาดฟันอย่างรุนแรงเข้าใส่ชายชุดดำคนหนึ่ง
โล่รัศมีปราณของมันถูกกระบี่ตัดผ่านได้อย่างง่ายดายส่งผลให้ร่างของมันถูกแยกออกเป็นสองท่อน
เมื่อพรรคพวกของมันตกตายไปอีกคน
ชายชุดดำคนสุดท้ายพลันตกอยู่ในห้วงความเสียใจอันไร้ที่สิ้นสุด
หากมันทำตามเฉินเซี่ยงบอกแล้วร่วมมือกับพรรคพวกคนอื่นๆเข้าจัดการเฉินเซี่ยง
พวกมันคงไม่ตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้
เฉินเซี่ยงเก็บกระบี่ครามผลาญมังกรก่อนจะถ่ายปราณแห่งเต่าทมิฬผ่านเท้าลงสู่พื้นดินเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สายน้ำรัดชายชุดดำแน่นขึ้นก่อนถอนสายฟ้าออกจากสายน้ำ
ขณะที่เฉินเซี่ยงหยุดยืนที่เบื้องหน้าของมัน
เฉินเซี่ยงร่ายรำฝ่ามือเกิดเป็นเงาฝ่ามือมากมายนับไม่ถ้วนซัดเข้าใส่ร่างกายของชายชุดดำคนนั้น
ทุกฝ่ามือที่เฉินเซี่ยงใช้ออกคือฝ่ามือแปลงกระดูก
ชายชุดดำคาดไม่ถึงว่าทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้จะดีกว่านิกายฝ่ายปีศาจเสียอีก
แต่ละกระบวนท่าของเขาสร้างความเจ็บปวดให้มันเหลือคณาราวกับมันกำลังถูกแมลงนับแสนกัดแทะกระดูกอย่างต่อเนื่อง
มันรู้สึกเพียงกระดูกในทุกส่วนของร่างกายค่อยๆหายไป
ร่างของชายชุดดำนอนแผ่อยู่บนพื้นราวกับคนพิการเพียงแต่มันยังไม่ตาย!
มันแอบคิดว่าหาเทียบทักษะปีศาจของนิกายฝ่าปีศาจกับทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้..ทักษะของพวกมันย่อมนับเป็นเพียงของเด็กเล่น
จะมีเพียงทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้เท่านั้นถึงจะเรียกว่าทักษะปีศาจอย่างแท้จริง
ยามที่เฉินเซี่ยงใช้ทักษะอาจกล่าวได้ว่าไร้ซึ่งความผันผวนใดๆของปราณ
แต่เมื่อได้สัมผัสกับมัน
จู่ๆกระดูกกลับถูกหลอมละลายหายไปในพริบตาทั้งยังทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงอย่างเฉียบพลันอีกด้วย
ในที่สุดชายชุดดำคนสุดท้ายก็ตระหนักได้ว่าทำไมจู่ๆแขนของพรรคพวกของมันก่อนหน้านี้ถึงได้กลายเป็นอ่อนนุ่มในระหว่างที่มันต่อสู้กับเฉินเซี่ยง
“ไม่ต้องรีบร้อนไป..หนทางยังอีกยาวไกลนัก!”
เฉินเซี่ยงส่ายหน่าพลางยิ้ม ชายชุดดำทั้งหมดมีความแข็งแกร่งเพียงระดับ 3 หรือ 4
ขอบเขตนักสู้แท้จริงเท่านั้น แม้เฉินเซี่ยงจะต่อสู้กับพวกมันเพียงลำพัง
พวกมันยังคงไม่มีโอกาสเอาชนะเขาเพราะเฉินเซี่ยงสามารถต่อสู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“เจ้า…ทำไมเจ้าถึงไม่ฆ่าข้า
อย่าคิดนะว่าข้าจตอบคำถา….”
เฉินเซี่ยงวางมือลงบนหัวของมันก่อนจะใช้สาปวิญญาณเพื่อกล่าวถาม
“เจ้ารู้วิธีออกไปจากที่นี่หรือเปล่า?”
“ข้ารู้..
ตามที่ท่านประมุขบอก..หากพวกข้าสามารถจับกุมศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะได้ 30
คนแล้วนำไปบูชายัญยังแท่นบูชายัญ พวกข้าก็สามารถออกไปได้” ชายชุดดำกล่าว
เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึก
ซูเหม่ยเหยาคาดเดาได้ถูกต้อง นิกายฝ่ายปีศาจได้วางแผนนำศิษย์นิกายฝ่ายธรรมมะไปบูชายัญ
เพราะเหล่าศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะมีปราณที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
ซึ่งนั่นจึงเป็นที่ต้องการของนิกายฝ่ายปีศาจ
“แท่นบูชายัญอยู่ที่ไหน?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ใน…”
ชายชุดดำที่ถูกเฉินเซี่ยงควบคุมค่อยๆคายความลับเรื่องแท่นบูชายัญออกมาอย่างช้าๆ ข้อมูลที่ได้มาจากชายคนนี้นับว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญเป็นอย่างมาก
“แล้วพวกเจ้าคนที่เหลืออยู่ที่ไหน?”
ชายชุดดำบอกสถานที่ให้กับเฉินเซี่ยงจำนวน
3
สถานที่ทั้งยังบอกเส้นทางไปยังสถานที่เหล่านั้นอย่างละเอียด
แต่ละสถานที่จะมีผู้ดูแลอยู่จำนวน 3
คนซึ่งแต่ละคนนับว่าแข็งแกร่ง พวกมันกำลังเฝ้ารอเพื่อซุ่มโจมตีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ
พวกมันต้องการเพียงลดทอนพละกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ
เพราะเมื่อใดที่ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะอ่อนกำลังลง พวกมันก็จะใช้หุ่นเชิดเข้าจับกุม
“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจคงนึกไม่ถึงว่านอกจากข้า..บิดาของมัน
จะยังมีสตรีอีก ‘สองคนครึ่ง’ ที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก
ทำให้ข้ามองแผนชั่วของพวกเจ้าออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ยังไงซะ..แผนของพวกเจ้าต้องถูกบิดาผู้นี้ทำลายแน่นอน”
เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะตัดศีรษะของชายชุดดำไป
เฉินเซี่ยงเดินไปตัดหัวของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอีก
4 คนแล้วเก็บลงในแหวนเก็บของ
เพราะหลังจากที่เขาออกไปจากสถานที่บ้าบอนี่ได้
หัวของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนี้จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับเขา
ไม่อย่างนั้นแล้วการต่อสู้กับชายชุดดำทั้ง 5
คนของเขาคงจะไร้ความหมาย
“ทำไมเจ้าถึงพูดว่าสตรีสองคนครึ่ง? จริงๆแล้วมี 3 นะ!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ก็เจ้านับเพียงครึ่งคน!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ทำไมหละ? ข้าไม่ใช่เด็กนะ!
เจ้าบอกเองนะว่าจะไม่ทำปฏิบัติกับข้าเหมือนเด็ก” นางกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ฮี่ฮี่ มังกรน้อย….เจ้ามันสกปรกมอมแมมเกินไป
นั่นกล่าวได้ว่าการกระทำของเจ้าไม่เหมือนกับอิสสตรีทำให้ข้านับเจ้าได้แค่ครึ่งเดียว”
เฉินเซียงหัวเราะพลางกล่าว
ตอนนี้เฉินเซี่ยงได้เส้นทางมาแล้วทำให้เขาทราบว่าเขาจะไปที่ใดต่อ
หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงอย่างนุ่มนวลก่อนกล่าว
“ที่ข้าสกปรกมอมแมมก็เพราะข้ากินดีอยู่ดี ความหวังดีของข้าได้อันตธานหายไปแล้ว..
แต่ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้..ข้าก็จะสกปรกจริงๆและป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าเจ้ามันลามกขนาดไหน”
เฉินเซี่ยงไม่กลัว
เพราะถึงแม้นางจะไม่ได้พูดแต่เขาก็ถูกนางกลั่นแกล้งมาหลายครั้งแล้ว
ตามข้อมูลที่ได้จากชายชุดดำ
เฉินเซี่ยงจึงได้รู้ว่าพวกนิกายฝ่ายปีศาจได้เตรียมสถานที่แห่งนี้ไว้นานแล้ว
นอกจากนี้พวกมันได้ใช้วิธีการบางอย่างในการหลอกล่อให้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะวิ่งเข้าไปยังสถานที่ที่พวกมันได้เตรียมไว้ซุ่มโจมตี
เฉินเซี่ยงวิ่งตรงไปยังสถานที่ซุ่มโจมตีที่อยู่ใกล้ที่สุดจากทั้งสามสถานที่
ไม่ว่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะเป็นใคร..เฉินเซี่ยงก็ยังคงต้อช่วยเหลือเพราะเขากังวลถึงสถานะการณ์โดยรวม
หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะถูกจับไปบูชายัญ 30 คน
นั่นย่อมเป็นปัญหามากแน่
ผู้บริหารระดับสูงของนิกายฝ่ายปีศาจไม่กล้าจับนักสู้ของเขตนักสู้แท้จริงเพราะนักสู้เหล่านี้มีจำนวนน้อยมาก
อีกอย่างคนเหล่านี้ยังระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก
ปกติแล้วนักสู้เหล่านี้จะอยู่ในนิกายของตนทำให้ยากต่อการจับกุม
แต่หากไม่ใช่ศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะ…ปราณที่ได้ก็จะมีบริสุทธิ์พอ
ทำให้พวกมันไม่สามารถใช้ในการบูชายัญได้
เฉินเซี่ยงมุ่งตรงไปยังส่วนลึกของดินแดนรกร้างทางใต้ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง
สถานที่ที่เป็นแท่นบูชายัญอยู่ลึกเข้าไปกว่านี้อีกมาก
“เสียงต่อสู้!”
เฉินเซี่ยงหยุดฟังอย่างตั้งใจ ทันใดนั้น
เขาได้ยินเสียงอันนุ่มนวลและเย็นชาตะโกนขึ้น นั่นมันเสียงของเหลิ่งยู่หลาน!
เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้ากระทั่งเงาร่างหายไปในพริบตาราวกับสายฟ้ามุ่งตรงไปยังต้นเสียง
ไม่นาน
เงาร่างอันงามสง่าของเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง
พวกนางทั้งสองคนอยู่ด้วยกันและยังมีศิษย์ร่วมนิกายอีกหลายคน
ศิษย์ของจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์อยู่รวมตัวกันที่นั่นรวมทั้งหมด 13 คน
พวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่เพียงตอนนี้กำลังถูกล้อมกรอบด้วยฝูงหมาป่าสีดำทมิฬมากกว่า
100 ตัว
“นั่นมันสัตว์ปีศาจ!
พวกมันกำลังถูกเชิดอยู่!” เฉินเซี่ยงกล่าวขึ้นในทันที
เพราะหมาป่าเหล่านั้นมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน
ซึ่งชัดเจนว่าพวกมันกำลังถูกควบคุมอยู่…………….
Chapter
237 – โต้กลับในดินแดนทางใต้ (1)
ศิษย์ทั้งจากหุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนนับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ความแข็งแกร่งโดยรวมของทั้งหมดนับว่าไม่เลว เมื่อหมาป่าทมิฬเข้าจู่โจม
ศิษย์หุบเขาเหมันต์จะใช้รัศมีปราณเยือกแข็งแช่แข็งหมาป่าทมิฬภายในพริบตาก่อนจะเป็นซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานที่สังหารพวกมันอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของศิษย์นิกายคนอื่นๆ
เพราะศิษย์คนอื่นๆต้องฝ่ายระวังไม่ให้ใครมาจู่โจมเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลาน
เฉินเซี่ยงรู้ว่าศิษย์ทั้งหมดเข้าฝึกฝนร่วมกันโดยมีหลิวเมิ่งเอ๋อเป็นผู้ฝึกฝนให้
ทำให้ทั้งหมดประสานกันได้ดีซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงโล่งใจเป็นอย่างมาก
ซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้หอกยาวขาวที่คล้ายกับ
‘จูบแห่งมังกรหยก’ ของหลิวเมิ่งเอ๋อ
ดูเหมือนหลิวเมิ่งเอ๋อจะสร้างมันให้กับเซี่ยนเซี่ยนและดูเหมือนเซี่ยนเซี่ยนเองก็ได้เรียนรู้เพลงหอกดีๆมาจากบรรพบุรุษของนางด้วย
ไม่ว่านางจะกวัดแกว่งหอกในมือหรือแทงมันออกไป
หอกในมือของนางจะเคลื่อนไหวอย่างเร็วจนเกิดเป็นเงาภาพของหอกแทงออกไปพร้อมๆกันจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนทำให้หมาป่าทมิฬที่พุ่งเข้าหานางกลายเป็นหลุมโลหิต
เหลิ่งยู่หลานเองก็กวัดแกว่งกระบี่ยักษ์ในมือของนางอย่างคล่องแคล่วจนทำให้เหล่าหมาป่าทมิฬที่ถูกแช่แข็งอยู่ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ทั้งสองสาวนับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เฉินเซี่ยงจึงได้แต่ชื่นชมพวกนาง
เฉินเซี่ยงรู้ว่ามีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจสามคนที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณนี้
แต่เขายังคงไม่รู้ว่าพวกมันควบคุมสัตว์ปีศาจพวกนี้ได้ยังไงเขาจึงของให้หลงเสวี่ยอี๋ช่วยค้นหาที่ซ่อนของพวกมันทั้งสามคนให้
“ยังไม่เจออีกหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
ในยามนี้
เฉินเซี่ยงยังคงมุ่งหน้าไปหาเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนอย่างต่อเนื่อง
เขากังวลว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่หลบซ่อนอยู่จะเข้าจู่โจมพวกนาง
“อยู่ในต้นไม้ใหญ่นั่น!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงมองไปยังต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ก่อนจะดึงเอาศรปีศาจออกมาก่อนจะถ่ายปราณจักรวาลเข้าไปแล้วยิงไปยังต้นไม้ใหญ่นั่น
ลูกศรสีดำพุ่งเจาะเข้าไปในต้นไม้ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดและหมอกโลหิตตามมา
ลูกศรที่เฉินเซี่ยงยิงออกไปแฝงไว้ด้วยปราณจำนวนมากทำให้มันเหมือนเป็นวัตถุระเบิด
เมื่อลูกศรเจาะไปเข้าร่างกายของมนุษย์..ลูกศรจะระเบิดร่างกายออกมาจากภายในอย่างฉับพลัน
ซึ่งนับเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง
หลังจากศิษย์นิกายปีศาจถูกเฉินเซี่ยงสังหารไป
1 คน
ฝูงหมาป่าทมิฬบางส่วนก็หยุดขยับเคลื่อนไหวก่อนจะล้มลงกับพื้น
เฉินเซี่ยงถ่ายปราณจักรวาลเข้าไปในศรปีศาจอีกครั้งก่อนจะยิงตรงไปยังต้นไม้อีกต้นตามด้วยเสียงระเบิดและหมอกโลหิตลอยคุ้งภายในพริบตา
แต่ขณะที่เฉินเซี่ยงเตรียมจะยิงศรลูกที่สาม
จู่ๆเงาร่างสีดำก็พลันหายไปจากป่าอย่างไร้ร่องรอย มันหนีไปแล้ว!
แม้มันไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จู่โจมพวกมัน แต่มันก็รู้อย่างชัดเจนว่าหากมันยังอยู่ที่นี่ต่อ…คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอมันอยู่
เฉินเซี่ยงมุ่งหน้าไปหาซู่เซี่ยนเซี่ยน
ส่วนเหล่าหมาป่าทมิฬที่เคยจู่โจมพวกนางก็หยุดยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหว
หากไม่มีใครควบคุมพวกมัน พวกมันย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง
“ท่านพี่ข้ารู้ว่าเป็นท่าน!”
เมื่อเหลิ่งยู่หลานเห็นเงาร่างสูงใหญ่กำลังตรงเข้ามานางจึงตะโกนขึ้น
เมื่อซู่เซี่ยนเซี่ยนเห็นเฉินเซี่ยงนางก็อมยิ้ม
“พี่เซี่ยง..ท่านนี่ยังไวเหมือเดิมเลยนะ ว่าแต่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของพวกนาง
หากไม่ใช้เพราะมีคนมากมายอยู่ที่นี่ เฉินเซี่ยงคงกอดพวกนางไปแล้ว
“สวัสดีสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน!”
เฉินเซี่ยงป้องหมัดคำนับเชิงทักทายคนอื่นๆด้วยท่าทีสุภาพ
ซึ่งพวกเขาก็คารวะเฉินเซี่ยงกลับเช่นกัน
ปกติแล้วพวกเขากังวลกับศัตรูที่มองไม่เห็นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้น..ความกังวลเหล่านั้นพลันหายไปสิ้น
เพราะเมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัว..ฝูงหมาป่าทมิฬก็หยุดเคลื่อนไหว
“เรื่องทั้งหมดทั้งยาวและซับซ้อน
ขอทุกท่านตั้งใจฟัง!” เฉินเซี่ยงเร่งกล่าวพลางอธิบายทุกสิ่งที่เขารู้
หลังจากเซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง…ทั้งหมดต่างกำหมัดแน่น
ใบหน้าของเหลิ่งยู่หลานก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้เสมอ..
เรื่องนี้นับเป็นปัญหายิ่ง” เหลิ่งยู่หลานกล่าวอย่างเย็นชา
คนทั้งหมดไม่สามารถติดต่อกับคนที่อยู่เบื้องนอกและไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้..
ดังนั้นทั้งหมดจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่
“ดูเหมือนว่าพวกเราต้องอยู่ที่นี่อีก
2 เดือน หากพวกนิกายฝ่ายปีศาจถูกสังหารทั้งหมด
พวกเราย่อมอยู่ที่นี่ได้โดยไร้ข้อกังวลและอันตราย” เฉินเซี่ยงกล่าว
ซู่เซี่ยนเซี่ยนกล่าว
“พี่เซี่ยง ท่านรีบไปบอกศิษย์นิกายอื่นๆเถอะ..
ท่านต้องช่วยไม่ให้พวกเขาตกไปสู่เงื้อมมือของพวกมัน”
“ท่านพี่..
ท่านรีบไปเถอะ! ไม่ต้องเป็นห่วงพวกข้า!” เหลิ่งยู่หลานกล่าว
ถึงนางจะอยากตามเฉินเซี่ยงไปแต่นางรู้ว่านางคงไม่อาจช่วยเหลือเฉินเซี่ยงได้มาก
ยิ่งกว่านั้น..นางอาจจะกลายเป็นตัวถ่วงของเขาด้วยซ้ำ
หากสถานการณ์ไม่ตึงเครียดขนาดนี้..เฉินเซี่ยงคงจะอยู่กับพวกนาง
หลังจากเฉินเซี่ยงกล่าวเตือนพวกนางอยู่ชั่วครู่
เขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดต่อไปอย่างรวดเร็ว
จากที่เซี่ยนเซี่ยนบอกทำให้เฉินเซี่ยงรู้ว่าพวกนางถูกบางคนหลอกล่อมายังจุดซุ่มโจมตีแห่งนี้
อีกฝ่ายมีเพียง 1 คนส่วนพวกนางมีกันถึง
13 คน..พวกนางจึงคิดว่าพวกนางสามารถสังหารมันได้
หากเฉินเซี่ยงพบจุดซุ่มโจมตีจุดอื่นๆที่เหลือ
เขาย่อมสามารถค้นหาศิษย์นิกายอื่นๆได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้จุดซุ่มโจมตีเพียง
3 จุด แต่ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะกลับมีถึง 8 กลุ่ม..
เฉินเซี่ยงได้แต่หวังว่าจะไปช่วยคนเหล่านั้นได้ทันเวลา
“วางใจเถอะ
ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น
หากพวกเขาไม่ถูกนักสู้ที่ทรงพลังมากกว่าล้อมเข้า พวกเขาย่อมสู้กับพวกมันได้”
ซูเหม่ยเหยากล่าวปลอบ
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังไล่ล่าคนที่ตามกลิ่นอายของเขามาในตอนแรก
ถึงแม้ชายคนนั้นจะรวดเร็วแต่มันยังไม่เร็วเท่าเฉินเซี่ยง
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงเศษ..เฉินเซี่ยงก็ตามมันทัน
เขาดึงเอาศรปีศาจออกมาก่อนจะยิงไปที่ขาของมัน
ศรสีดำทมิฬแม่นยำเป็นอย่างมาก
หากมันได้รับปราณที่ถ่ายเข้ามามากพอมันก็จะยิ่งแม่นยำขึ้น..ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่เคยพลาดเป้า
เมื่อศรสีดำเจาะทะลุขาของชายชุดดำ..จู่ๆศรทมิฬพลันระเบิดออกส่งผลให้ขาของชายชุดดำแหลกเป็นชิ้นๆ
เฉินเซี่ยงเร่งทะยานเข้ามาหามันก่อนซัดฝ่ามือแปลงกระดูกเข้าใส่
จากฝ่ามือของเฉินเซี่ยงทำให้มันกรีดร้องอย่าน่าอนาถและกระดูกทั่วร่างของมันก็หลอมหายไป
ชายชุดดำเป็นนักสู้ระดับ
4 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงทั้งชกทั้งเตะมัน
แต่ละการจู่โจมของเขาแฝงด้วยปราณอันรุนแรงจนทำให้ชายชุดดำบาดเจ็บสาหัส
“เจ้ามาที่นี่เมื่อไหร่?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม…
เขาใช้สาปวิญญาณเข้าควบคุมมัน
“เมื่อ 3 วันที่แล้ว!”
ชายชุดดำกล่าวตอบ มันทั้งตอบทั้งกระอักโลหิตในเวลาเดียวกัน
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น
ชายชุดดำทั้ง 5
คนที่เขาพบก่อนหน้านี้ไม่รู้วิธีเชิดหุ่น แต่พวกที่เพิ่งจะมาที่นี่ได้ 3
วันกลับรู้วิธีเชิดหุ่น
“ใครเป็นคนสอนพวกเจ้าให้ควบคุมหมาป่าทมิฬพวกนั้น?”
เฉินเซี่ยงดึงผมมันขึ้นมาแล้วกล่าวถามเสียงดัง
“ผู้อาวุโสท่านนึง”
“เจ้าเริ่มเรียนเมื่อไหร? เรียนที่ไหน?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอีกครั้ง
“ข้าเริ่มเรียนเมื่อ
3 เดือนที่แล้ว..ในพื้นที่ต้องห้ามของนิกาย”
“บอกข้ามา..ไอ้พวกที่เหลือมันซ่อนตัวอยู่ไหน..”
เฉินเซี่ยงเริ่มยิงคำถามเป็นชุด
เขาเชื่อว่าสถานะในนิกายของชายคนนี้ย่อมสูงกว่าชายชุดดำทั้ง 5
คนที่เขาเจอก่อนหน้านี้ เขาจึงกล่าวถามมันด้วยคำถามมากมาย
เฉินเซี่ยงได้รับข้อมูลที่สำคัญมาหนึ่งอย่างนั่นคือ
มีผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ที่นี่ 2 คน
พวกมันทั้งสองคนต่างเป็นนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริง… 1
คนมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ส่วนอีกคนเพิ่งมาได้ 3 วัน
พวกมันทั้งสองคนทำงานร่วมกันและเชิดหุ่นคนละชนิดกันเพื่อลดทอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ
3 วันก่อน
มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจมายังดินแดนรกร้างทางใต้จำนวน 50 คน.. 30 ใน 50
คนนั้นรู้วิธีการเชิดหุ่นและยังแข็งแกร่งกว่า 20 คนที่เหลือ
เฉินเซี่ยงสังหารชายชุดดำหลังจากกล่าวถามจบ
จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีถัดไป
จุดซุ่มโจมตีของนิกายฝ่ายปีศาจแต่ละจุดล้วนเชื่อมโยงกัน หากจุดแรกรั้งไม่อยู่..จุดต่อไปก็ต้องรับช่วงต่อ
ถึงศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะผ่านจุดซุ่มโจมตีมาได้
แต่พวกเขาย่อมถูกทอนกำลังไปมากจนท้ายที่สุด..พวกเขาก็จะถูกจับในจุดซุ่มโจมตีถัดไป…………………………
Chapter
238 – โต้กลับในดินแดนทางใต้ (2)
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงได้กล่าวเตือนซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆไว้ว่าห้ามเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดน
เพราะภายในนั้นมีปราณปีศาจหนาแน่นซึ่งเหมาะกับหุ่นเชิดของพวกนิกายฝ่ายปีศาจ
หุ่นเชิดจะสามารถดูดซับปราณปีศาจและฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว..
แต่ที่ขอบนอกของดินแดนทางใต้จะมีปราณปีศาจที่เบาบางทำให้พวกหุ่นเชิดยากที่จะฟื้นฟูความแข็งแกร่ง
อีกอย่างเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะยังไร้ซึ่งความกลัวและไม่เอาเรื่องหยุมหยิ๋มเช่นนี้มาใส่ใจ
จุดซุ่มโจมตีจุดต่อไปอยู่ไม่ไกลนัก
เฉินเซี่ยงเพียงวิ่งไปชั่วครู่เขาก็ได้ยินเสียงของหวินเสี่ยวเตาตะโกนขึ้น
“ไอ้หมูตอน
ระวังก้นอ้วนๆเจ้าไว้ให้ดี..อย่าให้ไอ้หมาพวกนี้กัดเอาหล่ะ
เจ้ามังกรตาหยี..อย่าทำตาหยีนักสิ มันทำให้ข้าคิดว่ามีอะไรกำลังจะจู่โจมข้า”
เมื่อได้ยินเสียงของหวินเสี่ยวเตา
เฉินเซี่ยงได้แต่ส่ายหัวพลางยิ้ม
เขาหยิบเอาศรปีศาจออกมาขณะที่หลงเสวี่ยอี๋เองก็กำลังค้นหานักเชิดหุ่นที่กำลังหลบซ่อนอยู่
“เจ้าอันธพาลน้อยหวิน…อย่าเหวี่ยงกระบี่ไปมั่วซั่วสิ
มันฟันโดนผมของข้าไปหมดแล้วเนี่ย!” เจ้าอ้วนตะโกนขึ้น
ชูเหว่ยหลงกล่าวอย่างเย็นชา
“พวกเจ้าหยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว ระวังอย่าให้ ‘หนอนน้อย’
ของพวกเจ้าถูกพวกมันกัดเอาหล่ะ”
เฉินเซี่ยงกำลังมองฝูงหมาป่าทมิฬจากที่ไกลๆ
พวกมันเหมือนกับที่เซี่ยนเซี่ยนและกลุ่มของนางเคยเจอก่อนหน้านี้ พวกมันทุกตัวต่างเป็นสัตว์ปีศาจ
ถึงพวกมันจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่จำนวนของพวกมันก็นับว่ามากอยู่
แต่ยังดีที่นักเชิดหุ่นสามารถเชิดพวกมันได้เพียงทีละ 15 ตัว ดังนั้น
หากไม่ได้เข้าต่อสู้กับพวกมันเพียงลำพังย่อมไม่นับว่าเป็นอันตราย
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆประสานงานกันเป็นอย่างดี
เขาและเห่าตงชิงเป็นผู้รับผิดชอบในการจู่โจมเพราะการจู่โจมของทั้งสองนับว่ารุนแรง
ส่วนเจ้าอ้วน เหลยสงหลิน เหลยจง
และชูเหว่ยหลงรับผิดชอบการป้องกันเหล่าหมาป่าทมิฬที่กระโจนเข้ามาจากทุกทิศทาง
เมื่อพวกหมาป่าถูกทั้งสามจู่โจมจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ จะเป็นหวินเสี่ยวเตาและเห่าตงชิงที่เป็นผู้สังหารพวกมัน
ส่วนเหยาไห่เฉิงและเหลียนหมิงตงรับหน้าที่คอยเฝ้าระวังรอบข้างเพื่อไม่ให้ผู้ใดลอบจู่โจม
วู่เชียนเชียน..นางจะคอยใช้เพลิงเพื่อเป็นโล่คอยคุ้มกันเป็นวงกว้างทั้งยังเป็นการทำให้หมาป่าทมิฬบางส่วนล่าถอย
เพลิงของนางนับเป็นเครื่องป้องกันที่แข็งแกร่งมาก
บางที…เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคงคาดไม่ถึงว่าสัตว์ปีศาจที่พวกมันภาคภูมิใจจะกลายเป็นเปราะบางเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่ฝึกฝนมาอย่างดี
หากเพราะพวกมันไม่มีหุ่นเชิดจำนวนมาก การซุ่มโจมตีของพวกมันก็นับว่าล้มเหลว
แต่ถึงอย่างนั้นเป้าหมายจริงๆของพวกมันก็แค่ต้องการลดทอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะและเฝ้าสังเกตุดูความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขาเท่านั้น
“ไอ้หมูตอน
เจ้านี่มันโคตรตัวหายนะเลย!
เจ้าบอกว่าไอ้สัตว์อสูรพวกนี้ถือเป็นโชคลาภและพวกเราควรจะจับมัน
แต่แหกตาดูสิ…นี่พวกเรากำลังถูกมันล้อมอยู่ มารดาเจ้าเถอะ!! นี่มันยังเหลือมากกว่า
100 ตัว ทั้งแต่ละตัวยังฆ่าโคตรยากอีก..”
หวินเสี่ยวเตาคร่ำครวญ
“เจ้าอันธพาลน้อยหวิน
เมื่อคราวที่บิดาผู้นี้ได้ผลึกศิลาระดับสูงสุดและเม็ดยาสร้างรากฐานมา…ทำไมเจ้าไม่เห็นพูดแบบนี้ห้า? ถ้าพวกเราไม่มีโชค…
เจ้าจะต้องทำงานหนักจนตายและหนักยิ่งกว่าข้าด้วย” เจ้าอ้วนด่าทอ
เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับการที่ทั้งเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาโต้เถียงกัน
เมื่อไหร่ก็ตามที่สองคนนี้อยู่ด้วยกัน พวกเขาก็หยุดเถียงกันไม่ได้
ถึงแม้ทั้งสองจะแสดงออกแบบนี้..แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็นับว่าดีเป็นอย่างมาก
“เจอแล้ว!!
อยู่ต้นไม้ต้นนั้นและก็ต้นนั้น” หลงเสวี่ยอี๋ชี้ไปที่ต้นไม้ 3 ต้น
พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะขุดต้นไม้ให้กลวงเข้าแล้วเข้าไปซ่อนตัวในนั้น
เพียงแต่มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงยิงพวกมันด้วยศรปีศาจได้สะดวกขึ้นมาก
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้งสามที่กำลังซ่อนตัวอยู่ไม่ทราบว่าเฉินเซี่ยงรู้ตำแหน่งของพวกมันแล้ว
เฉินเซี่ยงพร้อมที่จะจู่โจมพวกมันอย่างลับๆ ซึ่งตอนนี้เขาก็สังหารพวกมันไปเกือบ 10 คนแล้ว
เฉินเซี่ยงเลงศรปีศาจไปยังต้นไม้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ก่อนจะถ่ายปราณเข้าไป
ในยามนี้..เป็นไปได้ว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่กำลังซ่อนตัวอยู่อาจจะรู้สึกเสียวสันหลังพลางควบคุมหมาป่าทมิฬให้จู่โจม
แต่ขณะที่พวกมันกำลังมีความสุขกับการควบคุมหมาป่าทมิฬ
ศรสีดำพลันเจาะเข้าร่างของมันจนทำให้ร่างระเบิดกลายเป็นหมอกโลหิตอย่างเงียบเชียบ
“ฮี่ฮี่
คนต่อไป!” เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นหมอกโลหิตและเศษไม้ที่กระจายออกมา
เขาก็หัวเราะคิกคักพลางยิงศรปีศาจใส่ต้นไม้ต้นอีกต้น
เฉินเซี่ยงยิงศรไปทั้งหมด
3 ลูก เขากลัวว่าพวกมันจะหนีไปเพราะเมื่อพวกมันตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น
ย่อมเป็นเรื่องยากที่เฉินเซี่ยงจะสังหารพวกมันได้อย่างเงียบเชียบ
เมื่อเกิดเสียงระเบิดดังติดต่อกัน
ต้นไม้ทั้งสามก็แตกกระจายเผยให้เห็นเศษเนื้อปนเศษไม้
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆเดาว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่เพราะจู่ๆพวกหมาป่าทมิฬก็หยุดการจู่โจมไป
เจ้าอ้วนจึงอาศัยโอกาสนี้กวัดแกว่งกระบี่เข้าสังหารฝูงหมาป่าอย่างรวดเร็ว
เฉินเซี่ยงยิ้มกว้างพลางวิ่งตรงเข้ามา
เมื่อทุกคนเห็นเฉินเซี่ยงพวกเขาจึงลดการป้องกันทันที
พวกเขาต่างนับถือเฉินเซี่ยงจนสุดหัวใจเพราะพรสวรรค์ของเขาน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง
อีกอย่างเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นเหล่าฝูงหมาป่าทมิฬก็หยุดเคลื่อนไหว
“พี่ใหญ่เฉินเป็นท่านจริงๆ!
ข้าเดาได้ว่าท่านจะปรากฏตัวที่นี่! เดี๋ยวนะ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
หวินเสี่ยวเตากล่าวถาม
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงไม่อาจชักช้าได้
เขาจึงเร่งกล่าวทุกสิ่งที่เขารู้ให้กับคนอื่นๆฟัง
การตอบสนองของกลุ่มหวินเสี่ยวเตาก็ไม่ต่างจากกลุ่มของซู่เซี่ยนเซี่ยน
พวกเขาทั้งกลัวทั้งโกรธ
แต่ตอนนี้พวกเขาก็ระวังตัวมากขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกหลอกล่อเช่นเดิม
“เอาหล่ะ
ให้พวกเจ้าไปรวมกลุ่มกับศิษย์หุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียน
หากพวกเจ้าอยู่รวมกันย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ล่าจากศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
แต่ว่านะ พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก
ข้าสังหารพวกมันระหว่างทางได้ 10 คนแล้ว
ฮ่าฮ่าฮ่า..” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวินเสี่ยวเตา
“พี่ใหญ่เฉิน สำหรับท่าน..ท่านก็พูดง่าย.. แต่พวกข้านี่สิ..
ไอ้พวกนั้นมันร้ายกาจมาก
จะมีก็แต่ท่านที่ร้ายกาจกว่าพวกมันนี่แหละที่จัดการพวกมันได้”
“นี่เจ้าจะพูดว่าข้าร้ายกาจหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวเย้ยหยัน
“ก็นะ..”
หวินเสี่ยวเตาหัวเราะ
จู่ๆวู๋เชียนเชียนก็กล่าวแทรก
“เฉินเซี่ยงเจ้ารีบไปเถอะ
แต่เจ้าเองก็ต้องระวังพวกนิกายเช่าหวู่และนิกายนักสู้แท้จริงเอาไว้ให้ดี
พวกมนเกลียดเจ้ามาก ทั้งยังพร้อมใจรวมกลุ่มกันเพื่อสังหารเจ้า”
“อืม..
ข้าเข้าใจแล้ว!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวก่อนจะทะยานไปราวกับสายลม
หวินเสี่ยวเตาและเจ้าอ้วนยังคงทะเลาะกันเล็กน้อย
แต่หลังจากพวกเขาสังหารหมาป่าทมิฬได้หมดแล้ว
พวกเขาก็เดินทางตามเส้นทางที่เฉินเซี่ยงได้บอกไว้เพื่อไปรวมกลุ่มกับซู่เซี่ยนเซี่ยน
ระหว่างทาง..
เฉินเซี่ยงได้พบมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมาย แต่เท่าที่ดูเหมือนพวกมันจะอ่อนแอเป็นอย่างมากเพราะสัตว์ปีศาจหรือมนุษย์ปีศาจตัวไหนที่แข็งแกร่งกว่า
พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจย่อมไม่สามารถเชิดพวกมันได้ซึ่งนี้นับเป็นโชคดี
ถึงแม้การโจมตีของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจจะนับว่าอ่อนแอ แต่มันก็สามารถถอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะได้มาก
จุดซุ่มโจมตีถัดไปไม่ได้อยู่ในส่วนลึกของดินแดน
แต่มันเป็นเหมือนที่โล่งเตียนที่ถูกจัดขึ้นมากกว่า
เพราะหากเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนี้เข้าไปลึกกว่านี้ พวกมันย่อมไม่อาจทนได้
ก่อนหน้านี้
หวินเสี่ยวเตาได้บอกเฉินเซี่ยงว่า หลังจากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะทั้ง 8 เข้ามาในพื้นที่นี้
ต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายไปกันคนละทิศทางและมุ่งหน้าหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อคอยตั้งรับและจู่โจมได้ในเวลาเดียวกัน
เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ถึง 2 เดือน
หากไม่ใช่เพราะศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจร่วมมือกัน
แผนของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะย่อมลุล่วงไปได้ด้วยดี
เฉินเซี่ยงรีบมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดต่อไป
แต่เขากลับไม่พบศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะแม้กระทั่งศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเลยสักคน
พื้นที่โดยรอบเงียบเชียบเป็นอย่างมาก
เขาทำได้เพียงอดทนรอให้หลงเสวี่ยอี๋ค้นหาพวกมัน
เขาอยากรู้ว่าจะสามารถค้นหาพวกมันที่ซ่อนตัวอยู่ได้หรือไม่
“เจอแล้ว!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างมีความสุข แม้นางจะไม่ได้ลงมืออะไร
แต่การที่นางได้ช่วยเฉินเซี่ยงอย่างลับๆก็ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ
มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้งหมด
3 คน
ดูเหมือนยังไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่ถูกล่อให้มาที่นี่
“ครั้งนี้พวกเราจะลงมือเบาๆและนุ่มนวล”
เฉินเซี่ยงยิ้มบางก่อนจะยิงศรขนาดเท่าเส้นผมออกไป
แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะถูกบดบังด้วยต้นไม้ที่มีเปลือกหนา
แต่หลงเสวี่ยอี๋ยังคงเลงไปยังหัวของพวกมันได้
แ๕่ศรลูกเดียวพวกมันก็ตายในทันที
เฉินเซี่ยงไม่ได้ทำให้ลูกศรระเบิดออกหลังจากเจาะทะลุร่างพวกมันเพราะเขาอยากให้พวกมันตายอย่างเงียบเชียบ………………………..
Chapter
239 – การจู่โจมของสัตว์ปีศาจ
ในยามนี้เฉินเซี่ยงไม่สามารถวางศรปีศาจในมือลงได้
เขาตัดสินใจว่าจะขอให้หลิวเมิ่งเอ๋อเพิ่มประสิทธิภาพให้มัน
และถ้าหากเป็นไปได้..เขาก็อยากให้นางสร้างอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆกันนี้ขึ้นมาเพิ่มเพื่อที่เขาจะได้แจกจ่ายให้กับคนของเขา
เพราะหากในระหว่างต่อสู้หากมีศรอันทรงพลัง 10
ศรยิงมาจากที่ไหนไม่ทราบเข้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน มันจะเกิดอะไรขึ้น?
ยิ่งเฉินเซี่ยงคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่
เขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น แต่อุปกรณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสร้างกันได้ง่ายๆซึ่งเขาเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี
อีกอย่าง…วิธีการสร้างอุปกรณ์มากมายได้หายไปโดยเฉพาะการสร้างอุปกรณ์ชิ้นนี้
เมื่อลูกศรทมิฬทั้งสามถูกยิงออกไป
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้ง 3
คนที่ซ่อนอยู่ในต้นไม้อาจจะต้องอยู่ที่นั่นต่อไปจนร่างกายของพวกมันถูกย่อยสลายจนหมดสิ้น
ถึงแม้พวกมันจะตาย
แต่พวกมันคงไม่คิดว่าต้นไม้จะกลายเป็นหลุมฝังศพและลำต้นของต้นไม้ก็จะกลายเป็นโลงศพของพวกมัน
เส้นทางของจุดซุ่มโจมตีอยู่บริเวณรอบๆขอบนอกของดินแดนรกร้างซึ่งไม่ได้อยู่ลึกเข้าไปภายใน
ดูเหมือนพวกมันจะรู้ว่าหากพวกมันเข้าไปลึกเกินไปจะเกิดอันตรายจนไม่สามารถกลับออกมาได้อีก…จึงทำให้พวกมันไม่กล้าเข้าไปข้างใน
แต่หากเฉินเซี่ยงต้องการทำลายแท่นบูชายัญเฉินเซี่ยงต้องตรงลึกเข้าไปภายในดินแดนรกร้าง
แท่นบูชายัญมีความสามารถที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก
เพราะไม่เพียงมันจะติดต่อกับแดนปีศาจได้ แต่มันยังสามารถปลุกเหล่าทรราชย์จากการหลับไหลและยังสามารถทำลายเขตแดนที่อยู่บริเวณโดยรอบได้
หากพวกมันต้องการให้การบูชายัญสำเร็จเพื่อปลดปล่อยความแข็งแกร่งของแดนปีศาจหรือให้แดนปีศาจส่งสิ่งของที่มีประโยชน์มาให้…
เหล่าผู้ถูกบูชายัญจะต้องมีชีวิตอยู่
ทันใดนั้น
จู่ๆพื้นดินก็เกิดการสั่นไหวตามเสียงการต่อสู้ดังมาแต่ไกล
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจเขาจึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้สูงต้นนึงและได้พบกับกลุ่มคนมากมายในชุดดำกำลังกวัดแกว่งกระบี่ยักษ์เข้าใส่กลุ่มคนทั้ง
10 คน
มนุษย์ปีศาจจำนวนมาก!
เฉินเซี่ยงถึงกับต้องประหลาดใจเพราะตอนนี้มีมนุษย์ปีศาจอยู่กว่า 100
ตัวที่กำลังล้อมกรอบกลุ่มคนทั้ง 10
คนอย่างแน่นหนา มนุษย์ปีศาจจำนวน 30
ตัวกำลังเข้าจู่โจมกลุ่มคนทั้ง 10
หรือจะพูดอีกอย่างคือมีนักเชิดหุ่นอยู่ทั้งหมด 6 คน
“มังกรน้อยรีบหาพวกมันทั้ง
6 คนเร็ว”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางพุ่งตรงไปยังบริเวณที่เกิดการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเฉินเซี่ยงเคลื่อนเข้าไปใกล้
หลงเสวี่ยอี๋ก็พบตำแหน่งของนักเชิดหุ่นทั้ง 6
คนอย่างรวดเร็ว เฉินเซี่ยงเดาว่าพวกมันทั้ง 6
คนน่าจะมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
เพราะไม่งั้นพวกมันคงไม่สามารถหามนุษย์ปีศาจได้มากมายขนาดนี้
พวกมันทั้ง 6
คนไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้แต่พวกมันซ่อนตัวอยู่บนที่สูงและพวกมันก็ยังขว้างกระบี่สั้นเข้าใส่กลุ่มคนทั้ง
10 ด้วยเป็นบางครั้ง
“นั่นมันนิกายกระบี่ลึกล้ำกับนิกายเช่าหวู่หนิ!”
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ
วู๋เชียนเชียนได้บอกกับเฉินเซี่ยงแล้วว่าทั้งสองนิกายได้ร่วมมือกันและให้เฉินเซี่ยงระมัดระวังพวกมัน
ในกลุ่มของศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ
มีอยู่คนนึงที่เฉินเซี่ยงจำได้ มันคือ กานจิ่วเจี้ยน
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงหยามหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรีของมันต่อหน้าคนอื่นๆอย่างโหดเหี้ยม
ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกลียดเฉินเซี่ยงและไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ต้องร่วมมือกับนิกายเช่าหวู่
แต่หากพวกมันจู่โจมเฉินเซี่ยง
เขาย่อมไม่ยอมงอมืองอเท้าและจะงัดวิธีการที่โหดเหี้ยมออกมาจัดการกับพวกมันแน่
ด้วยลูกศรทมิฬเพียง
1 ลูก…เฉินเซี่ยงก็ส่งให้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่งร่างแหลกเป็นชิ้นๆ
เฉินเซี่ยงยิงศรทมิฬเข้าใส่ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่องและก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น..พวกมันทั้งหมดก็ตกตายไปแล้ว
เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้ง
6 คนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ความแข็งแกร่งของพวกมันอยู่ราวๆระดับ
3 ของเขตนักสู้แท้จริง แม้พวกมันจะมีเกราะปราณคุ้มกาย
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศรทมิฬที่สร้างขึ้นจากปราณจักรวาลของเฉินเซี่ยง
เกราะของพวกมันก็ถูกศรทมิฬของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุได้อย่างง่ายดาย
มนุษย์ปีศาจพวกนั้นไม่มีสติปัญญาทำให้พวกมันไม่ได้เข้าจู่โจม
พวกศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากพวกมันทั้งหมดกรูกันเข้า…พวกมันต้องไม่รอดแน่ๆ
ขณะที่เฉินเซี่ยงเดินเข้าไปหาพวกมันพร้อมกับศรปีศาจในมือ
จู่พวกมันทั้ง 10
คนก็ทำท่าทางพร้อมสู้ราวกับได้พบศัตรู
กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆไม่ได้โง่
พวกมันรู้ว่ามนุษย์ปีศาจทั้งหมดนั่นต้องมีผู้ควบคุม
เมื่อประติดประต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กับเสียงระเบิดที่ดังมา
พวกนักเชิดต้องถูกสังหารโดยใครบางคนไปแล้ว
และเมื่อพวกมันพบศรปีศาจในมือของเฉินเซี่ยง…พวกมันจึงรู้ในทันทีว่าเฉินเซี่ยงเป็นคช่วยเหลือพวกมัน
เรื่องนี้ทำให้พวกมันหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
เพราะพวกมันทั้งหมดต่างอยากสังหารเฉินเซี่ยง
เหตุผลแรกคือค่าหัวของเฉินเซี่ยงที่มีกว่า 15 ล้านผลึกศิลา
อย่างที่สองคือชื่อเสียงของเฉินเซี่ยง หากพวกมันสังหารเฉินเซี่ยงได้
ชื่อเสียงของพวกมันย่อมเพิ่มพูนขึ้นแน่
แต่ตอนนี้พวกมันยังคงไม่กล้าสังหารเฉินเซี่ยงเพราะพวกมันรู้ถึงความต่างระหว่างพวกมันกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี
ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำต่างอารมณ์ไม่ดีทั้งยังเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก
ถึงแม้พวกมันทุกคนจะถูกเฉินเซี่ยงช่วยไว้ แต่พวกมันย่อมไม่สำนึกบุญคุญแน่ ศิษย์นิกายเช่าหวู่เองก็ถูกปลูกฝังจากนิกายมาแบบเดียวกันว่าให้พวกมันเกลียดนิกายยอดนักสู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..เฉินเซี่ยง
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ศิษย์นิกายเช่าหวู่บางคนลอบเข้าไปยังชายแดนของดินแดนยอดนักสู้และสังหารประชานเพื่อเอามาเป็นอาหารให้สัตว์ปีศาจของพวกมัน
แต่ด้วยครั้งล่าสุดที่พวกมันได้พบกับเฉินเซี่ยงและเขาก็ได้กล่าวบางอย่างเอาไว้ทำให้พวกมันไม่กล้าไปที่นั่นอีก
เพราะหากพวกมันไป..นิกายเช่าหวู่ของพวกมันต้องถูกทำลายจนสิ้นซากแน่
เฉินเซี่ยงจ้องมองพวกมันทั้ง
10 คน
พวกมันทำท่าทางราวกับดูถูกที่เขาช่วยเหลือพวกมันเอาไว้ ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกเสียใจที่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของพวกมัน
แต่หากเขาไม่ช่วย
พวกมันคงถูกจับไปบูชายัญทั้งหมดและเมื่อถึงตอนนั้น..ปัญหาก็จะบานปลายมากขึ้น
“พวกข้าไม่ขอบคุณเจ้าหรอกนะ”
กานจิ่วเจี้ยนกล่าวอย่างเย็นชา
“ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้าขอบคุณสักหน่อย
ข้าแค่อยากจะบอกอะไรพวกเจ้าเอาไว้ ถึงพวกเจ้าไม่อยากได้ยินก็ตาม!!”
เฉินเซี่ยงบอกกล่าวพวกมันถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ถึงแม้พวกมันจะรู้สึกประหลาดใจ
แต่พวกมันยังคงรู้สึกนับถือเฉินเซี่ยงที่สามารถล่วงรู้แผนการของนิกายฝ่ายปีศาจได้
แต่ถึงอย่างนั้นผู้พวกมันยังคงรู้สึกไม่ชอบใจและอิจฉาเฉินเซี่ยง
“ฮึ่ม
ทำไมข้าถึงต้องเชื่อเจ้า!” ศิษย์นิกายเช่าหวู่คนนึงกล่าวขึ้น
“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะเชื่อหรือเปล่า
แต่ข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ผู้คนทั้งโลกต้องติดร่างแหไปด้วย”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วเริ่มสังหารมนุษย์ปีศาจที่ยืนไร้ความรู้สึกเหล่านั้น
การสังหารของเฉินเซี่ยงนับว่าโหดเหี้ยมจนทำให้พวกมันทั้ง 10
คนถึงกับเหงื่อตกและอิจฉาตาร้อน
ขณะที่เฉินเซี่ยงสังหารมนุษย์ปีศาจไปได้กว่าครึ่ง
จู่ๆกลับมีเสียงร้องอันน่าสะอิดสะเอียนดังมาจากที่ไหนไม่ทราบ…
ตามด้วยการจู่โจมของปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว
เฉินเซี่ยงเดาได้ในทันทีว่ามันต้องมาจากสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมากแน่
ทันใดนั้น
เงาร่างจางๆของสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับจระเข้โบราณก็พุ่งเข้าจู่โจม มันมีร่างกายขนาดใหญ่และยาวกว่า
3 จ้าง
ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยเกร็ดที่แข็งและยังเปล่งประกายรัศมีสีดำทมิฬ
ทันทีที่เจ้าจระเข้าพุ่งเข้ามามันก็เริ่มกัดกินมนุษย์ปีศาจอย่างบ้าคลั่ง
สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือ
ความเร็วของเจ้าตระเข้ตัวนั้นเร็วจนดูราวกับมันสามารถเคลื่อนย้ายภายในพริบตาได้
ที่หน้าผากของเฉินเซี่ยงปรากฏเหงื่อผุดออกมาเพราะเจ้าจระเข้ตัวนี้มันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆดูเหมือนจะแข็งค้างด้วยความกลัว
แขนขาของพวกมันมึนชาจากอาการหวาดกลัวปราณปีศาจที่แผ่ออกมาจากเจ้าจระเข้ยักษ์นั่น
ไม่นานเจ้าเจ้าสิ่งมีชีวิตยักษ์ตัวนี้ก็กินมนุษย์ปีศาจจนหมด
มันหันกลับมามองเฉินเซี่ยง ดวงตาทั้งสองข้างของมันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก
“มาแล้ว!”
ทันทีที่หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น เงาร่างของเฉินเซี่ยงก็หายไป
เจ้าจระเข้ยักษ์อ้าปากจะกัดเฉินเซี่ยงแต่มันกลับกัดโดนต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ด้านหลังจนขาดเป็น
2 ท่อน
เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกหวาดกลัวจากการจู่โจมเมื่อครู่
หากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว
เขาอาจจะถูกมันเคี้ยวด้วยปากอันทรงพลังของมันแทนต้นไม้ต้นนั้นไปแล้ว
ตลอดการเดินทางของเฉินเซี่ยง
เขาได้แต่ภาวะนาเอาไว้ว่าขออย่าให้ได้พบกับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง…แต่ในที่สุดเขาก็พบมัน
เขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจกับโชคร้ายของเขา
เมื่อเห็นจระเข้ยักษ์เข้าจู่โจมเฉินเซี่ยง
การจิ่วเจี้ยนกลับรู้สึกมีความสุขอย่างที่สุด
พวกมันรีบทะยานหนีอย่างรวดเร็วจนทำให้เฉินเซี่ยงแอบก่นด่าพวกมัน……………………
Chapter
240 – สันดานชั่ว
เมื่อจระเข้โบราณเห็นคนกำลังหลบหนีมันจึงฟาดหางขนาดยักษ์ของมันกวาดเข้าใส่กระทั่งขุดรากถอนโคนต้นไม้ที่ขวางทางไปด้วย
แต่กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆยังคงหลบหนีไปได้
เฉินเซี่ยงไม่มีอารมณ์จะต่อสู้กับเจ้าสัตว์ปีศาจที่แสนอันตรายตัวนี้
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้ว่า
หากเขาไม่สามารถเอาชนะเจ้าจระเข้ตัวนี้ได้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะคนอื่นๆต้องได้รับอันตรายแน่
เฉินเซี่ยงกำกระบี่ครามแน่น
เขาเคลื่อนที่สลับไปมาเพื่อหลบหลีหางยักษ์ของจระเข้
ที่ใดที่หางของจระเข้กวาดผ่าน…ต้นไม้บริเวณนั้นจะถูกฟาดจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงสังเกตุการจู่โจมของเจ้าจระเข้ยักษ์
เมื่อใดก็ตามที่มันจะจู่โจมมันจะปล่อยปราณปีศาจออกมาก่อนซึ่งนั่นคือแหล่งพลังของมัน
“เจ้าสิ่งมีชีวิตนี่น่าจะเป็น
‘จระเข้เกราะดำ’ จากยุคโบราณ เป็นสัตว์อสูรระดับ 3
มันน่าจะอาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างนี่มานานมาก
มันดูดซับปราณปีศาจที่ทรงพลังจากที่นี่และกลายเ็นสัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง
ระดับของมันน่าจะใกล้เคียงกับนักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
แต่ยังโชคดีที่ศักยภาพของัมนไม่ได้สูงส่งนักเพราะอย่างมากมันคงเป็นได้แค่สัตว์อสูรระดับ
4
แต่ด้วยความที่มันดูดซับปราณปีศาจที่นี่ทำให้ตอนนี้ระดับของมันน่าจะเทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับ
5” ซูเหม่ยเหยากล่าว
จระเข้เกราะดำไม่ได้มีเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้
แต่การรับรู้ของมันก็นับว่าเฉียบคม
แม้เฉินเซี่ยงจะลบกลิ่นอายไปแต่มันยังคงหาเฉินเซี่ยงเจออยู่ดี
หางยักษ์ของมันกวาดผ่านทุกอย่างที่ขวางทางจนราบเป็นหน้ากลอง
ส่วนเฉินเซี่ยงเองก็เหวี่ยงกระบี่เข้าปะทะ
กระบี่ครามผลาญมังกรเปล่งประกายสีครามออกมา…เฉินเซี่ยงถ่ายปราณแห่งมังกรครามเข้าไปจำนวนมากจนทำให้ตัวกระบี่มีน้ำหนักมากขึ้น
เมื่อเฉินเซี่ยงฟาดฟัน…อานุภาพของกระบี่ครามก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
กระบี่ยักษ์และหางยักษ์ที่หุ้มไปด้วยเกร็ดสีดำทมิฬเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
จระเข้เกราะดำแผดเสียงร้องลั่นขณะที่เฉินเซี่ยงถูกมันซัดปลิวไปไกลเพราะแรงปะทะเมื่อครู่
ผลที่ได้จากการปะทะ…กระบี่ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยงได้ทิ้งหลุมไว้บนหางของจระเข้เกราะดำซึ่งเขาเห็นหยดโลหิตกำลังไหลออกมาจากหางของมัน
นอกจากจระเข้เกราะดำจะมีร่างกายใหญ่โต
แต่มันยังมีแขนขาทั้งสี่ที่ทรงพลัง มันค่อยๆย่อตัวลงช้าๆก่อนจะกระโดดเข้าหาเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของมันอยู่เหนือการคาดเดาของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงตอบสนองได้ช้าเกินไปจนทำให้เขาถูกหัวขนาดยักษ์ของมันพุ่งกระแทกอย่างรุนแรง
จระเข้เกราะดำนับเป็นสัตว์วิญญาณตัวหนึ่ง
ถึงสติปัญญาของมันจะถูกกัดกร่อนด้วยปราณปีศาจจนทำให้มันบ้าคลั่ง
แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของมันยังคงฝังแน่นอยู่ในร่างกาย
ซึ่งกล่าวได้ว่ามันมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน
เมื่อยามที่มันพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยง หัวขนาดยักษ์ของมันแฝงไปด้วยปราณปีศาจทำให้การจู่โจมของมันรุนแรงและทรงพลังมากขึ้น
เฉินเซี่ยงร้องออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะเข้าปะทะกับเนินเขาที่อยู่ใกล้ๆจนเกิดเป็นหลุมลึกบนเนินเขาลูกนั้น
ไม่นานหลังจากนั้น..ก้อนหินมากมายที่อยู่บนยอดเนินก็ร่วงหล่นลงมา
“ไอ้บ้านั่น…อ๊อก..”
เฉินเซี่ยงกระอักโลหิต
ความแข็งแกร่งของจระเข้เกราะดำมากเกินกว่าที่เฉินเซี่ยงคาดไว้มาก
แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าคือภูมิปัญญาของมัน
“ตอนนี้ข้าบาดเจ็บสาหัส
เห็นทีข้าต้องใช้กระบวนท่านั้นแล้ว”
เฉินเซี่ยงลงมาจากเนินเขาพลางแอบโคจรพลังวิญญาณเอาไว้ในร่างกาย เขาเปลี่ยนให้พลังวิญญาณกลายเป็นรูปแบบวิญญาณ
เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าจระเข้เกราะดำกำลังพุ่งเข้ามาหา เขาก็ร่ายมนต์ในทันที
แต่ก่อนที่จระเข้เกราะดำจะเข้ามาถึงตัวเฉินเซี่ยง
มันกลับหยุดยืนนิ่งพลางสังเกตุเฉินเซี่ยง มันไม่ได้จู่โจมเฉินเซี่ยงในทันที
แต่จู่ๆมันก็อ้าปากแล้วพุ่งงับไปที่เฉินเซี่ยง
“ปลดปล่อย
‘ผนึกมังกรสวรรค์’ ”
เฉินเซี่ยงคำรามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่ปราณภายในร่างกายของเขาจะพุ่งขึ้นไปบนอากาศอย่างฉับพลัน
พลังวิญญาณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงถูกใช้ไปกว่าครึ่ง
แต่ที่เฉินเซี่ยงต้องประหลาดใจคือ ปราณที่แผ่ออกจากร่างกายไปทั่วทุกทิศ…กลับมารวมตัวกันแล้วก่อร่างขึ้นเป็นกงเล็บมังกรขนาดยักษ์บนอากาศภายในพริบตา
จระเข้เกราะดำสัมผัสได้ถึงการจู่โจมที่กำลังตรงเข้าหา
แต่ก่อนที่มันจะหลบ..กงเล็บมังกรยักษ์พลันกดทับลงมาที่ตัวของมันราวกับขุนเขาถล่ม
เสียงระเบิดจากการโจมตีดังกึกก้องในขณะที่ร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏแสงสว่างจ้า..
หลงเสวี่ยอี๋ใช้พลังของนางสร้างเกราะคุ้มกายให้กับเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงอยู่เบื้องหน้าของจระเข้เกราะดำในจังหวะที่มันถูกผลึกมังกรสวรรค์จู่โจมทำให้เฉินเซี่ยงได้รับผลกระทบมากเช่นเดียวกัน
หากไม่ใช่เพราะหลงเสวี่ยอี๋ เฉินเซี่ยงคงบาดเจ็บหนักกว่านี้แล้ว
*ตูม ตูม ตูม!*
พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ภูเขาที่อยู่ด้านหลังเฉินเซี่ยงอันตธานหายไป
พื้นดินบริเวณโดยรอบกลายเป็นหลุมลึกกว่าหลายร้อยจ้าง
ส่วนจระเข้เกราะดำ..ก็ถูกฝังไว้ใต้ดิน
เฉินเซี่ยงพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมเบื้องล่าง
สภาพของเฉินเซี่ยงค่อนข้างย่ำแย่เพราะเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่ในที่สุดเขาก็สามารถเขาชนะจระเข้เกราะดำที่ทรงพลังได้
“เกราะของมันหนาจริงๆ
ข้าอยากได้เกราะของมัน อ๊อก!!” เฉินเซี่ยงพ่นดินออกมาจากปากพร้อมกับโลหิตจำนวนมาก
จากผลกระทบที่ได้จากการจู่โจมของจระเกราะเมื่อครู่ทำให้อวัยวะภายในของเขาบาดเจ็บสาหัส
“เกราะของมันไม่ได้ด้อยไปกว่างูจระเข้าเกราะเลย!”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
เมื่อพูดถึงงูจระเข้เกราะ..เฉินเซี่ยงเกือบลืมมันไปแล้ว
ตอนนี้มันยังอยู่กับหลิวเมิ่งเอ๋อ เฉินเซี่ยงเองก็ยังไม่ได้ขอแบ่งมันกับนาง
ตอนนี้กลับมีสิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจ
เจ้าจระเข้เกราะดำยังไม่ตาย!
เฉินเซี่ยงปืนขึ้นไปบนหัวของมันก่อนจะใช้กระบี่ครามผลาญมังกรแทงลงไปบนดวงตาสีดำที่ยื่นออกมาจนทำให้กระบี่ครามผลาญมังกรจมลึกลงไปถึงสมองของมัน
หลังจากเขาแทงมันซ้ำไม่กี่ครั้ง..ในที่สุดมันก็ตาย..
“ข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ!
ถ้าข้าเจอสัตว์ปีศาจแบบนี้คราวละมากๆ ข้าต้องตายแน่”
เฉินเซี่ยงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาพบกับจระเข้เกราะทมิฬ
การที่ต้องเผชิญกับสัตว์ปีศาจประเภทนี้ทำให้เฉินเซี่ยงดูไร้พลัง
เฉินเซี่ยงรู้ว่าในส่วนลึกของดินแดนรกร้างมีสัตว์ปีศาจประเภทนี้อยู่มาก
ทั้งพวกมันยังทรงพลังกว่าจระเข้เกราะดำนี้ด้วย
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“อย่างน้อยๆ เจ้าต้องมีความแข็งแกร่งระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงเจ้าถึงจะรับมือกับมันได้ง่ายกว่านี้
ความพิเศษของกระบี่ครามผลาญมังกรคือการสังหารปีศาจ
แต่ความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ…เจ้าถึงไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงของกระบี่ได้
ไม่อย่างงั้น..แค่กระบวนท่าเดียวเจ้าก็สามารถปลิดชีวิตของเจ้าจระเข้เกราะดำนี้ได้แล้ว”
ถึงเฉินเซี่ยงจะมีเกราะเต่าทมิฬแต่เขายังคงได้รับบาดเจ็บสาหัส
ดังนั้นหากเป็นผู้อื่นคนตายไปแล้ว
เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาหยกขาวออกมาสองกล่องและหญ้าวิญญาณนรกออกมา
1 ชิ้นก่อนจะกลืนมันลงไปพร้อมกัน
จากนั้นเขาจึงหยิบเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงออกมาแล้วกลืนมันลงไปเพื่อฟื้นฟูปราณ
ปราณของเฉินเซี่ยงฟื้นฟูกลับมาได้ไม่มากนัก หากเขาพบเจอกับเหตุการณ์วิกฤตอีกครั้ง
มันจะเป็นอันรายกับเขาเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงปืนขึ้นมาจากหลุมลึกก่อนจะเหลียวมองไปยังหลุมที่เหมือนกับทะเลสาบขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลัง
เฉินเซี่ยงได้แต่รู้สึกอัศจรรย์ใจเพราะด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังสามารถใช้ออกด้วยอำนาจมากมายขนาดนี้
งั้น..ถ้าเขาอยู่ในขอบเขตนิพพานหล่ะ นั่นไม่ใช่ว่าเขาจะทำลายเทือกเขาได้อย่างง่ายดายหรอกหรอ?
“มีบางคนกำลังมา…
เป็นไอ้พวกนิกายเช่าหวู่กับนิกายกระบี่ลึกล้ำ” จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น
เฉินเซี่ยงหันหน้ากลับมาก่อนจะปรากฏเงาร่าง
10
คนกำลังเดินตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงจากทางป่าที่ถูกทำลายจากจระเข้เกราะดำเมื่อครู่
“เฉินเซี่ยงหรอ? ฮ่าฮ่า
ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะมีวันนี้กับเค้าด้วย”
กานจิ่วเจี้ยนกล่าวพลางยิ้มอย่างน่าเกลียดพลางจ้องมองกระบี่ครามผลาญมังกรในมือเฉินเซี่ยงด้วยความโลภ
ศิษย์นิกายเช่าหวู่เริ่มชักอาวุธของพวกมันออกมาทีละคนๆพลางจ้องมองกระบี่ครามผลาญมังกรอย่างชั่วร้าย
ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำเองก็เริ่มชักอาวุธออกมาเช่นกันและพวกมันเดินตรงมาหาเฉินเซี่ยงอย่างช้าๆ…………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น