WORLD DEFYING DAN GOD 231 - 240

Chapter 231 – รวมตัว

วู๋เชียนเชียนนำเม็ดยาที่นางสกัดกลั่นออกมา หลังจากเฉินเซี่ยงเห็นเม็ดยาของนางเขาก็รู้สึกประหลาดใจ

เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหรอ? นี่เจ้าสกัดกลั่นมันได้แล้วหรอ?” เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาพลางเพ่งมองมันอย่างระมัดระวัง “คุณภาพระดับสูงสุด เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาได้ครั้งละกี่เม็ด?”

ข้าสกัดกลั่นได้เพียงครั้งละ 3 เม็ด!” วู๋เชียนเชียนกล่าวตอบ เมื่อนางเห็นท่าทางประหลาดของเฉินเซี่ยง นางจึงรู้สึกมีความสุขอย่างมาก

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน “ข้าสกัดกลั่นได้ครั้งละ 5 เม็ด เจ้าต้องพยายามให้มาก ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะสกัดกลั่นเม็ดยาได้ครั้งละ 5 เม็ด.. ข้าจะช่วยเจ้ารวบรวมสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง หากเจ้าสกัดกลั่นได้ 5 เม็ด.. 4 เม็ดเป็นของข้า ส่วนอีก 1 เม็ดถือเป็นรางวัลของเจ้า แต่หากเจ้าสกัดกลั่นพลาดก็ไม่เป็นไร”

เฉินเซี่ยงมีส่วนผสมที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมากมาย แต่เขาไม่มีเวลาสกัดกลั่นมัน หากเขาจะสกัดกลั่น..เขาย่อมเลือกสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานแทน ส่วนเม็ดยาระดับต่ำพวกนั้น..เขาจะหาใครสักคนสกัดกลั่นให้แทน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเหยียดหยามการสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไปเลย หากใครก็ตามรู้เข้าว่าเฉินเซี่ยงมีความคิดเช่นนี้กับเม็ดยาล้ำค่าชนิดนี้ พวกเขาต้องด่าทอเฉินเซี่ยงไปจนตายแน่

วู๋เชียนเชียนนับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเฉินเซี่ยง ด้วยความที่นางมีจิตวิญญาณเพลิง แน่นอนว่าเม็ดยาที่นางสกัดกลั่นออกมาย่อมมีคุณภาพสูง หากนางพยายามขึ้นอีกเล็กน้อยนางย่อมสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ครั้งละ 5 เม็ด

เชียนเชียน เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูงชนิดอื่นๆได้อีกมั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

นางส่ายศีรษะ “นี่ก็ถือเป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว แต่ข้าพยายามให้มากกว่านี้ รอจนกว่าข้าจะสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ครั้งละ 5 เม็ดแล้วข้าจะช่วยเจ้าสกัดกลั่นมัน”

เฉินเซี่ยงพูดคุยอยู่กับวู๋เชียนเชียนอยู่ชั่วครู่ เขาเล่าประสบการณ์ในการปรุงยาให้นางฟังทั้งยังให้สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงกับนาง 100 ชุด

ช่วยข้าสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหน่อยนะ! ไม่ว่าแต่ละครั้งเจ้าจะสกัดกลั่นได้มากน้อยขนาดไหนก็ให้เจ้าเก็บเอาไว้ 1 เม็ด..ส่วนที่เหลือค่อยเอาให้ข้า นั่นย่อมเป็นรางวัลที่น่าพึงพอใจของเจ้า” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว เขารู้ว่าวู๋เชียนยังขาดแคลนสมุนไพรอยู่มากเขาจึงยื่นส่งสมุนไพรให้กับนาง

น่าพึงพอใจมาก ข้าจะพยายามสกัดกลั่นให้ได้มากๆ” นางกล่าวตอบอย่างตื่นเต้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสกัดกลั่นเม็ดยาออกมาให้ดี ขณะสกัดกลั่นเม็ดยา..นักปรุงยามากมายต้องรีดเค้นสมบัติหรือรางวัลของตนออกมาใช้ในการสกัดกลั่น แต่งานที่เฉินเซี่ยงมอบหมายให้นาง..ไม่เพียงนางจะได้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง แต่นางยังได้รางวัลจำนวนมาก…มากจนทำให้นักปรุงยาระดับ 3 หลายคนรู้สึกอิจฉา

ในช่วง 3 วันนี้เป็นเวลาให้เหล่าศิษย์ได้ผ่อนคลายก่อนจะเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางใต้ นอกจากจากเฉินเซี่ยงแล้ว..คนอื่นๆต่างต่างรู้สึกตึงเครียดเพราะหลังจากเข้าไปในดินแดนรกร้างแล้ว พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น ทั้งยังต้องหลบเลี่ยงการไล่ล่าของนักสู้ที่ทรงพลังจากนิกายฝ่ายปีศาจด้วย

เมื่อยามที่ผู้เข้าร่วมทั้ง 10 คนอยู่ด้วยกัน ทุกวันล้วนมีแต่รอยยิ้ม เพียงแต่ตอนนี้หวินเสี่ยวเตาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาเพียงคารวะเฉินเซี่ยง..นอกนั้นเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรสักคำเพราะเขาเครียดอย่างมาก ไม่เพียงแต่หวินเสี่ยวเตาที่เป็นเช่นนี้…คนอื่นๆเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน จะมีก็แต่เฉินเซี่ยงที่รู้สึกสบายๆอยู่คนเดียว

กู่ตงเฉินหยิบเอาอุปกรณ์บินออกมาแล้วให้เฉินเซี่ยงกับคนอื่นๆขึ้นไปข้างบน เมื่อทุกคนขึ้นไปครบแล้ว กู่ตงเฉินจึงเริ่มควบคุมอุปกรณ์บินก่อนจะออกบินไปด้วยความสูง

นั่นมันอาวุธชั้นยอด!” เฉินเซี่ยงอุทานขึ้น บนอุปกรณ์บินที่เขาขี่อยู่มีรูปแบบวิญญาณมากมาย แต่ละรูปแบบนับว่าซับซ้อนเป็นอย่างมาก หลังจากที่เฉินเซี่ยงได้คัมภีร์ผู้สร้างมาในตอนนั้นเขาก็ได้ศึกษาเรื่องรูปแบบวิญญาณไปแล้วบางส่วน

ถูกแล้ว มันถูกสกัดกลั่นขึ้นโดยจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียน สตรีนางนั้น..โกงข้าด้วย!” ท่าทางของกู่ตงเฉินดูปวดใจซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงแอบหัวเราะ เขาคาดไม่ถึงว่าสาวงามอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อจะขูดเลือดขูดเนื้อกับเค้าด้วย

กู่ตงเฉินและคนอื่นๆต่างรู้ว่าเฉินเซี่ยงครอบครองเกราะแห่งเต่าทมิฬ..กระบี่ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัว…ทั้งยังมีปีกเพลิงคู่ยักษ์ ดังนั้นเรื่องการเอาชีวิตรอดของเฉินเซี่ยงนับว่าไม่เป็นสองรองใคร เป็นเหตุให้ทั้ง 9 คนต้องแยกตัวออกจากเฉินเซี่ยงเพื่อให้เขาได้ลงมือล่าล้างสังหารเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอย่างเต็มที่

อุปกรณ์บินชิ้นนี้นับว่ารวดเร็ว..ทั้งยังรวดเร็วกว่าปีกเพลิงของเฉินเซี่ยงหลายเท่า เพียงแต่มันเผาผลาญปราณของผู้ใช้ปริมาณมหาศาล ซึ่งตอนนี้กู่ตงเฉินก็เผาผลาญปราณไปจำนวนมาก ส่วนคนอื่นๆต่างก็นั่งอยู่กับที่และปรับสภาพของตนให้เข้ากับความเร็วนี้

ดินแดนรกร้างอยู่ทางตอนใต้ของนิกายยอดนักสู้ สถานที่แห่งนั้นนับเป็นสถานที่ลึกลับ ซึ่ง ณ ใจกลางของมัน..แม้แต่กู่ตงเฉินก็ไม่กล้าสุ่มสีสุ่มห้าเข้าไป

อุปกรณ์บิน..บินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ก่อนจะมาถึงยังยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง ที่ยอดเขาแห่งนี้เป็นพื้นที่ราบขนาดไม่ใหญ่นักและตอนนี้…ก็มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

ถึงแล้ว!” กู่ตงเฉินกล่าวปลุกทุกคนจากการบ่มเพาะ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดค่อนข้างเคร่งเครียดเพียงแต่..พวกเขาทำได้แค่พยายามสงบจิตใจเท่านั้น

ฮึ่ม นิกายใหญ่ก็ยังเป็นนิกายใหญ่อยู่วันยังค่ำซ้ำยังเป็นผู้ที่มาช้าที่สุดด้วย!” เสียงอันเย็นชาดังมา.. นั่นคือเสียงของถังยี่เชาจากนิกายนักสู้แท้จริง ครั้งล่าสุดที่ดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ มันจะเกือบจะถูกเฉินเซี่ยงสังหาร ดังนั้น เมื่อยามที่มันมองเฉินเซี่ยง ปราณสังหารในตัวของมันถึงได้พุ่งพล่าน

ขณะที่เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆลงมาจากอุปกรณ์บิน พวกเขาพบกับศิษย์จากนิกายต่างๆมากมายทั้งยังมีตัวตนอันยิ่งใหญ่ของนิกายต่างๆมาด้วย

ทันใดนั้น..เฉินเซี่ยงได้เห็นหลิวเมิ่งเอ๋อ แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจคือในหมู่กลุ่มศิษย์ที่อยู่ด้านหลังของนางกลับมีซู่เซี่ยนเซี่ยนที่สวมใส่ชุดสีขาวและเหลิ่งยู่หลานที่สวมใส่เกราะสีดำ ทั้งสองนางช่างดูทรงพลัง พวกนางคารวะเฉินเซี่ยง

ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนยังคงไม่มา..แต่เป็นฮวาเซียงเยว่ที่มาพร้อมกับตัวแทนของดันเซี่ยงเถาหยวน สิ่งที่เห็นย่อมชัดเจนว่านางมีตำแหน่งสูงขนาดไหนในดันเซี่ยงเถาหยวน แต่ถึงอย่างนั้น สาวงามทรงเสน่ห์และงดงามเช่นนางกลับไม่ชายตามองเฉินเซี่ยงราวกับนางจำเขาไม่ได้

แต่เฉินเซี่ยงก็แอบถอนหายใจ หากฮวาเซียงเยว่เกิดทักทายเขาขึ้นมา..อาจทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก เพราะทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานต่างก็อยู่ที่นี่ด้วย

บุรุษที่เป็นผู้นำของนิกายเช่าหวู่ดูไปคล้ายกระทิงยักษ์..มันคือประมุขคนใหม่ของนิกายเช่าหวู่ ส่วนผู้นำของเกาะบงกชมีท่าทางสุภาพ..อ่อนโยน เขาสวมใส่ชุดคลุมสีขาวทั้งผิวของเขาก็สะอาดเกลี้ยงเกลา ความสง่างามของเขาทำให้เหล่าศิษย์สตรีต้องชำเลืองมองเป็นครั้งคราว

นิกายกระบี่ลึกล้ำนำโดยชายวัยกลางคนที่มีลักษณะไม่ธรรมดา แม้เขาจะสวมใส่เครื่องแต่งกายธรรมดาสามัญแต่ความเย่อหยิ่งกลับเปล่งรัศมีเจิดจ้า ที่แผ่นหลังของเขาสะพายไว้ด้วยกระบี่ยาว แต่สิ่งทำให้เฉินซี่ยงรู้สึกประหลาดใจคือ ศิษย์ที่มากับชายคนนั้นล้วนคุ้นหน้านัก นั่นมันกานจิ่วเจี้ยนคนที่เคยขัดแย้งกับเฉินเซี่ยงเมื่อคราวที่อยู่ในเหมืองผลึกศิลาใกล้ๆกับเมืองกระบี่น้ำแข็ง

หวินเสี่ยวเตาส่งสายตาและยิ้มให้เฉินเซี่ยงเมื่อพวกเขาเห็นเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยน พวกเขาแอบอิจฉาเฉินเซี่ยงทั้งยังมั่นใจกับสิ่งที่เฉินเซี่ยงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพวกนางว่า.. ซู่เซี่ยนเซี่ยนคือคู่หมั้น ส่วนเหลิ่งยู่หยานก็เป็นน้องสาวร่วมสาบาน

เหล่าศิษย์หุบเขาเหมันต์นำโดยหลิวเมิ่งเอ๋อทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนในครั้งอดีตกาลที่ผ่าน ซึ่งเรื่องนี้ย่อมไม่ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

พวกเจ้าทุกคนล้วนไม่อยากพ่ายให้กับนิกายฝ่ายปีศาจใช่มั้ย? หากพวกเราพ่าย พวกเราต้องจ่ายทรัพยากรให้มัน ซึ่งหากพวกมันมีโอกาสเติบโตขึ้น…ในยามนั้น..พวกมันย่อมเป็นภัยคุกคามของเราแน่ ข้าคิดว่าแม้ข้าไม่อธิบาย…พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจดี!” กู่ตงเฉินกล่าวอย่างฉะฉาน “ในยามนี้..ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงย่อมประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เขามีศัตรูในบางนิกายโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่มันเกิดเรื่องเช่นนั้นก็เพราะเขาถูกบังคับซึ่งพวกเจ้าล้วนกระจ่างแจ้งมากกว่าข้า”

ก่อนหน้านี้ที่เมืองกระบี่น้ำแข็ง…เขาได้สังหารศิษย์ของเผ่าปีศาจหยางไปกว่า 100 คน รวมถึงนักสู้ระดับ 5 3 2 และ 1 ขอบเขตนักสู้แท้จริง นั่นทำให้เผ่าปีศาจหยางเกลียชังเขาเข้ากระดูกดำ การที่เขาอยู่รวมกับพวกเราย่อมทำให้พวกเราเจอเรื่องยุ่งยาก ดังนั้น…เขาจึงไม่อาจอยู่รวมกลุ่มกับพวกเราได้” ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวอย่างเย็นชา

แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้น แต่นั่นก็ทำให้เหล่าศิษย์มากมายต้องกลืนน้ำลายเพราะเฉินเซี่ยงนับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง ด้วยตัวคนเดียว..กลับสามารถสังหารผู้คนได้มากมายขนาดนั้น!…………………………..

Although he said so, many disciples could not help but gulp down a cold lump. Chen was truly worthy to be an influential figure; one man had actually annihilated so many!



Chapter 232 – ตัวคนเดียว

เหลิ่งยู่หลานรู้สึกไม่พอใจ..แต่นางก็ต้องควบคุมตนเองไว้

เซี่ยนเซี่ยน ตอนนั้นข้าเป็นคนผ่าไอ้นักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงนั่นเป็น 2 ซีก ทำไมไอ้คนจากนิกายกระบี่ลึกล้ำถึงไม่กล่าวถึงข้าเลย” เหลิ่งยู่หลานบุ้ยปากพลางกล่าว ทั้งนางและเซี่ยนเซี่ยนต่างร่วมฝึกพิเศษด้วยกันจนทำให้พวกนางกลายเป็นเพื่อนสนิท แม้นิสัยของทั้งสองนางจะต่างกันแต่พวกนางต่างก็ชอบพออีกฝ่าย

ข้าจะพูดตรงๆเลยนะ หลังจากเจ้าไปที่ดินแดนรกร้างแล้ว ใครก็ตามที่กล้าลงมือกับเฉินเซี่ยง..อย่าได้ตำหนิว่าข้าไม่สุภาพ! ถ้าหากข้ารู้ว่าใครเป็นคนทำ..ฮึ่ม ฮึ่ม ข้าย่อมไม่ลังเลที่จะยกทั้งลานประลองอาวุโสไปถล่มนิกายของมันผู้นั้นให้ย่อยยับแน่!” กู่ตงเฉินกล่าวอย่างเคร่งขรึมและเย็นชาทั้งคำกล่าวของเขายังแฝงไปด้วยปราณสังหาร

ตอนนี้เฉินเซี่ยงมีค่าหัวถึง 15 ล้านผลึกศิลา กู่ตงเฉินกังวลว่าจะมีศิษย์ของบางนิกายลงมือกับเฉินเซี่ยงเมื่อเข้าสู่ดินแดนรกร้างแล้ว เขากล่าวเตือนคนเหล่านั้นทั้งคำกล่าวของเขาก็หนักแน่น หากเฉินเซี่ยงถูกศิษย์นิกายฝ่ายธรรมมะเข้าจู่โจม กู่ตงเฉินย่อมไม่ลังเลที่จะถล่มนิกายเหล่านั้นให้สิ้นซาก

คนส่วนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่นี่ไร้ซึ่งความคิดที่จะลงมือกับเฉินเซี่ยง ในสายตาของพวกเขา กู่ตงเฉินเป็นเหมือนเทพพระเจ้าแห่งการสังหาร พวกเขาเชื่อว่าผู้ที่สังหารประมุขนิกายเช่าหวู่และนักสู้ขอบเขตนิพพานอีกมากมายในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬคือกู่ตงเฉิน ทำให้พวกเขาไม่กล้าสงสัยในคำกล่าวของกู่ตงเฉิน

เฉินเซี่ยง..เจ้าเข้าไปในดินแดนรกร้างก่อนเป็นคนแรก ระวังตัวด้วยหล่ะ!” กู่ตงเฉินกล่าว

ได้!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ หลังสิ้นเสียงของเขา..เงาร่างของเขาพลันหายไปในพริบตา ความเร็วของเขาต่างทำให้เหล่าประมุขนิกายรู้สึกตกใจ พวกเขาจ้องมองไปยังป่าบริเวณตีนเขาและเห็นเป็นเงาร่างกำลังกระโดดไปมาบนต้นไม้ ทักษะการเคลื่อนไหวของเฉินเซี่ยงนับว่ายอดยเยี่ยม เขากระโดดไปมาบนใบไม้ได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อศิษย์มากมายเห็นเฉินเซี่ยงเคลื่อนไหวในพริบตา พวกเขาต่างรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขาแอบเปรียบเทียบเฉินเซี่ยงกับตนและได้รู้ว่าพวกเขายังห่างชั้นกับเฉินเซี่ยงนัก แม้กู่ตงเฉินไม่ได้กล่าวเตือนเมื่อครู่ พวกเขาย่อมไม่โง่พอที่จะเข้าจู่โจมเฉินเซี่ยงเพราะนั่นถือเป็นการรนหาที่ตาย! อีกอย่าง การที่เฉินเซี่ยงไม่จู่โจมพวกเขาก็นับเป็นเรื่องดีมากแล้ว

ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างขมวดคิ้วหลังจากเห็นเฉินเซี่ยงหายไปในพริบตา พวกนางอยากกล่าวเตือนเฉินเซี่ยงเพียงแต่ยังสบโอกาส ทำให้พวกนางไม่อาจพูดคุยกับเฉินเซี่ยงได้ แต่เมื่อพวกนางจะใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์สื่อสารกับเขา..เขาก็จากไปเสียแล้ว

เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างก็ขบริมฝีปากพลางจ้องมองไปยังทิศทางที่เฉินเซี่ยงจากไป พวกนางอยากไปกับเฉินเซี่ยงเพียงแต่พวกนางคือแกนกลางของทีม พวกนางรู้ว่าไม่อาจเห็นแก่ตัวเพราะนั่นนั้นย่อมเป็นการทำลายทีมของพวกนางเอง

พวกเราไม่อาจต่อสู้เพียงลำพัง พวกเราควรต่อสู้ร่วมกันเพราะนี่คือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด…ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อเอาชีวิต!” กู่ตงเฉินกล่าว ตอนนี้ยังเหลือเวลาอยู่ครู่นึงก่อนที่ศิษย์ทุกคนจะเข้าไปยังดินแดนรกร้าง กู่ตงเฉินเองก็ต้องการโน้มน้าวให้นิกายอื่นๆอยู่รวมกันเป็นทีม

ไม่ดีแน่ ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเข้าไปข้างในก่อนแล้ว ดูเหมือนพวกมันจะคุ้นชินสถานที่มากด้วย นั่นเท่ากับเรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น และหากพวกเราถูกมันล้อมกรอบ นั่นย่อมเป็นปัญหาแน่” ปรมาจารย์เกาะบงกชกล่าว

หลิวเมิ่งเอ๋อก็พยักหน้าเห็นด้วย “ปรมาจารย์เหลียนพูดถูก ข้าคิดว่าพวกเราควรเคลื่อนไหวตามที่ได้ฝึกฝนมา นั่นย่อมเป็นการทำให้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจต้องแบ่งแยกความสนใจเพื่อจัดการกับพวกเรา”

ฮวาเซียงเยว่กล่าว “ดี แต่ศิษย์ทุกคนต้องคอยสังเกตุคนอื่นๆเอาไว้และอย่างลืมสร้างสัญลักษณ์หรืออะไรบางอย่างเพื่อให้คนอื่นๆตามมาได้ กลุ่มแต่ละกลุ่มต้องไม่อยู่ไกลกันมากนักเพราะหากเกิดอะไรขึ้นกลุ่มอื่นๆย่อมเข้าช่วยเหลือได้”

ขณะที่ทุกคนกำลังปรึกษาหารือกัน…เฉินเซี่ยงก็เข้าไปยังดินแดนรกร้างแล้ว ใครก็ตามที่ได้เข้าไปในดินแดนรกร้างย่อมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ ภายในนั้นมีหุบเหวลึกขนาดมหึมาและมีเพียงทางเข้าดินแดนรกร้างเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด แต่หากใครก็ตามที่เข้ามาในดินแดนรกร้างจากเส้นทางอื่น พวกเขาต้องเดินข้ามภูเขาสูงกว่าหลายร้อยจ้างซึ่งภายในภูเขาเหล่านั้น…พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากสัตว์มีพิษร้ายแรงมากมาย

ดินแดนรกร้างทางใต้มีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก มันถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาขนาดยักษ์ขึ้นทับซ้อนกันจนหนาแน่น พื้นที่ภายในที่ถูกล้อมรอบให้ความรู้สึกหดหู่…อับเฉา เพราะมันเต็มไปด้วยต้นไม้รูปร่างแปลกๆทั้งยังหน้าหวาดกลัวอยู่มากมาย

ณ ทางเข้าหุบเหว.. เฉินเซี่ยงเห็นชายสวมใส่ชุดคลุมดำอยู่ 2 คน พวกมันมีท่าทีเคร่งขรึมทั้งยังมีรัศมีปีศาจแปลกๆ เพียงชำเลืองชั่วครู่ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกมันคือนักสู้จากนิกายฝ่ายปีศาจ

เจ้าเรียกคนพวกนี้ว่าผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจงั้นหรอ? พวกมันสมควรถูกเรียกว่าปีศาจร้ายมากกว่า!” เป่ยยู่ยู่กล่าวพลางแค่นเสียง นางก็เป็นผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจเช่นกัน เพียงแต่ร่างกายของกลับไม่มีร่องรอยของความเกลียดชัง เพราะการบ่มเพาะของนางไม่จำเป็นต้องสังหารมนุษย์เป็นภูเขาเลากาเพื่อก้าวหน้า

หลังจากทั้งนิกายฝ่ายปีศาจและนิกายฝ่ายธรรมะได้ติดสินผู้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมฝ่ายตนให้กับอีกฝ่ายเพื่อจะได้จัดการการเข้าสู่ดินแดนรกร้างได้

ไอ้หนู.. เจ้าคือศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะใช่มั้ย? เจ้าชื่ออะไร” ชายในชุดคลุมดำคนนึงกล่าวขึ้น

เฉินเซี่ยง!”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง ชายทั้งสองต่างจับจ้องที่เฉินเซี่ยง พวกมันมองสำรวจเฉินเซี่ยงอย่างระมัดระวังก่อนที่ใบหน้าของมันจะปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชา

เข้าไปได้!” ชายในชุดคลุมดำคนนึงเยาะเย้ยพลางกล่าว

เฉินเซี่ยงทะยานข้ามพวกมันไปกระทั่งเข้าสู่หุบเหว..

มังกรน้อย ตอนนี้เจ้าห้ามขี้เกียจเลยนะ!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นในสัมผัสศักดิ์สิทธิ์

วางใจเถอะน่า.. ถ้าเจ้าตายข้าก็ไม่มีของให้กินกันพอดี ถึงเจ้าจะชั่วร้ายไปหน่อย..แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะหาคนโง่ๆได้แบบเจ้า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบอย่างเกียจคร้าน

ดินแดนรกร้างแห่งนี้ดูแห้งแล้ง..รกร้าง..และเปลี่ยวเป็นอย่างมาก แม้ที่นี่จะมีต้นไม้และสายน้ำ แต่พวกมันล้วนถูกปกคลุมด้วยสีดำทมิฬจนทำให้มองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ

พื้นที่แถบนี้เงียบเชียบมาก..แต่กระนั้น ยังมีบางครั้งครามที่ให้ความรู้สึกชวนขนหัวลุก  หากคนขี้ขลาดมายังที่แห่งนี้ พวกมันย่อมหวาดกลัวจนตายแน่

เฉินเซี่ยง.. เจ้าไม่คิดว่าเหลียนหมิงตงและปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชดูคล้ายกันบ้างหรอ?” จู่ๆซูเหม่ยเหยาก็ถามขึ้น

จากที่นางกล่าว..เฉินเซี่ยงก็รู้สึกเช่นเดียวกับนาง อีกอย่าง เฉินเซี่ยงยังสังเกตุเห็นว่า เมื่อตอนที่พวกเขาลงจากอุปกรณ์บิน ท่าทางของเหลียนหมิงตงดูแปลกๆไป

ดูเหมือนปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชจะใช้แซ่เหลียนนะ!” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังมุ่งไปข้างหน้า จู่ๆเขาก็หยุดลง เจ้าอ้วนเคยตรวจสอบเบื้องหลังของเหลียนหมิงตงเป็นอย่างดีแล้ว แต่ยามนี้ซูเหม่ยเหยากลับกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยว่าทั้งเหลียนหมิงตงและปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชจะมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน

หรือเขาเป็นบุตรชายของปรมาจารย์แห่งเกาะบงกชหรือเปล่า? หรือเขาเป็นลูกนอกสมรส? หรือเป็นเพราะเขาไร้พรสวรรค์ถึงได้ถูกทอดทิ้ง?” ซูเหม่ยเหยากล่าวถาม สตรีมักจะชื่นชอบกล่าวถามเรื่องราวเช่นนี้อยู่เสมอ

[Note: ข้อคิดวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนไหนก็ชื่นชอบเรื่องชาวบ้านกันทั้งนั้น]

ข้าก็ไม่รู้ งั้นรอให้ข้าออกไปจากที่นี่ก่อนเดี๋ยวข้าจะลองถามเขาดู” เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังป่าแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นที่ซุ่มโจมตีมากที่สุด ตอนนี้เฉินเซ่ียงกำลังตามหาศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเพื่อสังหารพวกมันซึ่งนี่คือภารกิจที่กู่ตงเฉินและคนอื่นๆมอบหมายให้เขา

เมื่อผ่านเข้าไปในป่า.. ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูราวจะสงบนิ่ง.. ไร้วี่แววร่องรอยของอันตรายใดๆ เฉินเซี่ยงปลอมแปลงรูปลักษณ์ของตนเล็กน้อยเพราะตอนนี้เขาอยู่บริเวณรอบนอกของดินแดนรกร้าง  ที่แห่งนี้ไม่มีอันตราย..หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะหลบซ่อนอยู่ที่นี่พวกเขาต้องเฝ้าระวังศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ

ข้ารู้สึกอยู่ตลอดว่าไอ้พวกนิหายฝ่ายปีศาจวางแผนชั่วร้ายบางอย่าง เหมือนพวกมันได้เผชิญและก้าวผ่านปัญหามากมายเพื่อทำการณ์ใหญ่บางอย่าง บางทีพวกมันอาจจะเตรียมคนมากกว่า 100 เพื่อซุ่มโจมตีที่นี่แล้วก็ได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ทันทีที่นางกล่าวจบ เฉินเซี่ยงพลันสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวอยู่รอบๆตัวเขาดูราวกับว่าเขาถูกล้อม…………………………….



สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน กระผม ‘Lion_K’ หรือ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ประจำกลุ่มกลุ่ม Lion_K นั่นเอง

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายอีกเรื่องที่ผมแปลเพราะมันน่าสนใจดี ผมแปลลงไปในกลุ่มเพื่อเป็นการชิมลางเป็นจำนวน 2 ตอนแล้ว และผลตอบรับก็ออกมาดีอย่างที่มันควรจะเป็น ดังนั้น กระผมเลยถือโอกาสเอามาแบ่งปันให้กับบุคคลภายนอกได้อ่านกัน ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะครับ

Lion_K

ปล. นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายจีนกำลังภายในตามแบบฉบับทั่วๆไป แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ที่เนื้อเรื่องและสำนวนการเขียนของผู้เแต่งนิยาย อ้อที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แนว ‘ฮาเรม’ นะครับ..ที่ถูกคือ ‘สำส่อน’ มากกว่า…….

Grasping Evil ชื่อไทย ‘หม้อน้ำ’

Chapter 0001 ความฝันแรก..สร้อยหยกหยินหยาง

1 ล้านปีที่แล้ว.. มีอสูรตนนึ่งตกลงสู่ห้วงนิทราในความว่างเปล่าแรกเริ่ม..เหินห่างจากแสงแห่งสวรรค์ มีดาราจักรนับหมื่นคอยโคจรอยู่รอบๆ… เขาสวมใส่ชุดคลุมสีม่วงทั้งยังเป็นการดำรงอยู่ในจุดสูงสุด ลมหายใจของเขาทำให้ดาราจักรนับไม่ถ้วนถูกทำลายและเกิดใหม่เป็นจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน

บนร่างกายของเขามีทวีป ภูเขา เมืองโบราณและดินแดนแห่งนิรันดร์นับล้าน.. มนุษย์อันเล็กจ้อยราวกับมดมากมายนับไม่ถ้วนกำลังนั่งคุกเข่าลงบนพื้น..เคาะระฆังทอง..และสวดอธิฐานต่อความว่างเปล่า

ได้โปรดตื่นเถิด..ท่านจักรพรรดิแห่งนิรันดร์ ได้โปรดสอนสั่ง ‘เต๋า’ ให้แก่ ‘โลกอันศักดิ์สิทธิ์’ ในแดนสวรรค์อันยิ่งใหญ่ด้วยเถิด… ”

เดี๋ยวสิ.. ให้ข้างีบอีกนิดนึง ข้ากำลังฝันถึงเรื่องราวอันน่าสนใจของเจ้าหนูหนิงฝานอยู่ อา…..”


มิติและเวลาต่างเคลื่อนคล้อยกระทั่ง 1 ล้านปีได้ผ่านพ้นไป

ณ สี่แดนสวรรค์และโลกทั้ง 9.. โลกพิรุณนิรันดร์ เมืองเยว่ ภูเขาหลีเมิ่ง นิกายเหอฮวน..

ภายในประตูของนิกายเหอฮวนมีเพียงผู้บ่มเพาะที่เป็นอิสสตรี วิธีการบ่มเพาะของพวกนางนับว่าชั่วร้ายและน่าอายเป็นอย่างมาก

นอกห้องผสานกาย.. มีสตรีวัยแรกรุ่นเปลือยกายมากมายเดินออกมาจากห้อง อากรับกริยาของพวกนางช่างแปลกนัก พวกนางเดินเอาขาแนบชิดติดกันราวกับรักษาพรหมจรรย์ แต่สิ่งที่น่าสังเกตุที่สุดคือ…ที่ขาของพวกนางแต่ละคนกลับมีของเหลวกำลังไหลหยดลงมาบนพื้น

บนขาเรียวงามราวกับหยกของพวกนางมีคราบโลหิตติดอยู่ โลหิตนั่นคือสัญลักษณ์พรหมจรรย์ของพวกนางและนั่น…คือสิ่งที่พวกนางเป็นผู้พรากมันไปด้วยตนเอง

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะเข้าร่วมนิกายปีศาจอย่างเป็นทางการ….”

ใบหน้าอันงดงามของพวกนางย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อราวกับพวกนางยังคงใฝ่ตัณหา แม้พวกนางจะสูญเสียพรหมจรรย์…พวกนางกลับไร้ซึ่งความเศร้า..แต่เปี่ยมไปด้วยความยินดี

เมื่อออกจากห้องผสานกาย.. พวกนางมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่พัก ภายในห้องผสานกาย..ยังคงมีเสียงกระเส่าของเหล่าสตรีดังมาเป็นสายราวกับคลื่นน้ำ..

ภายในห้องแห่งนั้น พวกนางเคารพบูชาพระพุทธรูปสีดำ

ตะเกียงทองแดงยังเปล่งแสงอันนิ่งสงบและเต็มไปด้วยน้ำมัน สตรีแรกรุ่นมากมายต่างกำลังเย้าหยอกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ใจกลางของห้องเบื้องล่างขวาของพระพุทธรูปสีดำ

สตรีนางนึงมัดผมทรงซาลาเปาสองลูกบนหัวได้เอนกายพลางประทับหน้าอกอันงดงามของนางลงบนริมฝีปากของเด็กหนุ่ม.. ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ.. ดวงตาของนางพร่ามัวด้วยความปิติ

สตรีอีกนางนึงปล่อยผมยาวสลวยได้นั่งในท่าดอกบัวของพระโพธิสัตว์ค่อมอยู่บนลำตัวท่อนล่างของเด็กหนุ่ม..

สตรีอีกนางนึงเปลือยยอดอกและเริ่มใช้ริมฝีปากของนางซุกไซ้ไล่จากลำคอ..ขึ้นไปยังคางและ…ของเด็กหนุ่มราวกับงู

สตรีเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าตาอัปลักษณ์และพวกนางกำลังปรนิบัติเด็กหนุ่มอยู่ก็ตาม.. แต่เด็กหนุ่มกลับไร้ซึ่งความสุข

ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มหลี่ลงราวกับอ่อนเพลียปนเศร้าโศก

เขาคือหม้อน้ำที่ถูกตระกูลของตนทรยศและขายให้กับนิกายเหอฮวนเพื่อเป็นทาสกามให้กับเหล่าสตรีผู้ชั่วร้าย

ร่างกายท่อนล่างของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก เพียงแค่หนึ่งวัน..เขากลับถูกขืนใจด้วยสตรีราว 100 คน..ทั้งเหล่าสตรีกว่าครึ่งยังนับว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง

นี่คือกระต่ายน้อยของพี่สาวผู้นี้ อร่อยใช่มั้ยหล่ะ…?”

สตรีทรงผมซาลาเปานาบหน้าอกเล็กๆของนางลงไปที่ปากของเด็กหนุ่มพลางกล่าวถามอย่างเย็นชา

ห่วยแตก น่าสะอิดสะเอียน พวกเจ้าทุกคน..ฆ่าข้าซะ!”

เด็กหนุ่มผู้ปากแข็งกล่าวตอบ

ฮึ่ม.. เจ้ายังกล้าพูดเช่นนี้ เจ้าก็เป็นแค่หม้อน้ำ..เป็นแค่เครื่องมือชิ้นนึง.. มามะ…มาให้พี่สาวของเจ้าขโมยแก่นหยางเพื่อทำให้หยินของพวกข้าเติบโตซะดีๆ!”

เจตนาสังหารอันชวนขนหัวลุกปรากฏในดวงตาของสตรีทรงผมซาลาเปา นางเปลี่ยนกลายเป็นคนไร้ซึ่งความอ่อนโยนของอิสสตรี นางตบปากของเด็กหนุ่มจนทำให้ทำให้ริมฝีปากของเขาเกรอะไปด้วยโลหิต

หลังจากนั้น..นางก็กลับมาเป็นสตรีที่งดงามและอ่อยช้อยอีกครั้ง นางเชยคางของเด็กหนุ่มขึ้นพลางกล่าวถามด้วยความกังวล

ยอดดวงใจของข้า.. เจ้าเจ็บหรือเปล่า?”

หากเจ้าไม่ฆ่าข้า วันนึง…ข้าจะล้างบางนิกายเหอฮวนของพวกเจ้าให้สิ้นซาก!”

เด็กหนุ่งไร้ซึ่งการบ่มเพาะ..แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังราวกับทะลุไปยังสรวงสวรรค์

ฮ่าฮ่า แม้เจ้ายังเด็กแต่คำกล่าวของเจ้ากลับยิ่งใหญ่ ก็ได้…พี่สาวผู้นี้จะรอดูว่าเจ้าจะทำลายนิกายเหอฮวนของพวกข้าได้อย่างไร แต่ว่านะ…ฮี่ฮี่ ไม่มีหม้อน้ำคนไหนที่ทนกับความรักอันเร่าร้อนของพวกข้าได้เกิน 3 วัน พลังหยางของเจ้าถูกรีดออกไปจนหมดแล้ว.. และด้วยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้..ดูเหมือนว่าเจ้าคงไม่อาจข้ามผ่านคืนนี้ไปได้ และท้ายที่สุด..เจ้าจะตายด้วยความอ่อนเพลีย ฮ่าฮ่า มาสิ มาจูบริมฝีปากของพี่สาวผู้นี้…..”

สตรีผมซาลาเปาเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นพร้อมกับมอบรอยจูบและทำความสะอาดริมฝีปากของเขาจนสะอาดสะอ้าน

นิกายเหอฮวน.. คือนิกายที่เหล่าผู้บ่มเพาะสตรีฝึกฝนศาตร์อันชั่วร้ายซึ่งต้องการแก่นหยางของเหล่าบุรุษ ทำให้ฝ่ายธรรมะต่างรังเกียจเดียดฉันท์พวกนาง

จริงๆแล้วพวกนางไม่ได้ชื่นชอบเด็กหนุ่ม… แต่พวกนางจะทรมานเขาไปเรื่อยๆจนตาย

จันทราเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ในที่สุด…สตรีกลุ่มท้ายก็กลับเข้าไปยังบริเวณที่พักของพวกนาง ภายในห้องผสานกาย…กลับเหลืออยู่เพียงเด็กหนุ่มและแก่นหยางที่สลายหายไป

แต่เดิมเด็กหนุ่มเป็นผู้ที่มีผิวขาว แต่ตอนนี้..ทั่วร่างของเขากลับเต็มไปด้วยรอยจูบของเหล่าสตรีผู้ชั่วร้าย แต่เดิมเด็กหนุ่มเป็นคนผมยาว แต่บัดนี้…กลับเต็มไปด้วยน้ำลาย…และของเหลวภายในร่างกายของสตรี

แก่นหยางภายในร่างกายของเขาสูญสลายหายไปทั้งยังถูกคุกคามจนเกือบถึงชีวิตด้วยสตรีที่ชั่วร้ายเหล่านั้น เพียงแต่..ความเคียดแค้นภายในดวงตาของเขากลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย แม้เบื้องนอกจะเต็มไปด้วยเกลียดชัง แต่ภายในกลับมีร่องรอยของความกังวล

ข้าสงสัยจริงๆว่าน้องกู่จะกำลังทำอะไรอยู่ เป็นไปได้มากว่าเขาอาจจะถูกพวกทรยศขายให้กับนิกายปีศาจไปแล้ว…”

นามของเด็กหนุ่มคนคือ ‘หนิงฝาน’ บุตรแห่งข้ารับใช้ของ ‘ไห่หนิง’ แห่งตระกูลหนิง เขาถูกผู้ที่ทรยศตระกูลหนิงขายให้กับนิกายปีศาจแห่งหนึ่ง

เขามีน้องชายอยู่คนนึงชื่อ ‘หนิงกู่’ ซึ่งเขาก็ถูกขายออกไปเช่นกัน

นี่คือโลกแห่งการบ่มเพาะ…โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก…โลกที่ผู้ทรงพลังข่มเหงผู้อ่อนแอ แม้แต่สตรี…หากการบ่มเพาะของนางแข็งแกร่ง นางย่อมสามารถข่มขื่นบุรุษที่นางชื่นชอบได้!

น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ น่ารังเกียจ!”

หนิงฝานขบฟัน เขามักจะใจดีกับผู้คนอยู่เสมอ..แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าตนจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

ข้าอยากหนีจากนิกายเหอฮวน.. ข้าอยากเข้าร่วม ‘ประตูนิรันดร์’ เพื่อล้างแค้น!!”

เขาดิ้นรนที่จะลุกขึ้น แต่นิ้วของนางกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ร่างกายท่อนล่างของเขามึนชาไร้ความรู้สึกจากเหล่าสตรีที่ขึ้นควบอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

ประตูบานใหญ่ของห้องผสานกายไม่ได้ลงกลอนไว้ สตรีเหล่านั้นก็ไม่ได้ผูกหนิงฝานไว้เช่นกัน พวกนางไม่คิดว่าหนิงฝานจะมีเรี่ยวแรงเหลือให้หลบหนีออกไปจากห้องผสานกายแห่งนี้

และพวกนางก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าหนิงฝานจะรอดพ้นจากคืนนี้ไปได้

สิ่งที่ยากที่สุดในโลกใบนี้คือการอดทนกับความรักของเหล่าสตรีผู้งดงาม สตรีผู้ชั่วร้ายกว่า 100 คนข่มขืนหนิงฝานจนทำให้แก่นหยางของเขาเหือดแห้งไป และความตาย…ก็อยู่เพียงแค่เอื้อม

นี่ข้ากำลังจะตายจริงๆหรอ? หนิงกู่..เจ้าต้องรอด..แล้วแก้แค้นแทนข้าด้วย!”

หนิงฝานหลับตาลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง…ลมหายใจของเขาอ่อนลง…อ่อนลง

ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด.. มีเพียงเสียงจักจั่นดังกังวาลอยู่เบื้องนอกห้องผสานกาย หนิงฝานรู้ว่ามันคือการเกี้ยวพาราสีของเหล่าจักจั่น เมื่อคิดถึงความกระหายใคร่อยากในการผสมพันธุ์ของพวกมัน เขากลับรู้สึกคลื่นไส้เป็นอย่างมาก

*แคร้ก* แต่ขณะที่หนิงฝานจะสิ้นลม ประตูบานใหญ่ของห้องผสานกายกลับเปิดออก

สตรีแรกรุ่นนางนึงในชุดขาว อายุประมาณ 12 หรือ 13 ปี นางมาพร้อมกับซาลาเปานึ่งในมือ.. นางแอบเข้ามาในห้อง

เจ้าอายุเท่าไหร่? เจ้ายังอยากมีอะไรกับข้าอยู่หรือหรอ? ฮึ่ม.. ทั้งยังเยาว์แต่กลับไร้ซึ่งเรียนรู้ เจ้ามันสิ่งชั่วร้ายอย่างแท้จริง.. เร็วเข้า..รีบฆ่าข้าซะ!”

หนิงฝานหันหน้าทั้งยังจ้องมองสตรีในชุดขาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง

พี่ชาย.. ข้า…ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อ ‘เล่น’ กับท่าน…”

เมื่อนางพบว่าหนิงฝานเปลื่อยเปล่าอยู่.. ใบหน้าน้อยๆของนางกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ นางหันหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ฮึ่ม.. มีแต่คนแบบเจ้าที่กล้า ‘เล่น’ กับข้า! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!.. แค้ก แค้ก แค้ก…..”

หนิงฝานหัวเราะอย่างน่าอนาถ แต่ด้วยความที่เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอยู่แล้วจึงทำให้เขาเริ่มไอ..

สตรีนางนั้นรีบตรงเข้ามาหาเขาก่อนจะวางซาลาเปาลงบนพื้น นางวางมือเรียวงามลงบนแผ่นอกของหนิงฝานอย่างอ่อนโยนเพื่อให้ทำเขารู้สึกดีขึ้น

ข้าจะไม่ขอบคุณเจ้า!”

หนิงฝานตะเบงเสียงเหยียดหยาม

ขะ…ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นกับท่านจริงๆนะ.. พี่ชาย…ข้าก็ถูกป้าผู้ชั่วร้ายของข้าลักพาตัวมาเหมือนกัน.. พี่ชายของข้าเองก็ถูกพวกมันทำให้กลายเป็นหม้อน้ำและตายไปเมื่อ 3 ปีก่อน พวกเขายังเห็นว่าข้าเด็กอยู่..เลยไม่ได้สังหารข้า แต่..ถ้าข้าอายุมากกว่านี้อีกหน่อย ข้า..ข้าต้องเสียพรหมจรรย์ให้กับหม้อน้ำ..แล้วต้องเข้าร่วมกับนิกายปีศาจ…”

เมื่อนางกล่าวถึงพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วของนาง น้ำตาของนางจึงเริ่มไหลรินลงอาบแก้ม ใบหน้าของนางช่างดูไร้เดียงสา..ต่างจากสตรีชั่วร้ายพวกนั้น ทำให้หนิงฝานรู้สึกเชื่อถือคำกล่าวของนางมากขึ้นเล็กน้อย

พี่ชาย..ท่านต้องรอดนะ ท่านจะตายไม่ได้…”

นางมองหนิงฝานอย่างเศร้าสร้อย นางรู้สึกว่าหนึงฝางช่างเหมือนกับพี่ชายของนางนัก

นิกายปีศาจจะไม่ยอมให้คนที่เป็นหม้อน้ำได้กิน..ได้ดื่ม แต่สตรีนางนี้กลับฝืนกฏ..แอบเอาซาลาเปานึ่งมาให้หนิงฝาน

นางช่างมีเมตตานัก!

ข้าก็ไม่อยากตายเหมือนกัน! ข้าอยากแก้แค้น ข้าอยากช่วยน้องชายของข้า…”

หนิงฝานยิ้มอย่างขมขื่น

พี่ชาย.. กินซาลาเปานี่ซะ บางทีท่านอาจจะไม่ตายถ้าท่าน… ท่านถูกพวกนางรีดเค้นจนเหือดแห้ง ดังนั้น..ท่านต้องเติมพลังให้ตัวท่าน.. โชคร้าย..ที่ข้าไม่มี ‘เส้นโลหิตนิรันดร์’ ทำให้ข้าไม่สามารถบ่มเพาะได้ มิเช่นนั้นแล้ว ข้าย่อมสามารถจับไก่ฟ้ามาทำซุปที่มีประโยชน์ให้ท่านได้..”

เด็กโง่.. เจ้ามีสองมือและสองเท้า เจ้าควรจะหนีไป… หนีไปจากนิกายปีศาจ ไปใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป..เฉกเช่นสตรีทั่วไป.. เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่ ที่แห่งนี้สกปรกนัก! แค้ก แค้ก แค้ก…”

หนิงฝานรู้ว่าเขาต้องตาย.. แต่ก่อนเขาจะตาย กลับมีสตรีนางนึงที่ห่วงใยเขา..ทั้งยังให้ความอบอุ่นแห่งชีวิตแก่เขา

เขารู้สึกอิ่มเอมและไม่อยากให้สตรีนางนี้ต้องตายในสถานที่อันเลวร้ายเช่นนี้

พวกนางวางยาพิษข้า มันไม่มียาแก้พิษและข้าไม่อาจหลบหนีไปจากที่นี่ได้…พี่ชาย ไม่ต้องพูดแล้ว กินซาลาเปาพวกนี้เถอะ เดี๋ยวข้าป้อนท่านเอง…”

เมื่อใกล้ถึงยามสิ้นสุดค่ำคืน หนิงฝานเริ่มหายใจลำบาก เขาไม่สามารถกลืนซาลาเปาได้

เจ้า…หนีไป…”

หนิงฝานรู้ว่าความตายกำลังย่างเข้ามา เขาไม่อยากให้สตรีไร้เดียงสานางนี้ได้เห็นสภาพของเขาเมื่อยามที่ความตายมาเยือน

พี่ชาย….”

จิตใจของนางเริ่มเจ็บปวด.. นางรู้ว่าหนิงฝานกำลังจะตาย เหล่าบุรุษผู้เป็นหม้อน้ำล้วนมีสภาพเช่นเดียวกับหนิงฝานในตอนนี้..ก่อนที่พวกเขาจะสิ้นลม

พี่ชายของนางก็มีสภาพเช่นนี้

เจ้า…ไปได้แล้ว!”

หนิงฝานขบฟันก่อนตะโกนขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรัศมีแห่งความตายและร่างกายของเขาก็เริ่ม…เย็นลง

พี่ชาย ข้า..ข้าจะไป…. ข้าพบสร้อยหยกนี่ในภูเขา สวมมันไว้..แล้วร่างกายของท่านจะไม่หนาว”

สาวน้อยถอดสร้อยคอหยกที่อยู่ตรงหน้าอกของนางแล้วใช้มืออันอบอุ่นของนางวางมันลงไปที่มือของหนิงฝาน

นางถอนหายใจเบาๆพลางปาดน้ำตาก่อนจะออกจากห้องผสานกายไป

เจ้า…เจ้าชื่ออะไร?”

หนิงฝานเริ่มไร้ซึ่งสติอย่างช้าๆ

ข้า…ข้าชื่อ ‘จื่อเฮ่อ’..”

สาวน้อยไม่อาจเหลียวหลังกลับมา นางปาดน้ำตาก่อนจะรีบออกไปจากห้องผสานกายอย่างรวดเร็ว

ยังไงพี่ชายก็ต้องตาย.. วันนึง..ข้าก็ต้องตายเหมือนกัน พวกเราช่าง..มีโชคชะตาที่น่ากลัวนัก”

ลมหายใจของหนิงฝานเริ่มไม่คงที่ก่อนเขาจะเข้าสู่สภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย.. เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาไม่ได้หนาวเหน็บอีกแล้ว ภายในนั้น..กลับมีร่องรอยของความอบอุ่นมาแทนที่

ทันใดนั้น เขาพลันเห็นภาพลวงตาภาพหนึ่ง เขายึดกุมสร้อยคอหยกไว้ในมือ..มันยังอุ่นเป็นอย่างมาก

เขาฝันในช่วงเวลาสั้นๆ ในความฝันนั้น เขาอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยหมอกควัน ที่เบื้องหน้าของเขามีแผ่นจารึกสูงตระหง่าน มันอยู่ในดวงอาทิตย์ครึ่งขาว..ครึ่งดำที่ลอยอยู่บนฝากฟ้า  มีคำอยู่หลายคำเขียนอยู่บนนั้นแต่มันช่างเปล่งประกายเจิดจ้านัก ทำให้หนิงฝานไม่อาจแยกแยะได้ชัดเจน

ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาค่อยๆอบอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ

สาวน้อยนามจื่อเฮ่อไม่ได้โกหกเขา สร้อยหยกโบราณนี้ทำให้ร่างกายของเขาอบอุ่นขึ้นได้จริงๆ…

หนิงฝานไม่ได้สังเกตุเห็นว่าเมื่อยามที่เขาไร้สติ ของเหลวจากเหล่าสตรีผู้ชั่วช้าของเค้าได้เปรอะสร้อยหยกจนทำให้มันเกิดเงาแสงสีแดงลางๆ

แก่นหยางที่ถูกสูบไปจนหมดของเขากลับค่อยๆฟื้นคืนมาอย่างช้าๆ

ทันใดนั้น.. พลันบังเกิดเสียงสวดมนต์อันลึกลับ..โบราณดังมากจากภายในสร้อยหยกนั่น

สมบัติซวนหยิน.. สร้อยคอหยินหยาง.. นำพาสวรรค์เป็นภรรยา นำพาพิภพเป็นสนม นำพากามรมย์เป็นหม้อน้ำ เส้นทางอันยิ่งใหญ่แห่งการบ่มเพาะหยินหยาง…”

บทสวดมนต์ดังกังวานอยู่ในหัวอยู่ในหัวของหนิงฝานเป็นเวลานาน และนามแห่งปีศาจของเค้า ‘หนิงกงสื่อ’ จะถูกจารึกนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!……………………..



Chapter 234 – มนุษย์ปีศาจ

หลังจากเฉินเซี่ยงเรียนรู้ ‘สาปปีศาจ’ จนสำเร็จ..เขาก็สามารถใช้ทักษะได้ซับซ้อนยิ่งขึ้น เฉินเซี่ยงวางมือลงบนหัวของชายวัยกลางคนก่อนจะร่ายมนต์และถ่ายสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในหัวของมันในเวลาเดียวกัน

ไอ้พวก 10 คนนั้นคืออะไร?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

ถึงแม้ชายวัยกลางคนจะครึ่งเป็นครึ่งตาย แต่หลังจากที่เฉินเซี่ยงใช้สาปวิญญาณ มันก็ลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าที่ดูราวกับไร้ชีวิตในทันที มันกล่าว “มนุษย์ปีศาจ”

มนุษย์ปีศาจ!” เมื่อได้ยินคำดังกล่าวเป่ยยู่ยู่จึงอุทานขึ้น

พี่ยู่ยู่ ท่านรู้หรอว่ามนุษย์ปีศาจคืออะไร?” เฉินเซี่ยงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะไม่งั้นมันคงไม่ทำให้สาวงามผู้เย็นชาอย่างเป่ยยู่ยู่ตกใจได้

ข้ารู้ว่ามันกำลังจะตาย.. เจ้ารีบถามสิ่งที่เจ้าอยากรู้ก่อน ส่วนเรื่องมนุษย์ปีศาจ..ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง” เป่ยยู่ยู่กล่าวตอบ

เฉินเซี่ยงกล่าวถามชายวัยกลางคนต่อ “เจ้าคือศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจใช่มั้ย? ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่อยู่ที่นี่มีทั้งหมดกี่คน? เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?”

ใช่..ข้าเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ พวกเรามีกันทั้งหมด 50 คน พวกเรามาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คำกล่าวของชายวัยกลางคนทำให้เฉินเซี่ยงแข็งค้างไปชั่วครู่ กลายเป็นว่าพวกมันมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้วจริงๆ

เฉินเซี่ยงกล่าวถามมันอีกครั้ง “นอกจากพวกเข้าทั้งหมด 50 คน..ยังมีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนอื่นๆด้วยหรือเปล่า?”

ยังมีอีก 50 คน” ทันทีที่มันกล่าวจบ..เปลือกตาของมันก็ปิดลงก่อนจะตายไป แม้มันจะซ่อนอยู่ใต้ดิน แต่ฝ่ามือสะเทือนสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยงก็พุ่งผ่านชั้นดินลงไปและสร้างความเสียหายให้กับมันอย่างมาก การที่มันทนกับฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ได้ถึง 10 ก็นับว่าไม่เลว

เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชา “ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจมันแอบซ่อนเจตนาร้ายไว้จริงๆ พวกมันปิดบังคนไว้ 50 คนและพวกมันจะรู้จักวิธีการเชิดหุ่นด้วย”

พี่ยู่ยู่..มนุษย์ปีศาจคืออะไร?”

ไปจากที่นี่ก่อน..แล้วข้าจะบอกเจ้า สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะให้เจ้าอยู่นานๆ พวกมันอาจจะมาที่นี่เพราะสิ่งที่เจ้าทำไปเมื่อครู่ หากเจ้าได้พบกับมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังกว่านี้ย่อมเป็นปัญหาอย่างมากแน่” เป่ยยู่ยู่เร่งเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงรีบมุ่งหน้าออกจากป่าที่เขาได้ลงมือทำลายไปเมื่อครู่อย่างรวดเร็วจนกระทั่งเข้าสู่ภูเขาขนาดใหญ่ในเวลาไม่นาน

มนุษย์ปีศาจก็คือมนุษย์ แต่หลังจากพวกมันดูดซับปราณปีศาจบางชนิดทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกัน..พวกมันก็สูญเสียสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่รู้จักแต่วิธีสังหาร แต่เมื่อพวกมันสูญเสียสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะควบคุมพวกมันโดยการใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชิด” เป่ยยู่ยู่อธิบาย

ปราณปีศาจ…ปราณปีศาจประเภทไหนกัน?” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ถ้างั้น..ไม่ใช่ว่าต้องมีปราณปีศาจแบบนั้นเป็นจำนวนมากหรอกหรอ?”

มันเป็นปราณปีศาจที่พิเศษ มันคือปราณปีศาจที่ชั่วร้ายอย่างที่สุดซึ่งมันได้ตกตะกอนมานานหลายปี ปราณปีศาจเหล่านี้จะแผ่ออกมาจากร่างไร้ชีวิตของผู้บุกรุกแห่งแดนปีศาจ เพราะฉะนั้น…ในดินแดนรกร้างทางใต้นี้ต้องมีผู้คนจากแดนปีศาจตกตายอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากแน่!” น้ำเสียงของเป่ยยู่ยู่กลายเป็นเคร่งขรึม “ข้าคิดว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจบางคนต้องมาที่นี่เพื่อบ่มเพาะและดูดซับปราณปีศาจนั่นแน่ ทำให้พวกมันกลายเป็นมนุษย์ปีศาจซึ่งพวกมันต่างถูกศิษย์จากนิกายฝ่ายปีศาจควบคุมด้วยวิธีการลับบางอย่าง”

ขณะที่เฉินเซี่ยงวิ่งอยู่ จู่ๆเขาก็หยุด เขามองไปรอบๆก่อนสูดหายใจลึกแล้วกล่าว “ถ้าสัตว์อสูรที่ทรงบางตัวดูดซับปราณปีศาจพวกนี้เข้าไป ไม่ใช่ว่ามันจะกลายเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังกว่าเดิมและสังหารทุกคนที่มันเห็นเลยหรอ?”

อืม!” เป่ยยู่ยู่กล่าวตอบ “ส่วนที่อันตรายที่สุดของดินแดนรกร้างทางใต้น่าจะมาจากพวกสัตว์อสูรที่ดูดซับปราณปีศาจพวกนี้เข้าไป สัตว์พวกนี้จะเรียกว่า ‘สัตว์ปีศาจ’ ”

ซูเหม่ยเหยากล่าวถาม “ศิษย์พี่.. ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะเชิดสัตว์ปีศาจพวกนั้นได้หรือเปล่า?”

ถึงมันจะเป็นไปได้..แต่ก็นับว่ายากมาก สัตว์อสูรไม่เหมือนกับมนุษย์ แต่หากเป็นคนที่ทรงพลังกว่าสัตว์อสูรพวกนั้น..ก็นับว่าง่ายที่จะเชิดพวกมัน” เป่ยยู่ยู่กล่าว

เฉินเซี่ยงขบฟันพลางสาปแช่ง “นิกายฝ่ายปีศาจ..ไอ้พวกชาติชั่ว ไม่สงสัยเลยจริงๆว่าทำไมพวกมันถึงดึงดันจะใช้ที่นี่เป็นที่ประลอง พวกมันเข้ามาที่นี่ก่อนแล้วทั้งยังเตรียมการวางแผนไว้อีก… ไม่มีทาง..ข้าต้องไปบอกคนที่เหลือ”

ช้าไปแล้ว คนอื่นๆน่าจะเข้ามาแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสรัศมีที่ทรงพลังมากมายกำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามาจากทางเข้า ทางนั้นน่าจะเป็นที่ที่เหล่าประมุขนิกายรวมตัวกันอยู่” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกว่า 100 คนอยู่ที่นี่ทั้งพวกมันแต่ละคนก็แข็งแกร่ง และอีกอย่าง..ยังไม่รู้ว่ามีกี่คนที่สามารถเชิดมนุษย์ปีศาจได้ สำหรับศิษย์นิกายฝ่ายธรรม..นี่นับเป็นฝันร้ายเพราะพวกเขาต้องจัดการกับสัตว์ปีศาจพวกนั้นด้วย เพราะงั้นคงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าสัตว์ปีศาจเหล่านั้นทรงพลังขนาดไหน พวกมันนับเป็นการดำรงค์อยู่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะขนาดนักสู้ขอบเขตนิพพานยังต้องหวาดกลัวที่จะมายังสถานที่แห่งนี้

ข้าต้องไปหาพวกเขา” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางวิ่งตรงไปยังทางเข้าดินแดนรกร้างทางใต้

ในส่วนลึกของดินแดนรกร้างทางใต้ต้องมีสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังมากๆอยู่แน่ ข้ากลัวว่าขนาดเหล่าประมุขนิกายยังไม่สามารถควบคุมพวกมันได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว

หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “โชคดีที่มีข่ายพลังตามธรรมชาติคอยสกดพวกมันไว้ แต่หากพวกมันหลุดออกมาได้ย่อมเป็นปัญหาอย่างมากแน่”

จู่ๆซูเหม่ยเหยาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ก่อนหน้านี้ท่านยังจำได้มั้ย..ทำไมพวกมันถึงใช้ตาข่ายกับเฉินเซี่ยง? ถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไป..นั่นนับเป็นการจู่โจมที่แปลกมาก ทันทีที่พวกมันใช้ตาข่ายจู่โจมเฉินเซี่ยง..ไอ้พวกมนุษย์ปีศาจทั้ง 10 คนก็เผยตัวแล้วเข้าจู่โจมเฉินเซี่ยง”

เป่ยยู่ยู่กล่าว “อืม.. หรือว่าพวกมันต้องการจับตัวเฉินเซี่ยง? แล้วพวกมันต้องการจับตัวคนอื่นๆด้วยหรือเปล่า? เพราะอะไรกัน?”

ทันใดนั้น หลงเสวี่ยอี๋ก็อุทานขึ้น “บูชายัญ!”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋ ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาพลันตกใจโดยเฉพาะเป่ยยู่ยู่ นางกล่าวอย่างเย็นชาในทันที “เฉินเซี่ยง เจ้าต้องหยุดพวกมันให้ได้! พวกมันต้องวางแผนบูชายัญในสุสานของพวกแดนปีศาจอยู่แน่ มันน่าจะมีแท่นบูชายัญอยู่ที่ไหนสักที่ แต่พวกมันไม่ได้ต้องการเปิดเส้นทางไปยังแดนปีศาจ หรือถ้ากล่าวให้ถูก ดูเหมือนพวกมันจะต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังบางคนจากแดนปีศาจเพื่อทำลายข่ายพลังข่ายพลังตามธรรมชาติแล้วปลดปล่อยมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจออกมา”

หรือบางที…พวกมันกำลังวางแผนที่จะปลุกคนที่ทรงพลังบางคน” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวเสริม

คำกล่าวของพวกนางทำให้เฉินเซี่ยงหวาดกลัว หากเป็นดั่งที่พวกนางบอกจริง ก่อนมหาสงครามของทั้งสามดินแดนจะอุบัติขึ้น..เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ต้องราบเป็นหน้ากลองแน่

เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าพวกนิกายฝ่ายปีศาจจะมีแผนการที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เขาควรรีบไปบอกกู่ตงเฉินและคนอื่นๆในทันที

ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงพลันหยุดฝีเท้า เขาจ้องมองไปยังภูเขาแต่ละลูกที่อยู่เบื้องหน้าเขาก่อนจะขมวดคิ้วพลางกล่าว “นี่ข้ามาผิดทางหรือเปล่า? ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหุบเหวพวกนี้มาก่อน?”

ใช่ผิด! ซวยแล้ว…ทางถูกปิดกั้น! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เฉินเซี่ยงมองไปรอบๆ เขากำลังมองหาสัญลักษณ์ที่เขาทำไว้และเขาก็มั่นใจว่าเขามาถูกทางแล้ว

ข่ายพลัง! ใครที่เข้ามาแล้วจะไม่สามารถออกไปได้ อาจจะมีใครบางคนปลุกข่ายพลังขนาดใหญ่นี้ขึ้น ดินแดนรกร้างทางใต้ต่างไปจากเดิมแล้ว ตราบใดที่ไม่มีใครเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดนพวกเขาก็จะยังคงออกมาได้” ซูเหม่ยเหยากล่าวอย่างหนักแน่น

เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกแห่งหงษ์เพลิงก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสเข้ากลุ่มเมฆสีดำทมิฬ จู่ๆพลังปีศาจสายหนึ่งก็เข้าจู่โจมทันที เฉินเซี่ยงเห็นเป็นเพียงสายฟ้าสีแดงผ่าลงมาที่ตัวเขา อำนาจที่รุนแรงของมันทำให้เฉินเซี่ยงดิ่งลงกระแทกพื้น

เป็นข่ายพลังจำกัดขอบเขตที่ทรงพลังนัก มิน่าหล่ะ..ทำไมมันถึงได้ผนึกไอ้พวกปีศาจพวกนั้นได้ มันต้องมีทางให้หนีสิ! ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถติดต่อกับคนที่อยู่ข้างนอกได้นะ” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงก่นด่าส่งที่เกิดขึ้นก่อนจะมองหารอยเท้าของคนอื่นๆ แต่เขากลับยังไม่อาจหาได้พบราวกับมันถูกอะไรบางอย่างบดบังไว้

ไอ้ประมุขนิกายพวกนั้นก็เหมือนกับฝูงหมู พวกเขาติดกับของนิกายฝ่ายปีศาจเข้าเต็มๆ แต่คนที่น่าอนาถกลับเป็นพวกเรา” เฉินเซี่ยงสาบานในใจว่าหากเขารอดออกไปได้ เขาจะไปด่าทอพวกประมุขนิกาย

เฉินเซี่ยงไร้ทางเลือก เขาทำได้เพียงวิ่งไปตามเส้นทางนึง หากเขาพบศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ เขาย่อมสามารถบังคับให้พวกมันคายความลับและด้วยวิธีนี้เขาอาจจะได้รู้วิธีออกจากสถานที่แห่งนี้ก็ได้

ข้าจะด่าหลิวเมิ่งให้หูชาไปเลย คิดยังไงนางถึงให้ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานมายังสถานที่ที่อันตรายขนาดนี้!” เฉินเซี่ยงฝืนยิ้มพลางกล่าว “เสี่ยวเตา เจ้าอ้วน เจ้ามังกรตาหยี เชียนเชียน… ข้าทำให้พวกเจ้าได้รับอันตรายแล้ว!”…………………………



Chapter 235 – อำนาจของฝ่ามือปีศาจ

เฉินเซี่ยงวิ่งไปในดินแดนรกร้างทางใต้อย่างไร้ทิศทาง เพียงแต่เขายังคงทิ้งเครื่องหมายเอาไว้ เขาต้องการค้นหาศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะเพื่อเตือนว่าอย่าเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดน เพราะหากพวกเขาพบเข้ากับสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลัง พวกเขาย่อมได้พบกับขุมนรกแน่

พวกเจ้าทุกคนไสหัวออกมา! อย่าเอาแต่มุดหัวอยู่ในรู ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่!” ขณะที่เฉินเซี่ยงเข้าไปยังบริเวณที่มีหินเกลื่อนกระจาย จู่ๆเขาก็หยุดฝีเท้าลง

มีบางคนซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่ หลงเสวี่ยอี๋บอกเรื่องนี้กับเฉินเซี่ยง..ทั้งเขาทั้งซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ไม่สามารถสัมผัสอะไรได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าทักษะการอำพลางของศิษย์นิกายปีศาจนั้นสูงส่งเป็นอย่างมากจนทำให้เฉินเซี่ยงแอบกังวล ขนาดเขายังไม่สามารถสัมผัสถึงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้ งั้น..แล้วคนอื่นๆหล่ะ?

สมแล้วที่เป็นักสู้รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของนิกายยอดนักสู้!” ทันใดนั้น เสียงที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจพลันดังมาจากด้านหลังของกองหิน พวกมันต่างมั่นใจสามารถในการพลางกลิ่นอายเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันยังถูกเฉินเซี่ยงพบเข้า พวกมันจึงตระหนักว่าชื่อเสียงของเฉินเซี่ยงไม่ได้กล่าวเกินจริง

ชายในชุดคลุมดำสวมหน้ากาก 5 คนพลันปรากฏตัวขึ้น พวกมันล้วนไม่ต่างจากผู้เชิดมนุษย์ปีศาจที่เฉินเซี่ยงพบก่อนหน้านี้

พวกเจ้าทั้งหมดมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้วหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามทั้งยังบอกพวกมันว่าเขาล่วงรู้ถึงแผนการของพวกมันแล้ว

เมื่อชายชุดดำทั้ง 5 คนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง พวกมันได้แต่แอบประหลาดใจ

งั้น.. เจ้าก็ได้พบกับคนพวกนั้นแล้วใช่มั้ย? ไม่เลว กลุ่มคนพวกนั้นเข้ามาทีนี่เมื่อ 3 ปีที่แล้วจริง ส่วนพวกข้าตามมาทีหลัง” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าวขึ้น

ดูเหมือนคนที่เจ้าพบจะตายแล้ว..เจ้ารู้ได้ยังไง?” ชายชุดดำอีกคนกล่าวถามขึ้น

ข้าก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอก ข้ารู้แค่ว่าพวกเจ้าสามารถควบคุมสิ่งที่ชั่วร้ายบางอย่างได้ และข้ายังรู้อีกว่าพวกเจ้ามันเป็นฝูงหมาบ้า” เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย

นี่นี่.. อย่าด่าผิดคนสิ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพวกข้าเลย พวกข้าก็เพิ่งรู้หลังจากเข้ามาที่นี่แล้ว เจ้าควรจะด่าไอ้พวกคนระดับสูงนู่น ข้าจะบอกความจริงเจ้าให้.. พวกข้าไม่รู้จักวิธีควบคุมสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าว่าเลยสักนิด” ชายชุดดำอีกคนกล่าวขึ้น

เฉินเซี่ยงค่อนข้างประหลาดใจ กลายเป็นว่าศิษย์นิกายปีศาจพวกนี้เป็นคนที่มีคุณธรรมกว่าที่คิด แต่เฉินเซี่ยงยังคงไม่ลดการป้องกันลง

พวกเจ้ารู้หรือเปล่าว่าทางที่เราเข้ามามันหายไปแล้ว? หรือพวกเจ้าไม่ได้กังวลว่าจะออกไปได้หรือเปล่า? เจ้าไม่กลัวว่าจะเจอกับสิ่งชั่วร้ายที่ทรงพลังหรอกหรอ?” เฉินเซี่ยงแค่นเสียงเย็นชา

แน่นอนพวกข้ารู้ แต่ก็พวกข้าก็ไม่มีทางเลือกหนิ.. ที่พวกข้ามาก็เพื่อสู้กับเจ้า พวกข้าได้รับมอบหมายให้ทอนกำลังของพวกเจ้าเท่านั้น ส่วนพวกที่เป็นนักเชิดปีศาจ..พวกนั้นได้รับมอบหมายให้สังหารเจ้า” ชายชุดดำอีกคนกล่าวตอบ

เฉินเซี่ยงถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแปลกๆ “พวกเจ้าจะเข้ามาพร้อมกันหรือว่าจะหนีหล่ะ?”

พวกข้าจะสู้กับเจ้า พวกข้าต่างก็เป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจและพวกข้าก็อยากสัมผัสประสบการณ์กับนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายธรรมะ” ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวมาข้างหน้าพร้อมกับดึงเอาหอกยาวออกมา ทันใดนั้น รัศมีสีโลหิตพลันทะลักออกมาจากส่วนหัวของหอกก่อนจะกระจายไปทั่วทุกทิศทำให้มันดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงรู้สึกได้ถึงปราณปีศาจที่รุนแรงและไม่ธรรมดา เขากล่าว “ปราณปีศาจหยางแห่งเผ่าปีศาจหยาง ข้าสังหารนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงจากเผ่าปีศาจของเจ้าไปมากมายเลยนะ..”

ชายชุดดำเยาะเย้ยพลางกล่าว “อย่าได้เอาข้าไปเทียบกับขยะพวกนั้น ข้าแตกต่างจากพวกมัน”

เฉินเซี่ยงก็เยาะเย้ยเช่นกัน “ในสายตาของข้า พวกเจ้าก็เป็นขยะไม่ต่างกัน”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ หอกยาวที่อาบไล้ด้วยรัศมีสีแดงพลันพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับลำแสงยิงตรงเข้าใส่เฉินเซี่ยง

หอกยาวพุ่งตรงเข้ามาที่ลำคอของเฉินเซี่ยง ชายชุดดำคนดังกล่าวคาดไม่ถึงว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้ แต่ไม่นานมันก็ตระหนักได้ว่าไม่มีโลหิตไหลออกมาจากบาดแผลเมื่อครู่เพราะเงาร่างของเฉินเซี่ยงที่ถูกหอกยาวแทงลำคอได้ระเบิดกลายเป็นหมอกควัน

นั่นคือทักษะกระจกวารีของเฉินเซี่ยง เขาสร้างร่างแยกขึ้นมาเพื่อหลอกให้ศัตรูสับสนก่อนจะเคลื่อนที่ออกไปด้วยความเร็วสูง

เมื่อชายชุดดำตระหนักได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลูกเล่นของเฉินเซี่ยง มันจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น

ฮึ่ม ลูกเล่นปาหี่” ชายชุดดำเร่งหันกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนเฉินเซี่ยงจะปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันที่เบื้องหน้าของมัน เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือที่ดูไม่มีพิษมีภัยเข้าใส่มันขณะที่มันก็ซัดฝ่ามือเข้าต้านเฉินเซี่ยง แต่ฝ่ามือของมันกลับไร้ประโยชน์

ที่มุมปากของเฉินเซี่ยงปรากฏเสี้ยวของรอยยิ้มอันภาคภูมิใจ หลังจากฝ่ามือของทั้งสองเข้าปะทะกัน เฉินเซี่ยงรีบกระโดดถอยหลังในทันทีก่อนจะมีเสียงกรีดร้องอันเวทนาดังตามมา กลายเป็นว่าแขนของชายชุดดำคนนั้นตกห้อยอยู่ข้างลำตัวราวกับมันทำมาจากยาง

ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงใช้ฝ่ามือแปลงกระดูกเข้าหลอมกระดูกแขนของชายชุดดำโดยตรง ทันทีที่ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงเข้าปะทะ ชายชุดดำจะรู้สึกราวกับฝูงมดกัดแทะกระดูกของมันทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงขึ้นในฉับพลัน

แขนข้า…นี่เจ้าทำอะไรกับแขนข้า? ทำไมแขนข้าถึงไม่มีกระดูก!” ชายชุดดำตะโกนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความแตกตื่น มันคาดไม่ถึงว่าในโลกใบนี้จะมีทักษะเช่นนี้อยู่ ทักษะของเฉินเซี่ยงตรงเข้าไปทำลายกระดูกโดยไม่ทำให้โลหิตและกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ ทักษะนี้นับเป็นทักษะปีศาจอย่างแท้จริง

ไม่.. ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพราะยังไงซะเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!” เฉินเซี่ยงหัวเราะก่อนจะปรากฏหน้าไม้สีดำขึ้นในมือของเขา…มันคือศรปีศาจ เฉินเซี่ยงถ่ายปราณลงไปที่หน้าไม้ก่อนจะยิงลูกศรสีดำพุ่งทะลุลำคอของชายชุดดำในพริบตา

โลหิตพุ่งทะลักออกจากลำคอของชายชุดดำราวกับน้ำพุและร่างของชายชุดดำค่อยๆล้มลงกับพื้นอย่างช้าๆ

ชายชุดดำอีก 4 คนที่เหลือต่างแข็งค้าง ตั้งแต่แรกพวกมันทั้งหมดต่างมั่นใจเป็นอย่างมากราวกับพวกมันเอาชัยเฉินเซี่ยงไปแล้ว แต่ตอนนี้ ความตายได้คืบเข้ามาหาพวกมันเร็วนัก ทั้งทักษะที่ทรงพลังและปราณอันรุนแรงของชายชุดดำคนนั้นนับว่าสูญเปล่า มันไม่เห็นแม้กระทั้งลูกศรสีดำเล็กๆยิงตรงมาทีลำคอกระทั่งทำให้มันตายและบัดนี้ ตัวมันกลับกลายเป็นนอนจมบ่อโลหิตของตัวเอง

ตั้งแต่เริ่มประมือ..เฉินเซี่ยงมีท่าทางที่สบายอย่างมาก เขาประมือกับพวกมันอย่างร่าเริงและจู่ๆ..เขาก็พรากชีวิตหนึ่งในนักสู้รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจไปทำให้คนทั้ง 4 ที่เหลืออยู่จมอยู่ในความหวาดกลัว พวกมันตระหนักได้ในทันทีว่าไม่อาจดูแคลนเฉินเซี่ยงได้ มิเช่นนั้นชะตากรรมของพวกมันคงจบลงเช่นเดียวกับชายชุดดำคนนั้น

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางหัวเราะ “จริงๆแล้ว.. ถ้าพวกเจ้าเข้ามาพร้อมๆกันทั้ง 5 คนก็อาจจะพอมีหวัง… แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะสายไปแล้วนะ..”

ทันทีที่กล่าวจบเงาร่างของเฉินเซี่ยงก็หายไป บรรยากาศรอบข้างของพวกมันกลายเป็นเงียบงัน ชายชุดดำทั้งสี่หยุดหายใจเพื่อค้นหาตำแหน่งของเฉินเซี่ยง แต่ผ่านไปนานเงาร่างของเฉินเซี่ยงก็ยังไม่ปรากฏขึ้นทำให้พวกมันปลดปล่อยปราณอันรุนแรงเข้าคุ้มกายในส่วนที่อ่อนแอที่สุดบนร่างกายของพวกมัน หากใช้ศรปีศาจคร่าชีวิตในมือของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี ย่อมสังหารนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น

พวกมันทั้ง 4 คนคิดว่าหากพวกมันยังคงเฝ้าระวังกับสิ่งรอบกาย..พวกมันจะปลอดภัย แต่จู่ๆพวกมันกลับสัมผัสถึงความผันผวนของปราณทีกำลังมุ่งหน้ามาจากใต้เท้าของมัน พวกมันพยายามจะกระโดดหลบแต่กลับไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เมื่อพวกมันก้มหน้าลงมอง พวกมันเห็นเป็นเพียงสิ่งที่เหมือนกับน้ำพันรอบขาของพวกมันอยู่ แต่ทันทีที่พวกมันคิดจะโคจรปราณเพื่อขจัดสายน้ำที่พันรอบขาแต่สายฟ้ากลับประกายขึ้นจากสายน้ำ

สายฟ้าที่ปรากฏขึ้นในฉับพลันทำให้ร่างกายของพวกมันมึนชา พวกมันจึงตระหนักถึงอันตรายในทันทีเพราะในยามนั้นเฉินเซี่ยงได้ปรากฏตัวขึ้น……………………….



Chapter 236 – พานพบอันตราย

เฉินเซี่ยงใช้ทักษะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬได้อย่างช่ำชอง เขาสัมผัสได้ถึงความชื้นอยู่ในพื้นดิน ถึงแม้มันจะแค่ชื้น แต่เฉินเซี่ยงสามารถถ่ายปราณแห่งเต่าทมิฬแล้วเปลี่ยนให้ความชื้นกลายเป็นสายน้ำที่ทรงพลังได้ เฉินเซี่ยงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ควบคุมสายน้ำให้พันรอบขาของชายชุดดำทั้ง 4 ก่อนจะปล่อยปราณสายฟ้าแห่งมังกรครามเข้าใส่พวกมันทั้ง 4 คน ในช่วงเวลาสั้นๆทั้ง 4 คนจะไม่สามารถควบคุมตนเองทำให้พวกมันไร้การป้องกัน

เฉินเซี่ยงอาศัยจังหวะนี้ดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วฟาดกระบี่ในแนวขวางเพื่อสังหารชายชุดดำที่อยู่ใกล้ๆทั้งสองคน ด้วยความที่พวกมันไม่สามารถเคลื่อนไหวและป้องกันได้ กระบี่ที่แฝงไปด้วยปราณอันรุนแรงของเฉินเซี่ยงจึงตัดผ่านเอวของพวกมันทั้งสองคน

เมื่อกระบี่ครามผลาญมังกรถูกฟาดฟันออกไป อำนาจมังกรอันกดขี่ได้เข้ากดดันชายชุดดำทั้งสองคนที่เหลืออยู่ให้จมอยู่ในความหวาดกลัว เฉินเซี่ยงรู้ดีว่ากระบี่ครามผลาญมังกรคือสิ่งที่ดีที่สุดในการกำจัดนักสู้ที่บ่มเพาะในเส้นทางปีศาจ

เช่นเดียวกับตอนที่เป่ยยู่ยู่สัมผัสกับกระบี่ครามผลาญมังกร นางเองก็รู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นกระบี่ครามผลาญมังกรจึงนับเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสำหรับคนจากแดนปีศาจเพราะมันสามารถเข้าทำลายปราณปีศาจอันทรงพลังของพวกมันได้โดยตรง

หลังจากเฉินเซี่ยงสังหารชายชุดดำไปสองคน เขาก็เคลื่อนไหวก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านข้างของชายชุดดำอีกคนในพริบตา เท้าของชายชุดดำทั้งสองยังคงถูกตรึงไว้ด้วยสายน้ำทำให้มันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ พวกมันต่างแอบคร่ำครวญอยู่ภายในใจ พวกมันคือศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแต่กลับมีเล่ห์กลไม่มากหากเทียบกับเฉินเซี่ยงที่ดูมีเล่ห์กลไม่สิ้นสุดทั้งยังยากต่อการรับมือ เพียงแต่ ชายชุดดำได้เตรียมการป้องกันมาเป็นอย่างดีแล้ว เพราะรอบการของมันเครือบคลุมไปด้วยรัศมีปราณอันหนาแน่น

เฉินเซี่ยงยิ้มเย้ยก่อนจะฟาดฟันกระบี่ในมือ กระบี่ครามผลาญมังกรเปล่งรัศมีสีครามระยิบระยับถูกฟาดฟันอย่างรุนแรงเข้าใส่ชายชุดดำคนหนึ่ง โล่รัศมีปราณของมันถูกกระบี่ตัดผ่านได้อย่างง่ายดายส่งผลให้ร่างของมันถูกแยกออกเป็นสองท่อน

เมื่อพรรคพวกของมันตกตายไปอีกคน ชายชุดดำคนสุดท้ายพลันตกอยู่ในห้วงความเสียใจอันไร้ที่สิ้นสุด หากมันทำตามเฉินเซี่ยงบอกแล้วร่วมมือกับพรรคพวกคนอื่นๆเข้าจัดการเฉินเซี่ยง พวกมันคงไม่ตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้

เฉินเซี่ยงเก็บกระบี่ครามผลาญมังกรก่อนจะถ่ายปราณแห่งเต่าทมิฬผ่านเท้าลงสู่พื้นดินเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สายน้ำรัดชายชุดดำแน่นขึ้นก่อนถอนสายฟ้าออกจากสายน้ำ

ขณะที่เฉินเซี่ยงหยุดยืนที่เบื้องหน้าของมัน เฉินเซี่ยงร่ายรำฝ่ามือเกิดเป็นเงาฝ่ามือมากมายนับไม่ถ้วนซัดเข้าใส่ร่างกายของชายชุดดำคนนั้น ทุกฝ่ามือที่เฉินเซี่ยงใช้ออกคือฝ่ามือแปลงกระดูก ชายชุดดำคาดไม่ถึงว่าทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้จะดีกว่านิกายฝ่ายปีศาจเสียอีก แต่ละกระบวนท่าของเขาสร้างความเจ็บปวดให้มันเหลือคณาราวกับมันกำลังถูกแมลงนับแสนกัดแทะกระดูกอย่างต่อเนื่อง มันรู้สึกเพียงกระดูกในทุกส่วนของร่างกายค่อยๆหายไป

ร่างของชายชุดดำนอนแผ่อยู่บนพื้นราวกับคนพิการเพียงแต่มันยังไม่ตาย! มันแอบคิดว่าหาเทียบทักษะปีศาจของนิกายฝ่าปีศาจกับทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้..ทักษะของพวกมันย่อมนับเป็นเพียงของเด็กเล่น จะมีเพียงทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้เท่านั้นถึงจะเรียกว่าทักษะปีศาจอย่างแท้จริง ยามที่เฉินเซี่ยงใช้ทักษะอาจกล่าวได้ว่าไร้ซึ่งความผันผวนใดๆของปราณ แต่เมื่อได้สัมผัสกับมัน จู่ๆกระดูกกลับถูกหลอมละลายหายไปในพริบตาทั้งยังทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงอย่างเฉียบพลันอีกด้วย ในที่สุดชายชุดดำคนสุดท้ายก็ตระหนักได้ว่าทำไมจู่ๆแขนของพรรคพวกของมันก่อนหน้านี้ถึงได้กลายเป็นอ่อนนุ่มในระหว่างที่มันต่อสู้กับเฉินเซี่ยง

ไม่ต้องรีบร้อนไป..หนทางยังอีกยาวไกลนัก!” เฉินเซี่ยงส่ายหน่าพลางยิ้ม ชายชุดดำทั้งหมดมีความแข็งแกร่งเพียงระดับ 3 หรือ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเท่านั้น แม้เฉินเซี่ยงจะต่อสู้กับพวกมันเพียงลำพัง พวกมันยังคงไม่มีโอกาสเอาชนะเขาเพราะเฉินเซี่ยงสามารถต่อสู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เจ้า…ทำไมเจ้าถึงไม่ฆ่าข้า อย่าคิดนะว่าข้าจตอบคำถา….”

เฉินเซี่ยงวางมือลงบนหัวของมันก่อนจะใช้สาปวิญญาณเพื่อกล่าวถาม “เจ้ารู้วิธีออกไปจากที่นี่หรือเปล่า?”

ข้ารู้.. ตามที่ท่านประมุขบอก..หากพวกข้าสามารถจับกุมศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะได้ 30 คนแล้วนำไปบูชายัญยังแท่นบูชายัญ พวกข้าก็สามารถออกไปได้” ชายชุดดำกล่าว

เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึก ซูเหม่ยเหยาคาดเดาได้ถูกต้อง นิกายฝ่ายปีศาจได้วางแผนนำศิษย์นิกายฝ่ายธรรมมะไปบูชายัญ เพราะเหล่าศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะมีปราณที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นจึงเป็นที่ต้องการของนิกายฝ่ายปีศาจ

แท่นบูชายัญอยู่ที่ไหน?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

ใน…” ชายชุดดำที่ถูกเฉินเซี่ยงควบคุมค่อยๆคายความลับเรื่องแท่นบูชายัญออกมาอย่างช้าๆ ข้อมูลที่ได้มาจากชายคนนี้นับว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญเป็นอย่างมาก

แล้วพวกเจ้าคนที่เหลืออยู่ที่ไหน?”

ชายชุดดำบอกสถานที่ให้กับเฉินเซี่ยงจำนวน 3 สถานที่ทั้งยังบอกเส้นทางไปยังสถานที่เหล่านั้นอย่างละเอียด แต่ละสถานที่จะมีผู้ดูแลอยู่จำนวน 3 คนซึ่งแต่ละคนนับว่าแข็งแกร่ง พวกมันกำลังเฝ้ารอเพื่อซุ่มโจมตีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ พวกมันต้องการเพียงลดทอนพละกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ เพราะเมื่อใดที่ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะอ่อนกำลังลง พวกมันก็จะใช้หุ่นเชิดเข้าจับกุม

ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจคงนึกไม่ถึงว่านอกจากข้า..บิดาของมัน จะยังมีสตรีอีก ‘สองคนครึ่ง’ ที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก ทำให้ข้ามองแผนชั่วของพวกเจ้าออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ยังไงซะ..แผนของพวกเจ้าต้องถูกบิดาผู้นี้ทำลายแน่นอน” เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะตัดศีรษะของชายชุดดำไป

เฉินเซี่ยงเดินไปตัดหัวของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอีก 4 คนแล้วเก็บลงในแหวนเก็บของ เพราะหลังจากที่เขาออกไปจากสถานที่บ้าบอนี่ได้ หัวของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนี้จะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับเขา ไม่อย่างนั้นแล้วการต่อสู้กับชายชุดดำทั้ง 5 คนของเขาคงจะไร้ความหมาย

ทำไมเจ้าถึงพูดว่าสตรีสองคนครึ่ง? จริงๆแล้วมี 3 นะ!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวถามด้วยความไม่แน่ใจ

ก็เจ้านับเพียงครึ่งคน!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

ทำไมหละ? ข้าไม่ใช่เด็กนะ! เจ้าบอกเองนะว่าจะไม่ทำปฏิบัติกับข้าเหมือนเด็ก” นางกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ

ฮี่ฮี่ มังกรน้อย….เจ้ามันสกปรกมอมแมมเกินไป นั่นกล่าวได้ว่าการกระทำของเจ้าไม่เหมือนกับอิสสตรีทำให้ข้านับเจ้าได้แค่ครึ่งเดียว” เฉินเซียงหัวเราะพลางกล่าว ตอนนี้เฉินเซี่ยงได้เส้นทางมาแล้วทำให้เขาทราบว่าเขาจะไปที่ใดต่อ

หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงอย่างนุ่มนวลก่อนกล่าว “ที่ข้าสกปรกมอมแมมก็เพราะข้ากินดีอยู่ดี ความหวังดีของข้าได้อันตธานหายไปแล้ว.. แต่ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้..ข้าก็จะสกปรกจริงๆและป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าเจ้ามันลามกขนาดไหน”

เฉินเซี่ยงไม่กลัว เพราะถึงแม้นางจะไม่ได้พูดแต่เขาก็ถูกนางกลั่นแกล้งมาหลายครั้งแล้ว

ตามข้อมูลที่ได้จากชายชุดดำ เฉินเซี่ยงจึงได้รู้ว่าพวกนิกายฝ่ายปีศาจได้เตรียมสถานที่แห่งนี้ไว้นานแล้ว นอกจากนี้พวกมันได้ใช้วิธีการบางอย่างในการหลอกล่อให้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะวิ่งเข้าไปยังสถานที่ที่พวกมันได้เตรียมไว้ซุ่มโจมตี

เฉินเซี่ยงวิ่งตรงไปยังสถานที่ซุ่มโจมตีที่อยู่ใกล้ที่สุดจากทั้งสามสถานที่ ไม่ว่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะเป็นใคร..เฉินเซี่ยงก็ยังคงต้อช่วยเหลือเพราะเขากังวลถึงสถานะการณ์โดยรวม หากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะถูกจับไปบูชายัญ 30 คน นั่นย่อมเป็นปัญหามากแน่

ผู้บริหารระดับสูงของนิกายฝ่ายปีศาจไม่กล้าจับนักสู้ของเขตนักสู้แท้จริงเพราะนักสู้เหล่านี้มีจำนวนน้อยมาก อีกอย่างคนเหล่านี้ยังระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก ปกติแล้วนักสู้เหล่านี้จะอยู่ในนิกายของตนทำให้ยากต่อการจับกุม แต่หากไม่ใช่ศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะ…ปราณที่ได้ก็จะมีบริสุทธิ์พอ ทำให้พวกมันไม่สามารถใช้ในการบูชายัญได้

เฉินเซี่ยงมุ่งตรงไปยังส่วนลึกของดินแดนรกร้างทางใต้ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง สถานที่ที่เป็นแท่นบูชายัญอยู่ลึกเข้าไปกว่านี้อีกมาก

เสียงต่อสู้!” เฉินเซี่ยงหยุดฟังอย่างตั้งใจ ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงอันนุ่มนวลและเย็นชาตะโกนขึ้น นั่นมันเสียงของเหลิ่งยู่หลาน!

เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้ากระทั่งเงาร่างหายไปในพริบตาราวกับสายฟ้ามุ่งตรงไปยังต้นเสียง

ไม่นาน เงาร่างอันงามสง่าของเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง พวกนางทั้งสองคนอยู่ด้วยกันและยังมีศิษย์ร่วมนิกายอีกหลายคน ศิษย์ของจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์อยู่รวมตัวกันที่นั่นรวมทั้งหมด 13 คน พวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่เพียงตอนนี้กำลังถูกล้อมกรอบด้วยฝูงหมาป่าสีดำทมิฬมากกว่า 100 ตัว

นั่นมันสัตว์ปีศาจ! พวกมันกำลังถูกเชิดอยู่!” เฉินเซี่ยงกล่าวขึ้นในทันที เพราะหมาป่าเหล่านั้นมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน ซึ่งชัดเจนว่าพวกมันกำลังถูกควบคุมอยู่…………….



Chapter 237 – โต้กลับในดินแดนทางใต้ (1)

ศิษย์ทั้งจากหุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนนับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ความแข็งแกร่งโดยรวมของทั้งหมดนับว่าไม่เลว เมื่อหมาป่าทมิฬเข้าจู่โจม ศิษย์หุบเขาเหมันต์จะใช้รัศมีปราณเยือกแข็งแช่แข็งหมาป่าทมิฬภายในพริบตาก่อนจะเป็นซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานที่สังหารพวกมันอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของศิษย์นิกายคนอื่นๆ เพราะศิษย์คนอื่นๆต้องฝ่ายระวังไม่ให้ใครมาจู่โจมเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลาน

เฉินเซี่ยงรู้ว่าศิษย์ทั้งหมดเข้าฝึกฝนร่วมกันโดยมีหลิวเมิ่งเอ๋อเป็นผู้ฝึกฝนให้ ทำให้ทั้งหมดประสานกันได้ดีซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงโล่งใจเป็นอย่างมาก

ซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้หอกยาวขาวที่คล้ายกับ ‘จูบแห่งมังกรหยก’ ของหลิวเมิ่งเอ๋อ ดูเหมือนหลิวเมิ่งเอ๋อจะสร้างมันให้กับเซี่ยนเซี่ยนและดูเหมือนเซี่ยนเซี่ยนเองก็ได้เรียนรู้เพลงหอกดีๆมาจากบรรพบุรุษของนางด้วย ไม่ว่านางจะกวัดแกว่งหอกในมือหรือแทงมันออกไป หอกในมือของนางจะเคลื่อนไหวอย่างเร็วจนเกิดเป็นเงาภาพของหอกแทงออกไปพร้อมๆกันจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนทำให้หมาป่าทมิฬที่พุ่งเข้าหานางกลายเป็นหลุมโลหิต

เหลิ่งยู่หลานเองก็กวัดแกว่งกระบี่ยักษ์ในมือของนางอย่างคล่องแคล่วจนทำให้เหล่าหมาป่าทมิฬที่ถูกแช่แข็งอยู่ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งสองสาวนับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เฉินเซี่ยงจึงได้แต่ชื่นชมพวกนาง

เฉินเซี่ยงรู้ว่ามีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจสามคนที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณนี้ แต่เขายังคงไม่รู้ว่าพวกมันควบคุมสัตว์ปีศาจพวกนี้ได้ยังไงเขาจึงของให้หลงเสวี่ยอี๋ช่วยค้นหาที่ซ่อนของพวกมันทั้งสามคนให้

ยังไม่เจออีกหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม ในยามนี้ เฉินเซี่ยงยังคงมุ่งหน้าไปหาเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนอย่างต่อเนื่อง เขากังวลว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่หลบซ่อนอยู่จะเข้าจู่โจมพวกนาง

อยู่ในต้นไม้ใหญ่นั่น!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงมองไปยังต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ก่อนจะดึงเอาศรปีศาจออกมาก่อนจะถ่ายปราณจักรวาลเข้าไปแล้วยิงไปยังต้นไม้ใหญ่นั่น ลูกศรสีดำพุ่งเจาะเข้าไปในต้นไม้ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดและหมอกโลหิตตามมา

ลูกศรที่เฉินเซี่ยงยิงออกไปแฝงไว้ด้วยปราณจำนวนมากทำให้มันเหมือนเป็นวัตถุระเบิด เมื่อลูกศรเจาะไปเข้าร่างกายของมนุษย์..ลูกศรจะระเบิดร่างกายออกมาจากภายในอย่างฉับพลัน ซึ่งนับเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง

หลังจากศิษย์นิกายปีศาจถูกเฉินเซี่ยงสังหารไป 1 คน ฝูงหมาป่าทมิฬบางส่วนก็หยุดขยับเคลื่อนไหวก่อนจะล้มลงกับพื้น เฉินเซี่ยงถ่ายปราณจักรวาลเข้าไปในศรปีศาจอีกครั้งก่อนจะยิงตรงไปยังต้นไม้อีกต้นตามด้วยเสียงระเบิดและหมอกโลหิตลอยคุ้งภายในพริบตา

แต่ขณะที่เฉินเซี่ยงเตรียมจะยิงศรลูกที่สาม จู่ๆเงาร่างสีดำก็พลันหายไปจากป่าอย่างไร้ร่องรอย มันหนีไปแล้ว! แม้มันไม่รู้ว่าใครเป็นผู้จู่โจมพวกมัน แต่มันก็รู้อย่างชัดเจนว่าหากมันยังอยู่ที่นี่ต่อ…คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอมันอยู่

เฉินเซี่ยงมุ่งหน้าไปหาซู่เซี่ยนเซี่ยน ส่วนเหล่าหมาป่าทมิฬที่เคยจู่โจมพวกนางก็หยุดยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหว หากไม่มีใครควบคุมพวกมัน พวกมันย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง

ท่านพี่ข้ารู้ว่าเป็นท่าน!” เมื่อเหลิ่งยู่หลานเห็นเงาร่างสูงใหญ่กำลังตรงเข้ามานางจึงตะโกนขึ้น

เมื่อซู่เซี่ยนเซี่ยนเห็นเฉินเซี่ยงนางก็อมยิ้ม “พี่เซี่ยง..ท่านนี่ยังไวเหมือเดิมเลยนะ ว่าแต่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

เฉินเซี่ยงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของพวกนาง หากไม่ใช้เพราะมีคนมากมายอยู่ที่นี่ เฉินเซี่ยงคงกอดพวกนางไปแล้ว

สวัสดีสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน!” เฉินเซี่ยงป้องหมัดคำนับเชิงทักทายคนอื่นๆด้วยท่าทีสุภาพ ซึ่งพวกเขาก็คารวะเฉินเซี่ยงกลับเช่นกัน ปกติแล้วพวกเขากังวลกับศัตรูที่มองไม่เห็นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้น..ความกังวลเหล่านั้นพลันหายไปสิ้น เพราะเมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัว..ฝูงหมาป่าทมิฬก็หยุดเคลื่อนไหว

เรื่องทั้งหมดทั้งยาวและซับซ้อน ขอทุกท่านตั้งใจฟัง!” เฉินเซี่ยงเร่งกล่าวพลางอธิบายทุกสิ่งที่เขารู้ หลังจากเซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง…ทั้งหมดต่างกำหมัดแน่น ใบหน้าของเหลิ่งยู่หลานก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้เสมอ.. เรื่องนี้นับเป็นปัญหายิ่ง” เหลิ่งยู่หลานกล่าวอย่างเย็นชา

คนทั้งหมดไม่สามารถติดต่อกับคนที่อยู่เบื้องนอกและไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้.. ดังนั้นทั้งหมดจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่

ดูเหมือนว่าพวกเราต้องอยู่ที่นี่อีก 2 เดือน หากพวกนิกายฝ่ายปีศาจถูกสังหารทั้งหมด พวกเราย่อมอยู่ที่นี่ได้โดยไร้ข้อกังวลและอันตราย” เฉินเซี่ยงกล่าว

ซู่เซี่ยนเซี่ยนกล่าว “พี่เซี่ยง ท่านรีบไปบอกศิษย์นิกายอื่นๆเถอะ.. ท่านต้องช่วยไม่ให้พวกเขาตกไปสู่เงื้อมมือของพวกมัน”

ท่านพี่.. ท่านรีบไปเถอะ! ไม่ต้องเป็นห่วงพวกข้า!” เหลิ่งยู่หลานกล่าว ถึงนางจะอยากตามเฉินเซี่ยงไปแต่นางรู้ว่านางคงไม่อาจช่วยเหลือเฉินเซี่ยงได้มาก ยิ่งกว่านั้น..นางอาจจะกลายเป็นตัวถ่วงของเขาด้วยซ้ำ

หากสถานการณ์ไม่ตึงเครียดขนาดนี้..เฉินเซี่ยงคงจะอยู่กับพวกนาง

หลังจากเฉินเซี่ยงกล่าวเตือนพวกนางอยู่ชั่วครู่ เขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดต่อไปอย่างรวดเร็ว จากที่เซี่ยนเซี่ยนบอกทำให้เฉินเซี่ยงรู้ว่าพวกนางถูกบางคนหลอกล่อมายังจุดซุ่มโจมตีแห่งนี้ อีกฝ่ายมีเพียง 1 คนส่วนพวกนางมีกันถึง 13 คน..พวกนางจึงคิดว่าพวกนางสามารถสังหารมันได้

หากเฉินเซี่ยงพบจุดซุ่มโจมตีจุดอื่นๆที่เหลือ เขาย่อมสามารถค้นหาศิษย์นิกายอื่นๆได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้จุดซุ่มโจมตีเพียง 3 จุด แต่ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะกลับมีถึง 8 กลุ่ม.. เฉินเซี่ยงได้แต่หวังว่าจะไปช่วยคนเหล่านั้นได้ทันเวลา

วางใจเถอะ ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น หากพวกเขาไม่ถูกนักสู้ที่ทรงพลังมากกว่าล้อมเข้า พวกเขาย่อมสู้กับพวกมันได้” ซูเหม่ยเหยากล่าวปลอบ

เฉินเซี่ยงพยักหน้า ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังไล่ล่าคนที่ตามกลิ่นอายของเขามาในตอนแรก ถึงแม้ชายคนนั้นจะรวดเร็วแต่มันยังไม่เร็วเท่าเฉินเซี่ยง เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงเศษ..เฉินเซี่ยงก็ตามมันทัน เขาดึงเอาศรปีศาจออกมาก่อนจะยิงไปที่ขาของมัน

ศรสีดำทมิฬแม่นยำเป็นอย่างมาก หากมันได้รับปราณที่ถ่ายเข้ามามากพอมันก็จะยิ่งแม่นยำขึ้น..ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่เคยพลาดเป้า เมื่อศรสีดำเจาะทะลุขาของชายชุดดำ..จู่ๆศรทมิฬพลันระเบิดออกส่งผลให้ขาของชายชุดดำแหลกเป็นชิ้นๆ

เฉินเซี่ยงเร่งทะยานเข้ามาหามันก่อนซัดฝ่ามือแปลงกระดูกเข้าใส่ จากฝ่ามือของเฉินเซี่ยงทำให้มันกรีดร้องอย่าน่าอนาถและกระดูกทั่วร่างของมันก็หลอมหายไป

ชายชุดดำเป็นนักสู้ระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงทั้งชกทั้งเตะมัน แต่ละการจู่โจมของเขาแฝงด้วยปราณอันรุนแรงจนทำให้ชายชุดดำบาดเจ็บสาหัส

เจ้ามาที่นี่เมื่อไหร่?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม… เขาใช้สาปวิญญาณเข้าควบคุมมัน

เมื่อ 3 วันที่แล้ว!” ชายชุดดำกล่าวตอบ มันทั้งตอบทั้งกระอักโลหิตในเวลาเดียวกัน

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น ชายชุดดำทั้ง 5 คนที่เขาพบก่อนหน้านี้ไม่รู้วิธีเชิดหุ่น แต่พวกที่เพิ่งจะมาที่นี่ได้ 3 วันกลับรู้วิธีเชิดหุ่น

ใครเป็นคนสอนพวกเจ้าให้ควบคุมหมาป่าทมิฬพวกนั้น?” เฉินเซี่ยงดึงผมมันขึ้นมาแล้วกล่าวถามเสียงดัง

ผู้อาวุโสท่านนึง”

เจ้าเริ่มเรียนเมื่อไหร? เรียนที่ไหน?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามอีกครั้ง

ข้าเริ่มเรียนเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว..ในพื้นที่ต้องห้ามของนิกาย”

บอกข้ามา..ไอ้พวกที่เหลือมันซ่อนตัวอยู่ไหน..” เฉินเซี่ยงเริ่มยิงคำถามเป็นชุด เขาเชื่อว่าสถานะในนิกายของชายคนนี้ย่อมสูงกว่าชายชุดดำทั้ง 5 คนที่เขาเจอก่อนหน้านี้ เขาจึงกล่าวถามมันด้วยคำถามมากมาย

เฉินเซี่ยงได้รับข้อมูลที่สำคัญมาหนึ่งอย่างนั่นคือ มีผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ที่นี่ 2 คน พวกมันทั้งสองคนต่างเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง… 1 คนมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่วนอีกคนเพิ่งมาได้ 3 วัน พวกมันทั้งสองคนทำงานร่วมกันและเชิดหุ่นคนละชนิดกันเพื่อลดทอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ

3 วันก่อน มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจมายังดินแดนรกร้างทางใต้จำนวน 50 คน.. 30 ใน 50 คนนั้นรู้วิธีการเชิดหุ่นและยังแข็งแกร่งกว่า 20 คนที่เหลือ

เฉินเซี่ยงสังหารชายชุดดำหลังจากกล่าวถามจบ จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีถัดไป จุดซุ่มโจมตีของนิกายฝ่ายปีศาจแต่ละจุดล้วนเชื่อมโยงกัน หากจุดแรกรั้งไม่อยู่..จุดต่อไปก็ต้องรับช่วงต่อ ถึงศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะผ่านจุดซุ่มโจมตีมาได้ แต่พวกเขาย่อมถูกทอนกำลังไปมากจนท้ายที่สุด..พวกเขาก็จะถูกจับในจุดซุ่มโจมตีถัดไป…………………………



Chapter 238 – โต้กลับในดินแดนทางใต้ (2)

ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงได้กล่าวเตือนซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆไว้ว่าห้ามเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดน เพราะภายในนั้นมีปราณปีศาจหนาแน่นซึ่งเหมาะกับหุ่นเชิดของพวกนิกายฝ่ายปีศาจ หุ่นเชิดจะสามารถดูดซับปราณปีศาจและฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว.. แต่ที่ขอบนอกของดินแดนทางใต้จะมีปราณปีศาจที่เบาบางทำให้พวกหุ่นเชิดยากที่จะฟื้นฟูความแข็งแกร่ง อีกอย่างเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะยังไร้ซึ่งความกลัวและไม่เอาเรื่องหยุมหยิ๋มเช่นนี้มาใส่ใจ

จุดซุ่มโจมตีจุดต่อไปอยู่ไม่ไกลนัก เฉินเซี่ยงเพียงวิ่งไปชั่วครู่เขาก็ได้ยินเสียงของหวินเสี่ยวเตาตะโกนขึ้น

ไอ้หมูตอน ระวังก้นอ้วนๆเจ้าไว้ให้ดี..อย่าให้ไอ้หมาพวกนี้กัดเอาหล่ะ เจ้ามังกรตาหยี..อย่าทำตาหยีนักสิ มันทำให้ข้าคิดว่ามีอะไรกำลังจะจู่โจมข้า”

เมื่อได้ยินเสียงของหวินเสี่ยวเตา เฉินเซี่ยงได้แต่ส่ายหัวพลางยิ้ม เขาหยิบเอาศรปีศาจออกมาขณะที่หลงเสวี่ยอี๋เองก็กำลังค้นหานักเชิดหุ่นที่กำลังหลบซ่อนอยู่

เจ้าอันธพาลน้อยหวิน…อย่าเหวี่ยงกระบี่ไปมั่วซั่วสิ มันฟันโดนผมของข้าไปหมดแล้วเนี่ย!” เจ้าอ้วนตะโกนขึ้น

ชูเหว่ยหลงกล่าวอย่างเย็นชา “พวกเจ้าหยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว ระวังอย่าให้ ‘หนอนน้อย’ ของพวกเจ้าถูกพวกมันกัดเอาหล่ะ”

เฉินเซี่ยงกำลังมองฝูงหมาป่าทมิฬจากที่ไกลๆ พวกมันเหมือนกับที่เซี่ยนเซี่ยนและกลุ่มของนางเคยเจอก่อนหน้านี้ พวกมันทุกตัวต่างเป็นสัตว์ปีศาจ ถึงพวกมันจะไม่แข็งแกร่งมากนักแต่จำนวนของพวกมันก็นับว่ามากอยู่ แต่ยังดีที่นักเชิดหุ่นสามารถเชิดพวกมันได้เพียงทีละ 15 ตัว ดังนั้น หากไม่ได้เข้าต่อสู้กับพวกมันเพียงลำพังย่อมไม่นับว่าเป็นอันตราย

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆประสานงานกันเป็นอย่างดี เขาและเห่าตงชิงเป็นผู้รับผิดชอบในการจู่โจมเพราะการจู่โจมของทั้งสองนับว่ารุนแรง ส่วนเจ้าอ้วน เหลยสงหลิน เหลยจง และชูเหว่ยหลงรับผิดชอบการป้องกันเหล่าหมาป่าทมิฬที่กระโจนเข้ามาจากทุกทิศทาง เมื่อพวกหมาป่าถูกทั้งสามจู่โจมจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ จะเป็นหวินเสี่ยวเตาและเห่าตงชิงที่เป็นผู้สังหารพวกมัน ส่วนเหยาไห่เฉิงและเหลียนหมิงตงรับหน้าที่คอยเฝ้าระวังรอบข้างเพื่อไม่ให้ผู้ใดลอบจู่โจม

วู่เชียนเชียน..นางจะคอยใช้เพลิงเพื่อเป็นโล่คอยคุ้มกันเป็นวงกว้างทั้งยังเป็นการทำให้หมาป่าทมิฬบางส่วนล่าถอย เพลิงของนางนับเป็นเครื่องป้องกันที่แข็งแกร่งมาก

บางที…เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคงคาดไม่ถึงว่าสัตว์ปีศาจที่พวกมันภาคภูมิใจจะกลายเป็นเปราะบางเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่ฝึกฝนมาอย่างดี หากเพราะพวกมันไม่มีหุ่นเชิดจำนวนมาก การซุ่มโจมตีของพวกมันก็นับว่าล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นเป้าหมายจริงๆของพวกมันก็แค่ต้องการลดทอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะและเฝ้าสังเกตุดูความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขาเท่านั้น

ไอ้หมูตอน เจ้านี่มันโคตรตัวหายนะเลย! เจ้าบอกว่าไอ้สัตว์อสูรพวกนี้ถือเป็นโชคลาภและพวกเราควรจะจับมัน แต่แหกตาดูสิ…นี่พวกเรากำลังถูกมันล้อมอยู่ มารดาเจ้าเถอะ!! นี่มันยังเหลือมากกว่า 100 ตัว ทั้งแต่ละตัวยังฆ่าโคตรยากอีก..” หวินเสี่ยวเตาคร่ำครวญ

เจ้าอันธพาลน้อยหวิน เมื่อคราวที่บิดาผู้นี้ได้ผลึกศิลาระดับสูงสุดและเม็ดยาสร้างรากฐานมา…ทำไมเจ้าไม่เห็นพูดแบบนี้ห้า? ถ้าพวกเราไม่มีโชค… เจ้าจะต้องทำงานหนักจนตายและหนักยิ่งกว่าข้าด้วย” เจ้าอ้วนด่าทอ

เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับการที่ทั้งเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาโต้เถียงกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่สองคนนี้อยู่ด้วยกัน พวกเขาก็หยุดเถียงกันไม่ได้ ถึงแม้ทั้งสองจะแสดงออกแบบนี้..แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็นับว่าดีเป็นอย่างมาก

เจอแล้ว!! อยู่ต้นไม้ต้นนั้นและก็ต้นนั้น” หลงเสวี่ยอี๋ชี้ไปที่ต้นไม้ 3 ต้น

พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะขุดต้นไม้ให้กลวงเข้าแล้วเข้าไปซ่อนตัวในนั้น เพียงแต่มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงยิงพวกมันด้วยศรปีศาจได้สะดวกขึ้นมาก

ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้งสามที่กำลังซ่อนตัวอยู่ไม่ทราบว่าเฉินเซี่ยงรู้ตำแหน่งของพวกมันแล้ว เฉินเซี่ยงพร้อมที่จะจู่โจมพวกมันอย่างลับๆ ซึ่งตอนนี้เขาก็สังหารพวกมันไปเกือบ 10 คนแล้ว

เฉินเซี่ยงเลงศรปีศาจไปยังต้นไม้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ก่อนจะถ่ายปราณเข้าไป ในยามนี้..เป็นไปได้ว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่กำลังซ่อนตัวอยู่อาจจะรู้สึกเสียวสันหลังพลางควบคุมหมาป่าทมิฬให้จู่โจม แต่ขณะที่พวกมันกำลังมีความสุขกับการควบคุมหมาป่าทมิฬ ศรสีดำพลันเจาะเข้าร่างของมันจนทำให้ร่างระเบิดกลายเป็นหมอกโลหิตอย่างเงียบเชียบ

ฮี่ฮี่ คนต่อไป!” เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นหมอกโลหิตและเศษไม้ที่กระจายออกมา เขาก็หัวเราะคิกคักพลางยิงศรปีศาจใส่ต้นไม้ต้นอีกต้น

เฉินเซี่ยงยิงศรไปทั้งหมด 3 ลูก เขากลัวว่าพวกมันจะหนีไปเพราะเมื่อพวกมันตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่เฉินเซี่ยงจะสังหารพวกมันได้อย่างเงียบเชียบ

เมื่อเกิดเสียงระเบิดดังติดต่อกัน ต้นไม้ทั้งสามก็แตกกระจายเผยให้เห็นเศษเนื้อปนเศษไม้ หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆเดาว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่เพราะจู่ๆพวกหมาป่าทมิฬก็หยุดการจู่โจมไป เจ้าอ้วนจึงอาศัยโอกาสนี้กวัดแกว่งกระบี่เข้าสังหารฝูงหมาป่าอย่างรวดเร็ว

เฉินเซี่ยงยิ้มกว้างพลางวิ่งตรงเข้ามา เมื่อทุกคนเห็นเฉินเซี่ยงพวกเขาจึงลดการป้องกันทันที พวกเขาต่างนับถือเฉินเซี่ยงจนสุดหัวใจเพราะพรสวรรค์ของเขาน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง อีกอย่างเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นเหล่าฝูงหมาป่าทมิฬก็หยุดเคลื่อนไหว

พี่ใหญ่เฉินเป็นท่านจริงๆ! ข้าเดาได้ว่าท่านจะปรากฏตัวที่นี่! เดี๋ยวนะ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?” หวินเสี่ยวเตากล่าวถาม

ด้วยความที่เฉินเซี่ยงไม่อาจชักช้าได้ เขาจึงเร่งกล่าวทุกสิ่งที่เขารู้ให้กับคนอื่นๆฟัง การตอบสนองของกลุ่มหวินเสี่ยวเตาก็ไม่ต่างจากกลุ่มของซู่เซี่ยนเซี่ยน พวกเขาทั้งกลัวทั้งโกรธ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ระวังตัวมากขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกหลอกล่อเช่นเดิม

เอาหล่ะ ให้พวกเจ้าไปรวมกลุ่มกับศิษย์หุบเขาเหมันต์และจักรวรรดิเฉินปิงเทียน หากพวกเจ้าอยู่รวมกันย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ล่าจากศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ แต่ว่านะ พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก ข้าสังหารพวกมันระหว่างทางได้ 10 คนแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า..” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวินเสี่ยวเตา “พี่ใหญ่เฉิน สำหรับท่าน..ท่านก็พูดง่าย.. แต่พวกข้านี่สิ.. ไอ้พวกนั้นมันร้ายกาจมาก จะมีก็แต่ท่านที่ร้ายกาจกว่าพวกมันนี่แหละที่จัดการพวกมันได้”

นี่เจ้าจะพูดว่าข้าร้ายกาจหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวเย้ยหยัน

ก็นะ..” หวินเสี่ยวเตาหัวเราะ

จู่ๆวู๋เชียนเชียนก็กล่าวแทรก “เฉินเซี่ยงเจ้ารีบไปเถอะ แต่เจ้าเองก็ต้องระวังพวกนิกายเช่าหวู่และนิกายนักสู้แท้จริงเอาไว้ให้ดี พวกมนเกลียดเจ้ามาก ทั้งยังพร้อมใจรวมกลุ่มกันเพื่อสังหารเจ้า”

อืม.. ข้าเข้าใจแล้ว!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวก่อนจะทะยานไปราวกับสายลม

หวินเสี่ยวเตาและเจ้าอ้วนยังคงทะเลาะกันเล็กน้อย แต่หลังจากพวกเขาสังหารหมาป่าทมิฬได้หมดแล้ว พวกเขาก็เดินทางตามเส้นทางที่เฉินเซี่ยงได้บอกไว้เพื่อไปรวมกลุ่มกับซู่เซี่ยนเซี่ยน

ระหว่างทาง.. เฉินเซี่ยงได้พบมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมาย แต่เท่าที่ดูเหมือนพวกมันจะอ่อนแอเป็นอย่างมากเพราะสัตว์ปีศาจหรือมนุษย์ปีศาจตัวไหนที่แข็งแกร่งกว่า พวกศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจย่อมไม่สามารถเชิดพวกมันได้ซึ่งนี้นับเป็นโชคดี  ถึงแม้การโจมตีของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจจะนับว่าอ่อนแอ แต่มันก็สามารถถอนกำลังของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะได้มาก

จุดซุ่มโจมตีถัดไปไม่ได้อยู่ในส่วนลึกของดินแดน แต่มันเป็นเหมือนที่โล่งเตียนที่ถูกจัดขึ้นมากกว่า เพราะหากเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนี้เข้าไปลึกกว่านี้ พวกมันย่อมไม่อาจทนได้

ก่อนหน้านี้ หวินเสี่ยวเตาได้บอกเฉินเซี่ยงว่า หลังจากศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะทั้ง 8 เข้ามาในพื้นที่นี้ ต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายไปกันคนละทิศทางและมุ่งหน้าหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อคอยตั้งรับและจู่โจมได้ในเวลาเดียวกัน เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถอยู่รอดได้ถึง 2 เดือน

หากไม่ใช่เพราะศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจร่วมมือกัน แผนของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะย่อมลุล่วงไปได้ด้วยดี

เฉินเซี่ยงรีบมุ่งหน้าไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดต่อไป แต่เขากลับไม่พบศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะแม้กระทั่งศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเลยสักคน พื้นที่โดยรอบเงียบเชียบเป็นอย่างมาก เขาทำได้เพียงอดทนรอให้หลงเสวี่ยอี๋ค้นหาพวกมัน เขาอยากรู้ว่าจะสามารถค้นหาพวกมันที่ซ่อนตัวอยู่ได้หรือไม่

เจอแล้ว!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างมีความสุข แม้นางจะไม่ได้ลงมืออะไร แต่การที่นางได้ช่วยเฉินเซี่ยงอย่างลับๆก็ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ

มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้งหมด 3 คน ดูเหมือนยังไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่ถูกล่อให้มาที่นี่

ครั้งนี้พวกเราจะลงมือเบาๆและนุ่มนวล” เฉินเซี่ยงยิ้มบางก่อนจะยิงศรขนาดเท่าเส้นผมออกไป แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะถูกบดบังด้วยต้นไม้ที่มีเปลือกหนา แต่หลงเสวี่ยอี๋ยังคงเลงไปยังหัวของพวกมันได้

แ๕่ศรลูกเดียวพวกมันก็ตายในทันที เฉินเซี่ยงไม่ได้ทำให้ลูกศรระเบิดออกหลังจากเจาะทะลุร่างพวกมันเพราะเขาอยากให้พวกมันตายอย่างเงียบเชียบ………………………..



Chapter 239 – การจู่โจมของสัตว์ปีศาจ

ในยามนี้เฉินเซี่ยงไม่สามารถวางศรปีศาจในมือลงได้ เขาตัดสินใจว่าจะขอให้หลิวเมิ่งเอ๋อเพิ่มประสิทธิภาพให้มัน และถ้าหากเป็นไปได้..เขาก็อยากให้นางสร้างอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายๆกันนี้ขึ้นมาเพิ่มเพื่อที่เขาจะได้แจกจ่ายให้กับคนของเขา เพราะหากในระหว่างต่อสู้หากมีศรอันทรงพลัง 10 ศรยิงมาจากที่ไหนไม่ทราบเข้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน มันจะเกิดอะไรขึ้น?

ยิ่งเฉินเซี่ยงคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น แต่อุปกรณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสร้างกันได้ง่ายๆซึ่งเขาเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี อีกอย่าง…วิธีการสร้างอุปกรณ์มากมายได้หายไปโดยเฉพาะการสร้างอุปกรณ์ชิ้นนี้

เมื่อลูกศรทมิฬทั้งสามถูกยิงออกไป ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้ง 3 คนที่ซ่อนอยู่ในต้นไม้อาจจะต้องอยู่ที่นั่นต่อไปจนร่างกายของพวกมันถูกย่อยสลายจนหมดสิ้น ถึงแม้พวกมันจะตาย แต่พวกมันคงไม่คิดว่าต้นไม้จะกลายเป็นหลุมฝังศพและลำต้นของต้นไม้ก็จะกลายเป็นโลงศพของพวกมัน

เส้นทางของจุดซุ่มโจมตีอยู่บริเวณรอบๆขอบนอกของดินแดนรกร้างซึ่งไม่ได้อยู่ลึกเข้าไปภายใน ดูเหมือนพวกมันจะรู้ว่าหากพวกมันเข้าไปลึกเกินไปจะเกิดอันตรายจนไม่สามารถกลับออกมาได้อีก…จึงทำให้พวกมันไม่กล้าเข้าไปข้างใน

แต่หากเฉินเซี่ยงต้องการทำลายแท่นบูชายัญเฉินเซี่ยงต้องตรงลึกเข้าไปภายในดินแดนรกร้าง แท่นบูชายัญมีความสามารถที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงมันจะติดต่อกับแดนปีศาจได้ แต่มันยังสามารถปลุกเหล่าทรราชย์จากการหลับไหลและยังสามารถทำลายเขตแดนที่อยู่บริเวณโดยรอบได้

หากพวกมันต้องการให้การบูชายัญสำเร็จเพื่อปลดปล่อยความแข็งแกร่งของแดนปีศาจหรือให้แดนปีศาจส่งสิ่งของที่มีประโยชน์มาให้… เหล่าผู้ถูกบูชายัญจะต้องมีชีวิตอยู่

ทันใดนั้น จู่ๆพื้นดินก็เกิดการสั่นไหวตามเสียงการต่อสู้ดังมาแต่ไกล เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจเขาจึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้สูงต้นนึงและได้พบกับกลุ่มคนมากมายในชุดดำกำลังกวัดแกว่งกระบี่ยักษ์เข้าใส่กลุ่มคนทั้ง 10 คน

มนุษย์ปีศาจจำนวนมาก! เฉินเซี่ยงถึงกับต้องประหลาดใจเพราะตอนนี้มีมนุษย์ปีศาจอยู่กว่า 100 ตัวที่กำลังล้อมกรอบกลุ่มคนทั้ง 10 คนอย่างแน่นหนา มนุษย์ปีศาจจำนวน 30 ตัวกำลังเข้าจู่โจมกลุ่มคนทั้ง 10 หรือจะพูดอีกอย่างคือมีนักเชิดหุ่นอยู่ทั้งหมด 6 คน

มังกรน้อยรีบหาพวกมันทั้ง 6 คนเร็ว” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางพุ่งตรงไปยังบริเวณที่เกิดการต่อสู้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเฉินเซี่ยงเคลื่อนเข้าไปใกล้ หลงเสวี่ยอี๋ก็พบตำแหน่งของนักเชิดหุ่นทั้ง 6 คนอย่างรวดเร็ว เฉินเซี่ยงเดาว่าพวกมันทั้ง 6 คนน่าจะมาที่นี่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะไม่งั้นพวกมันคงไม่สามารถหามนุษย์ปีศาจได้มากมายขนาดนี้

พวกมันทั้ง 6 คนไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้แต่พวกมันซ่อนตัวอยู่บนที่สูงและพวกมันก็ยังขว้างกระบี่สั้นเข้าใส่กลุ่มคนทั้ง 10 ด้วยเป็นบางครั้ง

นั่นมันนิกายกระบี่ลึกล้ำกับนิกายเช่าหวู่หนิ!” เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ วู๋เชียนเชียนได้บอกกับเฉินเซี่ยงแล้วว่าทั้งสองนิกายได้ร่วมมือกันและให้เฉินเซี่ยงระมัดระวังพวกมัน

ในกลุ่มของศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ มีอยู่คนนึงที่เฉินเซี่ยงจำได้ มันคือ กานจิ่วเจี้ยน ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงหยามหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรีของมันต่อหน้าคนอื่นๆอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกลียดเฉินเซี่ยงและไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ต้องร่วมมือกับนิกายเช่าหวู่ แต่หากพวกมันจู่โจมเฉินเซี่ยง เขาย่อมไม่ยอมงอมืองอเท้าและจะงัดวิธีการที่โหดเหี้ยมออกมาจัดการกับพวกมันแน่

ด้วยลูกศรทมิฬเพียง 1 ลูก…เฉินเซี่ยงก็ส่งให้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่งร่างแหลกเป็นชิ้นๆ เฉินเซี่ยงยิงศรทมิฬเข้าใส่ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่องและก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น..พวกมันทั้งหมดก็ตกตายไปแล้ว

เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจทั้ง 6 คนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ความแข็งแกร่งของพวกมันอยู่ราวๆระดับ 3 ของเขตนักสู้แท้จริง แม้พวกมันจะมีเกราะปราณคุ้มกาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศรทมิฬที่สร้างขึ้นจากปราณจักรวาลของเฉินเซี่ยง เกราะของพวกมันก็ถูกศรทมิฬของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุได้อย่างง่ายดาย

มนุษย์ปีศาจพวกนั้นไม่มีสติปัญญาทำให้พวกมันไม่ได้เข้าจู่โจม พวกศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากพวกมันทั้งหมดกรูกันเข้า…พวกมันต้องไม่รอดแน่ๆ

ขณะที่เฉินเซี่ยงเดินเข้าไปหาพวกมันพร้อมกับศรปีศาจในมือ จู่พวกมันทั้ง 10 คนก็ทำท่าทางพร้อมสู้ราวกับได้พบศัตรู

กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆไม่ได้โง่ พวกมันรู้ว่ามนุษย์ปีศาจทั้งหมดนั่นต้องมีผู้ควบคุม เมื่อประติดประต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กับเสียงระเบิดที่ดังมา พวกนักเชิดต้องถูกสังหารโดยใครบางคนไปแล้ว และเมื่อพวกมันพบศรปีศาจในมือของเฉินเซี่ยง…พวกมันจึงรู้ในทันทีว่าเฉินเซี่ยงเป็นคช่วยเหลือพวกมัน

เรื่องนี้ทำให้พวกมันหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เพราะพวกมันทั้งหมดต่างอยากสังหารเฉินเซี่ยง เหตุผลแรกคือค่าหัวของเฉินเซี่ยงที่มีกว่า 15 ล้านผลึกศิลา อย่างที่สองคือชื่อเสียงของเฉินเซี่ยง หากพวกมันสังหารเฉินเซี่ยงได้ ชื่อเสียงของพวกมันย่อมเพิ่มพูนขึ้นแน่

แต่ตอนนี้พวกมันยังคงไม่กล้าสังหารเฉินเซี่ยงเพราะพวกมันรู้ถึงความต่างระหว่างพวกมันกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี

ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำต่างอารมณ์ไม่ดีทั้งยังเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก ถึงแม้พวกมันทุกคนจะถูกเฉินเซี่ยงช่วยไว้ แต่พวกมันย่อมไม่สำนึกบุญคุญแน่ ศิษย์นิกายเช่าหวู่เองก็ถูกปลูกฝังจากนิกายมาแบบเดียวกันว่าให้พวกมันเกลียดนิกายยอดนักสู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..เฉินเซี่ยง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ศิษย์นิกายเช่าหวู่บางคนลอบเข้าไปยังชายแดนของดินแดนยอดนักสู้และสังหารประชานเพื่อเอามาเป็นอาหารให้สัตว์ปีศาจของพวกมัน แต่ด้วยครั้งล่าสุดที่พวกมันได้พบกับเฉินเซี่ยงและเขาก็ได้กล่าวบางอย่างเอาไว้ทำให้พวกมันไม่กล้าไปที่นั่นอีก เพราะหากพวกมันไป..นิกายเช่าหวู่ของพวกมันต้องถูกทำลายจนสิ้นซากแน่

เฉินเซี่ยงจ้องมองพวกมันทั้ง 10 คน พวกมันทำท่าทางราวกับดูถูกที่เขาช่วยเหลือพวกมันเอาไว้ ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกเสียใจที่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของพวกมัน แต่หากเขาไม่ช่วย พวกมันคงถูกจับไปบูชายัญทั้งหมดและเมื่อถึงตอนนั้น..ปัญหาก็จะบานปลายมากขึ้น

พวกข้าไม่ขอบคุณเจ้าหรอกนะ” กานจิ่วเจี้ยนกล่าวอย่างเย็นชา

ข้าไม่ได้ขอให้พวกเจ้าขอบคุณสักหน่อย ข้าแค่อยากจะบอกอะไรพวกเจ้าเอาไว้ ถึงพวกเจ้าไม่อยากได้ยินก็ตาม!!” เฉินเซี่ยงบอกกล่าวพวกมันถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้พวกมันจะรู้สึกประหลาดใจ แต่พวกมันยังคงรู้สึกนับถือเฉินเซี่ยงที่สามารถล่วงรู้แผนการของนิกายฝ่ายปีศาจได้ แต่ถึงอย่างนั้นผู้พวกมันยังคงรู้สึกไม่ชอบใจและอิจฉาเฉินเซี่ยง

ฮึ่ม ทำไมข้าถึงต้องเชื่อเจ้า!” ศิษย์นิกายเช่าหวู่คนนึงกล่าวขึ้น

ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะเชื่อหรือเปล่า แต่ข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ผู้คนทั้งโลกต้องติดร่างแหไปด้วย” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วเริ่มสังหารมนุษย์ปีศาจที่ยืนไร้ความรู้สึกเหล่านั้น การสังหารของเฉินเซี่ยงนับว่าโหดเหี้ยมจนทำให้พวกมันทั้ง 10 คนถึงกับเหงื่อตกและอิจฉาตาร้อน

ขณะที่เฉินเซี่ยงสังหารมนุษย์ปีศาจไปได้กว่าครึ่ง จู่ๆกลับมีเสียงร้องอันน่าสะอิดสะเอียนดังมาจากที่ไหนไม่ทราบ… ตามด้วยการจู่โจมของปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว

เฉินเซี่ยงเดาได้ในทันทีว่ามันต้องมาจากสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมากแน่

ทันใดนั้น เงาร่างจางๆของสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับจระเข้โบราณก็พุ่งเข้าจู่โจม มันมีร่างกายขนาดใหญ่และยาวกว่า 3 จ้าง ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยเกร็ดที่แข็งและยังเปล่งประกายรัศมีสีดำทมิฬ ทันทีที่เจ้าจระเข้าพุ่งเข้ามามันก็เริ่มกัดกินมนุษย์ปีศาจอย่างบ้าคลั่ง

สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือ ความเร็วของเจ้าตระเข้ตัวนั้นเร็วจนดูราวกับมันสามารถเคลื่อนย้ายภายในพริบตาได้ ที่หน้าผากของเฉินเซี่ยงปรากฏเหงื่อผุดออกมาเพราะเจ้าจระเข้ตัวนี้มันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆดูเหมือนจะแข็งค้างด้วยความกลัว แขนขาของพวกมันมึนชาจากอาการหวาดกลัวปราณปีศาจที่แผ่ออกมาจากเจ้าจระเข้ยักษ์นั่น

ไม่นานเจ้าเจ้าสิ่งมีชีวิตยักษ์ตัวนี้ก็กินมนุษย์ปีศาจจนหมด มันหันกลับมามองเฉินเซี่ยง ดวงตาทั้งสองข้างของมันช่างน่าสะพรึงกลัวนัก

มาแล้ว!” ทันทีที่หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น เงาร่างของเฉินเซี่ยงก็หายไป เจ้าจระเข้ยักษ์อ้าปากจะกัดเฉินเซี่ยงแต่มันกลับกัดโดนต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ด้านหลังจนขาดเป็น 2 ท่อน

เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกหวาดกลัวจากการจู่โจมเมื่อครู่ หากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว เขาอาจจะถูกมันเคี้ยวด้วยปากอันทรงพลังของมันแทนต้นไม้ต้นนั้นไปแล้ว

ตลอดการเดินทางของเฉินเซี่ยง เขาได้แต่ภาวะนาเอาไว้ว่าขออย่าให้ได้พบกับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง…แต่ในที่สุดเขาก็พบมัน เขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจกับโชคร้ายของเขา

เมื่อเห็นจระเข้ยักษ์เข้าจู่โจมเฉินเซี่ยง การจิ่วเจี้ยนกลับรู้สึกมีความสุขอย่างที่สุด พวกมันรีบทะยานหนีอย่างรวดเร็วจนทำให้เฉินเซี่ยงแอบก่นด่าพวกมัน……………………



Chapter 240 – สันดานชั่ว

เมื่อจระเข้โบราณเห็นคนกำลังหลบหนีมันจึงฟาดหางขนาดยักษ์ของมันกวาดเข้าใส่กระทั่งขุดรากถอนโคนต้นไม้ที่ขวางทางไปด้วย แต่กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆยังคงหลบหนีไปได้

เฉินเซี่ยงไม่มีอารมณ์จะต่อสู้กับเจ้าสัตว์ปีศาจที่แสนอันตรายตัวนี้ แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้ว่า หากเขาไม่สามารถเอาชนะเจ้าจระเข้ตัวนี้ได้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะคนอื่นๆต้องได้รับอันตรายแน่

เฉินเซี่ยงกำกระบี่ครามแน่น เขาเคลื่อนที่สลับไปมาเพื่อหลบหลีหางยักษ์ของจระเข้ ที่ใดที่หางของจระเข้กวาดผ่าน…ต้นไม้บริเวณนั้นจะถูกฟาดจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงสังเกตุการจู่โจมของเจ้าจระเข้ยักษ์ เมื่อใดก็ตามที่มันจะจู่โจมมันจะปล่อยปราณปีศาจออกมาก่อนซึ่งนั่นคือแหล่งพลังของมัน

เจ้าสิ่งมีชีวิตนี่น่าจะเป็น ‘จระเข้เกราะดำ’ จากยุคโบราณ เป็นสัตว์อสูรระดับ 3 มันน่าจะอาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างนี่มานานมาก มันดูดซับปราณปีศาจที่ทรงพลังจากที่นี่และกลายเ็นสัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง ระดับของมันน่าจะใกล้เคียงกับนักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริง แต่ยังโชคดีที่ศักยภาพของัมนไม่ได้สูงส่งนักเพราะอย่างมากมันคงเป็นได้แค่สัตว์อสูรระดับ 4 แต่ด้วยความที่มันดูดซับปราณปีศาจที่นี่ทำให้ตอนนี้ระดับของมันน่าจะเทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับ 5” ซูเหม่ยเหยากล่าว

จระเข้เกราะดำไม่ได้มีเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้ แต่การรับรู้ของมันก็นับว่าเฉียบคม แม้เฉินเซี่ยงจะลบกลิ่นอายไปแต่มันยังคงหาเฉินเซี่ยงเจออยู่ดี

หางยักษ์ของมันกวาดผ่านทุกอย่างที่ขวางทางจนราบเป็นหน้ากลอง ส่วนเฉินเซี่ยงเองก็เหวี่ยงกระบี่เข้าปะทะ กระบี่ครามผลาญมังกรเปล่งประกายสีครามออกมา…เฉินเซี่ยงถ่ายปราณแห่งมังกรครามเข้าไปจำนวนมากจนทำให้ตัวกระบี่มีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อเฉินเซี่ยงฟาดฟัน…อานุภาพของกระบี่ครามก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น

กระบี่ยักษ์และหางยักษ์ที่หุ้มไปด้วยเกร็ดสีดำทมิฬเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง จระเข้เกราะดำแผดเสียงร้องลั่นขณะที่เฉินเซี่ยงถูกมันซัดปลิวไปไกลเพราะแรงปะทะเมื่อครู่ ผลที่ได้จากการปะทะ…กระบี่ยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยงได้ทิ้งหลุมไว้บนหางของจระเข้เกราะดำซึ่งเขาเห็นหยดโลหิตกำลังไหลออกมาจากหางของมัน

นอกจากจระเข้เกราะดำจะมีร่างกายใหญ่โต แต่มันยังมีแขนขาทั้งสี่ที่ทรงพลัง มันค่อยๆย่อตัวลงช้าๆก่อนจะกระโดดเข้าหาเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว ความเร็วของมันอยู่เหนือการคาดเดาของเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงตอบสนองได้ช้าเกินไปจนทำให้เขาถูกหัวขนาดยักษ์ของมันพุ่งกระแทกอย่างรุนแรง

จระเข้เกราะดำนับเป็นสัตว์วิญญาณตัวหนึ่ง ถึงสติปัญญาของมันจะถูกกัดกร่อนด้วยปราณปีศาจจนทำให้มันบ้าคลั่ง แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ของมันยังคงฝังแน่นอยู่ในร่างกาย ซึ่งกล่าวได้ว่ามันมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน เมื่อยามที่มันพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยง หัวขนาดยักษ์ของมันแฝงไปด้วยปราณปีศาจทำให้การจู่โจมของมันรุนแรงและทรงพลังมากขึ้น

เฉินเซี่ยงร้องออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะเข้าปะทะกับเนินเขาที่อยู่ใกล้ๆจนเกิดเป็นหลุมลึกบนเนินเขาลูกนั้น ไม่นานหลังจากนั้น..ก้อนหินมากมายที่อยู่บนยอดเนินก็ร่วงหล่นลงมา

ไอ้บ้านั่น…อ๊อก..” เฉินเซี่ยงกระอักโลหิต ความแข็งแกร่งของจระเข้เกราะดำมากเกินกว่าที่เฉินเซี่ยงคาดไว้มาก แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าคือภูมิปัญญาของมัน

ตอนนี้ข้าบาดเจ็บสาหัส เห็นทีข้าต้องใช้กระบวนท่านั้นแล้ว” เฉินเซี่ยงลงมาจากเนินเขาพลางแอบโคจรพลังวิญญาณเอาไว้ในร่างกาย เขาเปลี่ยนให้พลังวิญญาณกลายเป็นรูปแบบวิญญาณ เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าจระเข้เกราะดำกำลังพุ่งเข้ามาหา เขาก็ร่ายมนต์ในทันที

แต่ก่อนที่จระเข้เกราะดำจะเข้ามาถึงตัวเฉินเซี่ยง มันกลับหยุดยืนนิ่งพลางสังเกตุเฉินเซี่ยง มันไม่ได้จู่โจมเฉินเซี่ยงในทันที แต่จู่ๆมันก็อ้าปากแล้วพุ่งงับไปที่เฉินเซี่ยง

ปลดปล่อย ‘ผนึกมังกรสวรรค์’ ” เฉินเซี่ยงคำรามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่ปราณภายในร่างกายของเขาจะพุ่งขึ้นไปบนอากาศอย่างฉับพลัน พลังวิญญาณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงถูกใช้ไปกว่าครึ่ง แต่ที่เฉินเซี่ยงต้องประหลาดใจคือ ปราณที่แผ่ออกจากร่างกายไปทั่วทุกทิศ…กลับมารวมตัวกันแล้วก่อร่างขึ้นเป็นกงเล็บมังกรขนาดยักษ์บนอากาศภายในพริบตา

จระเข้เกราะดำสัมผัสได้ถึงการจู่โจมที่กำลังตรงเข้าหา แต่ก่อนที่มันจะหลบ..กงเล็บมังกรยักษ์พลันกดทับลงมาที่ตัวของมันราวกับขุนเขาถล่ม เสียงระเบิดจากการโจมตีดังกึกก้องในขณะที่ร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏแสงสว่างจ้า.. หลงเสวี่ยอี๋ใช้พลังของนางสร้างเกราะคุ้มกายให้กับเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงอยู่เบื้องหน้าของจระเข้เกราะดำในจังหวะที่มันถูกผลึกมังกรสวรรค์จู่โจมทำให้เฉินเซี่ยงได้รับผลกระทบมากเช่นเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะหลงเสวี่ยอี๋ เฉินเซี่ยงคงบาดเจ็บหนักกว่านี้แล้ว

*ตูม ตูม ตูม!*

พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภูเขาที่อยู่ด้านหลังเฉินเซี่ยงอันตธานหายไป พื้นดินบริเวณโดยรอบกลายเป็นหลุมลึกกว่าหลายร้อยจ้าง ส่วนจระเข้เกราะดำ..ก็ถูกฝังไว้ใต้ดิน

เฉินเซี่ยงพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมเบื้องล่าง สภาพของเฉินเซี่ยงค่อนข้างย่ำแย่เพราะเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ในที่สุดเขาก็สามารถเขาชนะจระเข้เกราะดำที่ทรงพลังได้

เกราะของมันหนาจริงๆ ข้าอยากได้เกราะของมัน อ๊อก!!” เฉินเซี่ยงพ่นดินออกมาจากปากพร้อมกับโลหิตจำนวนมาก จากผลกระทบที่ได้จากการจู่โจมของจระเกราะเมื่อครู่ทำให้อวัยวะภายในของเขาบาดเจ็บสาหัส

เกราะของมันไม่ได้ด้อยไปกว่างูจระเข้าเกราะเลย!” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เมื่อพูดถึงงูจระเข้เกราะ..เฉินเซี่ยงเกือบลืมมันไปแล้ว ตอนนี้มันยังอยู่กับหลิวเมิ่งเอ๋อ เฉินเซี่ยงเองก็ยังไม่ได้ขอแบ่งมันกับนาง

ตอนนี้กลับมีสิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจ เจ้าจระเข้เกราะดำยังไม่ตาย! เฉินเซี่ยงปืนขึ้นไปบนหัวของมันก่อนจะใช้กระบี่ครามผลาญมังกรแทงลงไปบนดวงตาสีดำที่ยื่นออกมาจนทำให้กระบี่ครามผลาญมังกรจมลึกลงไปถึงสมองของมัน หลังจากเขาแทงมันซ้ำไม่กี่ครั้ง..ในที่สุดมันก็ตาย..

ข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ! ถ้าข้าเจอสัตว์ปีศาจแบบนี้คราวละมากๆ ข้าต้องตายแน่” เฉินเซี่ยงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาพบกับจระเข้เกราะทมิฬ การที่ต้องเผชิญกับสัตว์ปีศาจประเภทนี้ทำให้เฉินเซี่ยงดูไร้พลัง เฉินเซี่ยงรู้ว่าในส่วนลึกของดินแดนรกร้างมีสัตว์ปีศาจประเภทนี้อยู่มาก ทั้งพวกมันยังทรงพลังกว่าจระเข้เกราะดำนี้ด้วย

หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “อย่างน้อยๆ เจ้าต้องมีความแข็งแกร่งระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเจ้าถึงจะรับมือกับมันได้ง่ายกว่านี้ ความพิเศษของกระบี่ครามผลาญมังกรคือการสังหารปีศาจ แต่ความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ…เจ้าถึงไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงของกระบี่ได้ ไม่อย่างงั้น..แค่กระบวนท่าเดียวเจ้าก็สามารถปลิดชีวิตของเจ้าจระเข้เกราะดำนี้ได้แล้ว”

ถึงเฉินเซี่ยงจะมีเกราะเต่าทมิฬแต่เขายังคงได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นหากเป็นผู้อื่นคนตายไปแล้ว

เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาหยกขาวออกมาสองกล่องและหญ้าวิญญาณนรกออกมา 1 ชิ้นก่อนจะกลืนมันลงไปพร้อมกัน จากนั้นเขาจึงหยิบเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงออกมาแล้วกลืนมันลงไปเพื่อฟื้นฟูปราณ ปราณของเฉินเซี่ยงฟื้นฟูกลับมาได้ไม่มากนัก หากเขาพบเจอกับเหตุการณ์วิกฤตอีกครั้ง มันจะเป็นอันรายกับเขาเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงปืนขึ้นมาจากหลุมลึกก่อนจะเหลียวมองไปยังหลุมที่เหมือนกับทะเลสาบขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลัง เฉินเซี่ยงได้แต่รู้สึกอัศจรรย์ใจเพราะด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังสามารถใช้ออกด้วยอำนาจมากมายขนาดนี้ งั้น..ถ้าเขาอยู่ในขอบเขตนิพพานหล่ะ นั่นไม่ใช่ว่าเขาจะทำลายเทือกเขาได้อย่างง่ายดายหรอกหรอ?

มีบางคนกำลังมา… เป็นไอ้พวกนิกายเช่าหวู่กับนิกายกระบี่ลึกล้ำ” จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น

เฉินเซี่ยงหันหน้ากลับมาก่อนจะปรากฏเงาร่าง 10 คนกำลังเดินตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงจากทางป่าที่ถูกทำลายจากจระเข้เกราะดำเมื่อครู่

เฉินเซี่ยงหรอ? ฮ่าฮ่า ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะมีวันนี้กับเค้าด้วย” กานจิ่วเจี้ยนกล่าวพลางยิ้มอย่างน่าเกลียดพลางจ้องมองกระบี่ครามผลาญมังกรในมือเฉินเซี่ยงด้วยความโลภ

ศิษย์นิกายเช่าหวู่เริ่มชักอาวุธของพวกมันออกมาทีละคนๆพลางจ้องมองกระบี่ครามผลาญมังกรอย่างชั่วร้าย ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำเองก็เริ่มชักอาวุธออกมาเช่นกันและพวกมันเดินตรงมาหาเฉินเซี่ยงอย่างช้าๆ…………………………….





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)