WORLD DEFYING DAN GOD 241 - 250

Chapter 241 – กลืนกิน

ท่าทางของเฉินเซี่ยงกลายเป็นมืดมน เขารู้ว่าคนพวกนี้เกลียดเขาและพวกมันต้องฉวยโอกาสนี้สังหารเขาแน่ ยิ่งคิดเรื่องนี้เฉินเซี่ยงยิ่งโกรธแค้นเป็นอย่างมาก

พวกเจ้าจะทำอะไร? ลืมแล้วหรอว่าข้าเพิ่งช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้!” เฉินเซี่ยงยืนขึ้นพลางกำกระบี่ครามผลาญมังกรในมือแน่น ท่าทางของเฉินเซี่ยงมืดมนมากขึ้น แม้ปราณของเขาในตอนนี้ยังเบาบาง แต่ปราณสังหารภายในใจของเขากลับหลุดออกจากการควบคุมและถูกปลดปล่อยออกมาตามอารมณ์โกรธของเขาจนทำให้ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ชะงักฝีเท้า

แล้วยังไง? ข้าจะบอกให้นะ…การตกตายด้วยมือของข้านับเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว เพราะอย่างน้อยๆ..เจ้าก็จะไม่ถูกคนพวกนั้นกินเอา” กานจิ่วเจี้ยนหัวเราพลางกล่าว ตอนนี้มันค่อนข้างมั่นใจว่าความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงเหลืออยู่ไม่มาก ยิ่งมันเห็นท่าทางอิดโรยของเฉินเซี่ยง มันยิ่งมั่นใจว่าเฉินเซี่ยงบาดเจ็บสาหัส

เจ้าลืมสิ่งที่ประมุขของข้าพูดแล้วใช่มั้ย? หากเจ้าลงมือกับข้า..นิกายยอดนักสู้ของข้าจะถล่มนิกายของพวกเจ้าจนราบคาบ” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาพลางขมวดคิ้ว แต่จู่ๆ…ประกายคล้ายกระบี่อันแหลมคมพลันพาดผ่านดวงตาของเฉินเซี่ยงทำให้กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆลังเล

แต่ถ้าพวกข้าไม่พูด..ใครจะรู้หล้ะว่าพวกข้าสังหารเจ้า?” กานจิ่วเจี้ยนตะโกนขึ้น “อย่าไปกลัวมัน มันก็แค่พูดขู่ไปอย่างนั้นเอง ตอนนี้มันบาดเจ็บสาหัสอยู่! ทุกคน…สังหารมันพร้อมกันแล้วมาแบ่งสมบัติกันทีหลัง”

สมบัติและสิ่งของต่างๆของเฉินเซี่ยงมีมากมายและคนอื่นๆย่อมรู้ว่าเฉินเซี่ยงร่ำรวยขนาดไหน เฉินเซี่ยงจ้องมองใบหน้าอันละโมบของพวกมันพลางรู้สึกเยือกเย็นอย่างไร้ที่เปรียบ เขาปราถนาที่จะสังหารพวกมัน

โจมตี!” กานจิ่วเจี้ยนตะโกนขึ้นพลางทะยานเข้าใส่เฉินเซี่ยง มันรู้ว่ากระบี่ในมือเฉินเซี่ยงไม่ธรรมดา เพียงแค่กวัดแกว่งธรรมดาๆ..กลับสามารถแยกกระบี่วิญญาณที่มันภูมิใจนักหนาเป็น 2 ส่วนได้อย่างง่ายดาย

ชายทั้ง 10 ทะยานเข้าใส่เฉินเซี่ยงพร้อมกัน ในหมู่พวกมัน..มีนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ด้วย 2 คน ส่วนคนที่เหลือต่างก็เป็นนักสู้ระดับ 3 และ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงคละกันไป ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกมันนับว่าไม่เลวและพวกมันต่างเชื่อว่า แม้เฉินเซี่ยงไม่ได้รับบาดเจ็บ…หากพวกมันร่วมมือกันก็สามารถเอาชนะเฉินเซี่ยงได้ เพียงแต่..พวกมันก็จะสูญเสียไม่น้อยเช่นเดียวกัน

ฮ่าฮ่าฮ่า….” ทันใดนั้น เฉินเซี่ยงกลับระเบิดเสียงหัวเราะแปลกๆออกมาจนทำให้กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆชะงักฝีเท้า เสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงชวนขนหัวลุกทำให้พวกมันต่างรู้สึกเสียวไปถึงกระดูกสันหลัง เพราะเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงดูราวกับปีศาจจากขุมนรกที่ทำให้จิตใจของพวกมันดำดิ่งลงสู่ความหวาดกลัว

ไอ้พวก ‘อกตัญญู’…  ระหว่างพวกเจ้ากับปีศาจมันต่างกันตรงไหน?” สีหน้าของเฉินเซี่ยงแลดูน่าสยดสยองอย่างไร้ที่เปรียบ เฉินเซี่ยงจ้องมองพวกมันด้วยดวงตาแดงฉาน…เบิกกว้าง….และน้ำเสียงของเขากลายเป็นมุ่งร้ายอย่างที่สุด

อย่าไปกลัวมัน มันบาดเจ็บสาหั…….” กานจิ่วเจี้ยนยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆประกายกระพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเฉินเซี่ยง เขาตวัดลากปลายกระบี่จากพื้นลากยาวเป็นแนวขวางแล้วฟันไปยังคนทั้ง 10 ที่อยู่ห่างออกไป

ปราณอันทรงพลังถูกส่งออกจากกระบี่ยักษ์ก่อนจะกลายเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่พุ่งผ่านร่างของพวกมันทั้ง 10 คน ทันใดนั้น!! กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆก็เริ่มกระอักโลหิตและล้มลงกับพื้นทีละคนๆ พวกมันทุกคนมีท่าทางหวาดกลัวและไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงใช้พลังของหลงเสวี่ยอี๋ซึ่งการโจมตีเมื่อครู่เทียบได้กับความแข็งแกร่งเต็มที่ของหลงเสวี่ยอี๋ นั่นคือไพ่ตายของเฉินเซี่ยงที่เขาจะไม่ยอมใช้ถ้าไม่ตกอยู่ในสภาวะคับขันที่สุด

ปราณของหลงเสวี่ยอี๋ลึกลับเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมันซึมผ่านร่างกายของคู่ต่อสู้ มันจะเข้าทำลายอวัยวะของศัตรูจากภายใน

ฮ่าฮ่าฮ่า… ไหนบอกจะสังหารข้า? ทำไมพวกเจ้าถึงลงไปนอนเล่นอยู่พื้นหล่ะ…?” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว ยามนี้ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงกลับแผ่ปราณสีดำออกมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าปกคลุมกานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆ

เจ้า…เจ้ากำลังจะทำอะไร?” กานจิ่วเจี้ยนกรีดร้องด้วยความกลัว พวกมันล้วนบาดเจ็บสาหัสแต่…ปราณของพวกมันยังคงอยู่ภายในร่าง…

พวกมันสามารถลงมือจู่โจมเฉินเซี่ยงได้ เพียงแต่พวกมันรู้สึกว่าปราณของพวกมันอยู่เหนือการควบคุมและกำลังไหลออกไปจากร่างกายของพวกมันอย่างรวดเร็ว

ท่าทางของเฉินเซี่ยงเขร่งขรึมเป็นอย่างมาก ดวงตาของเขาปรากฏปราณสีดำทมิฬประทุขึ้น… เฉินเซี่ยงใช้ออกด้วยทักษะปีศาจกลืนกินเพื่อแผ่ปราณสีดำทมิฬเข้าห้อมล้อมศัตรูก่อนจะดูดซับเอาปราณของพวกมันมาเป็นของตน ตอนนี้เฉินเซี่ยงบรรลุทักษะกลืนกินระดับ 2 แล้ว..ซึ่งเขาไม่จำเป็นต่อสัมผัสตัวคู่ต่อสู้ เขาก็สามารถดูดซับปราณของคู่ต่อสู้ได้โดยตรงเพียงแต่…ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าศัตรูของเขาได้รับบาดเจ็บเท่านั้น

ปราณ…ปราณของข้ากำลังไหลออกไป!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นก่อนที่มันจะกรีดร้องออกมา ทันใดนั้น..หมอกสีขาวสว่างไสวพลันทะลักออกจากร่างกายของพวกมันก่อนจะลอยตรงไปยังเฉินเซี่ยงแล้วถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา

ปีศาจ…เฉินเซี่ยง…เจ้ามันปีศาจ! เจ้ากำลังใช้ทักษะปีศาจอันโหดเหี้ยมกับพวกข้า… นิกาย…นิกายฝ่ายธรรมะต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่…”

ก่อนหน้านี้ข้าช่วยพวกเจ้า…แต่พวกเจ้ายังเนรคุณ…มิหนำซ้ำ…ยังชิงโอกาสที่ข้าบาดเจ็บเพื่อสังหารข้า! เจ้ายังคิดอยู่หรอว่าพวกเจ้าคือศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะ? ระหว่างสิ่งที่พวกเจ้าทำกับความเป็นปีศาจมันต่างกันยังไง? จำใส่หัวเอาไว้…เลือดต้องล้างด้วยเลือด!!” เฉินเซี่ยงจ้องมองไปยังศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำคนหนึ่งก่อนจะมีลำแสงพุ่งออกจากดวงตาของเขาเจาะทะลุหัวของมันจนตายคาที่ มันคือทักษะเนตรปีศาจและยังเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้กับมนุษย์

ทักษะที่สามารถดูดกลืนปราณของผู้อื่นได้ล้วนมาจากเส้นทางแห่งปีศาจ แต่กระนั้น มันยังเป็นที่ต้องการของนิกายฝ่ายธรรมะด้วย… กานจิ่วเจี้ยนขบฟันพลางจ้องมองเฉินเซี่ยงตาเขม็ง มันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป… จริงๆแล้วระหว่างมันกับเฉินเซี่ยงนับว่าไร้ข้อบาดหมางเพราะเฉินเซี่ยงเคยให้โอกาสกับมัน แต่ด้วยความเย่อหยิ่งของมันทำให้ชะตากรรมของมันเปลี่ยนจากมือเป็นหลังเท้า

ไม่นานก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงช่วยชีวิตพวกมันไว้และยังช่วยต้านจระเข้าเกราะดำจนพวกมันสามารถหลบหนีไปได้จนทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด… พวกมันกลับเนรคุณทั้งยังตั้งใจจะสังหารและช่วงชิงสมบัติของเขา พวกมัน…นับเป็นปีศาจอย่างแท้จริง

ปราณภายในร่างของกานจิ่วเจี้ยนค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ ยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้น..มันก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น หากพวกมันทำดีกับเฉินเซี่ยงแต่แรก พวกมันย่อมกลายเป็นสหายของเขาและไม่เกิดเรื่องน่าสลดใจขึ้นเช่นนี้

เฉินเซี่ยง…. ไอ้คนไร้ค่า…ไอ้สารเลว..” ศิษย์นิกายเช่าหวู่คนนึงด่าทอ.. แต่ก่อนที่มันจะกล่าวจบ ลำแสงพลันออกจากดวงตาของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุผ่านหัวของมัน

ปราณอันบริสุทธิ์และรุนแรงของพวกมันทั้ง 10 คนถูกเฉินเซี่ยงดูดซับอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเฉินเซี่ยงยังคิดว่าปราณของพวกมันมีสิ่งเจือปนมากเกินไปทำให้ต้องใช้เวลาในการสกัดกลั่น แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้นเขาต้องสังหารพวกมันให้หมดก่อน

กานจิ่วเจี้ยน…ศิษย์รุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นของนิกายกระบี่ลึกล้ำ… การที่เจ้าตกตายด้วยน้ำมือของข้าก็นับเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว” เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวและสำนึกผิดของกานจิ่วเจี้ยน เขาจึงตวัดกระบี่ครามผลาญมังกรในมือสังหารมันอย่างไร้ความปราณี

เมื่อเห็นโลหิตของกานจิ่วเจี้ยนสาดกระจาย คนอื่นๆที่นอนอยู่บนพื้นต่างหวาดกลัว พวกมันรู้ดีว่าคนที่ต้องตายคนต่อไปก็คือพวกมัน… ความตายอยู่ใกล้เพียงปลายจมูกของพวกมัน..ทำให้พวกมันรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ในยามนี้พวกมันเพิ่งได้รู้ว่าชีวิตนั้นล้ำค่าขนาดไหน เมื่อพวกมันได้ก้าวมาเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง…ในสายตาของพวกมันยามจ้องมองนักสู้คนอื่นๆ…พวกมันนคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาๆทั่วไป แต่ในยามนี้…พวกมันนั้นไม่ต่างกับคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เฉินเซี่ยงใช้กระบี่ครามผลาญมังกรสังหารพวกมันทีละคนๆ เมื่อใดก็ตามที่กระบี่ครามผลาญมังกรเคลื่อนไหว..นั่นก็หมายถึงหัวพวกมันหลุดออกจากบ่า และเมื่อใดก็ตามที่หัวหลุดออกจากบ่า…โลหิตก็สาดกระจาย…คนที่เหลืออยู่ก็จะรู้สึกราวกับหัวใจของพวกมันหยุดเต้น..และถูกความหวาดกลัวเข้ากลืนกินร่างกายของพวกมัน

ยามนี้ท้องฟ้าถูกความมืดเข้ามาแทนที่ พื้นดินในผืนป่าที่น่าหวาดกลัว..เกลื่อนไปด้วยซากศพและโลหิตที่ไหลรินลงจากกระบี่ในมือของเฉินเซี่ยงราวกับเป็นการพิพากษาจากขุมนรก เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาวก่อนจะใช้เพลิงเผาศพเหล่านั้นแล้วจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาสถานที่ในการสกัดกลั่นพลังที่เขาดูดซับเข้ามา………………………………………



Chapter 242 – เทพมังกรเก้าบรรจบ

ในยามนี้เฉินเซี่ยงดูดกลืนปราณของนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงจำนวน 10 คน ทั้ง 2 คนในนั้นเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง นี่นับเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงดูดกลืนปราณมามากมายขนาดนี้ในคราวเดียวซึ่งร่างกายของเขากำลังต้านทานปราณอันรุนแรงเหล่านั้นอยู่ เฉินเซี่ยงสามารถสกดปราณพวกนั้นเอาไว้ได้ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่ง เพียงแต่…เขาต้องรีบสกัดมันให้เร็วที่สุดเพราะหากช้า..เขาอาจจะต้องตกอยู่ในอันตราย

ตอนนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ 2 กายปีศาจอมตะและเขายังบ่มเพาะเสินเต้าด้วยทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของเขานับว่าไม่ธรรมดา แต่หากเฉินเซี่ยงไม่แข็งแกร่งระดับนี้ เป่ยยู่ยู่คงห้ามเขาไม่ให้ดูดกลืนปราณจำนวนมากมายขนาดนี้ไปแล้ว และที่สำคัญ…ครั้งนี้นับเป็นโชคดีของเฉินเซี่ยงที่ได้ดูดกลืนปราณของนักสู้ฝ่ายธรรมะ ถึงแม้ปราณของพวกมันจะรุนแรง…แต่หากเทียบกับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจก็นับว่ายังรุนแรงน้อยกว่ามาก

หากเจ้าอยากบ่มเพาะเสินเต้า..ก็ห้ามใช้เคล็ดมังกรในการบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ แต่ให้เจ้าใช้ ‘เทพมังกรเก้าบรรจบ’ แทน!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว “ตอนนี้ปราณที่เหลืออยู่ในร่างกายของเจ้ามีมากพอที่จะบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์”

เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้กลวงๆต้นนึงพลางโคจรเคล็ดมังกรเพื่อสกัดปราณที่เขาดูดกลืนเข้ามา เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋ เฉินเซี่ยงก็ถามขึ้นทันที “เทพมังกรเก้าบรรจบนี่..ทรงพลังหรือเปล่า?”

อย่ามาพูดจาไร้สาระนะ มันต้องทรงพลังอยู่แล้ว! มีเพียงตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้าเท่านั้นที่รู้วิธีบ่มเพาะ! ทักษะศักดิ์สิทธิ์ผลาญมังกรแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายกิ่งก้านสาขา แต่จะมีเพียง 10 ทักษะย่อยเท่านั้นที่ทรงพลังที่สุด… เคล็ดมังกรของเจ้าก็คือหนึ่งในนั้น ส่วนเทพทังกรเก้าบรรจบเองก็เช่นกันและยังเป็นทักษะหลักที่ตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้าใช้บ่มเพาะเสินเต้าด้วย! ” เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงสงสัยในทักษะของตระกูลมังกรจักรพรรดิของนาง นางจึงกล่าวอธิบายอย่างภูมิใจ

เฉินเซี่ยงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก “สาวน้อย ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้?”

ภายลมสิ! เจ้าคิดว่าทักษะเทพมังกรเก้าบรรจบจะถ่ายทอดให้ใครก็ได้อย่างงั้นหรอ? ข้าต้องคิดอยู่นานสองนานถึงตัดสินใจว่าจะถ่าย ‘บรรจบแรก’ ให้เจ้า แต่แค่บรรจบแรก…เจ้าก็สามารถใช้มันบ่มเพาะไปจนถึงขอบเขตนิพพานได้แล้ว” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างนุ่มนวล นางได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเฉินเซี่ยงมานาน แม้นางจะทะเลาะกับเฉินเซี่ยงบ้าง แต่นางรู้จักตัวตนของเฉินเซี่ยงดี และที่สำคัญ..นางก็มีความรู้สึกบางอย่างให้เฉินเซี่ยงด้วย

การที่ข้าถ่ายทอดเทพมังกรเก้าบรรจบให้เจ้าทำให้ข้าต้องแหกกฏตระกูล ถ้าพวกเขารู้เข้าข้าต้องแย่แน่” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวเตือน “ดังนั้น ไม่ว่ายังไง…ห้ามให้มังกรตัวอื่นรู้เด็ดขาด”

วางใจเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “หากเป็นเพราะข้าที่ทำให้เจ้าถูกลงโทษ ข้าจะเป็นคนหยุดมังกรพวกนั้นเอง”

ฮึ่ม! ถึงเจ้าบ่มเพาะทักษะศักดิ์ผลาญมังกรที่ทรงพลัง แต่เจ้าก็ดูแคลนตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้ามากเกินไป” ถึงปากนางจะกล่าวออกไปแบบนั้น แต่นางก็รู้สึกดีอยู่ภายในใจ การที่มีคนเป็นห่วงเป็นใยนาง…ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก

หลังจากนั้นไม่นานก็มีข้อมูลมากมายไหลเข้าไปในหัวของเฉินเซี่ยง เนื้อหาของเทพมังกรเก้าบรรจบมีมากมาย เพียงแค่บรรจบแรกก็ทำให้เฉินเซี่ยงแทบทนไม่ไหว แต่นับว่าโชคดีที่เนื้อหาของทักษะถ่ายทอดผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงจะฝึกฝนสำเร็จหรือไม่

เทพเจ้ามังกร… คือมังกรผู้บ่มเพาะเสินเต้าจนกลายเป็นเทพเจ้าที่ทรงพลัง วิธีการบ่มเพาะเสินเต้านั้นมีความลึกล้ำเป็นอย่างมาก.. ภายใต้สรวงสวรรค์แห่งนี้..บางทีอาจมีเพียงตัวตนเช่นมังกรที่สามารถสรรค์สร้างทักษะที่ลึกล้ำทรงพลังได้เช่นนี้

เฉินเซี่ยงทำความเข้าใจกับเนื้อหาของบรรจบแรกได้อย่างรวดเร็ว… ตามวิธีการบ่มเพาะในเนื้อหาบอกไว้ว่า เฉินเซี่ยงต้องโคจรปราณภายในร่างโดยตรง โดยให้ปราณจำนวนมหาศาลโคจรไปยังแขน..ขา..เพื่อชำระล้างเส้นลมปราณ..กระดูก..และกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้น ทั้งในเวลากันมันก็จะสร้างปราณและพลังวิญญาณออกมาโดยพลังวิญญาณจะไหลเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเฉินเซี่ยงและปราณก็ไหลลงสู่ตันเถียนของเขา

การโคจรเคล็ดมังกรและเทพมังกรเก้าบรรจบพร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ทักษะหักล้างกัน จึงทำให้การสกัดปราณที่ไม่บริสุทธิ์ทำได้อย่างรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก ความรู้สึกที่ได้…มันทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับเขากำลังโบยบินและรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก

เฉินเซี่ยงแอบตัดสินใจว่าหลังจากเขาสกัดกลั่นปราณที่ดูดกลืนมาจนแล้วเสร็จ เขาจะให้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงกับหลงเสวี่ยอี๋เพราะนาง..ทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก นางแหกกฏตระกูลของนางเพื่อถ่ายทอดเทพมังกรเก้าบรรจบให้กับเขา

10 วันผ่าน ภายในตันเถียนของเฉินเซี่ยง.. ในยามนี้มีเมล็ดธาตุที่เปล่งแสงทั้งหมด 250 เมล็ด ยิ่งเมล็ดธาตุสว่างขึ้นมากเท่าไหร่ การจุดมันให้สว่างก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้นเพราะมันต้องการปราณที่ถูกบีดอัดเข้าไปจำนวนมาก แต่นั่นก็ทำให้ปราณของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

หลังจากเฉินเซี่ยงสกัดเอาสิ่งสกปรกจากปราณที่เขาดูดกลืนเข้ามาจนหมด มันก็จะเหลือปราณที่บริสุทธิ์เท่านั้น เมื่อเฉินเซี่ยงบีบอัดปราณที่สกัดกลั่นแล้วเข้าไปในตันเถียน มันก็ทำให้เขาสามารถทะลวงไปจึงถึงระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง

เจ้าเด็กน้อย ห้ามเจ้าหลงไหลในการใช้วิธีเช่นนี้เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเจ้าเด็ดขาด!” ซูเหม่ยเหยาแค่เสียงเบาๆพลางกล่าว

ใช่ หากมันยังเป็นแบบนี้ต่อไป..รากฐานของเจ้าก็จะไม่เสถียรและจะส่งผลกระทบกับตัวเจ้าในอนาคต” เป่ยยู่ยู่กล่าว

เฉินเซี่ยงพยักหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะคือต้องก้าวหน้าอย่างมั่นคง เพราะการก้าวหน้าแต่ละระดับย่อมเหลือสิ่งปกปรกทิ้งไว้ในปราณเสมอ ดังนั้นจึงมีเพียงการใช้ปราณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นถึงจะทำให้รากฐานปราณของนักสู้แข็งแกร่งและมั่นคง เพราะหากไม่ทำเช่นนี้..ในอนาคตปราณของเฉินเซี่ยงจะอ่อนแอเป็นอย่างมาก

สิ่งสกปรกมามายถูกขับออกมานอกร่างกายเฉินเซี่ยง หลังจากบ่มเพาะเสร็จเขาจึงรีบไปอาบน้ำในทันที นอกจากนี้เฉินเซี่ยงยังหยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานให้หลงเสวี่ยอี๋อีก 500 เม็ดทำให้ยิ้มอย่างมีความสุขซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าข้าเจอเจ้าจระเข้เกราะดำนั่นอีกครั้ง บิดาผู้นี้จะไม่วิ่งหนีหางจุกก้นอีกครั้งแน่!” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางคว้าจับกระบี่ครามผลาญมังกร เขารู้สึกได้จิตวิญญาณอันฮึกเหิมภายในใจ ทำให้เขาแทบอดใจรอที่จะออกไปหาจระเข้เกราะทมิฬและทดสอบความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้ เพียงแต่เขามีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ เพราะจากการที่เขาบ่มเพาะทำให้เขาค่อนข้างเสียเวลาไป

เขายังต้องหาศิษย์นิกายนักสู้แท้จริง ศิษย์เกาะบงกชและศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนเพื่อเตือนพวกเขา ทั้งในเวลาเดียวกันเขาก็ต้องบอกให้คนเหล่านั้นไปรวมตัวกับคนอื่นๆเพื่อรับมือกับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ

เฉินเซี่ยงมองไปรอบๆอยู่ชั่วครู่พลางเดินรอบๆจนเกือบจะเป็นวงกลมและไม่นาน..เขาก็พบเส้นทางที่จะไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดถัดไปก่อนเฉินเซี่ยงมุ่งหน้าไปตามทางอย่างรวดเร็ว วันกี่วันที่ผ่านมาที่เฉินเซี่ยงใช้ไปกับบ่มเพาะ..แน่นอนย่อมต้องมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น

เฉินเซี่ยงวิ่งไปได้ชั่วครู่ก่อนจะเห็นร่องรอยบนพื้นมากมายและยังมีขอนไม้วางให้เห็น

รอยพวกนี้มันของหมาป่าทมิฬ! แล้วก็ยังรอยเท้ามนุษย์ด้วย” เฉินเซี่ยงสำรวจรอบๆอยู่ชั่วครู่ก่อนจะคาดเดาว่าน่าจะมีบางคนกำลังถูกฝูงหมาป่าจู่โจม เพียงแต่พวกเขาสามารถหลบหนีไปได้และฝูงหมาป่าเหล่านี้ก็กำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่

เมื่อมองไปยังรอยเท้าที่อยู่บนพื้น ท่าทางของเฉินเซี่ยงก็เปลี่ยนไป “รอยเท้าหมาป่าพวกนี้มันใหญ่กว่าก่อนหน้านี้..พวกมันออกล่าพร้อมๆกันและดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้ถูกเชิด พวกมันคือสัตว์ปีศาจจริงๆอย่างงั้นหรอ? ”

สัตว์ปีศาจที่แท้จริงจะแข็งแกร่งกว่าพวกที่ถูกเชิด

เฉินเซี่ยงรีบไล่กวดรอยเท้าหมาป่าพวกนี้ไปในทันที เขารู้ว่าพวกมันอยู่ไม่ห่างจากเขามาก เพราะจากการต่อสู้ของเขากับจระเข้าเกราะดำก่อนหน้านี้คงไปเข้าหูศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่อยู่จุดซุ่มโจมตีที่ใกล้ที่สุดแน่ และเฉินเซี่ยงยังเชื่อว่าจุดซุ่มโจมตีถัดไปก็จะไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอยู่

ยิ่งตามรอยเท้าไปไกลมากเท่าไหร่เฉินเซี่ยงก็รู้สึกประหลาดใจมากเท่านั้น เพราะตามต้นไม้จะมีรอยกงเล็บข่วนหรือบางต้นก็มีร่องรอยของการกัดจนทำให้เนื้อไม้หลุดหายไป เฉินเซี่ยงคาดว่าคนที่ถูกล่าต้องซ่อนอยู่ในต้นไม้และหมาป่าพวกนั้นก็ไล่กัดพวกมัน

อย่างมากก็มีหุ่นเชิดจู่โจมพร้อมกัน 10 ตัว..พวกมันก็ไม่ได้ดุร้ายมากนัก แต่ไอ้พวกสัตว์ปีศาจจริงๆมันน่ากลัวมาก ทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยด้วย!” เฉินเซี่ยงแอบกังวล เขาไม่อยากเห็นศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะต้องตาย หากเฉินเซี่ยงสามารถช่วยพวกเขาได้..เฉินเซี่ยงย่อมทำสุดความสามารถ

เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้าขึ้นและไม่นานเขาก็เห็นรอยโลหิตอยู่บนพื้น โลหิตเหล่านี้มาจากพวกสัตว์ปีศาจ เพราะระหว่างโลหิตมนุษย์และโลหิตของสัตว์ปีศาจจะต่างกันที่ โลหิตของมนุษย์จะแห้งเร็ว แต่โลหิตของสัตว์ปีศาจจะติดอยู่ที่พื้น

ศิษย์น้องระวัง!” เสียงตะโกนของสตรีนางนึงดังขึ้น..ตามด้วยเสียงของการต่อสู้ เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้าและใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียง…………………………….



Chapter 243 – หมาป่าแดง

บริเวณโดยรอบคือผืนป่า แต่ยามนี้…ที่เบื้องหน้ของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏพื้นที่กว้างที่เต็มไปด้วยรากไม้ทั้งยังไร้ซึ่งต้นไม้สักต้น

เฉินเซี่ยงเห็นหมาป่าที่มีลำตัวสีแดงมากมาย พวกมันบางัะวกำลังกัดแทะต้นไม้และบางตัวกำลังล้อมรอบคนอยู่ 4 คน

หมาป่าแดงพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าวัวโตเต็มวัย ที่หว่างคิ้วของพวกมันมีเส้นสายสีดำขีดขวางอยู่ เคี้ยวคู่ยักษ์สีแดงโลหิตยื่นออกมาจากปาก ทั่วร่างของพวกมันดูราวกับอาบโชกไปด้วยโลหิตทั้งยังแผ่กลินเหม็นอันชวนสะอิดสะเอียนออกมาทำให้พวกมันดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ปราณปีศาจที่พวกมันปล่อยออกมาเป็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงไม่เคยพบมาก่อนและที่สำคัญ ปราณปีศาจของหมาป่าแดงพวกนี้ยังมีมากกว่าหมาป่าทมิฬ

“3 ชาย 1 หญิง นั่นมันศิษย์ของนิกายนักสู้แท้จริงหนิ!” เฉินเซี่ยงพึมพัม ชายทั้ง 3 คนหน้าตาหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ส่วนสตรีอีกนางก็งดงามอย่างที่สุดเช่นกัน แต่ตอนนี้ทั้ง 4 คนช่างดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก ทั่วทั้งร่างของพวกเขาและนางอาบชุ่มไปด้วยโลหิตสีดำและกระบี่ของชายคนหนึ่งก็หัก

ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงช่วยเหลือศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ…แต่พวกมันก็ตอบแทนด้วยการพยายามสังหารเขา ตอนนี้..เฉินเซี่ยงจึงชั่งใจว่าจะช่วยคนเหล่านี้หรือไม่

ช่วยพวกเขาเถอะ! เพราะยังไงมันก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยสำหรับเจ้า อีกอย่าง ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวพวกมัน หากมันจู่โจมเจ้า..เจ้าก็ไม่ต้องสุภาพกับพวกมัน!” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงถอนหายใจเบาๆก่อนจะดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วมุ่งหน้าไปหาคนทั้ง 4 คน

เฉินเซี่ยง!” ทันใดนั้นคนทั้ง 4 คนก็อุทานขึ้นพร้อมกัน ทั้ง 4 คนผงะถอยอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าของทั้ง 4 เต็มไปด้วยความตกใจ

เฉินเซี่ยงมองไปยังทั้ง 4 แล้วยิ้มให้เล็กน้อยก่อนกล่าว “ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารพวกเจ้า”

ศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงเหล่านี้ต่างไปจากศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ สายตาของพวกเขาทั้ง 4 คนทำให้เฉินเซี่ยงรู้ว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะสังหารเขา

สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่านอกเหนือจากความคาดหมายของเฉินเซี่ยง ในกลุ่มคนทั้ง 4… ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือสตรี นางเป็นนักสู้ระดับ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ส่วนชายอีก 3 คนที่เหลือต่างเป็นเพียงนักสู้ระดับ 1 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงไม่สงสัยเลยว่าทำไมทั้ง 4 ถึงถูกไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ แต่การที่พวกเขาหนีมาได้ไกลขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลว

ไม่มีระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเหลืออยู่ในนิกายนักสู้แท้จริงของพวกเจ้าบ้างหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางขมวดคิ้ว ถึงแม้เขาจะสังหารศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงไปเป็นจำนวนมาก แต่นิกายนักสู้แท้จริงน่าจะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น

พวกเรามีแต่…แต่ประมุขรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์ถ้าจะส่งพวกเขามาที่นี่ เขาเลยให้พวกข้ามาแทน” นางกล่าวอย่างไม่พอใจ ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความโกรธและไร้หนทาง

ชายอีก 3 คนก็ไม่ต่างกัน

จู่ๆหมาป่าแดงก็กระโจนเข้ามา เฉินเซี่ยงหันไปอย่างรวดเร็วก่อนจะฟาดฟันกระบี่ในมือเข้าใส่พวกมัน ประกายแสงสีครามที่เกิดจากการฟาดฟันปรากฏขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับมันเป็นสายฟ้าที่กลายเป็นกระบี่ยักษ์เข้าห้ำหั่นฝูงหมาป่าแดงจำนวนมาก

แม้หมาป่าแดงจะทรงพลัง แต่เมื่อพวกมันเผชิญหน้ากับเฉินเซี่ยงและกระบี่ครามผลาญมังกรในมือ พวกมันล้วนไม่ต่างจากฟางข้าว เพียงแค่กระบี่เดียว..เฉินเซี่ยงก็สามารถสังหารพวกมันได้เป็นร้อย

ข้าจะนับ 1 ถึง 3 ให้พวกเจ้ากระโดดสุดแรงเกิดเลยนะ!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น “1… 2….. 3….. กระโดด!”

แม้ทั้ง 4 จะไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการจะทำอะไรแต่พวกเขาก็ยังกระโดด เฉินเซี่ยงกระโดดตามทั้ง 4 คนขึ้นไปขณะที่ฝูงหมาป่าแดงก็รุมล้อมและกระโจนเข้าใส่

ขณะที่เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนอากาศ ฝ่ามือที่แฝงไปด้วยรัศมีสีครามเป็นประกายพลันปรากฏขึ้นก่อนจะซัดลงใส่ฝูงหมาป่าที่อยู่บนพื้น ด้วยพลังอำนาจอันลึกลับและทรงพลังของปราณแห่งมังกรครามส่งผลให้เกิดเป็นฝ่ามือสีครามขนาดยักษ์ ปราณอันรุนแรงทะลักออกจากฝ่ามือยักษ์กระจายไปทั่วทุกทิศราวพายุที่บดขยี้พื้นดินอย่างรุนแรง

*ตูม!!!*

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ทั้ง 4 คนปวดแก้วหู เสียงระเบิดดังสะท้อนไปทั่วก่อนจะปรากฏเสียงร้องโหยหวนของเหล่าหมาป่าแดง แรงระเบิดส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเกิดรอยแยกจนทำให้ต้นไม้ขนาดยักษ์มากมายหักโค้นลงภายในพริบตา แผ่นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปเป็นวงกว้างราวกับคลื่นน้ำในมหาสมุทร สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่ากระชากวิญญาณของศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง 4 จนกระทั่งบังเกิดเป็นความกลัวซึมลึกลงไปในจิตใจ… เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่…สำหรับพวกเขาแล้วนับเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยาก

เมื่อทั้ง 4 ร่อนลงพื้น ผิวดินถูกพัดไปกองรวมกันเป็นพะเนินจนเกิดเป็นเนินขนาดเล็ก เหล่าหมาป่าแดงส่วนใหญ่ต่างถูกพัดผสมปนเปไปกับดิน

ขอบคุณที่ช่วยพวกข้า!” หลังจากนางสูดหายใจลึก นางก็ป้องมือพลางกล่าวขอบคุณ

นอกจากนางแล้ว ชายทั้งสามคนที่เหลือยังกล่าวขอบคุณและมีท่าทางที่นับถือเฉินเซี่ยง อายุของทั้งหมดไม่ได้แตกต่างกับเฉินเซี่ยงมากนักซึ่งจริงๆแล้วเฉินเซี่ยงอายุน้อยกว่าทั้ง 4 เล็กน้อย…แต่เขากลับทรงพลังมากถึงขนาดนี้ เพียงฝ่ามือเดียวเฉินเซี่ยงเกือบสังหารพวกมันไปทั้งหมด ความแข็งแกร่งระดับนี้ควรค่าแก่การนับถืออย่างแท้จริง แม้เฉินเซี่ยงและนิกายนักสู้แท้จริงจะเป็นศัตรูกัน แต่ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะไม่สังหารทั้ง 4 เฉินเซี่ยงยังช่วยชีวิตทั้ง 4 ไว้ด้วย ด้วยการกระทำของเฉินเซี่ยงทำให้เป็นเรื่องยากที่ทั้ง 4 จะเกลียดเขาและที่สำคัญ…ทั้ง 4 คนก็ไม่ได้มีความเกลียดชังกับเฉินเซี่ยงอยู่แล้ว

ไปจากที่นี่ก่อนเถอะ!” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าวก่อนจะนำทางทั้ง 4 คนจากไป

เฉินเซี่ยงเดินไปพลาง..บอกกล่าวถึงแผนการณ์ร้ายของนิกายฝ่ายปีศาจไปพลาง ความจริงเหล่านี้ทำให้ทั้ง 4 หวาดกลัว ทั้ง 4 ต่างเชื่อถือคำกล่าวของเฉินเซี่ยงและเฉินเซี่ยงเองยังได้รู้ว่าทั้ง 4 คนนี้ไม่ได้มีสถานะอะไรในนิกาย แม้พวกเขาและนางจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ประมุขนิกายกลับกังวลถึงความปลอดภัยของศิษย์บางคนที่มีศักยภาพสูงกว่าทำให้มันเลือก 4 คนนี้มาแทน

เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล หากเราร่วมมือกัน..เราย่อมออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้” เฉินเซี่ยงกล่าวปลอบใจ เพราะตอนนี้ใบหน้าของทั้ง 4 คนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า.. พวกเขานับเป็นผู้อ่อนแอที่สุดของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะทั้ง 50 คน นิกายนักสู้แท้จริงต่างจากนิกายอื่นๆเช่น จักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์ถึงกับส่งศิษย์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดและโดดเด่นที่สุดอย่างซู่เซียนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานมา อีกอย่างนิกายยอดนักสู้ยังส่งศิษย์มาถึง 10 คนและที่สำคัญใน 10 คนนั้นยังมีเฉินเซี่ยงด้วย

เฉินเซี่ยง…ขอบคุณมาก!” นางกล่าวขอบคุณเบาๆ

เฉินเซี่ยง ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะเป็นคนดีขนาดนี้ น่าเสียดายเหล่าผู้อาวุโสของเรากลับไม่คิดแบบนั้น พวกเขาช่างชั่วร้ายเกินเยียวยา” ชายหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะเบาๆพลางกล่าว

หากไม่มีใครลงมือต่อข้า..ข้าย่อมไม่ลงมือกับพวกมัน! เลี่ยวเส้าหวิน… นิกายนักสู้แท้จริงของเจ้าเป็นฝ่ายลงมือกับข้าก่อนจนเกือบจะสังหารข้า และด้วยค่าหัวของข้า..คนอื่นๆจึงเริ่มเข้ามาจู่โจมข้า  หากพวกมันไม่ทำแบบนั้น…ทั้งข้าและพวกมันคงไม่เกลียดชังกันหรอก” เฉินเซี่ยงกล่าว

ไอ้คนประหลาดพวกนั้นทั้งเย่อหยิ่งและจองหองจนเกินไป เพราะไม่งั้นพวกมันคงไม่สร้างเรื่องราววุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น

ถึงยังไงก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร หลังจากเจ้ากลับไปยังนิกายนักสู้แท้จริงแล้ว…ห้ามเอาเรื่องที่ข้าช่วยเหลือพวกเจ้าไปบอกแก่ผู้ใด ไม่อย่างงั้น…ประมุขของพวกเจ้าต้องเกลียดพวกเจ้ามากแน่” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว

ไม่..ข้าจะพูด! หากข้ารอดไปจากที่นี่ได้ ข้าจะถอนตัวจากนิกายนักสู้ พวกเขาดูไม่เหมือนมนุษย์…ไม่เลยแม้แต่น้อย” นางกล่าวอย่างเย็นชา ด้วยลักษณะนิสัยของนางทำให้เฉินเซี่ยงชื่นชมนางเป็นอย่างมาก

นอกจากนางแล้ว ทั้งสามคนที่เหลือก็ทยอยบอกกล่าวความคิดของตนออกมา นิกายนักสู้แท้จริงส่งทั้ง 4 คนมาตายทำให้ทั้ง 4 รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “หากพวกเจ้าไม่มีที่ไป…หลังจากออกจากนิกายนักสู้แท้จริง ให้พวกเจ้ามาหาข้าที่นิกายยอดนักสู้ได้ทุกเมื่อ”………………………………………………………….




Chapter 244 – เว่ยหงเตา

เฉินเซี่ยงกำลังชักชวนทั้ง 4 คน…ซึ่งศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง 4 คนต่างทราบเรื่องนี้ดี แต่ทั้ง 4 ต่างคิดว่าการที่เฉินเซี่ยงจะทำให้ทั้ง 4 คนเข้าร่วมกับนิกายยอดนักสู้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ เพราะหากใครก็ตามที่เข้าสังกัดนิกายใดๆแล้วจะไม่สามารถถอนตัวได้ แต่หากพวกเขาถอนตัวได้..ก็จะไม่มีนิกายใดๆรับเข้าสังกัดอีก

เฉินเซี่ยงบอกเส้นทางกลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆให้แก่ศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง 4 คน ระหว่างทางที่ผ่านมาเฉินเซี่ยงได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ หากทั้ง 4 พบเครื่องหมายย่อมสามารถออกไปยังขอบนอกสุดของดินแดนเพื่อรวมตัวกับคนอื่นๆได้อย่างง่ายดาย

เฉินเซี่ยงยังคงมีสิ่งที่ต้องทำต่อเพราะตอนนี้เขายังหาศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกชไม่พบ

ดันเซี่ยงเถาหยวนและนิกายยอดนักสู้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงไม่ต้องกังลว่าจะถูกพวกเขาจู่โจม ส่วนเกาะบงกช..เฉินเซี่ยงยังไม่เคยพบพวกเขามาก่อน แม้เกาะบงกชจะมีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล แต่พื้นที่ของพวกเขาก็นับว่ากว้างขวางไม่น้อย ซึ่งนับได้ว่าเกาะบงกชเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่แข็งแกร่ง

เมื่อศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงจากไป เฉินเซี่ยงจึงเดินทางไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดถัดไปในทันทีเผื่อว่าเขาจะได้พบกับศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษยเกาะบงกช

ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังจะเข้าไปส่วนลึกของป่า จู่ๆเส้นผมของเขาก็ตั้งชัน รัศมีอันตรายที่อยู่รอบๆตัวเขาหนาแน่นอย่างที่สุดทั้งบริเวณนั้นยังมีกลิ่นเน่าเหม็นอย่างที่สุดด้วย

ทันใดนั้น รัศมีสีแดงสายหนึ่งพลันสาดประกายขึ้นในป่าอันมืดมิด เฉินเซี่ยงรู้สึกเย็นเยียบลงไปถึงกระดูก เขาเร่งล่าถอยพลางกระโดดขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว เหงื่อไคลเฉินเซี่ยงไหลอาบ..เขามองลงไปบนพื้นในตำแหน่งที่เขายืนก่อนหน้านี้ กลายเป็นว่ามันถูกรัศมีสีแดงนั่นเจาะจนกลายเป็นหลุมลึก หากการจู่โจมนั่นพุ่งเป้ามาที่เขา..ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่

ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งของการจู่โจมเมื่อครู่นับว่าน่าสะพรึงกลัว แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือความสามารถในการกลบเกลื่อนกลิ่นอายของมัน หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยงผ่านการต่อสู้มามากมายนับไม่ถ้วนที่ทำให้เขาตอบสนองได้ทันถ่วงที..เมื่อครู่เขาคงถูกสังหารไปแล้ว

ฮ่าฮ่า…” ท่ามกลางความตกตะลึงของเฉินเซี่ยง จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กแหลมแสบแก้วหูที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินรู้สึกขนหัวลุก

หลังจากเฉินเซี่ยงร่อนลงสู่พื้น เขารีบดึงกระบี่ครามผลาญมังกรออกมาในทันทีก่อนรัศมีสีแดงนั่นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง เฉินเซี่ยงเตรียมกระบี่ในมือเพื่อต้านรับการจู่โจมไว้ก่อนแล้ว เขาเตรียมที่จะใช้ตัวกระบี่เข้าต้านรับการจู่โจมที่กำลังใกล้เข้ามา

การจู่โจมที่กำลังตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงมาจากกระบี่ที่ยาวมากๆ เพียงแต่คนที่ถือกระบี่กลับทำให้เขาประหลาดใจมากกว่า มันคือชายหนุ่มที่ผมสีโลหิตยาวป่ะบ่า ดวงตาของมันเป็นสีแดงโลหิตดูราวกับสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว

จู่ๆชายคนนั้นก็อ้าปากออกก่อนจะปรากฏลิ้นที่ยาวเอามากๆยื่นออกมา  มันเลียไปยังกระบี่ยาวสีโลหิตของมัน…ซึ่งฉากที่เห็นนับว่าน่าชวนขนหัวลุกเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถามอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นใคร?” เขามั่นใจว่าชายคนนี้ต้องเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแน่ และที่สำคัญ…มันยังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

จิ๊จิ๊…” ชายผมแดงส่ายหัวพลางเยาะเย้ย “เจ้าคือเฉินเซี่ยง..นักสู้รุ่นเยาว์อันดับ 1 ของนิกายยอดนักสู้ผู้มือชื่อเสียงดังกระฉ่อนราวกับสายฟ้าฟาด คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะเย่อหยิ่งขนาดนี้…นี่เจ้าไม่รู้จริงๆหรือว่าข้าเป็นใคร?”

เฉินเซี่ยงแค่นเสียงพลางกล่าว “ข้าไม่รู้จริงๆว่าเจ้าเป็นใคร… แต่เจ้าต้องเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแน่”

ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า…งั้นข้าจะบอกเจ้า…เผื่อเจ้าจะได้รู้ว่าเจ้าตายด้วยน้ำมือของใคร เฮ้อ….ดูเหมือนชื่อเสียงของข้าจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเจ้าหล่ะนะ..นี่เจ้าไม่รู้จริงๆหรอว่าข้าเป็นใคร!” ทันใดนั้นชายผมแดงก็หยิบชุดสีแดงมาสวมใส่พลางกล่าวอย่างภาคภูมิ “ข้าคือ ‘เว่ยหงเตา’ แห่งเผ่ากลั่นโลหิต”

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว เผ่ากลั่นโลหิตเป็นหนึ่งในห้าเผ่าหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจ เฉินเซี่ยงได้ยินเรื่องราวของเว่ยหงเตามาเล็กน้อย เขามีอายุใกล้เคียงกับเว่ยหงเตา ทั้งสองครอบครองความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวและยังมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาด้วยอายุเพียงเท่านี้

เพียงแต่ชื่อเสียงของทั้งสองนับว่าแตกต่างกันอย่างมาก เว่ยหงเตานับเป็นปีศาจที่สังหารผู้คนได้อย่างเลือดเย็น ปล้น เผา หรืออะไรก็ตามที่มันต้องการ…ซึ่งอาชญากรรมที่มันก่อนับว่าเหนือจินตนาการ

เจ้ามารนหาที่ตายหรอ?” เฉินเซี่ยงหลี่ตา การสังหารปีศาจเช่นมันจะทำให้สถานะของเฉินเซี่ยงสูงส่งขึ้น เฉินเซี่ยงยังไม่เคยลงมือกับผู้คนแบบมันมาก่อน ยิ่งยามนี้เฉินเซี่ยงบรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เขากังวลคือไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งของเขาอย่างเต็มที่

นิกายฝ่ายปีศาจกลับกล้าส่งศิษย์ที่มีศักยภาพสูงลงมาในการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเกินความคาดหมายของเฉินเซี่ยง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่านิกายฝ่ายปีศาจมีนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่เพียงหยิบมือซึ่งน้อยกว่านิกายฝ่ายธรรมะเป็นอย่างมาก

ฮึ่ม เจ้านี่ปากมากจริงๆ อย่าได้คิดว่าชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยของเจ้าจะทำให้เจ้าหยิ่งผยองต่อหน้าข้าได้! ไม่ใช่ว่าที่เจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายได้ใหญ่โตได้ก็เพราะโชคช่วยอย่างงั้นรึ? ข้าจะบอกอะไรให้นะ…ขนาดนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักส้แท้จริงยังตกตายด้วยน้ำมือของข้า..นับประสาอะไรกับความแข็งแกร่งระดับเจ้า!” เว่ยหงเตากล่าวอย่างเกรี้ยวกราดพลางฟาดฟันกระบี่ยาวในมือเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีแดงยิงตรงมาที่หัวใจของเฉินเซี่ยง

ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเตรียมรับมือไว้ก่อนแล้วทำให้เขาสามารถรับมือกับความเร็วระดับนี้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อเว่ยหงเตาลงมือเฉินเซี่ยงก็ฟาดฟัดกระบี่ในมือออกไปในเวลาเดียวกัน ทันใดนั้น..เกิดแสงสีครามประกายขึ้นสายหนึ่งก่อนที่อาวุธทั้งสองจะปะทะกัน คลื่นปราณที่เกิดจากการปะทะแผ่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดลมพายุอันรุนแรงฉีกกระชากต้นไม้ที่อยู่รอบๆกายทั้งสองจนกลายเป็นชิ้นๆภายในพริบตา

แม้เพียงอาวุธของทั้งสองปะทะกัน แต่ผลกระทบจากคลื่นปราณกลับบังเกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าสพรึงกลัวอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองจะเท่าเทียมกับ

เผ่ากลั่นโลหิตคือนิกายฝ่ายปีศาจที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินชื่อ เพราะทักษะกลั่นโลหิตของพวกมันจะใช้โลหิตในการบ่มเพาะ ในระหว่างการบ่มเพาะ…ผู้บ่มเพาะต้องใช้โลหิตจำนวนมหาศาลและยังต้องจุ่มแช่ตนเองอยู่ในทะเลโลหิต วิธีการนี้นับเป็นวิธีที่น่าสะอิดสะเอียดเป็นอย่างมาก

แต่กระนั้น สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่อาจทนต่อวิธีการบ่มเพาะของพวกมันได้คือ…โลหิตทุกหยดล้วนมาจากการสังหารผู้บริสุทธิ์ไร้ทางสู้…เพื่อที่จะสร้างเป็นทะเลโลหิตจำนวนมากมายมหาศาลอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เหล่านิกายฝ่ายธรรมะไม่อาจยอมให้พวกมันเติบโตไปกว่านี้ มิเช่นนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่คงได้กลายเป็นทรัพยากรการบ่มเพาะของพวกมันแน่

เท้าของเว่ยหงเตาค่อยๆถอยเคลื่อนทีละนิด..เพียงแต่มันยังยืนอยู่บนพื้นได้อย่างมั่นคง จากการจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ทำให้เว่ยหงเตาสามารถกะประมาณความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้ ซึ่งความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงนั้นมีมากกว่าข่าวที่เขาลือกัน ตามข่าวลือกล่าวว่า….ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอยู่ที่ระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงโดยพึ่งพาทักษะอันลึกลับและกระบี่อันทรงพลังซึ่งสามารถทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเทียบได้กับนักสู้ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง

แต่แน่นอนว่านั่นยังใช่ทั้งหมดที่เว่ยหงเตารู้ ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเป็นนักปรุงยาเขาย่อมกินเม็ดยาที่เขาสกัดกลั่นขึ้นได้ง่ายดาย ทำให้การบ่มเพาะของเขาเป็นไปอย่างราบรื่นและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ใบหน้าเฉินเซี่ยงแสดงออกถึงความผ่อนคลาย แม้เว่ยหงเตาจะเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงและปราณภายในร่างกายของมันจะรุนแรง..เพียงแต่มันยังรุนแรงไม่พอ ถึงแม้แรงระเบิดที่เกิดจากการปะทะเมื่อครู่จะรุนแรง แต่มันก็ยังไม่รุนแรงพอเช่นกัน

หลังจากทั้งสองเข้าปะทะกันพวกเขาก็หยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มจู่โจมอีกฝ่ายอีกครั้ง ซึ่งยามนี้เป็นเฉินเซี่ยงที่ลงมือก่อน แต่ก่อนที่เฉินจะลงมือ..เว่ยหงเตาก็ตอบโต้ในฉับพลัน

ประกายกระบี่ครามผลาญมังกรฟาดฟันเข้าใส่เว่ยหงเตาภายในพริบตา รัศมีปราณครามอันหนาแน่นและรุนแรงอย่างไม่อาจบอกบรรยายบวกกับบรรยากาศอันหนักอึ้งกดทับเข้าใส่เว่ยหงเตาราวกับการจู่โจมนี้สามารถแยกพิภพผ่าสวรรค์ได้

ด้วยน้ำหนักกว่าหนึ่งแสนจินและอำนาจการทำลายราวกับสายฟ้าฟาด….ทันทีที่กระบี่ฟาดลงใส่เว่ยหงเตา ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบพลันถูกกวาดหายภายในพริบตา ผืนดินถูกทำลายย่อยยับ ลมกรรโชกแรงพัดผ่านระหว่างช่องเขา มวลเมฆครึ้มทมิฬที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าหมุนวนปั่นป่วน เว่ยหงเตารู้ว่าการจู่โจมที่มันใช้โต้กลับเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ช่างเล็กจ้อยจนไร้ความหมาย………………………………….



Chapter 245 – ในที่สุดก็รวมตัวกัน

จริงๆแล้วเว่ยหงเตาคิดว่าความแข็งแกร่งของมันอาจจะทัดเทียมกับเฉินเซี่ยง…ไม่ก็แข็งแกร่งกว่า แต่มันกลับคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะมีเพลงกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เมื่อยามที่กระบี่ของเฉินเซี่ยงฟาดฟันใส่มัน สิ่งที่มันเห็นคือคลื่นสายฟ้าขนาดใหญ่เข้าห้อมล้อมมัน

และยามนี้…ก็ช้าเกินว่าที่เว่ยหงเตาจะหลบได้ มันจึงงัดเอาปราณทั้งหมดของมันออกมาต้านทานการจู่โจมของเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงใช้กระบวนท่า ‘คลื่นสายฟ้า’ จาก ‘7 เพลงกระบี่ผลาญมังกร’ อำนาจของเพลงกระบี่รุนแรงอย่างไร้ที่เปรียบทั้งยังแฝงด้วยพลังอันไร้ขีดกำจัด นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้เพลงกระบี่คลื่นสายฟ้าซึ่งอำนาจของมันก็ทำให้เฉินเซี่ยงตกใจเช่นกัน

แม้กระบี่ยาวของเว่ยหงเตาจะเป็นถึงอาวุธวิญญาณระดับ 8 แต่เมื่อมันต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ครามผลาญมังกรที่เป็นถึงอาวุธศักดิ์สิทธิ์…มันย่อมกลายเป็นไร้ประโยชน์ เมื่อยามที่กระบี่ฟาดฟันลงใส่หัวของเว่ยหงเตา..ตัวกระบี่ห่อหุ้มด้วยชั้นพลังโปร่งใสและน่าเกรงขามทั้งยังเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างอันไร้ผู้ต้าน

เมื่อเว่ยหงเตาสัมผัสได้ถึงปราณอันมหาศาล…หัวใจของมันพลันสั่นเทาด้วยความกลัว ทันทีที่กระบี่ยักษ์เข้าปะทะกับกระบี่ยาวสีแดง กระบี่ยาวสีแดงกลับถูกตัดเป็น 2 ส่วนในทันที เว่ยหงเตาถูกต้อนจนมุม…ก่อนมันจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย

เดิมที 7 เพลงกระบี่ผลาญมังกรมีไว้เพื่อสังหารมังกร มันมีอำนาจที่รุนแรงและเกรี้ยวกราดซึ่งไม่มีทางที่มนุษย์จะต้านทานได้ แต่หากผู้ใดก็ตามได้ทดลองที่จะต้านทานมัน…ผลลัพธ์ที่ได้คือตายสถานเดียว

หลังจากที่เว่ยหงเตาถูกฟาดฟันด้วยกระบี่อันรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว..ร่างกายของมันพลันสูญสลายกลายเป็นหมอกควัน เฉินเซี่ยงเก็บกระบี่ครามของเขาก่อนจะจากไป…

เฉินเซี่ยงคือนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง จะมีเพียงนักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือมากกว่านั้นที่จะทำให้เฉินเซี่ยงต้องระวังตัว ซึ่งตอนนี้นับว่ายากที่จะหาคู่ต่อสู้ที่มีระดับเดียวกันกับเขาได้

หลังจากเฉินเซี่ยงเดินทางข้ามผ่านภูเขาสูงมากมายและมาถึงยังกึ่งกลางของภูเขาแห่งหนึ่ง จู่ๆเฉินเซี่ยงก็เห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยอยู่ในหมู่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก เมื่อเฉินเซี่ยงสังเกตุดูดีๆ เขาก็เห็นกลุ่มคนกำลังวิ่งเข้าไปในป่าและมีกลุ่มมนุษย์ปีศาจจำนวนมากกำลังไล่ล่า!

จากสิ่งที่เห็นดูเหมือนมนุษย์ปีศาจพวกนั้นจะไม่ได้ถูกควบคุม ไม่งั้นพวกมันคงไม่ดูดุร้ายและตามไล่ล่ามนุษย์คราวละมากๆขนาดนั้น

เฉินเซี่ยงมุ่งลงมาจากภูเขา..เขาเพียงกระโดดไม่กี่ครั้งก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของคนกลุ่มนั้น เมื่อคนกลุ่มนั้นเห็นเฉินเซี่ยง…พวกเขาต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทุกๆคนเห็นเพียงเฉินเซี่ยงโบกสบัดฝ่ามือเข้าใส่มนุษย์ปีศาจอย่างต่อเนื่องบังเกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องทั้งยังทำให้พื้นดินสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ว่าที่ใดที่ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงกวาดผ่าน พื้นดินก็แยกออกจากกัน ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างก็ถูกโค้น

ฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยงดูราวกับคลื่นอันรุนแรงและทรงอำนาจ เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือใส่มนุษย์ปีศาจอย่างต่อเนื่องทำให้มุนษย์ปีศาจส่วนใหญ่ต่างถูกฝ่ามือของเฉินเซี่ยงเข้าจู่โจม บริเวณใกล้เคียงที่ถูกฝ่ามือของเฉินเซี่ยงซัดใส่ล้วนเต็มไปด้วยโลหิตและเศษเนื้อ ไม่ก็ร่างของมนุษย์ปีศาจที่กำลังกระอักโลหิตสีดำออกมา ทั้งยังนอนแผ่อยู่ที่พื้นราวกับคนพิการ ส่วนมนุษย์ปีศาจที่อยู่ไกลออกไปถูกคลื่นปราณของฝ่ามือสะเทือนสวรรค์เข้าจู่โจมทำให้มันไม่สามารถควบคุมปราณที่อยู่ในร่างกายของมันได้ และยังทำให้พวกมันได้รับบาดเจ็บ

เวลาผ่านไปไม่นาน เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ไปหลายสิบฝ่ามือจนเปลี่ยนให้ภูเขากลายเป็นทะเลสาบ ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและเกาะบงกชต่างหวาดกลัวอย่างที่สุด เพราะหากเป็นพวกเขาที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นแทนมนุษย์ปีศาจพวกนั้น… ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ต่างกัน

ในยามนี้…ที่เบื้องหน้าของพวกเขาล้วนไร้ซึ่งป่าไม้ดังแต่ก่อน ต้นไม้น้อยใหญ่มากมายต่างถูกทำลายด้วยฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยง เหล่ามนุษย์ปีศาจกว่า 200 – 300 ตนล้วนกลายเป็นเศษเนื้อ…ร่างกายของพวกมันถูกฉีกกระชากออกจากกันและกลบฝังลงไปในพื้นดิน

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วเพราะจู่ๆเขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านหลังห่างออกไปราวกับมีฝูงม้านับหมื่นกำลังวิ่งกรูกันเข้ามา เฉินเซี่ยงตระหนักได้ทันทีว่าฝูงสัตว์ปีศาจกำลังวิ่งเข้ามา.. เขาจึงตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว “รีบวิ่งเร็วเข้า!!”

กลุ่มคนที่อยู่กับเฉินเซี่ยงมีทั้งหมด 7 คนซึ่งก็คือศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกช ในกลุ่มคนทั้ง 7 มีบางคนได้รับบาดเจ็บ พวกเขาไม่ได้โหมต่อสู้เป็นตายกับมนุษย์ปีศาจพวกนั้นแต่พวกเขาเลือกที่จะหลบหนี เพราะไม่งั้นพวกเขาไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดต่างรู้ว่าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อสู้เป็นตาย แต่พวกเขามาที่นี่เพื่อรอด

เฉินเซี่ยงและคนทั้ง 7 วิ่งตลอดทาง บริเวณที่พวกเขาอยู่ก็อยู่ใกล้ๆส่วนลึกของดินแดนทางใต้ซึ่งมีสัตว์ปีศาจจำนวนมากทั้งพวกมันยังค่อนข้างทรงพลัง อีกอย่างการที่มีคนหมู่มากอยู่รอบนอกดินแดนตอนใต้จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและกระตุ้นฝูงสัตว์ที่ทรงพลังที่อยู่ในส่วนลึกของดินแดนได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเรื่องที่เฉินเซี่ยงไม่อยากให้เกิดขึ้น

ตอนนี้เฉินเซี่ยงพบทุกคนแล้ว เพียงแต่ศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำกล้าเนรคุณทั้งยังต้องการสังหารเฉินเซี่ยง ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงสังหารพวกมันและศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจไปอีกหลายคน

หลังจากวิ่งอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วัน ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็นำศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกชมาถึงยังจุดนัดพบ

เมื่อทั้งหมดมาถึง เฉินเซี่ยงก็ได้พบกับซากศพเกลื่อนกราดอยู่เต็มพื้น ซากศพเหล่านั้นถ้าไม่ใช่มนุษย์ปีศาจก็เป็นสัตว์ปีศาจ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้คนที่อยู่ ณ จุดนัดพบตื่นตัวกับสิ่งรอบข้างเป็นอย่างมาก ถึงแม้ใบหน้าของคนทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อได้พบกับเฉินเซี่ยงพวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ท่าทางของทุกคนล้วนไม่ต่างกัน คนทั้งหมดล้วนไม่อาจฝืนยิ้มได้เนื่องเพราะพวกเขาอยู่ในสถานะการณ์ที่ล่อแหลมโดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ทรงพลังพวกนั้น

เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นหัวหมาป่ามากมาย เขาจึงรู้ในทันทีว่าสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุม พวกมันทั้งหมดต่างออกมาจากส่วนลึกของดินแดน

พวกเจ้าเป็นปลอดภัยหรือเปล่า?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

พวกข้าปลอดภัย โชคดีที่พวกข้ารวมตัวกันไม่งั้นคงถูกไอ้ฝูงหมาบ้าพวกนี้กินไปแล้ว” เหลิ่งยู่หลานกล่าวตอบ เมื่อนางนึกถึงเหล่าสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว บนใบหน้าของกลับปรากฏร่องรอยของความกลัวอีกครั้ง

พื้นดินแถบนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของกายต่อสู้ที่รุนแรง พวกเขาทั้งหมดต่างต่อสู้ร่วมกันเพราะมีวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาสังหารพวกมันได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นับว่าน่าอัศจรรย์ เพราะแม้แต่เฉินเซี่ยงยังไม่แน่ว่าจะทำเช่นนี้ได้ เว้นแต่…เขาจะหยิบยืมพลังของหลงเสวี่ยอี๋

พวกข้าเผาซากศพของพวกมันไปมากแล้ว น้องเฉิน…เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าพวกข้าร่วมมือกันสังหารสัตว์ปีศาจไปได้หลายฝูงเลยหล่ะ แต่เห้อ…น่าเสียดายที่ซากศพพวกมันไม่มีค่าและไม่อาจเอาไปทำเงินได้ในตอนนี้” เจ้าอ้วนบ่น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเพราะดูเหมือนพวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้กับฝูงหมาป่ามาเมื่อเร็วๆนี้

ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะมีทั้งหมดเพียง 40 คนแต่ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกลับมีมากกว่านั้น ทั้งส่วนใหญ่พวกมันยังสามารถควบคุมมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจได้ เมื่อคิดถึงจุดนี้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะหลายคนจึงเริ่มกังวล พวกเขาต่างกังวลว่าพวกเขาอาจจะถูกจับไปบูญชายัญ

เมื่อเห็นท่าทางของทุกคนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไร้ซึ่งขวัญกำลังใจ เฉินเซี่ยงรู้ได้ทันทีว่านี่ย่อมไม่ดีแน่ เขาจึงตะโกนขึ้น “มีใครสร้างข่ายพลังได้บ้าง? ข่ายพลังป้องกันหน่ะ!”

เมื่อไม่มีผู้ใดกล่าวตอบ เฉินเซี่ยงได้แต่แอบถอนหายใจก่อนที่เสียงเล็กๆของซู่เซี่ยนเซี่ยนจะดังขึ้น “พี่เซี่ยงข้าทำได้นิดหน่อย.. เพียงแต่การสร้างข่ายพลังต้องใช้ผลึกศิลาระดับสูงจำนวนมาก”

เหลิ่งยู่หลานก็เดินมาข้างเฉินเซี่ยงก่อนกล่าว “ท่านพี่ ข้าก็พอรู้บ้างเล็กน้อย ท่านว่า…ข้าควรจะวาดข่ายพลังอะไรดี?”

เมื่อขบคิดอยู่ชั่วครู่เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจว่าทั้งเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างมีหลิวเมิ่งเอ๋อเป็นผู้ฝึกสอนให้ หลิวเมิ่งเอ๋อนับเป็นปรมาจาย์ผู้สร้างทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องข่ายรูปแบบวิญญาณ ดังนั้น การที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก

ข้าไม่มีผลึกศิลาระดับสูง…จะมีก็แต่ผลึกศิลาระดับสูงสุดอยู่นิดหน่อย”

ทุกคนล้วนแอบตกใจ ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างร่วมต่อสู้กับมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจซึ่งทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลาน…พวกนางทรงพลังและน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก การจู่โจมของพวกนางโหดเหี้ยมและหนักหน่วงจนทำให้บุรุษหลายคนต้องรู้สึกอาย แต่ตอนนี้..ทั้งหมดต่างคิดไม่ถึงว่าพวกจะเรียกขานเฉินเซี่ยงว่า ‘พี่’ และดูเหมือนความสัพันธ์ของทั้ง 3 ยังนับว่าไม่ธรรมดา จึงทำให้หลายคนต่างรู้สึกอิจฉา……………………….



Chapter 246 – ร่วมมือ

เฉินเซี่ยงเลือกเขาลูกเล็กๆลูกนึงก่อนจะอธิบายแผนให้คนอื่นๆฟัง แผนของเฉินเซี่ยงคือการขุดถ้ำภายในภูเขาแล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้น เขาวางแผนว่าจะรอจนกว่าจะครบ 2 เดือน แต่เพื่อความปลอดภัย…เฉินเซี่ยงยังแนะนำให้ขุดอุโมงค์ภายในถ้ำเพื่อเชื่อมเส้นทางไปยังอีกฝั่ง เพราะหากพวกเขาไม่สามารถต้านรับศัตรูที่บุกเข้ามา พวกเขาก็จะสามารถหลบไปทางอุโมงค์ได้

พวกเราจะกางข่ายพลังขนาดใหญ่ไว้ หากพวกเราพบศัตรูที่ทรงพลังพวกเราก็จะเปิดข่ายพลัง วิธีนี้จะช่วยเราพอมีเวลาให้ทุกๆคนได้หลบหนีไปยังอุโมงค์ที่ขุดไว้” เฉินเซี่ยงกล่าว

ทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ต่างได้รับความช่วยเหลือจากเฉินเซี่ยง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่โต้แย้งและสนับสนุนเฉินเซี่ยงเต็มที่

เอาหล่ะ งั้น..เราจะแบ่งทุกๆคนออกเป็น ‘คนใช้แรงงาน’ และ ‘คนงาน’ ใครก็ตามที่มีความแข็งแกร่งระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือมากกว่านั้นให้ออกลาดตระเวณรอบๆ เซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานให้รับผิดเรื่องกางข่ายพลัง ส่วนคนที่เหลือยกเว้นสตรีให้เข้าไปขุดอุโมงค์ ส่วนเหล่าสตรีทั้งหลายให้ไปช่วยเซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานกางข่ายพลัง” เฉินเซี่ยงกล่าว

เจ้าอ้วนขดปากพลางกล่าว “น้องเฉิน เจ้าก็จะขี้เกียจไม่ได้นะ…เจ้าต้องมาขุดอุโมงค์กับพวกข้า”

หวินเสี่ยวเตาพยักหน้าพลางกล่าว “ใช่แล้วพี่ใหญ่เฉิน ท่านต้องยุติธรรมนะ!”

ศิษย์นิกายระดับ 4 และ 5 ต่างเดินตรวจตราอยู่รอบๆคอยปกป้องคนที่เหลือเพื่อให้พวกเขาขุดอุโมงค์ได้อย่างสะดวกสบาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนไม่คัดค้าน

เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว “นี่นี่.. ตอนนี้ข้าระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าก็ไม่ต้องขุด!”

ทุกๆคนต่างตกใจ พวกเขาคิดว่าเฉินเซี่ยงอยู่ระดับ 2 ไม่ก็ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งเหตุผลที่เฉินเซี่ยงใช้ออกด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวได้ก็เพราะกระบี่และทักษะอันลึกลับของเขา แต่ตามที่เฉินเซี่ยงกล่าว ตอนนี้เขาอยู่ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แล้ว ทำให้ทุกคนต่างคิดว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงจะไม่เทียบเท่ากับระดับ 6 หรือ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้วหรือ?

นี่เจ้าพูดจึงหรอ?” เจ้าอ้วนยังคงไม่เชื่อเพราะเขาคิดว่าเฉินเซี่ยงอยู่ระดับ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งสามารถแสดงพลังของระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัย ขณะที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานที่เชื่อถือเฉินเซี่ยงมากๆก็ยังรู้สึกสงสัยว่าการที่เฉินเซี่ยงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างฉับพลันนั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เจ้าเคยได้ยินชื่อ ‘เว่ยหงเตา’ หรือเปล่า? ก่อนหน้านี้ข้าสังหารมันไปในป่า” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว

เว่ยหงเตาคือนักสู้รุ่นเยาว์ที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในนิกายฝ่ายปีศาจ ด้วยระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงของมัน…สามารถสังหารนักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้

ข้าสังหารมันได้ในกระบี่เดียว หากพวกเจ้าไม่เชื่อ เจ้าอยากจะลองดูมั้ยหล่ะ?” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

เมื่อได้ยินคำว่าสังหารเว่ยหงเตาด้วยกระบวนท่าเดียว ทุกคนต่างก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างได้ยินเสียงที่เกิดจากการต่อสู้ดังมาจากในป่าและทุกคนต่างก็รู้ดีว่านั่นเป็นฝีมือเฉินเซี่ยง แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้จากตัวเขาเอง คนอื่นๆถึงยอมเชื่อ

เมื่อได้รู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเฉินเซี่ยงทุกคนจึงรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ในตอนนี้มีนักปรุงยาอยู่หลายคน ดังนั้นพวกเขาย่อมฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว

ท่านพี่ ท่านจะไม่ไปหาศิษย์นิกายเช่าหวู่กับศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำหน่อยหรอ?” เหลิ่งยู่หลานกล่าว

เฉินเซี่ยงเหยียดหยาม “ไม่จำเป็นต้องไปหาพวกมันหรอก ไอ้พวกเนรคุณนั่นข้าสังหารไปหมดแล้ว ข้าเข้าช่วยพวกมันด้วยการต่อสู้กับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังตัวนึงจนข้าบาดเจ็บสาหัส แต่พวกมันกลับโลภและอยากได้กระบี่ของข้าจนร่วมมือกันฉวยโอกาสที่ข้าบาดเจ็บสาหัส..พยายามสังหารข้า แต่โชคยังดีที่ข้าจะพอหลงเหลือพลังอยู่บ้าง”

พี่เซี่ยงท่านบาดเจ็บสาหัสหรอ?” ซู่เซี่ยนเซี่ยนรีบตรงเข้ามาหาแล้วคว้าข้อมือของเฉินเซี่ยงไว้ นางอยากจะตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเฉินเซี่ยงมาก

ตอนนี้ข้าหายแล้ว เป็นเพราะพวกมัน..ข้าถึงบรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้” เฉินเซี่ยงบีบแก้มนางพลางยิ้มแล้วกล่าว

หวินเสี่ยวเตาแค่นเสียง “สมควรลงนรกแล้ว หลังออกจากที่ได้เราต้องแจ้งเรื่องนี้กับท่านประมุข แล้วพวกท่านจะไปทำลายนิกายเช่าวู่และนิกายกระบี่ลึกล้ำ”

เมื่อศิษย์นิกายอื่นๆได้ยินทบสนทนาเข้า พวกเขาต่างกระวนกระวาย ก่อนหน้านี้กู่ตงเฉินได้กล่าวเอาไว้ว่า…หากใครก็ตามกล้าลงมือกับเฉินเซี่ยง…นิกายของมันผู้นั้นจะต้องพินาจย่อยยับ นั่นย่อมเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวเพราะกู่ตงเฉินสังหารประมุขนิกายเช่าหวู่ไปแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้นตอนนี้…การที่จะทำลายนิกายเช่าหวู่ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งนิกายกระบี่ลึกล้ำยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะพวกมันมีประวัติการร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจทั้งยังต้องการปล้นชิงเหมืองผลึกศิลาของนิกายยอดนักสู้ เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของนิกายยอดนักสู้และนิกายกระบี่ลึกล้ำจบสิ้นไป

ภายในภูเขา…ห้องศิลาขนาดใหญ่หนึ่งห้องและห้องศิลาขนาดเล็กอีกมากมายถูกสร้างขึ้น ด้วยความที่ภูเขาทั้งลูกเป็นหินที่แข็งมากทำให้ยากต่อการขุด แต่หากมันพบกับการจู่โจมอย่างรุนแรง มันก็อาจจะต้านทานได้ไม่นานนัก

หลังจากพูดคุยกับหลายคนๆจึงตัดสินใจได้ว่า..อุโมงค์ทางหนีจะทอดยาวไปยังป่าที่อยู่ไกลออกไป ที่ป่าฝั่งนั้นจะไม่มีหุบเหวจะมีก็เพียงต้นไม้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ พื้นดินบริเวณนั้นก็แข็งมากเพราะมันทำมาจากหินแข็ง หากพวกเขาถูกจู่โจมก็จะสามารถใช้ธรรมชาติบริเวณนั้นต้านทานการจู่โจมได้

ในหมู่คนทั้ง 40 คน มีสตรีเพียง 7 คน และมีอีก 13 คนที่มีความแข็งแกร่งที่ระดับ 4 หรือสูงกว่านั้น ส่วนคนที่เหลืออีก 20 คนจึงได้รับหน้าที่ขุดอุโมงไป แม้หินจะแข็งขนาดไหน แต่สำหรับนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงมันก็ถือเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อพวกเขาใช้ปราณไม่ก็อาวุธวิญญาณก็จะทำให้เขาสามารถขุดหินเหล่านั้นได้ไม่ยากนัก

เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนนำสตรีทั้ง 5 คนในการวางข่ายพลัง ในเรื่องการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้สตรีเป็นผู้ลงมือ

เฉินเซี่ยงมองการวางข่ายพลังมาตั้งแต่แรก เหล่าสตรีต่างต้องทำงานหนักและยังต้องวาดข่ายพลังบนพื้นอย่างระมัดระวัง ถึงแม้พวกนางไม่อาจพลาดได้ แต่ยังถือว่าโชคยังดีที่ทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานช่วยกันใช้ปราณอันเย็นเฉียบสร้างเครื่องหมายเอาไว้ให้สตรีคนอื่นๆได้ช่วยวาดข่ายพลัง

เชียนเชียน…เพลิงของเจ้าน่าเกรงขามมากจนทำให้เจ้าวาดเส้นพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย หากเจ้ายังทำได้ด้วยความเร็วระดับนี้…อีกไม่นานข่ายพลังต้องแล้วเสร็จแน่” ซู่เซี่ยนเซี่ยนอุทานขึ้น นางเห็นวู๋เชียนเชีบนใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวในการวาดข่ายพลังราวกับหินแข็งๆพวกนี้เป็นเพียงโคลนตม ถึงแม้บนนิ้วของนางจะไม่มีเปลวเพลิงแสดงให้เห็น แต่ความร้อนที่แผ่ออกมาจากนิ้วของนางยังคงสัมผัสได้

ฮ่าฮ่า ที่น่าเกรงขามก็มีแต่เพลิงนี่แหละ ไม่เหมือนกับเจ้าเซี่ยนเซี่ยน…นอกจากเจ้าจะน่าเกรงขามมากแล้ว…เจ้ายังสร้างข่ายพลังได้ด้วย” วู๋เชียนเชียนหัวเราะพลางกล่าว

เหลิ่งยู่หลานกล่าว “เชียนเชียน เพลิงของเจ้าช่างน่าอัศจรรย์นัก ข้าก็ใช้เพลิงเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจใช้ได้แบบเจ้า!” นางวาดข่ายพลังโดยการถ่ายเพลิงของนางเข้าไปในมีดที่เป็นอาวุธวิญญาณก่อนจะค่อยๆวาดข่ายพลังบนพื้นอย่างระมัดระวัง

สตรีนางอื่นๆก็กำลังวาดข่ายพลังด้วยวิธีของพวกนางเอง หากพวกนางไม่ใช้อาวุธวิญญาณของตนก็จะใช้ปราณแทน

ข่ายพลังพวกนี้ถูกต้องแล้วใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงเดินเข้ามาพร้อมกล่าวถาม

อืม แต่กว่าจะเสร็จก็อีกนาน.. ไหนจะยอดเขา ตีนเขา แล้วก็พื้นที่รอบๆนี้ก็ต้องวาดข่ายพลังแบบนี้เหมือนกัน” เซี่ยนเซี่ยนกล่าวตอบ

สตรีแก่ๆเช่นข้าไม่เหมาะกับงานประณีตพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นท่านประมุขก็ยังยืนกราณที่จะถ่ายทอดมันให้ข้า” เหลิ่งยู่หลานแค่นเสียง นางอยากจะเอากระบี่ยักษ์ที่นางสะพายไว้ผ่าหินพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าว “ยู่หลาน…เจ้าจะไปขุดถ้ำก็ได้นะ เดี๋ยวเรื่องวาดข่ายพลังให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

เจ้าเนี่ยนะ?” สตรีนางนึงที่เป็นศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงกล่าวขึ้น นางชื่อ ‘ยู๋เยี่ยนตี๋’

เฉินเซี่ยงพยักหน้า พวกนางเห็นเพียงเฉินเซี่ยงสบัดมือก่อนจะเกิดกลุ่มของเปลวเพลิงขนาดเล็กพุ่งลงพื้นแล้ววาดเป็นรูปร่างของข่ายพลัง ทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานใช้เวลาเกือบทั้งวันในการสร้างเครื่องหมายพวกนี้เอาไว้ จนตอนนี้พวกนางก็วาดไปทั่วทั้งป่าแล้ว

ด้วยสัมผัมศักดิ์สิทธิ์ที่เฉินเซี่ยงส่งออกไปทำให้กลุ่มเพลิงเคลื่อนที่ลงพื้นอย่างฉับพลันก่อนจะขยับเคลื่อนไหวแกะสลักพื้นจนเป็นรูปร่างของข่ายพลังอย่างง่ายดาย ทำให้เหล่าสตรีที่เห็นประหลาดใจเป็นอย่างมาก พวกนางต่างก็นับถือเฉินเซี่ยงที่เขาทำได้เช่นนั้น

เมื่อกลุ่มเพลิงเล็กๆเมื่อครู่มอดดับ เฉินเซี่ยงก็สบัดมืออีกครั้งเพิื่อปลดปล่อยกลุ่มเพลิงขนาดเล็กจำนวนมากกว่าเดิม…………………………..



Chapter 247 – หอคอยเพลิงประณีต

เหลิ่งยู่หลานแตะไหล่เฉินเซี่ยงพลางหัวเราะก่อนกล่าว “ท่านพี่นี่เจ๋งจริงๆ!”

ซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้นิ้วมือเรียวงามเล่นผมของนาง นางยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว “น้องข้า…รีบไปขุดถ้ำเลยไป๊.. การที่ให้เจ้ามาทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้นับเป็นเรื่องผิดจริงๆ”

เหลิ่งยู่หลานยิ้มกว้างก่อนจะดึงกระบี่ยักษ์บนหลังนางออกมาแล้ววิ่งตรงไปยังถ้ำ สตรีนางอื่นก็เดินตามหลังเหลิ่งยู่หลานไป เพราะพวกนางไม่อยากให้ตนเองว่าง…พวกนางก็อยากมีส่วนร่วมกับงานเช่นเดียวกัน แม้พวกนางจะเป็นสตรี..แต่พวกนางก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย

เชียนเชียน เจ้าก็น่าจะทำได้เหมือนกัน…ลองดูสิ!” เฉินเซี่ยงกล่าว แม้เขาจะวาดข่ายพลังได้เร็วกว่าสตรีนางอื่น แต่กว่าจะวาดเสร็จก็ยังต้องใช้เวลาอยู่ดี อีกอย่าง..ถึงจะวาดข่ายพลังเสร็จ แต่ก็ยังมีงานอีกมากรออยู่

วู๋เชียนเชียนพยักหน้า นางเลียนแบบเฉินเซี่ยงด้วยการปล่อยกลุ่มเพลิงเล็กๆออกมาบนฝ่ามือของนาง เพียงแต่…นางปล่อยกลุ่มเพลิงได้เพียง 5 กลุ่มเท่านั้นซึ่งแต่ต่างจากเฉินเซี่ยงที่ปล่อยได้จำนวนมาก

ในยามนี้ วู๋เชียนเชียนจึงตระหนักถึงความน่าเกรงขามของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพลิงทั้งยังตระหนักถึงความร้อนที่ใช้ในการวาดข่ายพลังบนพื้น ด้วยเหตุนี้นางจึงยอมรับว่าตัวนางยังแข็งแกร่งไม่พอ โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของนางยังห่างจากเฉินเซี่ยงนัก

พี่เซี่ยง…ท่านมีผลึกศิลาระดับสูงสุดอยู่เท่าไหร่?” ซู่เซี่ยนเซี่ยนกล่าวถาม

แล้วเจ้าอยากได้ผลึกศิลาระดับสูงสุดเท่าไหร่หล่ะ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

ซู่เซี่ยนเซี่ยนขมวดคิ้วพลางขบคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าว “อาจจะ 300 ผลึกศิลาหรือมากกว่านั้น.. เพราะนี่คือข่ายพลัง ‘หอคอยเพลิงประณีต’ ที่อาจารย์ข้าสอนให้ ข่ายพลังนี้เหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาอย่างมาก ท่านสามารถเปลี่ยนให้ภูเขาให้กลายเป็นหอคอยซึ่งใช้ในการป้องกันได้ อีกอย่าง มันจำเป็นต้องใช้เพลิงจำนวนมากด้วย”

เฉินเซี่ยงนำผลึกศิลาระดับสูงสุดชิ้นใหญ่ออกมาหลายชิ้นก่อนจะส่งให้กับซู่เซี่ยนเซี่ยน “แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ!”

ซู่เซี่ยนเซี่ยนแลบลิ้นพลางยิ้มอย่างนุ่มนวลก่อนกล่าว “พี่เซี่ยง…ท่านนี่ร่ำรวยจริงๆเลยนะ.. ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชู่หลงถึงได้ถามนู่นนั่นนี่เกี่ยวกับท่าน อีกอย่างเขายังบอกให้ข้าพูดถึงเขาในแง่ดีต่อหน้าท่านด้วยนะ”

ช่วงเวลาที่ผ่านมาในดินแดนรกร้างทางใต้ เซี่ยนเซี่ยนได้คุ้นเคยกับเหล่าสหายของเฉินเซี่ยงทั้งยังได้รู้เรื่องราวมากมายของเฉินเซี่ยงจากพวกเขาโดยเฉพาะกับเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตา

แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสิ่งที่นางไม่อาจทนได้ซึ่งก็คือ เหยาไห่เฉิงได้เรียกคู่หมั้นของนางว่าอาจารย์อย่างหน้าตาเฉย เมื่อเฉินเซี่ยงรู้เรื่องเข้า…นั่นทำให้ท้องของเขาแทบแตกเพราะเขารู้ว่าตอนนี้เหยาไห่เฉิงไม่ได้เกลียดเขาแล้ว…ทั้งเขายังรู้อีกว่าหากเหยายังไห่เฉิงยังเกลียดเขาก็นับเป็นเรื่องโง่งมแล้ว

เฉินเซี่ยงยื่นส่งผลึกศิลาระดับกลางให้กับซู่เซี่ยนเซี่ยนอีกจำนวนมาก เพราะผลึกศืลาระดับกลางก็ถือว่าจำเป็นในการกางข่ายพลังเช่นเดียวกัน เฉินเซี่ยงมีผลึกศิลาระดับกลางจำนวนมากและยังไม่รู้สึกปวดหัวเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้พวกมัน ทั้งวู๋เชียนเชียนและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกนางไม่คิดว่าเฉินเซี่ยงจะร่ำรวยขนาดนี้

ซู่เซี่ยนเซี่ยนตัดผลึกศิลาระดับสูงสุดอย่างปราณีตและพิถีพิถันกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง นางจึงตัดพวกมันจนแล้วเสร็จ นอกจากนี้…นางยังเรียกเหลิ่งยู่หลานมาเพื่อให้นางช่วยจัดวางผลึกศิลาตามสถานที่ที่เซี่ยนเซี่ยนเตรียมไว้ หลังจากจัดวางผลึกศิลาจนแล้วเสร็จ…ยังมีขั้นตอนที่ต้องผสานข่ายพลังที่พวกนางวาดเอาไว้โดยต้องใช้เพลิงที่บริสุทธิ์เป็นตัวผสาน เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้ไปแล้ว…ข่ายพลังจึงจะใช้งานได้

แต่สิ่งที่ทำเฉินเซี่ยงต้องประหลาดใจคือซู่เซี่ยนเซี่ยนรู้วิธีการใช้เพลิง ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงเห็นเพียงนางใช้ปราณเยือกแข็ง แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจในทันทีว่าซู่เซี่ยนเซี่ยนเองก็มีเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็งเช่นเดียวกับหลิวเมิ่งเอ๋อ นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลิวเมิ่งเอ๋อรับซู่เซี่ยนเซี่ยนเป็นศิษย์

อาจารย์ของเฉินเซี่ยงและศิษย์พี่ของเขาต่างก็มีเส้นโลหิตหยินหยาง ส่วนหลิวเมิ่งเอ๋อก็มีเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็ง จึงทำให้นางฟูมฟักซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานอย่างระมัดระวัง เฉินเซี่ยงทราบว่าระดับเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็งของซู่เซี่ยนเซี่ยนไม่ธรรมดา อย่างน้อยๆเส้นโลหิตของนางต้องอยู่ในระดับสวรรค์..หรือบางทีอาจจะถึงระดับศักดิ์สิทธิ์เลยก็ได้ ไม่อย่างงั้น นางคงไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขนาดนี้

1 วันผ่านไป ทั่วทั้งภูเขาปกคลุมไปด้วยเส้นสายข่ายพลัง แต่ละส่วนที่เส้นสายเหล่านั้นไขว้ทับกันก็จะมีผลึกศิลาวางอยู่ ซู่เซี่ยนเซี่ยนฝังผลึกศิลาระดับสูงสุดทั้ง 300 ผลึกศิลาลงไปในข่ายพลังขนาดใหญ่ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เหลิ่งยู่หลานได้วางข่ายพลังที่ใหญ่ขนาดนี้

แต่ยังไงซะทั้งเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนยังคงสังสัย…เพราะวิธีการวางข่ายพลังที่ทั้งสองได้ร่ำเรียนมานั้นเป็นวิธีการเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้น…ความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์นั้นดีเป็นอย่างมากจึงทำให้พวกนางไม่สงสัยต่อไป เฉินเซี่ยงสัญญากับหลิวเมิ่งเอ๋อเอาไว้ว่าจะไม่กล่าวถึงตัวตนของนางให้ผู้ใดฟัง แต่จากที่เห็น…ดูเหมือนว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะดีต่อซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานเป็นอย่างมากทั้งยังสอนสั่งทั้งคู่ในแบบเดียวกัน

ตอนนี้จะขาดก็แค่เพลิงที่ทรงพลัง พี่เซี่ยง…เพลิงของท่านน่าเกรงขามและยังมีความเข้มข้นสูงนัก! หากได้เพลิงของท่านเติมลงไปในข่ายพลัง บางทีมันอาจจะทำให้ข่ายพลังทรงพลังมากขึ้นก็ได้” เหลิ่งยู่หลานกล่าว

ด้วยความร่วมแรงของทุกคน…ในที่สุดข่ายพลังก็ถูกเตรียมจนสำเร็จ นอกจากนี้ อุโมงค์ที่อยู่ภายในภูเขาก็ถูกขุดจนแล้วเสร็จ เหล่านักสู้ในระดับ 4 และเหนือกว่าในขอบเขตนักสู้แท้จริงคอยต้านรับการจู่โจมของทั้งสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจ แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะพบเจอปัญหามากมาย แต่ท้ายที่สุด..พวกเขาก็สามารถแก้ไขมันได้

เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนยอดเขาก่อนกล่าว “ข้าจะลองดู!” ทันใดนั้น เปลวเพลิงพลันทะลักออกมาจากทั่วร่างของเฉินเซี่ยงก่อนปราณอันร้อนแรงจะแผ่ออกไปทั่วทิศทางในฉับพลัน ด้วยเพลิงที่ทะลักออกมาจากร่างกายของเฉินเซี่ยงทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างที่สุด จากสิ่งที่เห็นทำให้พวกเขาได้รู้ว่าเหตุใดด้วยอายุเพียงเท่านี้…เฉินเซี่ยงจึงได้กลายเป็นนักปรุงยาระดับ 4 เพราะจากเพลิงของเฉินเซี่ยง…นับว่าเหมาะสมกับนามของนักปรุงยาระดับ 4 แล้ว

ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยง…เขาใช้มันเข้าควบคุมการไหลเวียนของเพลิงและทำให้พวกมันไหลเข้าไปยังรอยแยกขนาดเล็กที่อยู่ในข่ายพลัง

เพลิงของเฉินเซี่ยงถูกบีบอัดอย่างประณีตจนมีขนาดเล็กมากๆ ทั้งยังเกิดกลุ่มเพลิงขนาดเล็กที่เผาผลาญไปทั่วทั้งป่าโดยไม่ได้ตั้งใจ

เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาชี้นำเพลิงของเฉินเซี่ยงเข้าไปยังข่ายพลัง ทั้งพวกนางยังทำให้เปลวเพลิงไหลเวียนเข้าไปในผลึกศิลาที่ฝังอยู่กับข่ายพลังเพื่อทำให้มันผสานเข้าด้วยกัน เพราะหากไม่ถ่ายเพลิงเข้าไปในผลึกศิลา…พวกมันจะระเบิดออกจากการที่ถูกเพลิงแผดเผา บนภูเขาลูกนี้มีผลึกศิลาหลายร้อยผลึกซึ่งหากมันระเบิดออกในเวลาเดียวกัน…สิ่งที่ตามมาคงน่ากลัวเกินบรรยาย

ยามค่ำคืนในดินแดนรกร้างอันมืดมิดกลับส่องสว่างไปด้วยรูปบบวิญญาณสีแดงฉานซึ่งทั้งงดงามและลึกล้ำอย่างที่สุด ยามนี้เฉินเซี่ยงยังคงปลดปล่อยกระแสเพลิงอย่างคงที่จนเกือบเผาผลาญปราณแห่งหงษ์เพลิงของเขาจนหมด ด้วยปราณอันมหาศาลของเฉินเซี่ยงต่างทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจ โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ผู้ใช้เพลิง

เพลิงของเฉินเซี่ยงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก ในความคิดของคนอื่นๆ…เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถปลดปล่อยเพลิงได้เป็นเวลานาน แต่ในยามนี้ เฉินซี่ยงได้ปลดปล่อยเพลิงไปหลายชั่วโมงแล้ว ทั้งเพลิงที่เฉินเซี่ยงปลดปล่อยออกมายังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย

สำเร็จ!” เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนตะโกนออกมาพร้อมๆกัน บนหน้าผากของนางปรากฏเหงื่อเพราะพวกนางเผาผลาญสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้ว หลิวเมิ่งเอ๋อมักจะบอกให้พวกนางบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์เป็นพิเศษ นั่นจึงทำให้พวกนางมีสัมผัสศักดิ์ในปริมาณที่ไม่น้อย

ในเวลานี้ศิษย์หลายคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆกัน ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขารู้ถึงความต่างระหว่างตนเองกับศิษย์ที่มีชื่อเสียงอย่างเฉินเซี่ยง ซู่เซี่ยนเซี่ยน และเหลิ่งยู่หลานเพิ่มมากขึ้น เพราะหากเป็นพวกเขา…คงไม่อาจใช้พลังได้นานขนาดนี้และพวกเขายังต้องทุ่มความพยายามเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงถอนเพลิงกลับพลางสูดหายใจลึกขณะที่รูปแบบวิญญาณที่อยู่บนยอดเขาและเหล่าลวดลายข่ายพลังพลันหายไปโดยไร้ร่องรอย ทำให้คนมากมายรู้สึกประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างเห็นข่ายพลังด้วยตาของตนเอง แต่ตอนนี้มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

แต่เดิมรูปแบบวิญญาณพวกนั้นลึกลับเป็นอย่างมาก เมื่อรูปแบบวิญญาณพวกนั้นดูดซับเพลิงของเฉินเซี่ยงเสร็จแล้วมันก็จะหายไป เฉินเซี่ยงไม่ได้ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้าเผื่อเขาลูกนี้ถูกล้อม…เราจะทำยังไงถ้าข่ายพลังนี่เอาไม่อยู่?” เจ้าอ้วนกล่าวถามด้วยความกังวล เขารู้ว่ามันต้องใช้ผลึกศิลาจำนวนมากในการสร้างข่ายพลังอันนี้ ถึงผลึกศิลาพวกนั้นจะไม่ใช่ของเขาแต่เขาก็ยังรู้สึกปวดใจ

วางใจได้…ตอนนี้ข่ายพลังผสานตัวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว นอกจากพลังงานของข่ายพลังทั้งหมดถูกใช้หรือถูกใครก็ตามที่รู้วิธีทำลายข่ายพลังทำลายเข้า ยังไงซะมันจะไม่ถูกทำลาย แต่จริงๆแล้วข่ายพลังชนิดนี้จะทำหน้าที่ถ่วงเวลาเพื่อทำให้ทุกคนหลบหนีไปตามอุโมงค์ใต้ดิน แต่หากยังมีคนหลุดเข้ามา พวกเราก็จะจัดการพวกมันเอง” เหลิ่งยู่หลานกล่าว……………………



Chapter 248 – วิกฤต

ยามนี้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ เหล่าสัตว์ปีศาจ และเหล่ามนุษย์ปีศาจไม่ได้เข้ามารุกรานศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขายังคงกลัวว่าจะพบกับสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวอย่างจ่าฝูงหรือสัตว์โบราณเข้า ตัวอย่างเช่น เจ้าจระเข้เกราะดำที่เฉินเซี่ยงพบก่อนหน้านี้

หากเป็นสัตว์ปีศาจระดับนั้นแน่นอนว่าย่อมสังหารมันได้ แต่ถ้าต้องพบกับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังกว่านั้นอย่างพวกที่มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่หล่ะ? หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่สามารถต้านทานได้แน่

ภายในภูเขา… ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงกันกินอาหารที่ทำมาจากเนื้อของสัตว์อสูรบางชนิดที่เจ้าอ้วนนำติดตัวมาด้วย เพราะเจ้าอ้วน…คือผู้ที่ขนอาหารมามากมาย

อืม… 2 เดือน ก็แค่เวลาเพียงไม่นาน! ข้ากังวลก็แต่แท่นบูชายัญนั่นจะถือเป็นโกาสดีที่ผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจจะลงมือกระทำการใหญ่ ข้าว่าพวกมันต้องมีแผนสำรองแน่ เพราะตราบใดที่แท่นบูชายัญยังอยู่ที่นี่พวกมันก็สามารถติดต่อคนจากแดนปีศาจได้ หากพวกนั้นลงมือช่วย…พวกนิกายฝ่ายปีศาจต้องทำได้อะไรต่อมิอะไรได้ง่ายแน่” เฉินเซี่ยงถอนหายใจ

ยิ่งมองไปยังภูมิประเทศของดินแดนรกร้างในตอนนี้ยิ่งค่อนข้างมั่นใจว่ามีการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังถูกผนึกเอาไว้ที่นี่ ทั้งยังค่อนข้างมั่นใจว่าตัวตนเหล่านั้นถูกทิ้งเอาไว้หลังจากมหาสงครามสามดินแดน

ข้าจะไปทำลายแท่นบูชายัญกับเจ้า” เห่าตงชิงกล่าวขึ้น

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางกล่าว “ศิษย์พี่เห่า…ท่านอยู่ที่นี่ ข้าจะไปตรวจสอบดูก่อน หากข้าไม่สามารถทำลายได้…ข้าจะกลับมา แล้วเราค่อยไปด้วยกันทีหลัง”

เห่าตงชิงอยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งกล่าวได้ว่าค่อนข้างทรงพลัง แต่หากเฉินเซี่ยงไปคนเดียวย่อมทำให้เขาใช้สามารถได้สะดวกกว่า

ท่านพี่..ข้าจะไปกับท่านด้วย!” เหลิ่งยู่หลานกล่าว การได้ท่องเที่ยวไปกับเฉินเซี่ยงคือความฝันของนางเมื่อนานมาแล้ว

ยู่หลาน…ที่นี่ต้องการเจ้า เจ้าต้อเชื่อฟังข้านะ!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ เหลิ่งยู่หลานเองก็ไม่ได้อ่อนแอแต่อย่างใด แม้ที่นี่มีนักสู้ระดับ 1 และ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงมากมาย แต่พวกเขาย่อมไม่อาจรับมือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนั้นได้ ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น…นักสู้ที่แข็งแกร่งกว่าจำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อคอยป้องกัน

เหลิ่งยู่หลานค่อนข้างผิดหวังแต่นางยังคงพยักหน้ารับ

นี่คืออักษรรูนสื่อสาร ถ้าหากมีเรื่องเร่งด่วนให้เผามันแล้วข้าจะรู้ในทันที” เฉินเซี่ยงยื่นส่งให้กับเห่าตงชิง เขาได้อักษรรูนสื่อสารมาจากศิษย์ทะเลนิรันดร์ที่เขาสังหารไปก่อนหน้านี้

เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะไปยังแท่นบูชายัญ แต่หากที่นี่ไม่ปลอดภัยเขาย่อมเป็นกังวล แต่ตอนนี้ เขาย่อมไปสำรวจแท่นบูชายัญได้อย่างวางใจ

เฉินเซี่ยงรู้สถานที่ตั้งของแท่นบูชายัญ เพียงแต่…มันอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรกร้าง หรือพูดอีกนัยนึง ระหว่างที่เขาไปจะมีสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังมากมาย


ยามนี้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้รวมตัวกันทั้งหมดแล้ว พวกมันคาดไม่ถึงว่าจะบาดเจ็บล้มตายมากขนาดนี้ทั้งเสียเว่ยหงเตาไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดคาดคิด…และยังแย่กว่าที่พวกมันคาดไว้มาก

นิกายร้อยพิษของพวกเจ้ามันไร้ประโยชน์! นอกจากจะจับใครไม่ได้แล้ว…ยังไปยั่วยุอสูรในส่วนลึกของดินแดนอีกหรอ!?” ชายคนนึงตะโกนขึ้น ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกำลังหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน พวกมันทุกคนต่างสวมใส่ชุดคลุมดำและหมวกคลุมสีดำซึ่งเครื่องแต่งกายของพวกมันเป็นแบบเดียวกันหมด

ฮึ่ม! พวกข้า…นิกายร้อยพิษชำนาญการใช้พิษ เจ้าไม่รู้หรอว่านิกายของพวกข้าเป็นที่เคารพของนิกายอื่นๆ? หากไม่มีใครร่วมมือกับพวกข้า…พวกข้าย่อมไม่สามารถเข้าใกล้พวกมันได้ อีกอย่าง ที่นี่ยังลมแรงมาก หากพวกข้าใช้พิษ…พิษพวกนั้นก็จะถูกลมพัดไปจนหมดจนทำให้คนที่ถูกพิษคือฝ่ายเดียวกันเอง! อาวุธลับของพวกข้าก็ไม่สามารถเอามาใช้กับพวกศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่น่าเกรงขามพวกนั้นได้เหมือนกัน” เสียงอันแหบแห้งกล่าวโต้

ตอนนี้พวกมันกำลังซ่อนตัวอยู่ ดูเหมือนว่ามันจะรู้แผนของเรา แต่…พวกมันรู้ได้ยังไง? พวกเรายอมตายมากกว่ายอมพูด ถ้าพวกมันไม่เข้ามาในป่าพวกเราคงไม่อาจหลอกล่อพวกมันได้ จะทำได้ก็แค่ไปต่อสู้กับพวกมันซึ่งหน้า แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเรายังไม่พอที่จะเป็นคู่มือให้พวกมัน! อีกอย่าง…หัวหน้าเว่ยก็อาจจะเสร็จพวกมันไปแล้ว” น้ำเสียงที่ชั่วร้ายและเศร้าโศกดังขึ้น

ดูเหมือนพวกเราต้องใช้วิธีนั้น….” เสียงชราดังขึ้น


เฉินเซี่ยงกระโดดผ่านป่าผ่านภูเขาอย่างรวดเร็ว เขาพบกับมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมาย เพียงแต่เฉินเซี่ยงรวดเร็วเป็นอย่างมากจนทำให้เขาหลบหนีจากพวกมันได้ ยามนี้ เฉินเซี่ยงค่อนข้างรู้สึกสงสัย เพราะดูเหมือนสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจจะรู้ว่ามีมนุษย์อยู่บริเวณนี้

เจ้าพวกนั้นมีสัมผัสที่แข็งแกร่งเอามากๆหรอ!?” เฉินเซี่ยงพึมพัม ก่อนหน้านี้ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆถูกจู่โจมจากคลื่นสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจทำให้เขารู้สึกกังวลที่เขาจะมุ่งหน้าไปยังแท่นบูชายัญ

พวกมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจพวกนั้นทั้งหมดมีความแข็งแกร่งในขอบเขตนักสู้แท้จริง! เพียงแต่สติปัญญาของมันนับว่าไม่เท่าไหร่ ถึงการสัมผัสกลิ่นของพวกมันจะไวเอามากๆ แต่พวกมันก็จะไม่ออกไปไหนไกล เว้นแต่….” น้ำเสียงของซูเหม่ยเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

พวกมันกลุ่มนี้มีตัวตนที่แข็งแกร่งเป็นผู้นำโดยตรง! ด้วยความที่ดินแดนรกร้างทางใต้เคยเป็นสนามรบตั้งแต่ครั้งโบราณ…บางที…อาจจะมีอสูรหรือปีศาจที่ทรงพลังถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่..และถูกผนึกเอาไว้แต่ยังคงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้! ” น้ำเสียงของเป่ยยู่ยู่กลายเป็นเย็นชากว่าเดิม

ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้านด้วยความตกใจ “หรือพวกมันถูกผนึกไว้ในส่วนลึกของดินแดนและสั่งให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจพวกนี้มาจับมนุษย์เพื่อเปิดแท่นบูชายัญแล้วปลดปล่อยตัวมันเองจากผนึก!?”

ในยามนี้…ไม่เพียงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจต้องการปลดปล่อยพวกมัน แต่ไอ้แก่บ้านั่นยังพยายามปลดปล่อยตัวมันเองด้วย! กลายเป็นว่าเรื่องราวยิ่งร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆแต่มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงต้องการทำลายแท่นบูชายัญมากขึ้น!

สิ่งที่เฉินเซี่ยงและพวกนางคาดเดาเอาไว้ต้องถูกต้องแน่ หลงเสวี่ยอี๋จึงกล่าวขึ้น “ถ้าเป็นแบบนั้น…ไอ้พวกที่ทรงพลังน่าจะยังถูกผนึกอยู่! เร็วเข้า…เจ้าต้องรีบทำลายแท่นบูชายัญ! ถ้าพวกมันหลุดออกมาได้…สถานการณ์ต้องน่ากลัวจนเกินบรรยายแน่”

ไอ้บัดซบคนไหนเป็นคนจัดการเรื่องสถานที่แห่งนี้เมื่อครั้งมหาสงครามสามดินแดนกัน? พวกมันดันแอบทิ้งของที่อันตรายแบบนี้เอาไว้” เฉินเซี่ยงแอบด่าทอ

น่าจะเป็นใครบางคนที่แข็งแกร่งและสังหารได้ยากที่สามารถผนึกพวกมันไว้” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ไม่ได้กล่าวอะไร…โดยเฉพาะซูเหม่ยเหยา เฉินเซี่ยงรู้ว่านางกำลังกังวลถึงอะไรบางอย่างเพราะก่อนหน้านี้รอยยิ้มอันงดงามของนางได้เลือนหายไป

กลุ่มของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจไล่กวดเฉินเซี่ยงอยู่ครู่นึงก่อนที่พวกมันจะยอมแพ้ไป ดูเหมือนพวกมันกำลังถูกใครบางคนควบคุมอยู่และเฉินเซี่ยงก็ไม่อยากให้พวกมันเข้าโอบล้อมภูเขาทีี่สหายของเขากำลังซ่อนตัวอยู่

เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าใส่พวกมัน ปราณจักรวาลของเขากลายเป็นฝ่ามือโปร่งแสงขนาดยักษ์กดทับลงไปพื้นดินอย่างรุนแรง ส่งผลให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่อยู่เบื้องล่างร่างกายแหลกเหลวที่ละตัวๆ

เฉินเซี่ยงระวังด้วย! ถ้าพวกมันกำลังถูกใครควบคุมอยู่ บางที…คนที่ควบคุมพวกมันอาจจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้วก็ได้ อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าก็อยู้ในเส้นทางที่จะไปยังแท่นบูชายัญ บางที…มันอาจจะเตรียมสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังบางชนิดไว้ต่อกรกับเจ้าก็ได้” ซูเหม่ยเหยากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ไม่นานหลังจากซูเหม่ยเหยากล่าวจบ เสียงคำรามราวอันฟังดูหดหู่และมืดมนของสัตว์พลันดังมาจากทางด้านหน้าทำให้ดินแดนอันดำมืดแห่งนี่น่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก

สายลมอันเย็นเฉียบ…ปราณแห่งความตายอันเหลือคณาแฝงมากับเสียงคำรามอันมืดมนที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า เสียงคำรามทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบน่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจบอกบรรยายกระทั่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกกระวนกระวายใจ

เข้ามาเลย..! กระบี่ครามผลาญมังกรของบิดาผู้นี้ไม่ใช้ของที่เอาไว้ดูเล่น!” เฉินเซี่ยงกำด้ามกระบี่ในมือแน่นและทันใดนั้น กระบี่ครามผลาญมังกรพลันเปล่งรัศมีสีครามทั้งยังสั่นสะเทาราวกับมันกำลังตื่นเต้น

เมื่อรู้สึกได้ถึงเจตนาต่อสู้ที่ส่งผ่านมาจากกระบี่ครามผลาญมังกรทำให้โลหิตของเฉินเซี่ยงสูบฉีดเดือดพล่าน ภารกิจของกระบี่ครามเองแน่นอนว่าคือการสังหารปีศาจและในการต่อสู้…มันยังช่วยเพิ่มพลังให้เฉินเซี่ยงสามารถล่าล้างสังหารอสูรและปีศาจได้!……………………



Chapter 249 – นักบวช

ต้นไม้มากมายที่อยู่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงเริ่มถูกฉีกกระชากทีละต้น ก้อนหินมากมายเริ่มสั่นเทือน เศษฝุ่นทรายปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศ พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับฝูงม้านับหมื่นกำลังวิ่งควบตรงเข้ามา

เพียงแต่…สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ฝูงม้า…แต่มันเป็นฝู่งสัตว์ปีศาจที่มีขนาดใหญ่กว่าม้าเป็นอย่างมาก จากเสียงร้องของมันเมื่อครู่ เฉินเซี่ยงสามารถบอกได้ว่ามันคือหมาป่าขนาดใหญ่

ที่แผ่นหลังเฉินเซี่ยง…จู่ๆพลันเกิดกลุ่มเพลิงก่อนจะก่อตัวเป็นคู่ปีกเพลิงขนาดยักษ์ทำให้รูปลักษณ์ของเฉินเซี่ยงดูราวกับเป็นนกเพลิงขนาดมหึมา

เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกแห่งหงษ์เพลิง อุณหภูมิอันร้อนแรงของเพลิงส่งผลให้ต้นไม้โดยรอบถูกเผาผลาญก่อนจะลามไปทั่วทุกทิศ ทำให้เกิดทะเลเพลิงพร้อมกับควันขโมงซึ่งหากมองจากที่ห่างไกล…มันช่างเป็นฉากที่งดงามชวนมอง

ปีกเพลิงของเฉินเซี่ยงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งใช้ออกด้วยปราณแห่งหงษ์เพลิงทั้งหมด เขาวางแผนจะใช้ปีกเพลิงยักษ์ย่างสดสัตว์ปีศาจนับหมื่นที่กำลังกรูกันเข้ามา หากเฉินเซี่ยงอยากจะหนีมันนับเป็นเรื่องง่ายเพียงแต่ หากเขาทำเช่นนั้น…ฝูงสัตว์ปีศาจพวกนี้คงเข้าจู่โจมเหล่าสหายที่อยู่เบื้องหลังของเขา

ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงถูกบดบังด้วยเปลวเพลิง เส้นโลหิตสีฟ้าปูดโปนขึ้นบนหมัดที่กำแน่นทั้งสองข้างก่อนจะเกิดเสียงคำรามอันบ้าคลั่งก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเริ่มสะบัดปีกเพลิงที่ยาวกว่าร้อยจ้างเข้าใส่คลื่นสัตว์ปีศาจที่กำลังโถมเข้ามา

ด้วยการกวาดผ่านเพลิงครั้งเดียวของปีกเพลิงคู่ยักษ์ทำให้เกิดลมกรรโชกแรง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เบื้องหน้าถูกแผดเผาจนมอดไหม้ ก้อนหิน…ผืนดิน…ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจากความร้อนของเพลิงอันบ้าคลั่ง

ดินแดนรกร้างอันมืดมิดกลับถูกจุดขึ้นด้วยสีแดงฉาน แผ่นดินอันเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องอันน่าสังเวชของสัตว์มากมาย

ทันทีที่เฉินเซี่ยงสบัดปีกเพลิง เกิดคลื่นปราณอนร้อนแรงจนไม่อาจบอกบรรยายได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปีกเพลิงกวาดผ่านมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในพริบตา ทำให้ฝูงสัตว์ปีศาจอันโกลาหลตกอยู่ใต้ทะเลเพลิง

เพลิงแห่งจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งเพลิงชนิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปีศาจจะทนทานได้จนต้องทำให้พวกมันต้องพ่ายไปตามธรรมชาติ หากพวกมันสัมผัสเข้ากับเพลิงตะวันสวรรค์จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแผ่ไปทั่วร่างกายของมันกระทั่งทุกอณูของร่างกายถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน สำหรับพวกมันแล้ว…เพลิงแห่งจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์คืนเพลิงมรณะที่มีไว้พิพากษาเหล่าปีศาจโดยเฉพาะ!!

ผ่านไปไม่นานปีกเพลิงคู่ยักษ์ของเฉินเซี่ยงก็อันตธานหายไป ทั่วร่างของเขาอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้เฉินเซี่ยงจะเป็นผู้ใช้ทักษะ แต่เขาก็ยังถูกความร้อนจากเพลิงเมื่อครู่แผดเผา ในยามนี้ ทิวทัศน์เบื้องหน้ายังคงถูกแผดเผาด้วยเพลิง เหล่าสัตว์ปีศาจยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง ฉากที่เห็นเบื้องหน้าราวกับการสาปแช่งจากไฟบรรลัยกัลป์แห่งขุมนรก

เฉินเซี่ยงกินเม็ดยาเข้าไปเพื่อฟื้นฟูปราณ เขากำกระบี่ครามผลาญมังกรแน่นก่อนจะตะลุยเข้าไปในทะเลเพลิงที่ดูราวกับมีจิตสำนึกซึ่งรู้ว่าไม่ควรแผดเผาเฉินเซี่ยง

ขณะที่เฉินเซี่ยงตะลุยเข้าไปในทะเลเพลิง เขาก็ใช้กระบี่ครามสังหารสัตว์ปีศาจที่ขวางทาง… ทะเลเพลิงลุกโหมอยู่เป็นเวลานาน เหล่าสัตว์ปีศาจที่ดิ้นทุรนทุรายยังคงมีชีวิตอยู่ ความอดทนของพวกมันนับว่าไม่ธรรมดายิ่ง

ฝูงสัตว์ปีศาจมีทั้งหมาป่าทมิฬขนาดใหญ่และยังมีหมาป่าแดงที่แข็งแกร่งกว่าที่เฉินเซี่ยงเคยพบมาก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงสัณนิษฐานว่าฝูงหมาป่าพวกนี้ยังคงมีความสามารถในการสืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแม้พวกมันจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจก็ตาม และที่สำคัญพวกมันยังแข็งแกร่งมาก เพราะหากมันสืบพันธุ์ไม่ได้ พวกมันคงไม่มีจำนวนมากมายขนาดนี้

เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังทิศทางที่มีเสียงดังที่สุด รอบข้างเฉินเซี่ยงเต็มไปด้วยหมาป่าทมิฬขนาดยักษ์ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายและส่งเสียงร้องโหยหวนจากการที่พวกมันกำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา ขาทั้ง 4 ข้างอันทรงพลังของพวกมันค่อยๆถูกเผาอย่างช้าๆจนทำให้มันไม่อาจยืนได้อีกต่อไป

ดูเหมือนเพลิงจะเติบโตตามการบ่มเพาะของข้าจนสามารถเผาสัตว์ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้สินะ” เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตวัดกระบี่ครามมังกรในมือสังหารหมาป่าทมิฬขนาดใหญ่จนมันขาดเป็น 2 ท่อน

เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่าภายในทะเลเพลิงแห่งนี้มีหมาป่าที่ถูกเขาสังหารไปทั้งหมดกี่ตัว เขารู้เพียงว่ากระบี่ครามผลาญมังกรยังคงไม่พอใจ แม้เฉินเซี่ยงจะกำกระบี่แน่นขนาดไหน…แต่กระบี่ก็ยังสั่นเทาเล็กน้อย ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเฉินเซี่ยงกับกระบี่ทำให้เขาสัมผัสได้ว่า กระบี่ครามผลาญมังกรกำลังกระหายสงคราม

มีบางคนที่ทรงพลังอยู่บริเวณนี้!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น “ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยรัศมีที่ชั่วร้ายเป็นอย่างมาก ทั่วร่างคนผู้นั้นแฝงไปด้วยความรุนแรงและโลหิต ดูเหมือนมันกำลังรอให้เจ้าเข้าไปหา มันน่าจะเป็นศัตรูที่ทรงพลังที่สุดที่เจ้าจะได้พบหลังจากเข้ามายังดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้”

เฉินเซี่ยงตรึงเครียด เขากลืนเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเข้าไปเพื่อฟื้นฟูพละกำลังของเขาอย่างรวดเร็ว เขาต้องการกลับคืนสู่ความแข็งแกร่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ทรงพลัง

เมื่อข้ามผ่านทะเลเพลิงไป…บรรยากาศรอบตัวเฉินเซี่ยงพลันเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด เมื่อผ่านไปช่วงขณะหนึ่ง…เสียงร้องโหยหวนของหมาป่าทมิฬก็อันตธานหายไปเพราะพวกมันทั้งหมดถูกเฉินเซี่ยงสังหารไปจนหมดสิ้น หมาป่าทมิฬมากมายหลายตัวตกตายเพราะถูกเพลิงแผดเผา กลุ่มควันไฟลอยฟุ้งไปทั่วทั้งป่า กลุ่มแสงที่เกิดจากเปลวเพลิงสาดส่องไปบนท้องฟ้า แต่ถึงอย่างนั้น…มันกลับไม่ได้ทำให้ดินแดนรกรกร้างทางใต้นี้ร้อนขึ้น แต่กลับกลายเป็นหนาวเย็นเเสียมากกว่า ลมเย็น…เริ่มเย็นมากขึ้นและปราณปีศาจก็รุนแรงมากขึ้น…มันช่างแปลกยิ่งนัก

เฉินเซี่ยงพาดกระบี่ยักษ์ไว้บนบ่า ตัวกระบี่เปล่งรัศมีอันหนาวเหน็บ เคร่งขรึม สง่างามและลึกลับอยู่ตลอดเวลาทำให้เจตนาต่อสู้ของมันกระจ่างชัดยิ่งนัก เมื่อรวมกระบี่กับเฉินเซี่ยง เขาดูราวกับผู้ล่าสังหารปีศาจ

เฉินเซี่ยงชะงักฝีเท้าก่อนจะผ่อนลมหายใจ ทันใดนั้น…ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงกลับปรากฏเป็นชายคนหนึ่ง มันมีรูปร่างผอมกระหร่อง มีชุดคลุมยาวปกปิดไปทั่วทั้งแขนและขา ใบหน้าของมันดำสนิท…แต่ดวงตาของมันกลับปรากฏเป็นแสงสีแดง ในมือของมันถือไว้ด้วยหอกสีขาวที่ยาวเป็นพิเศษ หอกกระดูกขาวราวกับหิมะของมันถูกห่อหุ้มด้วยสีดำทมิฬแลดูลึกลับ เพียงแค่มองก็รู้ทันทีว่าหอกของมันนับเป็นอาวุธที่ดี

เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของมัน เฉินเซี่ยงจึงมั่นใจว่ามันต้องเป็นปีศาจมนุษย์ที่มีภูมิปัญญาเป็นของตนเองแน่

เจ้ากำลังจะไปทำอะไรที่แท่นบูชายัญ?” ชายคนนั้นกล่าวถาม น้ำเสียงของมันแข็งกระด้าง เย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์และน่าขยะแขยงเป็นอย่างมาก

เมื่อเผชิญหน้ากับชายคนนึง…ปฏิกริยาโดยทั่วไปคือเฝ้าระวังหรืออาจถึงขั้นหวาดกลัว แต่เฉินเซี่ยงกลับยิ้มกว้างพลางกล่าว “อย่างแรกเลย ที่ข้าจะไปแท่นบูชายัญมันก็ไม่ใช่ธุระของเจ้า แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆงั้นข้าจะบอกให้ ข้ากำลังจะไปฉี่ใส่มันไง!”

คำตอบของเฉินเซี่ยงทำให้ใบหน้าของชายที่แข็งกระด้างต้องขมวดมุ่น ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงราวกับโลหิตออกมาทำให้เฉินเซี่ยวสัมผัสได้ถึงปราณแห่งความตายและกลิ่นคาวเลือดอันหนาแน่นที่อยู่ห้อมล้อมตัวเขาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งแท่นบูชายัญ…และข้าคือนักบวช เจ้าดูหมิ่นแท่นบูชายัญอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้า! ข้าจะใช้โลหิต…หัวใจ…และจิตวิญญาณของเจ้าเพื่อเส้นสรวงต่อเทพปีศาจ” แม้น้ำเสียงของมันจะดูแข็งกระด้าง แต่มันกลับแฝงไปด้วยความตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อยามที่มันกล่าวถึง ‘เทพปีศาจ’ น้ำเสียงอันแหลมสูงของมันจะเต็มไปด้วยความเคารพ อ่อนน้อม แตกต่างน้ำเสียงอันไร้ซึ่งอารมณ์ก่อนหน้านี้

เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินเซี่ยงจึงค่อนข้างประหลาดใจ เขาเหยียดหยามพลางกล่าว “ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะมีความสามารถพอที่จะหยุดข้าได้มั้ย..”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ เขาพลันเห็นแสงสีแดงพุ่งตรงเข้ามา เฉินเซี่ยงเบี่ยงศีรษะหลบไปด้านข้างในเสี้ยววินาทีและเห็นเพียงเส้นผมของตนปลิวไปตามสายลมอันเย็นเฉียบพร้อมกับหอกกระดูกขาวยาวที่ปกคลุมด้วยรูปแบบวิญญาณมากมายพุ่งเฉิดแก้มไป เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงปราณอันเย็นเฉียบที่ทะลักออกมาจากหอกทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ……………………….




Chapter 250 – ทำลายวิกฤต

หอกกระดูกขาวอาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงฉานราวกับสีของโลหิตทำให้มันดูประหลาดเป็นอย่างมาก เมื่อหอกพลาดเป้า…ชายคนนั้นกลับไม่ได้แทงหอกใส่เฉินเซี่ยงต่อ มันถอนหอกกลับมาก่อนจะล่าถอยเล็กน้อย มือทั้งสองข้างของมันกำหอกไว้แน่น มันชูหอกขึ้นฟ้าก่อนตะโกนลั่น ทันใดนั้น…วังวนสีดำขนาดยักษ์พลันปรากฏขึ้น[oท้องฟ้า ปราณปีศาจที่อยู่ภายในดินแดนรกร้างทั้งหมดเริ่มไหลทะลักเข้าสู่วังวนที่อยู่เหนือหัวของมัน

รีบหยุดมันเร็วเข้า ถึงข้าไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆมันถึงได้รวบรวมความแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้ แต่หากปล่อยให้มันทำสำเร็จ…เจ้าอาจจะเจอปัญหาก็ได้” ซูเหม่ยเหยาเร่งเตือน

ดูเหมือนมันจะติดต่อกับแดนปีศาจ มนต์ที่มันกำลังร่ายอยู่มาจากคัมภีร์โบราณของแดนปีศาจซึ่งมีคนเพียงหยิบมือที่เข้าใจ ดูเหมือนมันจะเป็นนักบวชจริงๆ” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ตันเถียนของเฉินเซี่ยงสงบนิ่ง ภาพร่างหยินหยางเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ปราณของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 ทะลักออกจากภาพร่างหยินหยางแล้วผสานรวมกันจนกลายเป็นปราณจักรวาล

ปราณจักรวาลอันรุนแรงถูกถ่ายเข้าไปยังกระบี่ครามผลาญมังกรจนทำให้น้ำหนักของกระบี่พุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แต่ถึงอย่างนั้น…เฉินเซี่ยงยังคงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเฉินเซี่ยงรู้สึกเพียงว่ากระบี่ครามผลาญมังกรในมือสามารถตัดทุกสิ่งบนโลกนี้ได้

เฉินเซี่ยงไม่ทราบว่ายามนี้นักบวชคนนั้นกำลังทำอะไร เขารู้เพียงว่าสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ต้องน่ากลัวเป็นอย่างมาก หากเฉินเซี่ยงปล่อยให้มันทำสำเร็จ…เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ต้องตกอยู่ในอันตรายแน่

ขณะที่กระบี่ครามผลาญมังกรกำลังสั่นเทาอย่างต่อเนื่อง…จู่ๆมันกลับสงบนิ่งก่อนเฉินเซี่ยงจะตะโกนขึ้น “ไอ้ปีศาจ…ไปลงนรกซะ!”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าว กระบี่ยักษ์พลันเปล่งประกายรัศมีแห่งธรรมะก่อนจะปรากฏแสงสีครามระเบิดตามออกมาส่งผลให้เกิดเสียงมังกรลึกลับคำรามกึกก้องไปทั่วทุกทิศ

ในยามนั้นเฉินเซี่ยงรู้สึกได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากของกระบี่ครามผลาญมังกรจนในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าตนเองเข้าใจกระบี่เล่มนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น ความแข็งแกร่งและอำนาจที่ซ่อนอยู่ในกระบี่เล่มนี้มีมากมายมหาศาล เฉินเซี่ยงยังได้รู้ว่าในกระบี่เล่มนี้ยังมีรัศมีแห่งธรรมะที่เป็นอันตรายต่อปีศาจและอสูรที่ชั่วช้าอย่างมาก

เฉินเซี่ยงทะยานเข้าใส่นักบวชคนนั้นอย่างดุร้ายราวกับพยัคฆ์มังกรที่ทำให้เขาได้รับความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล เฉินเซี่ยงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่หอกกระดูกที่บัดนี้ได้ชูขึ้นบนท้องฟ้า ทันทีที่กระบี่สัมผัสโดน…เสียงมังกรคำรามพลันดังกึกก้องรอบทิศ รัศมีแห่งธรรมะเข้าจู่โจมทำลายวังวนทมิฬที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ฉากที่เห็นดูราวกับมังกรถูกปลุกให้ตื่นก่อนจะเกิดเสียงคำรามแหลมสูงอันไพเราะทำให้พื้นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

*ตูม!*

บนท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไป เสียงสีแดงและครามมากมายนับไม่ถ้วนประกายขึ้นในฉับพลันก่อนจะพุ่งแหวกเมฆสีดำทมิฬขึ้นไปจนบังเกิดเป็นหลุมเมฆ  รอยแยกที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการปะทะกันของปราณ 2 สายที่ทรงพลังพุ่งแหวกแยกเมฆออกจากกันจนเกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามจับใจ

วังวนทมิฬขนาดยักษ์ที่อยู่เหนือศีรษะของนักบวชคนนั้นหายไป เหลือเพียงแสงสีครามและแดงกำลังพัวพันกัน… เสียงอื้ออึงมากมายดังสะท้อนไปทั่วทั้งดินแดนรกร้างก่อนที่มันจะสงบลงอย่างช้าๆจนกลายเป็นเงียบสงัดอีกครั้ง

ทะเลเพลิงที่อยู่ด้านหลังของเฉินเซี่ยงถูกพัดปลิวหายไปจากผลของการปะทะเมื่อครู่ ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบของทั้งเฉินเซี่ยงและนักบวชหายไปเหลือเพียงแต่แผ่นดินที่ว่างเปล่าซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ ที่บริเวณโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้และเนินเขา

มือทั้งสองข้างของเฉินเซี่ยงรู้สึกมึนชา เขาคาดไม่ถึงว่าหอกกระดูกเล่มนั้นจะทรงพลังขนาดนี้ ไม่เพียงเฉินเซี่ยงไม่สามารถทำลายมันได้ แต่อวัยวะภายในของเขายังถูกบีบเค้น แต่ถึงอย่างนั้น…อย่างน้อยเฉินเซี่ยงก็สามารถขัดขวางนักบวชผู้นั้นได้

นักบวชมองเฉินเซี่ยงอย่างเกรี้ยวกราด ปากของมันปรากฏโลหิตสีดำลอยออกมาขณะที่ดวงสีแดงฉานของมันก็ปรากฏปราณสีดำทมิฬขึ้น สายฟ้าสีแดงปรากฏขึ้นรอบๆหอกกระดูกของมัน ทั้งความโกรธเกรี้ยวของมันก็เปลี่ยนเป็นปราณปีศาจทะลักออกจากทั่วร่าง

เจ้ายับยั้งข้าจากการครอบครองความแข็งแกร่งของเทพเจ้าปีศาจที่หลงเหลืออยู่ที่นี่!  เจ้าทำให้ข้าพลาดโอกาสเพียง 1 เดียวที่จะได้รับการยอมรับจากเทพเจ้า! ข้าจะทำให้เจ้าปราถนาที่จะตายมากอยู่!” เสียงของนักบวชฟังดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองราวกับน้ำเสียงของอสูรนรก

เฉินเซี่ยงแอบตกใจ ครอบครองความแข็งแกร่งของเทพเจ้าปีศาจที่หลงเหลืออยู่งั้นหรอ? ปราณปีศาจส่วนใหญ่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้หรอ? เรื่องนี้ค่อนข้างน่าหวาดกลัว

พี่ยู่ยู่…ไอ้บ้านี่มันมาจากไหน? สิ่งที่อยู่ในมือมันน่ากลัวนัก มันเหมือนกับกระบี่ครามผลาญมังกรของข้า…และข้าก็ไม่สามารถตัดมันได้” เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างรีบร้อน

“ ‘เทพปีศาจโบราณ’ คือผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนปีศาจ… ในช่วง ‘มหาสงครามสามดินแดน’ เทพปีศาจโบราณจงใจทิ้งสถานที่เช่นนี้เอาไว้พร้อมกับแท่นบูชายัญและนักบวชที่บ่มเพาะปราณปีศาจ แม้พวกมันจะพ่ายแพ้…แต่ตราบใดที่นักบวชและแท่นบูชายัญยังอยู่ ก็เป็นไปได้ที่พวกมันจะสามารถกลับไปยังแดนปีศาจผ่านทางแท่นบูชายัญ…ไม่ก็อาจจะได้รับคำชี้แนะจากเทพปีศาจโบราณที่อยู่ในแดนปีศาจก็ได้ พูดง่ายๆก็คือ…มันเป็นวิธีการคืนชีพของเหล่าปีศาจที่ตกตายไปแล้ว แต่แน่นอน…เมื่อแท่นบูชายัญที่ถูกซ่อนไว้รอบโลกถูกพบ พวกมันก็จะถูกทำลายในทันที หรือพูดอีกนัยนึง สถานที่แห่งนี้ไม่ยอมรับพวกมัน แต่ด้วยสนามรบโบราณยังถูกผนึกไว้ในตอนนี้ ทำให้ไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับพวกมัน” เป่ยยู่ยู่อธิบายอย่างรวดเร็วซึ่งดูผิดแผกไปจากที่นางเป็น เพราะยามนี้นางช่างพูดจานัก

เฉินเซี่ยงแอบสาปแช่งพวกนิกายฝ่ายปีศาจ พวกมันทราบถึงการคงอยู่ของสิ่งที่อันตราย ทั้งยังวางแผนให้เหล่าตัวตนอันชั่วร้ายได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้ง

ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจน่าจะได้รับบันทึกบางอย่าง แต่บันทึกที่พวกมันได้มาไม่ครอบคลุมนัก บางที พวกมันอาจจะไม่รู้เรื่องราวที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้ก็ได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงจึงคาดเดาว่าเป่ยยู่ยู่คือผู้คนในแดนปีศาจ มิเช่นนั้น นางจะรู้รายละเอียดของเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างไร เพราะแม้กระทั่งซูเหม่ยเหยาและหลงเสวี่ยอี๋เองก็ยังไม่ทราบ

ของที่อยู่ในมือมันนับเป็นของดีและกระบี่ของเจ้าก็ไม่สามารถตัดมันได้ ถึงแม้มันจะค่อนข้างชั่วร้าย…แต่ยังไงเจ้าก็ต้องเอามันมาให้ได้” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

ทันทีที่นางกล่าวจบ นักบวชพลันส่งเสียงคำรามแปลกๆออกมาก่อนจะแทงหอกเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างรุนแรง *ซู ซู* แต่ก่อนที่หอกจะพุ่งถึงเฉินเซี่ยง ปราณอันทรงพลังและแหลมคมพลันปรากฏขึ้นราวกับลูกศรพุ่งผ่านอากาศไป… เฉินเซี่ยงตอบสนองช้าไปเล็กน้อยทำให้แก้มของเขาปรากฏรอยโลหิตจากปราณอันทรงพลังขึ้น แต่กระนั้น…เขาก็ยังสามารถหลบหอกของนักบวชได้

เมื่อยามที่หอกพุ่งเข้ามาถึง…แม้มันจะได้เคลื่อนไหวไม่มากนักแต่เฉินเซี่ยงยังสัมผัสได้ถึงพลังที่แฝงมากับมันได้ หากเฉินเซี่ยงถูกหอกแทงเข้า…ผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้ นักบวชคนนั้นจงใจแทงศรีษะของเฉินเซี่ยงและเฉินเซี่ยงก็ตระหนักถึงจุดนี้ได้

ไม่เพียงหอกกระดูกของนักบวชจะแข็งอย่างไม่อาจบอกบรรยายได้ แต่ผลกระทบของมันก็พิเศษเฉพาะเป็นอย่างมาก เพราะเพียงพริบตามันก็สามารถรวบรวมพลังไว้ที่หัวหอกได้มากมาย แค่มันแทงออก พลังที่มันเก็บสะสมไว้ก็จะระเบิดออก หากมันแทงพลาดเป้าพลังที่ปลดปล่อยออกมาก็กลับคืนเจ้าของๆมันในทันที ซึ่งนี่ คือการลดการเผาผลาญปราณ

เฉินเซี่ยงถูกโจมตี 2 ครั้งซ้อน เมื่อยามที่เขาถูกจู่โจม เขาจะให้ความสนใจกับการไหลเวียนของพลังของหอกอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาสามารถคาดเดาทิศทางการจู่โจมของมันได้ หอกเล่มนั้นนับว่าไม่เลว…แม้เขาจะมีกระบี่ครามผลาญมังกร แต่มันย่อมเป็นเรื่องดีหากเขาจะมีอาวุธอื่นๆที่ทรงพลังด้วย ดูเหมือนว่าหอกกระดูกเล่มนั้นจะไม่มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมะอยู่เลย

ไอ้หมอนี่ก็แค่คนแสดงป่าหี่… มันรู้แค่วิธีใช้หอกแทงเจ้า บางทีมันอาจจะไม่รู้ทักษะอื่นๆเลยก็ได้” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

ทันทีที่นางกล่าวจบ นางก็รู้ทันทีว่านางที่นางกล่าวไปนั้นผิด นักบวชคนนั้นกางมือออกก่อนจะกลายเป็นกงเล็บกระดูกขนาดใหญ่ที่แผ่รัศมีสีแดงโลหิตแล้วตะปบเข้าใส่เฉินเซี่ยง เมื่อกงเล็บเคลื่อนเข้าใกล้เฉินเซี่ยง ทันใดนั้น กลับปรากฏเป็นปราณปีศาจพุ่งออกไปทั่วทุกทิศ

เฉินเซี่ยงรู้ว่าหากเขาถูกกงเล็บตะปบเข้า ศีรษะของเขาต้องขาดแน่

กงเล็บกระดูกตะปบเข้าใส่ของเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่มันจะสัมผัสเฉินเซี่ยง…เงาร่างของเขาพลันสลายกลายเป็นหมอกควัน

มันคือร่างเสมือนที่ก่อร่างขึ้นจากหมอก ทันใดนั้น เงาร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของนักบวชก่อนที่มือทั้งสองที่กำลังกำกระบี่ครามผลาญมังกรที่แฝงไปปราณอันหนาแน่นจะแอบฟาดฟันเข้าใส่นักบวชจากทางด้านหลัง…………………..



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)