WORLD DEFYING DAN GOD 241 - 250
Chapter
241 – กลืนกิน
ท่าทางของเฉินเซี่ยงกลายเป็นมืดมน
เขารู้ว่าคนพวกนี้เกลียดเขาและพวกมันต้องฉวยโอกาสนี้สังหารเขาแน่
ยิ่งคิดเรื่องนี้เฉินเซี่ยงยิ่งโกรธแค้นเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าจะทำอะไร? ลืมแล้วหรอว่าข้าเพิ่งช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้!”
เฉินเซี่ยงยืนขึ้นพลางกำกระบี่ครามผลาญมังกรในมือแน่น
ท่าทางของเฉินเซี่ยงมืดมนมากขึ้น แม้ปราณของเขาในตอนนี้ยังเบาบาง
แต่ปราณสังหารภายในใจของเขากลับหลุดออกจากการควบคุมและถูกปลดปล่อยออกมาตามอารมณ์โกรธของเขาจนทำให้ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ชะงักฝีเท้า
“แล้วยังไง? ข้าจะบอกให้นะ…การตกตายด้วยมือของข้านับเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว
เพราะอย่างน้อยๆ..เจ้าก็จะไม่ถูกคนพวกนั้นกินเอา” กานจิ่วเจี้ยนหัวเราพลางกล่าว
ตอนนี้มันค่อนข้างมั่นใจว่าความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงเหลืออยู่ไม่มาก
ยิ่งมันเห็นท่าทางอิดโรยของเฉินเซี่ยง มันยิ่งมั่นใจว่าเฉินเซี่ยงบาดเจ็บสาหัส
“เจ้าลืมสิ่งที่ประมุขของข้าพูดแล้วใช่มั้ย? หากเจ้าลงมือกับข้า..นิกายยอดนักสู้ของข้าจะถล่มนิกายของพวกเจ้าจนราบคาบ”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาพลางขมวดคิ้ว
แต่จู่ๆ…ประกายคล้ายกระบี่อันแหลมคมพลันพาดผ่านดวงตาของเฉินเซี่ยงทำให้กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆลังเล
“แต่ถ้าพวกข้าไม่พูด..ใครจะรู้หล้ะว่าพวกข้าสังหารเจ้า?”
กานจิ่วเจี้ยนตะโกนขึ้น
“อย่าไปกลัวมัน มันก็แค่พูดขู่ไปอย่างนั้นเอง ตอนนี้มันบาดเจ็บสาหัสอยู่!
ทุกคน…สังหารมันพร้อมกันแล้วมาแบ่งสมบัติกันทีหลัง”
สมบัติและสิ่งของต่างๆของเฉินเซี่ยงมีมากมายและคนอื่นๆย่อมรู้ว่าเฉินเซี่ยงร่ำรวยขนาดไหน
เฉินเซี่ยงจ้องมองใบหน้าอันละโมบของพวกมันพลางรู้สึกเยือกเย็นอย่างไร้ที่เปรียบ
เขาปราถนาที่จะสังหารพวกมัน
“โจมตี!”
กานจิ่วเจี้ยนตะโกนขึ้นพลางทะยานเข้าใส่เฉินเซี่ยง
มันรู้ว่ากระบี่ในมือเฉินเซี่ยงไม่ธรรมดา เพียงแค่กวัดแกว่งธรรมดาๆ..กลับสามารถแยกกระบี่วิญญาณที่มันภูมิใจนักหนาเป็น
2 ส่วนได้อย่างง่ายดาย
ชายทั้ง 10
ทะยานเข้าใส่เฉินเซี่ยงพร้อมกัน ในหมู่พวกมัน..มีนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ด้วย 2 คน
ส่วนคนที่เหลือต่างก็เป็นนักสู้ระดับ 3 และ 4
ขอบเขตนักสู้แท้จริงคละกันไป ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกมันนับว่าไม่เลวและพวกมันต่างเชื่อว่า
แม้เฉินเซี่ยงไม่ได้รับบาดเจ็บ…หากพวกมันร่วมมือกันก็สามารถเอาชนะเฉินเซี่ยงได้
เพียงแต่..พวกมันก็จะสูญเสียไม่น้อยเช่นเดียวกัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า….”
ทันใดนั้น เฉินเซี่ยงกลับระเบิดเสียงหัวเราะแปลกๆออกมาจนทำให้กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆชะงักฝีเท้า
เสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงชวนขนหัวลุกทำให้พวกมันต่างรู้สึกเสียวไปถึงกระดูกสันหลัง
เพราะเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงดูราวกับปีศาจจากขุมนรกที่ทำให้จิตใจของพวกมันดำดิ่งลงสู่ความหวาดกลัว
“ไอ้พวก
‘อกตัญญู’… ระหว่างพวกเจ้ากับปีศาจมันต่างกันตรงไหน?”
สีหน้าของเฉินเซี่ยงแลดูน่าสยดสยองอย่างไร้ที่เปรียบ
เฉินเซี่ยงจ้องมองพวกมันด้วยดวงตาแดงฉาน…เบิกกว้าง….และน้ำเสียงของเขากลายเป็นมุ่งร้ายอย่างที่สุด
“อย่าไปกลัวมัน
มันบาดเจ็บสาหั…….” กานจิ่วเจี้ยนยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆประกายกระพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเฉินเซี่ยง
เขาตวัดลากปลายกระบี่จากพื้นลากยาวเป็นแนวขวางแล้วฟันไปยังคนทั้ง 10
ที่อยู่ห่างออกไป
ปราณอันทรงพลังถูกส่งออกจากกระบี่ยักษ์ก่อนจะกลายเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่พุ่งผ่านร่างของพวกมันทั้ง
10 คน ทันใดนั้น!! กานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆก็เริ่มกระอักโลหิตและล้มลงกับพื้นทีละคนๆ
พวกมันทุกคนมีท่าทางหวาดกลัวและไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงใช้พลังของหลงเสวี่ยอี๋ซึ่งการโจมตีเมื่อครู่เทียบได้กับความแข็งแกร่งเต็มที่ของหลงเสวี่ยอี๋
นั่นคือไพ่ตายของเฉินเซี่ยงที่เขาจะไม่ยอมใช้ถ้าไม่ตกอยู่ในสภาวะคับขันที่สุด
ปราณของหลงเสวี่ยอี๋ลึกลับเป็นอย่างมาก
เพราะเมื่อมันซึมผ่านร่างกายของคู่ต่อสู้ มันจะเข้าทำลายอวัยวะของศัตรูจากภายใน
“ฮ่าฮ่าฮ่า…
ไหนบอกจะสังหารข้า? ทำไมพวกเจ้าถึงลงไปนอนเล่นอยู่พื้นหล่ะ…?”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
ยามนี้ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงกลับแผ่ปราณสีดำออกมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าปกคลุมกานจิ่วเจี้ยนและคนอื่นๆ
“เจ้า…เจ้ากำลังจะทำอะไร?”
กานจิ่วเจี้ยนกรีดร้องด้วยความกลัว
พวกมันล้วนบาดเจ็บสาหัสแต่…ปราณของพวกมันยังคงอยู่ภายในร่าง…
พวกมันสามารถลงมือจู่โจมเฉินเซี่ยงได้
เพียงแต่พวกมันรู้สึกว่าปราณของพวกมันอยู่เหนือการควบคุมและกำลังไหลออกไปจากร่างกายของพวกมันอย่างรวดเร็ว
ท่าทางของเฉินเซี่ยงเขร่งขรึมเป็นอย่างมาก
ดวงตาของเขาปรากฏปราณสีดำทมิฬประทุขึ้น…
เฉินเซี่ยงใช้ออกด้วยทักษะปีศาจกลืนกินเพื่อแผ่ปราณสีดำทมิฬเข้าห้อมล้อมศัตรูก่อนจะดูดซับเอาปราณของพวกมันมาเป็นของตน
ตอนนี้เฉินเซี่ยงบรรลุทักษะกลืนกินระดับ 2
แล้ว..ซึ่งเขาไม่จำเป็นต่อสัมผัสตัวคู่ต่อสู้
เขาก็สามารถดูดซับปราณของคู่ต่อสู้ได้โดยตรงเพียงแต่…ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าศัตรูของเขาได้รับบาดเจ็บเท่านั้น
“ปราณ…ปราณของข้ากำลังไหลออกไป!”
ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นก่อนที่มันจะกรีดร้องออกมา
ทันใดนั้น..หมอกสีขาวสว่างไสวพลันทะลักออกจากร่างกายของพวกมันก่อนจะลอยตรงไปยังเฉินเซี่ยงแล้วถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
“ปีศาจ…เฉินเซี่ยง…เจ้ามันปีศาจ!
เจ้ากำลังใช้ทักษะปีศาจอันโหดเหี้ยมกับพวกข้า…
นิกาย…นิกายฝ่ายธรรมะต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่…”
“ก่อนหน้านี้ข้าช่วยพวกเจ้า…แต่พวกเจ้ายังเนรคุณ…มิหนำซ้ำ…ยังชิงโอกาสที่ข้าบาดเจ็บเพื่อสังหารข้า!
เจ้ายังคิดอยู่หรอว่าพวกเจ้าคือศิษย์ของนิกายฝ่ายธรรมะ? ระหว่างสิ่งที่พวกเจ้าทำกับความเป็นปีศาจมันต่างกันยังไง? จำใส่หัวเอาไว้…เลือดต้องล้างด้วยเลือด!!”
เฉินเซี่ยงจ้องมองไปยังศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำคนหนึ่งก่อนจะมีลำแสงพุ่งออกจากดวงตาของเขาเจาะทะลุหัวของมันจนตายคาที่
มันคือทักษะเนตรปีศาจและยังเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้กับมนุษย์
ทักษะที่สามารถดูดกลืนปราณของผู้อื่นได้ล้วนมาจากเส้นทางแห่งปีศาจ
แต่กระนั้น มันยังเป็นที่ต้องการของนิกายฝ่ายธรรมะด้วย…
กานจิ่วเจี้ยนขบฟันพลางจ้องมองเฉินเซี่ยงตาเขม็ง
มันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป…
จริงๆแล้วระหว่างมันกับเฉินเซี่ยงนับว่าไร้ข้อบาดหมางเพราะเฉินเซี่ยงเคยให้โอกาสกับมัน
แต่ด้วยความเย่อหยิ่งของมันทำให้ชะตากรรมของมันเปลี่ยนจากมือเป็นหลังเท้า
ไม่นานก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงช่วยชีวิตพวกมันไว้และยังช่วยต้านจระเข้าเกราะดำจนพวกมันสามารถหลบหนีไปได้จนทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด…
พวกมันกลับเนรคุณทั้งยังตั้งใจจะสังหารและช่วงชิงสมบัติของเขา
พวกมัน…นับเป็นปีศาจอย่างแท้จริง
ปราณภายในร่างของกานจิ่วเจี้ยนค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ
ยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้น..มันก็ยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น
หากพวกมันทำดีกับเฉินเซี่ยงแต่แรก
พวกมันย่อมกลายเป็นสหายของเขาและไม่เกิดเรื่องน่าสลดใจขึ้นเช่นนี้
“เฉินเซี่ยง….
ไอ้คนไร้ค่า…ไอ้สารเลว..” ศิษย์นิกายเช่าหวู่คนนึงด่าทอ.. แต่ก่อนที่มันจะกล่าวจบ
ลำแสงพลันออกจากดวงตาของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุผ่านหัวของมัน
ปราณอันบริสุทธิ์และรุนแรงของพวกมันทั้ง
10 คนถูกเฉินเซี่ยงดูดซับอย่างรวดเร็ว
แต่กระนั้นเฉินเซี่ยงยังคิดว่าปราณของพวกมันมีสิ่งเจือปนมากเกินไปทำให้ต้องใช้เวลาในการสกัดกลั่น
แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้นเขาต้องสังหารพวกมันให้หมดก่อน
“กานจิ่วเจี้ยน…ศิษย์รุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นของนิกายกระบี่ลึกล้ำ…
การที่เจ้าตกตายด้วยน้ำมือของข้าก็นับเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว”
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวและสำนึกผิดของกานจิ่วเจี้ยน
เขาจึงตวัดกระบี่ครามผลาญมังกรในมือสังหารมันอย่างไร้ความปราณี
เมื่อเห็นโลหิตของกานจิ่วเจี้ยนสาดกระจาย
คนอื่นๆที่นอนอยู่บนพื้นต่างหวาดกลัว
พวกมันรู้ดีว่าคนที่ต้องตายคนต่อไปก็คือพวกมัน…
ความตายอยู่ใกล้เพียงปลายจมูกของพวกมัน..ทำให้พวกมันรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน
ในยามนี้พวกมันเพิ่งได้รู้ว่าชีวิตนั้นล้ำค่าขนาดไหน
เมื่อพวกมันได้ก้าวมาเป็นนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริง…ในสายตาของพวกมันยามจ้องมองนักสู้คนอื่นๆ…พวกมันนคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาๆทั่วไป
แต่ในยามนี้…พวกมันนั้นไม่ต่างกับคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เฉินเซี่ยงใช้กระบี่ครามผลาญมังกรสังหารพวกมันทีละคนๆ
เมื่อใดก็ตามที่กระบี่ครามผลาญมังกรเคลื่อนไหว..นั่นก็หมายถึงหัวพวกมันหลุดออกจากบ่า
และเมื่อใดก็ตามที่หัวหลุดออกจากบ่า…โลหิตก็สาดกระจาย…คนที่เหลืออยู่ก็จะรู้สึกราวกับหัวใจของพวกมันหยุดเต้น..และถูกความหวาดกลัวเข้ากลืนกินร่างกายของพวกมัน
ยามนี้ท้องฟ้าถูกความมืดเข้ามาแทนที่
พื้นดินในผืนป่าที่น่าหวาดกลัว..เกลื่อนไปด้วยซากศพและโลหิตที่ไหลรินลงจากกระบี่ในมือของเฉินเซี่ยงราวกับเป็นการพิพากษาจากขุมนรก
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาวก่อนจะใช้เพลิงเผาศพเหล่านั้นแล้วจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาสถานที่ในการสกัดกลั่นพลังที่เขาดูดซับเข้ามา………………………………………
Chapter
242 – เทพมังกรเก้าบรรจบ
ในยามนี้เฉินเซี่ยงดูดกลืนปราณของนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงจำนวน
10 คน ทั้ง 2
คนในนั้นเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงดูดกลืนปราณมามากมายขนาดนี้ในคราวเดียวซึ่งร่างกายของเขากำลังต้านทานปราณอันรุนแรงเหล่านั้นอยู่
เฉินเซี่ยงสามารถสกดปราณพวกนั้นเอาไว้ได้ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่ง
เพียงแต่…เขาต้องรีบสกัดมันให้เร็วที่สุดเพราะหากช้า..เขาอาจจะต้องตกอยู่ในอันตราย
ตอนนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ
2
กายปีศาจอมตะและเขายังบ่มเพาะเสินเต้าด้วยทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของเขานับว่าไม่ธรรมดา
แต่หากเฉินเซี่ยงไม่แข็งแกร่งระดับนี้
เป่ยยู่ยู่คงห้ามเขาไม่ให้ดูดกลืนปราณจำนวนมากมายขนาดนี้ไปแล้ว
และที่สำคัญ…ครั้งนี้นับเป็นโชคดีของเฉินเซี่ยงที่ได้ดูดกลืนปราณของนักสู้ฝ่ายธรรมะ
ถึงแม้ปราณของพวกมันจะรุนแรง…แต่หากเทียบกับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจก็นับว่ายังรุนแรงน้อยกว่ามาก
“หากเจ้าอยากบ่มเพาะเสินเต้า..ก็ห้ามใช้เคล็ดมังกรในการบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
แต่ให้เจ้าใช้ ‘เทพมังกรเก้าบรรจบ’ แทน!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“ตอนนี้ปราณที่เหลืออยู่ในร่างกายของเจ้ามีมากพอที่จะบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์”
เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้กลวงๆต้นนึงพลางโคจรเคล็ดมังกรเพื่อสกัดปราณที่เขาดูดกลืนเข้ามา
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋ เฉินเซี่ยงก็ถามขึ้นทันที
“เทพมังกรเก้าบรรจบนี่..ทรงพลังหรือเปล่า?”
“อย่ามาพูดจาไร้สาระนะ
มันต้องทรงพลังอยู่แล้ว!
มีเพียงตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้าเท่านั้นที่รู้วิธีบ่มเพาะ!
ทักษะศักดิ์สิทธิ์ผลาญมังกรแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายกิ่งก้านสาขา แต่จะมีเพียง 10
ทักษะย่อยเท่านั้นที่ทรงพลังที่สุด… เคล็ดมังกรของเจ้าก็คือหนึ่งในนั้น
ส่วนเทพทังกรเก้าบรรจบเองก็เช่นกันและยังเป็นทักษะหลักที่ตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้าใช้บ่มเพาะเสินเต้าด้วย!
” เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงสงสัยในทักษะของตระกูลมังกรจักรพรรดิของนาง นางจึงกล่าวอธิบายอย่างภูมิใจ
เฉินเซี่ยงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก
“สาวน้อย ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้?”
“ภายลมสิ!
เจ้าคิดว่าทักษะเทพมังกรเก้าบรรจบจะถ่ายทอดให้ใครก็ได้อย่างงั้นหรอ? ข้าต้องคิดอยู่นานสองนานถึงตัดสินใจว่าจะถ่าย
‘บรรจบแรก’ ให้เจ้า แต่แค่บรรจบแรก…เจ้าก็สามารถใช้มันบ่มเพาะไปจนถึงขอบเขตนิพพานได้แล้ว”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวอย่างนุ่มนวล นางได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเฉินเซี่ยงมานาน
แม้นางจะทะเลาะกับเฉินเซี่ยงบ้าง แต่นางรู้จักตัวตนของเฉินเซี่ยงดี
และที่สำคัญ..นางก็มีความรู้สึกบางอย่างให้เฉินเซี่ยงด้วย
“การที่ข้าถ่ายทอดเทพมังกรเก้าบรรจบให้เจ้าทำให้ข้าต้องแหกกฏตระกูล
ถ้าพวกเขารู้เข้าข้าต้องแย่แน่” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวเตือน “ดังนั้น
ไม่ว่ายังไง…ห้ามให้มังกรตัวอื่นรู้เด็ดขาด”
“วางใจเถอะ
ข้าเข้าใจแล้ว!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“หากเป็นเพราะข้าที่ทำให้เจ้าถูกลงโทษ ข้าจะเป็นคนหยุดมังกรพวกนั้นเอง”
“ฮึ่ม!
ถึงเจ้าบ่มเพาะทักษะศักดิ์ผลาญมังกรที่ทรงพลัง
แต่เจ้าก็ดูแคลนตระกูลมังกรจักรพรรดิของข้ามากเกินไป”
ถึงปากนางจะกล่าวออกไปแบบนั้น แต่นางก็รู้สึกดีอยู่ภายในใจ
การที่มีคนเป็นห่วงเป็นใยนาง…ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอย่างมาก
หลังจากนั้นไม่นานก็มีข้อมูลมากมายไหลเข้าไปในหัวของเฉินเซี่ยง
เนื้อหาของเทพมังกรเก้าบรรจบมีมากมาย
เพียงแค่บรรจบแรกก็ทำให้เฉินเซี่ยงแทบทนไม่ไหว
แต่นับว่าโชคดีที่เนื้อหาของทักษะถ่ายทอดผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงจะฝึกฝนสำเร็จหรือไม่
เทพเจ้ามังกร…
คือมังกรผู้บ่มเพาะเสินเต้าจนกลายเป็นเทพเจ้าที่ทรงพลัง
วิธีการบ่มเพาะเสินเต้านั้นมีความลึกล้ำเป็นอย่างมาก..
ภายใต้สรวงสวรรค์แห่งนี้..บางทีอาจมีเพียงตัวตนเช่นมังกรที่สามารถสรรค์สร้างทักษะที่ลึกล้ำทรงพลังได้เช่นนี้
เฉินเซี่ยงทำความเข้าใจกับเนื้อหาของบรรจบแรกได้อย่างรวดเร็ว…
ตามวิธีการบ่มเพาะในเนื้อหาบอกไว้ว่า เฉินเซี่ยงต้องโคจรปราณภายในร่างโดยตรง
โดยให้ปราณจำนวนมหาศาลโคจรไปยังแขน..ขา..เพื่อชำระล้างเส้นลมปราณ..กระดูก..และกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งในเวลากันมันก็จะสร้างปราณและพลังวิญญาณออกมาโดยพลังวิญญาณจะไหลเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเฉินเซี่ยงและปราณก็ไหลลงสู่ตันเถียนของเขา
การโคจรเคล็ดมังกรและเทพมังกรเก้าบรรจบพร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ทักษะหักล้างกัน
จึงทำให้การสกัดปราณที่ไม่บริสุทธิ์ทำได้อย่างรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก ความรู้สึกที่ได้…มันทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับเขากำลังโบยบินและรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
เฉินเซี่ยงแอบตัดสินใจว่าหลังจากเขาสกัดกลั่นปราณที่ดูดกลืนมาจนแล้วเสร็จ
เขาจะให้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงกับหลงเสวี่ยอี๋เพราะนาง..ทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก
นางแหกกฏตระกูลของนางเพื่อถ่ายทอดเทพมังกรเก้าบรรจบให้กับเขา
10 วันผ่าน
ภายในตันเถียนของเฉินเซี่ยง.. ในยามนี้มีเมล็ดธาตุที่เปล่งแสงทั้งหมด 250 เมล็ด
ยิ่งเมล็ดธาตุสว่างขึ้นมากเท่าไหร่
การจุดมันให้สว่างก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้นเพราะมันต้องการปราณที่ถูกบีดอัดเข้าไปจำนวนมาก
แต่นั่นก็ทำให้ปราณของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน
หลังจากเฉินเซี่ยงสกัดเอาสิ่งสกปรกจากปราณที่เขาดูดกลืนเข้ามาจนหมด
มันก็จะเหลือปราณที่บริสุทธิ์เท่านั้น
เมื่อเฉินเซี่ยงบีบอัดปราณที่สกัดกลั่นแล้วเข้าไปในตันเถียน
มันก็ทำให้เขาสามารถทะลวงไปจึงถึงระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริง
“เจ้าเด็กน้อย
ห้ามเจ้าหลงไหลในการใช้วิธีเช่นนี้เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเจ้าเด็ดขาด!”
ซูเหม่ยเหยาแค่เสียงเบาๆพลางกล่าว
“ใช่
หากมันยังเป็นแบบนี้ต่อไป..รากฐานของเจ้าก็จะไม่เสถียรและจะส่งผลกระทบกับตัวเจ้าในอนาคต”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะคือต้องก้าวหน้าอย่างมั่นคง
เพราะการก้าวหน้าแต่ละระดับย่อมเหลือสิ่งปกปรกทิ้งไว้ในปราณเสมอ
ดังนั้นจึงมีเพียงการใช้ปราณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นถึงจะทำให้รากฐานปราณของนักสู้แข็งแกร่งและมั่นคง
เพราะหากไม่ทำเช่นนี้..ในอนาคตปราณของเฉินเซี่ยงจะอ่อนแอเป็นอย่างมาก
สิ่งสกปรกมามายถูกขับออกมานอกร่างกายเฉินเซี่ยง
หลังจากบ่มเพาะเสร็จเขาจึงรีบไปอาบน้ำในทันที
นอกจากนี้เฉินเซี่ยงยังหยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานให้หลงเสวี่ยอี๋อีก 500
เม็ดทำให้ยิ้มอย่างมีความสุขซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้าข้าเจอเจ้าจระเข้เกราะดำนั่นอีกครั้ง
บิดาผู้นี้จะไม่วิ่งหนีหางจุกก้นอีกครั้งแน่!”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางคว้าจับกระบี่ครามผลาญมังกร
เขารู้สึกได้จิตวิญญาณอันฮึกเหิมภายในใจ
ทำให้เขาแทบอดใจรอที่จะออกไปหาจระเข้เกราะทมิฬและทดสอบความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้
เพียงแต่เขามีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องทำ
เพราะจากการที่เขาบ่มเพาะทำให้เขาค่อนข้างเสียเวลาไป
เขายังต้องหาศิษย์นิกายนักสู้แท้จริง
ศิษย์เกาะบงกชและศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนเพื่อเตือนพวกเขา
ทั้งในเวลาเดียวกันเขาก็ต้องบอกให้คนเหล่านั้นไปรวมตัวกับคนอื่นๆเพื่อรับมือกับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
เฉินเซี่ยงมองไปรอบๆอยู่ชั่วครู่พลางเดินรอบๆจนเกือบจะเป็นวงกลมและไม่นาน..เขาก็พบเส้นทางที่จะไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดถัดไปก่อนเฉินเซี่ยงมุ่งหน้าไปตามทางอย่างรวดเร็ว
วันกี่วันที่ผ่านมาที่เฉินเซี่ยงใช้ไปกับบ่มเพาะ..แน่นอนย่อมต้องมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น
เฉินเซี่ยงวิ่งไปได้ชั่วครู่ก่อนจะเห็นร่องรอยบนพื้นมากมายและยังมีขอนไม้วางให้เห็น
“รอยพวกนี้มันของหมาป่าทมิฬ!
แล้วก็ยังรอยเท้ามนุษย์ด้วย”
เฉินเซี่ยงสำรวจรอบๆอยู่ชั่วครู่ก่อนจะคาดเดาว่าน่าจะมีบางคนกำลังถูกฝูงหมาป่าจู่โจม
เพียงแต่พวกเขาสามารถหลบหนีไปได้และฝูงหมาป่าเหล่านี้ก็กำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่
เมื่อมองไปยังรอยเท้าที่อยู่บนพื้น
ท่าทางของเฉินเซี่ยงก็เปลี่ยนไป
“รอยเท้าหมาป่าพวกนี้มันใหญ่กว่าก่อนหน้านี้..พวกมันออกล่าพร้อมๆกันและดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้ถูกเชิด
พวกมันคือสัตว์ปีศาจจริงๆอย่างงั้นหรอ? ”
สัตว์ปีศาจที่แท้จริงจะแข็งแกร่งกว่าพวกที่ถูกเชิด
เฉินเซี่ยงรีบไล่กวดรอยเท้าหมาป่าพวกนี้ไปในทันที
เขารู้ว่าพวกมันอยู่ไม่ห่างจากเขามาก
เพราะจากการต่อสู้ของเขากับจระเข้าเกราะดำก่อนหน้านี้คงไปเข้าหูศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจที่อยู่จุดซุ่มโจมตีที่ใกล้ที่สุดแน่
และเฉินเซี่ยงยังเชื่อว่าจุดซุ่มโจมตีถัดไปก็จะไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจอยู่
ยิ่งตามรอยเท้าไปไกลมากเท่าไหร่เฉินเซี่ยงก็รู้สึกประหลาดใจมากเท่านั้น
เพราะตามต้นไม้จะมีรอยกงเล็บข่วนหรือบางต้นก็มีร่องรอยของการกัดจนทำให้เนื้อไม้หลุดหายไป
เฉินเซี่ยงคาดว่าคนที่ถูกล่าต้องซ่อนอยู่ในต้นไม้และหมาป่าพวกนั้นก็ไล่กัดพวกมัน
“อย่างมากก็มีหุ่นเชิดจู่โจมพร้อมกัน
10 ตัว..พวกมันก็ไม่ได้ดุร้ายมากนัก
แต่ไอ้พวกสัตว์ปีศาจจริงๆมันน่ากลัวมาก ทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยด้วย!”
เฉินเซี่ยงแอบกังวล เขาไม่อยากเห็นศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะต้องตาย
หากเฉินเซี่ยงสามารถช่วยพวกเขาได้..เฉินเซี่ยงย่อมทำสุดความสามารถ
เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้าขึ้นและไม่นานเขาก็เห็นรอยโลหิตอยู่บนพื้น
โลหิตเหล่านี้มาจากพวกสัตว์ปีศาจ
เพราะระหว่างโลหิตมนุษย์และโลหิตของสัตว์ปีศาจจะต่างกันที่
โลหิตของมนุษย์จะแห้งเร็ว แต่โลหิตของสัตว์ปีศาจจะติดอยู่ที่พื้น
“ศิษย์น้องระวัง!”
เสียงตะโกนของสตรีนางนึงดังขึ้น..ตามด้วยเสียงของการต่อสู้ เฉินเซี่ยงเร่งฝีเท้าและใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียง…………………………….
Chapter
243 – หมาป่าแดง
บริเวณโดยรอบคือผืนป่า
แต่ยามนี้…ที่เบื้องหน้ของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏพื้นที่กว้างที่เต็มไปด้วยรากไม้ทั้งยังไร้ซึ่งต้นไม้สักต้น
เฉินเซี่ยงเห็นหมาป่าที่มีลำตัวสีแดงมากมาย
พวกมันบางัะวกำลังกัดแทะต้นไม้และบางตัวกำลังล้อมรอบคนอยู่ 4 คน
หมาป่าแดงพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าวัวโตเต็มวัย
ที่หว่างคิ้วของพวกมันมีเส้นสายสีดำขีดขวางอยู่
เคี้ยวคู่ยักษ์สีแดงโลหิตยื่นออกมาจากปาก
ทั่วร่างของพวกมันดูราวกับอาบโชกไปด้วยโลหิตทั้งยังแผ่กลินเหม็นอันชวนสะอิดสะเอียนออกมาทำให้พวกมันดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
ปราณปีศาจที่พวกมันปล่อยออกมาเป็นสิ่งที่เฉินเซี่ยงไม่เคยพบมาก่อนและที่สำคัญ
ปราณปีศาจของหมาป่าแดงพวกนี้ยังมีมากกว่าหมาป่าทมิฬ
“3 ชาย 1 หญิง
นั่นมันศิษย์ของนิกายนักสู้แท้จริงหนิ!” เฉินเซี่ยงพึมพัม ชายทั้ง 3
คนหน้าตาหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ส่วนสตรีอีกนางก็งดงามอย่างที่สุดเช่นกัน
แต่ตอนนี้ทั้ง 4 คนช่างดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก
ทั่วทั้งร่างของพวกเขาและนางอาบชุ่มไปด้วยโลหิตสีดำและกระบี่ของชายคนหนึ่งก็หัก
ก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงช่วยเหลือศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ…แต่พวกมันก็ตอบแทนด้วยการพยายามสังหารเขา
ตอนนี้..เฉินเซี่ยงจึงชั่งใจว่าจะช่วยคนเหล่านี้หรือไม่
“ช่วยพวกเขาเถอะ!
เพราะยังไงมันก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยสำหรับเจ้า อีกอย่าง
ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวพวกมัน
หากมันจู่โจมเจ้า..เจ้าก็ไม่ต้องสุภาพกับพวกมัน!” ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงถอนหายใจเบาๆก่อนจะดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วมุ่งหน้าไปหาคนทั้ง
4 คน
“เฉินเซี่ยง!”
ทันใดนั้นคนทั้ง 4
คนก็อุทานขึ้นพร้อมกัน ทั้ง 4
คนผงะถอยอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าของทั้ง 4
เต็มไปด้วยความตกใจ
เฉินเซี่ยงมองไปยังทั้ง
4 แล้วยิ้มให้เล็กน้อยก่อนกล่าว “ไม่ต้องกลัว
ข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารพวกเจ้า”
ศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงเหล่านี้ต่างไปจากศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำ
สายตาของพวกเขาทั้ง 4
คนทำให้เฉินเซี่ยงรู้ว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะสังหารเขา
สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่านอกเหนือจากความคาดหมายของเฉินเซี่ยง
ในกลุ่มคนทั้ง 4… ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือสตรี
นางเป็นนักสู้ระดับ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
ส่วนชายอีก 3
คนที่เหลือต่างเป็นเพียงนักสู้ระดับ 1
ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงไม่สงสัยเลยว่าทำไมทั้ง 4
ถึงถูกไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ แต่การที่พวกเขาหนีมาได้ไกลขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลว
“ไม่มีระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเหลืออยู่ในนิกายนักสู้แท้จริงของพวกเจ้าบ้างหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางขมวดคิ้ว
ถึงแม้เขาจะสังหารศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงไปเป็นจำนวนมาก
แต่นิกายนักสู้แท้จริงน่าจะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น
“พวกเรามีแต่…แต่ประมุขรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์ถ้าจะส่งพวกเขามาที่นี่
เขาเลยให้พวกข้ามาแทน” นางกล่าวอย่างไม่พอใจ
ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความโกรธและไร้หนทาง
ชายอีก 3
คนก็ไม่ต่างกัน
จู่ๆหมาป่าแดงก็กระโจนเข้ามา
เฉินเซี่ยงหันไปอย่างรวดเร็วก่อนจะฟาดฟันกระบี่ในมือเข้าใส่พวกมัน
ประกายแสงสีครามที่เกิดจากการฟาดฟันปรากฏขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับมันเป็นสายฟ้าที่กลายเป็นกระบี่ยักษ์เข้าห้ำหั่นฝูงหมาป่าแดงจำนวนมาก
แม้หมาป่าแดงจะทรงพลัง
แต่เมื่อพวกมันเผชิญหน้ากับเฉินเซี่ยงและกระบี่ครามผลาญมังกรในมือ
พวกมันล้วนไม่ต่างจากฟางข้าว
เพียงแค่กระบี่เดียว..เฉินเซี่ยงก็สามารถสังหารพวกมันได้เป็นร้อย
“ข้าจะนับ 1 ถึง 3
ให้พวกเจ้ากระโดดสุดแรงเกิดเลยนะ!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น “1… 2….. 3….. กระโดด!”
แม้ทั้ง 4 จะไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการจะทำอะไรแต่พวกเขาก็ยังกระโดด
เฉินเซี่ยงกระโดดตามทั้ง 4
คนขึ้นไปขณะที่ฝูงหมาป่าแดงก็รุมล้อมและกระโจนเข้าใส่
ขณะที่เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนอากาศ
ฝ่ามือที่แฝงไปด้วยรัศมีสีครามเป็นประกายพลันปรากฏขึ้นก่อนจะซัดลงใส่ฝูงหมาป่าที่อยู่บนพื้น
ด้วยพลังอำนาจอันลึกลับและทรงพลังของปราณแห่งมังกรครามส่งผลให้เกิดเป็นฝ่ามือสีครามขนาดยักษ์
ปราณอันรุนแรงทะลักออกจากฝ่ามือยักษ์กระจายไปทั่วทุกทิศราวพายุที่บดขยี้พื้นดินอย่างรุนแรง
*ตูม!!!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ทั้ง
4 คนปวดแก้วหู เสียงระเบิดดังสะท้อนไปทั่วก่อนจะปรากฏเสียงร้องโหยหวนของเหล่าหมาป่าแดง
แรงระเบิดส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเกิดรอยแยกจนทำให้ต้นไม้ขนาดยักษ์มากมายหักโค้นลงภายในพริบตา
แผ่นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเกิดเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปเป็นวงกว้างราวกับคลื่นน้ำในมหาสมุทร
สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่ากระชากวิญญาณของศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง 4
จนกระทั่งบังเกิดเป็นความกลัวซึมลึกลงไปในจิตใจ…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่…สำหรับพวกเขาแล้วนับเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยาก
เมื่อทั้ง 4 ร่อนลงพื้น
ผิวดินถูกพัดไปกองรวมกันเป็นพะเนินจนเกิดเป็นเนินขนาดเล็ก
เหล่าหมาป่าแดงส่วนใหญ่ต่างถูกพัดผสมปนเปไปกับดิน
“ขอบคุณที่ช่วยพวกข้า!”
หลังจากนางสูดหายใจลึก นางก็ป้องมือพลางกล่าวขอบคุณ
นอกจากนางแล้ว
ชายทั้งสามคนที่เหลือยังกล่าวขอบคุณและมีท่าทางที่นับถือเฉินเซี่ยง
อายุของทั้งหมดไม่ได้แตกต่างกับเฉินเซี่ยงมากนักซึ่งจริงๆแล้วเฉินเซี่ยงอายุน้อยกว่าทั้ง
4 เล็กน้อย…แต่เขากลับทรงพลังมากถึงขนาดนี้
เพียงฝ่ามือเดียวเฉินเซี่ยงเกือบสังหารพวกมันไปทั้งหมด
ความแข็งแกร่งระดับนี้ควรค่าแก่การนับถืออย่างแท้จริง
แม้เฉินเซี่ยงและนิกายนักสู้แท้จริงจะเป็นศัตรูกัน แต่ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะไม่สังหารทั้ง
4 เฉินเซี่ยงยังช่วยชีวิตทั้ง 4 ไว้ด้วย
ด้วยการกระทำของเฉินเซี่ยงทำให้เป็นเรื่องยากที่ทั้ง 4
จะเกลียดเขาและที่สำคัญ…ทั้ง 4
คนก็ไม่ได้มีความเกลียดชังกับเฉินเซี่ยงอยู่แล้ว
“ไปจากที่นี่ก่อนเถอะ!”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าวก่อนจะนำทางทั้ง 4 คนจากไป
เฉินเซี่ยงเดินไปพลาง..บอกกล่าวถึงแผนการณ์ร้ายของนิกายฝ่ายปีศาจไปพลาง
ความจริงเหล่านี้ทำให้ทั้ง 4 หวาดกลัว
ทั้ง 4
ต่างเชื่อถือคำกล่าวของเฉินเซี่ยงและเฉินเซี่ยงเองยังได้รู้ว่าทั้ง 4
คนนี้ไม่ได้มีสถานะอะไรในนิกาย แม้พวกเขาและนางจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงตั้งแต่อายุยังน้อย
แต่ประมุขนิกายกลับกังวลถึงความปลอดภัยของศิษย์บางคนที่มีศักยภาพสูงกว่าทำให้มันเลือก
4 คนนี้มาแทน
“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล
หากเราร่วมมือกัน..เราย่อมออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้” เฉินเซี่ยงกล่าวปลอบใจ
เพราะตอนนี้ใบหน้าของทั้ง 4 คนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า..
พวกเขานับเป็นผู้อ่อนแอที่สุดของศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะทั้ง 50 คน
นิกายนักสู้แท้จริงต่างจากนิกายอื่นๆเช่น
จักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์ถึงกับส่งศิษย์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดและโดดเด่นที่สุดอย่างซู่เซียนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานมา
อีกอย่างนิกายยอดนักสู้ยังส่งศิษย์มาถึง 10
คนและที่สำคัญใน 10
คนนั้นยังมีเฉินเซี่ยงด้วย
“เฉินเซี่ยง…ขอบคุณมาก!”
นางกล่าวขอบคุณเบาๆ
“เฉินเซี่ยง
ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะเป็นคนดีขนาดนี้
น่าเสียดายเหล่าผู้อาวุโสของเรากลับไม่คิดแบบนั้น พวกเขาช่างชั่วร้ายเกินเยียวยา”
ชายหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะเบาๆพลางกล่าว
“หากไม่มีใครลงมือต่อข้า..ข้าย่อมไม่ลงมือกับพวกมัน!
เลี่ยวเส้าหวิน… นิกายนักสู้แท้จริงของเจ้าเป็นฝ่ายลงมือกับข้าก่อนจนเกือบจะสังหารข้า
และด้วยค่าหัวของข้า..คนอื่นๆจึงเริ่มเข้ามาจู่โจมข้า
หากพวกมันไม่ทำแบบนั้น…ทั้งข้าและพวกมันคงไม่เกลียดชังกันหรอก”
เฉินเซี่ยงกล่าว
“ไอ้คนประหลาดพวกนั้นทั้งเย่อหยิ่งและจองหองจนเกินไป
เพราะไม่งั้นพวกมันคงไม่สร้างเรื่องราววุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“ถึงยังไงก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร
หลังจากเจ้ากลับไปยังนิกายนักสู้แท้จริงแล้ว…ห้ามเอาเรื่องที่ข้าช่วยเหลือพวกเจ้าไปบอกแก่ผู้ใด
ไม่อย่างงั้น…ประมุขของพวกเจ้าต้องเกลียดพวกเจ้ามากแน่” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
“ไม่..ข้าจะพูด!
หากข้ารอดไปจากที่นี่ได้ ข้าจะถอนตัวจากนิกายนักสู้
พวกเขาดูไม่เหมือนมนุษย์…ไม่เลยแม้แต่น้อย” นางกล่าวอย่างเย็นชา
ด้วยลักษณะนิสัยของนางทำให้เฉินเซี่ยงชื่นชมนางเป็นอย่างมาก
นอกจากนางแล้ว
ทั้งสามคนที่เหลือก็ทยอยบอกกล่าวความคิดของตนออกมา นิกายนักสู้แท้จริงส่งทั้ง 4
คนมาตายทำให้ทั้ง 4
รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“หากพวกเจ้าไม่มีที่ไป…หลังจากออกจากนิกายนักสู้แท้จริง
ให้พวกเจ้ามาหาข้าที่นิกายยอดนักสู้ได้ทุกเมื่อ”………………………………………………………….
Chapter
244 – เว่ยหงเตา
เฉินเซี่ยงกำลังชักชวนทั้ง
4 คน…ซึ่งศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง 4
คนต่างทราบเรื่องนี้ดี แต่ทั้ง 4
ต่างคิดว่าการที่เฉินเซี่ยงจะทำให้ทั้ง 4
คนเข้าร่วมกับนิกายยอดนักสู้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
เพราะหากใครก็ตามที่เข้าสังกัดนิกายใดๆแล้วจะไม่สามารถถอนตัวได้
แต่หากพวกเขาถอนตัวได้..ก็จะไม่มีนิกายใดๆรับเข้าสังกัดอีก
เฉินเซี่ยงบอกเส้นทางกลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆให้แก่ศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงทั้ง
4 คน ระหว่างทางที่ผ่านมาเฉินเซี่ยงได้ทำเครื่องหมายเอาไว้
หากทั้ง 4
พบเครื่องหมายย่อมสามารถออกไปยังขอบนอกสุดของดินแดนเพื่อรวมตัวกับคนอื่นๆได้อย่างง่ายดาย
เฉินเซี่ยงยังคงมีสิ่งที่ต้องทำต่อเพราะตอนนี้เขายังหาศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกชไม่พบ
ดันเซี่ยงเถาหยวนและนิกายยอดนักสู้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงไม่ต้องกังลว่าจะถูกพวกเขาจู่โจม
ส่วนเกาะบงกช..เฉินเซี่ยงยังไม่เคยพบพวกเขามาก่อน
แม้เกาะบงกชจะมีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล
แต่พื้นที่ของพวกเขาก็นับว่ากว้างขวางไม่น้อย ซึ่งนับได้ว่าเกาะบงกชเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่แข็งแกร่ง
เมื่อศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงจากไป
เฉินเซี่ยงจึงเดินทางไปยังจุดซุ่มโจมตีจุดถัดไปในทันทีเผื่อว่าเขาจะได้พบกับศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษยเกาะบงกช
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังจะเข้าไปส่วนลึกของป่า
จู่ๆเส้นผมของเขาก็ตั้งชัน
รัศมีอันตรายที่อยู่รอบๆตัวเขาหนาแน่นอย่างที่สุดทั้งบริเวณนั้นยังมีกลิ่นเน่าเหม็นอย่างที่สุดด้วย
ทันใดนั้น
รัศมีสีแดงสายหนึ่งพลันสาดประกายขึ้นในป่าอันมืดมิด
เฉินเซี่ยงรู้สึกเย็นเยียบลงไปถึงกระดูก
เขาเร่งล่าถอยพลางกระโดดขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว เหงื่อไคลเฉินเซี่ยงไหลอาบ..เขามองลงไปบนพื้นในตำแหน่งที่เขายืนก่อนหน้านี้
กลายเป็นว่ามันถูกรัศมีสีแดงนั่นเจาะจนกลายเป็นหลุมลึก
หากการจู่โจมนั่นพุ่งเป้ามาที่เขา..ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่
ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งของการจู่โจมเมื่อครู่นับว่าน่าสะพรึงกลัว
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือความสามารถในการกลบเกลื่อนกลิ่นอายของมัน
หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยงผ่านการต่อสู้มามากมายนับไม่ถ้วนที่ทำให้เขาตอบสนองได้ทันถ่วงที..เมื่อครู่เขาคงถูกสังหารไปแล้ว
“ฮ่าฮ่า…”
ท่ามกลางความตกตะลึงของเฉินเซี่ยง จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กแหลมแสบแก้วหูที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินรู้สึกขนหัวลุก
หลังจากเฉินเซี่ยงร่อนลงสู่พื้น
เขารีบดึงกระบี่ครามผลาญมังกรออกมาในทันทีก่อนรัศมีสีแดงนั่นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เฉินเซี่ยงเตรียมกระบี่ในมือเพื่อต้านรับการจู่โจมไว้ก่อนแล้ว
เขาเตรียมที่จะใช้ตัวกระบี่เข้าต้านรับการจู่โจมที่กำลังใกล้เข้ามา
การจู่โจมที่กำลังตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงมาจากกระบี่ที่ยาวมากๆ
เพียงแต่คนที่ถือกระบี่กลับทำให้เขาประหลาดใจมากกว่า
มันคือชายหนุ่มที่ผมสีโลหิตยาวป่ะบ่า
ดวงตาของมันเป็นสีแดงโลหิตดูราวกับสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว
จู่ๆชายคนนั้นก็อ้าปากออกก่อนจะปรากฏลิ้นที่ยาวเอามากๆยื่นออกมา
มันเลียไปยังกระบี่ยาวสีโลหิตของมัน…ซึ่งฉากที่เห็นนับว่าน่าชวนขนหัวลุกเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถามอย่างเย็นชา
“เจ้าเป็นใคร?” เขามั่นใจว่าชายคนนี้ต้องเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแน่
และที่สำคัญ…มันยังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“จิ๊จิ๊…”
ชายผมแดงส่ายหัวพลางเยาะเย้ย “เจ้าคือเฉินเซี่ยง..นักสู้รุ่นเยาว์อันดับ 1
ของนิกายยอดนักสู้ผู้มือชื่อเสียงดังกระฉ่อนราวกับสายฟ้าฟาด
คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะเย่อหยิ่งขนาดนี้…นี่เจ้าไม่รู้จริงๆหรือว่าข้าเป็นใคร?”
เฉินเซี่ยงแค่นเสียงพลางกล่าว
“ข้าไม่รู้จริงๆว่าเจ้าเป็นใคร… แต่เจ้าต้องเป็นศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจแน่”
“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า…งั้นข้าจะบอกเจ้า…เผื่อเจ้าจะได้รู้ว่าเจ้าตายด้วยน้ำมือของใคร
เฮ้อ….ดูเหมือนชื่อเสียงของข้าจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเจ้าหล่ะนะ..นี่เจ้าไม่รู้จริงๆหรอว่าข้าเป็นใคร!”
ทันใดนั้นชายผมแดงก็หยิบชุดสีแดงมาสวมใส่พลางกล่าวอย่างภาคภูมิ “ข้าคือ
‘เว่ยหงเตา’ แห่งเผ่ากลั่นโลหิต”
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว
เผ่ากลั่นโลหิตเป็นหนึ่งในห้าเผ่าหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายฝ่ายปีศาจ
เฉินเซี่ยงได้ยินเรื่องราวของเว่ยหงเตามาเล็กน้อย เขามีอายุใกล้เคียงกับเว่ยหงเตา
ทั้งสองครอบครองความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวและยังมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาด้วยอายุเพียงเท่านี้
เพียงแต่ชื่อเสียงของทั้งสองนับว่าแตกต่างกันอย่างมาก
เว่ยหงเตานับเป็นปีศาจที่สังหารผู้คนได้อย่างเลือดเย็น ปล้น เผา
หรืออะไรก็ตามที่มันต้องการ…ซึ่งอาชญากรรมที่มันก่อนับว่าเหนือจินตนาการ
“เจ้ามารนหาที่ตายหรอ?”
เฉินเซี่ยงหลี่ตา
การสังหารปีศาจเช่นมันจะทำให้สถานะของเฉินเซี่ยงสูงส่งขึ้น
เฉินเซี่ยงยังไม่เคยลงมือกับผู้คนแบบมันมาก่อน ยิ่งยามนี้เฉินเซี่ยงบรรลุระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว ดังนั้น
สิ่งที่เขากังวลคือไม่ได้ใช้ความแข็งแกร่งของเขาอย่างเต็มที่
นิกายฝ่ายปีศาจกลับกล้าส่งศิษย์ที่มีศักยภาพสูงลงมาในการต่อสู้ครั้งนี้
ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเกินความคาดหมายของเฉินเซี่ยง
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่านิกายฝ่ายปีศาจมีนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่เพียงหยิบมือซึ่งน้อยกว่านิกายฝ่ายธรรมะเป็นอย่างมาก
“ฮึ่ม
เจ้านี่ปากมากจริงๆ อย่าได้คิดว่าชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยของเจ้าจะทำให้เจ้าหยิ่งผยองต่อหน้าข้าได้!
ไม่ใช่ว่าที่เจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายได้ใหญ่โตได้ก็เพราะโชคช่วยอย่างงั้นรึ? ข้าจะบอกอะไรให้นะ…ขนาดนักสู้ระดับ
9
ขอบเขตนักส้แท้จริงยังตกตายด้วยน้ำมือของข้า..นับประสาอะไรกับความแข็งแกร่งระดับเจ้า!”
เว่ยหงเตากล่าวอย่างเกรี้ยวกราดพลางฟาดฟันกระบี่ยาวในมือเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีแดงยิงตรงมาที่หัวใจของเฉินเซี่ยง
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเตรียมรับมือไว้ก่อนแล้วทำให้เขาสามารถรับมือกับความเร็วระดับนี้ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเว่ยหงเตาลงมือเฉินเซี่ยงก็ฟาดฟัดกระบี่ในมือออกไปในเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้น..เกิดแสงสีครามประกายขึ้นสายหนึ่งก่อนที่อาวุธทั้งสองจะปะทะกัน
คลื่นปราณที่เกิดจากการปะทะแผ่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดลมพายุอันรุนแรงฉีกกระชากต้นไม้ที่อยู่รอบๆกายทั้งสองจนกลายเป็นชิ้นๆภายในพริบตา
แม้เพียงอาวุธของทั้งสองปะทะกัน
แต่ผลกระทบจากคลื่นปราณกลับบังเกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าสพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองจะเท่าเทียมกับ
เผ่ากลั่นโลหิตคือนิกายฝ่ายปีศาจที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินชื่อ
เพราะทักษะกลั่นโลหิตของพวกมันจะใช้โลหิตในการบ่มเพาะ ในระหว่างการบ่มเพาะ…ผู้บ่มเพาะต้องใช้โลหิตจำนวนมหาศาลและยังต้องจุ่มแช่ตนเองอยู่ในทะเลโลหิต
วิธีการนี้นับเป็นวิธีที่น่าสะอิดสะเอียดเป็นอย่างมาก
แต่กระนั้น
สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่อาจทนต่อวิธีการบ่มเพาะของพวกมันได้คือ…โลหิตทุกหยดล้วนมาจากการสังหารผู้บริสุทธิ์ไร้ทางสู้…เพื่อที่จะสร้างเป็นทะเลโลหิตจำนวนมากมายมหาศาลอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เหล่านิกายฝ่ายธรรมะไม่อาจยอมให้พวกมันเติบโตไปกว่านี้
มิเช่นนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่คงได้กลายเป็นทรัพยากรการบ่มเพาะของพวกมันแน่
เท้าของเว่ยหงเตาค่อยๆถอยเคลื่อนทีละนิด..เพียงแต่มันยังยืนอยู่บนพื้นได้อย่างมั่นคง
จากการจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ทำให้เว่ยหงเตาสามารถกะประมาณความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้
ซึ่งความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงนั้นมีมากกว่าข่าวที่เขาลือกัน
ตามข่าวลือกล่าวว่า….ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอยู่ที่ระดับ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงโดยพึ่งพาทักษะอันลึกลับและกระบี่อันทรงพลังซึ่งสามารถทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเทียบได้กับนักสู้ในระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
แต่แน่นอนว่านั่นยังใช่ทั้งหมดที่เว่ยหงเตารู้
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเป็นนักปรุงยาเขาย่อมกินเม็ดยาที่เขาสกัดกลั่นขึ้นได้ง่ายดาย
ทำให้การบ่มเพาะของเขาเป็นไปอย่างราบรื่นและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ใบหน้าเฉินเซี่ยงแสดงออกถึงความผ่อนคลาย
แม้เว่ยหงเตาจะเป็นนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงและปราณภายในร่างกายของมันจะรุนแรง..เพียงแต่มันยังรุนแรงไม่พอ
ถึงแม้แรงระเบิดที่เกิดจากการปะทะเมื่อครู่จะรุนแรง แต่มันก็ยังไม่รุนแรงพอเช่นกัน
หลังจากทั้งสองเข้าปะทะกันพวกเขาก็หยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มจู่โจมอีกฝ่ายอีกครั้ง
ซึ่งยามนี้เป็นเฉินเซี่ยงที่ลงมือก่อน
แต่ก่อนที่เฉินจะลงมือ..เว่ยหงเตาก็ตอบโต้ในฉับพลัน
ประกายกระบี่ครามผลาญมังกรฟาดฟันเข้าใส่เว่ยหงเตาภายในพริบตา
รัศมีปราณครามอันหนาแน่นและรุนแรงอย่างไม่อาจบอกบรรยายบวกกับบรรยากาศอันหนักอึ้งกดทับเข้าใส่เว่ยหงเตาราวกับการจู่โจมนี้สามารถแยกพิภพผ่าสวรรค์ได้
ด้วยน้ำหนักกว่าหนึ่งแสนจินและอำนาจการทำลายราวกับสายฟ้าฟาด….ทันทีที่กระบี่ฟาดลงใส่เว่ยหงเตา
ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบพลันถูกกวาดหายภายในพริบตา ผืนดินถูกทำลายย่อยยับ
ลมกรรโชกแรงพัดผ่านระหว่างช่องเขา
มวลเมฆครึ้มทมิฬที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าหมุนวนปั่นป่วน
เว่ยหงเตารู้ว่าการจู่โจมที่มันใช้โต้กลับเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ช่างเล็กจ้อยจนไร้ความหมาย………………………………….
Chapter
245 – ในที่สุดก็รวมตัวกัน
จริงๆแล้วเว่ยหงเตาคิดว่าความแข็งแกร่งของมันอาจจะทัดเทียมกับเฉินเซี่ยง…ไม่ก็แข็งแกร่งกว่า
แต่มันกลับคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะมีเพลงกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
เมื่อยามที่กระบี่ของเฉินเซี่ยงฟาดฟันใส่มัน
สิ่งที่มันเห็นคือคลื่นสายฟ้าขนาดใหญ่เข้าห้อมล้อมมัน
และยามนี้…ก็ช้าเกินว่าที่เว่ยหงเตาจะหลบได้
มันจึงงัดเอาปราณทั้งหมดของมันออกมาต้านทานการจู่โจมของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงใช้กระบวนท่า
‘คลื่นสายฟ้า’ จาก ‘7 เพลงกระบี่ผลาญมังกร’
อำนาจของเพลงกระบี่รุนแรงอย่างไร้ที่เปรียบทั้งยังแฝงด้วยพลังอันไร้ขีดกำจัด
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้เพลงกระบี่คลื่นสายฟ้าซึ่งอำนาจของมันก็ทำให้เฉินเซี่ยงตกใจเช่นกัน
แม้กระบี่ยาวของเว่ยหงเตาจะเป็นถึงอาวุธวิญญาณระดับ
8
แต่เมื่อมันต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ครามผลาญมังกรที่เป็นถึงอาวุธศักดิ์สิทธิ์…มันย่อมกลายเป็นไร้ประโยชน์
เมื่อยามที่กระบี่ฟาดฟันลงใส่หัวของเว่ยหงเตา..ตัวกระบี่ห่อหุ้มด้วยชั้นพลังโปร่งใสและน่าเกรงขามทั้งยังเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างอันไร้ผู้ต้าน
เมื่อเว่ยหงเตาสัมผัสได้ถึงปราณอันมหาศาล…หัวใจของมันพลันสั่นเทาด้วยความกลัว
ทันทีที่กระบี่ยักษ์เข้าปะทะกับกระบี่ยาวสีแดง กระบี่ยาวสีแดงกลับถูกตัดเป็น 2 ส่วนในทันที
เว่ยหงเตาถูกต้อนจนมุม…ก่อนมันจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย
เดิมที 7
เพลงกระบี่ผลาญมังกรมีไว้เพื่อสังหารมังกร
มันมีอำนาจที่รุนแรงและเกรี้ยวกราดซึ่งไม่มีทางที่มนุษย์จะต้านทานได้
แต่หากผู้ใดก็ตามได้ทดลองที่จะต้านทานมัน…ผลลัพธ์ที่ได้คือตายสถานเดียว
หลังจากที่เว่ยหงเตาถูกฟาดฟันด้วยกระบี่อันรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว..ร่างกายของมันพลันสูญสลายกลายเป็นหมอกควัน
เฉินเซี่ยงเก็บกระบี่ครามของเขาก่อนจะจากไป…
เฉินเซี่ยงคือนักสู้ระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง จะมีเพียงนักสู้ระดับ 6
ขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือมากกว่านั้นที่จะทำให้เฉินเซี่ยงต้องระวังตัว
ซึ่งตอนนี้นับว่ายากที่จะหาคู่ต่อสู้ที่มีระดับเดียวกันกับเขาได้
หลังจากเฉินเซี่ยงเดินทางข้ามผ่านภูเขาสูงมากมายและมาถึงยังกึ่งกลางของภูเขาแห่งหนึ่ง
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็เห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยอยู่ในหมู่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก
เมื่อเฉินเซี่ยงสังเกตุดูดีๆ
เขาก็เห็นกลุ่มคนกำลังวิ่งเข้าไปในป่าและมีกลุ่มมนุษย์ปีศาจจำนวนมากกำลังไล่ล่า!
จากสิ่งที่เห็นดูเหมือนมนุษย์ปีศาจพวกนั้นจะไม่ได้ถูกควบคุม
ไม่งั้นพวกมันคงไม่ดูดุร้ายและตามไล่ล่ามนุษย์คราวละมากๆขนาดนั้น
เฉินเซี่ยงมุ่งลงมาจากภูเขา..เขาเพียงกระโดดไม่กี่ครั้งก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของคนกลุ่มนั้น
เมื่อคนกลุ่มนั้นเห็นเฉินเซี่ยง…พวกเขาต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทุกๆคนเห็นเพียงเฉินเซี่ยงโบกสบัดฝ่ามือเข้าใส่มนุษย์ปีศาจอย่างต่อเนื่องบังเกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังก้องทั้งยังทำให้พื้นดินสั่นไหวเล็กน้อย
ไม่ว่าที่ใดที่ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงกวาดผ่าน พื้นดินก็แยกออกจากกัน
ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างก็ถูกโค้น
ฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยงดูราวกับคลื่นอันรุนแรงและทรงอำนาจ
เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือใส่มนุษย์ปีศาจอย่างต่อเนื่องทำให้มุนษย์ปีศาจส่วนใหญ่ต่างถูกฝ่ามือของเฉินเซี่ยงเข้าจู่โจม
บริเวณใกล้เคียงที่ถูกฝ่ามือของเฉินเซี่ยงซัดใส่ล้วนเต็มไปด้วยโลหิตและเศษเนื้อ ไม่ก็ร่างของมนุษย์ปีศาจที่กำลังกระอักโลหิตสีดำออกมา
ทั้งยังนอนแผ่อยู่ที่พื้นราวกับคนพิการ
ส่วนมนุษย์ปีศาจที่อยู่ไกลออกไปถูกคลื่นปราณของฝ่ามือสะเทือนสวรรค์เข้าจู่โจมทำให้มันไม่สามารถควบคุมปราณที่อยู่ในร่างกายของมันได้
และยังทำให้พวกมันได้รับบาดเจ็บ
เวลาผ่านไปไม่นาน
เฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ไปหลายสิบฝ่ามือจนเปลี่ยนให้ภูเขากลายเป็นทะเลสาบ
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและเกาะบงกชต่างหวาดกลัวอย่างที่สุด
เพราะหากเป็นพวกเขาที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นแทนมนุษย์ปีศาจพวกนั้น…
ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ต่างกัน
ในยามนี้…ที่เบื้องหน้าของพวกเขาล้วนไร้ซึ่งป่าไม้ดังแต่ก่อน
ต้นไม้น้อยใหญ่มากมายต่างถูกทำลายด้วยฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ของเฉินเซี่ยง
เหล่ามนุษย์ปีศาจกว่า 200 – 300
ตนล้วนกลายเป็นเศษเนื้อ…ร่างกายของพวกมันถูกฉีกกระชากออกจากกันและกลบฝังลงไปในพื้นดิน
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วเพราะจู่ๆเขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านหลังห่างออกไปราวกับมีฝูงม้านับหมื่นกำลังวิ่งกรูกันเข้ามา
เฉินเซี่ยงตระหนักได้ทันทีว่าฝูงสัตว์ปีศาจกำลังวิ่งเข้ามา..
เขาจึงตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว “รีบวิ่งเร็วเข้า!!”
กลุ่มคนที่อยู่กับเฉินเซี่ยงมีทั้งหมด
7 คนซึ่งก็คือศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกช
ในกลุ่มคนทั้ง 7 มีบางคนได้รับบาดเจ็บ
พวกเขาไม่ได้โหมต่อสู้เป็นตายกับมนุษย์ปีศาจพวกนั้นแต่พวกเขาเลือกที่จะหลบหนี
เพราะไม่งั้นพวกเขาไม่รอดมาจนถึงตอนนี้
พวกเขาทั้งหมดต่างรู้ว่าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อสู้เป็นตาย แต่พวกเขามาที่นี่เพื่อรอด
เฉินเซี่ยงและคนทั้ง
7 วิ่งตลอดทาง
บริเวณที่พวกเขาอยู่ก็อยู่ใกล้ๆส่วนลึกของดินแดนทางใต้ซึ่งมีสัตว์ปีศาจจำนวนมากทั้งพวกมันยังค่อนข้างทรงพลัง
อีกอย่างการที่มีคนหมู่มากอยู่รอบนอกดินแดนตอนใต้จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและกระตุ้นฝูงสัตว์ที่ทรงพลังที่อยู่ในส่วนลึกของดินแดนได้อย่างง่ายดาย
นี่เป็นเรื่องที่เฉินเซี่ยงไม่อยากให้เกิดขึ้น
ตอนนี้เฉินเซี่ยงพบทุกคนแล้ว
เพียงแต่ศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำกล้าเนรคุณทั้งยังต้องการสังหารเฉินเซี่ยง
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงสังหารพวกมันและศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจไปอีกหลายคน
หลังจากวิ่งอย่างต่อเนื่องตลอด
3 วัน
ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็นำศิษย์ดันเซี่ยงเถาหยวนและศิษย์เกาะบงกชมาถึงยังจุดนัดพบ
เมื่อทั้งหมดมาถึง
เฉินเซี่ยงก็ได้พบกับซากศพเกลื่อนกราดอยู่เต็มพื้น
ซากศพเหล่านั้นถ้าไม่ใช่มนุษย์ปีศาจก็เป็นสัตว์ปีศาจ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้คนที่อยู่
ณ จุดนัดพบตื่นตัวกับสิ่งรอบข้างเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ใบหน้าของคนทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความกังวล
แต่เมื่อได้พบกับเฉินเซี่ยงพวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ท่าทางของทุกคนล้วนไม่ต่างกัน
คนทั้งหมดล้วนไม่อาจฝืนยิ้มได้เนื่องเพราะพวกเขาอยู่ในสถานะการณ์ที่ล่อแหลมโดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ทรงพลังพวกนั้น
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นหัวหมาป่ามากมาย
เขาจึงรู้ในทันทีว่าสัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุม
พวกมันทั้งหมดต่างออกมาจากส่วนลึกของดินแดน
“พวกเจ้าเป็นปลอดภัยหรือเปล่า?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“พวกข้าปลอดภัย
โชคดีที่พวกข้ารวมตัวกันไม่งั้นคงถูกไอ้ฝูงหมาบ้าพวกนี้กินไปแล้ว”
เหลิ่งยู่หลานกล่าวตอบ เมื่อนางนึกถึงเหล่าสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว
บนใบหน้าของกลับปรากฏร่องรอยของความกลัวอีกครั้ง
พื้นดินแถบนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของกายต่อสู้ที่รุนแรง
พวกเขาทั้งหมดต่างต่อสู้ร่วมกันเพราะมีวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาสังหารพวกมันได้
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นับว่าน่าอัศจรรย์
เพราะแม้แต่เฉินเซี่ยงยังไม่แน่ว่าจะทำเช่นนี้ได้
เว้นแต่…เขาจะหยิบยืมพลังของหลงเสวี่ยอี๋
“พวกข้าเผาซากศพของพวกมันไปมากแล้ว
น้องเฉิน…เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าพวกข้าร่วมมือกันสังหารสัตว์ปีศาจไปได้หลายฝูงเลยหล่ะ
แต่เห้อ…น่าเสียดายที่ซากศพพวกมันไม่มีค่าและไม่อาจเอาไปทำเงินได้ในตอนนี้”
เจ้าอ้วนบ่น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเพราะดูเหมือนพวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้กับฝูงหมาป่ามาเมื่อเร็วๆนี้
ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะมีทั้งหมดเพียง
40 คนแต่ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกลับมีมากกว่านั้น
ทั้งส่วนใหญ่พวกมันยังสามารถควบคุมมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะหลายคนจึงเริ่มกังวล พวกเขาต่างกังวลว่าพวกเขาอาจจะถูกจับไปบูญชายัญ
เมื่อเห็นท่าทางของทุกคนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไร้ซึ่งขวัญกำลังใจ
เฉินเซี่ยงรู้ได้ทันทีว่านี่ย่อมไม่ดีแน่ เขาจึงตะโกนขึ้น
“มีใครสร้างข่ายพลังได้บ้าง? ข่ายพลังป้องกันหน่ะ!”
เมื่อไม่มีผู้ใดกล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงได้แต่แอบถอนหายใจก่อนที่เสียงเล็กๆของซู่เซี่ยนเซี่ยนจะดังขึ้น
“พี่เซี่ยงข้าทำได้นิดหน่อย..
เพียงแต่การสร้างข่ายพลังต้องใช้ผลึกศิลาระดับสูงจำนวนมาก”
เหลิ่งยู่หลานก็เดินมาข้างเฉินเซี่ยงก่อนกล่าว
“ท่านพี่ ข้าก็พอรู้บ้างเล็กน้อย ท่านว่า…ข้าควรจะวาดข่ายพลังอะไรดี?”
เมื่อขบคิดอยู่ชั่วครู่เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจว่าทั้งเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างมีหลิวเมิ่งเอ๋อเป็นผู้ฝึกสอนให้
หลิวเมิ่งเอ๋อนับเป็นปรมาจาย์ผู้สร้างทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องข่ายรูปแบบวิญญาณ
ดังนั้น การที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก
“ข้าไม่มีผลึกศิลาระดับสูง…จะมีก็แต่ผลึกศิลาระดับสูงสุดอยู่นิดหน่อย”
ทุกคนล้วนแอบตกใจ
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างร่วมต่อสู้กับมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจซึ่งทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลาน…พวกนางทรงพลังและน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
การจู่โจมของพวกนางโหดเหี้ยมและหนักหน่วงจนทำให้บุรุษหลายคนต้องรู้สึกอาย
แต่ตอนนี้..ทั้งหมดต่างคิดไม่ถึงว่าพวกจะเรียกขานเฉินเซี่ยงว่า ‘พี่’
และดูเหมือนความสัพันธ์ของทั้ง 3 ยังนับว่าไม่ธรรมดา
จึงทำให้หลายคนต่างรู้สึกอิจฉา……………………….
Chapter
246 – ร่วมมือ
เฉินเซี่ยงเลือกเขาลูกเล็กๆลูกนึงก่อนจะอธิบายแผนให้คนอื่นๆฟัง
แผนของเฉินเซี่ยงคือการขุดถ้ำภายในภูเขาแล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้น
เขาวางแผนว่าจะรอจนกว่าจะครบ 2 เดือน
แต่เพื่อความปลอดภัย…เฉินเซี่ยงยังแนะนำให้ขุดอุโมงค์ภายในถ้ำเพื่อเชื่อมเส้นทางไปยังอีกฝั่ง
เพราะหากพวกเขาไม่สามารถต้านรับศัตรูที่บุกเข้ามา
พวกเขาก็จะสามารถหลบไปทางอุโมงค์ได้
“พวกเราจะกางข่ายพลังขนาดใหญ่ไว้
หากพวกเราพบศัตรูที่ทรงพลังพวกเราก็จะเปิดข่ายพลัง
วิธีนี้จะช่วยเราพอมีเวลาให้ทุกๆคนได้หลบหนีไปยังอุโมงค์ที่ขุดไว้”
เฉินเซี่ยงกล่าว
ทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ต่างได้รับความช่วยเหลือจากเฉินเซี่ยง
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่โต้แย้งและสนับสนุนเฉินเซี่ยงเต็มที่
“เอาหล่ะ
งั้น..เราจะแบ่งทุกๆคนออกเป็น ‘คนใช้แรงงาน’ และ ‘คนงาน’
ใครก็ตามที่มีความแข็งแกร่งระดับ 4
ขอบเขตนักสู้แท้จริงหรือมากกว่านั้นให้ออกลาดตระเวณรอบๆ เซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานให้รับผิดเรื่องกางข่ายพลัง
ส่วนคนที่เหลือยกเว้นสตรีให้เข้าไปขุดอุโมงค์
ส่วนเหล่าสตรีทั้งหลายให้ไปช่วยเซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานกางข่ายพลัง”
เฉินเซี่ยงกล่าว
เจ้าอ้วนขดปากพลางกล่าว
“น้องเฉิน เจ้าก็จะขี้เกียจไม่ได้นะ…เจ้าต้องมาขุดอุโมงค์กับพวกข้า”
หวินเสี่ยวเตาพยักหน้าพลางกล่าว
“ใช่แล้วพี่ใหญ่เฉิน ท่านต้องยุติธรรมนะ!”
ศิษย์นิกายระดับ
4 และ 5
ต่างเดินตรวจตราอยู่รอบๆคอยปกป้องคนที่เหลือเพื่อให้พวกเขาขุดอุโมงค์ได้อย่างสะดวกสบาย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนไม่คัดค้าน
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว
“นี่นี่.. ตอนนี้ข้าระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าก็ไม่ต้องขุด!”
ทุกๆคนต่างตกใจ
พวกเขาคิดว่าเฉินเซี่ยงอยู่ระดับ 2 ไม่ก็ 3
ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งเหตุผลที่เฉินเซี่ยงใช้ออกด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวได้ก็เพราะกระบี่และทักษะอันลึกลับของเขา
แต่ตามที่เฉินเซี่ยงกล่าว ตอนนี้เขาอยู่ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แล้ว
ทำให้ทุกคนต่างคิดว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงจะไม่เทียบเท่ากับระดับ 6 หรือ 7
ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้วหรือ?
“นี่เจ้าพูดจึงหรอ?”
เจ้าอ้วนยังคงไม่เชื่อเพราะเขาคิดว่าเฉินเซี่ยงอยู่ระดับ
3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งสามารถแสดงพลังของระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัย
ขณะที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานที่เชื่อถือเฉินเซี่ยงมากๆก็ยังรู้สึกสงสัยว่าการที่เฉินเซี่ยงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างฉับพลันนั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
“เจ้าเคยได้ยินชื่อ
‘เว่ยหงเตา’ หรือเปล่า? ก่อนหน้านี้ข้าสังหารมันไปในป่า”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
เว่ยหงเตาคือนักสู้รุ่นเยาว์ที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในนิกายฝ่ายปีศาจ
ด้วยระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงของมัน…สามารถสังหารนักสู้ระดับ 6
ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้
“ข้าสังหารมันได้ในกระบี่เดียว
หากพวกเจ้าไม่เชื่อ เจ้าอยากจะลองดูมั้ยหล่ะ?” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
เมื่อได้ยินคำว่าสังหารเว่ยหงเตาด้วยกระบวนท่าเดียว
ทุกคนต่างก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างได้ยินเสียงที่เกิดจากการต่อสู้ดังมาจากในป่าและทุกคนต่างก็รู้ดีว่านั่นเป็นฝีมือเฉินเซี่ยง
แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้จากตัวเขาเอง คนอื่นๆถึงยอมเชื่อ
เมื่อได้รู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเฉินเซี่ยงทุกคนจึงรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ในตอนนี้มีนักปรุงยาอยู่หลายคน ดังนั้นพวกเขาย่อมฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่
ท่านจะไม่ไปหาศิษย์นิกายเช่าหวู่กับศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำหน่อยหรอ?”
เหลิ่งยู่หลานกล่าว
เฉินเซี่ยงเหยียดหยาม
“ไม่จำเป็นต้องไปหาพวกมันหรอก ไอ้พวกเนรคุณนั่นข้าสังหารไปหมดแล้ว
ข้าเข้าช่วยพวกมันด้วยการต่อสู้กับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังตัวนึงจนข้าบาดเจ็บสาหัส
แต่พวกมันกลับโลภและอยากได้กระบี่ของข้าจนร่วมมือกันฉวยโอกาสที่ข้าบาดเจ็บสาหัส..พยายามสังหารข้า
แต่โชคยังดีที่ข้าจะพอหลงเหลือพลังอยู่บ้าง”
“พี่เซี่ยงท่านบาดเจ็บสาหัสหรอ?”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนรีบตรงเข้ามาหาแล้วคว้าข้อมือของเฉินเซี่ยงไว้
นางอยากจะตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเฉินเซี่ยงมาก
“ตอนนี้ข้าหายแล้ว
เป็นเพราะพวกมัน..ข้าถึงบรรลุระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้” เฉินเซี่ยงบีบแก้มนางพลางยิ้มแล้วกล่าว
หวินเสี่ยวเตาแค่นเสียง
“สมควรลงนรกแล้ว หลังออกจากที่ได้เราต้องแจ้งเรื่องนี้กับท่านประมุข
แล้วพวกท่านจะไปทำลายนิกายเช่าวู่และนิกายกระบี่ลึกล้ำ”
เมื่อศิษย์นิกายอื่นๆได้ยินทบสนทนาเข้า
พวกเขาต่างกระวนกระวาย
ก่อนหน้านี้กู่ตงเฉินได้กล่าวเอาไว้ว่า…หากใครก็ตามกล้าลงมือกับเฉินเซี่ยง…นิกายของมันผู้นั้นจะต้องพินาจย่อยยับ
นั่นย่อมเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวเพราะกู่ตงเฉินสังหารประมุขนิกายเช่าหวู่ไปแล้วก่อนหน้านี้
ดังนั้นตอนนี้…การที่จะทำลายนิกายเช่าหวู่ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ยิ่งนิกายกระบี่ลึกล้ำยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะพวกมันมีประวัติการร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจทั้งยังต้องการปล้นชิงเหมืองผลึกศิลาของนิกายยอดนักสู้
เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของนิกายยอดนักสู้และนิกายกระบี่ลึกล้ำจบสิ้นไป
ภายในภูเขา…ห้องศิลาขนาดใหญ่หนึ่งห้องและห้องศิลาขนาดเล็กอีกมากมายถูกสร้างขึ้น
ด้วยความที่ภูเขาทั้งลูกเป็นหินที่แข็งมากทำให้ยากต่อการขุด
แต่หากมันพบกับการจู่โจมอย่างรุนแรง มันก็อาจจะต้านทานได้ไม่นานนัก
หลังจากพูดคุยกับหลายคนๆจึงตัดสินใจได้ว่า..อุโมงค์ทางหนีจะทอดยาวไปยังป่าที่อยู่ไกลออกไป
ที่ป่าฝั่งนั้นจะไม่มีหุบเหวจะมีก็เพียงต้นไม้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
พื้นดินบริเวณนั้นก็แข็งมากเพราะมันทำมาจากหินแข็ง
หากพวกเขาถูกจู่โจมก็จะสามารถใช้ธรรมชาติบริเวณนั้นต้านทานการจู่โจมได้
ในหมู่คนทั้ง 40 คน
มีสตรีเพียง 7 คน และมีอีก 13
คนที่มีความแข็งแกร่งที่ระดับ 4
หรือสูงกว่านั้น ส่วนคนที่เหลืออีก 20
คนจึงได้รับหน้าที่ขุดอุโมงไป แม้หินจะแข็งขนาดไหน
แต่สำหรับนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงมันก็ถือเป็นเรื่องง่าย
เพราะเมื่อพวกเขาใช้ปราณไม่ก็อาวุธวิญญาณก็จะทำให้เขาสามารถขุดหินเหล่านั้นได้ไม่ยากนัก
เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนนำสตรีทั้ง
5 คนในการวางข่ายพลัง
ในเรื่องการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้สตรีเป็นผู้ลงมือ
เฉินเซี่ยงมองการวางข่ายพลังมาตั้งแต่แรก
เหล่าสตรีต่างต้องทำงานหนักและยังต้องวาดข่ายพลังบนพื้นอย่างระมัดระวัง
ถึงแม้พวกนางไม่อาจพลาดได้
แต่ยังถือว่าโชคยังดีที่ทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานช่วยกันใช้ปราณอันเย็นเฉียบสร้างเครื่องหมายเอาไว้ให้สตรีคนอื่นๆได้ช่วยวาดข่ายพลัง
“เชียนเชียน…เพลิงของเจ้าน่าเกรงขามมากจนทำให้เจ้าวาดเส้นพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย
หากเจ้ายังทำได้ด้วยความเร็วระดับนี้…อีกไม่นานข่ายพลังต้องแล้วเสร็จแน่”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนอุทานขึ้น
นางเห็นวู๋เชียนเชีบนใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวในการวาดข่ายพลังราวกับหินแข็งๆพวกนี้เป็นเพียงโคลนตม
ถึงแม้บนนิ้วของนางจะไม่มีเปลวเพลิงแสดงให้เห็น
แต่ความร้อนที่แผ่ออกมาจากนิ้วของนางยังคงสัมผัสได้
“ฮ่าฮ่า
ที่น่าเกรงขามก็มีแต่เพลิงนี่แหละ
ไม่เหมือนกับเจ้าเซี่ยนเซี่ยน…นอกจากเจ้าจะน่าเกรงขามมากแล้ว…เจ้ายังสร้างข่ายพลังได้ด้วย”
วู๋เชียนเชียนหัวเราะพลางกล่าว
เหลิ่งยู่หลานกล่าว
“เชียนเชียน เพลิงของเจ้าช่างน่าอัศจรรย์นัก
ข้าก็ใช้เพลิงเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจใช้ได้แบบเจ้า!”
นางวาดข่ายพลังโดยการถ่ายเพลิงของนางเข้าไปในมีดที่เป็นอาวุธวิญญาณก่อนจะค่อยๆวาดข่ายพลังบนพื้นอย่างระมัดระวัง
สตรีนางอื่นๆก็กำลังวาดข่ายพลังด้วยวิธีของพวกนางเอง
หากพวกนางไม่ใช้อาวุธวิญญาณของตนก็จะใช้ปราณแทน
“ข่ายพลังพวกนี้ถูกต้องแล้วใช่มั้ย?”
เฉินเซี่ยงเดินเข้ามาพร้อมกล่าวถาม
“อืม
แต่กว่าจะเสร็จก็อีกนาน.. ไหนจะยอดเขา ตีนเขา
แล้วก็พื้นที่รอบๆนี้ก็ต้องวาดข่ายพลังแบบนี้เหมือนกัน” เซี่ยนเซี่ยนกล่าวตอบ
“สตรีแก่ๆเช่นข้าไม่เหมาะกับงานประณีตพวกนี้
แต่ถึงอย่างนั้นท่านประมุขก็ยังยืนกราณที่จะถ่ายทอดมันให้ข้า”
เหลิ่งยู่หลานแค่นเสียง
นางอยากจะเอากระบี่ยักษ์ที่นางสะพายไว้ผ่าหินพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าว
“ยู่หลาน…เจ้าจะไปขุดถ้ำก็ได้นะ เดี๋ยวเรื่องวาดข่ายพลังให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”
“เจ้าเนี่ยนะ?”
สตรีนางนึงที่เป็นศิษย์นิกายนักสู้แท้จริงกล่าวขึ้น
นางชื่อ ‘ยู๋เยี่ยนตี๋’
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
พวกนางเห็นเพียงเฉินเซี่ยงสบัดมือก่อนจะเกิดกลุ่มของเปลวเพลิงขนาดเล็กพุ่งลงพื้นแล้ววาดเป็นรูปร่างของข่ายพลัง
ทั้งซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานใช้เวลาเกือบทั้งวันในการสร้างเครื่องหมายพวกนี้เอาไว้
จนตอนนี้พวกนางก็วาดไปทั่วทั้งป่าแล้ว
ด้วยสัมผัมศักดิ์สิทธิ์ที่เฉินเซี่ยงส่งออกไปทำให้กลุ่มเพลิงเคลื่อนที่ลงพื้นอย่างฉับพลันก่อนจะขยับเคลื่อนไหวแกะสลักพื้นจนเป็นรูปร่างของข่ายพลังอย่างง่ายดาย
ทำให้เหล่าสตรีที่เห็นประหลาดใจเป็นอย่างมาก
พวกนางต่างก็นับถือเฉินเซี่ยงที่เขาทำได้เช่นนั้น
เมื่อกลุ่มเพลิงเล็กๆเมื่อครู่มอดดับ
เฉินเซี่ยงก็สบัดมืออีกครั้งเพิื่อปลดปล่อยกลุ่มเพลิงขนาดเล็กจำนวนมากกว่าเดิม…………………………..
Chapter
247 – หอคอยเพลิงประณีต
เหลิ่งยู่หลานแตะไหล่เฉินเซี่ยงพลางหัวเราะก่อนกล่าว
“ท่านพี่นี่เจ๋งจริงๆ!”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้นิ้วมือเรียวงามเล่นผมของนาง
นางยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว “น้องข้า…รีบไปขุดถ้ำเลยไป๊..
การที่ให้เจ้ามาทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้นับเป็นเรื่องผิดจริงๆ”
เหลิ่งยู่หลานยิ้มกว้างก่อนจะดึงกระบี่ยักษ์บนหลังนางออกมาแล้ววิ่งตรงไปยังถ้ำ
สตรีนางอื่นก็เดินตามหลังเหลิ่งยู่หลานไป
เพราะพวกนางไม่อยากให้ตนเองว่าง…พวกนางก็อยากมีส่วนร่วมกับงานเช่นเดียวกัน
แม้พวกนางจะเป็นสตรี..แต่พวกนางก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย
“เชียนเชียน
เจ้าก็น่าจะทำได้เหมือนกัน…ลองดูสิ!” เฉินเซี่ยงกล่าว
แม้เขาจะวาดข่ายพลังได้เร็วกว่าสตรีนางอื่น
แต่กว่าจะวาดเสร็จก็ยังต้องใช้เวลาอยู่ดี อีกอย่าง..ถึงจะวาดข่ายพลังเสร็จ
แต่ก็ยังมีงานอีกมากรออยู่
วู๋เชียนเชียนพยักหน้า
นางเลียนแบบเฉินเซี่ยงด้วยการปล่อยกลุ่มเพลิงเล็กๆออกมาบนฝ่ามือของนาง เพียงแต่…นางปล่อยกลุ่มเพลิงได้เพียง
5
กลุ่มเท่านั้นซึ่งแต่ต่างจากเฉินเซี่ยงที่ปล่อยได้จำนวนมาก
ในยามนี้
วู๋เชียนเชียนจึงตระหนักถึงความน่าเกรงขามของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพลิงทั้งยังตระหนักถึงความร้อนที่ใช้ในการวาดข่ายพลังบนพื้น
ด้วยเหตุนี้นางจึงยอมรับว่าตัวนางยังแข็งแกร่งไม่พอ
โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของนางยังห่างจากเฉินเซี่ยงนัก
“พี่เซี่ยง…ท่านมีผลึกศิลาระดับสูงสุดอยู่เท่าไหร่?”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนกล่าวถาม
“แล้วเจ้าอยากได้ผลึกศิลาระดับสูงสุดเท่าไหร่หล่ะ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
ซู่เซี่ยนเซี่ยนขมวดคิ้วพลางขบคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าว
“อาจจะ 300
ผลึกศิลาหรือมากกว่านั้น.. เพราะนี่คือข่ายพลัง ‘หอคอยเพลิงประณีต’
ที่อาจารย์ข้าสอนให้ ข่ายพลังนี้เหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาอย่างมาก
ท่านสามารถเปลี่ยนให้ภูเขาให้กลายเป็นหอคอยซึ่งใช้ในการป้องกันได้ อีกอย่าง
มันจำเป็นต้องใช้เพลิงจำนวนมากด้วย”
เฉินเซี่ยงนำผลึกศิลาระดับสูงสุดชิ้นใหญ่ออกมาหลายชิ้นก่อนจะส่งให้กับซู่เซี่ยนเซี่ยน
“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ!”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนแลบลิ้นพลางยิ้มอย่างนุ่มนวลก่อนกล่าว
“พี่เซี่ยง…ท่านนี่ร่ำรวยจริงๆเลยนะ..
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชู่หลงถึงได้ถามนู่นนั่นนี่เกี่ยวกับท่าน
อีกอย่างเขายังบอกให้ข้าพูดถึงเขาในแง่ดีต่อหน้าท่านด้วยนะ”
ช่วงเวลาที่ผ่านมาในดินแดนรกร้างทางใต้
เซี่ยนเซี่ยนได้คุ้นเคยกับเหล่าสหายของเฉินเซี่ยงทั้งยังได้รู้เรื่องราวมากมายของเฉินเซี่ยงจากพวกเขาโดยเฉพาะกับเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตา
แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสิ่งที่นางไม่อาจทนได้ซึ่งก็คือ
เหยาไห่เฉิงได้เรียกคู่หมั้นของนางว่าอาจารย์อย่างหน้าตาเฉย
เมื่อเฉินเซี่ยงรู้เรื่องเข้า…นั่นทำให้ท้องของเขาแทบแตกเพราะเขารู้ว่าตอนนี้เหยาไห่เฉิงไม่ได้เกลียดเขาแล้ว…ทั้งเขายังรู้อีกว่าหากเหยายังไห่เฉิงยังเกลียดเขาก็นับเป็นเรื่องโง่งมแล้ว
เฉินเซี่ยงยื่นส่งผลึกศิลาระดับกลางให้กับซู่เซี่ยนเซี่ยนอีกจำนวนมาก
เพราะผลึกศืลาระดับกลางก็ถือว่าจำเป็นในการกางข่ายพลังเช่นเดียวกัน
เฉินเซี่ยงมีผลึกศิลาระดับกลางจำนวนมากและยังไม่รู้สึกปวดหัวเมื่อถึงคราวที่ต้องใช้พวกมัน
ทั้งวู๋เชียนเชียนและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เพราะพวกนางไม่คิดว่าเฉินเซี่ยงจะร่ำรวยขนาดนี้
ซู่เซี่ยนเซี่ยนตัดผลึกศิลาระดับสูงสุดอย่างปราณีตและพิถีพิถันกระทั่งเวลาผ่านไป
1 ชั่วโมง นางจึงตัดพวกมันจนแล้วเสร็จ
นอกจากนี้…นางยังเรียกเหลิ่งยู่หลานมาเพื่อให้นางช่วยจัดวางผลึกศิลาตามสถานที่ที่เซี่ยนเซี่ยนเตรียมไว้
หลังจากจัดวางผลึกศิลาจนแล้วเสร็จ…ยังมีขั้นตอนที่ต้องผสานข่ายพลังที่พวกนางวาดเอาไว้โดยต้องใช้เพลิงที่บริสุทธิ์เป็นตัวผสาน
เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้ไปแล้ว…ข่ายพลังจึงจะใช้งานได้
แต่สิ่งที่ทำเฉินเซี่ยงต้องประหลาดใจคือซู่เซี่ยนเซี่ยนรู้วิธีการใช้เพลิง
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงเห็นเพียงนางใช้ปราณเยือกแข็ง แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจในทันทีว่าซู่เซี่ยนเซี่ยนเองก็มีเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็งเช่นเดียวกับหลิวเมิ่งเอ๋อ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลิวเมิ่งเอ๋อรับซู่เซี่ยนเซี่ยนเป็นศิษย์
อาจารย์ของเฉินเซี่ยงและศิษย์พี่ของเขาต่างก็มีเส้นโลหิตหยินหยาง
ส่วนหลิวเมิ่งเอ๋อก็มีเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็ง จึงทำให้นางฟูมฟักซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานอย่างระมัดระวัง
เฉินเซี่ยงทราบว่าระดับเส้นโลหิตเพลิงน้ำแข็งของซู่เซี่ยนเซี่ยนไม่ธรรมดา
อย่างน้อยๆเส้นโลหิตของนางต้องอยู่ในระดับสวรรค์..หรือบางทีอาจจะถึงระดับศักดิ์สิทธิ์เลยก็ได้
ไม่อย่างงั้น นางคงไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วขนาดนี้
1 วันผ่านไป
ทั่วทั้งภูเขาปกคลุมไปด้วยเส้นสายข่ายพลัง
แต่ละส่วนที่เส้นสายเหล่านั้นไขว้ทับกันก็จะมีผลึกศิลาวางอยู่
ซู่เซี่ยนเซี่ยนฝังผลึกศิลาระดับสูงสุดทั้ง 300
ผลึกศิลาลงไปในข่ายพลังขนาดใหญ่
และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เหลิ่งยู่หลานได้วางข่ายพลังที่ใหญ่ขนาดนี้
แต่ยังไงซะทั้งเหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนยังคงสังสัย…เพราะวิธีการวางข่ายพลังที่ทั้งสองได้ร่ำเรียนมานั้นเป็นวิธีการเดียวกัน
แต่ถึงอย่างนั้น…ความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์นั้นดีเป็นอย่างมากจึงทำให้พวกนางไม่สงสัยต่อไป
เฉินเซี่ยงสัญญากับหลิวเมิ่งเอ๋อเอาไว้ว่าจะไม่กล่าวถึงตัวตนของนางให้ผู้ใดฟัง
แต่จากที่เห็น…ดูเหมือนว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะดีต่อซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานเป็นอย่างมากทั้งยังสอนสั่งทั้งคู่ในแบบเดียวกัน
“ตอนนี้จะขาดก็แค่เพลิงที่ทรงพลัง
พี่เซี่ยง…เพลิงของท่านน่าเกรงขามและยังมีความเข้มข้นสูงนัก!
หากได้เพลิงของท่านเติมลงไปในข่ายพลัง
บางทีมันอาจจะทำให้ข่ายพลังทรงพลังมากขึ้นก็ได้” เหลิ่งยู่หลานกล่าว
ด้วยความร่วมแรงของทุกคน…ในที่สุดข่ายพลังก็ถูกเตรียมจนสำเร็จ
นอกจากนี้ อุโมงค์ที่อยู่ภายในภูเขาก็ถูกขุดจนแล้วเสร็จ เหล่านักสู้ในระดับ 4
และเหนือกว่าในขอบเขตนักสู้แท้จริงคอยต้านรับการจู่โจมของทั้งสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจ
แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะจะพบเจอปัญหามากมาย
แต่ท้ายที่สุด..พวกเขาก็สามารถแก้ไขมันได้
เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนยอดเขาก่อนกล่าว
“ข้าจะลองดู!” ทันใดนั้น เปลวเพลิงพลันทะลักออกมาจากทั่วร่างของเฉินเซี่ยงก่อนปราณอันร้อนแรงจะแผ่ออกไปทั่วทิศทางในฉับพลัน
ด้วยเพลิงที่ทะลักออกมาจากร่างกายของเฉินเซี่ยงทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างที่สุด
จากสิ่งที่เห็นทำให้พวกเขาได้รู้ว่าเหตุใดด้วยอายุเพียงเท่านี้…เฉินเซี่ยงจึงได้กลายเป็นนักปรุงยาระดับ
4
เพราะจากเพลิงของเฉินเซี่ยง…นับว่าเหมาะสมกับนามของนักปรุงยาระดับ 4 แล้ว
ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยง…เขาใช้มันเข้าควบคุมการไหลเวียนของเพลิงและทำให้พวกมันไหลเข้าไปยังรอยแยกขนาดเล็กที่อยู่ในข่ายพลัง
เพลิงของเฉินเซี่ยงถูกบีบอัดอย่างประณีตจนมีขนาดเล็กมากๆ
ทั้งยังเกิดกลุ่มเพลิงขนาดเล็กที่เผาผลาญไปทั่วทั้งป่าโดยไม่ได้ตั้งใจ
เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาชี้นำเพลิงของเฉินเซี่ยงเข้าไปยังข่ายพลัง
ทั้งพวกนางยังทำให้เปลวเพลิงไหลเวียนเข้าไปในผลึกศิลาที่ฝังอยู่กับข่ายพลังเพื่อทำให้มันผสานเข้าด้วยกัน
เพราะหากไม่ถ่ายเพลิงเข้าไปในผลึกศิลา…พวกมันจะระเบิดออกจากการที่ถูกเพลิงแผดเผา
บนภูเขาลูกนี้มีผลึกศิลาหลายร้อยผลึกซึ่งหากมันระเบิดออกในเวลาเดียวกัน…สิ่งที่ตามมาคงน่ากลัวเกินบรรยาย
ยามค่ำคืนในดินแดนรกร้างอันมืดมิดกลับส่องสว่างไปด้วยรูปบบวิญญาณสีแดงฉานซึ่งทั้งงดงามและลึกล้ำอย่างที่สุด
ยามนี้เฉินเซี่ยงยังคงปลดปล่อยกระแสเพลิงอย่างคงที่จนเกือบเผาผลาญปราณแห่งหงษ์เพลิงของเขาจนหมด
ด้วยปราณอันมหาศาลของเฉินเซี่ยงต่างทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจ โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ผู้ใช้เพลิง
เพลิงของเฉินเซี่ยงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
ในความคิดของคนอื่นๆ…เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถปลดปล่อยเพลิงได้เป็นเวลานาน
แต่ในยามนี้ เฉินซี่ยงได้ปลดปล่อยเพลิงไปหลายชั่วโมงแล้ว
ทั้งเพลิงที่เฉินเซี่ยงปลดปล่อยออกมายังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย
“สำเร็จ!”
เหลิ่งยู่หลานและซู่เซี่ยนเซี่ยนตะโกนออกมาพร้อมๆกัน
บนหน้าผากของนางปรากฏเหงื่อเพราะพวกนางเผาผลาญสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก
โดยปกติแล้ว หลิวเมิ่งเอ๋อมักจะบอกให้พวกนางบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์เป็นพิเศษ
นั่นจึงทำให้พวกนางมีสัมผัสศักดิ์ในปริมาณที่ไม่น้อย
ในเวลานี้ศิษย์หลายคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆกัน
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขารู้ถึงความต่างระหว่างตนเองกับศิษย์ที่มีชื่อเสียงอย่างเฉินเซี่ยง
ซู่เซี่ยนเซี่ยน และเหลิ่งยู่หลานเพิ่มมากขึ้น
เพราะหากเป็นพวกเขา…คงไม่อาจใช้พลังได้นานขนาดนี้และพวกเขายังต้องทุ่มความพยายามเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงถอนเพลิงกลับพลางสูดหายใจลึกขณะที่รูปแบบวิญญาณที่อยู่บนยอดเขาและเหล่าลวดลายข่ายพลังพลันหายไปโดยไร้ร่องรอย
ทำให้คนมากมายรู้สึกประหลาดใจ
เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างเห็นข่ายพลังด้วยตาของตนเอง
แต่ตอนนี้มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่เดิมรูปแบบวิญญาณพวกนั้นลึกลับเป็นอย่างมาก
เมื่อรูปแบบวิญญาณพวกนั้นดูดซับเพลิงของเฉินเซี่ยงเสร็จแล้วมันก็จะหายไป
เฉินเซี่ยงไม่ได้ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ถ้าเผื่อเขาลูกนี้ถูกล้อม…เราจะทำยังไงถ้าข่ายพลังนี่เอาไม่อยู่?”
เจ้าอ้วนกล่าวถามด้วยความกังวล
เขารู้ว่ามันต้องใช้ผลึกศิลาจำนวนมากในการสร้างข่ายพลังอันนี้
ถึงผลึกศิลาพวกนั้นจะไม่ใช่ของเขาแต่เขาก็ยังรู้สึกปวดใจ
“วางใจได้…ตอนนี้ข่ายพลังผสานตัวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว
นอกจากพลังงานของข่ายพลังทั้งหมดถูกใช้หรือถูกใครก็ตามที่รู้วิธีทำลายข่ายพลังทำลายเข้า
ยังไงซะมันจะไม่ถูกทำลาย
แต่จริงๆแล้วข่ายพลังชนิดนี้จะทำหน้าที่ถ่วงเวลาเพื่อทำให้ทุกคนหลบหนีไปตามอุโมงค์ใต้ดิน
แต่หากยังมีคนหลุดเข้ามา พวกเราก็จะจัดการพวกมันเอง” เหลิ่งยู่หลานกล่าว……………………
Chapter
248 – วิกฤต
ยามนี้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
เหล่าสัตว์ปีศาจ และเหล่ามนุษย์ปีศาจไม่ได้เข้ามารุกรานศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะ
แต่ถึงอย่างนั้น
พวกเขายังคงกลัวว่าจะพบกับสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวอย่างจ่าฝูงหรือสัตว์โบราณเข้า
ตัวอย่างเช่น เจ้าจระเข้เกราะดำที่เฉินเซี่ยงพบก่อนหน้านี้
หากเป็นสัตว์ปีศาจระดับนั้นแน่นอนว่าย่อมสังหารมันได้
แต่ถ้าต้องพบกับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังกว่านั้นอย่างพวกที่มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่หล่ะ? หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่สามารถต้านทานได้แน่
ภายในภูเขา…
ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงกันกินอาหารที่ทำมาจากเนื้อของสัตว์อสูรบางชนิดที่เจ้าอ้วนนำติดตัวมาด้วย
เพราะเจ้าอ้วน…คือผู้ที่ขนอาหารมามากมาย
“อืม… 2 เดือน
ก็แค่เวลาเพียงไม่นาน!
ข้ากังวลก็แต่แท่นบูชายัญนั่นจะถือเป็นโกาสดีที่ผู้บ่มเพาะฝ่ายปีศาจจะลงมือกระทำการใหญ่
ข้าว่าพวกมันต้องมีแผนสำรองแน่
เพราะตราบใดที่แท่นบูชายัญยังอยู่ที่นี่พวกมันก็สามารถติดต่อคนจากแดนปีศาจได้
หากพวกนั้นลงมือช่วย…พวกนิกายฝ่ายปีศาจต้องทำได้อะไรต่อมิอะไรได้ง่ายแน่”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจ
ยิ่งมองไปยังภูมิประเทศของดินแดนรกร้างในตอนนี้ยิ่งค่อนข้างมั่นใจว่ามีการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังถูกผนึกเอาไว้ที่นี่
ทั้งยังค่อนข้างมั่นใจว่าตัวตนเหล่านั้นถูกทิ้งเอาไว้หลังจากมหาสงครามสามดินแดน
“ข้าจะไปทำลายแท่นบูชายัญกับเจ้า”
เห่าตงชิงกล่าวขึ้น
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางกล่าว
“ศิษย์พี่เห่า…ท่านอยู่ที่นี่ ข้าจะไปตรวจสอบดูก่อน
หากข้าไม่สามารถทำลายได้…ข้าจะกลับมา แล้วเราค่อยไปด้วยกันทีหลัง”
เห่าตงชิงอยู่ในระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงซึ่งกล่าวได้ว่าค่อนข้างทรงพลัง
แต่หากเฉินเซี่ยงไปคนเดียวย่อมทำให้เขาใช้สามารถได้สะดวกกว่า
“ท่านพี่..ข้าจะไปกับท่านด้วย!”
เหลิ่งยู่หลานกล่าว
การได้ท่องเที่ยวไปกับเฉินเซี่ยงคือความฝันของนางเมื่อนานมาแล้ว
“ยู่หลาน…ที่นี่ต้องการเจ้า
เจ้าต้อเชื่อฟังข้านะ!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ
เหลิ่งยู่หลานเองก็ไม่ได้อ่อนแอแต่อย่างใด แม้ที่นี่มีนักสู้ระดับ 1 และ 2
ขอบเขตนักสู้แท้จริงมากมาย
แต่พวกเขาย่อมไม่อาจรับมือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจพวกนั้นได้
ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น…นักสู้ที่แข็งแกร่งกว่าจำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อคอยป้องกัน
เหลิ่งยู่หลานค่อนข้างผิดหวังแต่นางยังคงพยักหน้ารับ
“นี่คืออักษรรูนสื่อสาร
ถ้าหากมีเรื่องเร่งด่วนให้เผามันแล้วข้าจะรู้ในทันที”
เฉินเซี่ยงยื่นส่งให้กับเห่าตงชิง
เขาได้อักษรรูนสื่อสารมาจากศิษย์ทะเลนิรันดร์ที่เขาสังหารไปก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะไปยังแท่นบูชายัญ
แต่หากที่นี่ไม่ปลอดภัยเขาย่อมเป็นกังวล แต่ตอนนี้
เขาย่อมไปสำรวจแท่นบูชายัญได้อย่างวางใจ
เฉินเซี่ยงรู้สถานที่ตั้งของแท่นบูชายัญ
เพียงแต่…มันอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรกร้าง หรือพูดอีกนัยนึง
ระหว่างที่เขาไปจะมีสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่ทรงพลังมากมาย
…
ยามนี้ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้รวมตัวกันทั้งหมดแล้ว
พวกมันคาดไม่ถึงว่าจะบาดเจ็บล้มตายมากขนาดนี้ทั้งเสียเว่ยหงเตาไป
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดคาดคิด…และยังแย่กว่าที่พวกมันคาดไว้มาก
“นิกายร้อยพิษของพวกเจ้ามันไร้ประโยชน์!
นอกจากจะจับใครไม่ได้แล้ว…ยังไปยั่วยุอสูรในส่วนลึกของดินแดนอีกหรอ!?”
ชายคนนึงตะโกนขึ้น
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจกำลังหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน
พวกมันทุกคนต่างสวมใส่ชุดคลุมดำและหมวกคลุมสีดำซึ่งเครื่องแต่งกายของพวกมันเป็นแบบเดียวกันหมด
“ฮึ่ม!
พวกข้า…นิกายร้อยพิษชำนาญการใช้พิษ
เจ้าไม่รู้หรอว่านิกายของพวกข้าเป็นที่เคารพของนิกายอื่นๆ? หากไม่มีใครร่วมมือกับพวกข้า…พวกข้าย่อมไม่สามารถเข้าใกล้พวกมันได้
อีกอย่าง ที่นี่ยังลมแรงมาก
หากพวกข้าใช้พิษ…พิษพวกนั้นก็จะถูกลมพัดไปจนหมดจนทำให้คนที่ถูกพิษคือฝ่ายเดียวกันเอง!
อาวุธลับของพวกข้าก็ไม่สามารถเอามาใช้กับพวกศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่น่าเกรงขามพวกนั้นได้เหมือนกัน”
เสียงอันแหบแห้งกล่าวโต้
“ตอนนี้พวกมันกำลังซ่อนตัวอยู่
ดูเหมือนว่ามันจะรู้แผนของเรา แต่…พวกมันรู้ได้ยังไง? พวกเรายอมตายมากกว่ายอมพูด
ถ้าพวกมันไม่เข้ามาในป่าพวกเราคงไม่อาจหลอกล่อพวกมันได้
จะทำได้ก็แค่ไปต่อสู้กับพวกมันซึ่งหน้า
แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเรายังไม่พอที่จะเป็นคู่มือให้พวกมัน!
อีกอย่าง…หัวหน้าเว่ยก็อาจจะเสร็จพวกมันไปแล้ว”
น้ำเสียงที่ชั่วร้ายและเศร้าโศกดังขึ้น
“ดูเหมือนพวกเราต้องใช้วิธีนั้น….”
เสียงชราดังขึ้น
…
เฉินเซี่ยงกระโดดผ่านป่าผ่านภูเขาอย่างรวดเร็ว
เขาพบกับมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมาย เพียงแต่เฉินเซี่ยงรวดเร็วเป็นอย่างมากจนทำให้เขาหลบหนีจากพวกมันได้
ยามนี้ เฉินเซี่ยงค่อนข้างรู้สึกสงสัย
เพราะดูเหมือนสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจจะรู้ว่ามีมนุษย์อยู่บริเวณนี้
“เจ้าพวกนั้นมีสัมผัสที่แข็งแกร่งเอามากๆหรอ!?”
เฉินเซี่ยงพึมพัม
ก่อนหน้านี้ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆถูกจู่โจมจากคลื่นสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจทำให้เขารู้สึกกังวลที่เขาจะมุ่งหน้าไปยังแท่นบูชายัญ
“พวกมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจพวกนั้นทั้งหมดมีความแข็งแกร่งในขอบเขตนักสู้แท้จริง!
เพียงแต่สติปัญญาของมันนับว่าไม่เท่าไหร่ ถึงการสัมผัสกลิ่นของพวกมันจะไวเอามากๆ
แต่พวกมันก็จะไม่ออกไปไหนไกล เว้นแต่….”
น้ำเสียงของซูเหม่ยเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“พวกมันกลุ่มนี้มีตัวตนที่แข็งแกร่งเป็นผู้นำโดยตรง!
ด้วยความที่ดินแดนรกร้างทางใต้เคยเป็นสนามรบตั้งแต่ครั้งโบราณ…บางที…อาจจะมีอสูรหรือปีศาจที่ทรงพลังถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่..และถูกผนึกเอาไว้แต่ยังคงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้!
” น้ำเสียงของเป่ยยู่ยู่กลายเป็นเย็นชากว่าเดิม
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้านด้วยความตกใจ
“หรือพวกมันถูกผนึกไว้ในส่วนลึกของดินแดนและสั่งให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจพวกนี้มาจับมนุษย์เพื่อเปิดแท่นบูชายัญแล้วปลดปล่อยตัวมันเองจากผนึก!?”
ในยามนี้…ไม่เพียงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจต้องการปลดปล่อยพวกมัน
แต่ไอ้แก่บ้านั่นยังพยายามปลดปล่อยตัวมันเองด้วย!
กลายเป็นว่าเรื่องราวยิ่งร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆแต่มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงต้องการทำลายแท่นบูชายัญมากขึ้น!
สิ่งที่เฉินเซี่ยงและพวกนางคาดเดาเอาไว้ต้องถูกต้องแน่
หลงเสวี่ยอี๋จึงกล่าวขึ้น “ถ้าเป็นแบบนั้น…ไอ้พวกที่ทรงพลังน่าจะยังถูกผนึกอยู่!
เร็วเข้า…เจ้าต้องรีบทำลายแท่นบูชายัญ!
ถ้าพวกมันหลุดออกมาได้…สถานการณ์ต้องน่ากลัวจนเกินบรรยายแน่”
“ไอ้บัดซบคนไหนเป็นคนจัดการเรื่องสถานที่แห่งนี้เมื่อครั้งมหาสงครามสามดินแดนกัน? พวกมันดันแอบทิ้งของที่อันตรายแบบนี้เอาไว้”
เฉินเซี่ยงแอบด่าทอ
“น่าจะเป็นใครบางคนที่แข็งแกร่งและสังหารได้ยากที่สามารถผนึกพวกมันไว้”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ไม่ได้กล่าวอะไร…โดยเฉพาะซูเหม่ยเหยา
เฉินเซี่ยงรู้ว่านางกำลังกังวลถึงอะไรบางอย่างเพราะก่อนหน้านี้รอยยิ้มอันงดงามของนางได้เลือนหายไป
กลุ่มของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจไล่กวดเฉินเซี่ยงอยู่ครู่นึงก่อนที่พวกมันจะยอมแพ้ไป
ดูเหมือนพวกมันกำลังถูกใครบางคนควบคุมอยู่และเฉินเซี่ยงก็ไม่อยากให้พวกมันเข้าโอบล้อมภูเขาทีี่สหายของเขากำลังซ่อนตัวอยู่
เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าใส่พวกมัน
ปราณจักรวาลของเขากลายเป็นฝ่ามือโปร่งแสงขนาดยักษ์กดทับลงไปพื้นดินอย่างรุนแรง
ส่งผลให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่อยู่เบื้องล่างร่างกายแหลกเหลวที่ละตัวๆ
“เฉินเซี่ยงระวังด้วย!
ถ้าพวกมันกำลังถูกใครควบคุมอยู่
บางที…คนที่ควบคุมพวกมันอาจจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้วก็ได้ อีกอย่าง
ตอนนี้เจ้าก็อยู้ในเส้นทางที่จะไปยังแท่นบูชายัญ
บางที…มันอาจจะเตรียมสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังบางชนิดไว้ต่อกรกับเจ้าก็ได้”
ซูเหม่ยเหยากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ไม่นานหลังจากซูเหม่ยเหยากล่าวจบ
เสียงคำรามราวอันฟังดูหดหู่และมืดมนของสัตว์พลันดังมาจากทางด้านหน้าทำให้ดินแดนอันดำมืดแห่งนี่น่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก
สายลมอันเย็นเฉียบ…ปราณแห่งความตายอันเหลือคณาแฝงมากับเสียงคำรามอันมืดมนที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า
เสียงคำรามทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบน่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจบอกบรรยายกระทั่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกกระวนกระวายใจ
“เข้ามาเลย..!
กระบี่ครามผลาญมังกรของบิดาผู้นี้ไม่ใช้ของที่เอาไว้ดูเล่น!”
เฉินเซี่ยงกำด้ามกระบี่ในมือแน่นและทันใดนั้น
กระบี่ครามผลาญมังกรพลันเปล่งรัศมีสีครามทั้งยังสั่นสะเทาราวกับมันกำลังตื่นเต้น
เมื่อรู้สึกได้ถึงเจตนาต่อสู้ที่ส่งผ่านมาจากกระบี่ครามผลาญมังกรทำให้โลหิตของเฉินเซี่ยงสูบฉีดเดือดพล่าน
ภารกิจของกระบี่ครามเองแน่นอนว่าคือการสังหารปีศาจและในการต่อสู้…มันยังช่วยเพิ่มพลังให้เฉินเซี่ยงสามารถล่าล้างสังหารอสูรและปีศาจได้!……………………
Chapter
249 – นักบวช
ต้นไม้มากมายที่อยู่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงเริ่มถูกฉีกกระชากทีละต้น
ก้อนหินมากมายเริ่มสั่นเทือน เศษฝุ่นทรายปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศ
พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับฝูงม้านับหมื่นกำลังวิ่งควบตรงเข้ามา
เพียงแต่…สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ฝูงม้า…แต่มันเป็นฝู่งสัตว์ปีศาจที่มีขนาดใหญ่กว่าม้าเป็นอย่างมาก
จากเสียงร้องของมันเมื่อครู่ เฉินเซี่ยงสามารถบอกได้ว่ามันคือหมาป่าขนาดใหญ่
ที่แผ่นหลังเฉินเซี่ยง…จู่ๆพลันเกิดกลุ่มเพลิงก่อนจะก่อตัวเป็นคู่ปีกเพลิงขนาดยักษ์ทำให้รูปลักษณ์ของเฉินเซี่ยงดูราวกับเป็นนกเพลิงขนาดมหึมา
เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกแห่งหงษ์เพลิง
อุณหภูมิอันร้อนแรงของเพลิงส่งผลให้ต้นไม้โดยรอบถูกเผาผลาญก่อนจะลามไปทั่วทุกทิศ
ทำให้เกิดทะเลเพลิงพร้อมกับควันขโมงซึ่งหากมองจากที่ห่างไกล…มันช่างเป็นฉากที่งดงามชวนมอง
ปีกเพลิงของเฉินเซี่ยงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งใช้ออกด้วยปราณแห่งหงษ์เพลิงทั้งหมด
เขาวางแผนจะใช้ปีกเพลิงยักษ์ย่างสดสัตว์ปีศาจนับหมื่นที่กำลังกรูกันเข้ามา
หากเฉินเซี่ยงอยากจะหนีมันนับเป็นเรื่องง่ายเพียงแต่ หากเขาทำเช่นนั้น…ฝูงสัตว์ปีศาจพวกนี้คงเข้าจู่โจมเหล่าสหายที่อยู่เบื้องหลังของเขา
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงถูกบดบังด้วยเปลวเพลิง
เส้นโลหิตสีฟ้าปูดโปนขึ้นบนหมัดที่กำแน่นทั้งสองข้างก่อนจะเกิดเสียงคำรามอันบ้าคลั่งก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเริ่มสะบัดปีกเพลิงที่ยาวกว่าร้อยจ้างเข้าใส่คลื่นสัตว์ปีศาจที่กำลังโถมเข้ามา
ด้วยการกวาดผ่านเพลิงครั้งเดียวของปีกเพลิงคู่ยักษ์ทำให้เกิดลมกรรโชกแรง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เบื้องหน้าถูกแผดเผาจนมอดไหม้
ก้อนหิน…ผืนดิน…ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจากความร้อนของเพลิงอันบ้าคลั่ง
ดินแดนรกร้างอันมืดมิดกลับถูกจุดขึ้นด้วยสีแดงฉาน
แผ่นดินอันเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องอันน่าสังเวชของสัตว์มากมาย
ทันทีที่เฉินเซี่ยงสบัดปีกเพลิง
เกิดคลื่นปราณอนร้อนแรงจนไม่อาจบอกบรรยายได้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปีกเพลิงกวาดผ่านมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในพริบตา
ทำให้ฝูงสัตว์ปีศาจอันโกลาหลตกอยู่ใต้ทะเลเพลิง
เพลิงแห่งจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมา
ซึ่งเพลิงชนิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปีศาจจะทนทานได้จนต้องทำให้พวกมันต้องพ่ายไปตามธรรมชาติ
หากพวกมันสัมผัสเข้ากับเพลิงตะวันสวรรค์จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแผ่ไปทั่วร่างกายของมันกระทั่งทุกอณูของร่างกายถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
สำหรับพวกมันแล้ว…เพลิงแห่งจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์คืนเพลิงมรณะที่มีไว้พิพากษาเหล่าปีศาจโดยเฉพาะ!!
ผ่านไปไม่นานปีกเพลิงคู่ยักษ์ของเฉินเซี่ยงก็อันตธานหายไป
ทั่วร่างของเขาอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้เฉินเซี่ยงจะเป็นผู้ใช้ทักษะ แต่เขาก็ยังถูกความร้อนจากเพลิงเมื่อครู่แผดเผา
ในยามนี้ ทิวทัศน์เบื้องหน้ายังคงถูกแผดเผาด้วยเพลิง
เหล่าสัตว์ปีศาจยังคงดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง
ฉากที่เห็นเบื้องหน้าราวกับการสาปแช่งจากไฟบรรลัยกัลป์แห่งขุมนรก
เฉินเซี่ยงกินเม็ดยาเข้าไปเพื่อฟื้นฟูปราณ
เขากำกระบี่ครามผลาญมังกรแน่นก่อนจะตะลุยเข้าไปในทะเลเพลิงที่ดูราวกับมีจิตสำนึกซึ่งรู้ว่าไม่ควรแผดเผาเฉินเซี่ยง
ขณะที่เฉินเซี่ยงตะลุยเข้าไปในทะเลเพลิง
เขาก็ใช้กระบี่ครามสังหารสัตว์ปีศาจที่ขวางทาง… ทะเลเพลิงลุกโหมอยู่เป็นเวลานาน
เหล่าสัตว์ปีศาจที่ดิ้นทุรนทุรายยังคงมีชีวิตอยู่
ความอดทนของพวกมันนับว่าไม่ธรรมดายิ่ง
ฝูงสัตว์ปีศาจมีทั้งหมาป่าทมิฬขนาดใหญ่และยังมีหมาป่าแดงที่แข็งแกร่งกว่าที่เฉินเซี่ยงเคยพบมาก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงสัณนิษฐานว่าฝูงหมาป่าพวกนี้ยังคงมีความสามารถในการสืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแม้พวกมันจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจก็ตาม
และที่สำคัญพวกมันยังแข็งแกร่งมาก เพราะหากมันสืบพันธุ์ไม่ได้
พวกมันคงไม่มีจำนวนมากมายขนาดนี้
เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังทิศทางที่มีเสียงดังที่สุด
รอบข้างเฉินเซี่ยงเต็มไปด้วยหมาป่าทมิฬขนาดยักษ์ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายและส่งเสียงร้องโหยหวนจากการที่พวกมันกำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา
ขาทั้ง 4
ข้างอันทรงพลังของพวกมันค่อยๆถูกเผาอย่างช้าๆจนทำให้มันไม่อาจยืนได้อีกต่อไป
“ดูเหมือนเพลิงจะเติบโตตามการบ่มเพาะของข้าจนสามารถเผาสัตว์ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้สินะ”
เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตวัดกระบี่ครามมังกรในมือสังหารหมาป่าทมิฬขนาดใหญ่จนมันขาดเป็น
2 ท่อน
เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่าภายในทะเลเพลิงแห่งนี้มีหมาป่าที่ถูกเขาสังหารไปทั้งหมดกี่ตัว
เขารู้เพียงว่ากระบี่ครามผลาญมังกรยังคงไม่พอใจ
แม้เฉินเซี่ยงจะกำกระบี่แน่นขนาดไหน…แต่กระบี่ก็ยังสั่นเทาเล็กน้อย
ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเฉินเซี่ยงกับกระบี่ทำให้เขาสัมผัสได้ว่า
กระบี่ครามผลาญมังกรกำลังกระหายสงคราม
“มีบางคนที่ทรงพลังอยู่บริเวณนี้!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น “ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยรัศมีที่ชั่วร้ายเป็นอย่างมาก
ทั่วร่างคนผู้นั้นแฝงไปด้วยความรุนแรงและโลหิต ดูเหมือนมันกำลังรอให้เจ้าเข้าไปหา
มันน่าจะเป็นศัตรูที่ทรงพลังที่สุดที่เจ้าจะได้พบหลังจากเข้ามายังดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้”
เฉินเซี่ยงตรึงเครียด
เขากลืนเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเข้าไปเพื่อฟื้นฟูพละกำลังของเขาอย่างรวดเร็ว
เขาต้องการกลับคืนสู่ความแข็งแกร่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ทรงพลัง
เมื่อข้ามผ่านทะเลเพลิงไป…บรรยากาศรอบตัวเฉินเซี่ยงพลันเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด
เมื่อผ่านไปช่วงขณะหนึ่ง…เสียงร้องโหยหวนของหมาป่าทมิฬก็อันตธานหายไปเพราะพวกมันทั้งหมดถูกเฉินเซี่ยงสังหารไปจนหมดสิ้น
หมาป่าทมิฬมากมายหลายตัวตกตายเพราะถูกเพลิงแผดเผา กลุ่มควันไฟลอยฟุ้งไปทั่วทั้งป่า
กลุ่มแสงที่เกิดจากเปลวเพลิงสาดส่องไปบนท้องฟ้า
แต่ถึงอย่างนั้น…มันกลับไม่ได้ทำให้ดินแดนรกรกร้างทางใต้นี้ร้อนขึ้น
แต่กลับกลายเป็นหนาวเย็นเเสียมากกว่า
ลมเย็น…เริ่มเย็นมากขึ้นและปราณปีศาจก็รุนแรงมากขึ้น…มันช่างแปลกยิ่งนัก
เฉินเซี่ยงพาดกระบี่ยักษ์ไว้บนบ่า
ตัวกระบี่เปล่งรัศมีอันหนาวเหน็บ เคร่งขรึม
สง่างามและลึกลับอยู่ตลอดเวลาทำให้เจตนาต่อสู้ของมันกระจ่างชัดยิ่งนัก
เมื่อรวมกระบี่กับเฉินเซี่ยง เขาดูราวกับผู้ล่าสังหารปีศาจ
เฉินเซี่ยงชะงักฝีเท้าก่อนจะผ่อนลมหายใจ
ทันใดนั้น…ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงกลับปรากฏเป็นชายคนหนึ่ง
มันมีรูปร่างผอมกระหร่อง มีชุดคลุมยาวปกปิดไปทั่วทั้งแขนและขา
ใบหน้าของมันดำสนิท…แต่ดวงตาของมันกลับปรากฏเป็นแสงสีแดง
ในมือของมันถือไว้ด้วยหอกสีขาวที่ยาวเป็นพิเศษ หอกกระดูกขาวราวกับหิมะของมันถูกห่อหุ้มด้วยสีดำทมิฬแลดูลึกลับ
เพียงแค่มองก็รู้ทันทีว่าหอกของมันนับเป็นอาวุธที่ดี
เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของมัน
เฉินเซี่ยงจึงมั่นใจว่ามันต้องเป็นปีศาจมนุษย์ที่มีภูมิปัญญาเป็นของตนเองแน่
“เจ้ากำลังจะไปทำอะไรที่แท่นบูชายัญ?”
ชายคนนั้นกล่าวถาม
น้ำเสียงของมันแข็งกระด้าง เย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์และน่าขยะแขยงเป็นอย่างมาก
เมื่อเผชิญหน้ากับชายคนนึง…ปฏิกริยาโดยทั่วไปคือเฝ้าระวังหรืออาจถึงขั้นหวาดกลัว
แต่เฉินเซี่ยงกลับยิ้มกว้างพลางกล่าว “อย่างแรกเลย
ที่ข้าจะไปแท่นบูชายัญมันก็ไม่ใช่ธุระของเจ้า
แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆงั้นข้าจะบอกให้ ข้ากำลังจะไปฉี่ใส่มันไง!”
คำตอบของเฉินเซี่ยงทำให้ใบหน้าของชายที่แข็งกระด้างต้องขมวดมุ่น
ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงราวกับโลหิตออกมาทำให้เฉินเซี่ยวสัมผัสได้ถึงปราณแห่งความตายและกลิ่นคาวเลือดอันหนาแน่นที่อยู่ห้อมล้อมตัวเขาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งแท่นบูชายัญ…และข้าคือนักบวช
เจ้าดูหมิ่นแท่นบูชายัญอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้า!
ข้าจะใช้โลหิต…หัวใจ…และจิตวิญญาณของเจ้าเพื่อเส้นสรวงต่อเทพปีศาจ”
แม้น้ำเสียงของมันจะดูแข็งกระด้าง แต่มันกลับแฝงไปด้วยความตื่นเต้นอย่างมาก
เมื่อยามที่มันกล่าวถึง ‘เทพปีศาจ’ น้ำเสียงอันแหลมสูงของมันจะเต็มไปด้วยความเคารพ
อ่อนน้อม แตกต่างน้ำเสียงอันไร้ซึ่งอารมณ์ก่อนหน้านี้
เมื่อเห็นเช่นนั้น
เฉินเซี่ยงจึงค่อนข้างประหลาดใจ เขาเหยียดหยามพลางกล่าว
“ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะมีความสามารถพอที่จะหยุดข้าได้มั้ย..”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ
เขาพลันเห็นแสงสีแดงพุ่งตรงเข้ามา
เฉินเซี่ยงเบี่ยงศีรษะหลบไปด้านข้างในเสี้ยววินาทีและเห็นเพียงเส้นผมของตนปลิวไปตามสายลมอันเย็นเฉียบพร้อมกับหอกกระดูกขาวยาวที่ปกคลุมด้วยรูปแบบวิญญาณมากมายพุ่งเฉิดแก้มไป
เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงปราณอันเย็นเฉียบที่ทะลักออกมาจากหอกทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ……………………….
Chapter
250 – ทำลายวิกฤต
หอกกระดูกขาวอาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงฉานราวกับสีของโลหิตทำให้มันดูประหลาดเป็นอย่างมาก
เมื่อหอกพลาดเป้า…ชายคนนั้นกลับไม่ได้แทงหอกใส่เฉินเซี่ยงต่อ
มันถอนหอกกลับมาก่อนจะล่าถอยเล็กน้อย มือทั้งสองข้างของมันกำหอกไว้แน่น
มันชูหอกขึ้นฟ้าก่อนตะโกนลั่น ทันใดนั้น…วังวนสีดำขนาดยักษ์พลันปรากฏขึ้น[oท้องฟ้า
ปราณปีศาจที่อยู่ภายในดินแดนรกร้างทั้งหมดเริ่มไหลทะลักเข้าสู่วังวนที่อยู่เหนือหัวของมัน
“รีบหยุดมันเร็วเข้า
ถึงข้าไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆมันถึงได้รวบรวมความแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้
แต่หากปล่อยให้มันทำสำเร็จ…เจ้าอาจจะเจอปัญหาก็ได้” ซูเหม่ยเหยาเร่งเตือน
“ดูเหมือนมันจะติดต่อกับแดนปีศาจ
มนต์ที่มันกำลังร่ายอยู่มาจากคัมภีร์โบราณของแดนปีศาจซึ่งมีคนเพียงหยิบมือที่เข้าใจ
ดูเหมือนมันจะเป็นนักบวชจริงๆ” เป่ยยู่ยู่กล่าว
ตันเถียนของเฉินเซี่ยงสงบนิ่ง
ภาพร่างหยินหยางเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ปราณของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5
ทะลักออกจากภาพร่างหยินหยางแล้วผสานรวมกันจนกลายเป็นปราณจักรวาล
ปราณจักรวาลอันรุนแรงถูกถ่ายเข้าไปยังกระบี่ครามผลาญมังกรจนทำให้น้ำหนักของกระบี่พุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ถึงอย่างนั้น…เฉินเซี่ยงยังคงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเฉินเซี่ยงรู้สึกเพียงว่ากระบี่ครามผลาญมังกรในมือสามารถตัดทุกสิ่งบนโลกนี้ได้
เฉินเซี่ยงไม่ทราบว่ายามนี้นักบวชคนนั้นกำลังทำอะไร
เขารู้เพียงว่าสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ต้องน่ากลัวเป็นอย่างมาก หากเฉินเซี่ยงปล่อยให้มันทำสำเร็จ…เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
ขณะที่กระบี่ครามผลาญมังกรกำลังสั่นเทาอย่างต่อเนื่อง…จู่ๆมันกลับสงบนิ่งก่อนเฉินเซี่ยงจะตะโกนขึ้น
“ไอ้ปีศาจ…ไปลงนรกซะ!”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าว
กระบี่ยักษ์พลันเปล่งประกายรัศมีแห่งธรรมะก่อนจะปรากฏแสงสีครามระเบิดตามออกมาส่งผลให้เกิดเสียงมังกรลึกลับคำรามกึกก้องไปทั่วทุกทิศ
ในยามนั้นเฉินเซี่ยงรู้สึกได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากของกระบี่ครามผลาญมังกรจนในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าตนเองเข้าใจกระบี่เล่มนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น
ความแข็งแกร่งและอำนาจที่ซ่อนอยู่ในกระบี่เล่มนี้มีมากมายมหาศาล
เฉินเซี่ยงยังได้รู้ว่าในกระบี่เล่มนี้ยังมีรัศมีแห่งธรรมะที่เป็นอันตรายต่อปีศาจและอสูรที่ชั่วช้าอย่างมาก
เฉินเซี่ยงทะยานเข้าใส่นักบวชคนนั้นอย่างดุร้ายราวกับพยัคฆ์มังกรที่ทำให้เขาได้รับความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล
เฉินเซี่ยงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่หอกกระดูกที่บัดนี้ได้ชูขึ้นบนท้องฟ้า
ทันทีที่กระบี่สัมผัสโดน…เสียงมังกรคำรามพลันดังกึกก้องรอบทิศ
รัศมีแห่งธรรมะเข้าจู่โจมทำลายวังวนทมิฬที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า
ฉากที่เห็นดูราวกับมังกรถูกปลุกให้ตื่นก่อนจะเกิดเสียงคำรามแหลมสูงอันไพเราะทำให้พื้นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*ตูม!*
บนท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไป
เสียงสีแดงและครามมากมายนับไม่ถ้วนประกายขึ้นในฉับพลันก่อนจะพุ่งแหวกเมฆสีดำทมิฬขึ้นไปจนบังเกิดเป็นหลุมเมฆ รอยแยกที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการปะทะกันของปราณ
2 สายที่ทรงพลังพุ่งแหวกแยกเมฆออกจากกันจนเกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามจับใจ
วังวนทมิฬขนาดยักษ์ที่อยู่เหนือศีรษะของนักบวชคนนั้นหายไป
เหลือเพียงแสงสีครามและแดงกำลังพัวพันกัน…
เสียงอื้ออึงมากมายดังสะท้อนไปทั่วทั้งดินแดนรกร้างก่อนที่มันจะสงบลงอย่างช้าๆจนกลายเป็นเงียบสงัดอีกครั้ง
ทะเลเพลิงที่อยู่ด้านหลังของเฉินเซี่ยงถูกพัดปลิวหายไปจากผลของการปะทะเมื่อครู่
ทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบของทั้งเฉินเซี่ยงและนักบวชหายไปเหลือเพียงแต่แผ่นดินที่ว่างเปล่าซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้
ที่บริเวณโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้และเนินเขา
มือทั้งสองข้างของเฉินเซี่ยงรู้สึกมึนชา
เขาคาดไม่ถึงว่าหอกกระดูกเล่มนั้นจะทรงพลังขนาดนี้
ไม่เพียงเฉินเซี่ยงไม่สามารถทำลายมันได้ แต่อวัยวะภายในของเขายังถูกบีบเค้น
แต่ถึงอย่างนั้น…อย่างน้อยเฉินเซี่ยงก็สามารถขัดขวางนักบวชผู้นั้นได้
นักบวชมองเฉินเซี่ยงอย่างเกรี้ยวกราด
ปากของมันปรากฏโลหิตสีดำลอยออกมาขณะที่ดวงสีแดงฉานของมันก็ปรากฏปราณสีดำทมิฬขึ้น
สายฟ้าสีแดงปรากฏขึ้นรอบๆหอกกระดูกของมัน
ทั้งความโกรธเกรี้ยวของมันก็เปลี่ยนเป็นปราณปีศาจทะลักออกจากทั่วร่าง
“เจ้ายับยั้งข้าจากการครอบครองความแข็งแกร่งของเทพเจ้าปีศาจที่หลงเหลืออยู่ที่นี่! เจ้าทำให้ข้าพลาดโอกาสเพียง 1
เดียวที่จะได้รับการยอมรับจากเทพเจ้า! ข้าจะทำให้เจ้าปราถนาที่จะตายมากอยู่!”
เสียงของนักบวชฟังดูเย็นชาและเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองราวกับน้ำเสียงของอสูรนรก
เฉินเซี่ยงแอบตกใจ
ครอบครองความแข็งแกร่งของเทพเจ้าปีศาจที่หลงเหลืออยู่งั้นหรอ? ปราณปีศาจส่วนใหญ่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้หรอ? เรื่องนี้ค่อนข้างน่าหวาดกลัว
“พี่ยู่ยู่…ไอ้บ้านี่มันมาจากไหน? สิ่งที่อยู่ในมือมันน่ากลัวนัก
มันเหมือนกับกระบี่ครามผลาญมังกรของข้า…และข้าก็ไม่สามารถตัดมันได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามอย่างรีบร้อน
“
‘เทพปีศาจโบราณ’
คือผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนปีศาจ… ในช่วง ‘มหาสงครามสามดินแดน’
เทพปีศาจโบราณจงใจทิ้งสถานที่เช่นนี้เอาไว้พร้อมกับแท่นบูชายัญและนักบวชที่บ่มเพาะปราณปีศาจ
แม้พวกมันจะพ่ายแพ้…แต่ตราบใดที่นักบวชและแท่นบูชายัญยังอยู่ ก็เป็นไปได้ที่พวกมันจะสามารถกลับไปยังแดนปีศาจผ่านทางแท่นบูชายัญ…ไม่ก็อาจจะได้รับคำชี้แนะจากเทพปีศาจโบราณที่อยู่ในแดนปีศาจก็ได้
พูดง่ายๆก็คือ…มันเป็นวิธีการคืนชีพของเหล่าปีศาจที่ตกตายไปแล้ว
แต่แน่นอน…เมื่อแท่นบูชายัญที่ถูกซ่อนไว้รอบโลกถูกพบ พวกมันก็จะถูกทำลายในทันที
หรือพูดอีกนัยนึง สถานที่แห่งนี้ไม่ยอมรับพวกมัน
แต่ด้วยสนามรบโบราณยังถูกผนึกไว้ในตอนนี้ ทำให้ไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับพวกมัน”
เป่ยยู่ยู่อธิบายอย่างรวดเร็วซึ่งดูผิดแผกไปจากที่นางเป็น
เพราะยามนี้นางช่างพูดจานัก
เฉินเซี่ยงแอบสาปแช่งพวกนิกายฝ่ายปีศาจ
พวกมันทราบถึงการคงอยู่ของสิ่งที่อันตราย
ทั้งยังวางแผนให้เหล่าตัวตนอันชั่วร้ายได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้ง
“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจน่าจะได้รับบันทึกบางอย่าง
แต่บันทึกที่พวกมันได้มาไม่ครอบคลุมนัก บางที
พวกมันอาจจะไม่รู้เรื่องราวที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้ก็ได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว
ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงจึงคาดเดาว่าเป่ยยู่ยู่คือผู้คนในแดนปีศาจ
มิเช่นนั้น นางจะรู้รายละเอียดของเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างไร
เพราะแม้กระทั่งซูเหม่ยเหยาและหลงเสวี่ยอี๋เองก็ยังไม่ทราบ
“ของที่อยู่ในมือมันนับเป็นของดีและกระบี่ของเจ้าก็ไม่สามารถตัดมันได้
ถึงแม้มันจะค่อนข้างชั่วร้าย…แต่ยังไงเจ้าก็ต้องเอามันมาให้ได้” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
ทันทีที่นางกล่าวจบ
นักบวชพลันส่งเสียงคำรามแปลกๆออกมาก่อนจะแทงหอกเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างรุนแรง *ซู
ซู* แต่ก่อนที่หอกจะพุ่งถึงเฉินเซี่ยง ปราณอันทรงพลังและแหลมคมพลันปรากฏขึ้นราวกับลูกศรพุ่งผ่านอากาศไป…
เฉินเซี่ยงตอบสนองช้าไปเล็กน้อยทำให้แก้มของเขาปรากฏรอยโลหิตจากปราณอันทรงพลังขึ้น
แต่กระนั้น…เขาก็ยังสามารถหลบหอกของนักบวชได้
เมื่อยามที่หอกพุ่งเข้ามาถึง…แม้มันจะได้เคลื่อนไหวไม่มากนักแต่เฉินเซี่ยงยังสัมผัสได้ถึงพลังที่แฝงมากับมันได้
หากเฉินเซี่ยงถูกหอกแทงเข้า…ผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้
นักบวชคนนั้นจงใจแทงศรีษะของเฉินเซี่ยงและเฉินเซี่ยงก็ตระหนักถึงจุดนี้ได้
ไม่เพียงหอกกระดูกของนักบวชจะแข็งอย่างไม่อาจบอกบรรยายได้
แต่ผลกระทบของมันก็พิเศษเฉพาะเป็นอย่างมาก เพราะเพียงพริบตามันก็สามารถรวบรวมพลังไว้ที่หัวหอกได้มากมาย
แค่มันแทงออก พลังที่มันเก็บสะสมไว้ก็จะระเบิดออก
หากมันแทงพลาดเป้าพลังที่ปลดปล่อยออกมาก็กลับคืนเจ้าของๆมันในทันที ซึ่งนี่
คือการลดการเผาผลาญปราณ
เฉินเซี่ยงถูกโจมตี
2 ครั้งซ้อน เมื่อยามที่เขาถูกจู่โจม
เขาจะให้ความสนใจกับการไหลเวียนของพลังของหอกอย่างใกล้ชิด
ทำให้เขาสามารถคาดเดาทิศทางการจู่โจมของมันได้
หอกเล่มนั้นนับว่าไม่เลว…แม้เขาจะมีกระบี่ครามผลาญมังกร
แต่มันย่อมเป็นเรื่องดีหากเขาจะมีอาวุธอื่นๆที่ทรงพลังด้วย
ดูเหมือนว่าหอกกระดูกเล่มนั้นจะไม่มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมะอยู่เลย
“ไอ้หมอนี่ก็แค่คนแสดงป่าหี่…
มันรู้แค่วิธีใช้หอกแทงเจ้า บางทีมันอาจจะไม่รู้ทักษะอื่นๆเลยก็ได้”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
ทันทีที่นางกล่าวจบ
นางก็รู้ทันทีว่านางที่นางกล่าวไปนั้นผิด
นักบวชคนนั้นกางมือออกก่อนจะกลายเป็นกงเล็บกระดูกขนาดใหญ่ที่แผ่รัศมีสีแดงโลหิตแล้วตะปบเข้าใส่เฉินเซี่ยง
เมื่อกงเล็บเคลื่อนเข้าใกล้เฉินเซี่ยง ทันใดนั้น
กลับปรากฏเป็นปราณปีศาจพุ่งออกไปทั่วทุกทิศ
เฉินเซี่ยงรู้ว่าหากเขาถูกกงเล็บตะปบเข้า
ศีรษะของเขาต้องขาดแน่
กงเล็บกระดูกตะปบเข้าใส่ของเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
แต่ก่อนที่มันจะสัมผัสเฉินเซี่ยง…เงาร่างของเขาพลันสลายกลายเป็นหมอกควัน
มันคือร่างเสมือนที่ก่อร่างขึ้นจากหมอก
ทันใดนั้น
เงาร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของนักบวชก่อนที่มือทั้งสองที่กำลังกำกระบี่ครามผลาญมังกรที่แฝงไปปราณอันหนาแน่นจะแอบฟาดฟันเข้าใส่นักบวชจากทางด้านหลัง…………………..
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น