WORLD DEFYING DAN GOD 251 - 260
Chapter
251 –
เนตรปีศาจ
ขณะที่เฉินเซี่ยงเห็นกระบี่ยักษ์ของเขากำลังจะผ่านักบวชออกเป็น
2 ซีก จู่ๆเขากลับรู้สึกปวดตา นักบวชกลับบิดมือของมันทั้งสองข้างกลับมาด้านหลังอย่างฉับพลันเพื่อต้านรับการจู่โจมของเฉินเซี่ยงด้วยหอกกระดูกและในเวลาเดียวกัน…ผลกระทบที่รุนแรงจากหอกของมันก็พุ่งผ่านกระบี่ครามผลาญมังกรเข้าสู่ข้อมือของเฉินเซี่ยงจนทำให้กระบี่เกือบจะหลุดออกจากมือของเขา
การที่นักบวชป้องกันการโจมตีของเฉินเซี่ยงนับว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก
เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือจากการคาดเดาของเฉินเซี่ยง
ทั้งยังทำให้เขาประหลาดใจอย่างอธิบายไม่ถูก
การจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่แฝงไปด้วยน้ำหนักหลายแสนจินบวกกับพลังอันน่าเหลือเชื่อของกระบี่ครามผลาญมังกร…ปีศาจที่ชั่วร้ายทั้งหมดย่อมถูกจัดการจากการจู่โจมเมื่อครู่
แต่กลายเป็นว่าการจู่โจมนั้นกลับถูกป้องกันหอกกระดูกที่เรียวบาง
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังตกใจ
นักบวชหันหลังกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้กงเล็บกระดูกยักษ์ตะปบเข้าใส่เฉินเซี่ยงอีกครั้ง
การจู่โจมของมันเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด รัศมีที่เป็นอันตรายก่อให้เกิดความกลัวซึมลึกลงไปยังจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน
เมื่อเห็นกงที่กำลังจู่โจมเข้ามา
จิตใต้สำนึกสั่งให้เฉินเซี่ยงจึงจับข้อมือของนักบวกไว้ ที่นิ้วมือทั้ง 5
ของเฉินเซี่ยงหุ้มด้วยปราณที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงซึ่งก็คือ ‘ดรรชนีรัศมี’
ที่สามารถเจาะและบดขยี้หลายๆสิ่งได้ราวกับเต้าหู้
ช่วงเวลานั้น
เฉินเซี่ยงควบแน่นปราณจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ดรรชนีรัศมีทำให้มันน่าเกรงขามขึ้นเป็นอย่างมาก
เมื่อเฉินเซี่ยงคว้าจับข้อมือของนักบวชได้ เขาก็บีบมันอย่างรุนแรง
แต่กระนั้น…หลายๆสิ่งกลับไม่เป็นไปตามที่เฉินเซี่ยงคาด เพราะทันทีที่นิ้วทั้ง 5
ของเฉินเซี่ยงจมลึกลงไปในเนื้อจนเกือบจะถึงกระดูกข้อมือของนักบวช
เขาพลันรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างที่เข้าต้านทานดรรชนีรัศมีของเขาเอาไว้
ขณะที่เขาคว้าจับข้อมือของมันอยู่
หอกในมือของนักบวชพลันแทงตรงเข้าใส่หน้าอกเฉินเซี่ยง ใบหน้าของนักบวชดูดุร้ายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ตอนนี้ทั้งมันและเฉินเซี่ยงไม่ได้อยู่ห่างกันมาก
ทั้งยังไม่มีทางให้เฉินเซี่ยงหลบหนี
นี่เป็นอีกครั้งที่เฉินเซี่ยงถูกนักบวชเข้าจู่โจมและเวลานี้นับว่าสายเกินกว่าที่จะหลบ
หอกกระดูกแทงเข้าไปที่หน้าอกของเฉินเซี่ยงแต่ไม่ได้มากลึกนักก่อนจะบังเกิดพลังอันรุนแรงพลักเฉินเซี่ยงปลิวไปไกลกว่าร้อยก้าว
เฉินเซี่ยงผ่อนลมหายใจเล็กน้อย
หากไม่ได้เกราะเต่าทมิฬช่วยป้องกันการจู่โจมเมื่อครู่…หัวใจของเขาอาจจะโดนหอกกระดูกของแทงทะลุไปแล้ว
เกราะแห่งเต่าทมิฬคือชุดเกราะของเทพเจ้าเมื่อครั้งโบราณกาลซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นชุดเกราะที่สามารถทำลายได้
ไม่เพียงมันจะช่วยป้องกันผู้สวมใส่จากอันตรายทางกายภาพจากอาวุธนานาชนิด
แต่มันยังช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการจู่โจมได้ถึงครึ่งนึง
“มันแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก
เจ้าทำได้แค่ตามความเร็วของมันอย่างฉิวเฉียด ถ้างั้น…เจ้าใช้พลังของข้าเป็นไง?”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวถาม
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็น
พลังของเจ้าสมควรเก็บไว้ใช้ในสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด
ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น” เฉินเซี่ยงปฏิเสธความช่วยเหลือของหลงเสวี่ยอี๋อย่างหนักแน่น
เมื่อนักบวชเห็นเฉินเซี่ยงยังคงยืนอยู่อย่างปกติอย่างเช่นเดิม
มันจึงไม่เข้าใจว่าทำใมมันถึงไม่สามารถทำอันตรายแม้แต่ปลายเส้นผมของคู่ต่อสู้ของมันได้
ถึงแม้มันจะใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดของมันไปกับการจู่โจมก็ตาม
ทันใดนั้น
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏไอน้ำระเหยก่อนที่สายน้ำเส้นหนาจะปรากฏขึ้นใต้เท้าของนักบวชแล้วรัดตรึงมันอย่างแน่นหนา
เฉินเซี่ยงใช้เถาวัลย์น้ำด้วยปราณแห่งเต่าทมิฬและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาเป็นจำนวนมาก
วินาทีนั้น
เงาร่างของเฉินเซี่ยงปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของนักบวชในฉับพลัน
เฉินเซี่ยงใช้เถาวัลย์น้ำเพื่อชิงโอกาส ด้วยความที่นักบวชรวดเร็วเป็นอย่างมาก
หากเฉินเซี่ยงจู่โจมมันตรงๆมันอาจจะหลบหรือไม่ก็ป้องกันได้
ดังนั้นจึงมีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้เฉินเซี่ยงมีโอกาสจู่โจมมัน
นักบวชสงบนิ่งเป็นอย่างมากแม้มันจะเคลื่อนไหวไม่ได้ก็ตาม
มันยืนนิ่งอย่างมั่นคงพร้อมกับชูหอกขึ้นแล้วแทงเข้าใส่เฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงคาดเดาไว้ก่อนแล้ว เมื่อหอกพุ่งเข้ามา
ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏเกล็ดขึ้นมากมายก่อนจะคว้าจับไปยังหอกที่กำลังแทงเข้ามา
ขณะที่มืออีกข้างก็ชูกระบี่ครามผลาญมังกรขึ้น
กระบี่ครามผลาญมังกรสั่นไหว
ปราณอันผันผวนแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศก่อนเกิดเป็นลมกรรโชกแรกขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมฆหนาที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเริ่มหมุนวน
สายฟ้าสีครามประกายแปร้บปร้าบบังเกิดเป็นวังวนของสายฟ้า
ที่ด้านหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏน้ำทะเลสูงที่แฝงไปด้วยพลังอันไม่อาจหยุดยั้งจนทำให้เฉินเซี่ยงเหมือนกำลังยืนอยู่บนยอดคลื่นสูงก่อนที่มันถาโถมเข้าใส่กระบี่ยักษ์ของเฉินเซี่ยง
หอกกระดูกของนักบวชถูกเฉินเซี่ยงกำไว้แน่น
แม้บนฝ่าของเขาจะหุ้มด้วยเกราะเต่าทมิฬ
แต่เขายังคงรู้สึกได้ถึงพลังอันรุนแรงของหอก หากเขาคลายมือออกเพียงเล็กน้อย
หอกนั่นต้องหลุดจากฝ่ามือของเขาแน่
ยามนี้เฉินเซี่ยงไม่ต้องจับหอกไว้นานนักเพราะกระบี่ยักษ์ของเขาได้ฟาดฟันลงมายังนักบวชแล้ว
‘คลื่นสายฟ้า’
คือหนึ่งในเจ็ดเพลงกระบี่ผลาญมังกร
เมื่อผสานรวมกับกระบี่ครามผลาญมังกรและปราณแห่งมังกรครามยิ่งทำให้การจู่โจมนี้น่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น
เมื่อเพลงกระบี่ถูกใช้ออก
การจู่โจมของมันราวกับคลื่นคลั่งที่เต็มไปด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้างของธรรมชาติที่สามารถป่นทำลายปฐพีจนพินาศย่อยยับได้
“อ้า….”
ทันทีที่กระบี่ครามผลาญมังกรฟาดฟันเข้าใส่
นักบวชพลันกระอักเลือดและผมของมันได้ชี้ชูชันได้ความหวาดกลัว ทั้งแผ่นดินเบื้องล่างบังเกิดเป็นเกลียวคลื่นสะท้อนขึ้นลงจากเพลงกระบี่ของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงต้องการผ่าศัตรูของเขาให้ขาดเป็นสองท่อน
แต่กลับมีพลังแปลกๆสายนึงเข้ามาขัดขวางจนทำให้เขาพลาดเป้า
เฉินเซี่ยงทำให้เพียงตัดแขนข้างที่ถือหอกของมันออกจากร่างได้เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เขากระชากหอกกระดูกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะโยนแขนของมันออกไปแล้วเก็บหอกเข้ากระเป๋า
“จุดอ่อนของมันอยูที่หัวใจ
หากกระบี่เมื่อครู่ของเจ้าไม่พลาดเป้า กระบี่ของเจ้าย่อมตัดผ่าไปที่หัวใจของมัน”
เป่ยยู่ยู่เร่งกล่าวขึ้น
ดวงตาของเฉินเซี่ยงเปล่งประกาย
แต่ในฉับพลัน
นักบวชกลับส่งเสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวออกมาแล้วทำลายเถาวัลย์น้ำก่อนจะโฉบเข้าหาเฉินเซี่ยง
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดคือแขนที่เขาเพิ่งตัดมันออกจากร่างของนักบวชกลับลอยเข้าไปหามันแล้วต่อกลับไปเป็นเช่นเดิม
ไม่นานหลังจากที่แขนของมันผสานกัน
เฉินเซี่ยงก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
แม้เขาจะฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งแต่และเพลงกระบี่ยังก่อเกิดเป็นลมกรรโชกรุนแรงและยังแฝงไปด้วยปราณอันรุนแรงกระหน่ำเข้าใส่ร่างกายของมันจนเกิดเป็นเสียงสายฟ้าฟาดดังกระหึ่ม
แต่ถึงอย่างนั้น…ศัตรูของเขากลับไม่ได้รับอันตรายจากสายฟ้าราวกับการจู่โจมของเฉินเซี่ยงไม่สามารถทำอันตรายมันได้
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ
เฉินเซี่ยงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่ศัตรูอีกหลายครั้ง
แต่มันกลับยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าต่อตาเฉินเซี่ยง
แต่ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันอีกครั้ง
มันกลับยื่นมือขึ้นจับกระบี่ของเฉินเซี่ยงเหมือนกับที่เฉินเซี่ยงจับหอกของมันก่อนหน้านี้
กระบี่ของเฉินเซี่ยงถูกมันคว้าจับไว้แน่น
เขาไม่สามารถขยับกระบี่ได้ พลังเช่นนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกหวาดกลัว
เขารู้ว่าเขาได้ทำให้ศัตรูของเขาโกรธเข้าแล้ว
ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงปีศาจที่เติบโตมาจากปราณปีศาจอันอุดมสมบูรณ์ในที่แห่งนี้มานานหลายปี
หากเฉินเซี่ยงสามารถจู่โจมมันได้จริงๆ บางทีมันคงถูกเขาผ่าเป็นสองท่อนไปแล้ว
เพราะพระบี่ครามผลาญมังกรของเขามีอำนาจพิเศษที่ใช้จัดการกับปีศาจและอสูร
แต่ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้น…ย่อมชัดเจนว่าช่องว่างของความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองนั้นห่างกันมากมายเพียงใด
ทันใดนั้น
แขนของนักบวชได้กลายเป็นกงเล็บกระดูกขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยปราณแห่งความตายอันวังเวงและหนาแน่นกว่าก่อนหน้านี้
ปราณปีศาจทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้ถูกดูดเข้าไปในร่างกายของมันอย่างบ้างคลั่งทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นกงเล็บกระดูกที่กำลังจะคว้าจับตัวเฉินเซี่ยง
เขาไม่ยอมปล่อยกระบี่ครามให้หลุดออกจากมือ เขารู้ว่าหากเขาปล่อยมือ
กระบี่ครามย่อมถูกฉวยไปแน่ แต่เมื่อเวลาวิกฤตมาถึง
ดวงตาของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏลำแสงสีแดงอันรุนแรงสองสายยิงทะลุเข้าที่หัวใจของศัตรู
ท่าทางอันอหังการของนักบวชพลันชะงัก พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่มันรวบรวมไว้พลันสลายหายไปในอากาศในฉับพลัน
เฉินเซี่ยงรู้สึกเริงร่าอยู่ในใจ
เขาล่าถอยไปเบื้องหลังเล็กน้อยแต่ยังไม่กล้าเข้าจู่โจมมันอีกครั้ง
ตอนนี้เขารู้ว่านักบวชมีท่าทีแปลกเป็นอย่างมาก
ด้วยพลังอันรุนแรงที่ระเบิดออกมาจากร่างกายของมัน
เฉินเซี่ยงสามารถดูดซับพลังเหล่านี้เพื่อความแข็งแกร่งของเขาได้
กลายเป็นว่าจุดอ่อนของมันคือหัวใจจริงๆ
เพียงแต่ร่างกายของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ขนาดมันถูกโจมตีจากกระบี่ที่ทรงพลังไปมากมายแต่กลับไม่สามารถทำอันตรายมันได้
แต่กลายเป็นว่า ‘เนตรปีศาจ’ สามารถเจาะทะลุหน้าอกของมันได้อย่างง่ายดาย……………………………….
Chapter
252 –
จิตวิญญาณปีศาจ
นักบวชเอามือกุมหน้าอก
แสงสีแดงภายในดวงตาของมันหายไปและแทนที่ด้วยดวงตาสีครามที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
นักบวชผงะถอยก่อนกล่าวด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อ
“จะ…เจ้ารู้จักทักษะศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ได้ยังไง…ปะ…เป็นไปไม่ได้…เจ้ามาจากนิกายฝ่ายธรรมะ
อีกอย่าง เจ้ายังต่อสู้กับพวกข้า….ปะ…เป็นไปไม่ได้…”
มันยังคงกล่าวคำว่า
‘เป็นไปไม่ได้’
อยู่หลายครั้งก่อนที่ร่างกายของมันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำและสลายกลายเป็นหมอกควันลอยฟุ้งไปในอากาศ
เฉินเซี่ยงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือคำว่า ‘ทักษะศักดิ์สิทธิ์’ ที่ออกมาจากปากของนักบวช
“พี่ยู่ยู่…
เมื่อกี้มันพูดถึงทักษะศักดิ์สิทธิ์…มันเกิดอะไรขึ้น?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางหยิบเอาหอกกระดูกออกมา
หอกกระดูกมีสีขาวราวกับหิมะ เปล่งประกายมันวาวราวกับกระดูก
เคลือบคลุมด้วยรูปแบบวิญญาณสีดำทมิฬ
ลักษณะของมันดูน่าอัศจรรย์และชั่วร้ายอย่างบอกไม่ถูก…แต่มันกลับมีเสน่ห์จนน่าประหลาด
“ไม่ต้องพูดมาก!
แค่รู้ว่ามันน่าเกรงขามเป็นอย่างมากก็พอ” เป่ยยู่ยู่กล่าว
นางไม่อยากบอกเล่าเรื่องราวกับเฉินเซี่ยงไปมากกว่านี้
“น้องรักของข้า…
เหตุผลที่เจ้าไม่อาจใช้ทักษะปีศาจต่อหน้าผู้อื่น นั่นเพราะมันมีเหตุผลเฉพาะ
ศิษย์พี่ยู่ยู่ได้แหกกฏเพื่อสอนทักษะที่ทรงพลังแก่เจ้า
เมื่อยามที่เจ้าใช้มัน…จงระวัง…และอย่าทำให้ศิษย์พี่ยู่ยู่ผิดหวัง!”
ซูเหม่เหยากล่าวเตือน
ในใจของเฉินเซี่ยงปรากฏบางอย่างในฉับพลัน
ใบหน้าที่งดงาม…ทรงเสน่ห์ของเป่ยยู่ยู่ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ซับซ้อนรุมเร้าภายในใจของเขา
เฉินเซี่ยงรู้ว่าเป่ยยู่ยู่มีความลับมากมาย ทั้งซูเหม่ยเหยาเองก็ไม่ต่างกัน
ถึงอย่างนั้น ผู้ที่เป็นห่วงเฉินเซี่ยงมากที่สุดก็คือเป่ยยู่ยู่
ด้วยความที่นางบ่มเพาะทักษะปีศาจไร้ใจ
มันจะทำให้นางไม่อาจจดจำได้กระทั่งเพื่อนฝูงหรือความสัมพันธ์จนกระทั่งนำไปสู่ความตาย
หากทักษะปีศาจชนิดนี้หายไป…นางก็ต้องกลายเป็นคนพิการ
สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงมั่นใจในเรื่องของเป่ยยู่ยู่คือ
นางเป็นตัวคนที่สำคัญในแดนปีศาจ ยามนี้ นางถูกนักสู้ที่แข็งแกร่งมากมายไล่ล่า
เมื่อครั้งที่นางออกมาจากแดน นางก็สูญเสียความแข็งแกร่งไป ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
เฉินเซี่ยงรู้ว่าเขาต้องทุ่มความพยายามเป็นเท่าทวีเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งจนกลายเป็นคนที่ทรงพลังเพื่อปกป้องสาวงามที่เย็นชาแค่เปลือกนอกแต่อบอุ่นที่ภายในเช่นนาง
เหตุผลที่เฉินเซี่ยงก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะได้พบกับสาวงามไร้ที่เปรียบอย่างเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยา
ดังนั้น
เพื่อที่จะช่วยให้พวกนางฟื้นคืนความแข็งแกร่ง…ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกลที่เฉินเซี่ยงต้องเดิน
ด้วยความที่นักบวชที่ทรงพลังคนนั้นถูกเฉินเซี่ยงจู่โจมโดยฉับพลันด้วยเนตรปีศาจ
ทำให้มันไม่มีโอกาสหลบหนีจึงถูกเนตรปีศาจของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุเข้าที่หัวใจแล้วตกตายในที่สุด
ในยามนี้ไม่มีใครที่สามารถหยุดเฉินเซี่ยงไม่ให้ไปยังแท่นบูชายัญได้อีกแล้ว
เฉินเซี่ยงควรทำลายแท่นบูชาในทันทีเพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติร้ายแรงที่กำลังคืบคลานเข้ามายังเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
“ทักษะปีศาจที่ข้าสอนให้เจ้าก็เป็นเหมือนทักษะศักดิ์สิทธิ์ผลาญมังกรที่สร้างขึ้นโดยตระกูลมังกรเพื่อใช้จัดการกับมังกร
ทักษะปีศาจเองก็เป็นแบบเดียวกัน
มันถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับเหล่าปีศาจที่ทรงพลังในแดนปีศาจ
เจ้าต้องใช้มันให้ดี” เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงเดินมากว่าครึ่งชั่วโมงก่อนเขาจะเห็นรูปแบบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปราณปีศาจที่อุดมสมบูรณ์
ทั้งยังมีตัวขนาดยักษ์ที่ดูน่าเกลียดและลักษณะของมันน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
หลังจากเฉินเซี่ยงมาถึงที่นี่
เขาสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขาทำให้เขารู้สึกปวดหัว
เฉินเซี่ยงล่าถอยเล็กน้อย
แต่ถึงอย่างนั้น ความเจ็บปวดยังคงรุมเร้าอยู่ในหัวเฉินเซี่ยงจนทำให้เขาต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางครวญคราง
“มีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังเป็นอย่างมากกำลังรุกเข้ามาในหัวของเจ้า”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ
เขารีบถอยออกจากสถานที่แห่งนี้ แต่ทันใดนั้น
กลับมีเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองดังขึ้นในหัวของเขา “ฮ่าฮ่า
เด้กน้อย…เจ้าช่างบอบบางนัก! ไม่นานข้าก็จะควบคุมเจ้าได้
ข้าจะทำให้เจ้านำพาเหล่าสหายของเจ้ามาที่นี่… ถึงนักบวชนั่นจะตายไปแล้ว แต่ตราบใดที่มีมนุษย์มากพอ…แท่นบูชายัญก็ยังสามารถใช้งานได้!”
“เจ้าอยากทำลายแท่นบูชายัญอย่างงั้นหรอ
ฮ่าฮ่า….” เสียงหัวเราะนั่นช่างน่าสะอิดสะเอียน
ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็ทราบว่า
เป็นมันผู้นี้ที่บ่งการให้เหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
แม้มันจะถูกผนึกอยู่ แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมันยังทรงพลังเป็นอย่างมาก…
มากซะจนทำสามารถทำอันตรายเฉินเซี่ยงได้
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าเขากำลังสูญเสียการควบคุมร่างกาย
จิตที่รุนแรงจู่โจมเข้าสู่สติของเฉินเซี่ยงทำให้เขาคิดถึงเพียงแค่การฆ่า
เฉินเซี่ยงรู้ว่าที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมัน
“ไอ้หมอนี่คือคนที่มีจิตวิญญาณปีศาจซึ่งเทียบได้กับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
ในหมู่ผู้ที่เดินในเส้นทางปีศาจ สิ่งนี้นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากและยังยากยิ่งกว่าผู้ที่เดินในเส้นทางธรรมะอีกหลายเท่าตัว”
ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้น ดูเหมือนนางไม่ประหลาดใจนัก แต่นางกลับตื่นเต้นเสียมากกว่า
เฉินเซี่ยงรู้ว่าซูเหม่ยเหยาและคนอื่นๆมีวิธีการจัดการกับสถานะการณ์ในตอนนี้
เพียงแต่ ทำไมพวกนางถึงไม่ยอมบอกเขา
“รอเดี๋ยว!”
เป่ยยู่ยู่กล่าวเบาๆ
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความอ่อนโยนทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงรู้สึกอบอุ่นและคลายความเจ็บปวดไปได้มาก
แต่ถึงอย่างนั้น
จิตของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งเกินไปทำให้เฉินเซี่ยงในตอนนี้ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้
และร่างกายของเขากำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง
“เฉินเซี่ยง
ใช้ทักษะปีศาจกลืนกินกับมันเร็วเข้า!”
จู่ๆเป่ยยู่ยู่ก็ตะโกนขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงที่กำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดนั้นรู้สึกตกใจ
เฉินเซี่ยงเร่งโคจรทักษะปีศาจในทันที แม้จิตของฝ่ายตรงข้ามจะไม่ใช่ปราณ
แต่หลักการในการดูดกลืนนั้นยังคงเหมือนกัน
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่รุกเข้ามาในร่างกายของเฉินเซี่ยงค่อนๆอ่อนลง
ทักษะปีศาจกลืนกินไหลทะลักเข้าสู่จิตของเฉินเซี่ยง
แม้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตรงข้ามจะเป็นสัมผัสศักดิ์ของนักสู้ในเส้นทางปีศาจ
แต่มันยังคงบริสุทธิ์ เพราะผู้ใดที่บ่มเพาะเสินเต้า…สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์
เฉินเซี่ยงค่อยๆฟื้นคืนการควบคุมร่างกายอย่างช้าๆ
เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นก่อนจะเริ่มดูดกลืนฝ่ายตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น
เฉินเซี่ยงได้ยินเสียงที่เหมือนกับเสียงคนก่อนหน้านี้ดังขึ้นราวกับมันกำลังตะโกนด้วยความหวาดกลัว
“นี่มันทักษะปีศาจกลืนกิน เจ้ารู้จักทักษะนี้ได้ยังไง….อ้า…ไม่….ปล่อยข้าไปเถอะ
ข้าจะยอมเป็นทาสรับใช้ของเจ้า…อ้าาาาา”
ยิ่งได้ยินเสียงของมัน
เฉินเซี่ยงยิ่งเร่งการดูดกลืนอย่างบ้าคลั่งจนทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในจิตของเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า
หลังจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใจจิตของเฉินเซี่ยง
มันก็ถูกทักษะ ‘เทพมังกรเก้าบรรจบ’ ของเฉินเซี่ยงกลั่นอย่างรวดเร็ว
จนในที่สุดมันก็กลายเป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา
“ไอ้บัดซบเช่นเจ้ากลับกล้ามายึดร่างกายของข้า
ตอนนี้มันช้าเกินกว่าที่เจ้าจะเสียใจแล้ว!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างน่าเกลียดพลางกล่าว
ตอนนี้เฉินเซี่ยงเข้าใจแล้วว่าทำไมซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ถึงไม่ได้บอกเขาว่าเขาสามารถดูดกลืนสัมผัสศักดิ์ได้
เพราะถ้าพวกนางบอก เฉินเซี่ยงคงใช้ทักษะนั้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไปแล้ว
และหากเฉินเซี่ยงทำเช่นนั้น
เจ้าของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็คงจะกลัวแล้วหนีหายไปซึ่งนั่นนับเป็นเรื่องที่อันตรายมากกว่า
แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ยอมรับการกระทำ
แต่เขาก็ได้เชื้อเชิญให้จิตวิญญาณปีศาจเข้ามาในจิตของเขาเพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายติดกับและดูดกลืนมันได้อย่างง่ายดาย
เฉินเซี่ยงปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อย่างคงที่และดูดกลืนพลังของจิตวิญญาณปีศาจ
“ไอ้หมอนี่มันอ่อนประสบการณ์
แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่าขนาดมันถูกผนึกอยู่มันยังสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณปีศาจได้
แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าก็ยังกลืนกินมันได้อย่างง่ายดาย!”
หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะคิกคักพลางกล่าว
นางรู้ว่าทักษะปีศาจกลืนกินของเฉินเซี่ยงนั้นน่าเกรงขามขนาดไหน
นั่นจึงทำให้นางไม่เป็นกังวลเมื่อยามที่เฉินเซี่ยงถูกอีกฝ่ายจู่โจม
อีกฝ่ายที่กำลังถูกเฉินเซี่ยงดูดกลืนยังคงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังร้องขอความเมตตา
แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเซี่ยงยังคงดูดกลืนมันต่อไปเพราะเขาวางแผนว่าจะจัดการมันให้สิ้นซาก
ในโลกแห่งเส้นทางปีศาจ
‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ จะถูกเรียกว่า ‘จิตวิญญาณปีศาจ’
แต่…ทั้งสองจะถูกเรียกเป็นสิ่งเดียวกันว่า ‘เสินต้า’ ในแดนปีศาจ…จิตวิญญาณปีศาจนั้นหาได้ยากยิ่งกว่า…
ในโลกแห่งเส้นทางธรรมะ…จะมีเพียงมังกรเท่านั้นที่บ่มเพาะเสินเต้าได้
ส่วนในเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่ค่อยมีให้เห็นนัก
เฉินเซี่ยงบ่มเพาะจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปจนถึงขีดสุดของตนแต่ก็ยังขาดพลังงานที่จำเป็นอีกจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงกินเม็ดยาวิญญาณธาตุเข้าไปแล้วทำให้เขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
แต่ตอนนี้ เฉินเซี่ยงได้ดูดกลืนจิตวิญญาณปีศาจที่มีลักษณะเยาว์วัยของฝ่ายตรงข้าม มันจึงช่วยให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ
เสียงกรีดร้องที่เฉินเซี่ยงได้ยินก็เบาลงเรื่อยๆ
เฉินเซี่ยงไม่ได้เก็บจิตวิญญาณปีศาจเอาไว้
เพราะก่อนหน้านี้มันต้องการควบคุมเขาเพื่อเปิดแท่นบูชายัญ……………………………
Chapter
253 –
ทำลายแท่นบูชายัญ
เมื่อเฉินเซี่ยงลืมตาขึ้น
แท่นบูชายัญก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงอย่างชัดเจน
หลังจากที่เฉินเซี่ยงดูดกลืนจิตวิญญาณปีศาจไปก็ทำให้อีกฝ่ายตกตายเพราะจิตวิญญาณของมันถูกดึงออกจากร่าง
เฉินเซี่ยงหลับตาลง…จมดิ่งลงไปในจิตของเขาเพื่อเพ่งดูจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์ของเฉินเซี่ยงมีอายุได้ 10 ปีทั้งยังตัวโตขึ้นกว่าเดิม 2
เท่า เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของตนเฉียบคมขึ้นหลายเท่า
ทำให้เขาสามารถสัมผัสถึงทุกๆสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน
“ดี…
ในที่สุดจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าผ่านพ้นช่วงแรกเริ่ม…ช่วงปฐมวัย…และได้เข้าช่วงวัยรุ่นแล้ว
ใน ‘ช่วงวัยรุ่น’ จะแบ่งออกเป็น 10 ระดับ
เมื่อจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามีอายุได้ 20 ปี
นั้นก็นับว่าผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ยังไงซะ…เจ้ายังต้องพยายามอีกมาก!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“งั้นตอนนี้ข้าก็เรียนรู้ทักษะอื่นๆได้แล้วใช่มั้ย? นี่…มังกรน้อย
ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ในช่วงไหน? หรือว่าจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ายังเป็นเด็กกะโปโลอยู่?”
หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆก่อนกล่าว
“จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าเป็นสาวงามล่มเมือง
แต่ด้วยความที่ข้าเพิ่งฟักออกมาจากไข่ ร่างจำแลงมนุษย์ของข้าก็เลยได้แค่นี้”
เฉินเซี่ยงขดปากเล็กน้อย
ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้เพียงรูปลักษณ์ของมังกรน้อยแสนซนที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นเพียงร่างจำแลงเท่านั้น
ซึ่งจริงๆแล้วนางน่าจะเป็นสตรีแก่หงำเหงือกและพวกท่าทางที่น่ารัก…บอบบางราวกับเด็กน้อยของนาง
ก็ยังคงเป็นเรื่องที่เฉินเซี่ยงดูหมิ่นเป็นอย่างมาก
“รอจนกว่าจะออกไปจากที่นี่ก่อน
แล้วข้าจะถ่ายทอดพลังวิญญาณที่ทรงพลังมากกว่านี้ให้!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงเอามือลูบคางก่อนจะปรากฏรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า
“สาวน้อย… ข้าอยากเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเจ้า!”
“ข้าไม่แสดงให้เจ้าเห็นหรอก”
หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว “เจ้ามันชั่วร้ายเกินไป…
ก็รอไปจนกว่าจะถึงเวลาก็แล้วกัน เมื่อนั้นข้าจะให้เจ้าเห็นเอง
หรือไม่ก็รอจนกว่าร่างกายของข้าจะเติบโตขึ้น!”
เฉินเซี่ยงบิดข้อมืออย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะเดินไปยังเบื้องหน้าของแท่นบูชายัญ
ตัวแท่นบูชายัญมีขั้นบันไดจำนวนหลายขั้น
เฉินเซี่ยงเดาว่ามันน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหลายพันขั้น ที่ด้านบนของแท่นบูชายัญ
มีรูปแบบขนาดใหญ่บางอย่างทั้งยังมีเสาถูกสร้างขึ้นที่มุมแต่ละมุม
ที่ศูนย์กลายของรูปแบบขนาดใหญ่ตั้งไว้ด้วยรูปปั้นอันน่าเกลียดซึ่งคล้ายกับปีศาจตนหนึ่ง
ทั่วทั้งแท่นบูชายันดูมืดมน
อับเฉา น่าหวาดกลัว และงดงามภายใต้แสงสลัว
มันให้ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างทำให้คนที่มองมันรู้สึกหวาดกลัว
“นี่คือหนึ่งในแท่นบูชายัญขนาดใหญ่
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา…ไม่มีนักสู้นิกายฝ่ายธรรมะพบมันบ้างเลยหรอ?”
เฉินเซี่ยงมองดูแท่นบูชายัญที่งดงามที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเขาพลางกล่าวถามอย่างสงสัย
“แท่นบูชายัญเพิ่งจะถูกสร้างในภายหลัง
นักบวชที่เจ้าได้ต่อสู้ด้วยจะเป็นผู้ควบคุมปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจให้สร้างมันขึ้นมา”
เป่ยยู่ยู่อธิบาย
เฉินเซี่ยงอ้างปากค้าง
เพราะการที่จะทำลายแท่นบูชายัญได้อย่างราบคาบนั้น เขาต้องใช้ ‘ผนึกมังกรสวรรค์’
“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจบัดซบ…แผนการของพวกเจ้าต้องจบลงที่นี่!”
เศษเสี้ยวของความเหยียดหยามปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินเซี่ยงก่อนที่เขาจะเริ่มปลดปล่อยปราณจำนวนมหาศาล
เฉินเซี่ยงโคจรปราณด้วยการร่ายมนต์โดยใช้อำนาจและพลังวิญญาณส่งปราณจำนวนมหาศาลขึ้นไปเหนือแท่นบูชายัญ
ปราณที่อยู่โดยรอบไหลทะลักขึ้นไปที่ด้านบนอย่างรุนแรง
แม้ปราณที่นี่ส่วนใหญ่คือปราณปีศาจแต่พวกมันก็ประกอบด้วยปราณวิญญาณเช่นกัน
นอกจากนี้พลังงานที่อยู่ภายในปราณปีศาจเหล่านี้ยังหนาแน่นกว่าพลังงานที่อยู่ภายในปราณวิญญาณเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงพลังงานเหล่านี้จะรุนแรง
แต่มันยังไร้ผลกับเฉินเซี่ยงเมื่อยามที่เขากำลังใช้ออกด้วยผนึกมังกรสวรรค์
เฉินเซี่ยงเคยใช้ทักษะนี้ไปแล้วก่อนจะเข้ามายังแท่นบูชายัญแห่งนี้
ในครานั้น…อำนาจของมันแข็งแกร่งกว่าที่เฉินเซี่ยงจินตนาการไว้เป็นอย่างมาก
แต่ตอนนี้…จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงเติบโตขึ้นมาก ดังนั้น
พลังวิญญาณของเขาก็จะหนาแน่นกว่าและมีขอบเขตที่กว้างกว่า ทำให้ดูดซับปราณปีศาจเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น
สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า
บริเวณรัศมีกว่าหลายร้อยหลี่
กลุ่มเมฆดำทมิฬลอยเป็นเกลียวคลื่นก่อนจะไหลบ่าเข้ามายังตำแหน่งที่เฉินเซี่ยงอยู่
เฉินเซี่ยงต้องการใช้ผนึกมังกรสวรรค์ที่ทรงพลังเข้าทำลายแท่นบูชายัญให้พินาศ!
เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่อยู่ขอบนอกของดินแดนรกร้างต่างพากันจ้องมองไปบนท้องฟ้า
บรรยากาศโดยรอบในยามนี้มืดมนเป็นอย่างมาก
ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ห่างจากสถานที่แห่งนั้น
แต่พวกเขาทั้งหมดยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศอันกดดันที่แผ่ออกมาจากแท่นบูชายันอย่างต่อเนื่องได้
แม้พวกเขาจะรู้สึกเช่นนั้น…แต่ยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
และในช่วงที่ผ่านมายังมีสัตว์ปีศาจจู่โจมพวกเขาในจำนวนที่น้อยเอามากๆ
ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏปีกเพลิงคู่ยักษ์ก่อนที่เขาจะทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าห่างจากแท่นบูชายัญ
เฉินเซี่ยงกำหมัดทั้งสองข้างแน่นก่อนจะปรากฏเส้นโลหิตสีฟ้าปูดโปนออกมาทั่วทั้งแขนขณะที่ร่างกายอันแข็งแกร่งของเขากำลังปลดปล่อยปราณออกไปอย่างต่อเนื่อง
เฉินเซี่ยงร่ายมนต์เร็วขึ้นเพื่อรวบรวมปราณวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
ทั้งพลังวิญญาณและปราณที่อยู่ภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงได้ใช้ความแข็งแกร่งทางกายภาพของร่างกายรวมถึงจิตวิญญาณของเขาอย่างบ้าคลั่ง
จนทำให้เฉินเซี่ยงเหนื่อยอ่อนอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น
พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย
แต่ถ้ากล่าวให้ถูกคือ…ทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้กำลังสั่นสะเทือน
แม้กระทั่งคนที่อยู่ภายนอกดินแดนแห่งนี้ยังสามารถสัมผัสได้
แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวมากกว่านั้นคือ หลังจากการสั่นสะเทือน…เสียงร่ำไห้ คร่ำครวญ
โศกเศร้า ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากขุมนรกอเวจี
มันช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
“ไอ้พวกที่ถูกผนึกไว้ในดินแดนรกร้างแห่งนี้กำลังคร่ำครวญ!”
เป่ยยู่ยู่เหยียดหยามพลางกล่าว “เมื่อแท่นบูชายัญถูกทำลาย
พวกมันจะไม่ตื่นขึ้นอีกตลอดกาล!”
“ทำไมหล่ะ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
ในยามนี้เฉินเซี่ยงยังคงรวบรวมพลังอยู่ “หากแดนสวรรค์ทั้ง 3 มาบรรจบกัน
เหล่าผู้คนจากแดนปีศาจก็มายังที่นี่ได้ พวกนั้นจะไม่สามารถช่วยพวกมันได้เลยหรอ?”
“พวกมันช่วยไม่ได้
แท่นบูชายัญและจิตวิญญาณของพวกที่ถูกผนึกไว้เชื่อมโยงกัน
หากแท่นบูชายัญถูกทำลาย…นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของพวกมันก็จะถูกทำลายด้วย
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา…จิตวิญญาณของพวกมันผูกติดอยู่กับแท่นบูชายัญ
และอีกอย่าง…แท่นบูชายัญก็ยังจำเป็นต้องใช้ความแข็งแกร่งของพวกมันด้วยเช่นกัน!
เพียงแต่ยังมีพวกมันบางคนที่จิตวิญญาณไม่ได้ผูกติดอยู่กับแท่นบูชายัญ”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
ยามนี้
ทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้ดูราวกับจมลงสู่ขุมนรกอเวจี เสียงกรีดร้องอันแสนหดหู่
การสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เมฆดำทมิฬลอยวนเหนือฟากฟ้า
และปราณปีศาจทะลักเข้ามายังตำแหน่งของเฉินเซี่ยงอย่างบ้าคลั่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก
“ใกล้แล้ว!”
เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกก่อนจะเริ่มร่ายมนต์อีกส่วนของบท ทันใดนั้น
ปราณสีดำทมิฬจำนวนมหาศาลได้กลายเป็นกงเล็บมังกรทมิฬอันน่าเกลียดน่ากลัวขนาดมหึมาเหนือแท่นบูชายัญ
กงเล็บมังกรมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก
ไม่ต้องกล่าวแท่นบูชายัญเพียงแท่นเดียว ต่อให้สิบแท่นบูชายัญรวมกันยังไม่ใหญ่เท่ากงเล็บมังกร
ซึ่งหากมองจากที่ไกลๆจะรู้สึกว่ากงเล็บมังกรนั้นดูราวกับเป็นเมืองเมืองหนึ่ง
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว
พลังงานวิญญาณที่เขารวบรวมได้ก่อนหน้านี้ได้ปลดปล่อยไปกับกงเล็บมังสีดำทมิฬไปแล้ว
แม้กงเล็บมังกรที่เกิดขึ้นจะมีเกล็ดห่อหุ้ม
แต่รูปร่างของมันกลับไม่ชัดเจนนักซึ่งต่างไปจากกงเล็บมังกรของจริง
“ปลดปล่อย
‘ผนึกมังกรสวรรค์’ ทำลาย!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น
กงเล็บมังกรขนาดยักษ์กดทับเข้าใส่แท่นบูชายัญอย่างรุนแรง ทั้งแรงกดดันและแรงระเบิดกระจายออกไปทั่วทุกทิศ
กระทั่งผลักดันให้เฉินเซี่ยงต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง
กงเล็บมังกรขนาดยักษ์บดขยี้ลงใส่แท่นบูชายัญ
เหล่าปีศาจที่ถูกผนึกไว้แผดเสียงร้องโหยหวน
ผืนแผ่นดินเบื้องล่างสั่นไหวอย่างรุนแรง
หลังจากแท่นบูชายัญถูกบดขยี้ด้วยผนึกมังกรสวรรค์
สิ่งที่เกิดขึ้นดูราวกับผืนแผ่นดินที่เงียบสงบราวกับทะเลสาบได้ถูกก้อนหินก้อนนึงตกลงใส่อย่างฉับพลัน
ทำให้เกิดเป็นระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงอย่างนั้น
สิ่งที่เกิดเป็นละลอกคลื่นกลับไม่ใช่น้ำ… ฝุ่น ทราย ก้อนหิน
และลมพายุมากมายนับไม่ถ้วนกวาดผ่านดินแดนรกร้างทางใต้ไปจนสุดลูกหูลูกตาราวกับไร้ที่สิ้นสุด
ที่แห่งใดที่อำนาจแห่งธรรมชาตินี้กวาดผ่าน…ทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณนั้นจะถูกทำลายหายไป
ผืนป่าแล้วผืนป่าเล่า…ภูเขาแล้วภูเขาเล่า
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองด้วยพลังอำนาจของผลกระทบจากการจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่
และรัศมีของแรงระเบิดยังคงไม่หยุดยั้งราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย
ปราณและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงถูกเผาผลาญแทบไม่เหลือ
จะมีก็เพียงปราณแห่งหงษ์เพลิงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดซึ่งช่วยให้เฉินเซี่ยงยังคงปลดปล่อยคู่ปีกเพลิงอันทรงพลังโบยบินอยู่บนฟากฟ้าได้
แต่ด้วยกระแสลมอันรุนแรงทำให้เฉินเซี่ยงถูกพัดปลิว
“แท่นบูชายัญถูกทำลายหรือยัง?”
เฉินเซี่ยงยังคงมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ร่างกายของเฉินเซี่ยงและเศษซากต่างๆถูกพัดลอยไปบนท้องฟ้าด้วยกระแสลมอันรุนแรง
ทิวทัศน์โดยรอบถูกบดบังด้วยเศษหินเศษไม้จนดูมืดมิด
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าผนึกมังกรสวรรค์จงทรงพลังขนาดนี้
“ถูกทำลายแล้ว!
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนมากจากผนึกมังกรสวรรค์และแท่นบูชายัญ
ภายในแท่นบูชายัญมีพลังถูกอัดแน่นไว้มหาศาล เมื่อมันถูกทำลาย
พลังของมันจึงถูกปลดปล่อยและสภาพก็เป็นอย่างที่เห็น!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงคิดว่าสิ่งที่นางพูดฟังดูสมเหตุสมผล
มิเช่นนั้น การจู่โจมของเขาเมื่อครู่ก็คงเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนิพพาน…
ไม่ว่าเฉินเซี่ยงจะแข็งแกร่งขนาดไหน
แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนิพพานเลยแม้แต่น้อย
เพราะตราบใดที่นักสู้ขอบเขตนิพพานต้องการสังหารเฉินเซี่ยง
พวกเขาย่อมสังหารเฉินเซี่ยงได้ด้วยนิ้วเดียว……………………
Chapter
254 –
คำประกาศของเทพปีศาจ
ลมพายุพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรวดเร็วและจากไปรวดเร็วเช่นกัน
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงเปรอะไปด้วยฝุ่นดิน
ตั้งแต่แผ่นอกของเฉินเซี่ยขึ้นไปเปลือยเปล่า ยามนี้เฉินเซี่ยงค่อนข้างตาพร่ามัว
“นี่…เจ้าโง่
รีบตื่นเร็วเข้า ฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันเช้าแล้วนะ” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะอย่างสนุกสนาน
ยามปกติ…ดินแดนรกร้างทางใต้นั้นมืดมิด
แต่หลังจากพายุผ่านไป ท้องฟ้าสีดำทมิฬกลายเป็นสีครามกระจ่างใส
เมฆขาวนวลลอยแขวนอยู่บนท้องฟ้า สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์อันร้อนแรงได้อย่างชัดเจน
และกลิ่นหอมก็เริ่มโชยเข้าสู่ดินแดนรกร้างแห่งนี้อีกครั้ง
เฉินเซี่ยงลืมตาขึ้นก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ
“ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย!?”
เฉินเซี่ยงสะบัดตัวเอาฝุ่นดินออกจากร่างก่อนจะมองเห็นตนเองยืนอยู่บนภูเขาสูงที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเข้าไปเล็กน้อยเพื่อฟื้นฟูปราณที่ใช้ไป
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…เฉินเซี่ยงฟื้นฟูปราณได้ 80%
เฉินเซี่ยงใช้ปีกแห่งหงษ์เพลิงแล้วออกบินอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาสถานที่แห่งหนึ่ง
ยามนี้ภูมิประเทศของดินแดนรกร้างทางใต้ได้เปลี่ยนไปแล้วซึ่งเฉินเซี่ยงไม่อาจจำทางได้
ผืนป่าได้สูญสิ้นไป แต่ไม่นานพวกมันย่อมเจริญเติบโตขึ้นใหม่
ด้วยความที่แท่นบูชายัญถูกทำลายไปแล้วทำให้ปราณปีศาจหลงเหลือให้เห็นอยู่ไม่มากนัก
ปราณปีศาจที่ครอบคลุมดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้หายไปหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลายไปทำให้เหล่าปีศาจที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ส่วนใหญ่ได้ตายไปแล้ว
ไม่นานเฉินเซี่ยงก็พบกับภูเขาที่เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะด้วยร่วมกันวางข่ายพลังเอาไว้
แหล่งกบดานของเหล่าสหายของเฉินเซี่ยงอยู่ขอบนอกสุดของดินแดนซึ่งห่างจากแท่นบูชาอย่างมากทำให้มันไม่ได้รับผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
จากมุมสูงบนท้องฟ้า
เฉินเซี่ยงมองเห็นคนอยู่ไม่กี่คนบนยอดเขา หนึ่งในนั้นคือเห่าตงชิง
อีกคนคือเหยาไห่เฉิง ส่วนคนอื่นๆที่อยู่ด้วยต่างเป็นนักสู้ระดับ 3 และ 4
ขอบเขตนักสู้แท้จริงของนิกายอื่นๆ
เฉินเซี่ยงโฉบลงมาจากบนฟ้าก่อนจะร่อนลงที่ยอดเขา
เขาหัวเราะพลางกล่าว “แท่นบูชายัญโดนพังราบไปแล้ว ตอนนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวล”
“เจ้ามันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
ด้วยตัวเจ้าคนเดียวกลับสร้างผลกระทบขนาดนั้น
ข้าหล่ะนึกว่าดินแดนแห่งนี้จะถูกเป่าจนราบซะแล้ว!” เห่าตงชิงหัวเราะพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงเดินเข้าไปในภูเขาและได้เห็นคนอื่นๆ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ช่างใหญ่หลวงนัก ในความคิดของคนอื่นๆ
อำนาจของผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เทียบได้กับอำนาจของนักสู้ขอบเขตนิพพาน
แต่เฉินเซี่ยงเองอยู่เพียงระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
“ฮี่ฮี่
พลังงานที่อยู่ภายในแท่นบูชายัญค่อนข้างแข็งแกร่ง เลยทำให้เกิดผลกระทบมากขนาดนั้น”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวขณะที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดฝุ่นทรายที่อยู่บนหน้าของเฉินเซี่ยง
ทั่วทั้งร่างของเฉินเซี่ยงเองก็เปรอะไปได้ฝุ่นทราย ทำให้เขาดูราวกับเพิ่งเดินผ่านหล่มดินมา
“ท่านพี่
ท่านหมายถึงเราไร้ซึ่งอันตรายแล้วใช่มั้ย? ทั้งสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจเองก็ไม่มีอยู่แล้ว!”
เหลิ่งยู่หลานกล่าว
“ข้าก็ไม่แน่ใจ!
แต่ยังไงซะเจ้าก็ต้องเชื่อฟังข้าและอยู่ที่นี่”
“ฮึ่ม..
ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจรู้แต่วิธีหดหัว เมื่อถึงเวลาที่เราสามารถออกไป
เราจะค้นหามันแล้วฆ่ามันทิ้งให้หมด…เพราะพวกมันวางแผนลวงพวกเราไปบูชายัญ
ให้มันรู้ไปว่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะอย่างเราไม่ได้ข่มเหงได้ง่ายๆ…”
ยิ่งเหลิ่งยู่หลานกล่าวนางก็ยิ่งโมโห
หากนางรู้ว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจซ่อนตัวอยู่ที่ไหน นางคงแบกกระบี่ยักษ์ของนางมุ่งหน้าไปหาพวกมันแล้ว
เฉินเซี่ยงและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างยิ้ม
นิสัยของเหลิ่งยู่หลานช่างร้อนแรงนัก…ถึงแม้นางจะเป็นศิษย์ของหุบเขาเหมันต์ก็เถอะ
“ข้าคิดว่าหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลายแล้วเราก็สามารถออกไปจากที่นี่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังไม่เห็นทางออกเลย!” เจ้าอ้อนถอนหายใจ
ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่นั้นอยู่ใกล้กลับหุบเหวลึกที่เป็นทางเข้าเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ตอนนี้หุบเหวที่ว่ายังไม่ปรากฏให้เห็น
ทุกๆคนต่างก็คิดแบบเดียวกัน
เพราะหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลาย ดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงเมื่อครู่ ทำให้หลายๆสิ่งเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงบินมา
เขาก็ไม่เห็นหุบเหวเช่นกัน
เฉินเซี่ยงรู้ว่ายังคงมีข่ายพลังที่ถูกสร้างโดยตัวตนผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนแห่งนี้อยู่
“ไอ้เด็กเหลือขอที่ทำลายแท่นบูชายัญ…
เราจะจดจำเจ้าไว้!”
จู่ๆกลับมีเสียงส่งผ่านฟากฟ้ามายังเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆที่อยู่ภายในภูเขา
“เทพปีศาจได้หมายหัวเจ้าแล้ว…
รอพวกข้าก่อนเถอะ!”
เสียงนั่นดังขึ้นอีกครั้งทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลขึ้นเล็กน้อย
เฉินเซี่ยงทำลายแท่นบูชายัญและจัดการปีศาจไปเป็นจำนวนมาก…แล้วตอนนี้ใครมันกำลังพูดอยู่?
เฉินเซี่ยงส่ายศีรษะให้กับคนอื่นๆเพื่อบอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงที่ดังอยู่นี้คืออะไร
“ยังไงซะช่วงนี้ก็ห้ามออกไปไหน
ภูเขาลูกนี้มีข่ายพลังอยู่ มันย่อมปลอดภัยมากกว่า” เฉินเซี่ยงกล่าว
เฉินเซี่ยงพักผ่อนเพราะเขาเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งไปนู่นมานี่เป็นอย่างมาก
“เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ดังมาจากแดนปีศาจ
มีเพียงผู้ที่ดูหมิ่นเทพปีศาจเท่านั้นที่จะถูกมันหมายหัว
คนที่หมายหัวก็คือผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจ…
มีผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจเป็นจำนวนมากและความแข็งแกร่งของพวกมันก็น่าสะพรึงกลัวเช่นกัน
แต่ตอนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล
เพราะเหล่าคนจากแดนปีศาจยังไม่สามารถมายังโลกใบนี้ได้ แต่เมื่อใดที่แดนสวรรค์ทั้ง
3 มาบรรจบกัน…เมื่อนั้นเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย
เพราะผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจต่างเป็นผู้ที่บ้าคลั่งโดยแท้” เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้าก่อนจะหลับตาลงแล้วเริ่มพักผ่อน
ตอนนี้เขาอยู่ในห้องเพียงลำพัง
คนอื่นๆก็รู้ว่าเฉินเซี่ยงเหนื่อยจึงไม่มีใครไปรบกวนเขา
คนอื่นๆที่เหลือจึงทำหน้าที่เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวรอบๆเท่านั้น
เมื่อแท่นบูชายัญถูกทำลายไป
บรรยายโดยรอบก็เงียบสงบเป็นอย่างมาก ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1
เดือนพวกเขาก็จะออกไปจากดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้
เฉินเซี่ยงเองก็คิดว่าตอนนี้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเองก็กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเหมือนเช่นพวกเขา
และเมื่อเวลานั้นได้มาถึง ทั้งสองฝ่ายก็จะออกมาห้ำหั่นกัน
แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะอยู่ที่นี่มา
3 ปีแล้วแต่พวกมันก็ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่คนที่ตายไปแล้วได้
ทั้งยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
หลังจากดูดกลืนปราณของศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำก่อนจะดูดกลืนเอาจิตวิญญาณปีศาจมา
เฉินเซี่ยงยังไม่ได้บ่มเพาะดีนัก
ยามนี้ในห้องส่วนตัว…เฉินเซี่ยงจึงเก็บตัวจึงบ่มเพาะด้วยจิตใจที่สงบ
เขาต้องการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันจะสร้างปัญหาให้เขาเป็นอย่างมาก
เมื่อบรรลุระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงรู้ว่าในอนาคตย่อมไม่ง่ายที่จะทำให้เมล็ดธาตุที่อยู่ในรูปแบบปราณภายในตันเถียนเปล่งประกาย
ซึ่งเมื่อเทียบกับปราณที่ใช้ในการทำให้พวกมันเปล่งประกายเมื่อครั้งที่ผ่านมา
ต่อไปในอนาคตย่อมใช้ปราณมากกว่าเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงไม่อาจพึ่งพาเม็ดยาพื้นฐานจริงและเม็ดยาสร้างรากฐานได้มากนัก
เพราะเมื่อถึงยามนั้นเม็ดยาทั้งสองย่อมนับว่าค่อนข้างไร้ประโยชน์สำหรับเขา
หากอยู่ในระดับ 2 หรือ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงย่อมใช้เม็ดยาทั้งสองได้
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ 5 แล้วดังนั้นการใช้เม็ดยาทั้งสองย่อมเสียเปล่า
หากมอบเม็ดยาทั้งสองให้กับนักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้
บางที…อาจจะทำให้พวกเขาบรรลุเข้าสู่ขอบเขตนักสู้ได้เลยก็ได้
เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าหลังจากที่เขากลับไป
เขาจะขายเม็ดยาสร้างรากฐานเพื่อแลกเปลี่ยนพวกมันเป็นเงินแล้วจึงไปรวบรวมสมุนไพรที่จำเป็นต่อการสกัดกลั่นเม็ดยาธาตุแท้จริง
ซึ่งมีเพียงเม็ดยาธาตุแท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้เฉินเซี่ยงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เฉินเซี่ยงเป็นนักสู้ระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
ซึ่งการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างฉับพลันเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องดี
เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะพันฒนาในด้านอื่นๆด้วยเช่น การเลื่อนระดับเป็นักปรุงยาระดับ
5 การสร้างอาวุธ และศึกษารูปแบบวิญญาณ
หลังจากศึกษาพลังวิญญาณแล้ว…เฉินเซี่ยงก็ทราบถึงความน่าสะพรึงกลัวของรูปแบบวิญญาณ
ทำให้เขามีความคิดที่จะ ‘สลัก’ รูปแบบวิญญาณลงไปยังเม็ดยา
เพียงแต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังคงไม่เชี่ยวชาญในเรื่องรูปแบบวิญญาณนัก
เพราะมันยังคงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้
*โฮก….*
ทันใดนั้น เสียงคำรามดังกึกก้องพลันดังมาจนทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน
ท่าทางของเฉินเซี่ยงเปลี่ยนไปในฉับพลัน
เขารู้ว่าสัตว์ที่ทรงพลังปรากฏตัวขึ้นแล้ว…………………………..
Chapter
255 – สัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง
หลายคนที่อยู่ในภูเขาเริ่มกระวนกระวายใจจนทำให้พวกเขาออกมาดูทีละคนๆ
เฉินเซี่ยงมุ่งตรงไปที่ยอดเขา
สิ่งที่เฉินเซี่ยงเห็นเบื้องหน้าคือต้นไม้มากมายถูกทำลาย
และบริเวณนั้นมีหมาป่ายักษ์ 3 หัวที่ตัวใหญ่ว่าช้างยืนอยู่
ทั่วทั้งตัวของมันหุ้มด้วยขนสีดำและยังมีเขี้ยวขนาดใหญ่
ซึ่งยามนี้มันกำลังมุ่งตรงมายังภูเขาที่เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ราวกับมันรู้ว่ามีมนุษย์ซ่อนอยู่ที่นี่
เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากมหาป่าสามหัว
ทำให้ทราบได้อย่างชัดเจนว่ามันคือสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นหมาป่าสามหัวที่อยู่ห่างออกไปพลันอ้าปากขึ้นก่อนจะปรากฏปราณสีดำทมิฬทะลักออกมาพร้อมกับแรงกกดดันอันมหาศาล
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ทุกๆคนไปซ่อนตัวแล้วเปิดใช้ข่ายพลัง!”
ทุกๆคนรู้ว่าหมาป่าสามหัวน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
ปากทั้งสามของมันเต็มไปด้วยเคี้ยวอันแหลมคมซึ่งตอนนี้มันเล็งตรงมายังภูเขาที่พวกเขาอยู่
ปราณสีดำทมิฬทะลักออกมาจากปากของมันอย่างรุนแรงและปราณปีศาจของมันก็ทำให้ทุกๆคนหวาดกลัว
เมื่อสุนัขสามหัวปรากฏตัวขึ้น
ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานก็เตรียมเปิดใช้ข่ายพลังแล้ว เมื่อสุนัขสามหัวกำลังจะจู่โจมเข้ามา
พวกเขาก็เปิดข่ายพลังและให้ทุกคนไปซ่อนอยู่ภายในภูเขาทันที
“แข็งแกร่งมาก
นั่นมันความแข็งแกร่งของขอบเขตอันยิ่งใหญ่!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างผ่าเผย
“พวกเราร่วมมือกันสู้กับมันไม่ได้หรอ?”
หวินเสี่ยวเตากล่าวถามด้วยความประหลาดใจเพราะเขารู้ว่าเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ครั้งก่อนเขาได้เห็นด้วยตาของตนเองว่าเฉินเซี่ยงจัดการผู้อาวุโสระดับ 9 ขอบเขตนักสู้นักสู้แท้จริงได้
เฉินเซี่ยงส่ายหน้า
“สัตว์อสูรและมนุษย์นั้นต่างกัน ยิ่งมันเป็นสัตว์ปีศาจยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แม้มันจะเป็นเพียงสัตว์ลึกล้ำธรรมดาๆ พวกมันก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!
นักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่เองก็เหมือนกัน… ความต่างระหว่างนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่และขอบเขตนักสู้แท้จริงนั้นต่างกันราวกับอยู่คนละโลก”
สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่ามนุษย์ในขอบเขตนักสู้แท้จริงนั้น
จะถูกเรียกว่า ‘สัตว์ลึกล้ำ’
สัตว์ลึกล้ำสามารถพูดได้และยังมีบางตัวที่สามารถบ่มเพาะทักษะการต่อสู้บางอย่างของมนุษย์
ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้
ความแข็งแกร่งของสัตว์ปีศาจที่อยู่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงเทียบได้กับสัตว์ลึกล้ำ
และมันยังครอบครองปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว
ซึ่งมันคือสัตว์ปีศาจที่กลายพันธุ์มาจากหมาป่าสามหัวโบราณ
“ดูเหมือนการหลบหนีจะเป็นตัวเลือกเดียวของพวกเรา!”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว หากเฉินเซี่ยงไม่ถูกบังคับ
เขาย่อมไม่ต้องการให้ทุกคนหลบหนีเพราะการหลบหนีย่อมทำให้ทุกคนต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่รู้จักในดินแดนแห่งนี้
ถึงแม้แท่นบูชายัญจะถูกทำลายไปแล้ว
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันคืออะไร
กล่าวง่ายๆคือ
แม้แท่นบูชายัญจะถูกทำลายไป นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าดินแดนรกร้างตอนใต้นี้ปลอดภัย
แค่ดูจากหมาป่าสามหัวที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาก็ชัดเจนแล้วว่ายังมีสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวอีกจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่
*ตูม! ตูม!
ตูม!*
เสียงระเบิดแสบแก้วหูดังขึ้น
แต่กลับทำให้ภูเขาสั่นสะเทือนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะภูเขาได้รับการป้องกันจากข่ายพลังขนาดใหญ่
เพียงแต่พลังงานของข่ายพลังก็จะถูกเผาผลาญไปไม่ช้าก็เร็ว
“การโจมตีของมันแข็งแกร่งนัก
แค่เวลาสั้นๆมันกลับทำให้ข่ายพลังเผาผลาญพลังงานไปกว่าครึ่ง…”
ทันทีที่เซี่ยนเซี่ยนกล่าวจบ
เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้งทั้งผลกระทบจากการจู่โจมก็มากครั้งกว่าครั้งก่อน
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างรุนแรง
“รีบเข้าไปในอุโมงค์เร็วเข้า เดี๋ยวข้าจะหยุดมันเอง…”
แล้วการจู่โจมอีกระรอกก็พุ่งเข้ามาพร้อมเกิดระเบิดขึ้นอีก
3 ครั้งซ้อนจนทำให้ยอดเขาหายไป เกิดเป็นรูขนาดใหญ่เผยให้เห็นที่ซ่อนของทุกคน
การโจมตีเมื่อครู่ทำให้พวกเขาทั้งหมดเกือบตาย
ทุกคนรีบเข้าไปในอุโมงค์อย่างเป็นระเบียบ
เมื่อเฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกเพลิงคู่ยักษ์ เขาก็กระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะฟาดฟันกระบี่ครามผลาญมังกรในมือเข้าใส่หมาป่าสามหัวที่อยู่ไกลออกไปในฉับพลัน
ทันทีที่ฟาดฟันกระบี่…รัศมีสีครามที่แฝงไปด้วยปราณอันทรงพลันพุ่งออกจากกระบี่ก่อนจะเข้าปะทะร่างของหมาป่าสามหัวด้วยอานุภาพที่แฝงไปด้วยน้ำหนักกว่าหลายแสนจิน
“พี่เซี่ยง!”
“ท่านพี่!”
“พี่ใหญ่เฉิน!”
“…”
เสียงตะโกนดังขึ้นที่เบื้องล่าง
คนทั้งหมดรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังจะเข้าไปห้ำหั่นกับหมาป่าสามหัว
“เลิกไร้สาระได้แล้ว
รีบหนีไปกับคนอื่นๆเร็วเข้า เดี๋ยวตรงนี้ข้าจะจัดการเอง! รีบไปได้แล้ว!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น เพลงกระบี่ของเฉินเซี่ยงก่อนหน้านี้เข้าปะทะกับหมาป่าสามหัว
แต่ก่อนที่ปราณกระบี่ของเฉินเซี่ยงจะเข้าปะทะ
ทั่วร่างของมันกลับปรากฏหมอกสีดำทมิฬเข้าต้านทานการจู่โจมที่ทรงพลังของเฉินเซี่ยงเอาไว้ได้
หมาป่าสามหัวแข็งแกร่งมากเกินกว่าที่เฉินเซี่ยงจิตนาการไว้
หลังจากการจู่โจมอย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้งของมัน…ข่ายพลังที่ปกป้องภูเขาไว้ก็เสียหาย
เมื่อคราวที่กางข่ายพลัง เซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานกล่าวเอาไว้ว่า
ข่ายพลังนี้สามารถต้านทานการจู่โจมของนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“รีบไปได้แล้ว!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น ทั้งน้ำเสียงของเขายังแฝงไปด้วยความโกรธอย่างชัดเจน
แม้เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆจะไม่เต็มใจไป
แต่เมื่อพวกนางได้เห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของเฉินเซี่ยง…พวกนางจึงทำได้เพียงกัดฟันแล้วตรงเข้าไปยังอุโมงค์
จิตใจของทุกคนรู้สึกหนักอึ้ง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหมาป่าสามาหัวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
และทุกคนยังเป็นกังวลกับเฉินเซี่ยง
หากพวกเขาไม่เข้ามายังดินแดนรกร้างแห่งนี้…หลายคนคงยังเข้าใจเฉินเซี่ยงผิดไป
แต่ด้วยตอนนี้ทุกคนต่างนับถือเฉินเซี่ยง…นับถืออย่างสูง! หากจะกล่าวว่าเฉินเซี่ยงคือ
‘วีรบุรุษ’ ย่อมไม่เกินจริงๆแต่อย่างใด
เพราะสิ่งที่เฉินเซี่ยงได้ทำในดินแดนรกร้างแห่งนี้…ทั้งหมดนั้นก็เพื่อเฉินหวู่แผ่นดินทั้งนั้น
ในยามนั้น
หมาป่าสามารถอ้าปากขนาดใหญ่ทั้งสามขึ้นก่อนจะก่อปราณจนกลายเป็นลูกบอลขนาดใหญ่สามลูกที่เต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้าง
หมาป่าสามหัวยิงบอลพลัง 2 ลูกเข้าใส่ข่ายพลังส่วนอีกลูกมันยิงเข้าใส่เฉินเซี่ยง
ลูกบอลพลังเร็วยิ่งกว่าแสง!
แม้เฉินเซี่ยงจะอยู่กลางอากาศแต่เขายังคงรวดเร็วและถลาหลบลูกบอลพลังลงมายังเบื้องล่างได้อย่างรวดเร็ว
แม้ข่ายพลังจะถูกจู่โจมด้วยบอลพลัง
มันกลับสั่นสะเทือนเพียงชั่วครู่ แต่ทันทีที่ถูกบอลพลังลูกที่สอง
ข่ายพลังทั้งหมดกลับหายไปในทันที!
หลังจากรับการจู่โจมที่น่าสะพรึงกลัวอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดข่ายพลังก็ถูกทำลายไป
นี่ย่อมชัดเจนถึงความน่ากลัวของข่ายพลังที่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานได้กางไว้
ซึ่งนับว่าดีไม่น้อย
เฉินเซี่ยงหลบบอลพลังได้
เขารู้ว่าหากเขาช้ากว่านี้ไปเพียงเล็กน้อย
เขาย่อมถูกบอลพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำลายจนไม่เหลือซากไปแล้ว
เฉินเซี่ยงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าแม้จะเป็นนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงก็ตาม
หากถูกการโจมตีระดับนี้เข้าไปย่อมกลายเป็นหมอกควันในพริบตาแน่
เจ้าหมาป่าสามหัวที่อยู่เบื้องหน้าของเขาช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของหลงเสวี่ยอี๋ทำให้นางรู้ว่าทุกคนได้เข้าไปยังส่วนลึกของอุโมงค์แล้วนางจึงบอกเรื่องนี้กับเฉินเซี่ยงทำให้เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ดูเหมือนมันกำลังตรงเข้ามาหาเจ้านะ!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“แต่…ทำไมมันถึงได้โจมตีภูเขา?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“พวกข้าปิดผนึกเบาะแสของสถานที่แห่งนี้ไว้แล้ว…แต่ทำไมมันถึงได้หาพวกข้าพบ?”
หลงเสวี่ยอี๋ไม่จำเป็นต้องตอบเพราะจู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังมาจากที่ห่างไกล
“เฉินเซี่ยง… อย่าได้คิดเชียวว่าพวกเจ้าซ่อนอยู่ที่นี่แล้วข้าจะไม่รู้
เจ้าทำลายแผนของพวกข้าจนพินาศ และข้า…จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่!”
“สัตว์ปีศาจตัวนี้มาจากแดนปีศาจเมื่อครั้งโบราณกาล
แค่รูปลักษณ์ของมันก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวแล้ว! ก่อนหน้านี้เจ้าก็เห็นความแข็งแกร่งของมันแล้วหนิ
ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของมัน
เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจในทันที พวกมันจงใจปล่อยหมาป่าสามหัวมา
อีกอย่างเจ้าหมาสามหัวยังถูกควบคุมโดยศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ ยามนี้
เฉินเซี่ยงเริ่มกังวล หากมีสัตว์ปีศาจเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก นั่นจะไม่อันตรายเป็นอย่างมากหรอกหรอ?
“เจ้าหนีไม่รอดหรอก!
เจ้าดูถูกพวกข้าเกินไป ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ชายคนหนึ่งกล่าวพลางยิ้มกว้างก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปในป่า
อุโมงค์ทอดยาวไปยังป่าที่อยู่ห่างออกไป
ในยามนี้ เฉินเซี่ยงต้องการพาเจ้าหมาป่าสามหัวออกห่างจากสหายของพวกเขา เรื่องซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆ
เฉินเซี่ยงไม่ได้กังวลมากนัก เพราะหากพวกนางร่วมมือกันย่อมสามารถจัดการกับศัตรูได้
ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกนางย่อมนับว่าเพียงพอ
หมาป่าสามหัวส่ายหางไปมา
ดวงตาสีแดงฉานทั้ง 6
ของมันกำลังจับจ้องดูความเคลื่อนไหวของเฉินเซี่ยงทั้งยังใช้ลิ้นสีดำของมันเลียหางไปด้วย
เมื่อเห็นลิ้นของมันแลบออกมา
เฉินเซี่ยงจึงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันอย่างรุนแรง
ภายในพริบตา…ปราณกระบี่กว่าสิบสายได้พุ่งเข้าใส่ปราณสีดำทมิฬที่แผ่ออกมาครอบคลุมร่างกายของมัน
ปราณกระบี่ทั้ง
10
สายพุ่งออกไปในเวลาไล่เลี่ยกันเข้าจู่โจมหมาป่าสามหัวอย่างต่อเนื่องจนทำให้ปราณสีดำทมิฬที่ห่อหุ้มตัวมันอยู่สลายไป
เพียงแต่ยังมีปราณกระบี่สองสายหลงเหลืออยู่
จึงทำให้มันพุ่งเข้าปะทะกับกึ่งกลางศีรษะของหมาป่าสามหัวเข้าอย่างจัง
หมาป่าสามหัวส่งเสียงคำรามก่อนที่มันอ้าปากออกแล้วรวบรวมพลังกลายเป็นบอลพลังยิงเข้าใส่เฉินเซี่ยงทั้งสามลูก……………………….
Chapter
256 –
กระบวนท่าตัดหัวใจ
เฉินเซี่ยงถลาลงไปที่พื้น
แต่เมื่อเห็นบอลพลังทั้ง 3 ลูกพุ่งตรงมา เฉินเซี่ยงจึงรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
เงาร่างของเฉินเซี่ยงหายไปภายในพริบตา เขาหลบบอลพลังทั้งสามลูกที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเขา
ลูกบอลพลังทั้งสามลูกแฝงไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวราวกับอุกกาบาต
เมื่อบอลพลังเคลื่อนเข้าใกล้พื้นดิน มันทิ้งไว้ซึ่งคลองลึกเป็นทางยาว
“มันใกล้เข้ามาแล้ว!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอยู่ในใจ การโจมตีของหมาป่าสามหัวรุนแรงและรวดเร็วเป็นอย่างมาก
มากจนทำให้เฉินเซี่ยงกังวลว่าจะหลบได้หรือไม่
เฉินเซี่ยงเริ่มมุ่งหน้าไปยังทิศทางเฉพาะเจาะจง
ก่อนหน้านี้ ที่การโจมตีของเฉินเซี่ยงปะทะเข้ากับหัวของมันจึงทำให้มันโกรธเกรี้ยว
เมื่อมันเห็นว่าจู่ๆเฉินเซี่ยงก็วิ่งหนีไป มันจึงขยับขาขนาดยักษ์ทั้ง 4
ของมันแล้วเริ่มไล่กวดเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของหมาป่าสามหัวไม่ได้ช้าแต่อย่างใด
แต่ละก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน แต่เนื่องด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน
ถึงแม้มันจะรวดเร็วแต่ก็ยังไม่อาจเทียบความเร็วของเฉินเซี่ยงได้
เมื่อได้เห็นการโจมตีจากระยะไกลของหมาป่าสามหัว
เฉินเซี่ยงจึงคิดว่าความเร็วของมันไม่ได้รวดเร็วนัก
และตอนนี้สิ่งที่เขาคิดก็แสดงให้เห็นอยู่ตรงหน้า
เฉินเซี่ยงเคลื่อนผ่านภูเขาสูงลูกนึงภายในพริบตา
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงถึงกับกล่าวไม่ออกก็คือ
เจ้าหมาป่าสามหัวมันขี้เกียจปีนภูเขา มันจึงระเบิดตีนเขาจนกลายเป็นอุโมงค์สายหนึ่ง
ในระหว่างการไล่ล่า
เจ้าหมาป่าสามหัวได้โจมตีเฉินเซี่ยงหลายครั้งแต่เขาก็สามารถหลบมันได้ทั้งหมด
แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่เฉินเซี่ยงหลบการจู่โจมของมันได้
เขากลับต้องหวาดกลัวเพราะเฉินเซี่ยงรู้ว่าหากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว
เขาคงกลายเป็นฝุ่นควันแน่นอน
“นี่มันกะจะไล่ล่าข้าจนตายเลยหรอเนี่ย? ฮึ่ม…
นี่มันยังสัมผัสถึงข้าได้อีกหรอ!” เฉินเซี่ยงแค่นเสียง
เขาวิ่งเข้าไปในป่าอันเขียวชอุ่มและกลบกลิ่นอายตนขณะที่เจ้าหมาป่าสามหัวยังอยู่ห่างออกไป
แต่ถึงอย่างนั้นมันยังพบตำแหน่งของเฉินเซี่ยงแล้ววิ่งตรงมาที่เขา
เมื่อมันพบเฉินเซี่ยงมันก็เริ่มยิงบอลพลังสีดำทมิฬเข้าใส่อีกครั้ง
“นี่ไม่ดีแน่
ดูเหมือนมันจะไล่ล่าข้าไปจนตาย หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป
ไม่ช้าก็เร็วข้าต้องโดนมันบอลพลังของมันยิงเข้าแน่!
พวกท่านรีบคิดหาทางช่วยข้าเร็วเข้า”
ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะสามารถพาเจ้าหมาป่าสามหัววิ่งมาถึงที่นี่ได้
แต่ระหว่างทางเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
ซึ่งสถานการณ์ของเฉินเซี่ยงนับว่าค่อนข้างอันตรายเป็นอย่างมาก
“พวกข้ากำลังคิดอยู่
เจ้าทนไปก่อนนะ!” ซูเหม่ยเหยากล่าว น้ำเสียงของนางเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
“หลังจากมันยิงบอลพลังออกมา
ความแข็งแกร่งของมันจะลดลง แต่ถึงอย่างนั้น
ในร่างของมันยังเหลือปราณปีศาจสำรองอยู่เป็นจำนวนมาก
หากเจ้าต้องการให้มันเผาผลาญปราณไปจนหมด
อย่างน้อยๆเจ้าต้องล่อให้มันยิงลูกบอลพลังทั้งวัน”
เฉินเซี่ยงมุ่งหน้าเข้าไปในป่า
เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเพื่อหลบหลีกการจู่โจมของหมาป่าสามหัว
“วันนึงเนี่ยนะ?”
เฉินเซี่ยงแอบบ่นในใจ
“มังกรน้อย
ถ้าข้ายืมพลังของเจ้าเราจะพอรับมือมันได้มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าไม่รู้
แต่ถ้าเราลองย่อมเป็นอันตรายแน่!
ดูเหมือนมันจะยิงได้แต่ลูกบอลพลังงานสีดำๆเท่านั้น ส่วนเรื่องการป้องกัน
ร่างกายของมันก็แค่ปกคลุมด้วยปราณสำดำทมิฬด้วยเหมือนกัน หากเจ้าเข้าไปใกล้ๆมัน
บางทีมันอาจจะไม่สามารถใช้บอลพลังโจมตีเจ้าได้เพราะมันก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงก็คิดเหมือนกับนางซึ่งตอนนี้
เขากำลังคิดว่าจะลองดีหรือไม่
“เจ้าลองดูก็ได้
จุดอ่อนของมันอยู่ที่หัวใจและมันก็ใช้จิตวิญญาณควบคุมร่างกายของมัน!
ไม่ใช่ว่ากระบวนท่า ‘ตัดวิญญาณ’ ใน 7 เพลงกระบี่ผลาญมังกรใช้จู่โจมจิตวิญญาณโดยเฉพาะงั้นหรอกหรอ? อย่างแรก
เจ้าควรทำลายจิตวิญญาณของมันก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้น มันจะได้รับความเจ็บปวดมหาศาล
เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าค่อยใช้กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ ของ 7
เพลงกระบี่ผลาญมังกรเพื่อจู่โจมหัวใจของมัน” เป่ยยู่ยู่กล่าว
หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆพลางกล่าว
“ถ้าเจ้าใช้กระบี่ครามผลาญมังกรด้วยพลังของข้า เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นมาก!
มากซะจนสามารถสังหารมันได้อย่างราบรื่น!”
เฉินเซี่ยงรู้สึกถึงความร้อนกำลังถ่ายเทมาจากแขน
หลงเสวี่ยอี๋เริ่มถ่ายพลังให้เฉินเซี่ยง
ปราณของนางไหลเวียนภายในตัวเฉินเซี่ยงก่อนจะเข้าไปในตันเถียนและผสานกับปราณทั้ง 5
ธาตุของเฉินเซี่ยง
ปราณของหลงเสวี่ยอี๋ลึกลับเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจว่าปราณของนางคืออะไร แต่มันสามารถผสานกับปราณทั้ง 5
ธาตุของเขาได้อย่างง่ายดาย
ทั้งยังทำให้เฉินเซี่ยงสามารถใช้มันได้ราวกับมันเป็นปราณของเขาเอง
หลงเสวี่ยอี๋กินเม็ดยาไปจำนวนไม่น้อยเพราะตัวนางคือมังกร
กระทั่งเฉินเซี่ยงยังไม่รู้ว่านางเติบโตไปมากมายเท่าไหร่
เฉินเซี่ยงรู้แค่เพียงปราณของนางมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
ครั้งล่าสุดที่เฉินเซี่ยงใช้พลังของนาง ก็เป็นเพียงการจู่โจมแค่ครั้งเดียว
แต่ตอนนี้ นางกำลังผสานพลังของนางเข้าไปร่างกายของเฉินเซี่ยงอย่างสมบูรณ์
จนทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกแข็งแกร่งอย่างไม่อาจบรรยายได้
เฉินเซี่ยงคำรามลั่น
ทั่วร่างของเขาสั่นสะท้าน
เสื้อผ้าของเฉินเซี่ยงขาดสะบั้นเผยให้เห็นมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง
รอยสักมังกรสีขาวที่อยู่บนแขนซ้ายของเฉินเซี่ยงเปล่งประกายแสงสีขาวแลดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ทันใดนั้น
บอลพลังสามลูกพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยงอีกครั้ง
แม้เฉินเซ่ียงจะได้รับพลังอันแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋
แต่เขาก็ยังไม่กล้ารับการจู่โจมของบอลพลังซึ่งหน้า
เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะม้วนตัวหลบบอลพลังทั้งสามลูกและเคลื่อนที่ไปปรากฏตัวเหนือหมาป่าสามหัวในฉับพลัน
มันจับจ้องเฉินเซี่ยงที่อยู่บนฟ้าแต่กลับไม่จู่โจมเขา
ซึ่งจริงๆแล้ว เศษเสี้ยวของความหวาดกลัวพลันปรากฏขึ้นในดวงตาขนาดยักษ์ทั้ง 6
ของมัน มันสัมผัสได้ถึงปราณมังกรอันหนาแน่น
มีเพียงมังกรที่แท้จริงผู้ซึ่งมีโลหิตแห่งมังกรไหลเวียนอยู่เท่านั้นถึงจะแผ่แรงกดดันเช่นนี้ออกมาได้
และแรงกดดันนั้นทำให้สัตว์ส่วนใหญ่หวาดกลัว
เมื่อเห็นหมาป่าสามหัวที่อยู่เบื้องล่างไม่ได้จู่โจม
เฉินเซี่ยงจึงฉวยโอกาสนี้กำกระบี่ครามผลาญมังกรแน่นก่อนจะเริ่มโคจรทักษะ…
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงถูกถ่ายเข้าสู่กระบี่ในฉับพลันก่อนจะฟาดฟันรังสีกระบี่เข้าใส่หมาป่าสามหัวอย่างรุนแรง
แม้ระยะห่างของทั้งสองจะไกลกัน
แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงยังสามารถควบรวมจนกลายเป็นปราณอันทรงพลังยิงเข้าใส่มันได้
รังสีกระบี่ยิงตรงเข้าใส่หมาป่าสามหัวภายในพริบตาก่อนจะเจาะทะลุหมอกสีดำทมิฬอย่างง่ายดายจนเข้าปะทะกับร่างกายของมัน
ในเวลาเดียวกันที่รังสีกระบี่ของเฉินเซี่ยงเข้าปะทะ
หมาป่าสามหัวคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวและอ้างว้าง
มันอ้าปากขึ้นก่อนจะพ่นลมสีดำทมิฬออกมาอย่างรุนแรงจนเป่าต้นไม้ยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าของมันจนหายไป
เฉินเซี่ยงถลาลงสู่พื้นพลางโคจรปราณแล้วถ่ายเข้าใส่กระบี่
ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงใช้กระบวนท่า ‘ตัดวิญญาณ’
และตอนนี้เขากำลังเตรียมที่จะใช้กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ เข้าจู่โจมหัวใจของมัน
ใน ‘7
เพลงกระบี่ผลาญมังกร’ จะมีอยู่ 2 กระบวนท่าที่เป็นการจู่โจมอย่างเงียบเชียบ
ส่วนอีก 5 กระบวนท่าที่เหลือจะเป็นการรวมพลังแล้วจู่โจมก่อให้เกิดความเสียงหายอย่างมหาศาล
หากเฉินเซี่ยงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหลงเสวี่ยอี๋
บางที กระบวนท่าตัดวิญญาณของเฉินเซี่ยงคงไม่สามารถทะลุหมอกทมิฬของมันได้
แต่ถึงมันจะทะลุผ่านไปได้ มันก็คงทะลุไปไม่ถึงจิตวิญญาณของหมาป่าสามหัวแน่
เฉินเซี่ยงยืนอยู่ด้านข้างหมาป่าสามหัว
เขาหลับตาลงก่อนที่กระบี่ครามผลาญมังกรจะเริ่มดูดซับปราณของเฉินเซี่ยงอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏบางสิ่งขึ้นมา 3 สิ่ง
ซึ่งก็คือหัวใจทั้ง 3 ดวงของเจ้าหมาป่าสามหัว
เพียงแต่มันถูกปกคลุมด้วยชั้นหมอกสีดำทมิฬอยู่
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ
เขาคาดไม่ถึงว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นจะสามารถ ‘มองเห็น’
สิ่งที่อยู่ภายในร่างของเจ้าหมาป่าสามหัวได้ ไม่นานเฉินเซี่ยงจึงตระหนักได้ว่า
ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพราะความแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋
เฉินเซี่ยงตกใจกับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของหลงเสวี่ยอี๋เป็นอย่างมาก กลายเป็นว่านางบรรลุถึงขั้นนี้
ในที่สุดเฉินเซี่ยงจึงเข้าใจว่าเหตุใดการรับรู้ของนางถึงได้แม่นยำนัก
ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะสามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจขนาดยักษ์ของมันได้
แต่เขายังสามารถมองเห็นผลึกสีดำที่อยู่ในร่างกายของมันด้วย
ผลึกสีดำนั่นเก็บพลังงานของเจ้าหมาป่าสามหัวเอาไว้
ยิ่งผลึกขนาดใหญ่ก็ยิ่งเก็บพลังได้มากขึ้น แต่สำหรับมนุษย์แล้ว
มนุษย์จะเก็บรวบรวมพลังไว้ที่ตันเถียนโดยการสร้างลูกบอลโปร่งใสแล้วรวบปราณเข้าไปไว้ในนั้นอยู่ตลอดเวลา
“เร็วเข้า!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น “หากเจ้าฆ่ามันได้ แก่นปีศาจของมันก็จะกลายเป็นของเจ้า หากเจ้าขโมยมาได้
ให้รีบแปลงเป็นนกแล้วบินหนีไป!”
พลังมหาศาลได้ผสานเข้ากับกระบี่ครามผลาญมังกรขณะที่หมาป่าสามหัวยังคงคำรามอย่างบ้าคลั่งเพื่อต้านตานความเจ็บปวดจากจิตวิญญาณของมันอยู่
ทันใดนั้น
กระบี่ของเฉินเซี่ยงพลันสงบนิ่งแล้วฟาดฟันเข้าใส่หมาป่าสามหัวอย่างเงียบเชียบ
กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ ได้ใช้ออกไปแล้ว
เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกก่อนได้ยินเสียงบางอย่างดังออกมาจากภายในร่างของหมาป่าสามหัว
ทันใดนั้น มันกลับหยุดส่งเสียงคำรามก่อนจะทิ้งร่างลงกับพื้นในฉับพลัน
ร่างของมันกระตุกเล็กน้อยก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด……………………………..
Chapter
257 –
แก่นปีศาจ
หลังจากสังหารหมาป่าสามหัวลงได้
พลังของหลงเสวี่ยอี๋ก็สลายออกจากร่างของเฉินเซี่ยงเหลือไว้เพียงความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นทั่วร่างในฉับพลันจนเกือบทำให้เฉินเซี่ยงลงไปกองกับพื้น
ยามนี้ เฉินเซี่ยงไร้ซึ่งความแข็งแกร่งใดๆ
นี่คือผลกระทบอย่างร้ายแรงที่ใช้พลังของหลงเสวี่ยอี๋มากจนเกินไป
เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อร่างกาย
แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้ายจริงๆเฉินเซี่ยงคงไม่ใช้มัน อีกอย่าง
เฉินเซี่ยงไม่อาจใช้พลังของนางได้บ่อยนักเพราะมันเป็นการทำร้ายร่างกายของเขา
“จะตะลึงอยู่ทำไม
รีบไปเจาะท้องของมันแล้วเอาแก่นปีศาจออกมา!” หลงเสวี่ยรีบตะโกนขึ้น
ตอนนี้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเข้าไปเจาะท้องของเจ้าหมาป่าสามหัว
แค่กระบี่เฉินเซี่ยงยังยกไม่ขึ้นเลย
“ข้าขยับไม่ได้!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไร้พลัง
“เจ้าโง่
เจ้ามีพลังวิญญาณอยู่ไม่ใช่หรอ?” หลงเสวี่ยแค่นเสียงเบาๆ
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างบูดเบี้ยว
เขาลืมไปซะสนิทเลย ถึงแม้ร่างกายจะบาดเจ็บรุนแรงและไร้ซึ่งพลัง
แต่เฉินเซี่ยงยังมีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อยู่
นั่นทำให้เขาสามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณได้
เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาหยกขาวตามด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงลงไป
ก่อนจะลอยไปหาหมาป่าสามหัว ยามนี้เฉินเซี่ยงฟื้นฟูร่างกายได้มากแล้ว เขาจึงหยิบเอากระบี่ครามมังกรออกมาก่อนจะเริ่มผ่าท้องเจ้าหมาป่าสามหัว
กระบี่ครามผลาญมังกรนั้นคมเป็นอย่างมาก
ทำให้เฉินเซี่ยงสามารถผ่าเปิดท้องของมันได้อย่างง่ายดาย
เมื่อท้องของเจ้าหมาป่าสามหัวถูกเปิดออก
สิ่งโสโครกน่ารังเกียจพลันทะลักออกมาในฉับพลัน แต่โชคดีที่เฉินเซี่ยงตอบสนองอย่างรวดเร็ว
จึงทำให้เขาไม่ต้องอาบไปด้วยสิ่งที่น่ารังเกียจพวกนั้น
ไม่นานหลังจากนั้น
ผลึกสีดำทมิฬที่มีขนาดสูงกว่าเฉินเซี่ยงก็ปรากฏออกมา
แม้ว่ามันจะสีดำสนิทแต่มันกลับแผ่รัศมีอันค่อนข้างบริสุทธิ์ออกมา มันคือ
‘พลังงานแฝงของสัตว์’ ที่เหมือนกับ ‘ปราณ’ ของมนุษย์เป็นอย่างมาก
เมื่อผลึกแก่นปีศาจปรากฏขึ้นและกระทบกับแสงอาทิตย์
*แคร้ก*
พื้นผิวของมันพลันปรากฏแรกแยกก่อนจะปริแตกแล้วเริ่มล่วงหล่นลงมาทีละชิ้นราวกับเปลือกไข่
ภายในนั้นมีผลึกสีขาวอยู่
แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ‘ผลึกที่เต็มไปด้วยรัศมีสีขาว’ มากกว่า นอกจากนี้
มันยังอัดแน่นไปด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์จนไม่อาจบอกบรรยายเป็นจำนวนมหาศาล
“รีบเก็บแล้วเผ่นได้แล้ว
ซากศพของมันไร้ประโยชน์ มันมีปราณปีศาจหนาแน่นจนเกินไป” หลงเสวี่ยอวี๋เร่งเร้าเฉินเซี่ยง
หลังจากเฉินเซี่ยงเก็บแก่นปีศาจขนาดยักษ์เข้าไปแล้ว
เขาก็รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว เฉินเซี่ยงทั้งวิ่งทั้งกินเม็ดยาไปด้วย
“เจ้าแก่นปีศาจนั่นมันใช้อะไรได้บ้าง?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“เจ้ารู้มั้ยว่าแก่นปีศาจนั่นเทียบได้กับแก่นของสัตว์ลึกล้ำเชียวนะ
เจ้าถามข้าว่ามันมีประโยชน์อะไรใช่มั้ย? แก่นปีศาจอันนั้นคือแกนพลังงานของเจ้าหมาป่าสามหัว
มันสามารถช่วยเจ้าเพิ่มพูนปราณในอัตราที่เร็วมากเลยหล่ะ!” ซูเหม่ยเหยากล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ในป่าที่ไม่ใหญ่มากและใช้เวลาทั้งวันไปกับการพักผ่อน
หลังจากพักผ่อนจนกระทั่งร่างกายของเขาฟื้นฟูเกือบจะเต็มที่
เฉินเซี่ยงก็ออกจากป่าแล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขาที่ถูกจู่โจมก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงเดาว่าช่วงก่อนที่นิกายฝ่ายปีศาจจะเข้ามาที่นี่
เจ้าหมาป่าสามหัวคงถูกประมุขของนิกายพวกมันเข้ามาทำอะไรสักอย่างไว้แล้ว
ทำให้ศิษย์ของพวกมันสามารถควบคุมเจ้าหมาป่าสามหัวได้
“น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ
พวกมันไม่กล้าจับสัตว์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเกินไปหรอก
ไม่อย่างงั้นศิษย์ของพวกมันย่อมไม่สามารถควบคุมสัตว์พวกนั้นได้
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจหลายคนน่าจะสามารถควบคุมเจ้าหมาป่าสามหัวนี้ได้!”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
“ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง
ดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้นับว่าเป็นขุมสมบัติ
เพราะในนี้น่าจะมีสัตว์อสูรที่ทรงพลังอยู่มากมาย!” เฉินเซี่ยงคร่ำครวญ
ถ้าสัตว์อสูรแต่ละตัวมีแก่นปีศาจอยู่และเขาสามารถเก็บมันมาได้ทั้งหมด
นั่นย่อมนับเป็นโชคลาภอย่างแท้จริง
ขณะที่เฉินเซี่ยงบินอยู่บนท้องฟ้า
เขาเห็นมนุษย์กลุ่มใหญ่ ทั้งหมดนั้นคือเหล่าสหายของเขา
“แบบนี้ไม่ดีแน่!”
เพียงปรายตามองเฉินเซี่ยงก็เห็นว่ามีหลายคนในนั้นที่ได้รับบาดเจ็บ
และกลุ่มของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจก็กำลังโถมเข้าใส่พวกเขาทีละคนๆ
สหายของเขาถูกล้อมด้วยศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเกือบ 100 คน
ซึ่งพวกมันกำลังควบคุมฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจเข้าจู่โจม
ผู้ที่บาดเจ็บถูกล้อมไว้ตรงใจกลาง
นักสู้ระดับ 1 และ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงส่วนใหญ่ต่างได้รับบาดเจ็บ
ส่วนคนอื่นๆต่างถูกเหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมแบบถวายชีวิตและใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดของพวกมัน
ทั่วร่างของเหล่าสหายต่างอาบโชกไปด้วยโลหิตสีดำทมิฬ
ทั้งสายตายังเต็มไปด้วยความกระหายเลือด
ยามนี้ช่างชัดเจนว่าเหล่าสหายต่างเหนื่อยอ่อน
ทิวทัศน์โดยรอบของเหล่าสหายเกลื่อนไปด้วยซากศพกระจุยกระจายและเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสัตว์ปีศาจและปีศาจมนุษย์อีกจำนวนมากที่กำลังล้อมกรอบเหล่าสหายอยู่
ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าหากเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป
พวกเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ได้ต่อไป
ผมสีขาวราวกับหิมะของเหลิ่งยู่หลานเปียกโชกไปด้วยโลหิตสีดำ
แต่ถึงอย่างนั้น กระบี่ยักษ์ในมือของนางยังคงกวัดแกว่งอย่างต่อเนื่อง
ทั้งแต่ละกระบี่ของนางก็สังหารศัตรูไปเป็นจำนวนมาก
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น
เขาเห็นฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจมากมาย ทั้งพวกมันยังค่อนข้างแข็งแกร่งและจำนวนของพวกมันก็มากเกินจะนับไหว
ในบริเวณนั้น เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆถูกพวกมันล้อมไว้อย่างแน่นหนา
ผู้ที่สังหารศัตรูได้เป็นจำนวนมากคือ
เหลิ่งยู่หลาน ซู่เซี่ยนเซี่ยน เห่าตงชิง และหวินเสี่ยวเตา
คนเหล่านี้เป็นผู้ที่ดุดันและเหี้ยมหาญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือซู่เซี่ยนเซี่ยน
โดยปกติแล้วนางจะอ่อนโยนและสงวนท่าทีเป็นอย่างมากราวกับนางเป็นเทพธิดาจากต่างโลก
แต่เมื่อนางเริ่มสังหารเหล่าสัตว์ปีศาจ นางกลับดูราวกับเทพสังหาร
ส่วนเหลิ่งยู่หลานเองก็ไม่ต่างกัน นางสังหารศัตรูได้อย่างไม่กระพริบตา
แต่ท่วงท่าของนางกลับสง่างามอย่างบอกไม่ถูก
เหลยสงหลิน
เหลยจง และเหลียนหมิงตงต่างเพิ่งจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง ดังนั้น
ทั้งสามจึงได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
ส่วนวู๋เชียนเชียนได้ใช้เพลิงอันทรงพลังของนางสร้างเป็นกำแพงอันทรงพลังพลักดันเหล่าสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่บุกเข้ามาให้ล่าถอยออกไป
เหล่ามนุษย์ปีศาจสวมใส่ชุดคลุมดำและสวมหน้ากากเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
ถึงแม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะซ่อนตัวอยู่ในฝูงปีศาจมนุษย์
แต่เฉินเซี่ยงยังคงแยกแยะพวกมันออก แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือ
มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจมากกว่า 90 คน
เฉินเซี่ยงเหยียดหยามก่อนถลาลงมาจากบนฟ้าอย่างรวดเร็ว
แม้เฉินเซี่ยงจะถอนปีกเพลิงคู่ยักษ์กลับไปแล้ว
แต่แผ่นหลังของเขายังคงอาบไปด้วยเปลวเพลิง
ยามนี้เฉินเซี่ยงดูราวกับอุกกาบาตที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า
เฉินเซี่ยงพุ่งลงเหยียบไหล่ของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่ง
ทันใดนั้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนนั้นไม่อาจตอบโต้ได้ทันจนทำให้มันจมลึกลงไปในดิน
เฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสัตว์ปีศาจและมนุษย์ศาจนับพัน
เมื่อศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเห็นเฉินเซี่ยง พวกมันต่างตกใจสุดขีด จากที่พวกมันเห็นและทราบ
เฉินเซี่ยงน่าจะกำลังถูกเจ้าหมาป่าสามหัวไล่ล่าอยู่
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงกลับปรากฏตัวขึ้นที่นี่
เมื่อซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆเห็นเฉินเซี่ยงกลับมาอย่างปลอดภัย
พวกนางต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกและตื่นเต้นสุดขีดในเวลาเดียวกัน ทันใดนั้น
การจู่โจมของพวกนางพลันรุนแรงขึ้นจนทำให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง
เฉินเซี่ยงร่อนลงพื้นและทั่วร่างของเขาบังเกิดเปลวเพลิงอันรุนแรงปะทุขึ้น
เปลวเพลิงของเฉินเซี่ยงพัดกระจายไปโดยรอบส่งให้เหล่ามนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจล่าถอยไปหลายก้าว
ไม่มีพวกมันตัวไหนกล้าแตะเพลิงของเฉินเซี่ยงเพราะมันจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้
ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏปีกแห่งหงษ์เพลิงคู่ยักษ์ที่ยาวกว่าหลายสิบจ้าง
และที่ใบหน้าของเฉินเซี่ยงยังปรากฏรอยยิ้มอันสดใส “ไอ้พวกสวะฝ่ายปีศาจ
มามะ…มาลองกระบวนท่าใหม่ของบิดาผู้นี้!”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ
เขาก็เริ่มหมุนตัวอย่างรวดเร็วทำให้ปีกเพลิงคู่ยักษ์หมุนตัวไปด้วย ทันใดนั้น
ตำแหน่งที่เฉินเซี่ยงอยู่ก็กลายเป็นพายุเพลิงคลั่งซึ่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
เพราะเพลิงเหล่านั้นล้วนเป็นเพลิงตะวันสวรรค์
ขณะที่เฉินเซี่ยงหมนุตัวอย่างบ้าคลั่ง
ปีกเพลิงคู่ยักษ์ของเขาก็ยาวขึ้นเรื่อยๆจนทำให้พายุเพลิงของเฉินเซี่ยงเพิ่มขนาดขึ้น
เวลาผ่านไปไม่นาน
เหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจกว่าหลายร้อยตัวถูกดูดเข้าไปในพายุก่อนจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้
ขณะที่เฉินเซี่ยงเองก็ยังคงปลดปล่อยปราณแห่งหงษ์เพลิงอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อทุกคนได้เห็นพายุขนาดมหึมที่ปรากฏขึ้นที่ฉับพลันต่างทำให้พวกเขาตกใจ
พวกเขาทราบว่าเพลิงนั่นเป็นของเฉินเซี่ยง
แต่วิธีการเช่นนี้มันน่าสะพรึงกลัวจนเกินไป แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ
มันทั้งน่ากลัวและงดงามในเวลาเดียวกัน
“น้องเฉิน
เจ้ามันผิดปกติจนเกินไป! ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น เขาก็สังหารพวกมันไปมากมาย!”
เจ้าอ้วนอุทานขึ้น
หลังจากเซี่ยนเซี่ยนประหลาดใจไปชั่วครู่
นางก็รีบตะโกนอย่างเร่งร้อน
“ใครที่ยังพอหลงเหลือความแข็งแกร่งอยู่ให้ปกป้องผู้ที่บาดเจ็บแล้วรีบตะลุยฝ่าออกไปเร็วเข้า!”
ทุกคนต่างทราบว่าการหนีออกไปจากที่นี่จะทำให้เฉินเซี่ยงลงมือได้อย่างเต็มที่
เพราะเฉินเซี่ยงจะสามารถดูดพวกมันทั้งหมดเข้ามาให้พายุเพลิงของเขาได้
ทำให้เขาสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้ในคราวเดียว………………..
Chapter
258 –
บบสรุปดินแดนรกร้างทางใต้
หากเฉินเซี่ยงไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงบวกกับปราณที่รุนแรงของเขา
เฉินเซี่ยงคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจด้วยวิธีการเช่นนี้
เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปราณทั้งหมดซึ่งเทียบได้กับนักสู้ระดับ
7 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ในศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่เพียงระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง อีกอย่าง
ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์เหล่านี้อย่างเว่ยหงเตาก็ถูกเฉินเซี่ยงสังหารไปนานแล้ว
เนื่องด้วยการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของเฉินเซี่ยง
ทำให้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจตกอยู่ในความโกลาหลและยังไม่มีเวลาให้พวกมันใส่ใจกับซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆที่กำลังจะหลบหนี
แต่ถึงอย่างนั้น
พวกมันกลับรู้สึกได้ถึงอำนาจอันทรงพลังที่ฉุดรั้งขาของพวกมันไว้แล้วค่อยๆลากพวกมันเข้าไปในพายุเพลิงคลั่งของเฉินเซี่ยงอย่างช้าๆ
เฉินเซี่ยงคือผู้บ่มเพาะเสินเต้า
นอกจากนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของก็เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว ดังนั้น
ย่อมมีเพียงพระเจ้าที่จะรู้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน
เฉินเซี่ยงสามารถใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์และปราณจักรวาลตรึงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจไว้เพื่อไม่ให้พวกมันหลบหนีหรือป้องกันตนเองได้
ไม่นาน
ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆก็หนีออกมาจากบริเวณนั้นได้
แม้จะมีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจบางคนยังคงควบคุมมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมพวกนาง
แต่ทันทีที่พวกมันกระโจนใส่พวกนาง
พวกมันก็ถูกลากเข้าไปในพายุเพลิงของเฉินเซี่ยงในที่สุด
เมื่อทุกคนออกไปไกลพอ
เฉินเซี่ยงก็เริ่มคำรามและปลดปล่อยปราณแห่งมังกรครามที่แฝงไปด้วยคุณสมบัติของธาตุไม้ซึ่งประกอบไปด้วยลมและสายฟ้าออกมา
ทำให้พายุเพลิงของเฉินเซี่ยงรุนแรงยิ่งขึ้น ในยามนี้
ทั้งเปลวเพลิงและสายฟ้าเปล่งประกายเจิดจ้า
เหล่ามนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมายถูกดูดเข้ามาในพายุเพลิง
ถูกสายลมฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ถูกแผดเผาด้วยเพลิง และถูกช็อตด้วยสายฟ้า
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
มันดูราวกับนรก
เฉินเซี่ยงจึงให้ชื่อกับมันว่า ‘พายุนรก’!
พายุนรกของเฉินเซี่ยงยังคงขยายขนาดอย่างต่อเนื่องจนมีความสูงกว่า
1,000 จ้าง มันดูราวกับขุนเขาที่กำลังหมุนวน
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปราณแห่งหงษ์เพลิงและปราณแห่งมังกรครามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
กระบวนท่าที่เฉินเซี่ยงใช้ออกในตอนนี้มีรากฐานมาจาก ‘เคล็ดมังกร‘
โดยเฉพาะเรื่องของแรงดึงดูด ทำให้มันน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
แต่เดิมพื้นที่บริเวณนั้นเกลื่อนไปด้วยซากศพ
แต่ตอนนี้ ซากศพเหล่านั้นถูกพายุนรกของเฉินเซี่ยงดูดเข้าไปจนหมด
เมื่อเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจถูกตรึงด้วยแรงดึงดูดของพายุทำให้ปราณภายในร่างกายของพวกมันปั่นป่วนจนไม่สามารถใช้ความแข็งแกร่งของตนได้
จนในที่สุดร่างกายของพวกมันทุกคนจึงถูกเหวี่ยงและดึงเข้าไปในพายุนรกอย่างช้าๆ
ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆที่มองเหตุการณ์อยู่ไกลๆต่างอ้าปากค้าง
ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอยู่เหนือจินตนาการของพวกนาง
แม้ปราณของเฉินเซี่ยงจะไม่ได้บรรลุขอบเขตอันยิ่งใหญ่
แต่เฉินเซี่ยงสามารถใช้ออกด้วยทักษะอันน่าสะพรึงกลัวจนทำให้พวกนางรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ยิ่งมีทักษะที่ดีเท่าไหร่
พลังอำนาจของปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็จะเพิ่มมากขึ้น อีกอย่าง
มันยังทำให้ผู้ใช้มีพลังที่เหนือกว่าเดิมขึ้นไปอีก
นั่นนับเป็นการใช้ปราณอย่างมีประสิทธิภาพ
เหลิ่งยู่หลานถอนหายใจเล็กน้อย
“ท่านพี่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง ข้าต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!”
ซู่เซี่ยนเซี่ยนก็พยักหน้า
“พวกเราไม่อาจเป็นตัวถ่วงของเขา และหากไม่ใช่เพราะเขา พวกเราคงถูกบูชายัญไปแล้ว!”
ทุกๆคนต่างถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง
หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยง พวกนางคงนึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง
บางทีพวกนางคงถูกจับไปตั้งนานแล้ว
เหล่าสหายของเฉินเซี่ยงต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างหนักหน่วง
พวกนางมีเฉินเซี่ยงเป็นแบบอย่าง แต่ตอนนี้ดูเหมือนความต่างระหว่างพวกนางกับเฉินเซี่ยงจะมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้พวกนางทั้งหมดสาบานว่าในใจว่า หากได้กลับไป
พวกนางจะทุ่มเทกับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเพื่อไล่ตามเฉินเซี่ยงให้ได้
แม้แต่เจ้าอ้วนที่เกียจคร้านยังมีความคิดเช่นนี้
นับประสาอะไรกับคนอื่นๆ!
“ไม่นานมานี้ข้าได้ยินมาว่า
นิกายฝ่ายธรรมะจะมีการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่! เมื่อถึงเวลานั้น
นิกายใหญ่ของฝ่ายธรรมะทั้งหมดจะมารวมตัวกันเพื่อจัดงานประลองที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ดูเหมือนว่าจะยังพอมีเวลาอยู่!”
เหลิ่งยู่หลานกำหมัดขาวราวกับหยกของนางแน่นพลางกล่าว
เจ้าอ้วนหัวเราะพลาง
“ถูกแล้ว ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมากมาย และงานชุมนุมเช่นนี้ 100 ปีถึงจะมีครั้ง!”
“ในงานชุมนุมครั้งนี้
ข้าจะสามารถประลองกับท่านพี่ได้แน่!” เหลิ่งยู่หลานกล่าวอย่างหนักแน่น
หวินเสี่ยวเตาเอามือแตะจมูกตนพลางกล่าว
“ที่พี่ใหญ่เฉินมีน้องสาวเช่นนี้ ข้าไม่รู้จริงๆว่าจะเป็น ‘พร’ หรือ ‘คำสาป’
กันแน่!”
ขณะที่เซี่ยนเซี่ยนกำลังมองพายุนรกของเฉินเซี่ยงอยู่
จู่ๆดวงตาอันงดงามของนางก็เป็นประกาย นางหัวเราะขึ้นเบาๆพลางกล่าว
“ข้าก็อยากประลองกับพี่เซี่ยงเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราถอยไปก้าวนึงก่อน
เพราะพวกเรากับพี่เซี่ยงนั้นคนละระดับกัน!”
ทุกๆคนต่างถูกปลุกเร้าและได้แรงบันดาลใจ
พวกนางต่างอยากพริบานและโดดเด่นในงานชุมนุมครั้งใหญ่นี้
เพราะอย่างน้อยๆจะได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างพวกนางกับเฉินเซี่ยงได้บ้าง
ในยามนี้
พื้นดินบริเวณที่เฉินเซี่ยงอยู่ไร้ซึ่งซากศพ แต่ยังกล่าวได้ว่า
ยังมีเสียงเศร้าโศกคร่ำครวญดังออกมาจากพายุนรกอย่างต่อเนื่อง
และเฉินเซี่ยงก็ยังปลดปล่อยปราณแห่งมังกรครามและปราณแห่งหงษ์เพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปชั่วครู่
“ในที่สุดก็เรียบร้อย!
ฮ่าฮ่า….พวกเราชนะแล้ว!” จู่ๆเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงก็ดังขึ้นส่วนพายุนรกของเฉินเซี่ยงก็ได้หายไปแล้ว
ขี้เถ้า ฝุ่นผง ร่วงลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยง ทั้งหมดนั้น
คือสิ่งที่เหล่าสัตว์ปีศาจ มนุษย์ปีศาจ และศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้เหลือทิ้งไว้
เมื่อมองไปยังชายที่กำลังกระพือปีกคู่ยักษ์อย่างบ้าคลั่งพลางหัวเราะอย่างผู้กล้า
ทุกๆคนต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น
ทุกคนจึงเร่งมุ่งมาหาเฉินเซี่ยงพร้อมกับเสียงตะโกนและยินดี!
เฉินเซี่ยงร่อนลงมาที่พื้น
เมื่อเห็นทุกคนปลอดภัย
เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่เซี่ยนเซี่ยนจะโผ่เข้าหาอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง
นางกอดเฉินเซี่ยงแน่น ก่อนหน้านี้
เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงล่อหมาป่าสามหัวออกไปให้ห่างจากพวกนาง
นางเป็นกังวลอย่างที่สุด นางไม่รู้ว่านางจะทำยังไงหากนางเสียเฉินเซี่ยงไป
“เซี่ยนเซี่ยน
ตอนที่เจ้าเริ่มสังหาร…เจ้าทำให้ข้าหวาดกลัวแทบตาย!”
เฉินเซี่ยงยิ้มซุกซนพลางสัมผัสใบหน้าของนาง เฉินเซี่ยงรู้ว่านางเป็นห่วงเขามาก
เซี่ยนเซี่ยนปาดน้ำตาบนแก้มก่อนใบหน้าของนางจะเผยให้เห็นรอยยิ้มที่งดงามจับใจ
ภยันอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ทำให้ทุกๆคนต่างรู้สึกผ่อนคลาย บางคนก็ทิ้งตัวลงนอนบนพื้น แหงนมองท้องฟ้า
ก่อนจะเริ่มสูดลมหายใจเอาอากาศอันสดชื่น
เฉินเซี่ยงปล่อยน้ำออกมาบนฝ่ามือก่อนจะใช้มันล้างคราบโลหิตสีดำบนเส้นผมของเหลิ่งยู่หลาน
เซี่ยนเซี่ยนเองก็ชอบผมของยู่หลานเป็นอย่างมาก
นางยังช่วยยู่หลานล้างผมทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
“เจ้าอันธพาลน้อยหวิน
หากเจ้าดีกับน้องสาวของข้า ตัวข้า ในฐานะที่เป็นพี่ย่อมสบายใจ!”
เจ้าอ้วนมองหวินเสี่ยวเตาอย่างดูถูก
หวินเสี่ยวเตากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ
“เหอะ ไปบอกน้องสาวเจ้าให้อ่อนโยนกับข้าเถอะ นางมันเสือร้ายชัดๆ!
แต่ก็นะ…ยิ่งเจ้าเป็นพี่ชายของนาง ข้ายิ่งขี้เกียจเกินกว่าจะจัดการกับนาง”
เจ้าอ้วนถอนหายใจ
“เจ้ามันเมาไปแล้ว ข้าจะไปบอกสิ่งที่เจ้าพูดให้นางฟังทีละคำๆ
เจ้ามันชอบโม้ว่าตัวเองน่าเกรงขามอย่างงู้นอย่างงี้
แต่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะกลัวสตรีเพียงนางเดียว! เจ้ามันขี้ขลาดจริงจริ้ง…
ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ทุกๆคนที่ได้ยินบทสนทนาของเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาต่างหัวเราะลั่น
ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาคือศิษย์จาก 4
ตระกูลหลักของดินแดนยอดนักสู้ อีกอย่าง ทั้ง 2
ยังบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงด้วยอายุเพียงเท่านี้
ตัวตนของทั้งสองนับว่าค่อนข้างโดดเด่นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ทั้งชื่อเสียงของทั้งสองก็นับว่าไม่น้อย
ด้วยเสียงหัวเราะของทุกๆคน
ในที่สุดก็ทำให้เหล่าหมอกควันที่ปกคลุมจิตใจของใครหลายคนที่ช่วงที่ผ่านมาได้มลายหายไป
แท่นบูชายัญก็ถูกทำลายแล้ว ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจก็ถูกสังหารจนหมดแล้ว
สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจส่วนใหญ่ก็ถูกเผาจนกลายไปเถ้าถ่านไปแล้ว
และตราบใดที่ตัวตนอันทรงพลังไม่ได้ออกมาจากส่วนลึกของดินแดน
ขอบนอกแห่งนี้ก็นับว่าปลอดภัยเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้น
ทั้งเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆได้ตัดสินใจที่จะเลือกสถานที่แห่งใหม่ในการซ่อนตัว
ทั้งหมดได้สร้างสถานที่หลบภัย เฝ้าระวัง ป้องกัน จู่โจม
และหลบหนีแห่งใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ภูเขาก่อนหน้านี้
ถ้าพวกเขาไม่ได้เตรียมการป้องกันอย่างแน่นหนา
พวกเขาย่อมถูกหมาป่าสามหัวสังหารไปแล้ว
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
อาการบาดเจ็บของทั้งหมดก็ใกล้จะหายเป็นปกติแล้ว ที่รอบนอกภูเขาแห่งใหม่ มีผู้ที่ตั้งแคมป์เพื่อเฝ้าระวังอยู่ไม่มากนัก
ส่วนคนอื่นๆที่เหลือต่างซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและบ่มเพาะ
หลังจากที่ได้ประสบกับหลายๆสิ่งก่อนหน้านี้
ทั้งหมดต่างรู้ดีว่ายังขาดความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้ยามนี้
ทุกคนต่างตั้งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นและจะบ่มเพาะอย่างแข็งขัน………………………………
Chapter
259 –
กายาทองคำ
เฉินเซี่ยงยังคงใช้เวลาในทุกๆวันอยู่ในห้องหินเพื่อบ่มเพาะ
แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีบางครั้งที่เฉินเซี่ยงออกมาข้างนอกเพื่อพูดคุยกับทุกๆคน
เฉินเซี่ยงอยากฉวยโอกาสครั้งนี้เพื่อทำให้รากฐานการบ่มเพาะของเขามั่นคง
ในดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้
เฉินเซี่ยงได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่การเร่งรีบเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
เวลาได้ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างยังคงสงบเงียบอยู่ จะมีก็เพียงคลื่นความเย็นที่พัดผ่านมาจากส่วนลึกของดินแดนบ้างเป็นบางครั้งคราว
ผู้ที่คอยเฝ้าระวังภัยจะออกลาดตระเวนรอบๆในทุกๆวัน
ส่วนคนอื่นๆที่เหลือต่างก็บ่มเพาะ แต่จู่ๆ
กลับปรากฏรัศมีอันน่าอัศจรรย์ขึ้นทำให้ทุกคนรู้สึกกังวล
“เร็วเข้ามาดูนี่เร็ว!”
ผู้เฝ้ายามคนหนึ่งอุทานขึ้นก่อนศิษย์หลายๆคนจะรีบออกมาจากภูเขาอย่างรวดเร็ว
ยามนี้
ดินแดนรกร้างแห่งนี้ถูกล้อมไปด้วยภูเขาขนาดยักษ์ราวกับมันสูงขึ้นไปถึงสวรรค์
ซึ่งเฉินเซี่ยงไม่สามารถบินหนีออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้น
เหล่าภูเขาขนาดยักษ์กลับค่อยๆกลายเป็นโปร่งใส่อย่างช้าๆ
“2 เดือนแล้ว!”
เจ้าอ้วนตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น เขาเกือบจะเป็นบ้าเพราะได้อยู่ที่นี่
แต่ในที่สุดเขาก็จะได้ออกไปแล้ว
ภูเขาขนาดยักษ์หายไป
หุบเหวลึกที่ทุกคนเคยเดินผ่านเข้ามาในครั้งแรกได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความยินดี
“ในที่สุดพวกเราก็จะได้ออกไปจากสถานที่ที่น่ากลัวแบบนี้สักที!”
หวินเสี่ยวหัวเราะพลางกระโดดโลดเต้น
ยามนี้
ทุกคนค่อยๆทยอยมารวมตัวกันและแต่ละคนยังตื่นตัวเป็นอย่างมาก
เพราะนั่นเป็นความเคยชินที่พวกเขาเป็นในตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ทุกคนที่เข้ามาในดินแดนรกร้างแห่งนี้ต่างก้าวหน้าเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์การต่อสู้
ทุกๆคนมุ่งหน้าไปยังหุบเหวพลางระมัดระวังรอบด้าน
เมื่อทั้งหมดผ่านหุบเหวไปแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น และในที่สุด
พวกเขาก็ได้เห็นกลุ่มคนหลายสิบคนยืนรออยู่ที่ปากทางเข้าของหุบเขา
คนเหล่านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจแห่งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
เมื่อได้เห็นผู้คนจำนวนมากกำลังเดินออกมา
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างรู้สึกประหลาดใจ แม้พวกเขาจะไม่ได้เข้าไปข้างใน
แต่พวกเขายังสามารถสัมผัสถึงความผันผวนที่แผ่ออกมาจากดินแดนรกร้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทำให้จิตใจของพวกเขาไหววูบและสั่นสะท้านด้วยความกลัว
พวกเขาต่างสังหรณ์ใจว่าจะไม่มีผู้ใดได้กลับออกมา
กลายเป็นว่ามีเพียงศิษย์นิกายฝ่ายธรรมเพียง
40 คนเท่านั้นที่กลับออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้น
ชายชราคนหนึ่งจากนิกายเช่าหวู่พลันกล่าวถามอย่างเร่งร้อน “ศิษย์ของพวกข้าอยู่ที่ไหน? พวกเจ้าเห็นบ้างหรือเปล่า?”
ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวถามขึ้นเช่นกัน
“ตอบมาเร็วเข้า ทำไมศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำของข้าถึงไม่กลับออกมาด้วย!?”
น้ำเสียงของทั้งคนนั้นไม่สุภาพเป็นอย่างมาก
ทำให้เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงจึงตอบกลับอย่างไม่สุภาพ
“พวกมันตายกันหมดแล้ว คนที่สังหารพวกมันก็คือบิดาผู้นี้แหละ!”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวออกมา
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างตกใจสุดขีด
กระทั่งประมุขนิกายฝ่ายปีศาจเองก็ตกใจเช่นกัน
หลิวเมิ่งเอ๋อมองเฉินเซี่ยงด้วยสายตาที่ตำหนิพลางขมวดคิ้ว นอกจากนี้
ใบหน้าของนางยังแสดงออกถึงความกังวลเป็นอย่างมาก “เจ้าว่าอะไรนะ!?”
ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวพลางง้างฝ่ามือขึ้น
แต่ก่อนที่มันจะซัดฝ่ามือลงมา
กู่ตงเฉินพลันตะโนขึ้นอย่างเย็นชา “อวี้เจี้ยงหลิน ถ้าเจ้ากล้าลงมือ
ข้าจะบดขยี้นิกายกระบี่ลึกล้ำของเจ้า!”
ขณะกู่ตงเฉินกล่าว ทั่วทั่งร่างของเขาพลันเปล่งประกายรัศมีสีทองอร่าม
ร่างกายของเขาดูราวกับเคลือบคลุมด้วยทองคำทั้งยังแผ่แรงกดดันเข้าใส่เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก
ผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายต่างๆ
ต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง พวกเขาจ้องมองไปยังร่างกายที่ดูราวกับทองคำของกู่ตงเฉินด้วยความประหลาดใจ
กระทั่งเหล่าประมุขของนิกายฝ่ายปีศาจยิ่งตื่นตระหนกมากกว่า
“นั่น…
นั่นมัน ‘กายาทองคำ’ ที่ได้จากการข้ามผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพานที่ 7!
ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าประมุขนิกายยอดนักสู้จะแข็งแกร่งขนาดนี้ กลายเป็นว่าเขากลับบรรลุถึงระดับนี้!”
ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น
อวี้เจี้ยงหลินพลันถอนฝ่ามืออย่างรวดเร็ว มันรู้ดีว่า
ตัวมันไม่อาจเทียบได้กับกู่ตงเฉิน
กู่ตงเฉินถอนกายาทองคำออกก่อนจะกลับคืนสู่รูปลักษณ์ปกติก่อนกล่าวอย่างเย็นชา
“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วว่า หากศิษย์ของพวกเจ้าลงมือกับเฉินเซี่ยง
ข้าจะทำลายนิกายของพวกเจ้า เจ้ายังอยากถามอยู่มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
แม้ภายในจิตใจอวี้เจี้ยงหลินจะเกรี้ยวกราดราวกับถูกไฟสุม
แต่มันก็ยังไม่ไร้ซึ่งเหตุผล มันรู้ว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังในเรื่องนี้แน่
และยังเป็นไปได้มากว่าศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำของมันจะเป็นคนลงมือก่อน
หากมันยังถามต่อ
เฉินเซี่ยงจะต้องกล่าวออกมาแน่ว่าเป็นศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ที่เป็นคนลงมือก่อน
และเมื่อเป็นเช่นนั้น
กู่ตงเฉินย่อมเข้าถล่มนิกายกระบี่ลึกล้ำและนิกายเช่าหวู่ตามคำกล่าวของเขาอย่างแน่นอน
เมื่อได้ล่วงรู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกู่ตงเฉิน
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต่างหวาดกลัวเป็นอย่างมาก อีกอย่าง
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงลานประลองอาวุโสในนิกายยอดนักสู้
แค่กู่ตงเฉินคนเดียวก็สามารถถล่มพวกมันจนราบเป็นหน้ากลองได้แล้ว
อวี้เจี้ยงหลินและผู้อาวุโสจากนิกายเช่าหวู่รีบหัวกายแล้วบินหนีไปอย่างทันที
พวกมันไม่อยากเห็นนิกายต้องล่มสลายเพราะฝีมือพวกมันเอง
“อย่าได้จองหองไป
คนของพวกข้ายังไม่ออกมา!” ผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่งกล่าวออกมา
ที่นี่มีนิกายฝ่ายปีศาจ 5 นิกาย เช่นนั้น ย่อมมีผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายฝ่ายปีศาจอยู่
5 คน แต่พวกมันก็แอบสงสัยอยู่ในใจเป็นอย่างมากว่า
ตามแผนที่พวกมันได้วางเอาไว้รวมถึงเรื่องซุ่มโจมตี
ย่อมไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะคนใดรอดออกมาได้ อีกอย่าง
ศิษย์ของพวกมันย่อมเปิดแท่นบูชายัญและติดต่อกับพระเจ้าแห่งแดนปีศาจได้แล้ว….
“ไม่ต้องรอให้เมื่อยตุ้มหรอก…
ข้าสังหารพวกมันไปหมดแล้ว!”
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็หยิบเอาหัวกว่าสิบหัวออกมาแล้วโยนลงไปพื้น ทันใดนั้น
น้ำเสียงของเฉินเซี่ยงกลับเย็นชาก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในดินแดนรกร้างทางใต้
รวมถึงการสมรู้ร่วมคิดอันชั่วร้ายของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ
เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะต่างพยักหน้ากันทีละคนเพื่อยืนยันคำกล่าวของเฉินเซี่ยงว่าเป็นเรื่องจริง
ยิ่งเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายฝ่ายธรรมะได้ฟัง
ในหน้าของพวกเขายิ่งอัปลักษณ์และเย็นชา หากแผนของเหล่านิกายฝ่ายปีศาจสำเร็จ
ผลที่จะตามมาย่อมเกินกว่าจะจิตนาการได้! แม้ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น
แต่หากแผนของนิกายฝ่ายปีศาจสำเร็จ
เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่คงได้กลายเป็นนรกบนดินสำหรับมนุษย์
“พวกเจ้ามีอะไรจะพูดมั้ย?”
ท่าทางของกู่ตงเฉินน่าเกลียดเป็นอย่างมาก
กระทั่งประมุขของนิกายอื่นๆก็เช่นกัน
เพราะพวกเขาต่างคำนวณนิกายฝ่ายปีศาจพลาดไปจนเกือบทำให้เหล่าศิษย์ของนิกายตนเองต้องตาย
ทันใดนั้น
หมอกควันสีดำที่มีกลื่นเหม็นเน่าพลันปะทุออกมาจากเหล่าประมุขนิกายฝ่ายปีศาจ
“นั่นมันพิษ!”
ฮวาเซียงเยว่เร่งตะโกนขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมได้แพร่เข้าไปในจมูกของทุกคน
“พวกมันกำลังจะหนี!”
‘จูบแห่งมังกรหยก’ ปรากฏขึ้นในมือของหลิวเมิ่งเอ๋อ
กู่ตงเฉินแค่นเสียงเย็นาและทั่วร่างของเขาพลันเคลือบคลุมด้วยรัศมีที่ทองอร่ามก่อนที่เงาร่างของเขาจะหายไป
“ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้!”
เฉินเซี่ยงมองไปยังฮวาเวียงเยว่
กลายเป็นว่า ความแข็งแกร่งของสตรีที่มีเสน่ห์เย้ายวนเช่นนางน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เพราะอย่างน้อยๆ นางก็อยู่ในขอบเขตนิพพาน มิฉะนั้น เมื่อครู่นางคงไม่ใจเย็นขนาดนี้
ซึ่งตัวนางเองก็กำลังเผชิญหน้าอยู่กับเหล่าผู้ใหญ่จากนิกายต่างจำนวนมาก
เมื่อเหล่าผู้ยิ่งใหญ่รู้ว่าเป็นเฉินเซี่ยงที่ทำลายแผนการของนิกายฝ่ายปีศาจ
พวกเขาทุกคนล้วนประหลาดใจอย่างที่สุด
เฉินเซี่ยงได้ทำเรื่องที่น่ายกย่องอย่างที่สุด
และเขายังได้ช่วยเหลือเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่เอาไว้ด้วย!
“ยังไงซะ
เรื่องนี้ก็ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด
ข้าเกรงว่าจะมีบางคนที่มีเจตนาชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมพลังงานที่อยู่ในดินแดนรกร้าง”
กู่ตงเฉินกล่าว
ฮวาเซียงเยว่พยักหน้าก่อนจะเคลื่อนมาข้างกายเฉินเซี่ยง
มือทั้งสองข้างอันละเอียดอ่อน นุ่มนวล
และงดงามของนางสัมผัสไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเฉินเซี่ยงก่อนจะยิ้มให้เฉินเซี่ยงอย่างเสน่ห์หา
“เพราะเจ้า…ศิษย์แห่งดันเซี่ยงเถาหยวนของพวกข้าถึงยังมีชีวิตอยู่
ข้าจะขอบคุณเจ้ายังไงดีนะ?”
เมื่อเห็นสิ่งที่ฮวาเซียงเยว่ทำ
ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อ ซู่เซี่ยนเซี่ยน และเหลิ่งยู่หลานพลันแค่นเสียงอย่างมีอารมณ์อยู่ในใจ
“งั้นเอาแบบนี้เป็นไง…
ข้าจะมอบเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงให้เจ้า 1,000 เม็ด!”
ฮวาเซียงเยว่ยิ้มอย่างละเมียดละไมก่อนจะยื่นส่งกระเป๋าเก็บของให้กับเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงหยิบเอากระเป๋าเก็บของมาก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
“ผู้อาวุโส… ได้โปรดจำไว้ด้วยว่าข้ามีภรรยาแล้ว อ้อ! แล้วก็จำไว้อีกอย่างด้วยว่า
โปรดอย่าได้ทำอะไรที่คลุมเครือกับข้าอีก เดี๋ยวมันจะชวนให้เข้าใจผิดเอา ”
เมื่อทุกคนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยงพลันผงะ
ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างแอบด่าทอเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ
เฉินเซี่ยงมันไร้ยางอายมาก! ก่อนหน้านี้
พวกนางก็ถูกเฉินเซี่ยงข่มเหงโดยเฉพาะหลิวเมิ่งเอ๋อ
นางถูกเฉินเซี่ยงเอาเปรียบได้ง่ายดายนัก
ซู่เซี่ยนเซี่ยนหัวเราะคิกคัก
ส่วนฮวาเซียงเยว่แค่นเสียงเล็กน้อย
หากที่นี่มีคนอยู่ไม่มากแล้วหล่ะก็
นางต้องกล่าวเหน็บแนมเฉินเซี่ยงอย่างแน่นอน…………………………..
Chapter
260 –
รางวัลของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่
ด้วยความใจกว้างของฮวาเซี่ยงเยว่ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ
เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 1,000 เม็ด นั่นมันเทียบได้กับผลึกศิลาจำนวน 5
ล้านผลึกได้เลย! เหล่าศิษย์นิกายได้แต่พากันแอบกลืนน้ำลาย
เฉินเซี่ยงไม่ได้กล่าวขอบคุณฮวาเซียงเยว่
ด้วยความที่ทั้งสองความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างมากทำให้ฮวาเซียงเยว่ไม่ได้กล่าวอะไร
“ดันเซี่ยงเถาหยวนช่างใจกว้างอย่างแท้จริง…”
เฉินเซี่ยงเหล่มองอย่างเหยียดหยันไปยังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายอื่นๆ
สายตาของเฉินเซี่ยงดูราวกับกำลังบอกเหล่าประมุขว่า ‘พวกเจ้ามันขี้งก
ขนาดสตรีอย่างฮวาเซียงเยว่ยังใจกว้างเลย’
มีแต่คนอย่างเฉินเซี่ยงที่เรียกกู่ตงเฉินและคนอื่นๆว่าศิษย์หลานเท่านั้นที่กล้าทำท่าแบบนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมาก
“เหล่าท่านผู้อาวุโส
ก่อนหน้านี้ท่านได้ขอบคุณข้าแล้ว ไอ้เรื่องรางวัล…เงินๆทองๆนี่ก็ช่างมันเถอะ
แค่เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 1,000 เม็ดจากดันเซี่ยงเถาหยวน…ข้าก็พอใจละ”
เฉินเซี่ยงกล่าว แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแปลกๆ
“นี่คือ
‘ผลึกศิลาเพลิง’ เจ้าเป็นนักปรุงยา ดังนั้น
ของสิ่งนี้ย่อมช่วยชำระล้างเพลิงของเจ้าให้บริสุทธิ์ขึ้นได้
ข้าคิดว่าเจ้าควรทราบถึงประโยชน์ของมัน! เอ้า รับไป!”
หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว นางหยกมืออันขาวราวกับหยกของนางขึ้นก่อนจะโยนผลึกศิลาที่เปล่งประกายสีแดงเข้มไปให้เฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงรีบรับเอาอย่างรวดเร็ว
เฉินเซี่ยงย่อมรู้ว่ามันน่าเกรงขามขนาดไหน
เจ้าผลึกศิลาเพลิงชิ้นนี้นับเป็นของล้ำค่าและยังเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับพิภพ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องตกใจอีกครั้ง
กลายเป็นว่าหลิวเมิ่งเอ๋อกลับกล้าให้รางวัลเช่นนี้กับเฉินเซี่ยง
ซึ่งมูลค่าของผลึกศิลาเพลิงนั้นเทียบได้กับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวน 1,000 เม็ด
“ข้ามอบรางวัลให้เจ้าในนามจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์!”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเพิ่มก่อนจะแค่นเสียงออกมาเบาๆ
แม้การแค่นเสียงเบาๆของหลิวเมิ่งเอ๋อที่แสดงออกมาจะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ฮวาเซียงเยว่คือสตรี…และสัญชาตญาณของนางก็บอกว่า
ระหว่างเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาอยู่
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนขณะรับผลึกศิลาเพลิงมา
สตรีทั้งสองนางนับว่าใจกว้างนัก
พวกนางกลับกล้าให้รางวัลที่มีมูลค่ามากนัก ทำให้เหล่าประมุขที่เป็นบุรุษรู้สึกปวดใจ
ประมุขนิกายนักสู้แท้จริงอย่างถังยี่เชาไม่ได้กล่าวอันใด มันพาศิษย์ของมันทั้ง 4
คนจากไป ทำให้เหล่าประมุขและศิษย์ของนิกายอื่นแอบดูถูกมัน
เฉินเซี่ยงเข้าใจอารมณ์ของถังยี่เชาดี
เพราะนักสู้ขอบเขตนิพพานจากนิกายนักสู้ของมันถูกสังหารไปมากมาย ดังนั้น
ถังอี้เชาจึงยอมฆ่าตัวตายยังดีซะกว่าที่จะให้อะไรกับเฉินเซี่ยง
แค่มันกล่าวขอบคุณก็นับว่าดีมากแล้ว
ตอนนี้จะมีก็เพียงประมุขนิกายผู้อ่อนโยนและสุภาพแห่งเกาะบงกชเท่านั้นที่อยู่
เขามีนามว่า ‘เหลียนหยิงเส้า’ เขายิ้มให้กับกู่ตงเฉินก่อนกล่าว “พี่กู่
ท่านต้องปวดหัวแน่ที่มีศิษย์แบบเขา!” ขณะที่เขากล่าว
เขาก็หยิบเอาลูกกลมๆขนาดเท่ากำปั้นออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ฮวาเซียงเยว์ก็ตะโกนขึ้นเบา “เมล็ดบัวหยกขาว!”
เมล็ดบัวหยกขาวนั้นเทียบได้กับหญ้าวิญญาณนรก
สมุนไพรทั้งสองนับเป็นสมุนไพรระดับศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถเปลี่ยนคนตายกลายเป็นมีชีวิต
ทั้งยังสามารถสร้างกระดูกและเนื้อขึ้นใหม่ได้ และที่สำคัญ
มันยังหาได้ยากกว่าหญ้าวิญญาณนรกเสียอีก
เมื่อเหลียนหยิงเส้ายื่นส่งให้กับเฉินเซี่ยงแล้ว
เขาก็ชำเลืองมองไปยังเหลียนหมิงตง แม้จะแค่ชำเลืองไปไม่นาน
เฉินเซี่ยงก็จับสายตาของเหลียนหยิงเส้าได้
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าประมุขของเกาะบงกชต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเหลียนหมิงตงแน่
“น้องเหลียนช่างใจกว้างนัก
นี่เจ้าถึงกับมอบจิตวิญญาณของเกาะเจ้ามาเชียว!” กู่ตงเฉินหัวเราะพลางกล่าว
“นั่นแค่เล็กน้อย
หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยง ศิษย์แห่งเกาะบงกชของข้าคงถูกสังหารไปแล้ว อีกอย่าง
นับแต่นี้ไป พวกเขายังต้องต่อสู้กับพวกปีศาจโบราณนั่น!
นิกายของพวกเราย่อมได้รับผลกระทบแน่” เหลียนหยิงเส้ายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว
“จากที่ข้าเห็น
เจ้ากลัวจะถูกสตรีข่มสินะ!” หลิวเมิ่งเอ๋อยิ้มเล็กน้อย
นางเดินมาเบื้องหน้าซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานพลางลูบหัวของพวกนาง
เฉินเซี่ยงชำเลืองมองไปหากู่ตงเฉินก่อนจะหัวเราะพลางกล่าว
“ท่านประมุข… ข้ารู้ว่านิกายยอดนักสู้ของเราขาดแคลนทรัพยากร
นั่นคงทำให้ท่านไม่อยากมอบอะไรให้ข้าเลยสินะ ฮึ!!”
กู่ตงเฉินตกใจไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มแอบด่าทอเฉินเซี่ยง
ก่อนหน้านี้ กู่ตงเฉินมองไปยังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายอื่นๆด้วยความพึงพอใจ
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นคราวของเขาแล้วสินะ.. ถึงเฉินเซี่ยงจะพูดแบบนั้น
แต่ก็ชัดเจนว่าเฉินเซี่ยงกำลังต้องการอะไรบางอย่าง
เฉินเซี่ยงเริ่มถามหารางวัลจากเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ซ้ำอีกครั้งจนทำให้ศิษย์ของนิกายอื่นๆเหงื่อแตกพลั่ก
พวกเขาต่างกลัวว่าเฉินเซี่ยงจะไปยั่วโมโหเหล่าชายชราที่ทรงพลังจนทำให้พวกเขาโมโหและทุบตีเฉินเซี่ยงจนตาย
เฉินเซี่ยงรู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ต่างก็เป็นตาแก่ประหลาดที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าหมื่นปี
เพราะฉะนั้น พวกเขาย่อมมีสมบัติอยู่กับตัวแน่
เฉินเซี่ยงอมยิ้มพลางจ้องมองกู่ตงเฉินก่อนที่เขาจะพยายามทำท่าทางไร้เดียงสา
ทำให้กู่ตงเฉินแทบจะอดทุบตีเฉินเซี่ยงไม่ได้
กู่ตงเฉินต้องกัดฟันก่อนจะหยิบเอาขวดเล็กๆสีดำของมา
ทันทีที่กู่ตงเฉินหยิบขวดขนาดเล็กออกมา อุณหภูมิรอบด้านพลันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ทำให้หลายคนเหงื่อไหลจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นโดยฉับพลัน
“มันคืออะไรอ่ะ?”
เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันต้องเป็นของดีแน่
“ข้าเก็บ
‘เพลิงหทัยสวรรค์’ ได้ตอนที่ข้าอยู่ในช่วงก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานที่ 6
มันน่าจะมีประโยชน์กับเพลิงของเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อและเหลียนหยิงเส้าต่างสูดหายใจลึก
ทั้งสองต่างทราบถึงความน่าเกรงขามของเพลิงหทัยสวรรค์
แต่ทั้งสองกลับคาดไม่ถึงว่ากู่ตงเฉินจะนำมันมาได้!
ของสิ่งนี้นับเป็นสมบัติล้ำค่าระดับสุดยอด
ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่เองก็กล่าวว่ามันเป็นของดี
ดังนั้น เฉินเซี่ยงเองก็รับเอามาอย่างอึดอัดใจ
เรื่องที่เฉินเซี่ยงจะได้รับของรางวัลจากเหล่าประมุขจากหลายๆนิกาย
ศิษย์คนอื่นๆต่างก็รู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องสมควรแล้ว
เพราะเฉินเซี่ยงเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขา พวกเขาจะไม่มีสิ่งของใดๆให้
พวกเขาจึงทำได้เพียงรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจและไม่ได้กล่าวร้องขอรางวัลใดๆอย่างเฉินเซี่ยง
ศิษย์ทั้งหมดต่างติดตามประมุขของตนกลับไป
ส่วนกู่ตงเฉินก็ใช้อุปกรณ์บินพาเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆจากไป
ก่อนศิษย์ทุกคนจะแยกจากกัน ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานต่างขอให้เฉินเซี่ยงมาเยี่ยมพวกนางหากเขามีเวลา
ทั้งสามใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานในช่วงอยู่ในดินแดนรกร้างจนได้เห็นความต่างระหว่างกัน
“พวกเรารอดชีวิตและโชคดีที่ได้กลับมา
ฮ่าฮ่า…” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว เขาแตะไหล่หวินเสี่ยวเตา
“เมื่อพวกเรากลับไปถึงนิกาย พวกเราก็จะได้เป็นศิษย์ของลานประลองราชากลุ่มแรก!”
ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น
เจ้าอ้วนยิ้มพลางกล่าว “พวกเรายังจะได้เป็นศิษย์ระดับทองแดงและนักรบระดับเงินด้วย
แต่กว่าจะได้มันมา พวกเราก็ต้องอดทนกันอีกมาก
ในช่วงสามเดือนแรกจะเป็นช่วงของการฝึกพิเศษ ถัดจากนั้นอีกสองเดือนก็จะอดทนใจสถานที่ที่น่ากลัวอีกด้วย”
“อย่าได้ตื่นเต้นกันเกินไป…
ในทุกๆสามปีจะมีการทดสอบในลานประลองราชา หากใครก็ตามที่ไม่มีคุณสมบัติพอ
ก็จะถูกเตะออกมาทันที” กู่ตงเฉินกล่าวพลางเบ้ปากเล็กน้อย
ทำให้ทุกคนแอบรู้สึกผิดหวัง
แม้ว่าเหลียนหมิงตง
เหลยสงหลิน และเหลยจงจะอ่อนด้อยในแง่ของความแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม
แต่นั่นก็หมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะได้พัฒนาตนเองอย่างมหาศาล อีกอย่าง
พวกเขายังจะได้รับผลประโยชน์มากมาย
อย่างน้อยที่สุดก็คือการได้อาศัยอยู่ในลานประลองราชาเป็นเวลา 3 ปี
หากพวกเขาคว้าโอกาสนี้ไว้ได้พวกเขาย่อมต่างเชื่อว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า
พวกเขาจะพัฒนาตนเองให้พอที่จะได้อยู่ในลานประลองราชาต่อ
ด้วยเวลาไม่นาน
ทั้งหมดก็กลับมาถึงนิกายยอดนักสู้ ในช่วงที่พวกเขาอยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้
พวกเขาต่างคิดถึงนิกายเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยๆ หากพวกเขาได้อยู่ที่นี่
พวกเขาย่อมไร้ซึ่งความหวาดกลัว
ทั้งยังไม่ต้องกังวลถึงมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจทุกๆครั้งที่ตื่นลืมตา
เมื่อกลับมาถึงนิกาย
ทุกๆคนต่างทำในสิ่งเดียวกันคือพักผ่อน เพราะในช่วงที่อยู่ในดินแดนรกร้าง
พวกเขาทุกคนต่างหลับไม่สนิท
เมื่อเหล่าศิษย์แท้จริงของนิกายยอดนักสู้เห็นทั้ง
10 คนกลับมาอย่างปลอดภัย พวกเขากลับแอบรู้สึกอิจฉา เพราะทั้ง 10
คนนี้จะได้รับรางวัลมหาศาล พวกเขาต่างคิดว่าหากพวกเขาเป็นตัวแทนที่ไปในตอนนั้น
พวกเขาก็ได้รับรางวัลเช่นนี้…
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่มียาที่รักษาความเสียใจ
ไม่เพียงคนเหล่านี้จะทำให้ประมุขนิกายและเหล่าผู้อาวุโสรู้สึกแย่
แต่พวกเขายังคงดูถูกเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆอีกด้วย…………………………
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น