WORLD DEFYING DAN GOD 251 - 260

Chapter 251 – เนตรปีศาจ

ขณะที่เฉินเซี่ยงเห็นกระบี่ยักษ์ของเขากำลังจะผ่านักบวชออกเป็น 2 ซีก จู่ๆเขากลับรู้สึกปวดตา นักบวชกลับบิดมือของมันทั้งสองข้างกลับมาด้านหลังอย่างฉับพลันเพื่อต้านรับการจู่โจมของเฉินเซี่ยงด้วยหอกกระดูกและในเวลาเดียวกัน…ผลกระทบที่รุนแรงจากหอกของมันก็พุ่งผ่านกระบี่ครามผลาญมังกรเข้าสู่ข้อมือของเฉินเซี่ยงจนทำให้กระบี่เกือบจะหลุดออกจากมือของเขา

การที่นักบวชป้องกันการโจมตีของเฉินเซี่ยงนับว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือจากการคาดเดาของเฉินเซี่ยง ทั้งยังทำให้เขาประหลาดใจอย่างอธิบายไม่ถูก การจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่แฝงไปด้วยน้ำหนักหลายแสนจินบวกกับพลังอันน่าเหลือเชื่อของกระบี่ครามผลาญมังกร…ปีศาจที่ชั่วร้ายทั้งหมดย่อมถูกจัดการจากการจู่โจมเมื่อครู่ แต่กลายเป็นว่าการจู่โจมนั้นกลับถูกป้องกันหอกกระดูกที่เรียวบาง

ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังตกใจ นักบวชหันหลังกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้กงเล็บกระดูกยักษ์ตะปบเข้าใส่เฉินเซี่ยงอีกครั้ง การจู่โจมของมันเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด รัศมีที่เป็นอันตรายก่อให้เกิดความกลัวซึมลึกลงไปยังจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

เมื่อเห็นกงที่กำลังจู่โจมเข้ามา จิตใต้สำนึกสั่งให้เฉินเซี่ยงจึงจับข้อมือของนักบวกไว้ ที่นิ้วมือทั้ง 5 ของเฉินเซี่ยงหุ้มด้วยปราณที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงซึ่งก็คือ ‘ดรรชนีรัศมี’ ที่สามารถเจาะและบดขยี้หลายๆสิ่งได้ราวกับเต้าหู้

ช่วงเวลานั้น เฉินเซี่ยงควบแน่นปราณจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ดรรชนีรัศมีทำให้มันน่าเกรงขามขึ้นเป็นอย่างมาก เมื่อเฉินเซี่ยงคว้าจับข้อมือของนักบวชได้ เขาก็บีบมันอย่างรุนแรง แต่กระนั้น…หลายๆสิ่งกลับไม่เป็นไปตามที่เฉินเซี่ยงคาด เพราะทันทีที่นิ้วทั้ง 5 ของเฉินเซี่ยงจมลึกลงไปในเนื้อจนเกือบจะถึงกระดูกข้อมือของนักบวช เขาพลันรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างที่เข้าต้านทานดรรชนีรัศมีของเขาเอาไว้

ขณะที่เขาคว้าจับข้อมือของมันอยู่ หอกในมือของนักบวชพลันแทงตรงเข้าใส่หน้าอกเฉินเซี่ยง ใบหน้าของนักบวชดูดุร้ายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ตอนนี้ทั้งมันและเฉินเซี่ยงไม่ได้อยู่ห่างกันมาก ทั้งยังไม่มีทางให้เฉินเซี่ยงหลบหนี นี่เป็นอีกครั้งที่เฉินเซี่ยงถูกนักบวชเข้าจู่โจมและเวลานี้นับว่าสายเกินกว่าที่จะหลบ

หอกกระดูกแทงเข้าไปที่หน้าอกของเฉินเซี่ยงแต่ไม่ได้มากลึกนักก่อนจะบังเกิดพลังอันรุนแรงพลักเฉินเซี่ยงปลิวไปไกลกว่าร้อยก้าว

เฉินเซี่ยงผ่อนลมหายใจเล็กน้อย หากไม่ได้เกราะเต่าทมิฬช่วยป้องกันการจู่โจมเมื่อครู่…หัวใจของเขาอาจจะโดนหอกกระดูกของแทงทะลุไปแล้ว

เกราะแห่งเต่าทมิฬคือชุดเกราะของเทพเจ้าเมื่อครั้งโบราณกาลซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นชุดเกราะที่สามารถทำลายได้ ไม่เพียงมันจะช่วยป้องกันผู้สวมใส่จากอันตรายทางกายภาพจากอาวุธนานาชนิด แต่มันยังช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการจู่โจมได้ถึงครึ่งนึง

“มันแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก เจ้าทำได้แค่ตามความเร็วของมันอย่างฉิวเฉียด ถ้างั้น…เจ้าใช้พลังของข้าเป็นไง?” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวถาม

“ตอนนี้ยังไม่จำเป็น พลังของเจ้าสมควรเก็บไว้ใช้ในสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น” เฉินเซี่ยงปฏิเสธความช่วยเหลือของหลงเสวี่ยอี๋อย่างหนักแน่น

เมื่อนักบวชเห็นเฉินเซี่ยงยังคงยืนอยู่อย่างปกติอย่างเช่นเดิม มันจึงไม่เข้าใจว่าทำใมมันถึงไม่สามารถทำอันตรายแม้แต่ปลายเส้นผมของคู่ต่อสู้ของมันได้ ถึงแม้มันจะใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดของมันไปกับการจู่โจมก็ตาม

ทันใดนั้น ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏไอน้ำระเหยก่อนที่สายน้ำเส้นหนาจะปรากฏขึ้นใต้เท้าของนักบวชแล้วรัดตรึงมันอย่างแน่นหนา เฉินเซี่ยงใช้เถาวัลย์น้ำด้วยปราณแห่งเต่าทมิฬและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาเป็นจำนวนมาก

วินาทีนั้น เงาร่างของเฉินเซี่ยงปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของนักบวชในฉับพลัน เฉินเซี่ยงใช้เถาวัลย์น้ำเพื่อชิงโอกาส ด้วยความที่นักบวชรวดเร็วเป็นอย่างมาก หากเฉินเซี่ยงจู่โจมมันตรงๆมันอาจจะหลบหรือไม่ก็ป้องกันได้ ดังนั้นจึงมีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้เฉินเซี่ยงมีโอกาสจู่โจมมัน

นักบวชสงบนิ่งเป็นอย่างมากแม้มันจะเคลื่อนไหวไม่ได้ก็ตาม มันยืนนิ่งอย่างมั่นคงพร้อมกับชูหอกขึ้นแล้วแทงเข้าใส่เฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงคาดเดาไว้ก่อนแล้ว เมื่อหอกพุ่งเข้ามา ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏเกล็ดขึ้นมากมายก่อนจะคว้าจับไปยังหอกที่กำลังแทงเข้ามา ขณะที่มืออีกข้างก็ชูกระบี่ครามผลาญมังกรขึ้น

กระบี่ครามผลาญมังกรสั่นไหว ปราณอันผันผวนแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศก่อนเกิดเป็นลมกรรโชกแรกขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมฆหนาที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเริ่มหมุนวน สายฟ้าสีครามประกายแปร้บปร้าบบังเกิดเป็นวังวนของสายฟ้า ที่ด้านหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏน้ำทะเลสูงที่แฝงไปด้วยพลังอันไม่อาจหยุดยั้งจนทำให้เฉินเซี่ยงเหมือนกำลังยืนอยู่บนยอดคลื่นสูงก่อนที่มันถาโถมเข้าใส่กระบี่ยักษ์ของเฉินเซี่ยง

หอกกระดูกของนักบวชถูกเฉินเซี่ยงกำไว้แน่น แม้บนฝ่าของเขาจะหุ้มด้วยเกราะเต่าทมิฬ แต่เขายังคงรู้สึกได้ถึงพลังอันรุนแรงของหอก หากเขาคลายมือออกเพียงเล็กน้อย หอกนั่นต้องหลุดจากฝ่ามือของเขาแน่ ยามนี้เฉินเซี่ยงไม่ต้องจับหอกไว้นานนักเพราะกระบี่ยักษ์ของเขาได้ฟาดฟันลงมายังนักบวชแล้ว

‘คลื่นสายฟ้า’ คือหนึ่งในเจ็ดเพลงกระบี่ผลาญมังกร เมื่อผสานรวมกับกระบี่ครามผลาญมังกรและปราณแห่งมังกรครามยิ่งทำให้การจู่โจมนี้น่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น เมื่อเพลงกระบี่ถูกใช้ออก การจู่โจมของมันราวกับคลื่นคลั่งที่เต็มไปด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้างของธรรมชาติที่สามารถป่นทำลายปฐพีจนพินาศย่อยยับได้

“อ้า….” ทันทีที่กระบี่ครามผลาญมังกรฟาดฟันเข้าใส่ นักบวชพลันกระอักเลือดและผมของมันได้ชี้ชูชันได้ความหวาดกลัว ทั้งแผ่นดินเบื้องล่างบังเกิดเป็นเกลียวคลื่นสะท้อนขึ้นลงจากเพลงกระบี่ของเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงต้องการผ่าศัตรูของเขาให้ขาดเป็นสองท่อน แต่กลับมีพลังแปลกๆสายนึงเข้ามาขัดขวางจนทำให้เขาพลาดเป้า เฉินเซี่ยงทำให้เพียงตัดแขนข้างที่ถือหอกของมันออกจากร่างได้เท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขากระชากหอกกระดูกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะโยนแขนของมันออกไปแล้วเก็บหอกเข้ากระเป๋า

“จุดอ่อนของมันอยูที่หัวใจ หากกระบี่เมื่อครู่ของเจ้าไม่พลาดเป้า กระบี่ของเจ้าย่อมตัดผ่าไปที่หัวใจของมัน” เป่ยยู่ยู่เร่งกล่าวขึ้น

ดวงตาของเฉินเซี่ยงเปล่งประกาย แต่ในฉับพลัน นักบวชกลับส่งเสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวออกมาแล้วทำลายเถาวัลย์น้ำก่อนจะโฉบเข้าหาเฉินเซี่ยง แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดคือแขนที่เขาเพิ่งตัดมันออกจากร่างของนักบวชกลับลอยเข้าไปหามันแล้วต่อกลับไปเป็นเช่นเดิม

ไม่นานหลังจากที่แขนของมันผสานกัน เฉินเซี่ยงก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง แม้เขาจะฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งแต่และเพลงกระบี่ยังก่อเกิดเป็นลมกรรโชกรุนแรงและยังแฝงไปด้วยปราณอันรุนแรงกระหน่ำเข้าใส่ร่างกายของมันจนเกิดเป็นเสียงสายฟ้าฟาดดังกระหึ่ม แต่ถึงอย่างนั้น…ศัตรูของเขากลับไม่ได้รับอันตรายจากสายฟ้าราวกับการจู่โจมของเฉินเซี่ยงไม่สามารถทำอันตรายมันได้

ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เฉินเซี่ยงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่ศัตรูอีกหลายครั้ง แต่มันกลับยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าต่อตาเฉินเซี่ยง แต่ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันอีกครั้ง มันกลับยื่นมือขึ้นจับกระบี่ของเฉินเซี่ยงเหมือนกับที่เฉินเซี่ยงจับหอกของมันก่อนหน้านี้

กระบี่ของเฉินเซี่ยงถูกมันคว้าจับไว้แน่น เขาไม่สามารถขยับกระบี่ได้ พลังเช่นนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกหวาดกลัว เขารู้ว่าเขาได้ทำให้ศัตรูของเขาโกรธเข้าแล้ว ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงปีศาจที่เติบโตมาจากปราณปีศาจอันอุดมสมบูรณ์ในที่แห่งนี้มานานหลายปี หากเฉินเซี่ยงสามารถจู่โจมมันได้จริงๆ บางทีมันคงถูกเขาผ่าเป็นสองท่อนไปแล้ว เพราะพระบี่ครามผลาญมังกรของเขามีอำนาจพิเศษที่ใช้จัดการกับปีศาจและอสูร แต่ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้น…ย่อมชัดเจนว่าช่องว่างของความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองนั้นห่างกันมากมายเพียงใด

ทันใดนั้น แขนของนักบวชได้กลายเป็นกงเล็บกระดูกขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยปราณแห่งความตายอันวังเวงและหนาแน่นกว่าก่อนหน้านี้ ปราณปีศาจทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้ถูกดูดเข้าไปในร่างกายของมันอย่างบ้างคลั่งทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเห็นกงเล็บกระดูกที่กำลังจะคว้าจับตัวเฉินเซี่ยง เขาไม่ยอมปล่อยกระบี่ครามให้หลุดออกจากมือ เขารู้ว่าหากเขาปล่อยมือ กระบี่ครามย่อมถูกฉวยไปแน่ แต่เมื่อเวลาวิกฤตมาถึง ดวงตาของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏลำแสงสีแดงอันรุนแรงสองสายยิงทะลุเข้าที่หัวใจของศัตรู ท่าทางอันอหังการของนักบวชพลันชะงัก พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่มันรวบรวมไว้พลันสลายหายไปในอากาศในฉับพลัน

เฉินเซี่ยงรู้สึกเริงร่าอยู่ในใจ เขาล่าถอยไปเบื้องหลังเล็กน้อยแต่ยังไม่กล้าเข้าจู่โจมมันอีกครั้ง ตอนนี้เขารู้ว่านักบวชมีท่าทีแปลกเป็นอย่างมาก ด้วยพลังอันรุนแรงที่ระเบิดออกมาจากร่างกายของมัน เฉินเซี่ยงสามารถดูดซับพลังเหล่านี้เพื่อความแข็งแกร่งของเขาได้

กลายเป็นว่าจุดอ่อนของมันคือหัวใจจริงๆ เพียงแต่ร่างกายของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ขนาดมันถูกโจมตีจากกระบี่ที่ทรงพลังไปมากมายแต่กลับไม่สามารถทำอันตรายมันได้ แต่กลายเป็นว่า ‘เนตรปีศาจ’ สามารถเจาะทะลุหน้าอกของมันได้อย่างง่ายดาย……………………………….



Chapter 252 – จิตวิญญาณปีศาจ

นักบวชเอามือกุมหน้าอก แสงสีแดงภายในดวงตาของมันหายไปและแทนที่ด้วยดวงตาสีครามที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นักบวชผงะถอยก่อนกล่าวด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อ “จะ…เจ้ารู้จักทักษะศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ได้ยังไง…ปะ…เป็นไปไม่ได้…เจ้ามาจากนิกายฝ่ายธรรมะ อีกอย่าง เจ้ายังต่อสู้กับพวกข้า….ปะ…เป็นไปไม่ได้…”

มันยังคงกล่าวคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ อยู่หลายครั้งก่อนที่ร่างกายของมันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำและสลายกลายเป็นหมอกควันลอยฟุ้งไปในอากาศ

เฉินเซี่ยงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือคำว่า ‘ทักษะศักดิ์สิทธิ์’ ที่ออกมาจากปากของนักบวช

“พี่ยู่ยู่… เมื่อกี้มันพูดถึงทักษะศักดิ์สิทธิ์…มันเกิดอะไรขึ้น?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางหยิบเอาหอกกระดูกออกมา หอกกระดูกมีสีขาวราวกับหิมะ เปล่งประกายมันวาวราวกับกระดูก เคลือบคลุมด้วยรูปแบบวิญญาณสีดำทมิฬ ลักษณะของมันดูน่าอัศจรรย์และชั่วร้ายอย่างบอกไม่ถูก…แต่มันกลับมีเสน่ห์จนน่าประหลาด

“ไม่ต้องพูดมาก! แค่รู้ว่ามันน่าเกรงขามเป็นอย่างมากก็พอ” เป่ยยู่ยู่กล่าว นางไม่อยากบอกเล่าเรื่องราวกับเฉินเซี่ยงไปมากกว่านี้

“น้องรักของข้า… เหตุผลที่เจ้าไม่อาจใช้ทักษะปีศาจต่อหน้าผู้อื่น นั่นเพราะมันมีเหตุผลเฉพาะ ศิษย์พี่ยู่ยู่ได้แหกกฏเพื่อสอนทักษะที่ทรงพลังแก่เจ้า เมื่อยามที่เจ้าใช้มัน…จงระวัง…และอย่าทำให้ศิษย์พี่ยู่ยู่ผิดหวัง!” ซูเหม่เหยากล่าวเตือน

ในใจของเฉินเซี่ยงปรากฏบางอย่างในฉับพลัน ใบหน้าที่งดงาม…ทรงเสน่ห์ของเป่ยยู่ยู่ได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ซับซ้อนรุมเร้าภายในใจของเขา เฉินเซี่ยงรู้ว่าเป่ยยู่ยู่มีความลับมากมาย ทั้งซูเหม่ยเหยาเองก็ไม่ต่างกัน ถึงอย่างนั้น ผู้ที่เป็นห่วงเฉินเซี่ยงมากที่สุดก็คือเป่ยยู่ยู่ ด้วยความที่นางบ่มเพาะทักษะปีศาจไร้ใจ มันจะทำให้นางไม่อาจจดจำได้กระทั่งเพื่อนฝูงหรือความสัมพันธ์จนกระทั่งนำไปสู่ความตาย หากทักษะปีศาจชนิดนี้หายไป…นางก็ต้องกลายเป็นคนพิการ

สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงมั่นใจในเรื่องของเป่ยยู่ยู่คือ นางเป็นตัวคนที่สำคัญในแดนปีศาจ ยามนี้ นางถูกนักสู้ที่แข็งแกร่งมากมายไล่ล่า เมื่อครั้งที่นางออกมาจากแดน นางก็สูญเสียความแข็งแกร่งไป ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เฉินเซี่ยงรู้ว่าเขาต้องทุ่มความพยายามเป็นเท่าทวีเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งจนกลายเป็นคนที่ทรงพลังเพื่อปกป้องสาวงามที่เย็นชาแค่เปลือกนอกแต่อบอุ่นที่ภายในเช่นนาง

เหตุผลที่เฉินเซี่ยงก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะได้พบกับสาวงามไร้ที่เปรียบอย่างเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยา ดังนั้น เพื่อที่จะช่วยให้พวกนางฟื้นคืนความแข็งแกร่ง…ยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกลที่เฉินเซี่ยงต้องเดิน

ด้วยความที่นักบวชที่ทรงพลังคนนั้นถูกเฉินเซี่ยงจู่โจมโดยฉับพลันด้วยเนตรปีศาจ ทำให้มันไม่มีโอกาสหลบหนีจึงถูกเนตรปีศาจของเฉินเซี่ยงเจาะทะลุเข้าที่หัวใจแล้วตกตายในที่สุด ในยามนี้ไม่มีใครที่สามารถหยุดเฉินเซี่ยงไม่ให้ไปยังแท่นบูชายัญได้อีกแล้ว เฉินเซี่ยงควรทำลายแท่นบูชาในทันทีเพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติร้ายแรงที่กำลังคืบคลานเข้ามายังเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่

“ทักษะปีศาจที่ข้าสอนให้เจ้าก็เป็นเหมือนทักษะศักดิ์สิทธิ์ผลาญมังกรที่สร้างขึ้นโดยตระกูลมังกรเพื่อใช้จัดการกับมังกร ทักษะปีศาจเองก็เป็นแบบเดียวกัน มันถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับเหล่าปีศาจที่ทรงพลังในแดนปีศาจ เจ้าต้องใช้มันให้ดี” เป่ยยู่ยู่กล่าว

เฉินเซี่ยงเดินมากว่าครึ่งชั่วโมงก่อนเขาจะเห็นรูปแบบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปราณปีศาจที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีตัวขนาดยักษ์ที่ดูน่าเกลียดและลักษณะของมันน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก หลังจากเฉินเซี่ยงมาถึงที่นี่ เขาสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขาทำให้เขารู้สึกปวดหัว

เฉินเซี่ยงล่าถอยเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ความเจ็บปวดยังคงรุมเร้าอยู่ในหัวเฉินเซี่ยงจนทำให้เขาต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางครวญคราง

“มีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังเป็นอย่างมากกำลังรุกเข้ามาในหัวของเจ้า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ เขารีบถอยออกจากสถานที่แห่งนี้ แต่ทันใดนั้น กลับมีเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองดังขึ้นในหัวของเขา “ฮ่าฮ่า เด้กน้อย…เจ้าช่างบอบบางนัก! ไม่นานข้าก็จะควบคุมเจ้าได้ ข้าจะทำให้เจ้านำพาเหล่าสหายของเจ้ามาที่นี่… ถึงนักบวชนั่นจะตายไปแล้ว แต่ตราบใดที่มีมนุษย์มากพอ…แท่นบูชายัญก็ยังสามารถใช้งานได้!”

“เจ้าอยากทำลายแท่นบูชายัญอย่างงั้นหรอ ฮ่าฮ่า….” เสียงหัวเราะนั่นช่างน่าสะอิดสะเอียน

ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็ทราบว่า เป็นมันผู้นี้ที่บ่งการให้เหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะถูกผนึกอยู่ แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมันยังทรงพลังเป็นอย่างมาก… มากซะจนทำสามารถทำอันตรายเฉินเซี่ยงได้

เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าเขากำลังสูญเสียการควบคุมร่างกาย จิตที่รุนแรงจู่โจมเข้าสู่สติของเฉินเซี่ยงทำให้เขาคิดถึงเพียงแค่การฆ่า เฉินเซี่ยงรู้ว่าที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมัน

“ไอ้หมอนี่คือคนที่มีจิตวิญญาณปีศาจซึ่งเทียบได้กับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ในหมู่ผู้ที่เดินในเส้นทางปีศาจ สิ่งนี้นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากและยังยากยิ่งกว่าผู้ที่เดินในเส้นทางธรรมะอีกหลายเท่าตัว” ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้น ดูเหมือนนางไม่ประหลาดใจนัก แต่นางกลับตื่นเต้นเสียมากกว่า

เฉินเซี่ยงรู้ว่าซูเหม่ยเหยาและคนอื่นๆมีวิธีการจัดการกับสถานะการณ์ในตอนนี้ เพียงแต่ ทำไมพวกนางถึงไม่ยอมบอกเขา

“รอเดี๋ยว!” เป่ยยู่ยู่กล่าวเบาๆ น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความอ่อนโยนทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงรู้สึกอบอุ่นและคลายความเจ็บปวดไปได้มาก

แต่ถึงอย่างนั้น จิตของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งเกินไปทำให้เฉินเซี่ยงในตอนนี้ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ และร่างกายของเขากำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง

“เฉินเซี่ยง ใช้ทักษะปีศาจกลืนกินกับมันเร็วเข้า!” จู่ๆเป่ยยู่ยู่ก็ตะโกนขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงที่กำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดนั้นรู้สึกตกใจ เฉินเซี่ยงเร่งโคจรทักษะปีศาจในทันที แม้จิตของฝ่ายตรงข้ามจะไม่ใช่ปราณ แต่หลักการในการดูดกลืนนั้นยังคงเหมือนกัน

สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่รุกเข้ามาในร่างกายของเฉินเซี่ยงค่อนๆอ่อนลง ทักษะปีศาจกลืนกินไหลทะลักเข้าสู่จิตของเฉินเซี่ยง แม้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตรงข้ามจะเป็นสัมผัสศักดิ์ของนักสู้ในเส้นทางปีศาจ แต่มันยังคงบริสุทธิ์ เพราะผู้ใดที่บ่มเพาะเสินเต้า…สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้นั้นย่อมบริสุทธิ์

เฉินเซี่ยงค่อยๆฟื้นคืนการควบคุมร่างกายอย่างช้าๆ เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นก่อนจะเริ่มดูดกลืนฝ่ายตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น เฉินเซี่ยงได้ยินเสียงที่เหมือนกับเสียงคนก่อนหน้านี้ดังขึ้นราวกับมันกำลังตะโกนด้วยความหวาดกลัว “นี่มันทักษะปีศาจกลืนกิน เจ้ารู้จักทักษะนี้ได้ยังไง….อ้า…ไม่….ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าจะยอมเป็นทาสรับใช้ของเจ้า…อ้าาาาา”

ยิ่งได้ยินเสียงของมัน เฉินเซี่ยงยิ่งเร่งการดูดกลืนอย่างบ้าคลั่งจนทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในจิตของเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยามนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า หลังจากสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใจจิตของเฉินเซี่ยง มันก็ถูกทักษะ ‘เทพมังกรเก้าบรรจบ’ ของเฉินเซี่ยงกลั่นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดมันก็กลายเป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา

“ไอ้บัดซบเช่นเจ้ากลับกล้ามายึดร่างกายของข้า ตอนนี้มันช้าเกินกว่าที่เจ้าจะเสียใจแล้ว!” เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างน่าเกลียดพลางกล่าว ตอนนี้เฉินเซี่ยงเข้าใจแล้วว่าทำไมซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ถึงไม่ได้บอกเขาว่าเขาสามารถดูดกลืนสัมผัสศักดิ์ได้ เพราะถ้าพวกนางบอก เฉินเซี่ยงคงใช้ทักษะนั้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดไปแล้ว และหากเฉินเซี่ยงทำเช่นนั้น เจ้าของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็คงจะกลัวแล้วหนีหายไปซึ่งนั่นนับเป็นเรื่องที่อันตรายมากกว่า

แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ยอมรับการกระทำ แต่เขาก็ได้เชื้อเชิญให้จิตวิญญาณปีศาจเข้ามาในจิตของเขาเพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายติดกับและดูดกลืนมันได้อย่างง่ายดาย เฉินเซี่ยงปลดปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อย่างคงที่และดูดกลืนพลังของจิตวิญญาณปีศาจ

“ไอ้หมอนี่มันอ่อนประสบการณ์ แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่าขนาดมันถูกผนึกอยู่มันยังสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณปีศาจได้ แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าก็ยังกลืนกินมันได้อย่างง่ายดาย!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะคิกคักพลางกล่าว นางรู้ว่าทักษะปีศาจกลืนกินของเฉินเซี่ยงนั้นน่าเกรงขามขนาดไหน นั่นจึงทำให้นางไม่เป็นกังวลเมื่อยามที่เฉินเซี่ยงถูกอีกฝ่ายจู่โจม

อีกฝ่ายที่กำลังถูกเฉินเซี่ยงดูดกลืนยังคงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังร้องขอความเมตตา แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงยังคงดูดกลืนมันต่อไปเพราะเขาวางแผนว่าจะจัดการมันให้สิ้นซาก

ในโลกแห่งเส้นทางปีศาจ ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ จะถูกเรียกว่า ‘จิตวิญญาณปีศาจ’ แต่…ทั้งสองจะถูกเรียกเป็นสิ่งเดียวกันว่า ‘เสินต้า’ ในแดนปีศาจ…จิตวิญญาณปีศาจนั้นหาได้ยากยิ่งกว่า… ในโลกแห่งเส้นทางธรรมะ…จะมีเพียงมังกรเท่านั้นที่บ่มเพาะเสินเต้าได้ ส่วนในเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่ค่อยมีให้เห็นนัก

เฉินเซี่ยงบ่มเพาะจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปจนถึงขีดสุดของตนแต่ก็ยังขาดพลังงานที่จำเป็นอีกจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงกินเม็ดยาวิญญาณธาตุเข้าไปแล้วทำให้เขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนี้ เฉินเซี่ยงได้ดูดกลืนจิตวิญญาณปีศาจที่มีลักษณะเยาว์วัยของฝ่ายตรงข้าม มันจึงช่วยให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เสียงกรีดร้องที่เฉินเซี่ยงได้ยินก็เบาลงเรื่อยๆ เฉินเซี่ยงไม่ได้เก็บจิตวิญญาณปีศาจเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้มันต้องการควบคุมเขาเพื่อเปิดแท่นบูชายัญ……………………………



Chapter 253 – ทำลายแท่นบูชายัญ

เมื่อเฉินเซี่ยงลืมตาขึ้น แท่นบูชายัญก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงอย่างชัดเจน หลังจากที่เฉินเซี่ยงดูดกลืนจิตวิญญาณปีศาจไปก็ทำให้อีกฝ่ายตกตายเพราะจิตวิญญาณของมันถูกดึงออกจากร่าง

เฉินเซี่ยงหลับตาลง…จมดิ่งลงไปในจิตของเขาเพื่อเพ่งดูจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์ของเฉินเซี่ยงมีอายุได้ 10 ปีทั้งยังตัวโตขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของตนเฉียบคมขึ้นหลายเท่า ทำให้เขาสามารถสัมผัสถึงทุกๆสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน

“ดี… ในที่สุดจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าผ่านพ้นช่วงแรกเริ่ม…ช่วงปฐมวัย…และได้เข้าช่วงวัยรุ่นแล้ว ใน ‘ช่วงวัยรุ่น’ จะแบ่งออกเป็น 10 ระดับ เมื่อจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามีอายุได้ 20 ปี นั้นก็นับว่าผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ยังไงซะ…เจ้ายังต้องพยายามอีกมาก!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “งั้นตอนนี้ข้าก็เรียนรู้ทักษะอื่นๆได้แล้วใช่มั้ย? นี่…มังกรน้อย ตอนนี้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ในช่วงไหน? หรือว่าจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ายังเป็นเด็กกะโปโลอยู่?”

หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆก่อนกล่าว “จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้าเป็นสาวงามล่มเมือง แต่ด้วยความที่ข้าเพิ่งฟักออกมาจากไข่ ร่างจำแลงมนุษย์ของข้าก็เลยได้แค่นี้”

เฉินเซี่ยงขดปากเล็กน้อย ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้เพียงรูปลักษณ์ของมังกรน้อยแสนซนที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นเพียงร่างจำแลงเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วนางน่าจะเป็นสตรีแก่หงำเหงือกและพวกท่าทางที่น่ารัก…บอบบางราวกับเด็กน้อยของนาง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่เฉินเซี่ยงดูหมิ่นเป็นอย่างมาก

“รอจนกว่าจะออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วข้าจะถ่ายทอดพลังวิญญาณที่ทรงพลังมากกว่านี้ให้!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงเอามือลูบคางก่อนจะปรากฏรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า “สาวน้อย… ข้าอยากเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเจ้า!”

“ข้าไม่แสดงให้เจ้าเห็นหรอก” หลงเสวี่ยอี๋แค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว “เจ้ามันชั่วร้ายเกินไป… ก็รอไปจนกว่าจะถึงเวลาก็แล้วกัน เมื่อนั้นข้าจะให้เจ้าเห็นเอง หรือไม่ก็รอจนกว่าร่างกายของข้าจะเติบโตขึ้น!”

เฉินเซี่ยงบิดข้อมืออย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะเดินไปยังเบื้องหน้าของแท่นบูชายัญ ตัวแท่นบูชายัญมีขั้นบันไดจำนวนหลายขั้น เฉินเซี่ยงเดาว่ามันน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหลายพันขั้น ที่ด้านบนของแท่นบูชายัญ มีรูปแบบขนาดใหญ่บางอย่างทั้งยังมีเสาถูกสร้างขึ้นที่มุมแต่ละมุม ที่ศูนย์กลายของรูปแบบขนาดใหญ่ตั้งไว้ด้วยรูปปั้นอันน่าเกลียดซึ่งคล้ายกับปีศาจตนหนึ่ง

ทั่วทั้งแท่นบูชายันดูมืดมน อับเฉา น่าหวาดกลัว และงดงามภายใต้แสงสลัว มันให้ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างทำให้คนที่มองมันรู้สึกหวาดกลัว

“นี่คือหนึ่งในแท่นบูชายัญขนาดใหญ่ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา…ไม่มีนักสู้นิกายฝ่ายธรรมะพบมันบ้างเลยหรอ?” เฉินเซี่ยงมองดูแท่นบูชายัญที่งดงามที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเขาพลางกล่าวถามอย่างสงสัย

“แท่นบูชายัญเพิ่งจะถูกสร้างในภายหลัง นักบวชที่เจ้าได้ต่อสู้ด้วยจะเป็นผู้ควบคุมปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจให้สร้างมันขึ้นมา” เป่ยยู่ยู่อธิบาย

เฉินเซี่ยงอ้างปากค้าง เพราะการที่จะทำลายแท่นบูชายัญได้อย่างราบคาบนั้น เขาต้องใช้ ‘ผนึกมังกรสวรรค์’

“ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจบัดซบ…แผนการของพวกเจ้าต้องจบลงที่นี่!” เศษเสี้ยวของความเหยียดหยามปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินเซี่ยงก่อนที่เขาจะเริ่มปลดปล่อยปราณจำนวนมหาศาล เฉินเซี่ยงโคจรปราณด้วยการร่ายมนต์โดยใช้อำนาจและพลังวิญญาณส่งปราณจำนวนมหาศาลขึ้นไปเหนือแท่นบูชายัญ

ปราณที่อยู่โดยรอบไหลทะลักขึ้นไปที่ด้านบนอย่างรุนแรง แม้ปราณที่นี่ส่วนใหญ่คือปราณปีศาจแต่พวกมันก็ประกอบด้วยปราณวิญญาณเช่นกัน นอกจากนี้พลังงานที่อยู่ภายในปราณปีศาจเหล่านี้ยังหนาแน่นกว่าพลังงานที่อยู่ภายในปราณวิญญาณเป็นอย่างมาก ไม่เพียงพลังงานเหล่านี้จะรุนแรง แต่มันยังไร้ผลกับเฉินเซี่ยงเมื่อยามที่เขากำลังใช้ออกด้วยผนึกมังกรสวรรค์ เฉินเซี่ยงเคยใช้ทักษะนี้ไปแล้วก่อนจะเข้ามายังแท่นบูชายัญแห่งนี้ ในครานั้น…อำนาจของมันแข็งแกร่งกว่าที่เฉินเซี่ยงจินตนาการไว้เป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้…จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงเติบโตขึ้นมาก ดังนั้น พลังวิญญาณของเขาก็จะหนาแน่นกว่าและมีขอบเขตที่กว้างกว่า ทำให้ดูดซับปราณปีศาจเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น

สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า บริเวณรัศมีกว่าหลายร้อยหลี่ กลุ่มเมฆดำทมิฬลอยเป็นเกลียวคลื่นก่อนจะไหลบ่าเข้ามายังตำแหน่งที่เฉินเซี่ยงอยู่ เฉินเซี่ยงต้องการใช้ผนึกมังกรสวรรค์ที่ทรงพลังเข้าทำลายแท่นบูชายัญให้พินาศ!

เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะที่อยู่ขอบนอกของดินแดนรกร้างต่างพากันจ้องมองไปบนท้องฟ้า บรรยากาศโดยรอบในยามนี้มืดมนเป็นอย่างมาก ถึงแม้พวกเขาจะอยู่ห่างจากสถานที่แห่งนั้น แต่พวกเขาทั้งหมดยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศอันกดดันที่แผ่ออกมาจากแท่นบูชายันอย่างต่อเนื่องได้ แม้พวกเขาจะรู้สึกเช่นนั้น…แต่ยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และในช่วงที่ผ่านมายังมีสัตว์ปีศาจจู่โจมพวกเขาในจำนวนที่น้อยเอามากๆ

ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏปีกเพลิงคู่ยักษ์ก่อนที่เขาจะทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าห่างจากแท่นบูชายัญ เฉินเซี่ยงกำหมัดทั้งสองข้างแน่นก่อนจะปรากฏเส้นโลหิตสีฟ้าปูดโปนออกมาทั่วทั้งแขนขณะที่ร่างกายอันแข็งแกร่งของเขากำลังปลดปล่อยปราณออกไปอย่างต่อเนื่อง

เฉินเซี่ยงร่ายมนต์เร็วขึ้นเพื่อรวบรวมปราณวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ทั้งพลังวิญญาณและปราณที่อยู่ภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงได้ใช้ความแข็งแกร่งทางกายภาพของร่างกายรวมถึงจิตวิญญาณของเขาอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้เฉินเซี่ยงเหนื่อยอ่อนอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย แต่ถ้ากล่าวให้ถูกคือ…ทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้กำลังสั่นสะเทือน แม้กระทั่งคนที่อยู่ภายนอกดินแดนแห่งนี้ยังสามารถสัมผัสได้ แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวมากกว่านั้นคือ หลังจากการสั่นสะเทือน…เสียงร่ำไห้ คร่ำครวญ โศกเศร้า ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากขุมนรกอเวจี มันช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก

“ไอ้พวกที่ถูกผนึกไว้ในดินแดนรกร้างแห่งนี้กำลังคร่ำครวญ!” เป่ยยู่ยู่เหยียดหยามพลางกล่าว “เมื่อแท่นบูชายัญถูกทำลาย พวกมันจะไม่ตื่นขึ้นอีกตลอดกาล!”

“ทำไมหล่ะ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม ในยามนี้เฉินเซี่ยงยังคงรวบรวมพลังอยู่ “หากแดนสวรรค์ทั้ง 3 มาบรรจบกัน เหล่าผู้คนจากแดนปีศาจก็มายังที่นี่ได้ พวกนั้นจะไม่สามารถช่วยพวกมันได้เลยหรอ?”

“พวกมันช่วยไม่ได้ แท่นบูชายัญและจิตวิญญาณของพวกที่ถูกผนึกไว้เชื่อมโยงกัน หากแท่นบูชายัญถูกทำลาย…นั่นหมายความว่าจิตวิญญาณของพวกมันก็จะถูกทำลายด้วย ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา…จิตวิญญาณของพวกมันผูกติดอยู่กับแท่นบูชายัญ และอีกอย่าง…แท่นบูชายัญก็ยังจำเป็นต้องใช้ความแข็งแกร่งของพวกมันด้วยเช่นกัน! เพียงแต่ยังมีพวกมันบางคนที่จิตวิญญาณไม่ได้ผูกติดอยู่กับแท่นบูชายัญ” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ยามนี้ ทั่วทั้งดินแดนรกร้างทางใต้ดูราวกับจมลงสู่ขุมนรกอเวจี เสียงกรีดร้องอันแสนหดหู่ การสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เมฆดำทมิฬลอยวนเหนือฟากฟ้า และปราณปีศาจทะลักเข้ามายังตำแหน่งของเฉินเซี่ยงอย่างบ้าคลั่ง สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก

“ใกล้แล้ว!” เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกก่อนจะเริ่มร่ายมนต์อีกส่วนของบท ทันใดนั้น ปราณสีดำทมิฬจำนวนมหาศาลได้กลายเป็นกงเล็บมังกรทมิฬอันน่าเกลียดน่ากลัวขนาดมหึมาเหนือแท่นบูชายัญ

กงเล็บมังกรมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ไม่ต้องกล่าวแท่นบูชายัญเพียงแท่นเดียว ต่อให้สิบแท่นบูชายัญรวมกันยังไม่ใหญ่เท่ากงเล็บมังกร ซึ่งหากมองจากที่ไกลๆจะรู้สึกว่ากงเล็บมังกรนั้นดูราวกับเป็นเมืองเมืองหนึ่ง

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว พลังงานวิญญาณที่เขารวบรวมได้ก่อนหน้านี้ได้ปลดปล่อยไปกับกงเล็บมังสีดำทมิฬไปแล้ว แม้กงเล็บมังกรที่เกิดขึ้นจะมีเกล็ดห่อหุ้ม แต่รูปร่างของมันกลับไม่ชัดเจนนักซึ่งต่างไปจากกงเล็บมังกรของจริง

“ปลดปล่อย ‘ผนึกมังกรสวรรค์’ ทำลาย!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น กงเล็บมังกรขนาดยักษ์กดทับเข้าใส่แท่นบูชายัญอย่างรุนแรง ทั้งแรงกดดันและแรงระเบิดกระจายออกไปทั่วทุกทิศ กระทั่งผลักดันให้เฉินเซี่ยงต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง

กงเล็บมังกรขนาดยักษ์บดขยี้ลงใส่แท่นบูชายัญ เหล่าปีศาจที่ถูกผนึกไว้แผดเสียงร้องโหยหวน ผืนแผ่นดินเบื้องล่างสั่นไหวอย่างรุนแรง

หลังจากแท่นบูชายัญถูกบดขยี้ด้วยผนึกมังกรสวรรค์ สิ่งที่เกิดขึ้นดูราวกับผืนแผ่นดินที่เงียบสงบราวกับทะเลสาบได้ถูกก้อนหินก้อนนึงตกลงใส่อย่างฉับพลัน ทำให้เกิดเป็นระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่อง

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เกิดเป็นละลอกคลื่นกลับไม่ใช่น้ำ… ฝุ่น ทราย ก้อนหิน และลมพายุมากมายนับไม่ถ้วนกวาดผ่านดินแดนรกร้างทางใต้ไปจนสุดลูกหูลูกตาราวกับไร้ที่สิ้นสุด ที่แห่งใดที่อำนาจแห่งธรรมชาตินี้กวาดผ่าน…ทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณนั้นจะถูกทำลายหายไป ผืนป่าแล้วผืนป่าเล่า…ภูเขาแล้วภูเขาเล่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองด้วยพลังอำนาจของผลกระทบจากการจู่โจมของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ และรัศมีของแรงระเบิดยังคงไม่หยุดยั้งราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย

ปราณและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงถูกเผาผลาญแทบไม่เหลือ จะมีก็เพียงปราณแห่งหงษ์เพลิงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดซึ่งช่วยให้เฉินเซี่ยงยังคงปลดปล่อยคู่ปีกเพลิงอันทรงพลังโบยบินอยู่บนฟากฟ้าได้ แต่ด้วยกระแสลมอันรุนแรงทำให้เฉินเซี่ยงถูกพัดปลิว

“แท่นบูชายัญถูกทำลายหรือยัง?” เฉินเซี่ยงยังคงมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายของเฉินเซี่ยงและเศษซากต่างๆถูกพัดลอยไปบนท้องฟ้าด้วยกระแสลมอันรุนแรง ทิวทัศน์โดยรอบถูกบดบังด้วยเศษหินเศษไม้จนดูมืดมิด เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าผนึกมังกรสวรรค์จงทรงพลังขนาดนี้

“ถูกทำลายแล้ว! สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนมากจากผนึกมังกรสวรรค์และแท่นบูชายัญ ภายในแท่นบูชายัญมีพลังถูกอัดแน่นไว้มหาศาล เมื่อมันถูกทำลาย พลังของมันจึงถูกปลดปล่อยและสภาพก็เป็นอย่างที่เห็น!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงคิดว่าสิ่งที่นางพูดฟังดูสมเหตุสมผล มิเช่นนั้น การจู่โจมของเขาเมื่อครู่ก็คงเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนิพพาน… ไม่ว่าเฉินเซี่ยงจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับนักสู้ขอบเขตนิพพานเลยแม้แต่น้อย เพราะตราบใดที่นักสู้ขอบเขตนิพพานต้องการสังหารเฉินเซี่ยง พวกเขาย่อมสังหารเฉินเซี่ยงได้ด้วยนิ้วเดียว……………………




Chapter 254 – คำประกาศของเทพปีศาจ

ลมพายุพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรวดเร็วและจากไปรวดเร็วเช่นกัน ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงเปรอะไปด้วยฝุ่นดิน ตั้งแต่แผ่นอกของเฉินเซี่ยขึ้นไปเปลือยเปล่า ยามนี้เฉินเซี่ยงค่อนข้างตาพร่ามัว

“นี่…เจ้าโง่ รีบตื่นเร็วเข้า ฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันเช้าแล้วนะ” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะอย่างสนุกสนาน

ยามปกติ…ดินแดนรกร้างทางใต้นั้นมืดมิด แต่หลังจากพายุผ่านไป ท้องฟ้าสีดำทมิฬกลายเป็นสีครามกระจ่างใส เมฆขาวนวลลอยแขวนอยู่บนท้องฟ้า สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์อันร้อนแรงได้อย่างชัดเจน และกลิ่นหอมก็เริ่มโชยเข้าสู่ดินแดนรกร้างแห่งนี้อีกครั้ง เฉินเซี่ยงลืมตาขึ้นก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ

“ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย!?” เฉินเซี่ยงสะบัดตัวเอาฝุ่นดินออกจากร่างก่อนจะมองเห็นตนเองยืนอยู่บนภูเขาสูงที่เพิ่งก่อตัวขึ้น

เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเข้าไปเล็กน้อยเพื่อฟื้นฟูปราณที่ใช้ไป หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…เฉินเซี่ยงฟื้นฟูปราณได้ 80% เฉินเซี่ยงใช้ปีกแห่งหงษ์เพลิงแล้วออกบินอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาสถานที่แห่งหนึ่ง

ยามนี้ภูมิประเทศของดินแดนรกร้างทางใต้ได้เปลี่ยนไปแล้วซึ่งเฉินเซี่ยงไม่อาจจำทางได้ ผืนป่าได้สูญสิ้นไป แต่ไม่นานพวกมันย่อมเจริญเติบโตขึ้นใหม่ ด้วยความที่แท่นบูชายัญถูกทำลายไปแล้วทำให้ปราณปีศาจหลงเหลือให้เห็นอยู่ไม่มากนัก ปราณปีศาจที่ครอบคลุมดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้หายไปหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลายไปทำให้เหล่าปีศาจที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ส่วนใหญ่ได้ตายไปแล้ว

ไม่นานเฉินเซี่ยงก็พบกับภูเขาที่เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะด้วยร่วมกันวางข่ายพลังเอาไว้ แหล่งกบดานของเหล่าสหายของเฉินเซี่ยงอยู่ขอบนอกสุดของดินแดนซึ่งห่างจากแท่นบูชาอย่างมากทำให้มันไม่ได้รับผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จากมุมสูงบนท้องฟ้า เฉินเซี่ยงมองเห็นคนอยู่ไม่กี่คนบนยอดเขา หนึ่งในนั้นคือเห่าตงชิง อีกคนคือเหยาไห่เฉิง ส่วนคนอื่นๆที่อยู่ด้วยต่างเป็นนักสู้ระดับ 3 และ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงของนิกายอื่นๆ

เฉินเซี่ยงโฉบลงมาจากบนฟ้าก่อนจะร่อนลงที่ยอดเขา เขาหัวเราะพลางกล่าว “แท่นบูชายัญโดนพังราบไปแล้ว ตอนนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวล”

“เจ้ามันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ด้วยตัวเจ้าคนเดียวกลับสร้างผลกระทบขนาดนั้น ข้าหล่ะนึกว่าดินแดนแห่งนี้จะถูกเป่าจนราบซะแล้ว!” เห่าตงชิงหัวเราะพลางกล่าว

เฉินเซี่ยงเดินเข้าไปในภูเขาและได้เห็นคนอื่นๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ช่างใหญ่หลวงนัก ในความคิดของคนอื่นๆ อำนาจของผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เทียบได้กับอำนาจของนักสู้ขอบเขตนิพพาน แต่เฉินเซี่ยงเองอยู่เพียงระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง

“ฮี่ฮี่ พลังงานที่อยู่ภายในแท่นบูชายัญค่อนข้างแข็งแกร่ง เลยทำให้เกิดผลกระทบมากขนาดนั้น” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าวขณะที่ซู่เซี่ยนเซี่ยนหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดฝุ่นทรายที่อยู่บนหน้าของเฉินเซี่ยง ทั่วทั้งร่างของเฉินเซี่ยงเองก็เปรอะไปได้ฝุ่นทราย ทำให้เขาดูราวกับเพิ่งเดินผ่านหล่มดินมา

“ท่านพี่ ท่านหมายถึงเราไร้ซึ่งอันตรายแล้วใช่มั้ย? ทั้งสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจเองก็ไม่มีอยู่แล้ว!” เหลิ่งยู่หลานกล่าว

“ข้าก็ไม่แน่ใจ! แต่ยังไงซะเจ้าก็ต้องเชื่อฟังข้าและอยู่ที่นี่”

“ฮึ่ม.. ไอ้พวกนิกายฝ่ายปีศาจรู้แต่วิธีหดหัว เมื่อถึงเวลาที่เราสามารถออกไป เราจะค้นหามันแล้วฆ่ามันทิ้งให้หมด…เพราะพวกมันวางแผนลวงพวกเราไปบูชายัญ ให้มันรู้ไปว่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะอย่างเราไม่ได้ข่มเหงได้ง่ายๆ…” ยิ่งเหลิ่งยู่หลานกล่าวนางก็ยิ่งโมโห หากนางรู้ว่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจซ่อนตัวอยู่ที่ไหน นางคงแบกกระบี่ยักษ์ของนางมุ่งหน้าไปหาพวกมันแล้ว

เฉินเซี่ยงและซู่เซี่ยนเซี่ยนต่างยิ้ม นิสัยของเหลิ่งยู่หลานช่างร้อนแรงนัก…ถึงแม้นางจะเป็นศิษย์ของหุบเขาเหมันต์ก็เถอะ

“ข้าคิดว่าหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลายแล้วเราก็สามารถออกไปจากที่นี่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังไม่เห็นทางออกเลย!” เจ้าอ้อนถอนหายใจ ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่นั้นอยู่ใกล้กลับหุบเหวลึกที่เป็นทางเข้าเป็นอย่างมาก เพียงแต่ตอนนี้หุบเหวที่ว่ายังไม่ปรากฏให้เห็น

ทุกๆคนต่างก็คิดแบบเดียวกัน เพราะหลังจากแท่นบูชายัญถูกทำลาย ดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงเมื่อครู่ ทำให้หลายๆสิ่งเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงบินมา เขาก็ไม่เห็นหุบเหวเช่นกัน เฉินเซี่ยงรู้ว่ายังคงมีข่ายพลังที่ถูกสร้างโดยตัวตนผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนแห่งนี้อยู่

“ไอ้เด็กเหลือขอที่ทำลายแท่นบูชายัญ… เราจะจดจำเจ้าไว้!” จู่ๆกลับมีเสียงส่งผ่านฟากฟ้ามายังเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆที่อยู่ภายในภูเขา

“เทพปีศาจได้หมายหัวเจ้าแล้ว… รอพวกข้าก่อนเถอะ!”

เสียงนั่นดังขึ้นอีกครั้งทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลขึ้นเล็กน้อย เฉินเซี่ยงทำลายแท่นบูชายัญและจัดการปีศาจไปเป็นจำนวนมาก…แล้วตอนนี้ใครมันกำลังพูดอยู่?

เฉินเซี่ยงส่ายศีรษะให้กับคนอื่นๆเพื่อบอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงที่ดังอยู่นี้คืออะไร

“ยังไงซะช่วงนี้ก็ห้ามออกไปไหน ภูเขาลูกนี้มีข่ายพลังอยู่ มันย่อมปลอดภัยมากกว่า” เฉินเซี่ยงกล่าว

เฉินเซี่ยงพักผ่อนเพราะเขาเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งไปนู่นมานี่เป็นอย่างมาก

“เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ดังมาจากแดนปีศาจ มีเพียงผู้ที่ดูหมิ่นเทพปีศาจเท่านั้นที่จะถูกมันหมายหัว คนที่หมายหัวก็คือผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจ… มีผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจเป็นจำนวนมากและความแข็งแกร่งของพวกมันก็น่าสะพรึงกลัวเช่นกัน แต่ตอนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะเหล่าคนจากแดนปีศาจยังไม่สามารถมายังโลกใบนี้ได้ แต่เมื่อใดที่แดนสวรรค์ทั้ง 3 มาบรรจบกัน…เมื่อนั้นเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย เพราะผู้ที่ศรัทธาในเทพปีศาจต่างเป็นผู้ที่บ้าคลั่งโดยแท้” เป่ยยู่ยู่กล่าว

เฉินเซี่ยงพยักหน้าก่อนจะหลับตาลงแล้วเริ่มพักผ่อน ตอนนี้เขาอยู่ในห้องเพียงลำพัง คนอื่นๆก็รู้ว่าเฉินเซี่ยงเหนื่อยจึงไม่มีใครไปรบกวนเขา คนอื่นๆที่เหลือจึงทำหน้าที่เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวรอบๆเท่านั้น

เมื่อแท่นบูชายัญถูกทำลายไป บรรยายโดยรอบก็เงียบสงบเป็นอย่างมาก ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนพวกเขาก็จะออกไปจากดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้ เฉินเซี่ยงเองก็คิดว่าตอนนี้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเองก็กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเหมือนเช่นพวกเขา และเมื่อเวลานั้นได้มาถึง ทั้งสองฝ่ายก็จะออกมาห้ำหั่นกัน

แม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะอยู่ที่นี่มา 3 ปีแล้วแต่พวกมันก็ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่คนที่ตายไปแล้วได้ ทั้งยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

หลังจากดูดกลืนปราณของศิษย์นิกายเช่าหวู่และศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำก่อนจะดูดกลืนเอาจิตวิญญาณปีศาจมา เฉินเซี่ยงยังไม่ได้บ่มเพาะดีนัก ยามนี้ในห้องส่วนตัว…เฉินเซี่ยงจึงเก็บตัวจึงบ่มเพาะด้วยจิตใจที่สงบ เขาต้องการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากเป็นเช่นนั้น มันจะสร้างปัญหาให้เขาเป็นอย่างมาก

เมื่อบรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เฉินเซี่ยงรู้ว่าในอนาคตย่อมไม่ง่ายที่จะทำให้เมล็ดธาตุที่อยู่ในรูปแบบปราณภายในตันเถียนเปล่งประกาย ซึ่งเมื่อเทียบกับปราณที่ใช้ในการทำให้พวกมันเปล่งประกายเมื่อครั้งที่ผ่านมา ต่อไปในอนาคตย่อมใช้ปราณมากกว่าเป็นอย่างมาก เฉินเซี่ยงไม่อาจพึ่งพาเม็ดยาพื้นฐานจริงและเม็ดยาสร้างรากฐานได้มากนัก เพราะเมื่อถึงยามนั้นเม็ดยาทั้งสองย่อมนับว่าค่อนข้างไร้ประโยชน์สำหรับเขา หากอยู่ในระดับ 2 หรือ 3 ขอบเขตนักสู้แท้จริงย่อมใช้เม็ดยาทั้งสองได้ แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ 5 แล้วดังนั้นการใช้เม็ดยาทั้งสองย่อมเสียเปล่า หากมอบเม็ดยาทั้งสองให้กับนักสู้ระดับ 10 ขอบเขตนักสู้ บางที…อาจจะทำให้พวกเขาบรรลุเข้าสู่ขอบเขตนักสู้ได้เลยก็ได้

เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าหลังจากที่เขากลับไป เขาจะขายเม็ดยาสร้างรากฐานเพื่อแลกเปลี่ยนพวกมันเป็นเงินแล้วจึงไปรวบรวมสมุนไพรที่จำเป็นต่อการสกัดกลั่นเม็ดยาธาตุแท้จริง ซึ่งมีเพียงเม็ดยาธาตุแท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้เฉินเซี่ยงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เฉินเซี่ยงเป็นนักสู้ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ซึ่งการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างฉับพลันเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องดี เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะพันฒนาในด้านอื่นๆด้วยเช่น การเลื่อนระดับเป็นักปรุงยาระดับ 5 การสร้างอาวุธ และศึกษารูปแบบวิญญาณ

หลังจากศึกษาพลังวิญญาณแล้ว…เฉินเซี่ยงก็ทราบถึงความน่าสะพรึงกลัวของรูปแบบวิญญาณ ทำให้เขามีความคิดที่จะ ‘สลัก’ รูปแบบวิญญาณลงไปยังเม็ดยา เพียงแต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังคงไม่เชี่ยวชาญในเรื่องรูปแบบวิญญาณนัก เพราะมันยังคงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

*โฮก….* ทันใดนั้น เสียงคำรามดังกึกก้องพลันดังมาจนทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ท่าทางของเฉินเซี่ยงเปลี่ยนไปในฉับพลัน เขารู้ว่าสัตว์ที่ทรงพลังปรากฏตัวขึ้นแล้ว…………………………..



Chapter 255 – สัตว์ปีศาจที่ทรงพลัง

หลายคนที่อยู่ในภูเขาเริ่มกระวนกระวายใจจนทำให้พวกเขาออกมาดูทีละคนๆ

เฉินเซี่ยงมุ่งตรงไปที่ยอดเขา สิ่งที่เฉินเซี่ยงเห็นเบื้องหน้าคือต้นไม้มากมายถูกทำลาย และบริเวณนั้นมีหมาป่ายักษ์ 3 หัวที่ตัวใหญ่ว่าช้างยืนอยู่ ทั่วทั้งตัวของมันหุ้มด้วยขนสีดำและยังมีเขี้ยวขนาดใหญ่ ซึ่งยามนี้มันกำลังมุ่งตรงมายังภูเขาที่เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ราวกับมันรู้ว่ามีมนุษย์ซ่อนอยู่ที่นี่

เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากมหาป่าสามหัว ทำให้ทราบได้อย่างชัดเจนว่ามันคือสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นหมาป่าสามหัวที่อยู่ห่างออกไปพลันอ้าปากขึ้นก่อนจะปรากฏปราณสีดำทมิฬทะลักออกมาพร้อมกับแรงกกดดันอันมหาศาล

เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว “ทุกๆคนไปซ่อนตัวแล้วเปิดใช้ข่ายพลัง!”

ทุกๆคนรู้ว่าหมาป่าสามหัวน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก ปากทั้งสามของมันเต็มไปด้วยเคี้ยวอันแหลมคมซึ่งตอนนี้มันเล็งตรงมายังภูเขาที่พวกเขาอยู่ ปราณสีดำทมิฬทะลักออกมาจากปากของมันอย่างรุนแรงและปราณปีศาจของมันก็ทำให้ทุกๆคนหวาดกลัว

เมื่อสุนัขสามหัวปรากฏตัวขึ้น ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานก็เตรียมเปิดใช้ข่ายพลังแล้ว  เมื่อสุนัขสามหัวกำลังจะจู่โจมเข้ามา พวกเขาก็เปิดข่ายพลังและให้ทุกคนไปซ่อนอยู่ภายในภูเขาทันที

“แข็งแกร่งมาก นั่นมันความแข็งแกร่งของขอบเขตอันยิ่งใหญ่!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างผ่าเผย

“พวกเราร่วมมือกันสู้กับมันไม่ได้หรอ?” หวินเสี่ยวเตากล่าวถามด้วยความประหลาดใจเพราะเขารู้ว่าเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ครั้งก่อนเขาได้เห็นด้วยตาของตนเองว่าเฉินเซี่ยงจัดการผู้อาวุโสระดับ 9 ขอบเขตนักสู้นักสู้แท้จริงได้

เฉินเซี่ยงส่ายหน้า “สัตว์อสูรและมนุษย์นั้นต่างกัน ยิ่งมันเป็นสัตว์ปีศาจยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้มันจะเป็นเพียงสัตว์ลึกล้ำธรรมดาๆ พวกมันก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก! นักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่เองก็เหมือนกัน… ความต่างระหว่างนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่และขอบเขตนักสู้แท้จริงนั้นต่างกันราวกับอยู่คนละโลก”

สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่ามนุษย์ในขอบเขตนักสู้แท้จริงนั้น จะถูกเรียกว่า ‘สัตว์ลึกล้ำ’ สัตว์ลึกล้ำสามารถพูดได้และยังมีบางตัวที่สามารถบ่มเพาะทักษะการต่อสู้บางอย่างของมนุษย์ ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้

ความแข็งแกร่งของสัตว์ปีศาจที่อยู่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงเทียบได้กับสัตว์ลึกล้ำ และมันยังครอบครองปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งมันคือสัตว์ปีศาจที่กลายพันธุ์มาจากหมาป่าสามหัวโบราณ

“ดูเหมือนการหลบหนีจะเป็นตัวเลือกเดียวของพวกเรา!” เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว หากเฉินเซี่ยงไม่ถูกบังคับ เขาย่อมไม่ต้องการให้ทุกคนหลบหนีเพราะการหลบหนีย่อมทำให้ทุกคนต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่รู้จักในดินแดนแห่งนี้ ถึงแม้แท่นบูชายัญจะถูกทำลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันคืออะไร

กล่าวง่ายๆคือ แม้แท่นบูชายัญจะถูกทำลายไป นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าดินแดนรกร้างตอนใต้นี้ปลอดภัย แค่ดูจากหมาป่าสามหัวที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาก็ชัดเจนแล้วว่ายังมีสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวอีกจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่

*ตูม! ตูม! ตูม!*

เสียงระเบิดแสบแก้วหูดังขึ้น แต่กลับทำให้ภูเขาสั่นสะเทือนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะภูเขาได้รับการป้องกันจากข่ายพลังขนาดใหญ่ เพียงแต่พลังงานของข่ายพลังก็จะถูกเผาผลาญไปไม่ช้าก็เร็ว

“การโจมตีของมันแข็งแกร่งนัก แค่เวลาสั้นๆมันกลับทำให้ข่ายพลังเผาผลาญพลังงานไปกว่าครึ่ง…” ทันทีที่เซี่ยนเซี่ยนกล่าวจบ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้งทั้งผลกระทบจากการจู่โจมก็มากครั้งกว่าครั้งก่อน

เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างรุนแรง “รีบเข้าไปในอุโมงค์เร็วเข้า เดี๋ยวข้าจะหยุดมันเอง…”

แล้วการจู่โจมอีกระรอกก็พุ่งเข้ามาพร้อมเกิดระเบิดขึ้นอีก 3 ครั้งซ้อนจนทำให้ยอดเขาหายไป เกิดเป็นรูขนาดใหญ่เผยให้เห็นที่ซ่อนของทุกคน การโจมตีเมื่อครู่ทำให้พวกเขาทั้งหมดเกือบตาย

ทุกคนรีบเข้าไปในอุโมงค์อย่างเป็นระเบียบ เมื่อเฉินเซี่ยงปลดปล่อยปีกเพลิงคู่ยักษ์ เขาก็กระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะฟาดฟันกระบี่ครามผลาญมังกรในมือเข้าใส่หมาป่าสามหัวที่อยู่ไกลออกไปในฉับพลัน ทันทีที่ฟาดฟันกระบี่…รัศมีสีครามที่แฝงไปด้วยปราณอันทรงพลันพุ่งออกจากกระบี่ก่อนจะเข้าปะทะร่างของหมาป่าสามหัวด้วยอานุภาพที่แฝงไปด้วยน้ำหนักกว่าหลายแสนจิน

“พี่เซี่ยง!”

“ท่านพี่!”

“พี่ใหญ่เฉิน!”

“…”

เสียงตะโกนดังขึ้นที่เบื้องล่าง คนทั้งหมดรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังจะเข้าไปห้ำหั่นกับหมาป่าสามหัว

“เลิกไร้สาระได้แล้ว รีบหนีไปกับคนอื่นๆเร็วเข้า เดี๋ยวตรงนี้ข้าจะจัดการเอง! รีบไปได้แล้ว!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น เพลงกระบี่ของเฉินเซี่ยงก่อนหน้านี้เข้าปะทะกับหมาป่าสามหัว แต่ก่อนที่ปราณกระบี่ของเฉินเซี่ยงจะเข้าปะทะ ทั่วร่างของมันกลับปรากฏหมอกสีดำทมิฬเข้าต้านทานการจู่โจมที่ทรงพลังของเฉินเซี่ยงเอาไว้ได้

หมาป่าสามหัวแข็งแกร่งมากเกินกว่าที่เฉินเซี่ยงจิตนาการไว้ หลังจากการจู่โจมอย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้งของมัน…ข่ายพลังที่ปกป้องภูเขาไว้ก็เสียหาย เมื่อคราวที่กางข่ายพลัง เซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานกล่าวเอาไว้ว่า ข่ายพลังนี้สามารถต้านทานการจู่โจมของนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น

“รีบไปได้แล้ว!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น ทั้งน้ำเสียงของเขายังแฝงไปด้วยความโกรธอย่างชัดเจน

แม้เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆจะไม่เต็มใจไป แต่เมื่อพวกนางได้เห็นท่าทางเกรี้ยวกราดของเฉินเซี่ยง…พวกนางจึงทำได้เพียงกัดฟันแล้วตรงเข้าไปยังอุโมงค์

จิตใจของทุกคนรู้สึกหนักอึ้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าหมาป่าสามาหัวนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และทุกคนยังเป็นกังวลกับเฉินเซี่ยง หากพวกเขาไม่เข้ามายังดินแดนรกร้างแห่งนี้…หลายคนคงยังเข้าใจเฉินเซี่ยงผิดไป แต่ด้วยตอนนี้ทุกคนต่างนับถือเฉินเซี่ยง…นับถืออย่างสูง! หากจะกล่าวว่าเฉินเซี่ยงคือ ‘วีรบุรุษ’ ย่อมไม่เกินจริงๆแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เฉินเซี่ยงได้ทำในดินแดนรกร้างแห่งนี้…ทั้งหมดนั้นก็เพื่อเฉินหวู่แผ่นดินทั้งนั้น

ในยามนั้น หมาป่าสามารถอ้าปากขนาดใหญ่ทั้งสามขึ้นก่อนจะก่อปราณจนกลายเป็นลูกบอลขนาดใหญ่สามลูกที่เต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้าง หมาป่าสามหัวยิงบอลพลัง 2 ลูกเข้าใส่ข่ายพลังส่วนอีกลูกมันยิงเข้าใส่เฉินเซี่ยง

ลูกบอลพลังเร็วยิ่งกว่าแสง! แม้เฉินเซี่ยงจะอยู่กลางอากาศแต่เขายังคงรวดเร็วและถลาหลบลูกบอลพลังลงมายังเบื้องล่างได้อย่างรวดเร็ว

แม้ข่ายพลังจะถูกจู่โจมด้วยบอลพลัง มันกลับสั่นสะเทือนเพียงชั่วครู่ แต่ทันทีที่ถูกบอลพลังลูกที่สอง ข่ายพลังทั้งหมดกลับหายไปในทันที!

หลังจากรับการจู่โจมที่น่าสะพรึงกลัวอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดข่ายพลังก็ถูกทำลายไป นี่ย่อมชัดเจนถึงความน่ากลัวของข่ายพลังที่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานได้กางไว้ ซึ่งนับว่าดีไม่น้อย

เฉินเซี่ยงหลบบอลพลังได้ เขารู้ว่าหากเขาช้ากว่านี้ไปเพียงเล็กน้อย เขาย่อมถูกบอลพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำลายจนไม่เหลือซากไปแล้ว เฉินเซี่ยงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าแม้จะเป็นนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงก็ตาม หากถูกการโจมตีระดับนี้เข้าไปย่อมกลายเป็นหมอกควันในพริบตาแน่ เจ้าหมาป่าสามหัวที่อยู่เบื้องหน้าของเขาช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของหลงเสวี่ยอี๋ทำให้นางรู้ว่าทุกคนได้เข้าไปยังส่วนลึกของอุโมงค์แล้วนางจึงบอกเรื่องนี้กับเฉินเซี่ยงทำให้เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ดูเหมือนมันกำลังตรงเข้ามาหาเจ้านะ!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

“แต่…ทำไมมันถึงได้โจมตีภูเขา?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม “พวกข้าปิดผนึกเบาะแสของสถานที่แห่งนี้ไว้แล้ว…แต่ทำไมมันถึงได้หาพวกข้าพบ?”

หลงเสวี่ยอี๋ไม่จำเป็นต้องตอบเพราะจู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังมาจากที่ห่างไกล “เฉินเซี่ยง… อย่าได้คิดเชียวว่าพวกเจ้าซ่อนอยู่ที่นี่แล้วข้าจะไม่รู้ เจ้าทำลายแผนของพวกข้าจนพินาศ และข้า…จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่!”

“สัตว์ปีศาจตัวนี้มาจากแดนปีศาจเมื่อครั้งโบราณกาล แค่รูปลักษณ์ของมันก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวแล้ว! ก่อนหน้านี้เจ้าก็เห็นความแข็งแกร่งของมันแล้วหนิ ฮ่าฮ่าฮ่า…”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของมัน เฉินเซี่ยงจึงเข้าใจในทันที พวกมันจงใจปล่อยหมาป่าสามหัวมา อีกอย่างเจ้าหมาสามหัวยังถูกควบคุมโดยศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ ยามนี้ เฉินเซี่ยงเริ่มกังวล หากมีสัตว์ปีศาจเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมาก นั่นจะไม่อันตรายเป็นอย่างมากหรอกหรอ?

“เจ้าหนีไม่รอดหรอก! เจ้าดูถูกพวกข้าเกินไป ฮ่าฮ่าฮ่า…” ชายคนหนึ่งกล่าวพลางยิ้มกว้างก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไปในป่า

อุโมงค์ทอดยาวไปยังป่าที่อยู่ห่างออกไป ในยามนี้ เฉินเซี่ยงต้องการพาเจ้าหมาป่าสามหัวออกห่างจากสหายของพวกเขา เรื่องซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆ เฉินเซี่ยงไม่ได้กังวลมากนัก เพราะหากพวกนางร่วมมือกันย่อมสามารถจัดการกับศัตรูได้ ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกนางย่อมนับว่าเพียงพอ

หมาป่าสามหัวส่ายหางไปมา ดวงตาสีแดงฉานทั้ง 6 ของมันกำลังจับจ้องดูความเคลื่อนไหวของเฉินเซี่ยงทั้งยังใช้ลิ้นสีดำของมันเลียหางไปด้วย

เมื่อเห็นลิ้นของมันแลบออกมา เฉินเซี่ยงจึงฟาดฟันกระบี่เข้าใส่มันอย่างรุนแรง ภายในพริบตา…ปราณกระบี่กว่าสิบสายได้พุ่งเข้าใส่ปราณสีดำทมิฬที่แผ่ออกมาครอบคลุมร่างกายของมัน

ปราณกระบี่ทั้ง 10 สายพุ่งออกไปในเวลาไล่เลี่ยกันเข้าจู่โจมหมาป่าสามหัวอย่างต่อเนื่องจนทำให้ปราณสีดำทมิฬที่ห่อหุ้มตัวมันอยู่สลายไป เพียงแต่ยังมีปราณกระบี่สองสายหลงเหลืออยู่ จึงทำให้มันพุ่งเข้าปะทะกับกึ่งกลางศีรษะของหมาป่าสามหัวเข้าอย่างจัง

หมาป่าสามหัวส่งเสียงคำรามก่อนที่มันอ้าปากออกแล้วรวบรวมพลังกลายเป็นบอลพลังยิงเข้าใส่เฉินเซี่ยงทั้งสามลูก……………………….




Chapter 256 – กระบวนท่าตัดหัวใจ

เฉินเซี่ยงถลาลงไปที่พื้น แต่เมื่อเห็นบอลพลังทั้ง 3 ลูกพุ่งตรงมา เฉินเซี่ยงจึงรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เงาร่างของเฉินเซี่ยงหายไปภายในพริบตา เขาหลบบอลพลังทั้งสามลูกที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเขา

ลูกบอลพลังทั้งสามลูกแฝงไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวราวกับอุกกาบาต เมื่อบอลพลังเคลื่อนเข้าใกล้พื้นดิน มันทิ้งไว้ซึ่งคลองลึกเป็นทางยาว

“มันใกล้เข้ามาแล้ว!” เฉินเซี่ยงกล่าวอยู่ในใจ การโจมตีของหมาป่าสามหัวรุนแรงและรวดเร็วเป็นอย่างมาก มากจนทำให้เฉินเซี่ยงกังวลว่าจะหลบได้หรือไม่

เฉินเซี่ยงเริ่มมุ่งหน้าไปยังทิศทางเฉพาะเจาะจง ก่อนหน้านี้ ที่การโจมตีของเฉินเซี่ยงปะทะเข้ากับหัวของมันจึงทำให้มันโกรธเกรี้ยว เมื่อมันเห็นว่าจู่ๆเฉินเซี่ยงก็วิ่งหนีไป มันจึงขยับขาขนาดยักษ์ทั้ง 4 ของมันแล้วเริ่มไล่กวดเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว

ความเร็วของหมาป่าสามหัวไม่ได้ช้าแต่อย่างใด แต่ละก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน แต่เนื่องด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน ถึงแม้มันจะรวดเร็วแต่ก็ยังไม่อาจเทียบความเร็วของเฉินเซี่ยงได้

เมื่อได้เห็นการโจมตีจากระยะไกลของหมาป่าสามหัว เฉินเซี่ยงจึงคิดว่าความเร็วของมันไม่ได้รวดเร็วนัก และตอนนี้สิ่งที่เขาคิดก็แสดงให้เห็นอยู่ตรงหน้า

เฉินเซี่ยงเคลื่อนผ่านภูเขาสูงลูกนึงภายในพริบตา แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงถึงกับกล่าวไม่ออกก็คือ เจ้าหมาป่าสามหัวมันขี้เกียจปีนภูเขา มันจึงระเบิดตีนเขาจนกลายเป็นอุโมงค์สายหนึ่ง

ในระหว่างการไล่ล่า เจ้าหมาป่าสามหัวได้โจมตีเฉินเซี่ยงหลายครั้งแต่เขาก็สามารถหลบมันได้ทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่เฉินเซี่ยงหลบการจู่โจมของมันได้ เขากลับต้องหวาดกลัวเพราะเฉินเซี่ยงรู้ว่าหากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว เขาคงกลายเป็นฝุ่นควันแน่นอน

“นี่มันกะจะไล่ล่าข้าจนตายเลยหรอเนี่ย? ฮึ่ม… นี่มันยังสัมผัสถึงข้าได้อีกหรอ!” เฉินเซี่ยงแค่นเสียง เขาวิ่งเข้าไปในป่าอันเขียวชอุ่มและกลบกลิ่นอายตนขณะที่เจ้าหมาป่าสามหัวยังอยู่ห่างออกไป แต่ถึงอย่างนั้นมันยังพบตำแหน่งของเฉินเซี่ยงแล้ววิ่งตรงมาที่เขา เมื่อมันพบเฉินเซี่ยงมันก็เริ่มยิงบอลพลังสีดำทมิฬเข้าใส่อีกครั้ง

“นี่ไม่ดีแน่ ดูเหมือนมันจะไล่ล่าข้าไปจนตาย หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วข้าต้องโดนมันบอลพลังของมันยิงเข้าแน่! พวกท่านรีบคิดหาทางช่วยข้าเร็วเข้า”

ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะสามารถพาเจ้าหมาป่าสามหัววิ่งมาถึงที่นี่ได้ แต่ระหว่างทางเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับอันตราย ซึ่งสถานการณ์ของเฉินเซี่ยงนับว่าค่อนข้างอันตรายเป็นอย่างมาก

“พวกข้ากำลังคิดอยู่ เจ้าทนไปก่อนนะ!” ซูเหม่ยเหยากล่าว น้ำเสียงของนางเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก

“หลังจากมันยิงบอลพลังออกมา ความแข็งแกร่งของมันจะลดลง แต่ถึงอย่างนั้น ในร่างของมันยังเหลือปราณปีศาจสำรองอยู่เป็นจำนวนมาก หากเจ้าต้องการให้มันเผาผลาญปราณไปจนหมด อย่างน้อยๆเจ้าต้องล่อให้มันยิงลูกบอลพลังทั้งวัน”

เฉินเซี่ยงมุ่งหน้าเข้าไปในป่า เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเพื่อหลบหลีกการจู่โจมของหมาป่าสามหัว

“วันนึงเนี่ยนะ?” เฉินเซี่ยงแอบบ่นในใจ

“มังกรน้อย ถ้าข้ายืมพลังของเจ้าเราจะพอรับมือมันได้มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“ข้าไม่รู้ แต่ถ้าเราลองย่อมเป็นอันตรายแน่! ดูเหมือนมันจะยิงได้แต่ลูกบอลพลังงานสีดำๆเท่านั้น ส่วนเรื่องการป้องกัน ร่างกายของมันก็แค่ปกคลุมด้วยปราณสำดำทมิฬด้วยเหมือนกัน หากเจ้าเข้าไปใกล้ๆมัน บางทีมันอาจจะไม่สามารถใช้บอลพลังโจมตีเจ้าได้เพราะมันก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงก็คิดเหมือนกับนางซึ่งตอนนี้ เขากำลังคิดว่าจะลองดีหรือไม่

“เจ้าลองดูก็ได้ จุดอ่อนของมันอยู่ที่หัวใจและมันก็ใช้จิตวิญญาณควบคุมร่างกายของมัน! ไม่ใช่ว่ากระบวนท่า ‘ตัดวิญญาณ’ ใน 7 เพลงกระบี่ผลาญมังกรใช้จู่โจมจิตวิญญาณโดยเฉพาะงั้นหรอกหรอ? อย่างแรก เจ้าควรทำลายจิตวิญญาณของมันก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้น มันจะได้รับความเจ็บปวดมหาศาล เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าค่อยใช้กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ ของ 7 เพลงกระบี่ผลาญมังกรเพื่อจู่โจมหัวใจของมัน” เป่ยยู่ยู่กล่าว

หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะเบาๆพลางกล่าว “ถ้าเจ้าใช้กระบี่ครามผลาญมังกรด้วยพลังของข้า เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นมาก! มากซะจนสามารถสังหารมันได้อย่างราบรื่น!”

เฉินเซี่ยงรู้สึกถึงความร้อนกำลังถ่ายเทมาจากแขน หลงเสวี่ยอี๋เริ่มถ่ายพลังให้เฉินเซี่ยง ปราณของนางไหลเวียนภายในตัวเฉินเซี่ยงก่อนจะเข้าไปในตันเถียนและผสานกับปราณทั้ง 5 ธาตุของเฉินเซี่ยง

ปราณของหลงเสวี่ยอี๋ลึกลับเป็นอย่างมาก เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจว่าปราณของนางคืออะไร แต่มันสามารถผสานกับปราณทั้ง 5 ธาตุของเขาได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังทำให้เฉินเซี่ยงสามารถใช้มันได้ราวกับมันเป็นปราณของเขาเอง

หลงเสวี่ยอี๋กินเม็ดยาไปจำนวนไม่น้อยเพราะตัวนางคือมังกร กระทั่งเฉินเซี่ยงยังไม่รู้ว่านางเติบโตไปมากมายเท่าไหร่ เฉินเซี่ยงรู้แค่เพียงปราณของนางมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ครั้งล่าสุดที่เฉินเซี่ยงใช้พลังของนาง ก็เป็นเพียงการจู่โจมแค่ครั้งเดียว แต่ตอนนี้ นางกำลังผสานพลังของนางเข้าไปร่างกายของเฉินเซี่ยงอย่างสมบูรณ์ จนทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกแข็งแกร่งอย่างไม่อาจบรรยายได้

เฉินเซี่ยงคำรามลั่น ทั่วร่างของเขาสั่นสะท้าน เสื้อผ้าของเฉินเซี่ยงขาดสะบั้นเผยให้เห็นมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง รอยสักมังกรสีขาวที่อยู่บนแขนซ้ายของเฉินเซี่ยงเปล่งประกายแสงสีขาวแลดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ทันใดนั้น บอลพลังสามลูกพุ่งเข้าใส่เฉินเซี่ยงอีกครั้ง แม้เฉินเซ่ียงจะได้รับพลังอันแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋ แต่เขาก็ยังไม่กล้ารับการจู่โจมของบอลพลังซึ่งหน้า เฉินเซี่ยงกระโดดขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะม้วนตัวหลบบอลพลังทั้งสามลูกและเคลื่อนที่ไปปรากฏตัวเหนือหมาป่าสามหัวในฉับพลัน

มันจับจ้องเฉินเซี่ยงที่อยู่บนฟ้าแต่กลับไม่จู่โจมเขา ซึ่งจริงๆแล้ว เศษเสี้ยวของความหวาดกลัวพลันปรากฏขึ้นในดวงตาขนาดยักษ์ทั้ง 6 ของมัน มันสัมผัสได้ถึงปราณมังกรอันหนาแน่น มีเพียงมังกรที่แท้จริงผู้ซึ่งมีโลหิตแห่งมังกรไหลเวียนอยู่เท่านั้นถึงจะแผ่แรงกดดันเช่นนี้ออกมาได้ และแรงกดดันนั้นทำให้สัตว์ส่วนใหญ่หวาดกลัว

เมื่อเห็นหมาป่าสามหัวที่อยู่เบื้องล่างไม่ได้จู่โจม เฉินเซี่ยงจึงฉวยโอกาสนี้กำกระบี่ครามผลาญมังกรแน่นก่อนจะเริ่มโคจรทักษะ… สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงถูกถ่ายเข้าสู่กระบี่ในฉับพลันก่อนจะฟาดฟันรังสีกระบี่เข้าใส่หมาป่าสามหัวอย่างรุนแรง

แม้ระยะห่างของทั้งสองจะไกลกัน แต่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงยังสามารถควบรวมจนกลายเป็นปราณอันทรงพลังยิงเข้าใส่มันได้ รังสีกระบี่ยิงตรงเข้าใส่หมาป่าสามหัวภายในพริบตาก่อนจะเจาะทะลุหมอกสีดำทมิฬอย่างง่ายดายจนเข้าปะทะกับร่างกายของมัน

ในเวลาเดียวกันที่รังสีกระบี่ของเฉินเซี่ยงเข้าปะทะ หมาป่าสามหัวคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวและอ้างว้าง มันอ้าปากขึ้นก่อนจะพ่นลมสีดำทมิฬออกมาอย่างรุนแรงจนเป่าต้นไม้ยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าของมันจนหายไป

เฉินเซี่ยงถลาลงสู่พื้นพลางโคจรปราณแล้วถ่ายเข้าใส่กระบี่ ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงใช้กระบวนท่า ‘ตัดวิญญาณ’ และตอนนี้เขากำลังเตรียมที่จะใช้กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ เข้าจู่โจมหัวใจของมัน

ใน ‘7 เพลงกระบี่ผลาญมังกร’ จะมีอยู่ 2 กระบวนท่าที่เป็นการจู่โจมอย่างเงียบเชียบ ส่วนอีก 5 กระบวนท่าที่เหลือจะเป็นการรวมพลังแล้วจู่โจมก่อให้เกิดความเสียงหายอย่างมหาศาล

หากเฉินเซี่ยงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหลงเสวี่ยอี๋ บางที กระบวนท่าตัดวิญญาณของเฉินเซี่ยงคงไม่สามารถทะลุหมอกทมิฬของมันได้ แต่ถึงมันจะทะลุผ่านไปได้ มันก็คงทะลุไปไม่ถึงจิตวิญญาณของหมาป่าสามหัวแน่

เฉินเซี่ยงยืนอยู่ด้านข้างหมาป่าสามหัว เขาหลับตาลงก่อนที่กระบี่ครามผลาญมังกรจะเริ่มดูดซับปราณของเฉินเซี่ยงอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏบางสิ่งขึ้นมา 3 สิ่ง ซึ่งก็คือหัวใจทั้ง 3 ดวงของเจ้าหมาป่าสามหัว เพียงแต่มันถูกปกคลุมด้วยชั้นหมอกสีดำทมิฬอยู่

เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ เขาคาดไม่ถึงว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นจะสามารถ ‘มองเห็น’ สิ่งที่อยู่ภายในร่างของเจ้าหมาป่าสามหัวได้ ไม่นานเฉินเซี่ยงจึงตระหนักได้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพราะความแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋ เฉินเซี่ยงตกใจกับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของหลงเสวี่ยอี๋เป็นอย่างมาก กลายเป็นว่านางบรรลุถึงขั้นนี้ ในที่สุดเฉินเซี่ยงจึงเข้าใจว่าเหตุใดการรับรู้ของนางถึงได้แม่นยำนัก

ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะสามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจขนาดยักษ์ของมันได้ แต่เขายังสามารถมองเห็นผลึกสีดำที่อยู่ในร่างกายของมันด้วย ผลึกสีดำนั่นเก็บพลังงานของเจ้าหมาป่าสามหัวเอาไว้ ยิ่งผลึกขนาดใหญ่ก็ยิ่งเก็บพลังได้มากขึ้น แต่สำหรับมนุษย์แล้ว มนุษย์จะเก็บรวบรวมพลังไว้ที่ตันเถียนโดยการสร้างลูกบอลโปร่งใสแล้วรวบปราณเข้าไปไว้ในนั้นอยู่ตลอดเวลา

“เร็วเข้า!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น “หากเจ้าฆ่ามันได้ แก่นปีศาจของมันก็จะกลายเป็นของเจ้า หากเจ้าขโมยมาได้ ให้รีบแปลงเป็นนกแล้วบินหนีไป!”

พลังมหาศาลได้ผสานเข้ากับกระบี่ครามผลาญมังกรขณะที่หมาป่าสามหัวยังคงคำรามอย่างบ้าคลั่งเพื่อต้านตานความเจ็บปวดจากจิตวิญญาณของมันอยู่

ทันใดนั้น กระบี่ของเฉินเซี่ยงพลันสงบนิ่งแล้วฟาดฟันเข้าใส่หมาป่าสามหัวอย่างเงียบเชียบ กระบวนท่า ‘ตัดหัวใจ’ ได้ใช้ออกไปแล้ว

เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกก่อนได้ยินเสียงบางอย่างดังออกมาจากภายในร่างของหมาป่าสามหัว ทันใดนั้น มันกลับหยุดส่งเสียงคำรามก่อนจะทิ้งร่างลงกับพื้นในฉับพลัน ร่างของมันกระตุกเล็กน้อยก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด……………………………..



Chapter 257 – แก่นปีศาจ

หลังจากสังหารหมาป่าสามหัวลงได้ พลังของหลงเสวี่ยอี๋ก็สลายออกจากร่างของเฉินเซี่ยงเหลือไว้เพียงความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นทั่วร่างในฉับพลันจนเกือบทำให้เฉินเซี่ยงลงไปกองกับพื้น ยามนี้ เฉินเซี่ยงไร้ซึ่งความแข็งแกร่งใดๆ

นี่คือผลกระทบอย่างร้ายแรงที่ใช้พลังของหลงเสวี่ยอี๋มากจนเกินไป เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้ายจริงๆเฉินเซี่ยงคงไม่ใช้มัน อีกอย่าง เฉินเซี่ยงไม่อาจใช้พลังของนางได้บ่อยนักเพราะมันเป็นการทำร้ายร่างกายของเขา

“จะตะลึงอยู่ทำไม รีบไปเจาะท้องของมันแล้วเอาแก่นปีศาจออกมา!” หลงเสวี่ยรีบตะโกนขึ้น

ตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเข้าไปเจาะท้องของเจ้าหมาป่าสามหัว แค่กระบี่เฉินเซี่ยงยังยกไม่ขึ้นเลย

“ข้าขยับไม่ได้!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไร้พลัง

“เจ้าโง่ เจ้ามีพลังวิญญาณอยู่ไม่ใช่หรอ?” หลงเสวี่ยแค่นเสียงเบาๆ

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างบูดเบี้ยว เขาลืมไปซะสนิทเลย ถึงแม้ร่างกายจะบาดเจ็บรุนแรงและไร้ซึ่งพลัง แต่เฉินเซี่ยงยังมีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อยู่ นั่นทำให้เขาสามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณได้

เฉินเซี่ยงกลืนเม็ดยาหยกขาวตามด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงลงไป ก่อนจะลอยไปหาหมาป่าสามหัว ยามนี้เฉินเซี่ยงฟื้นฟูร่างกายได้มากแล้ว เขาจึงหยิบเอากระบี่ครามมังกรออกมาก่อนจะเริ่มผ่าท้องเจ้าหมาป่าสามหัว

กระบี่ครามผลาญมังกรนั้นคมเป็นอย่างมาก ทำให้เฉินเซี่ยงสามารถผ่าเปิดท้องของมันได้อย่างง่ายดาย เมื่อท้องของเจ้าหมาป่าสามหัวถูกเปิดออก สิ่งโสโครกน่ารังเกียจพลันทะลักออกมาในฉับพลัน แต่โชคดีที่เฉินเซี่ยงตอบสนองอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เขาไม่ต้องอาบไปด้วยสิ่งที่น่ารังเกียจพวกนั้น

ไม่นานหลังจากนั้น ผลึกสีดำทมิฬที่มีขนาดสูงกว่าเฉินเซี่ยงก็ปรากฏออกมา แม้ว่ามันจะสีดำสนิทแต่มันกลับแผ่รัศมีอันค่อนข้างบริสุทธิ์ออกมา มันคือ ‘พลังงานแฝงของสัตว์’ ที่เหมือนกับ ‘ปราณ’ ของมนุษย์เป็นอย่างมาก

เมื่อผลึกแก่นปีศาจปรากฏขึ้นและกระทบกับแสงอาทิตย์ *แคร้ก* พื้นผิวของมันพลันปรากฏแรกแยกก่อนจะปริแตกแล้วเริ่มล่วงหล่นลงมาทีละชิ้นราวกับเปลือกไข่

ภายในนั้นมีผลึกสีขาวอยู่ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ‘ผลึกที่เต็มไปด้วยรัศมีสีขาว’ มากกว่า นอกจากนี้ มันยังอัดแน่นไปด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์จนไม่อาจบอกบรรยายเป็นจำนวนมหาศาล

“รีบเก็บแล้วเผ่นได้แล้ว ซากศพของมันไร้ประโยชน์ มันมีปราณปีศาจหนาแน่นจนเกินไป” หลงเสวี่ยอวี๋เร่งเร้าเฉินเซี่ยง

หลังจากเฉินเซี่ยงเก็บแก่นปีศาจขนาดยักษ์เข้าไปแล้ว เขาก็รีบหนีไปอย่างรวดเร็ว เฉินเซี่ยงทั้งวิ่งทั้งกินเม็ดยาไปด้วย

“เจ้าแก่นปีศาจนั่นมันใช้อะไรได้บ้าง?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“เจ้ารู้มั้ยว่าแก่นปีศาจนั่นเทียบได้กับแก่นของสัตว์ลึกล้ำเชียวนะ เจ้าถามข้าว่ามันมีประโยชน์อะไรใช่มั้ย? แก่นปีศาจอันนั้นคือแกนพลังงานของเจ้าหมาป่าสามหัว มันสามารถช่วยเจ้าเพิ่มพูนปราณในอัตราที่เร็วมากเลยหล่ะ!” ซูเหม่ยเหยากล่าวตอบ

เฉินเซี่ยงซ่อนตัวอยู่ในป่าที่ไม่ใหญ่มากและใช้เวลาทั้งวันไปกับการพักผ่อน หลังจากพักผ่อนจนกระทั่งร่างกายของเขาฟื้นฟูเกือบจะเต็มที่ เฉินเซี่ยงก็ออกจากป่าแล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขาที่ถูกจู่โจมก่อนหน้านี้

เฉินเซี่ยงเดาว่าช่วงก่อนที่นิกายฝ่ายปีศาจจะเข้ามาที่นี่ เจ้าหมาป่าสามหัวคงถูกประมุขของนิกายพวกมันเข้ามาทำอะไรสักอย่างไว้แล้ว ทำให้ศิษย์ของพวกมันสามารถควบคุมเจ้าหมาป่าสามหัวได้

“น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ พวกมันไม่กล้าจับสัตว์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเกินไปหรอก ไม่อย่างงั้นศิษย์ของพวกมันย่อมไม่สามารถควบคุมสัตว์พวกนั้นได้ ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจหลายคนน่าจะสามารถควบคุมเจ้าหมาป่าสามหัวนี้ได้!” เป่ยยู่ยู่กล่าว

“ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้นับว่าเป็นขุมสมบัติ เพราะในนี้น่าจะมีสัตว์อสูรที่ทรงพลังอยู่มากมาย!” เฉินเซี่ยงคร่ำครวญ ถ้าสัตว์อสูรแต่ละตัวมีแก่นปีศาจอยู่และเขาสามารถเก็บมันมาได้ทั้งหมด นั่นย่อมนับเป็นโชคลาภอย่างแท้จริง

ขณะที่เฉินเซี่ยงบินอยู่บนท้องฟ้า เขาเห็นมนุษย์กลุ่มใหญ่ ทั้งหมดนั้นคือเหล่าสหายของเขา

“แบบนี้ไม่ดีแน่!”

เพียงปรายตามองเฉินเซี่ยงก็เห็นว่ามีหลายคนในนั้นที่ได้รับบาดเจ็บ และกลุ่มของสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจก็กำลังโถมเข้าใส่พวกเขาทีละคนๆ สหายของเขาถูกล้อมด้วยศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเกือบ 100 คน ซึ่งพวกมันกำลังควบคุมฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจเข้าจู่โจม

ผู้ที่บาดเจ็บถูกล้อมไว้ตรงใจกลาง นักสู้ระดับ 1 และ 2 ขอบเขตนักสู้แท้จริงส่วนใหญ่ต่างได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนอื่นๆต่างถูกเหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมแบบถวายชีวิตและใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดของพวกมัน ทั่วร่างของเหล่าสหายต่างอาบโชกไปด้วยโลหิตสีดำทมิฬ ทั้งสายตายังเต็มไปด้วยความกระหายเลือด ยามนี้ช่างชัดเจนว่าเหล่าสหายต่างเหนื่อยอ่อน

ทิวทัศน์โดยรอบของเหล่าสหายเกลื่อนไปด้วยซากศพกระจุยกระจายและเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีสัตว์ปีศาจและปีศาจมนุษย์อีกจำนวนมากที่กำลังล้อมกรอบเหล่าสหายอยู่ ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าหากเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ได้ต่อไป

ผมสีขาวราวกับหิมะของเหลิ่งยู่หลานเปียกโชกไปด้วยโลหิตสีดำ แต่ถึงอย่างนั้น กระบี่ยักษ์ในมือของนางยังคงกวัดแกว่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งแต่ละกระบี่ของนางก็สังหารศัตรูไปเป็นจำนวนมาก

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น เขาเห็นฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจมากมาย ทั้งพวกมันยังค่อนข้างแข็งแกร่งและจำนวนของพวกมันก็มากเกินจะนับไหว ในบริเวณนั้น เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆถูกพวกมันล้อมไว้อย่างแน่นหนา

ผู้ที่สังหารศัตรูได้เป็นจำนวนมากคือ เหลิ่งยู่หลาน ซู่เซี่ยนเซี่ยน เห่าตงชิง และหวินเสี่ยวเตา คนเหล่านี้เป็นผู้ที่ดุดันและเหี้ยมหาญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือซู่เซี่ยนเซี่ยน โดยปกติแล้วนางจะอ่อนโยนและสงวนท่าทีเป็นอย่างมากราวกับนางเป็นเทพธิดาจากต่างโลก แต่เมื่อนางเริ่มสังหารเหล่าสัตว์ปีศาจ นางกลับดูราวกับเทพสังหาร ส่วนเหลิ่งยู่หลานเองก็ไม่ต่างกัน นางสังหารศัตรูได้อย่างไม่กระพริบตา แต่ท่วงท่าของนางกลับสง่างามอย่างบอกไม่ถูก

เหลยสงหลิน เหลยจง และเหลียนหมิงตงต่างเพิ่งจะบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริง ดังนั้น ทั้งสามจึงได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ส่วนวู๋เชียนเชียนได้ใช้เพลิงอันทรงพลังของนางสร้างเป็นกำแพงอันทรงพลังพลักดันเหล่าสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจที่บุกเข้ามาให้ล่าถอยออกไป

เหล่ามนุษย์ปีศาจสวมใส่ชุดคลุมดำและสวมหน้ากากเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ ถึงแม้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจจะซ่อนตัวอยู่ในฝูงปีศาจมนุษย์ แต่เฉินเซี่ยงยังคงแยกแยะพวกมันออก แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือ มีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจมากกว่า 90 คน

เฉินเซี่ยงเหยียดหยามก่อนถลาลงมาจากบนฟ้าอย่างรวดเร็ว แม้เฉินเซี่ยงจะถอนปีกเพลิงคู่ยักษ์กลับไปแล้ว แต่แผ่นหลังของเขายังคงอาบไปด้วยเปลวเพลิง ยามนี้เฉินเซี่ยงดูราวกับอุกกาบาตที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า

เฉินเซี่ยงพุ่งลงเหยียบไหล่ของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่ง ทันใดนั้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจคนนั้นไม่อาจตอบโต้ได้ทันจนทำให้มันจมลึกลงไปในดิน

เฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสัตว์ปีศาจและมนุษย์ศาจนับพัน เมื่อศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจเห็นเฉินเซี่ยง พวกมันต่างตกใจสุดขีด จากที่พวกมันเห็นและทราบ เฉินเซี่ยงน่าจะกำลังถูกเจ้าหมาป่าสามหัวไล่ล่าอยู่ แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงกลับปรากฏตัวขึ้นที่นี่

เมื่อซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆเห็นเฉินเซี่ยงกลับมาอย่างปลอดภัย พวกนางต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกและตื่นเต้นสุดขีดในเวลาเดียวกัน ทันใดนั้น การจู่โจมของพวกนางพลันรุนแรงขึ้นจนทำให้สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง

เฉินเซี่ยงร่อนลงพื้นและทั่วร่างของเขาบังเกิดเปลวเพลิงอันรุนแรงปะทุขึ้น เปลวเพลิงของเฉินเซี่ยงพัดกระจายไปโดยรอบส่งให้เหล่ามนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจล่าถอยไปหลายก้าว ไม่มีพวกมันตัวไหนกล้าแตะเพลิงของเฉินเซี่ยงเพราะมันจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้

ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏปีกแห่งหงษ์เพลิงคู่ยักษ์ที่ยาวกว่าหลายสิบจ้าง และที่ใบหน้าของเฉินเซี่ยงยังปรากฏรอยยิ้มอันสดใส “ไอ้พวกสวะฝ่ายปีศาจ มามะ…มาลองกระบวนท่าใหม่ของบิดาผู้นี้!”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ เขาก็เริ่มหมุนตัวอย่างรวดเร็วทำให้ปีกเพลิงคู่ยักษ์หมุนตัวไปด้วย ทันใดนั้น ตำแหน่งที่เฉินเซี่ยงอยู่ก็กลายเป็นพายุเพลิงคลั่งซึ่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก เพราะเพลิงเหล่านั้นล้วนเป็นเพลิงตะวันสวรรค์

ขณะที่เฉินเซี่ยงหมนุตัวอย่างบ้าคลั่ง ปีกเพลิงคู่ยักษ์ของเขาก็ยาวขึ้นเรื่อยๆจนทำให้พายุเพลิงของเฉินเซี่ยงเพิ่มขนาดขึ้น เวลาผ่านไปไม่นาน เหล่าปีศาจมนุษย์และสัตว์ปีศาจกว่าหลายร้อยตัวถูกดูดเข้าไปในพายุก่อนจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้ ขณะที่เฉินเซี่ยงเองก็ยังคงปลดปล่อยปราณแห่งหงษ์เพลิงอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อทุกคนได้เห็นพายุขนาดมหึมที่ปรากฏขึ้นที่ฉับพลันต่างทำให้พวกเขาตกใจ พวกเขาทราบว่าเพลิงนั่นเป็นของเฉินเซี่ยง แต่วิธีการเช่นนี้มันน่าสะพรึงกลัวจนเกินไป แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ มันทั้งน่ากลัวและงดงามในเวลาเดียวกัน

“น้องเฉิน เจ้ามันผิดปกติจนเกินไป! ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น เขาก็สังหารพวกมันไปมากมาย!” เจ้าอ้วนอุทานขึ้น

หลังจากเซี่ยนเซี่ยนประหลาดใจไปชั่วครู่ นางก็รีบตะโกนอย่างเร่งร้อน “ใครที่ยังพอหลงเหลือความแข็งแกร่งอยู่ให้ปกป้องผู้ที่บาดเจ็บแล้วรีบตะลุยฝ่าออกไปเร็วเข้า!”

ทุกคนต่างทราบว่าการหนีออกไปจากที่นี่จะทำให้เฉินเซี่ยงลงมือได้อย่างเต็มที่ เพราะเฉินเซี่ยงจะสามารถดูดพวกมันทั้งหมดเข้ามาให้พายุเพลิงของเขาได้ ทำให้เขาสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้ในคราวเดียว………………..



Chapter 258 – บบสรุปดินแดนรกร้างทางใต้

หากเฉินเซี่ยงไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงบวกกับปราณที่รุนแรงของเขา เฉินเซี่ยงคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจด้วยวิธีการเช่นนี้

เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปราณทั้งหมดซึ่งเทียบได้กับนักสู้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ในศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่เพียงระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง อีกอย่าง ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์เหล่านี้อย่างเว่ยหงเตาก็ถูกเฉินเซี่ยงสังหารไปนานแล้ว

เนื่องด้วยการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของเฉินเซี่ยง ทำให้เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจตกอยู่ในความโกลาหลและยังไม่มีเวลาให้พวกมันใส่ใจกับซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆที่กำลังจะหลบหนี แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันกลับรู้สึกได้ถึงอำนาจอันทรงพลังที่ฉุดรั้งขาของพวกมันไว้แล้วค่อยๆลากพวกมันเข้าไปในพายุเพลิงคลั่งของเฉินเซี่ยงอย่างช้าๆ

เฉินเซี่ยงคือผู้บ่มเพาะเสินเต้า นอกจากนี้ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของก็เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว ดังนั้น ย่อมมีเพียงพระเจ้าที่จะรู้ว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน เฉินเซี่ยงสามารถใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์และปราณจักรวาลตรึงศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจไว้เพื่อไม่ให้พวกมันหลบหนีหรือป้องกันตนเองได้

ไม่นาน ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆก็หนีออกมาจากบริเวณนั้นได้ แม้จะมีศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจบางคนยังคงควบคุมมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจเข้าจู่โจมพวกนาง แต่ทันทีที่พวกมันกระโจนใส่พวกนาง พวกมันก็ถูกลากเข้าไปในพายุเพลิงของเฉินเซี่ยงในที่สุด

เมื่อทุกคนออกไปไกลพอ เฉินเซี่ยงก็เริ่มคำรามและปลดปล่อยปราณแห่งมังกรครามที่แฝงไปด้วยคุณสมบัติของธาตุไม้ซึ่งประกอบไปด้วยลมและสายฟ้าออกมา ทำให้พายุเพลิงของเฉินเซี่ยงรุนแรงยิ่งขึ้น ในยามนี้ ทั้งเปลวเพลิงและสายฟ้าเปล่งประกายเจิดจ้า เหล่ามนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจมากมายถูกดูดเข้ามาในพายุเพลิง ถูกสายลมฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ถูกแผดเผาด้วยเพลิง และถูกช็อตด้วยสายฟ้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

มันดูราวกับนรก เฉินเซี่ยงจึงให้ชื่อกับมันว่า ‘พายุนรก’!

พายุนรกของเฉินเซี่ยงยังคงขยายขนาดอย่างต่อเนื่องจนมีความสูงกว่า 1,000 จ้าง มันดูราวกับขุนเขาที่กำลังหมุนวน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่เฉินเซี่ยงปลดปล่อยปราณแห่งหงษ์เพลิงและปราณแห่งมังกรครามออกมาอย่างบ้าคลั่ง กระบวนท่าที่เฉินเซี่ยงใช้ออกในตอนนี้มีรากฐานมาจาก ‘เคล็ดมังกร‘ โดยเฉพาะเรื่องของแรงดึงดูด ทำให้มันน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

แต่เดิมพื้นที่บริเวณนั้นเกลื่อนไปด้วยซากศพ แต่ตอนนี้ ซากศพเหล่านั้นถูกพายุนรกของเฉินเซี่ยงดูดเข้าไปจนหมด เมื่อเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจถูกตรึงด้วยแรงดึงดูดของพายุทำให้ปราณภายในร่างกายของพวกมันปั่นป่วนจนไม่สามารถใช้ความแข็งแกร่งของตนได้ จนในที่สุดร่างกายของพวกมันทุกคนจึงถูกเหวี่ยงและดึงเข้าไปในพายุนรกอย่างช้าๆ

ซู่เซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆที่มองเหตุการณ์อยู่ไกลๆต่างอ้าปากค้าง  ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอยู่เหนือจินตนาการของพวกนาง  แม้ปราณของเฉินเซี่ยงจะไม่ได้บรรลุขอบเขตอันยิ่งใหญ่ แต่เฉินเซี่ยงสามารถใช้ออกด้วยทักษะอันน่าสะพรึงกลัวจนทำให้พวกนางรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งมีทักษะที่ดีเท่าไหร่ พลังอำนาจของปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็จะเพิ่มมากขึ้น อีกอย่าง มันยังทำให้ผู้ใช้มีพลังที่เหนือกว่าเดิมขึ้นไปอีก นั่นนับเป็นการใช้ปราณอย่างมีประสิทธิภาพ

เหลิ่งยู่หลานถอนหายใจเล็กน้อย “ท่านพี่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง ข้าต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!”

ซู่เซี่ยนเซี่ยนก็พยักหน้า “พวกเราไม่อาจเป็นตัวถ่วงของเขา และหากไม่ใช่เพราะเขา พวกเราคงถูกบูชายัญไปแล้ว!”

ทุกๆคนต่างถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยง พวกนางคงนึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง บางทีพวกนางคงถูกจับไปตั้งนานแล้ว

เหล่าสหายของเฉินเซี่ยงต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างหนักหน่วง พวกนางมีเฉินเซี่ยงเป็นแบบอย่าง แต่ตอนนี้ดูเหมือนความต่างระหว่างพวกนางกับเฉินเซี่ยงจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกนางทั้งหมดสาบานว่าในใจว่า หากได้กลับไป พวกนางจะทุ่มเทกับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเพื่อไล่ตามเฉินเซี่ยงให้ได้

แม้แต่เจ้าอ้วนที่เกียจคร้านยังมีความคิดเช่นนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่นๆ!

“ไม่นานมานี้ข้าได้ยินมาว่า นิกายฝ่ายธรรมะจะมีการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่! เมื่อถึงเวลานั้น นิกายใหญ่ของฝ่ายธรรมะทั้งหมดจะมารวมตัวกันเพื่อจัดงานประลองที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ดูเหมือนว่าจะยังพอมีเวลาอยู่!” เหลิ่งยู่หลานกำหมัดขาวราวกับหยกของนางแน่นพลางกล่าว

เจ้าอ้วนหัวเราะพลาง “ถูกแล้ว ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมากมาย และงานชุมนุมเช่นนี้ 100 ปีถึงจะมีครั้ง!”

“ในงานชุมนุมครั้งนี้ ข้าจะสามารถประลองกับท่านพี่ได้แน่!” เหลิ่งยู่หลานกล่าวอย่างหนักแน่น

หวินเสี่ยวเตาเอามือแตะจมูกตนพลางกล่าว “ที่พี่ใหญ่เฉินมีน้องสาวเช่นนี้ ข้าไม่รู้จริงๆว่าจะเป็น ‘พร’ หรือ ‘คำสาป’ กันแน่!”

ขณะที่เซี่ยนเซี่ยนกำลังมองพายุนรกของเฉินเซี่ยงอยู่ จู่ๆดวงตาอันงดงามของนางก็เป็นประกาย นางหัวเราะขึ้นเบาๆพลางกล่าว “ข้าก็อยากประลองกับพี่เซี่ยงเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราถอยไปก้าวนึงก่อน เพราะพวกเรากับพี่เซี่ยงนั้นคนละระดับกัน!”

ทุกๆคนต่างถูกปลุกเร้าและได้แรงบันดาลใจ พวกนางต่างอยากพริบานและโดดเด่นในงานชุมนุมครั้งใหญ่นี้ เพราะอย่างน้อยๆจะได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างพวกนางกับเฉินเซี่ยงได้บ้าง

ในยามนี้ พื้นดินบริเวณที่เฉินเซี่ยงอยู่ไร้ซึ่งซากศพ แต่ยังกล่าวได้ว่า ยังมีเสียงเศร้าโศกคร่ำครวญดังออกมาจากพายุนรกอย่างต่อเนื่อง และเฉินเซี่ยงก็ยังปลดปล่อยปราณแห่งมังกรครามและปราณแห่งหงษ์เพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง

ผ่านไปชั่วครู่

“ในที่สุดก็เรียบร้อย! ฮ่าฮ่า….พวกเราชนะแล้ว!” จู่ๆเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงก็ดังขึ้นส่วนพายุนรกของเฉินเซี่ยงก็ได้หายไปแล้ว ขี้เถ้า ฝุ่นผง ร่วงลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยง ทั้งหมดนั้น คือสิ่งที่เหล่าสัตว์ปีศาจ มนุษย์ปีศาจ และศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจได้เหลือทิ้งไว้

เมื่อมองไปยังชายที่กำลังกระพือปีกคู่ยักษ์อย่างบ้าคลั่งพลางหัวเราะอย่างผู้กล้า ทุกๆคนต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ทุกคนจึงเร่งมุ่งมาหาเฉินเซี่ยงพร้อมกับเสียงตะโกนและยินดี!

เฉินเซี่ยงร่อนลงมาที่พื้น เมื่อเห็นทุกคนปลอดภัย เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่เซี่ยนเซี่ยนจะโผ่เข้าหาอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง นางกอดเฉินเซี่ยงแน่น ก่อนหน้านี้ เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงล่อหมาป่าสามหัวออกไปให้ห่างจากพวกนาง นางเป็นกังวลอย่างที่สุด นางไม่รู้ว่านางจะทำยังไงหากนางเสียเฉินเซี่ยงไป

“เซี่ยนเซี่ยน ตอนที่เจ้าเริ่มสังหาร…เจ้าทำให้ข้าหวาดกลัวแทบตาย!” เฉินเซี่ยงยิ้มซุกซนพลางสัมผัสใบหน้าของนาง เฉินเซี่ยงรู้ว่านางเป็นห่วงเขามาก

เซี่ยนเซี่ยนปาดน้ำตาบนแก้มก่อนใบหน้าของนางจะเผยให้เห็นรอยยิ้มที่งดงามจับใจ

ภยันอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทำให้ทุกๆคนต่างรู้สึกผ่อนคลาย บางคนก็ทิ้งตัวลงนอนบนพื้น แหงนมองท้องฟ้า ก่อนจะเริ่มสูดลมหายใจเอาอากาศอันสดชื่น

เฉินเซี่ยงปล่อยน้ำออกมาบนฝ่ามือก่อนจะใช้มันล้างคราบโลหิตสีดำบนเส้นผมของเหลิ่งยู่หลาน

เซี่ยนเซี่ยนเองก็ชอบผมของยู่หลานเป็นอย่างมาก นางยังช่วยยู่หลานล้างผมทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

“เจ้าอันธพาลน้อยหวิน หากเจ้าดีกับน้องสาวของข้า ตัวข้า ในฐานะที่เป็นพี่ย่อมสบายใจ!” เจ้าอ้วนมองหวินเสี่ยวเตาอย่างดูถูก

หวินเสี่ยวเตากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “เหอะ ไปบอกน้องสาวเจ้าให้อ่อนโยนกับข้าเถอะ นางมันเสือร้ายชัดๆ! แต่ก็นะ…ยิ่งเจ้าเป็นพี่ชายของนาง ข้ายิ่งขี้เกียจเกินกว่าจะจัดการกับนาง”

เจ้าอ้วนถอนหายใจ “เจ้ามันเมาไปแล้ว ข้าจะไปบอกสิ่งที่เจ้าพูดให้นางฟังทีละคำๆ เจ้ามันชอบโม้ว่าตัวเองน่าเกรงขามอย่างงู้นอย่างงี้ แต่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะกลัวสตรีเพียงนางเดียว! เจ้ามันขี้ขลาดจริงจริ้ง… ฮ่าฮ่าฮ่า!”

ทุกๆคนที่ได้ยินบทสนทนาของเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาต่างหัวเราะลั่น ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาคือศิษย์จาก 4 ตระกูลหลักของดินแดนยอดนักสู้ อีกอย่าง ทั้ง 2 ยังบรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงด้วยอายุเพียงเท่านี้ ตัวตนของทั้งสองนับว่าค่อนข้างโดดเด่นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ทั้งชื่อเสียงของทั้งสองก็นับว่าไม่น้อย

ด้วยเสียงหัวเราะของทุกๆคน ในที่สุดก็ทำให้เหล่าหมอกควันที่ปกคลุมจิตใจของใครหลายคนที่ช่วงที่ผ่านมาได้มลายหายไป แท่นบูชายัญก็ถูกทำลายแล้ว ศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจก็ถูกสังหารจนหมดแล้ว สัตว์ปีศาจและมนุษย์ปีศาจส่วนใหญ่ก็ถูกเผาจนกลายไปเถ้าถ่านไปแล้ว และตราบใดที่ตัวตนอันทรงพลังไม่ได้ออกมาจากส่วนลึกของดินแดน ขอบนอกแห่งนี้ก็นับว่าปลอดภัยเป็นอย่างมาก

แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆได้ตัดสินใจที่จะเลือกสถานที่แห่งใหม่ในการซ่อนตัว ทั้งหมดได้สร้างสถานที่หลบภัย เฝ้าระวัง ป้องกัน จู่โจม และหลบหนีแห่งใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ภูเขาก่อนหน้านี้ ถ้าพวกเขาไม่ได้เตรียมการป้องกันอย่างแน่นหนา พวกเขาย่อมถูกหมาป่าสามหัวสังหารไปแล้ว

ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน อาการบาดเจ็บของทั้งหมดก็ใกล้จะหายเป็นปกติแล้ว ที่รอบนอกภูเขาแห่งใหม่ มีผู้ที่ตั้งแคมป์เพื่อเฝ้าระวังอยู่ไม่มากนัก ส่วนคนอื่นๆที่เหลือต่างซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและบ่มเพาะ หลังจากที่ได้ประสบกับหลายๆสิ่งก่อนหน้านี้ ทั้งหมดต่างรู้ดีว่ายังขาดความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้ยามนี้ ทุกคนต่างตั้งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นและจะบ่มเพาะอย่างแข็งขัน………………………………




Chapter 259 – กายาทองคำ

เฉินเซี่ยงยังคงใช้เวลาในทุกๆวันอยู่ในห้องหินเพื่อบ่มเพาะ แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีบางครั้งที่เฉินเซี่ยงออกมาข้างนอกเพื่อพูดคุยกับทุกๆคน เฉินเซี่ยงอยากฉวยโอกาสครั้งนี้เพื่อทำให้รากฐานการบ่มเพาะของเขามั่นคง
ในดินแดนรกร้างทางใต้แห่งนี้ เฉินเซี่ยงได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่การเร่งรีบเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เวลาได้ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างยังคงสงบเงียบอยู่ จะมีก็เพียงคลื่นความเย็นที่พัดผ่านมาจากส่วนลึกของดินแดนบ้างเป็นบางครั้งคราว ผู้ที่คอยเฝ้าระวังภัยจะออกลาดตระเวนรอบๆในทุกๆวัน ส่วนคนอื่นๆที่เหลือต่างก็บ่มเพาะ แต่จู่ๆ กลับปรากฏรัศมีอันน่าอัศจรรย์ขึ้นทำให้ทุกคนรู้สึกกังวล

“เร็วเข้ามาดูนี่เร็ว!” ผู้เฝ้ายามคนหนึ่งอุทานขึ้นก่อนศิษย์หลายๆคนจะรีบออกมาจากภูเขาอย่างรวดเร็ว

ยามนี้ ดินแดนรกร้างแห่งนี้ถูกล้อมไปด้วยภูเขาขนาดยักษ์ราวกับมันสูงขึ้นไปถึงสวรรค์ ซึ่งเฉินเซี่ยงไม่สามารถบินหนีออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เหล่าภูเขาขนาดยักษ์กลับค่อยๆกลายเป็นโปร่งใส่อย่างช้าๆ

“2 เดือนแล้ว!” เจ้าอ้วนตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น เขาเกือบจะเป็นบ้าเพราะได้อยู่ที่นี่ แต่ในที่สุดเขาก็จะได้ออกไปแล้ว

ภูเขาขนาดยักษ์หายไป หุบเหวลึกที่ทุกคนเคยเดินผ่านเข้ามาในครั้งแรกได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความยินดี “ในที่สุดพวกเราก็จะได้ออกไปจากสถานที่ที่น่ากลัวแบบนี้สักที!” หวินเสี่ยวหัวเราะพลางกระโดดโลดเต้น

ยามนี้ ทุกคนค่อยๆทยอยมารวมตัวกันและแต่ละคนยังตื่นตัวเป็นอย่างมาก เพราะนั่นเป็นความเคยชินที่พวกเขาเป็นในตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทุกคนที่เข้ามาในดินแดนรกร้างแห่งนี้ต่างก้าวหน้าเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์การต่อสู้

ทุกๆคนมุ่งหน้าไปยังหุบเหวพลางระมัดระวังรอบด้าน เมื่อทั้งหมดผ่านหุบเหวไปแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น และในที่สุด พวกเขาก็ได้เห็นกลุ่มคนหลายสิบคนยืนรออยู่ที่ปากทางเข้าของหุบเขา คนเหล่านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายฝ่ายธรรมะและนิกายฝ่ายปีศาจแห่งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่

เมื่อได้เห็นผู้คนจำนวนมากกำลังเดินออกมา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างรู้สึกประหลาดใจ แม้พวกเขาจะไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่พวกเขายังสามารถสัมผัสถึงความผันผวนที่แผ่ออกมาจากดินแดนรกร้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้จิตใจของพวกเขาไหววูบและสั่นสะท้านด้วยความกลัว พวกเขาต่างสังหรณ์ใจว่าจะไม่มีผู้ใดได้กลับออกมา

กลายเป็นว่ามีเพียงศิษย์นิกายฝ่ายธรรมเพียง 40 คนเท่านั้นที่กลับออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายชราคนหนึ่งจากนิกายเช่าหวู่พลันกล่าวถามอย่างเร่งร้อน “ศิษย์ของพวกข้าอยู่ที่ไหน? พวกเจ้าเห็นบ้างหรือเปล่า?”

ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวถามขึ้นเช่นกัน “ตอบมาเร็วเข้า ทำไมศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำของข้าถึงไม่กลับออกมาด้วย!?”

น้ำเสียงของทั้งคนนั้นไม่สุภาพเป็นอย่างมาก ทำให้เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงจึงตอบกลับอย่างไม่สุภาพ “พวกมันตายกันหมดแล้ว คนที่สังหารพวกมันก็คือบิดาผู้นี้แหละ!”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวออกมา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างตกใจสุดขีด กระทั่งประมุขนิกายฝ่ายปีศาจเองก็ตกใจเช่นกัน หลิวเมิ่งเอ๋อมองเฉินเซี่ยงด้วยสายตาที่ตำหนิพลางขมวดคิ้ว นอกจากนี้ ใบหน้าของนางยังแสดงออกถึงความกังวลเป็นอย่างมาก “เจ้าว่าอะไรนะ!?” ประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำกล่าวพลางง้างฝ่ามือขึ้น

แต่ก่อนที่มันจะซัดฝ่ามือลงมา กู่ตงเฉินพลันตะโนขึ้นอย่างเย็นชา “อวี้เจี้ยงหลิน ถ้าเจ้ากล้าลงมือ
ข้าจะบดขยี้นิกายกระบี่ลึกล้ำของเจ้า!” ขณะกู่ตงเฉินกล่าว ทั่วทั่งร่างของเขาพลันเปล่งประกายรัศมีสีทองอร่าม ร่างกายของเขาดูราวกับเคลือบคลุมด้วยทองคำทั้งยังแผ่แรงกดดันเข้าใส่เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆทำให้หายใจได้อย่างยากลำบาก

ผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายต่างๆ ต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง พวกเขาจ้องมองไปยังร่างกายที่ดูราวกับทองคำของกู่ตงเฉินด้วยความประหลาดใจ กระทั่งเหล่าประมุขของนิกายฝ่ายปีศาจยิ่งตื่นตระหนกมากกว่า

“นั่น… นั่นมัน ‘กายาทองคำ’ ที่ได้จากการข้ามผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพานที่ 7! ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าประมุขนิกายยอดนักสู้จะแข็งแกร่งขนาดนี้ กลายเป็นว่าเขากลับบรรลุถึงระดับนี้!” ซูเหม่ยเหยาอุทานขึ้น

เมื่อเห็นเช่นนั้น อวี้เจี้ยงหลินพลันถอนฝ่ามืออย่างรวดเร็ว มันรู้ดีว่า ตัวมันไม่อาจเทียบได้กับกู่ตงเฉิน

กู่ตงเฉินถอนกายาทองคำออกก่อนจะกลับคืนสู่รูปลักษณ์ปกติก่อนกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วว่า หากศิษย์ของพวกเจ้าลงมือกับเฉินเซี่ยง ข้าจะทำลายนิกายของพวกเจ้า เจ้ายังอยากถามอยู่มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”

แม้ภายในจิตใจอวี้เจี้ยงหลินจะเกรี้ยวกราดราวกับถูกไฟสุม แต่มันก็ยังไม่ไร้ซึ่งเหตุผล มันรู้ว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังในเรื่องนี้แน่ และยังเป็นไปได้มากว่าศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำของมันจะเป็นคนลงมือก่อน

หากมันยังถามต่อ เฉินเซี่ยงจะต้องกล่าวออกมาแน่ว่าเป็นศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำและศิษย์นิกายเช่าหวู่ที่เป็นคนลงมือก่อน และเมื่อเป็นเช่นนั้น กู่ตงเฉินย่อมเข้าถล่มนิกายกระบี่ลึกล้ำและนิกายเช่าหวู่ตามคำกล่าวของเขาอย่างแน่นอน เมื่อได้ล่วงรู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกู่ตงเฉิน เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต่างหวาดกลัวเป็นอย่างมาก อีกอย่าง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงลานประลองอาวุโสในนิกายยอดนักสู้ แค่กู่ตงเฉินคนเดียวก็สามารถถล่มพวกมันจนราบเป็นหน้ากลองได้แล้ว

อวี้เจี้ยงหลินและผู้อาวุโสจากนิกายเช่าหวู่รีบหัวกายแล้วบินหนีไปอย่างทันที พวกมันไม่อยากเห็นนิกายต้องล่มสลายเพราะฝีมือพวกมันเอง

“อย่าได้จองหองไป คนของพวกข้ายังไม่ออกมา!” ผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายฝ่ายปีศาจคนหนึ่งกล่าวออกมา ที่นี่มีนิกายฝ่ายปีศาจ 5 นิกาย เช่นนั้น ย่อมมีผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายฝ่ายปีศาจอยู่ 5 คน แต่พวกมันก็แอบสงสัยอยู่ในใจเป็นอย่างมากว่า ตามแผนที่พวกมันได้วางเอาไว้รวมถึงเรื่องซุ่มโจมตี ย่อมไม่มีศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะคนใดรอดออกมาได้ อีกอย่าง ศิษย์ของพวกมันย่อมเปิดแท่นบูชายัญและติดต่อกับพระเจ้าแห่งแดนปีศาจได้แล้ว….

“ไม่ต้องรอให้เมื่อยตุ้มหรอก… ข้าสังหารพวกมันไปหมดแล้ว!” จู่ๆเฉินเซี่ยงก็หยิบเอาหัวกว่าสิบหัวออกมาแล้วโยนลงไปพื้น ทันใดนั้น น้ำเสียงของเฉินเซี่ยงกลับเย็นชาก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในดินแดนรกร้างทางใต้ รวมถึงการสมรู้ร่วมคิดอันชั่วร้ายของศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจ

เหล่าศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะต่างพยักหน้ากันทีละคนเพื่อยืนยันคำกล่าวของเฉินเซี่ยงว่าเป็นเรื่องจริง ยิ่งเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายฝ่ายธรรมะได้ฟัง ในหน้าของพวกเขายิ่งอัปลักษณ์และเย็นชา หากแผนของเหล่านิกายฝ่ายปีศาจสำเร็จ ผลที่จะตามมาย่อมเกินกว่าจะจิตนาการได้! แม้ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น แต่หากแผนของนิกายฝ่ายปีศาจสำเร็จ เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่คงได้กลายเป็นนรกบนดินสำหรับมนุษย์

“พวกเจ้ามีอะไรจะพูดมั้ย?” ท่าทางของกู่ตงเฉินน่าเกลียดเป็นอย่างมาก กระทั่งประมุขของนิกายอื่นๆก็เช่นกัน เพราะพวกเขาต่างคำนวณนิกายฝ่ายปีศาจพลาดไปจนเกือบทำให้เหล่าศิษย์ของนิกายตนเองต้องตาย

ทันใดนั้น หมอกควันสีดำที่มีกลื่นเหม็นเน่าพลันปะทุออกมาจากเหล่าประมุขนิกายฝ่ายปีศาจ

“นั่นมันพิษ!” ฮวาเซียงเยว่เร่งตะโกนขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมได้แพร่เข้าไปในจมูกของทุกคน

“พวกมันกำลังจะหนี!” ‘จูบแห่งมังกรหยก’ ปรากฏขึ้นในมือของหลิวเมิ่งเอ๋อ

กู่ตงเฉินแค่นเสียงเย็นาและทั่วร่างของเขาพลันเคลือบคลุมด้วยรัศมีที่ทองอร่ามก่อนที่เงาร่างของเขาจะหายไป “ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้!”

เฉินเซี่ยงมองไปยังฮวาเวียงเยว่ กลายเป็นว่า ความแข็งแกร่งของสตรีที่มีเสน่ห์เย้ายวนเช่นนางน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยๆ นางก็อยู่ในขอบเขตนิพพาน มิฉะนั้น เมื่อครู่นางคงไม่ใจเย็นขนาดนี้ ซึ่งตัวนางเองก็กำลังเผชิญหน้าอยู่กับเหล่าผู้ใหญ่จากนิกายต่างจำนวนมาก

เมื่อเหล่าผู้ยิ่งใหญ่รู้ว่าเป็นเฉินเซี่ยงที่ทำลายแผนการของนิกายฝ่ายปีศาจ พวกเขาทุกคนล้วนประหลาดใจอย่างที่สุด เฉินเซี่ยงได้ทำเรื่องที่น่ายกย่องอย่างที่สุด และเขายังได้ช่วยเหลือเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่เอาไว้ด้วย!

“ยังไงซะ เรื่องนี้ก็ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ข้าเกรงว่าจะมีบางคนที่มีเจตนาชั่วร้ายเป็นผู้ควบคุมพลังงานที่อยู่ในดินแดนรกร้าง” กู่ตงเฉินกล่าว

ฮวาเซียงเยว่พยักหน้าก่อนจะเคลื่อนมาข้างกายเฉินเซี่ยง มือทั้งสองข้างอันละเอียดอ่อน นุ่มนวล
และงดงามของนางสัมผัสไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเฉินเซี่ยงก่อนจะยิ้มให้เฉินเซี่ยงอย่างเสน่ห์หา “เพราะเจ้า…ศิษย์แห่งดันเซี่ยงเถาหยวนของพวกข้าถึงยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะขอบคุณเจ้ายังไงดีนะ?”

เมื่อเห็นสิ่งที่ฮวาเซียงเยว่ทำ ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อ ซู่เซี่ยนเซี่ยน และเหลิ่งยู่หลานพลันแค่นเสียงอย่างมีอารมณ์อยู่ในใจ

“งั้นเอาแบบนี้เป็นไง… ข้าจะมอบเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงให้เจ้า 1,000 เม็ด!” ฮวาเซียงเยว่ยิ้มอย่างละเมียดละไมก่อนจะยื่นส่งกระเป๋าเก็บของให้กับเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงหยิบเอากระเป๋าเก็บของมาก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง “ผู้อาวุโส… ได้โปรดจำไว้ด้วยว่าข้ามีภรรยาแล้ว อ้อ! แล้วก็จำไว้อีกอย่างด้วยว่า โปรดอย่าได้ทำอะไรที่คลุมเครือกับข้าอีก เดี๋ยวมันจะชวนให้เข้าใจผิดเอา ”

เมื่อทุกคนได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยงพลันผงะ ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างแอบด่าทอเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ เฉินเซี่ยงมันไร้ยางอายมาก! ก่อนหน้านี้ พวกนางก็ถูกเฉินเซี่ยงข่มเหงโดยเฉพาะหลิวเมิ่งเอ๋อ นางถูกเฉินเซี่ยงเอาเปรียบได้ง่ายดายนัก

ซู่เซี่ยนเซี่ยนหัวเราะคิกคัก

ส่วนฮวาเซียงเยว่แค่นเสียงเล็กน้อย หากที่นี่มีคนอยู่ไม่มากแล้วหล่ะก็ นางต้องกล่าวเหน็บแนมเฉินเซี่ยงอย่างแน่นอน…………………………..



Chapter 260 – รางวัลของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่

ด้วยความใจกว้างของฮวาเซี่ยงเยว่ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 1,000 เม็ด นั่นมันเทียบได้กับผลึกศิลาจำนวน 5 ล้านผลึกได้เลย! เหล่าศิษย์นิกายได้แต่พากันแอบกลืนน้ำลาย

เฉินเซี่ยงไม่ได้กล่าวขอบคุณฮวาเซียงเยว่ ด้วยความที่ทั้งสองความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างมากทำให้ฮวาเซียงเยว่ไม่ได้กล่าวอะไร

“ดันเซี่ยงเถาหยวนช่างใจกว้างอย่างแท้จริง…” เฉินเซี่ยงเหล่มองอย่างเหยียดหยันไปยังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายอื่นๆ สายตาของเฉินเซี่ยงดูราวกับกำลังบอกเหล่าประมุขว่า ‘พวกเจ้ามันขี้งก ขนาดสตรีอย่างฮวาเซียงเยว่ยังใจกว้างเลย’

มีแต่คนอย่างเฉินเซี่ยงที่เรียกกู่ตงเฉินและคนอื่นๆว่าศิษย์หลานเท่านั้นที่กล้าทำท่าแบบนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมาก

“เหล่าท่านผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้ท่านได้ขอบคุณข้าแล้ว ไอ้เรื่องรางวัล…เงินๆทองๆนี่ก็ช่างมันเถอะ แค่เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 1,000 เม็ดจากดันเซี่ยงเถาหยวน…ข้าก็พอใจละ” เฉินเซี่ยงกล่าว แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแปลกๆ

“นี่คือ ‘ผลึกศิลาเพลิง’ เจ้าเป็นนักปรุงยา ดังนั้น ของสิ่งนี้ย่อมช่วยชำระล้างเพลิงของเจ้าให้บริสุทธิ์ขึ้นได้ ข้าคิดว่าเจ้าควรทราบถึงประโยชน์ของมัน! เอ้า รับไป!” หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว นางหยกมืออันขาวราวกับหยกของนางขึ้นก่อนจะโยนผลึกศิลาที่เปล่งประกายสีแดงเข้มไปให้เฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงรีบรับเอาอย่างรวดเร็ว เฉินเซี่ยงย่อมรู้ว่ามันน่าเกรงขามขนาดไหน เจ้าผลึกศิลาเพลิงชิ้นนี้นับเป็นของล้ำค่าและยังเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับพิภพ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องตกใจอีกครั้ง กลายเป็นว่าหลิวเมิ่งเอ๋อกลับกล้าให้รางวัลเช่นนี้กับเฉินเซี่ยง ซึ่งมูลค่าของผลึกศิลาเพลิงนั้นเทียบได้กับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวน 1,000 เม็ด

“ข้ามอบรางวัลให้เจ้าในนามจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและหุบเขาเหมันต์!” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเพิ่มก่อนจะแค่นเสียงออกมาเบาๆ

แม้การแค่นเสียงเบาๆของหลิวเมิ่งเอ๋อที่แสดงออกมาจะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ฮวาเซียงเยว่คือสตรี…และสัญชาตญาณของนางก็บอกว่า ระหว่างเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาอยู่

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนขณะรับผลึกศิลาเพลิงมา

สตรีทั้งสองนางนับว่าใจกว้างนัก พวกนางกลับกล้าให้รางวัลที่มีมูลค่ามากนัก ทำให้เหล่าประมุขที่เป็นบุรุษรู้สึกปวดใจ ประมุขนิกายนักสู้แท้จริงอย่างถังยี่เชาไม่ได้กล่าวอันใด มันพาศิษย์ของมันทั้ง 4 คนจากไป ทำให้เหล่าประมุขและศิษย์ของนิกายอื่นแอบดูถูกมัน

เฉินเซี่ยงเข้าใจอารมณ์ของถังยี่เชาดี เพราะนักสู้ขอบเขตนิพพานจากนิกายนักสู้ของมันถูกสังหารไปมากมาย ดังนั้น ถังอี้เชาจึงยอมฆ่าตัวตายยังดีซะกว่าที่จะให้อะไรกับเฉินเซี่ยง แค่มันกล่าวขอบคุณก็นับว่าดีมากแล้ว

ตอนนี้จะมีก็เพียงประมุขนิกายผู้อ่อนโยนและสุภาพแห่งเกาะบงกชเท่านั้นที่อยู่ เขามีนามว่า ‘เหลียนหยิงเส้า’ เขายิ้มให้กับกู่ตงเฉินก่อนกล่าว “พี่กู่ ท่านต้องปวดหัวแน่ที่มีศิษย์แบบเขา!” ขณะที่เขากล่าว เขาก็หยิบเอาลูกกลมๆขนาดเท่ากำปั้นออกมา

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮวาเซียงเยว์ก็ตะโกนขึ้นเบา “เมล็ดบัวหยกขาว!”

เมล็ดบัวหยกขาวนั้นเทียบได้กับหญ้าวิญญาณนรก สมุนไพรทั้งสองนับเป็นสมุนไพรระดับศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถเปลี่ยนคนตายกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังสามารถสร้างกระดูกและเนื้อขึ้นใหม่ได้ และที่สำคัญ มันยังหาได้ยากกว่าหญ้าวิญญาณนรกเสียอีก

เมื่อเหลียนหยิงเส้ายื่นส่งให้กับเฉินเซี่ยงแล้ว เขาก็ชำเลืองมองไปยังเหลียนหมิงตง แม้จะแค่ชำเลืองไปไม่นาน เฉินเซี่ยงก็จับสายตาของเหลียนหยิงเส้าได้ เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าประมุขของเกาะบงกชต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเหลียนหมิงตงแน่

“น้องเหลียนช่างใจกว้างนัก นี่เจ้าถึงกับมอบจิตวิญญาณของเกาะเจ้ามาเชียว!” กู่ตงเฉินหัวเราะพลางกล่าว

“นั่นแค่เล็กน้อย หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยง ศิษย์แห่งเกาะบงกชของข้าคงถูกสังหารไปแล้ว อีกอย่าง นับแต่นี้ไป พวกเขายังต้องต่อสู้กับพวกปีศาจโบราณนั่น! นิกายของพวกเราย่อมได้รับผลกระทบแน่” เหลียนหยิงเส้ายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว

“จากที่ข้าเห็น เจ้ากลัวจะถูกสตรีข่มสินะ!” หลิวเมิ่งเอ๋อยิ้มเล็กน้อย นางเดินมาเบื้องหน้าซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานพลางลูบหัวของพวกนาง

เฉินเซี่ยงชำเลืองมองไปหากู่ตงเฉินก่อนจะหัวเราะพลางกล่าว “ท่านประมุข… ข้ารู้ว่านิกายยอดนักสู้ของเราขาดแคลนทรัพยากร นั่นคงทำให้ท่านไม่อยากมอบอะไรให้ข้าเลยสินะ ฮึ!!”

กู่ตงเฉินตกใจไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มแอบด่าทอเฉินเซี่ยง ก่อนหน้านี้ กู่ตงเฉินมองไปยังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายอื่นๆด้วยความพึงพอใจ แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นคราวของเขาแล้วสินะ.. ถึงเฉินเซี่ยงจะพูดแบบนั้น แต่ก็ชัดเจนว่าเฉินเซี่ยงกำลังต้องการอะไรบางอย่าง

เฉินเซี่ยงเริ่มถามหารางวัลจากเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ซ้ำอีกครั้งจนทำให้ศิษย์ของนิกายอื่นๆเหงื่อแตกพลั่ก พวกเขาต่างกลัวว่าเฉินเซี่ยงจะไปยั่วโมโหเหล่าชายชราที่ทรงพลังจนทำให้พวกเขาโมโหและทุบตีเฉินเซี่ยงจนตาย

เฉินเซี่ยงรู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ต่างก็เป็นตาแก่ประหลาดที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าหมื่นปี เพราะฉะนั้น พวกเขาย่อมมีสมบัติอยู่กับตัวแน่ เฉินเซี่ยงอมยิ้มพลางจ้องมองกู่ตงเฉินก่อนที่เขาจะพยายามทำท่าทางไร้เดียงสา ทำให้กู่ตงเฉินแทบจะอดทุบตีเฉินเซี่ยงไม่ได้

กู่ตงเฉินต้องกัดฟันก่อนจะหยิบเอาขวดเล็กๆสีดำของมา ทันทีที่กู่ตงเฉินหยิบขวดขนาดเล็กออกมา อุณหภูมิรอบด้านพลันเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้หลายคนเหงื่อไหลจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นโดยฉับพลัน

“มันคืออะไรอ่ะ?” เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันต้องเป็นของดีแน่

“ข้าเก็บ ‘เพลิงหทัยสวรรค์’ ได้ตอนที่ข้าอยู่ในช่วงก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานที่ 6 มันน่าจะมีประโยชน์กับเพลิงของเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว

หลิวเมิ่งเอ๋อและเหลียนหยิงเส้าต่างสูดหายใจลึก ทั้งสองต่างทราบถึงความน่าเกรงขามของเพลิงหทัยสวรรค์ แต่ทั้งสองกลับคาดไม่ถึงว่ากู่ตงเฉินจะนำมันมาได้! ของสิ่งนี้นับเป็นสมบัติล้ำค่าระดับสุดยอด

ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่เองก็กล่าวว่ามันเป็นของดี ดังนั้น เฉินเซี่ยงเองก็รับเอามาอย่างอึดอัดใจ

เรื่องที่เฉินเซี่ยงจะได้รับของรางวัลจากเหล่าประมุขจากหลายๆนิกาย ศิษย์คนอื่นๆต่างก็รู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องสมควรแล้ว เพราะเฉินเซี่ยงเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขา พวกเขาจะไม่มีสิ่งของใดๆให้ พวกเขาจึงทำได้เพียงรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจและไม่ได้กล่าวร้องขอรางวัลใดๆอย่างเฉินเซี่ยง

ศิษย์ทั้งหมดต่างติดตามประมุขของตนกลับไป ส่วนกู่ตงเฉินก็ใช้อุปกรณ์บินพาเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆจากไป ก่อนศิษย์ทุกคนจะแยกจากกัน ซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานต่างขอให้เฉินเซี่ยงมาเยี่ยมพวกนางหากเขามีเวลา ทั้งสามใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานในช่วงอยู่ในดินแดนรกร้างจนได้เห็นความต่างระหว่างกัน

“พวกเรารอดชีวิตและโชคดีที่ได้กลับมา ฮ่าฮ่า…” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว เขาแตะไหล่หวินเสี่ยวเตา “เมื่อพวกเรากลับไปถึงนิกาย พวกเราก็จะได้เป็นศิษย์ของลานประลองราชากลุ่มแรก!”

ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น เจ้าอ้วนยิ้มพลางกล่าว “พวกเรายังจะได้เป็นศิษย์ระดับทองแดงและนักรบระดับเงินด้วย แต่กว่าจะได้มันมา พวกเราก็ต้องอดทนกันอีกมาก ในช่วงสามเดือนแรกจะเป็นช่วงของการฝึกพิเศษ ถัดจากนั้นอีกสองเดือนก็จะอดทนใจสถานที่ที่น่ากลัวอีกด้วย”

“อย่าได้ตื่นเต้นกันเกินไป… ในทุกๆสามปีจะมีการทดสอบในลานประลองราชา หากใครก็ตามที่ไม่มีคุณสมบัติพอ ก็จะถูกเตะออกมาทันที” กู่ตงเฉินกล่าวพลางเบ้ปากเล็กน้อย ทำให้ทุกคนแอบรู้สึกผิดหวัง

แม้ว่าเหลียนหมิงตง เหลยสงหลิน และเหลยจงจะอ่อนด้อยในแง่ของความแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แต่นั่นก็หมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะได้พัฒนาตนเองอย่างมหาศาล อีกอย่าง พวกเขายังจะได้รับผลประโยชน์มากมาย อย่างน้อยที่สุดก็คือการได้อาศัยอยู่ในลานประลองราชาเป็นเวลา 3 ปี หากพวกเขาคว้าโอกาสนี้ไว้ได้พวกเขาย่อมต่างเชื่อว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า พวกเขาจะพัฒนาตนเองให้พอที่จะได้อยู่ในลานประลองราชาต่อ

ด้วยเวลาไม่นาน ทั้งหมดก็กลับมาถึงนิกายยอดนักสู้ ในช่วงที่พวกเขาอยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ พวกเขาต่างคิดถึงนิกายเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยๆ หากพวกเขาได้อยู่ที่นี่ พวกเขาย่อมไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทั้งยังไม่ต้องกังวลถึงมนุษย์ปีศาจและสัตว์ปีศาจทุกๆครั้งที่ตื่นลืมตา

เมื่อกลับมาถึงนิกาย ทุกๆคนต่างทำในสิ่งเดียวกันคือพักผ่อน เพราะในช่วงที่อยู่ในดินแดนรกร้าง พวกเขาทุกคนต่างหลับไม่สนิท

เมื่อเหล่าศิษย์แท้จริงของนิกายยอดนักสู้เห็นทั้ง 10 คนกลับมาอย่างปลอดภัย พวกเขากลับแอบรู้สึกอิจฉา เพราะทั้ง 10 คนนี้จะได้รับรางวัลมหาศาล พวกเขาต่างคิดว่าหากพวกเขาเป็นตัวแทนที่ไปในตอนนั้น พวกเขาก็ได้รับรางวัลเช่นนี้…

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่มียาที่รักษาความเสียใจ ไม่เพียงคนเหล่านี้จะทำให้ประมุขนิกายและเหล่าผู้อาวุโสรู้สึกแย่ แต่พวกเขายังคงดูถูกเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆอีกด้วย…………………………





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)