WORLD DEFYING DAN GOD 261 - 280
Chapter
261 –
เมล็ดบัวหยกขาว
หลังจากเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆพักผ่อนไปหลายวัน
จู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงระฆังเรียกรวมตัวของนิกาย นอกจากศิษย์แท้จริงจะถูกเรียกให้รวมตัวแล้ว
ศิษย์คนอื่นๆที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตนักสู้แท้จริงก็ถูกเรียกด้วยเช่นกัน
ผู้คนจำนวนกว่าร้อยรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างภายในดินแดนลี้ลับของนิกายยอดนักสู้
กู่ตงเฉินเริ่มด้วยการกล่าวยกย่องความกล้าหาญของเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆ
จากนั้นจึงมอบรางวัลให้แต่ละคน
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้คือครั้งที่ตื่นเต้นที่สุดของเจ้าอ้วน
รางวัลประกอบไปด้วย
ผลึกศิลาหนึ่งล้านผลึก เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 500 เม็ด นามศิษย์ระดับทองแดง
นามนักรบระดับเงิน รวมไปถึงการเข้าสู่ลานประลองราชาโดยไม่มีการทดสอบใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งทำให้เหล่าคนดูมากมายรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง
กู่ตงเฉินเองก็จงใจเรียกชุมนุมเหล่าศิษย์เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉาและเสียใจที่ไม่ได้เสนอเข้าร่มเป็นตัวแทนในครั้งนั้น
เมื่อการชุมนุมจบลง
กู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงก็เข้าไปยังห้องส่วนตัวกับเฉินเซี่ยง
“อาจารย์อา
ครั้งนี้ท่านทำร้ายจิตใจข้ามาก เพลิงหทัยสวรรค์เป็นสิ่งที่ข้าเก็บไว้นานมาแล้ว”
กู่ตงเฉินบ่น
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว
“ของๆเจ้ามันไม่ได้มีค่าอะไรเลย
เจ้าเกือบถูกนิกายฝ่ายปีศาจหลอกเอาทั้งยังเกือบส่งพวกข้าไปตาย
ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์อาอย่างข้าจัดการกับวิกฤติเมื่อตอนนั้นได้
เจ้าก็คงไม่ได้มานั่งสบายๆอยู่แบบนี้หรอก”
ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างพูดไม่ออก
หากไม่ใช่เพราะตัวประหลาดอย่างเฉินเซี่ยงก่อวีรกรรมไว้ในดินแดนรกร้างทางใต้
บางทีพวกเขาอาจจะตกลงสู่สถานการณ์อันน่าข่มขื่นก็ได้ ทั้งกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงต่างยอมรับในความจริงที่ว่าที่ผู้ที่ทรงพลังมากมายถูกผนึกไว้ในดินแดนรกร้างทางใต้
“อาจารย์อา
ท่านพูดไว้ไม่ใช่หรอว่าท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานหลายเม็ด? ท่านจะขายให้ข้าสักเล็กน้อยได้มั้ย?”
กู่ตงเฉินกล่าวถาม
เฉินเซี่ยงทำหน้ามุ่ยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสูง
“มันก็ไม่ใช่ถูกๆนะ… หนึ่งเม็ดต่อห้าแสนผลึกศิลา
เจ้าจะซื้อหรือไม่ซื้อข้าก็ไม่สน!”
ประมุขนิกายยอดนักสู้ที่เป็นถึงนักสู้ในขอบเขตนิพพานที่
7 คือคนที่เฉินเซี่ยงไม่กลัวว่าจะไม่มีผลึกศิลา
หากกู่ตงเฉินพบคนเช่นนี้เขาคงทุบตีอย่างโหดเหี้ยมไปสักสองครั้งแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อดูสถานะของอาจารย์อาของเขา
เขาย่อมรู้ว่าราคาที่เฉินเซี่ยงให้นั้นมีเหตุผลอย่างมาก
หากนำเอาเม็ดยาสร้างรากฐานไปประมูลและบังเอิญไปพบกับคนที่ต้องการมันอย่างเร่งด่วน
เม็ดยาสร้างรากฐานก็จะขายได้ในราคาที่สูงกว่าครึ่งล้านผลึกศิลามาก
หวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินถึงกับกล่าวไม่ออก
แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
“ท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่เท่าไหร่?”
หวู่ไคหมิงกล่าวถาม
“ข้ามี 40
เม็ดและพวกเจ้าต้องเหมาให้หมด เพราะไม่งั้น…ข้าก็ไม่ขาย เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว”
“อาจารย์อา…
ข้ากลัวว่าเจ้าอ้วนชู่หลงนั่นจะไม่ได้ร้ายกาจไปกว่าท่านเลย….ช่างมันเถอะ
ข้าจะซื้อหมดนั่นแหละ” หวู่ไคหมิงฝืนยิ้มพลางกล่าว
“ท่านอยากได้เป็นผลึกศิลาหรือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหล่ะ?”
กู่ตงเฉินกล่าวถาม
“เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง”
เนื่องเพราะในการประมูลจะใช้เม็ดยาพื้นฐานแม้จริงแทนผลึกศิลาในการประมูลเท่านั้น
เมื่อถึงคราวที่เฉินเซี่ยงต้องเข้าประมูล
เขาต้องไปแลกเปลี่ยนผลึกศิลาให้เป็นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
ซึ่งนั่นจะเป็นปัญหาอย่างมาก
ราคาทั้งหมดของเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง
40 เม็ดคือ
ยี่สิบล้านผลึกศิลาซึ่งหากเปลี่ยนเป็นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจะได้เท่ากับสี่พันเม็ด
ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเม็ดยาก็ควักเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวนมากออกมาจ่ายเฉินเซี่ยงในคราวเดียวเช่นกัน
และวันนี้ ก็เป็นคราวของกู่ตงเฉิน ซึ่งตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วในผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 3
ในนิกายยอดนักสู้นั้นครอบครองเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไว้เป็นจำนวนมาก
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จงใจทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาขาดแคลนเม็ดยาโดยการใช้พวกมันทีละน้อย
เม็ดยานั้นสามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานานและเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่อายุกว่าหมื่นปีพวกนี้ย่อมเก็บสะสมเม็ดยาได้เป็นจำนวนมาก
และที่สำคัญเม็ดยาเหล่านั้นก็ถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการเสริมสร้างนิกาย
เมื่อเฉินเซี่ยงกลับไปถึงลานราชาเม็ดยา
เขาก็ไม่ได้ตามหาผู้อาวุโสเม็ดยา
เฉินเซี่ยงพบว่าไม่มีใครสักคนดูแลสวนสมุนไพรให้เขา ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างสงสัย
ปกติแล้วผู้อาวุโสเม็ดยาจะห่วงสวนสมุนไพรมาก แต่ตอนนี้เหมือนกับพวกมันถูกเมิน
แต่ถึงสวนสมุนไพรพวกนี้จะไม่ได้รับการดูแล
มันก็เพียงแค่ทำให้สมุนไพรเติบโตได้ช้ามากขึ้นเท่านั้น
เฉินเซี่ยงเคาะประตูห้องวู๋เชียนเชียน
ตั้งแต่ที่นางกลับมาจากดินแดนรกร้าง นางก็ขยันขันแข็งแย่างมาก
มีหลายครั้งที่เฉินเซี่ยงมาหานาง
แต่นางก็จะจดจ่ออยู่กับการปรุงยาและตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน
“เชียนเชียน
เจ้าเห็นผู้อาวุโสเม็ดยาหรือเปล่า?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ไม่…
ข้าก็ตามหานางอยู่เหมือนกัน นางกล่าวว่าหากข้าหานางไม่พบก็ไม่จำเป็นต้องหา
เป็นไปได้ว่านางอาจจะเก็บตัวบ่มเพาะอยู่” วู๋เชียนเชียนกล่าวตอบ
ตอนนี้ทั่วร่างของนางอาบชุ่มไปด้วยเหงื่ออันหอมหวนและเสื้อผ้าที่เปียกโชกของนางก็แนบไปกับเรือนร่างอันงดงาม
มันช่างต้องตานัก
เฉินเซี่ยงแอบมองหน้าอกนางอยู่หลานครั้ง
ทำให้นางดุเฉินเซี่ยงเล็กน้อยและปกปิดดหน้าอกของนางอย่างรวดเร็ว
“ข้าอยากสกัดกลั่นเม็ดยาแล้ว ข้าคิดว่าคงจะสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ 4
เม็ดด้วยสมุนไพรเพียง 1 ชุดเร็วๆนี้
เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็จะได้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจากเจ้า”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“งั้นก็พยายามให้มากขึ้น ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเจ้านับว่าดีมากแล้ว
จะเหลือก็แค้ห้องของเจ้าที่ต้องปรับปรุง อย่าหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยามากจนเกินไป
แล้วก็ทำตัวเจ้าให้เหมือนกับคนอื่นๆด้วยหล่ะ”
วู๋เชียนเชียนพยักหน้าก่อนที่เฉินเซี่ยงจะกลับไปยังสวนสมุนไพรเพื่อเจือจางน้ำลายมังกรที่เขาสะสมได้เมื่อตอนที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้
เมื่อเจือจางแล้วเฉินเซี่ยงก็นำน้ำไปรดสมุนไพรมากมายในสวนของเขา
“พี่เหม่ยเหยา
ท่านคิดว่าเมล็ดบัวหยกขาวสามารถปลูกให้เป็นต้นดอกบัวได้มั้ย?”
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกขึ้นได้จึงกล่าวถามอย่างตื่นเต้น
“ข้าก็ไม่รู้
แต่เจ้าจะลองก็ได้นะ แต่ดูเหมือนว่าดอกบัวหยกขาวจะเจริญเติบโตในทะเลของเกาะบงกช”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงรีบตรงไปที่สระน้ำเล็กๆในสวนสมุนไพรของเขาแล้วกล่าว
“เราจะปลูกมันมันยังไง?”
นี่เป็นครั้งแรกของเฉินเซี่ยงที่จะใช้น้ำในการปลูกสมุนไพร
หากจะรดน้ำลายมังกรอย่างเดียวคงไม่พอ ดูเหมือนจะต้องใช้กับน้ำจริงๆด้วย
“ง่ายมาก
แค่เจ้าใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าห่อน้ำลายมังกรเอาไว้ในน้ำ หลังจากนั้น
เข้าก็ค่อยฉีดมันเข้าไปในเมล็ดบัวหยกขาว” ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงใส่เมล็ดที่เปล่งประกายแสงสีขาวลงไปในน้ำก่อนจะหยิบเอาน้ำลายมังกรขวดเล็กๆออกมาก่อนจะเทมันลงไปในน้ำแล้วใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มมันไว้
เมื่อมองดูจะเห็นเหมือนเกราะที่มองไม่เห็นกำลังห่อหุ้มชั้นนอกของน้ำลายมังกรโดยแยกมันออกจากน้ำ
ด้วยวิธีนี้จะทำให้น้ำลายมังกรสามารถซึมเข้าไปในเมล็ดบัวหยกขาวได้
“ถ้าบัวหยกขาวดูดซับน้ำลายมังกรได้
งั้นก็คาดได้ว่ามันสามารถปลูกได้ หากเจ้ามีเมล็ดบัวหยกขาวในจำนวนมากๆ
ในอนาคตเรื่องที่เจ้าจะตายก็ถือเป็นเรื่องยากแล้วหล่ะ”
ซูเหม่ยเหยาหัวเราะเบาๆพลางกล่าว
แม้ว่าน้ำลายมังกรจะอยู่ในน้ำ
เฉินเซี่ยงก็สามารถสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นได้
ทั้งยังเห็นอีกว่าเจ้าเมล็ดบัวหยกขาวได้ดูดซับน้ำลายมังกรไปทำให้เฉินเซี่ยงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
แม้หญ้าวิญญาณนรกจะเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ในด้านการรักษา
แต่การจะปลูกมันย่อมเป็นเรื่องไม่ดี เพราะหญ้าวิญญาณนรกจำเป็นต้องใช้ปราณแห่งความตาย
แต่ผลที่ได้จากเมล็ดบัวหยกขาวนั้นค่อนข้างดีกว่าหญ้าวิญญาณนรกทั้งยังสามารถปลูกได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้เฉินเซี่ยงจะใช้หญ้าวิญญาณนรกจนหมด
เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องสมุนไพรรักษา
ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังมีเม็ดยาสร้างรากฐานอีก
100
เม็ดเพียงแต่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะใช้มันทำอะไรดีๆเพราะเขายังไม่พบผู้ที่เหมาะสมในการบ่มเพาะอย่างเหลยสงหลิน
เหลยจง และเหลียนหมิงเตา
ส่วนหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็กินเม็ดยาสร้างรากฐานไปมากแล้ว
ยิ่งกินเม็ดยามากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อรากฐานการบ่มเพาะของพวกเขา
ส่วนกับเฉินเซี่ยงเองถึงจะกินเม็ดยาเข้าไปก็ไม่ได้มีผลอะไรแล้ว
มันจะมีก็แต่เสียของไปเสียเปล่า
“ดูเหมือนว่าข้าต้องไปหาพี่เมิ่งที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียนและขายเม็ดยาให้นางสักเล็กน้อยแล้ว”
เฉินเซี่ยงคิดว่าเขาสามารถล่อลวงอย่างโหดเหี้ยมกับหลิวเมิ่งเอ๋อได้ ทั้งยังคิดว่ามันต่อเจ๋งแน่ๆ
เฉินเซี่ยงไม่ได้วางแผนแค่จะไปที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียน
แต่เขายังวางแผนไปยังดันเซี่ยงเถาหยวนด้วย
แต่ยังไงซะเขาก็อยากเห็นว่าเมล็ดบัวหยกขาวจะสามารถปลูกได้หรือไม่ก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะตอนนี้มันยังนับว่าไม่แน่นอน
ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในเมล็ดบัวหยกขาว
อีกอย่าง
เขาก็ใช้น้ำลายมังกรในปริมาณที่เพียงพอแล้วและเขาก็ยังมีน้ำลายมังกรเหลืออยู่
เมื่อมองไปยังต้นผลรากคราม
เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะยังไม่ทำให้พวกมันสุก
เพราะตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดยาสร้างรากฐาน และตอนนี้เขาก็ยังขาดแคลนเม็ดยาที่จะช่วยให้เขาเพิ่มพูนการบ่มเพาะให้รวดเร็วขึ้น
อย่างเช่น
‘เม็ดยาธาตุแท้จริง’ ซึ่งตอนนี้ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังรวบรวมส่วนผสมของมันอยู่
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าเขาจะใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะรวบรวมมันได้ทั้งหมด
และเมื่อถึงตอนนี้ หากเฉินเซี่ยงมีรากฐานที่มั่นคง
เขาก็สามารถเพิ่มพูนความสามารถของเขาได้ทันที!…………………………………
Chapter
262 –
อัจฉริยะที่หายไป
ณ
ลานประลองราชา ภายในดินแดนลี้ลับของนิกายยอดนักสู้ แม้สถานที่แห่งนี้จะมีขนาดเล็ก
แต่มันก็ไม่ทำให้หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆรู้สึกผิดหวัง แต่กลับกัน
มันทำให้พวกเขาตื่นเต้นมากกว่า ในความคิดของพวกเขา
การเข้าร่วมลานประลองราชานับเป็นเกียรติ
เฉินเซี่ยงและอีก
10 คนมารวมตัวกันในลานประลองราชา หลังจากที่เฉินเซี่ยงมาถึงได้ไม่นาน
เขาก็เห็นเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาห้อยเหรียญขนาดเล็กไว้ที่หน้าอก
ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะของศิษย์ระดับทองแดงและนักสู้ระดับเงิน
เฉินเซี่ยงอดขำไม่ได้
“ดูเหมือนจะมีแค่พวกเจ้าสองคนนะที่ทำตัวเด่น”
เฉินเซี่ยงมองไปยังคนอื่นๆและพบว่าพวกเขาแตกต่างจากเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตา
“นี่เป็นสิ่งที่พวกข้าได้มาหลังจากต่อสู้อย่างยากลำบากในดินแดนรกร้างทางใต้”
หวินเสี่ยวเตากล่าวราวกับไม่สนใจทั้งยังยืดอกอย่างมั่นใจ
เจ้าอ้วนยิ้มอย่างภาคภูมิ
“ระหว่างทางที่ข้ามา เมื่อผู้คนมากมายได้เห็นเจ้าสองเหรียญนี่
สายตาที่พวกเขามองข้าก็เปลี่ยนไป!”
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางยิ้ม
“เมื่อไหร่ที่เจ้าเอาเหรียญทองมาได้เจ้าค่อยโม้ แค่มองพวกเจ้าเผินๆก็รู้แล้วว่าพวกเจ้ามันสันหลังยาว
ถ้าเป็นคนที่เขาบ่มเพาะอยู่สม่ำเสมอ ป่านนี้เขาคงเอาเหรียญพวกนี้โยนทิ้งไปแล้ว”
หวินเสี่ยวเตาแค่นเสียงพลางกล่าว
“ข้าจะใส่มันในวันแรกที่เข้าลานประลองราชาหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ในยามนี้กู่ตงเฉินได้มาถึง
กู่ตงเฉินเป็นผู้นำของลานประลองราชาแห่งนี้
แต่จนถึงตอนนี้เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ลานประลองราชานี่มันมีอะไรพิเศษ
ในสายตาของเฉินเซี่ยง มันก็แค่มีประมุขนิกายสอนทักษะให้เป็นการส่วนตัว
นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แต่สำหรับคนอื่นๆแล้วนั่นนับเป็นการปฏิบัติที่พิเศษ
ก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปยังดินแดนรกร้างทางใต้
กู่ตงเฉินก็เป็นคนสอนให้พวกเขา ทำให้ตอนนี้พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องมากพิธีรีตอง
เพราะมันเหมือนกับผู้เยาว์ที่ได้พบกับผู้อาวุโส
ทำให้พวกเขาสามารถพูดคุยและยิ้มแย้มได้อย่างไม่เขินอาย
“ในช่วง 3
เดือนต่อจากนี้จะเป็นการฝึกพิเศษ พวกเราเหล่าลานประลองอาวุโสได้ตรวจสอบจุดอ่อนและจุดแข็งของพวกเจ้าแล้ว
ฉะนั้น พวกข้าจึงจะสอนทักษะที่เหมาะสมให้กับพวกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว
ทันใดนั้น
ทุกๆคนต่างรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจ เวลา 3
เดือนก่อนหน้านี้ของพวกเขาคือการเอาตัวรอดในดินแดนรกร้างทางใต้ ในยามนั้น
พวกเขาต่างเป็นกังวลไม่มากก็น้อยว่าจะสามารถรอดกลับมาได้หรือไม่ แต่ตอนนี้
พวกเขาอยู่ในลานประลองราชาอย่างน้อยๆก็ 3 ปี
ทั้งยังจะได้รับคำชี้แนะจากกู่ตงเฉินอีก
“ที่นี่มีนักปรุงยา
3 คน แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วง
ข้าได้จัดเตรียมการฝึกของเจ้าเป็นอย่างดีและไม่ส่งผลกับการปรุงยาของเจ้า”
หลังจากกล่าวจบกู่ตงเฉินก็หันไปหาเฉินเซี่ยงแล้วยิ้มเล็กน้อย “เฉินเซี่ยง
ตอนนี้เจ้าแข็งแกร่งกว่าทั้ง 9 คนนี้มากและข้าเองก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น ฉะนั้น
เจ้าต้องบริหารเวลาของตนเอง ส่วนข้าจะใช้เวลาของข้าฝึกฝนศิษย์คนอื่นๆ”
เฉินเซี่ยงยักไหล่ด้วยท่าทางที่แสดงออกว่า
‘มันก็ไม่ใช่ธุระของข้า’ อาจารย์ของเฉินเซี่ยงคือฮวั๋งเจี่ยนเทียน
ทั้งเฉินเซี่ยงยังได้รับสืบทอดทักษะที่ทำกู่ตงเฉินรู้สึกอิจฉา อีกอย่าง
กู่ตงเฉินก็ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องชี้แนะเฉินเซี่ยงแล้ว
ยามนี้
กู่ตงเฉินเริ่มพูดคุยเรื่องการบ่มเพาะเพียงแต่เฉินเซี่ยงไม่ได้สนใจ
เฉินเซี่ยงหาวฟอดใหญ่ก่อนจะออกจากลานประลองไปทำให้หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆรู้สึกเสียใจที่เฉินเซี่ยงไม่ได้รับคำชี้แนะของกู่ตงเฉิน
เฉินเซี่ยงเดินออกมาจากดินแดนลี้ลับของนิกาย
เฉินเซี่ยงรู้ว่าในอนาคตจะมีโอกาสน้อยมากที่เขาได้พบกับหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆ
ก่อนหน้านี้
เฉินเซี่ยงได้ยินแผนการบางอย่างของกู่ตงเฉินทำให้เขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ
โดยเฉพาะตารางการฝึกอันหนักหนาสาหัสของเจ้าอ้วนซึ่งมันสาหัสมากแน่นอน
ทุกๆวันเฉินเซี่ยงเอาแต่อยู่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยาซึ่งมันทำให้เขาเบื่อ
เฉินเซี่ยงจึงตระเวณไปทั่วลานประลองต่างๆทีละลานประลอง แต่ท้ายที่สุด
เฉินเซี่ยงยังล้มเหลวในการหาเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่จะให้เขาบ่มเพาะ
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่!
รีบไปลงชื่อได้แล้ว!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นขณะที่เขาอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังเดินบนถนน
“ลงชื่ออะไร?”
ชายคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย
“นี่เจ้าไม่รู้หรอ? ตอนนี้อัจฉริยะที่มีถึง
3 เส้นโลหิตที่หายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วได้กลับมายังนิกาย อีกอย่าง เขาก็บรรลุระดับ
7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว!
ตอนนี้เขาอยากร่วมมือกับบางคนเพื่อออกไปหาประสบการณ์ที่เบื้องนอก
แต่คนที่จะร่วมมือกับเขาได้ต้องผ่านการทดสอบของเขาเสียก่อน” ชายคนนั้นกล่าวตอบ
คนกลุ่มนั้นทั้งหมดล้วนแก่ชราทั้งยังรู้ว่าอัจฉริยะที่หายไปนั้นคือผู้ใด
เมื่อคนกลุ่มนั้นได้ยินว่าอัจฉริยะคนนั้นกลับมา
พวกเขาต่างรู้สึกยินดีและเร่งติดตามชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว
“อัจฉริยะที่หายไปเมื่อ
30 ปีที่แล้วงั้นหรอ!” เฉินเซี่ยงลูบคางทั้งยังรีบเดินตามคนกลุ่มนั้นไป
เขาอยากเห็นว่าคนผู้นี้คือใคร
สามเส้นโลหิตบ่งบอกถึงคนผู้นั้นสามารถบ่มเพาะปราณได้ถึง
3 ชนิด เพียงแต่มันจำเป็นต้องใช้ทักษะที่ค่อนข้างดีจึงจะสามารถบ่มเพาะได้
แต่ถึงอย่างนั้นมันย่อมก้าวหน้าได้ยากด้วยเช่นกัน การบ่มเพาะผู้ที่มีปราณ 3
ชนิดนั้นซับซ้อนเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นเฉินเซี่ยงที่มีปราณถึง 5 ชนิด
หากเขาสามารถควบคุมปราณได้ดีพอ เรื่องความแข็งแกร่งของเขาย่อมไม่ต้องกล่าวถึง
ตอนนี้ชายผู้ที่หายสาบสูญอยู่ภายนอกนิกายยอดนักสู้
ตลอดทางเฉินเซี่ยงเห็นผู้คนมากมาย
คนเหล่านี้เมื่อได้ยินข่าวว่าอัจฉริยะที่หายสาบสูญกลับมา
พวกเขาก็เร่งมุ่งหน้าไปหาชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะหากคนเหล่านี้เป็นผู้ถูกเลือก
พวกเขาก็จะได้รับเม็ดยามากมายซึ่งจะทำให้พวกเขาแลดูมีอันจะกินเป็นอย่างมาก
“ศิษย์พี่ท่านก็จะไปเหมือนกันหรอ?”
เมื่อชายคนนึงเห็นเฉินเซี่ยงเดินไปกับฝูงชน
เขาจึงกล่าวถามขึ้น
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางหัวเราะ
“ข้าจะไปร่วมสนุกหน่ะ”
ชายคนนั้นกล่าวตอบ
“ข้าว่า…ท่านไม่ไปจะดีกว่า ชายคนนั้นเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสลู่
และยังเป็นบุตรบุญธรรมที่มีศักดิ์สูงของตระกูลลู่ด้วย”
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว
ตระกูลลู่ได้อพยพออกจากดินแดนยอดนักสู้ไปนานแล้ว
เหล่าตัวตนระดับสูงของนิกายยอดนักสู้เองก็รู้ว่าตระกูลลู่สมรู้ร่วมคิดกับนิกายฝ่ายปีศาจเพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานเท่านั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวตนระดับสูงของนิกายถึงยังไม่ลงมือ ตระกูลลู่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามของนิกายยอดนักสู้
ดังนั้น ทางนิกายเองจึงไม่ได้สนใจพวกมัน อีกอย่าง
เหล่าบุคคลสำคัญของนิกายยอดนักสู้ก็ไม่มีผู้ใดที่มาจากตระกูลลู่ด้วย
“ไม่เป็นไรน่า..
ข้าไม่ได้กระทำผิดต่อเขา อีกอย่าง ตระกูลลู่ก็ทำบางอย่างกับข้า…
เรื่องนี้มีใครที่ไม่รู้บ้าง? ตอนนี้ข้า…ก็แค่ทำสิ่งที่คนทั่วๆไปเค้าทำกัน”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว แม้เฉินเซี่ยงจะพูดแบบนั้น
แต่เขาก็แอบเตรียมการต้อนรับชายคนนั้นไว้แล้ว และตอนนี้
เฉินเซี่ยงก็อยากเห็นศักยภาพของมัน
30 ปีที่แล้ว
ชายคนนี้ย่อมนับเป็นอัจฉริยะ แม้พรสวรรค์ของมันจะไม่ดีเท่าเฉินเซี่ยง แต่ในยามนั้น
ทั่วทั้งนิกายยอดนักสู้ล้วนไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จักชื่อของมัน
“
‘ลู่เจี๋ย’…. มันหายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มันไปทำบ้าที่ไหนกัน?” เฉินเซี่ยงคิดอย่างสงสัยขณะที่เดินช้าลง
เฉินเซี่ยงสงสัยว่าตระกลูลู่ร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจมานานแล้ว เพราะถ้าช่วงที่ลู่เจี๋ยหายไป…มันไปเข้าร่วมกับนิกายฝ่ายปีศาจ
งั้นตอนนี้ที่มันกลับมา…ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันสมรู้ร่วมคิดกับนิกายฝ่ายปีศาจ
ถ้ามันกลับมาเร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้
เฉินเซี่ยงย่อมไม่สงสัย แต่ตอนนี้
มันดันกลับมาแทบจะทันทีที่แผนของนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนรกร้างทางใต้ล้มเหลว
ทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยในตัวมันเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นซูเหม่ยเหยาก็กล่าวขึ้น
“เจ้าต้องตัวระวังให้ดี
ในดินแดนรกร้างทางใต้…นิกายฝ่ายปีศาจประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก
ถ้าเจ้าลู่เจี๋ยกลับมาจากนิกายฝ่ายปีศาจจริง ข้ากลัวว่ามันจะเพราะเจ้า”
เฉินเซี่ยงก็คิดเรื่องนี้เช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่คือเขตแดนของนิกายนักสู้ ดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงไม่เป็นกังวล
ณ ชั้น 3
ของโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อมองไปที่ด้านนอกของโรงแรม
มีผู้คนมากมายต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอการสัมภาษณ์
ส่วนผู้คนที่เข้าไปในโรงแรมต่างเดินคอตกออกมาด้วยความผิดหวัง
“มีนักสู้ระดับ
7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงคนนึง ปราณที่อยู่ในร่างกายของมันเป็นปราณเพลิง สายฟ้า
และทองคำ ปราณทั้งสามสายของมันทั้งบริสุทธิ์และรุนแรงเป็นอย่างมาก”
จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น
ตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ไม่ต้องกล่าวถึงนักสู้ที่มีปราณสามคุณลักษณะ
แม้แต่คุณลักษณะเดียวเฉินเซี่ยงก็อาจจะไม่ชนะ แม้ปราณของเฉินเซี่ยงจะมีมากมาย
แต่การบ่มเพาะของเขายังคงอ่อนด้อยกว่า
เพราะหากนักสู้บ่มเพาะได้ในระดับที่สูงมากเท่าไหร่
ปราณของพวกเขาย่อมต้องถูกบีบอัดในจำนวนที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
“หลังจากที่ตรวจสอบมันดูแล้ว
ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มาจากนิกายฝ่ายปีศาจ แต่ถึงอย่างนั้น
มันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ทักษะของนิกายฝ่ายปีศาจ… เจ้าก็เหมือนกัน
ปราณของเจ้ามีมากมายทั้งยังบริสุทธิ์ แต่เจ้าก็สามารถใช้ทักษะที่ทรงพลังได้”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงไม่ได้ก้าวเข้าไปในโรงแรม
เขาหันหลังกลับเพื่อจากไป
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าเขาต้องตามหาหวู่ไคหมิงเพื่อให้เขาจับตามองลู่เจี๋ย
แต่ทันทีที่เฉินเซี่ยงหันหลังกลับ
เสียงที่ฟังดูเหนื่อยหน่ายและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งพลันดังขึ้น
“เมื่อเจ้ามาแล้ว…ไยเจ้าต้องกลับเล่า?”
เสียงนั้นไม่ทราบว่าดังมาจากที่ใด
แม้เสียงที่ได้ยินจะไม่ได้ดังมากนัก
แต่ทุกๆคนกลับรู้สึกราวกับว่ามันดังก้องอยู่ในหู
แน่นอน…เสียงนั่นย่อมเป็นเสียงของลู่เจี๋ย……………………………….
Chapter
263 –
ทักษะภูติพราย
เมื่อได้ยินเสียงของลู่เจี๋ย
เฉินเซี่ยงพลันประหลาดใจเล็กน้อย ในช่วงที่เฉินเซี่ยงเดินมาที่โรงแรมแห่งนี้
เขาได้อำพลางกลิ่นอายไว้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น
ลู่เจี๋ยยังสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเฉินเซี่ยงได้ นั่นหมายความว่า สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของลู่เจี๋ยไม่ได้อ่อนแอเลย
เฉินเซี่ยงไม่ได้วางแผนว่าจะพบกับลู่เจี๋ย
ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินต่อไป แต่ทันใดนั้น
เฉินเซี่ยงพลันได้ยินเสียงหน้าต่างที่อยู่ด้านบนเปิดออกก่อนที่ชายคนหนึ่งจะกระโดดลงมาจากชั้น
3 และปรากฏตัวที่ขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา
ลู่เจี๋ยสวมใส่ชุดคลุมสีขาวหรูหราและถือพัดในมือ
ใบหน้าของมันหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ดวงตาของมันเฉียบคมราวกระบี่
ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสวยงาม ซึ่งตอนนี้มันกำลังมองสำรวจเฉินเซี่ยงอยู่
“เป็นเจ้าใช่มั้ยที่สังหารอาจารย์ของข้า?”
ลู่เจี๋ยกล่าวถามอย่างไม่ใส่ใจทั้งดวงตาของมันยังไร้ซึ่งเศษเสี้ยวของความโกรธทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกแปลกๆ
ในยามนี้
ที่เบื้องหน้าทางเข้าโรงแรมมีผู้คนมากมาย พวกเขาต่างจดจำเฉินเซี่ยงและลู่เจี๋ยได้
ในความคิดของคนเหล่านั้น ลู่เจี๋ยนับว่าค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยง
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนย่อมรู้กันดีว่าอาจารย์ของมันตกตายด้วยน้ำมือของเฉินเซี่ยงทำให้ลู่เจี๋ยเกลียดชังเฉินเซี่ยง
แต่เมื่อเห็นท่าทางของลู่เจี๋ยในตอนนี้
ทุกคนต่างรู้สึกแปลกๆเช่นเดียวกับเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ
“ใช่ เป็นข้าเอง”
ลู่เจี๋ยยิ้มเล็กน้อย
“อาจารย์ของข้าคือเป้าหมายของข้า แต่ในเมื่ออาจารย์ข้าตายด้วยน้ำมือของเจ้า
ดังนั้น เจ้าก็คือเป้าหมายของข้า เจ้ากล้าประลองกับข้าสักหน่อยมั้ยหล่ะ?”
อีกฝ่ายคือนักสู้ระดับ
7 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ซึ่งเหนือกว่าเฉินเซี่ยง 2 ระดับ
เฉินเซี่ยงย่อมไม่รับเรื่องที่โง่แบบนี้แน่ เพราะหากเขาไม่ใช้กระบี่ครามผลาญมังกร
เขาก็อ่อนแอกว่ามันเป็นอย่างมาก อีกอย่าง
เฉินเซี่ยงก็ยังไม่คุ้นเคยกับศักยภาพของตนในตอนนี้
“ข้าไม่สน!”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวออกมา
ท่าทางของลู่เจี๋ยก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเย็นชาเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป
ทันทีที่เฉินเซี่ยงสัมผัสกับความรู้สึกแปลกๆได้
เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ระวัง!”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น…เพียงแต่มันช้าไป
เฉินเซี่ยงรู้สึกได้เพียงพลังสายหนึ่งเข้าปะทะกับตันเถียนของเขาอย่างรุนแรง
ทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาถูกกดทับด้วยพลังอำนาจที่มีน้ำหนักกว่าหนึ่งล้านจิน
แม้เฉินเซี่ยงจะไม่มีเวลาให้หลบหนี
แต่ปราณภายในร่างของเฉินเซี่ยงก็โคจรด้วยตัวมันเองทำให้พลังทำลายที่พุ่งเข้ามาส่วนใหญ่ถูกเกราะเต่าทมิฬที่อยู่ใต้ผิวหนังของเขาต้านเอาไว้
ด้วยผลกระทบของพลังที่จู่โจมเข้ามาเมื่อครู่ทำให้เฉินเซี่ยงถอยหลังไปสองก้าว
ที่มุมปากของเฉินเซี่ยงค่อยๆปรากฏโลหิตไหลออกมา ในยามนี้
อวัยวะภายในของเฉินเซี่ยงทั้งหมดถูกกระแทกจนฉีกขาด
ซึ่งก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงรู้สึกได้เพียงทุกสิ่งทุกอย่างภายในร่างกายของเขาถูกบดขยี้
เฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัสภายในพริบตา
ปราณที่อยู่ในตันเถียนของเขายากที่จะโคจรเพราะเส้นลมปราณส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย
หากเฉินเซี่ยงฝืนโคจรลมปราณ เส้นลมปราณก็จะเกิดความเสียหายมากขึ้น
เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่น
ทิวทัศน์ที่มองเห็นเบื้องหน้าในยามนี้ค่อนข้างเลือนลาง
แต่มันก็ค่อยๆกลับมาชัดเจนขึ้นอย่างช้าๆ
ใบหน้าของเฉินเซี่ยงขาวซีดและเต็มไปด้วยความโกรธ
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”
ลู่เจี๋ยกล่าวถาม
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้าน
เฉินเซี่ยงเห็นว่าลู่เจี๋ยยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับพัดในมืือ มันยังไม่ได้ปลดปล่อยพลังเพื่อจู่โจม
ทั้งยังไม่มีรัศมีที่เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ผู้คนรอบข้างก็มองเฉินเซี่ยงด้วยสายตาแปลกๆเช่นกัน
ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นเพียงเฉินเซี่ยงถอยหลังไปสองก้าวแล้วจู่ๆกลับมีโลหิตไหลออกที่มุมปาก
“ลู่เจี๋ย
ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” เฉินเซี่ยงเช็ดโลหิตที่มุมปากก่อนกล่าวด้วยท่าทางที่ไร้ความรู้สึก
หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสถึงมันได้เมื่อครู่ บางทีเขาอาจจะพิการไปแล้ว
ลู่เจี๋ยช่างลงมือหนักหน่วงตั้งแต่ต้น
“ตอนนี้เจ้าอยากประลองกับข้าหรือยัง?”
ลู่เจี๋ยวยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวถามอีกครั้ง
รอยยิ้มของมันช่างดูเจ้าเล่ห์นัก
เฉินเซี่ยงทราบว่าลู่เจี๋ยใช้ทักษะบางอย่างที่ทรงพลังจู่โจมเขา
เพียงแต่ผู้อื่นมองไม่เห็น แม้แต่เฉินเซี่ยงก็มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น
เฉินเซี่ยงจึงรู้ว่าการจู่โจมนั่นต้องน่าเกรงขามอย่างแน่นอน
“ไม่…
แต่ข้าจะฆ่าเจ้า!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชา ขณะนั้น
เฉินเซี่ยงยังไม่แม้แต่จะก้าวไปข้างหน้า
จู่ๆก็มีลูกเตะที่ที่รวดเร็วและรุนแรงราวกับสายฟ้าเตะเข้ามาที่เข่าของเฉินเซี่ยง
ทำให้เขาต้องคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง
ทุกคนต่างรู้สึกตกใจในฉับพลัน
พวกเขารีบถอยหลังอย่างรวดเร็วขณะที่ตระหนักได้ในทันทีว่าต้องเกิดบางสิ่งขึ้นเมื่อครู่แน่
เพราะไม่อย่างนั้น มันคงไม่ทำให้เฉินเซี่ยงกล่าวคำที่โหดเหี้ยมออกมาเช่นนี้
ใบหน้าของลู่เจี๋ยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ผู้เชี่ยวชาญรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1
ของนิกายยอดนักสู้….อืม…ช่างเป็นชื่อที่มีเกียรติ ตอนนี้ข้าอยากจะทำให้เจ้าคุกเข่า
ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้ามีความสามารถอะไร! เอาจริงๆเลยนะ…ข้าเกลียดขี้หน้าเจ้า
ข้าอิจฉาชื่อเสียงของเจ้า ข้าอยากทำลายเจ้า
และข้าจะใช้ความแข็งแกร่งของข้าเพื่อพิสูจน์ว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า!!”
ขณะลู่เจี๋ยกล่าว
มันก็คว้าจับผมของเฉินเซี่ยงขณะที่ใช้เท้าอีกข้างเหยียบลงบนเข่าอีกข้างของเฉินเซี่ยง
มันอยากจะทำให้เฉินเซี่ยงคุกเข่าลงทั้งสองข้าง
เฉินเซี่ยงเคียดแค้นเป็นอย่างมาก
เขาคาดไม่ถึงว่าความคิดของลู่เจี๋ยจะผิดธรรมดาขนาดนี้ ทันใดนั้น
แขนของเฉินเซี่ยงกลับเต็มไปด้วยพลังงานที่รุนแรงที่หลงเสวี่ยอี๋ถ่ายมาให้
นางเองก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้
“คุกเข่าลงซะ!”
ลู่เจี๋ยยกขาขึ้นพลางกล่าวอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะเตะใส่เข่าอีกข้างของเฉินเซี่ยงอย่างรุนแรง
ในความคิดของมัน ยามนี้เฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้น
เฉินเซี่ยงย่อมไม่อาจต้านทานใดๆได้
ความโกรธของเฉินเซี่ยงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ใบหน้าของเฉินเซี่ยงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
ทั้งปราณสังหารอันน่าตกตะลึงได้ถูกปลดปล่อยออกมาปกปลุมไปทั่วทั้งทางเข้าโรงแรม
ทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่โดยรอบสั่นสะท้าน
พวกเขารู้สึกราวกับว่าตอนนี้ตนเองกำลังยืนอยู่ในนรกและยังรู้สึกราวกับว่าปราณสังหารของเฉินเซี่ยงสามารถพรากชีวิตของตนไปได้
เฉินเซี่ยงเคยสังหารผู้คนมามากมาย
ทั้งตัวตนอันชั่วร้ายที่เฉินเซี่ยงเคยสังหารยังมากมายเกินจะนับไหว
ดังนั้นปราณสังหารที่เฉินเซี่ยงสั่งสมมาย่อมทำให้เหล่าประมุขนิกายรู้สึกอาย
ในยามนี้
ลู่เจี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย มันจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความหวาดกลัว จู่ๆ
เฉินเซี่ยงพลันระเบิดเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้นออกมาราวกับเสียงแห่งมังกรพิโรธ
ทำให้ทั่วทั้งโรงแรมสั่นไหว
เสียงคำรามของเฉินเซี่ยงสะท้อนไปทั่วทุกที่ทำให้มันน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ทันทีที่เฉินเซี่ยงคำรามออกมาอย่างโกรธแค้น
เขาก็ชกหมัดออกไปราวกับสายฟ้าฟาดพุ่งเข้าใส่หว่างขาลู่เจี๋ย
ก่อนที่พลังของหมัดอันบ้าคลั่งของเฉินเซี่ยงจะพุ่งเข้าไปในร่างของมัน
ลู่เจี๋ยไม่อาจทนแรงหมัดของเฉินเซี่ยงได้จึงทำให้มันกระอักโลหิตออกมาอย่างรุนแรงและเกิดเป็นละลอกคลื่นกระแทกและกระแสลมแผ่ออกจากร่างกายของมันไปสี่ทิศทาง
จนกระทั่งบริเวณที่ลู่เจี๋ยยืนอยู่ถูกพังจนราบเป็นหน้ากลอง
ลู่เจี๋ยใช้มือทั้งสองข้ากุมบริเวณหว่างขาทั้งตัวมันยังสั่นสะท้านก่อนจะผงะถอยไปหลายก้าว
ใบหน้าของมันขาวซีดและเต็มไปด้วยความตกใจ
เพราะมันสัมผัสได้ถึงพลังหมัดของเฉินเซี่ยงที่ทะลักเข้ามาในร่างของมันได้ค่อนข้างชัดเจน
“ไม่ว่าจะหนีหรือจะอยู่ที่นิกายยอดนักสู้!”
“ใครก็ตามที่ดูถูกข้ามันต้องตาย!”
น้ำเสียงของเฉินเซี่ยงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเฉียบคมราวกับกระบี่
ทำให้ทุกๆคนรู้สึกหวาดกลัว
เฉินเซี่ยงเดินจากไป
แม้พลังของหลงเสวี่ยอี๋จะยังอยู่แต่เฉินเซี่ยงไม่อาจใช้ได้
เพราะร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส หากเฉินเซี่ยงยังใช้พลังของนางต่อไป ย่อมทำให้อาการบาดเจ็บของเขายากที่ฟื้นฟู
แล้วถ้าหากเฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่านี้ เขาก็จะกลายเป็นคนพิการไป
“ก่อนหน้านี้
มันจู่โจมเจ้าด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา จนข้ารู้ตัวอีกทีเจ้าก็โดนจู่โจมไปแล้ว!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“ทักษะชนิดนี้หาได้ยากมาก
มันคือทักษะภูติพรายในตำนานหรือเปล่านะ?” ซูเหม่ยเหยากล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
เฉินเซี่ยงกลับไปยังลานราชาสุดยอดเม็ดยา
ก่อนหน้านี้ เขาชกหมัดเข้าใส่ ”ลู่เจี๋ยน้อย” อย่างโหดเหี้ยม
แต่มันเพียงได้รับบาดเจ็บธรรมดา
พลังอำนาจที่แฝงอยู่ในหมัดของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ย่อมไม่อ่อนแอ
แต่พลังป้องกันของลู่เจี่ยนั้นแข็งแกร่งกว่า
ทำให้เฉินเซี่ยงรู้ได้ทันทีว่าลู่เจี๋ยคือศัตรูที่ทรงพลัง……………………………………..
Chapter
264 –
เคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ
หลังจากกินหญ้าวิญญาณนรกเข้าไปหนึ่งชิ้นเฉินเซี่ยงก็รู้สึกดีขึ้นมาก
แต่ถึงอย่างนั้น อาการบาดเจ็บของเค้ายังคงร้ายแรงทำให้เขาไม่มีทางเลือกจึงต้องกินหญ้าวิญญาณนรกเพิ่มเพื่อจะได้ฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
“ทักษะภูติพรายหรอ?”
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามันเป็นทักษะที่น่าสะพรึงกลัว
“อืม
มันเป็นทักษะที่มองไม่เห็น! ทักษะชนิดนี้จะคล้ายกับภูติผีตามชื่อของมัน
แต่ถึงอย่างนั้น ทักษะอย่างทักษะภูติพรายได้หายสาบสูญไป
ทั้งเงื่อนไขในการฝึกฝนยังไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก” เมื่อซูเหม่ยเหยากล่าวถึงจุดนี้
นางพลันระเบิดเสียงหัวเราะแปลกๆออกมา
เป่ยยู่ยู่แค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว
“ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ฝึกฝนทักษะภูติพรายจะเป็นสตรี
แต่หากเป็นบุรุษ…จะเกิดผลกระทบที่ทำให้ ‘นกเขาไม่ขัน’”
(ถ้านกเขาไม่ขัน
มันก็ไม่มีชีวิตชีวาสิ 555+)
มุมปากของเฉินเซี่ยงขมวดอย่างรุนแรงไปชั่วครู่
เขาเข้าใจในทันทีว่าทำไมเมื่อตอนที่ตอนที่เขาเหนี่ยว “ลู่เจี๋ยน้อย” อย่างเต็มแรง
ลู่เจี๋ยมันถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
“ไม่น่าหล่ะ
ทำไมมันถึงได้ผิดธรรมดาขนาดนั้น!” เฉินเซี่ยงอ้าปากค้างเล็กน้อย
ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะมีค่าหัวสูงแต่ก็ยังมีหลายคนที่อิจฉาเขา อีกอย่าง
ชื่อเสียงของเฉินเซี่ยงก็เป็นที่รู้กันดีในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่และเหล่านักรบมากมายก็วาดฝันที่จะเป็นผู้มีชื่อเสียงในโลก
เพราะเหล่านักสู้ต่างมีความทะเยอทะยาน
“ข้าอยากจะฆ่ามัน
ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นพลางกำหมัดก่อนจะต่อยพื้นอย่างรุนแรง
“เรื่องทักษะภูติพราย
พวกข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมาก แต่ดูจากการจู่โจมของมัน
ดูเหมือนปราณที่มันใช้นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก อีกอย่าง
มันหมายจะสังหารเจ้าตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นมันถึงใช้พลังทั้งหมดจู่โจมเจ้า
แต่เมื่อการจู่โจมนั้นถึงตัวเจ้า อำนาจทำลายล้างของมันก็ลดทอนลง อีกอย่าง
ด้วยร่างกายอันแข็งแกร่งและเกราะเต่าทมิฬของเจ้าทำให้เจ้ารักษาชีวิตเอาไว้ได้”
ซูเหม่ยเหยากล่าว แม้เฉินเซี่ยงจะถูกจู่โจมในช่วงเวลาสั้นๆ แต่การจู่โจมนั่นก็สลักลงไปในจิตใจของพวกนางอย่างชัดเจน
ทำให้พวกนางสามารถวิเคราะห์รายละเอียดของมันได้
“ถ้าอย่างงั้น…เจ้าต้องทำให้ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น
หากเจ้าใช้ปราณจักรวาลและทักษะศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของเจ้าย่อมไม่ต่างจากมัน
แต่เจ้าคงต้องป้องกันทักษะภูติพรายของมันให้ได้
ถ้าตอนนั้นมันจู่โจมเจ้าได้อีกครั้งเจ้าได้ตายแน่
แต่โชคดีที่มันแค่อยากให้เจ้าคุกเข่าต่อหน้ามันเท่านั้น” เปายู่ยู่กล่าว
ร่างกายอันแข็งแกร่ง
นับเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดแต่ทำจริงๆกลับไม่ง่าย
แค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ทำให้เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้น
ตอนนี้กายปีศาจนิรันดร์ของเฉินเซี่ยงอยู่เพียงระดับ 2
แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเซี่ยงกลับไม่ก้าวไปถึงจุดตีบตันได้
“ไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาสั้นๆ
ต่อให้ข้ามีเวลานานกว่านี้ มันก็ยากที่การบ่มเพาะร่างกายของข้าจะก้าวหน้า”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว
“นี่เจ้าพูดอะไร? ก่อนหน้านี้ที่เจ้าได้เกราะเต่าทมิฬมา
ไม่ใช่ว่าเจ้าได้ ‘เคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬมาด้วย’ หรอกหรอ?”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
ดวงตาของเฉินเซี่ยงส่องประกาย
เขาเกือบลืมมันไปแล้ว และเมื่อตอนนั้นเขาก็ได้เอาทักษะนี้ให้กับสองสาวดู
“ข้อกำหนดในการบ่มเพาะทักษะนี้นับว่าไม่ธรรมดา
อย่างแรกคือ เจ้าต้องมีกายปีศาจอมตะระดับ 2 อย่างที่สองคือ
เจ้าต้องมีเตาปรุงยาขนาดใหญ่มากๆและต้องมีคนที่เชี่ยวชาญในการควบคุมเปลวเพลิงอยู่ด้วย
อย่างที่สาม
เจ้า…ที่เป็นผู้บ่มเพาะต้องกระโดดเข้าไปในเตาปรุงยาและโคจรปราณของเจ้าตามวิธีของเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ
อย่างสุดท้าย…เจ้าต้องกลับออกมาจากเตาปรุงยานั่นแบบเป็นๆ” ซูเหม่ยเหยากล่าว
หางตาของเฉินเซี่ยงขมวดเข้ากัน
นั่นมันฆ่าตัวตายชัดๆไม่ใช่หรอ!? กระโดดลงไปในเตาปรุงยา!
แล้วเขาจะทำยังไงถ้าเขาถูกต้มแบบเป็นๆ?
“นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ
ตามบันทึกกล่าวไว้…หากเจ้าบรรลุจุดเริ่มต้นของเคล็ดวิชา กายปีศาจอมตะระดับ 2
ของเจ้าจะบรรลุถึงระดับ 5 ได้เลยทีเดียว!” เป่ยยู่ยู่กล่าว
ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงของนางยิ่งเป็นการกระตุ้นความคิดที่จะทำให้เฉินเซี่ยงกระโดดลงไปในเตาปรุงยา
แค่กายปีศาจอมตะระดับ
2 ก็ทำให้เฉินเซี่ยงทรงพลังอย่างสุดขั้วแล้ว แล้วถ้าเป็นระดับ 5 หล่ะ? ถ้าร่างกายของเฉินเซี่ยงไม่ได้อยู่ในระดับ
2 กายปีศาจอมตะ เขาคงไม่สามารถทำสิ่งต่างๆมากมายได้ขนาดนี้ ยกตัวอย่างเช่น
การผสานจิตวิญญาณเพลิง การฝึกฝนทักศักดิ์สิทธิ์หรือทักษะปีศาจที่ทรงพลัง
ซึ่งทั้งหมดนั้นต่างต้องการสภาพร่างกายระดับสูง
“แล้ว…ข้าต้องลงไปอยู่ในเตาปรุงยานานเท่าไหร่?”
“สามวันสามคืน!
นี่แค่จุดเริ่มต้นเฉยๆนะ หลังจากผ่านจุดเริ่มต้นไปแล้ว
เจ้าจะต้องรวบรวมส่วนผสมอื่นๆเพื่อขัดเกลาร่างกายของเจ้า
ถ้าเป็นเตาปรุงยา…เหล็กหลอมเหลวธรรมดาๆก็น่าจะพอแล้ว”เมื่อได้ฟังคำกล่าวของซูเหม่ยเหยา
หน้าของเฉินเซี่ยงพลันซีดเผือด
เหล็กหลอมเหลวเนี่ยนะ!
กระโดดลงไปสกัดกลั่นร่างกายในนั้นแล้วยังนานถึง 3 วัน 3 คืนอีก!
เฉินเซี่ยงอยากรู้นักว่าใครเป็นคนคิดเคล็ดบ่มเพาะกายที่ผิดธรรมดาแบบนี้
กับอีกอย่าง เฉินเซี่ยงก็อยากถามคนที่คิดค้นว่า
เคยเอาตัวเองบ่มเพาะทักษะแบบนี้บ้างมั้ย?
เฉินเซี่ยงส่ายหัว
หากไม่ใช่คนบ้าเขาย่อมกลัววิธีการแบบนี้
“เงื่อนไขของข้าไม่ครบ
ข้าไม่มีเตาปรุงยาที่ใหญ่ขนาดนั้น
อีกอย่างยังไม่มีใครสามารถช่วยข้าสกัดกลั่นร่างกายได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว
“เงื่อนไขของเจ้าครบถ้วนสมบูรณ์แน่นอน
จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนต้องมีเตาที่ใหญ่ขนาดนั้นแน่ อีกอย่าง
นางยังเป็นถึงปรมาจารย์ผู้สร้าง เรื่องการควบคุมเพลิงของนางย่อมไม่ใช่ปัญหา
เจ้าเองก็เห็นเรือนร่างของนางแล้วและที่สำคัญเจ้าก็ยังรู้ความลับของนางมากมาย
นางต้องช่วยเจ้าแน่” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะแบบคลุมเครือ
ระยะทางระหว่างนิกายยอดนักสู้และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนนั้นค่อนข้างไกล
แต่ถ้าเฉินเซี่ยงใช้ปีกแห่งหงษ์เพลิง เขาก็จะใช้เวลาไม่นานนัก อีกอย่าง
เฉินเซี่ยงก็อยากไปเห็นที่นั่นมานานแล้ว
“ลู่เจี๋ย…
ข้าจะฆ่าเจ้าแน่ และข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่าต่อหน้าข้าให้ได้!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างหนักแน่นในใจ
เขาตัดสินใจว่าจะไปที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียนเพื่อสกัดกลั่นร่างกายของเขา
2 วันผ่านไป…
เฉินเซี่ยงฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเขามีหญ้าวิญญาณนรก
เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้เวลานานขนาดไหนกว่าฟื้นฟูได้เหมือนเดิม
อีกอย่างตอนนี้เรื่องของเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อก็แพร่ออกไปถึงหูของใครหลายๆคนแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงที่ผ่านมาเฉินเซี่ยงก็อยู่แต่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยา
ทำให้คนที่อยากพบเขาไม่อาจพบเขาได้ ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินก็เคยมาเคาะประตูลานประลอง
แต่ก็เป็นวู๋เชียนเชียนที่เป็นคนเปิดให้
วู๋เชียนเชียนรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังพักรักษาตัวอยู่ในห้องส่วนตัวของเขา
ซึ่งทำให้นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็มาหาวู๋เชียนเชียนเพื่อถามถึงอาการของเฉินเซี่ยงเหมือนกัน
“เฉินเซี่ยงเจ้าเป็นยังไงบ้าง?”
ในช่วง 2
วันมานี้วู๋เชียนเชียนไม่สามารถสกัดกลั่นเม็ดยาได้
และตอนนี้นางก็กำลังนั่งรอเฉินเซี่ยงอยู่ในห้อง
นางได้ยินมาว่าเฉินเซี่ยงกระอักโลหิตและยังถูกบังคับจนเกือบจะต้องคุกเข่า
นางเข้าใจในความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี ดังนั้น
การที่เฉินเซี่ยงกระอักโลหิต นั่นก็เป็นหลักฐานว่าเฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัส
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางยิ้ม
“ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว ข้ารักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้ว
ว่าแต่…มันยังไม่ไปไหนใช่มั้ย?”
วู๋เชียนเชียนเห็นรอยยิ้มซุกซนของเฉินเซี่ยง
นางจึงถอนหายใจยาว
“เมื่อวานชายคนที่ชื่อลู่เจ๋ยได้ท้าทายผู้อาวุโสคนนึงและเอาชนะผู้คนนั้นได้
ผู้อาวุโสคนนนั้นอยู่ในระดับ 8 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเลยนะ! เขาแข็งแกร่งมาก
ทั้งประมุขและผู้อาวุโสหวู่ต่างเป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้”
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ
ลู่เจี๋ยสามารถต่อกรกับผู้อาวุโสในระดับ 8 ขอบเขตนักสู้ได้!
เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าหมัดของเขาในวันนั้นค่อนข้างหนักหน่วงและยังได้รับพลังจากหลงเสวี่ยอี๋
ซึ่งหมัดของเขาสามารถเทียบได้กับระดับ 7
ขอบเขตนักสู้แท้จริงถึงแม้พลังในตอนนั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งมากเพราะป้องกันไม่ให้ร่างกายของเขาเกิดความเสียหาย
“เจ้าอยากสังหารชายคนนั้นหรอ…?”
วู๋เชียนเชียนกล่าวถามด้วยความกังวล
“ใช่…ข้าฆ่ามันแน่!
หึ…ใครก็ตามที่ดูหมิ่นข้า มันต้องตาย!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาทั้งปราณสังหารก็แผ่ออกมาจากร่างของเขาในฉับพลันทำให้ทั่วร่างของวู๋เชียนเชียนรู้สึกเย็นเยียบ
“ถ้าประมุขและผู้อาวุโสหวู่มาหาข้า
ให้บอกพวกเขาไปว่าข้าไปจักรวรรดิเฉินปิงเทียนแล้ว… เชียนเชียน
เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ถ้าใน 10
วันนี้ลู่เจี๋ยยังอยู่ที่นิกายยอดนักสู้…ข้าจะกลับมาส่งมันไปลงนรกแน่นอน”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ เขาก็เดินออกไปจากลานราชาสุดยอดเม็ดยา
เฉินเซี่ยงออกจากนิกายยอดนักสู้และเมืองเทียนเหมินเงียบๆ
ตอนนี้ค่าหัวของเฉินเซี่ยงยังคงอยู่ที่ 15 ล้านผลึกศิลา
ซึ่งเฉินเซี่ยงต้องเร่งแข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับเรื่องนี้
หลังออกจากเมืองเทียนเหมิน
เฉินเซี่ยงก็ได้ปลดปล่อยปีแห่งหงส์เพลิงก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินรงไปยังจักรวรรดิเฉินปิงเทียน
เฉินเซี่ยงอาจจะใช้เวลาประมาณ 2 วันกว่าจะไปถึงที่นั่น
แต่หากเฉินเซี่ยงไม่ได้บรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เวลาที่ใช้ในการเดินทางก็อาจจะมากกว่านั้น
เมื่อบินตลอด
2 วัน 2 คืนเต็ม
ในที่สุดก็ปรากฏเมืองขนาดใหญ่อยู่ห่างออกไปทางเบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง นั่นคือ
’เมืองเฉินปิง’ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเฉินปิงเทียน………………………………………….
Chapter
265 –
สกัดกลั่นข้า
เฉินเซี่ยงมองเห็นดาบและกระบี่ที่ถูกสร้างไว้ที่ทางเข้าของเมืองทำให้ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
เพราะทั้งดาบปละกระบี่มีขนาดใหญ่โตมโหรานทั้งยังสูงกว่ากำแพงเสียอีก
อีกอย่างดูเหมือนพวกมันถูกสร้างขึ้นจากโลหะ
หลังจากเข้ามาในเมือง
เฉินเซี่ยงก็เห็นบรรยากาศอันคึกคัก
ร้านค้าส่วนใหญ่ในเมืองแห่งนี้คือร้านขายอาวุธและเกราะ
นอกจากนี้เฉินเซี่ยงยังได้ยินเสียงตีโลหะ
ด้วยความที่การสร้างอุปกรณ์จำเป็นต้องใช้เพลิงจำนวนมาก
ดังนั้นในทุกๆร้านค้าจะมีอยู่ชั้นนึงที่เป็นสถานที่ในการสร้างอุปกรณ์โดยเฉพาะ
ทำให้อุณหภูมิทั่วทั้งเมืองนั้นค่อนข้างสูง
ประชากรของเมืองนี้แข็งแรง
กำยำ และสูงโปร่ง
แน่นอนว่ามีผู้คนมากมายเดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อซื้อหาอาวุธที่เหมาะสมไม่ก็ซื้อหาสิ่งของเพื่อเอาไปขายยังเมืองอื่นๆ
ที่ด้านตะวันออกของเมือง
มี ‘พระราชวังเฉินปิง’ ที่รายล้อมไปด้วยกำแพงสูงสีแดงตั้งอยู่
ที่แห่งนั้นเหมือนกับนิกายยอดนักสู้และมีลานขนาดต่างๆมากมาย
ในอดีต…มันเคยเป็นนิกายเฉินปิงและยังเป็นสถานที่หลักของจักรวรรดิเฉินปิงเทียน
ภายในพระราชวังเฉินปิงไม่ได้มีเพียงศิษย์ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลสิ่งต่างๆของจักรวรรดิอยู่ด้วย
เมื่อเฉินเซี่ยงไปถึงยังทางเข้าพระราชวังเฉินปิง
เขาก็หยุดยืนก่อนจะหยิบเอาเหรียญที่หลิวเมิ่งเอ๋อเคยให้เขาออกมา
“ข้าอยากพบจักรพรรดินี”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เขามาถึงเมืองเฉินปิงได้อย่างง่ายดายเพราะเขาไม่ถูกจู่โจมในระหว่างทางที่ผ่านมา
ตอนนี้เฉินเซี่ยงสวมหมวกฟาง แปะเคราอันใหญ่ไว้บนใบหน้า
และยังมีบางอย่างแปะไว้ที่ดวงตาอีกชั้นนึงทำให้ยากที่จะจดจำเขาได้
หลังจากเหล่าผู้คุ้มกันตรงประตูได้เห็นเหรียญของเฉินเซี่ยง
เหล่าผู้คุ้มกันไม่กล้าปล่อยประละเลยเฉินเซี่ยงแม้แต่น้อย ทั้งบางคนยังจะนำทางไปกับเฉินเซี่ยง
จากที่เหล่าผู้คุ้มกันรู้มา มีบุคคลไม่มากนักที่จะมีเหรียญตราเช่นนี้
หากผู้ถือครองเหรียญตราชิ้นนี้ต้องการ
พวกเขาสามารถสั่งคลื่นทัพของจักรวรรดิเฉินปิงเทียนได้
การที่มีเหรียญตราเช่นนี้นั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีกับหลิวเมิ่งเอ๋อ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใจที่นางมีให้
เหล่าผู้คุ้มกันต่างทราบว่าซู่เซี่ยนเซี่ยนก็มีเหรียญตราเช่นนี้เหมือนกัน
หากเฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับพระราชวังเฉินปิง
เขาสามารถเดินเล่นไปไหนมาไหนได้ตามใจ
เพียงแต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังไม่ตระหนักความหมายของเหรียญตราชิ้นนี้
เฉินเซี่ยงเดินตามผู้คุ้มกันผ่านลานต่างๆมากมายกระทั่งในที่สุดเขาก็มาถึงยังสถานที่ที่อยู่ไกลมากๆ
“ข้างหน้านี้เป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดินี
ตัวข้าไม่อาจไปที่นั่นได้ ข้าไม่กล้าเข้าไปใกล้กว่านี้” หลังจากกล่าวเสร็จ
ผู้คุ้มกันคนนั้นก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ที่เบื้องหน้าเป็นลานขนาดใหญ่มากๆและเฉินเซี่ยงยังมองเห็นภูเขาเล็กๆลูกนึงอยู่ในนั้น
แต่จู่ๆ เขาพลันได้กลิ่นของดอกไม้โชยมาจากภายในลานแห่งนั้น
ซึ่งแน่นอนว่านั้นเป็นสถานที่ของสตรี
ลานประลองที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่มีผู้คนอยู่โดยรอบ
มันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบ ทั้งยังสามารถได้ยินเสียงของเหล่านกที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังสถานทีแห่งนั้น
จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงตั้งใจข้ามกำแพงเข้าไปในห้องเพื่อทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจ
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าจะมีอำนาจที่ทรงพลังบางอย่างพลักให้เขาถอยกลับไป
กลายเป็นว่าข่ายพลังอันทรงพลังกำลังคุ้มกันสถานที่แห่งนี้อยู่
“นั่นใคร?”
เสียงอันสูงศักดิ์
เย็นชา และงดงามดังออกมาจากสถานที่แห่งนั้น
“ข้าเอง!”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบอย่างหดหู่
แล้วประตูก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ
ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเดินเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้มซุกซน
ทันทีที่เฉินเซี่ยงเดินเข้าไป ประตูก็ปิดลงทันทีทำให้เขาแอบรู้สึกประหลาดใจ
หลิวเมิ่งเอ๋อนี่เกียจคร้านจริงๆ
หลังจากเข้าไปภายในแล้ว
สตรีผู้งดงามในชุดยาวสียาวกำลังนั่งอย่างสบายอยู่บนสนามหญ้านุ่มละมุนก็ปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง
คิ้วของนางขมวดมุ่นพลางเพ่งดูรูปแบบวิญญาณในกระดาษใบนึง ทันใดนั้น
ดวงตาอันงดงามของนางก็เปล่งประกายวาววับ
สถานที่แห่งนี้อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นกายอันชวนให้ลุ่มหลงของสตรี
เมื่อเห็นสตรีที่งดงาม ประณีต และสูงศักดิ์อย่างหลิวเมิ่งเอ๋ออยู่เบื้องหน้า
หัวใจของเฉินเซี่ยงพลันเต้นระรัว
เฉินเซี่ยงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่คลุมเครือมากมายหลายสิ่งที่เค้าประสบพบเจอมาพร้อมกับนาง
นั่นทำให้ความเป็นชายที่อยู่เบื้องล่างของเฉินเซี่ยงพลันร้อนลุ่ม
“ฮึ่ม!” แม้หลิวเมิ่งเอ๋อจะยังไม่เห็นเฉินเซี่ยง
แต่นางยังสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงแปลกๆของอุณหภูมิภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงจนทำให้นางแค่นเสียง
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเป็นอันธพาลน้อย
นางย่อมเคยเห็นท่าทางของเฉินเซี่ยงแบบนี้มาก่อนแล้ว
นางยืนขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปหาเฉินเซี่ยง
เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมโชยมา
จากที่เขากำลังตกอยู่ในภวังค์เขาก็ฟื้นคืนสติในทันทีก่อนจะหัวเราะซุกซนแล้วกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามาหาท่านแล้ว! ว่าแต่…เซี่ยนเซี่ยนอยู่ที่ไหนหรอ? นางไม่ได้อยู่กับท่านอย่างงั้นหรอ?”
“ข้าส่งนางไปที่หุบเขาเหมันต์
ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานมีร่างกายที่เหมือนกัน
การไปที่นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของนางแล้ว”
หลิวเมิ่งเอ็อจ้องมองเฉินเซี่ยงอย่างขุ่นเคือง
นางเอามือเท้าสะเอวพลางแค่นเสียงก่อนจะกล่าวถาม “เจ้ามีอะไรก็รีบพูดมา!”
เฉินเซี่ยงจ้องมองใบหน้าอันงดงามไร้ที่เปรียบราวหยกเนื้อดีของนางก่อนจะหัวเราะซุกซนแล้วกล่าว
”พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามาหาท่านกับเซี่ยนเซี่ยนจริงๆนะ
และข้าก็ต้องการให้ท่านช่วยข้าด้วย”
“ฮึ่ม”
ปกติแล้ว หลิวเมิ่งเอ๋อจะมีท่าทีเย็นชา เย่อหยิ่ง และสูงศักดิ์
แต่หลังจากนางพบเฉินเซี่ยง ท่าทีเหล่านั้นก็หายไปจนกระทั่งนางได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของนางออกมา
เฉินเซี่ยงเกาหัวพลางหัวเราะโง่ๆ
“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านจะบอกให้ข้านั่งแล้วหาน้ำชาหรืออะไรประมาณนั้นมาให้ข้าหน่อยหรอ?”
“เชอะ…
เจ้ามีธุระกับข้า แต่ทำไมข้าต้องบริการเจ้าด้วยหล่ะ?” หลิวเมิ่งเอ๋อสรุปเรื่องราวว่าที่เฉินเซี่ยงมาก็เพราะมีธุระบางอย่าง
ถึงพวกนางจะบอกให้เฉินเซี่ยงมาที่นี่อยู่บ่อยๆ
แต่พวกนางก็รู้จักนิสัยของเฉินเซี่ยงดี เพราะหากเขาอยากมาจริงๆ เขาก็ตงจะมาแล้ว
หลิวเมิ่งเอ๋อนั่งลงบนพื้นหญ้าพลางกล่าว
“งั้นก็นั่งลงเถอะ ตัวเจ้าไม่ได้มีเรื่องอะไรให้รีบร้อน แต่ข้ายุ่งมาก”
เฉินเซี่ยงนั่งขัดสมาธิบนพื้นพลางจ้องมองนางแล้วหัวเราะก่อนกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ นี่ท่านโกรธข้าหรอ?”
นางแค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว
“ใครจะกล้าโกรธเจ้า เจ้าทำให้พวกข้าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องเจ็บปวดนัก
แต่กับฮวาเซียงเยว่…สาวงามเจ้าเสน่ห์นั่นกลับให้เม็ดยาที่ไม่มีค่าอะไรเลยเพียงเล็กน้อย”
เฉินเซี่ยงประหลาดใจไปชั่วครู่
จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าดูเหมือนนางจะอิจฉาและสนใจในตัวเขา
ทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัวและรู้สึกตื่นเต้นอยากบอกไม่ถูก
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านนี่เขลาจริงๆ ท่านส่งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานไปที่ดินแดนรกร้างทางใต้ได้ยังไง
ที่นั้นมันอันตรายเกินไป!” เฉินเซี่ยงกล่าวตำหนิ
แต่เมื่อเฉินเซี่ยงกล่าวเรื่องนี้ขึ้น
จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อก็โกรธ นางใช้นิ้วอันเรียวยามของนางดีดหน้าผากของเฉินเซี่ยงอย่างแรงก่อนที่ใบหน้าอันงดงามของนางจะแดงระเรื่อ
“ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเจ้า!
จริงๆแล้วข้าไม่ยอมให้พวกนางไป แต่ยู่ลานกลับพูดกับข้าว่ากระต่ายตัวใหญ่…
ยิ่งข้าไม่ให้นางไป นางก็จะพูดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด… ฮึ่ม ฮึ่ม
จนในที่สุดข้าก็ไม่มีทางเลือกเลยต้องให้เซี่ยนเซี่ยนตามนางไปเพื่อป้องกันสิ่งผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นกับสตรีที่ไม่กลัวอะไรเช่นนาง”
น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อเต็มไปด้วยการกล่าวทุกข์
ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของเฉินเซี่ยงที่สอนเรื่องพวกนั้นให้กับเหลิ่งยู่หลาน
เฉินเซี่ยงหัวเราะเจื่อนๆ
“แค่ก แค่ก พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่ 20 เม็ด
จักรวรรดิเฉินปิงเทียนของท่านต้องการมันหรือเปล่า ข้าขายให้ท่านได้นะ”
หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจก่อนจะกล่าวตอบอย่างรีบร้อน
“ข้าต้องการ! บอกราคาของเจ้ามาเลย!”
รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง
“งั้นจูบข้าสิ…แล้วข้าจะให้ท่าน”
หลิวเมิ่งเอ๋อแค้นเสียงก่อนกล่าว
“อย่ามาล้อเล่น รีบบอกราคามาเร็วเข้า”
จู่ๆรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเซี่ยงก็หายไป
เขากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากได้เงิน
ข้าแค่ต้องการให้พี่เมิ่งเอ๋อช่วยข้าบางอย่าง”
หลิวเมิ่งเอ๋อขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวถาม
“บอกสิ่งที่เจ้าต้องการมา”
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านมีเตาหลอมขนาดใหญ่หรือเปล่า?”
นางพยักหน้า
“ข้ามี
ปกติแล้วข้าจะใช้เตาหลอมขนาดใหญ่เพื่อสกัดกลั่นวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์
เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าสร้างบางสิ่งงั้นหรอ? เจ้ามาหาข้าเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เนี่ยนะ!?”
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
“ข้าไม่ได้อยากให้ท่านสร้างอุปกรณ์หรอก แต่ข้าอยากให้ท่านสกัดกลั่นข้า”
“อะไรนะ?”
นางสงสัยว่านางได้ยินผิดไป
สกัดกลั่นเฉินเซี่ยงเนี่ยนะ? นั่นมันไม่ใช่การฆ่าตัวตายหรอกหรอ?………………………………………
Chapter
266 – อิจฉา
เฉินเซี่ยงเห็นท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยของหลิวเมิ่วเอ๋อเมื่อเขายื่นหนังสัตว์แผ่นหนึ่งให้นาง
ความจำของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง
นางจำได้ว่าเมื่อคราวที่เฉินเซี่ยงได้เกราะแห่งเต่าทมิฬมาก็มีหนังสัตว์ที่มีเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬสลักไว้ผืนนี้อยู่ด้วย
ในยามนั้น เฉินเซี่ยงต้องการทำให้คัดลอกให้เพียงแต่นางปฏิเสธ
เมื่อนางกางหนังสัตว์นั่นออก
เคล็ดวิชาอันลึกลับก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านาง
ลมหายใจของนางแปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงทั้งหน้าอกของก็สะท้อนขึ้นลงอย่างหนัก
เพราะเคล็ดวิชาที่นางเห็นนั้นเป็นทักษะศักดิ์สิทธิ์
“คิดไม่ถึงจริงๆว่ามันจะน่าเกรงขามขนาดนี้
แต่เงื่อนไขในการบ่มเพาะนั้นสูงเป็นอย่างมาก มันต้องการกายปีศาจอมตะระดับ 2
และเจ้าน่าจะยังไม่บรรลุระดับนั้น” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว ตามที่นางทราบ
กายปีศาจอมตะระดับ 2 นั้นเทียบได้กับร่างกายของนักสู้ระดับ 8 หรือ 9
ขอบเขตนักสู้แท้จริง ซึ่งในอดีตนางก็เคยบรรลุระดับนั้นมาแล้ว
เมื่อมองไปยังเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ
นางก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเฉินเซี่ยงจึงมาหานาง แต่ตอนนี้
นางเองก็กำลังพิจารณาอยู่ว่านางควรจะช่วยเฉินเซี่ยงหรือไม่
หากการสกัดกลั่นเฉินเซี่ยงเกิดข้อผิดพลาด จุดจบของเฉินเซี่ยงก็คงไม่พ้นความตาย
“ข้าบรรลุระดับนั้นแล้ว”
เฉินเซี่ยงกล่าวขณะเกาหัวพลางหัวเราะ
ร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อสั่นสะท้านเล็กน้อย
นางมองเฉินเซี่ยงอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ทันใดนั้น
มืออันเรียวงามละเมียดละไมของนางก็พุ่งตรงเข้าหาเฉินเซี่ยงราวกับสายฟ้าก่อนจะคว้าจับเข้าไปที่ข้อมือของเขา
นางกล่าวอย่างนุ่มนวล “อย่าต่อต้าน ข้าจะตรวจสอบว่าเจ้ามีกายปีศาจอมตะระดับ 2
จริงหรือเปล่า หากเจ้ามี เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้า”
หากเป็นปกติทั่วไป
หลิวเมิ่งเอ๋อย่อมไม่อาจตรวจสอบร่างกายของเฉินเซี่ยงได้ด้วยตาเปล่า
หากนางไม่ได้พินิจพิเคราะห์เฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี ในสายตาของนาง
เฉินเซี่ยงก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป แต่เมื่อนางแผ่สัมผัสศักดิ์เข้าไปในร่างกายของเฉินเซี่ยง
นางก็ตรวจสอบร่างกายของเขา หากนางไม่ทำเช่นนั้น นางก็จะไม่พบอะไรเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ในขณะที่นางตรวจสอบ่างกายของเฉินเซี่ยง
นางก็พบว่าร่างกายของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก
“ฮึ่ม
เจ้าปิดซ่อนได้ดีนัก!” นางถอนมือของนางกลับ
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ ข้าอยากจะจัดการกับชายที่ทรงพลังคนหนึ่ง
และข้าอยากแข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ ดังนั้น ข้าจึงยอมรับความเสี่ยง
หากข้าก้าวผ่านระดับแรกได้ ต่อไปในอนาคตข้ายิ่งจะก้าวข้ามได้ง่ายขึ้น
และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าคงต้องรบกวนพี่เมิ่งเอ๋อ”
หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว
“ทำไมเจ้าไม่ไปหาฮวาเซียงเยว่…สาวเจ้าเสน่ห์นั่นหล่ะ นางแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”
เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจ
นับแต่ที่เขามาถึงที่นี่เขายังไม่เคยกล่าวถึงฮวาเซียงเยว่เลย
แต่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับกล่าวถึงตั้งสองครั้ง
“พี่เมิ่งเอ๋อ
เราจะเริ่มกันได้เมื่อไหร่? ข้าจะให้เม็ดยาสร้างรากฐานยี่สิบเม็ดเป็นค่าตอบแทน…
ค่าตอบแทนจำนวนนี้ไม่ถือว่าน้อยเลยนะ” เฉินเซี่ยงกล่าว
แน่นอนว่าเม็ดยาสร้างรากฐาน
20 เม็ดไม่ใช่จำนวนน้อยๆ สิ่งที่หลิวเมิ่งเอ๋อต้องทำนั้นง่ายดายเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ มันยังง่ายกว่าการสร้างอุปกรณ์วิญญาณเสียอีก
นางเพียงต้องดูแลเตาหลอมและควบคุมเพลิงเท่านั้น
“ตามข้ามา”
หลิวเมิ่งเอ๋อใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจช่วยเฉินเซี่ยง
แม้เฉินเซี่ยงจะไม่เสนอเม็ดยาสร้างรากฐานให้นาง นางก็จะยังคงช่วยเหลือเฉินเซี่ยง
แต่ที่นางอยากได้เม็ดยาสร้างรากฐานจากเฉินเซี่ยงก็เพราะนางต้องเตรียมพร้อมก่อนที่มหาภัยพิบัติจะมาถึง
นางอยากฝึกฝนให้ศิษย์ที่ทรงพลังหลายคนเพื่อทำรากฐานของพวกเขาแข็งแกร่ง
นางรู้สึกได้ว่าเฉินเซี่ยงดีต่อนางเป็นอย่างมาก
ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะข่มเหงนางอยู่เป็นประจำ แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ข้าจะบอกความจริงกับท่าน ประมุขของข้าซื้อเม็ดยาสร้างรากฐานจากข้า
และข้าก็ขายให้เขาเม็ดยาครึ่งล้านผลึกศิลา แต่เพราะท่านคือพี่เมิ่งเอ๋อของข้า
ข้าเลยนำมันมาให้ท่านด้วยตัวข้าเอง หากในอนาคตข้ามีเม็ดยาพวกนี้มากขึ้น ข้าจะนำมันมาให้ท่าน”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
สำหรับสตรีแล้ว…หากจู่โจมพวกนางด้วยวัตถุเช่นนี้จะได้ผลดีที่สุดเช่นเดียวกับผู้อาวุโสเม็ดยา
ซึ่งตอนนี้นางค่อนข้างเชื่อฟังเฉินเซี่ยงแล้ว
ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว
เขาก็หยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานออกมายี่สิบเม็ด
“เฉินเซี่ยง เจ้าไปเอาเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายขนาดนี้มาจากไหน?”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยความสงสัย
นางจ้อมองเม็ดยาสร้างรากฐานและนางก็พบว่าพวกมันทั้งหมดคือเม็ดยาคุณภาพสูงสุด
เฉินเซี่ยงยิ้มซุกซน
“ถ้าข้าบอกว่า…ข้าสกัดกลั่นเอง ท่านจะเชื่อข้ามั้ย?”
“ข้าไม่เชื่อ!”
นางกล่าวตอบในทันที ทั้งนางและเฉินเซี่ยงเดินไปยังเนินเขาที่อยู่เบื้องหน้าด้วยกัน
ที่เนินเขาลูกนั้นมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง
เฉินเซี่ยงหัวเราะขึ้น
“หากในอนาคตท่านได้พบผู้อาวุโสเม็ดยา ท่านก็ถามนางเอาก็แล้วกัน”
หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงไม่เชื่อ
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา
“เจ้าไปเกี้ยวพาสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ได้ยังไง?”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว
“นี่พี่เมิ่งเอ๋อ ทำไมท่านถึงสนใจขนาดนั้น? ขนาดเซี่ยนเซี่ยนยังไม่คิดเล็กคิดน้อยเหมือนท่านเลย”
สีแดงระเรื่อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่งดงามของนาง
นางเองก็ไม่รู้ว่านางทำไมนางถึงกังวลเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นางคิดถึงฉากที่ฮวาเซียงเยว่สัมผัสแก้มของเฉินเซี่ยงอย่างมีเลศนัย
มันก็มักจะทำให้นางไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าเป็นห่วงเซี่ยนเซี่ยน
แค่ยู่หลานกับเซี่ยนเซี่ยน…เจ้ายังไม่พออีกหรอ?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ
นางทราบถึงความรู้สึกที่ยู่หลานมีให้กับเฉินเซี่ยงและนางก็รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วยู่หลานก็จะได้อยู่กับเฉินเซี่ยง
นอกจากนี้เซี่ยนเซี่ยนก็จะไม่ว่าอะไรด้วย เพราะนางใกล้ชิดกับยู่หลานเป็นอย่างมาก
“มันจะพอได้ยังไง? เว้นแต่ว่าพี่เมิ่งเอ๋อจะแต่งงานกับข้าหล่ะนะ!”
เฉินเซี่ยงจับคางพลางกล่าวด้วยรอบยิ้มกว้าง
หลิวเมิ่งเอ๋อห่อปากเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาเขกหัวเฉินเซี่ยง
“เจ้าล้อเล่นกับข้าได้ไม่เป็นไร
แต่อย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าเซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆเด็ดขาด!
บอกความจริงข้ามาว่าท้ายที่สุดแล้ว เจ้ามีความสัมพันธ์กับฮวาเซียงเยว่ยังไง? ถึงนางจะเป็นสตรีที่ทรงพลังมากนางนึง
ส่วนเจ้าก็มีวิธีการต่างๆมากมาย
แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่ฉวาเซียงเยว่จะใกล้ชิดกับเจ้า”
แม้ฮวาเซียงเยว่…ตัวตนในขอบเขตนิพพาน
ก็ไม่ได้ต่อต้านเฉินเซี่ยงเลยแม้แต่น้อย
“ข้ารู้จักกับนางตั้งแต่ในโลกธรรมดาสามัญแล้ว…”
เฉินเซี่ยงค่อยๆเล่าเหตุการณ์ที่เขาได้กับฮวาเซียงเยว่ในฝั่งโลกธรรมดาสามัญในหลิวเมิ่งเอ๋อฟัง
เมื่อได้ยินเรื่องราวของเฉินเซี่ยง นางก็ประหลาดใจอย่างมาก
นางคาดไม่ถึงว่าฮวาเซียงเยว่จะมีสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเฉินเซี่ยง
นางรู้ว่าสถานะของฮวาเซียงเยว่ไม่ได้ต่ำต้อย
แต่ทำไมเมื่อตอนนั้นสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ถึงได้ยอมให้เด็กน้อยอย่างเฉินเซี่ยงที่ยังไม่บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้เห็นเรือนร่างของนาง
อีกอย่าง…ดูเหมือนฮวาเซียงเยว่จะตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นด้วย
“สายตาของนางช่างน่างเกรงขามนัก
นางคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จอย่างวันนี้
เซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานเองก็ไม่ผิด ตัวเจ้าเองก็ไม่ได้ล่อลวงพวกนาง!”
หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจ
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“พี่เมิ่งเอ๋อ ฮวาเซียงเยว่คือใคร? ดูเหมือนนางจะรับผิดชอบดูแลดันเซี่ยงเถาหยวน”
“ไม่ต้องถามข้าหรอก
ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องราวของนางเหมือนกัน
เมื่อหลายปีที่แล้วจู่ๆนางก็ปรากฏตัวออกมาจากไหนไม่ทราบ
ทั้งนางยังมีเหรียญตราประมุขของดันเซี่ยงเถาหยวน
และตอนนี้นางก็ได้รับผิดดูแลจัดการหลายๆสิ่งของดันเซี่ยงเถาหยวนโดยมีเหล่าผู้อาวุโสเป็นผู้คอยช่วยเหลือ”
นางส่ายหน้า “เจ้าไม่เสียใจหรอที่ไม่รับนางเป็นสตรีของเจ้าเมื่อคราวนั้น?”
“แน่นอนว่าไม่!
ตอนนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ข้าอยากให้นางเป็นผู้รับใช้ ข้าย่อมทำได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบอย่างภาคภูมิใจแม้ว่าเขากำลังล้อนางเล่นก็ตาม
“ใครจะไปเชื่อ
ถึงสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างนางจะเจ้ามารยา…แต่นางก็แข็งแกร่งอย่างที่สุด
อย่างน้อยๆความแข็งแกร่งของนางก็อยู่ในขอบเขตนิพพาน
ปกติแล้วนางจะติดต่อกับบุรุษน้อยมากๆ แต่ทำไมนางถึงดีกับเจ้าขนาดนั้น?”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยความสงสัย
เฉินเซี่ยงเองก็ไม่เข้าใจเขาจึงทำได้แค่หัวเราะแล้วกล่าว
“นั่นเป็นเพราะเสน่ห์ของข้า พี่เมิ่งเอ๋อ…ท่านก็ต้องใจในเสน่ห์ของข้าไม่ใช่หรือ?”
“เฮอะ!
อย่ามาโม้หน่อยเลย เก็บความแข็งแกร่งอันเล็กน้อยและน่าหัวเราะของเจ้าไว้เถอะ
เจ้าต้องเจ็บปวดจนตายแน่” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ
เมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงถ้ำ
เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกได้ความร้อนที่ไม่ธรรมดาแผ่ออกมาจากภายในถ้ำทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างกระวนกระวาย…………………………………………….
Chapter
267 –
เตาหลอมมังกรหยกขาว
หลังจากเข้าไปยังส่วนที่เป็นห้องโถงภายในเนินเขา
ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงจึงปรากฏเตาหลอมทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่
มันสูงขึ้นไปจนถึงยอดของเนินเขาและแผ่รัศมีอันร้อนระอุออกมาอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ลักษณะมันจะดูธรรมดาเป็นอย่างมาก
แต่มันยังคงมองออกได้ง่ายว่าเตาหลอมเตานี้เป็นของโบราณ
“ใหญ่มาก!”
เฉินเซี่ยงอุทานขึ้น
“ไม่จำเป็นต้องใช้มันสกัดกลั่นเจ้า
มันสิ้นเปลืองเกินไป ข้าจะใช้สิ่งนี้แทน” หลิวเมิ่งเอ๋อหยิบเอาเตาหลอมสี่ขาออกมา
ดูเหมือนทั่วทั้งเตาจะทำมาจากหยกขาวทั้งหมด แต่ขนาดมันเล็กเอามากๆ
เฉินเซี่ยงมองเตาหลอมขนาดจิ๋วที่อยู่บนฝ่ามือของหลิวเมิ่งเอ๋อพลางระเบิดเสียงหัวเราะ
“พี่เมิ่งเอ๋อ นี่ท่านล้อข้าเล่นหรอ? เตาอันกระจิ๋วแบบนี้จะไปทำอะไรได้? ไม่มีทาง…แค่นิ้วของข้ามันยังสกัดกลั่นไม่ได้เลย”
หลิวเมิ่งเอ๋อจ้องเฉินเซี่ยงแล้วกล่าว
“เจ้าคนโง่”
นางวางเตาหลอมลงบนพื้นขณะที่คิ้วของนางขมวดแน่นเข้าหากัน
ทันใดนั้น แสงสีขาวพลันสาดประกายจ้าออกมาจากเตาหลอมหยก
มันเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนมีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ภายในพริบตา
เฉินเซี่ยงเกิดความสงสัยในฉับพลัน
เจ้าเตาหลอมหยกนี้จู่ๆก็ขยายขนาดได้หลายเท่า
เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันเป็นสิ่งของลึกลับและต้องหายากมากแน่
ไม่นานซูเหม่ยเหยาก็ตะโกนขึ้นเบา
“นี่คือ ‘เตาหลอมมังกรหยกขาว’!
มันทำมาจากหยกมังกรเหมือนกับเตาปรุงยามังกรเพลิงของเจ้า สตรีนางนี้ช่างน่าพิศวงจริงๆ!
ไม่อย่างงั้นนางคงไม่ได้มีทั้งเส้นใยแห่งหงส์เพลิงและเตาหลอมเช่นนี้
บิดามารดาของนางต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงใดแดนสวรรค์แน่”
“เตาหลอมมังกรหยกขาวได้รวบรวมวัตถุดิบหายากไว้มากมาย
ทำให้มันสามารถย่อหรือขยายขนาดได้ ส่วนขนาดที่เตาหลอมเตานี้ขยายใหญ่ได้มากที่สุดคือเท่ากับเนินเขาลูกนี้
เมื่อประมาณหมื่นปีที่แล้ว
เตาปรุงยาเตานี้ได้ปรากฏขึ้นในแดนสวรรค์จนทำให้เกิดการนองเลือด
แต่ต่อมาหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครได้พบมันอีกเลย”
หลงเสวี่ยอี๋ก็ประหลาดใจมากเช่นเดียวกัน
“เตาหลอมหยกขาวเตานี้นับได้ว่าดีกว่าเตาปรุงยามังกรเพลิงของเจ้า!”
เฉินเซี่ยงกลืนน้ำลายไปอึกนึงแล้วกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“พี่เมิ่งเอ๋อ นี่คือเตาหลอมมังกรหยกขาวใช่มั้ย?”
ทันใดนั้น
หลิวเมิ่งเอ๋อก็หันหลังกลับมาก่อนจะรีบกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้ยังไง? บิดามารดาของข้าบอกข้าว่าห้ามเปิดเผยชื่อของมัน
มิฉะนั้น มันจะนำภัยพิบัติร้ายแรงมาให้!”
เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆ
“อืม
เตาหลอมชิ้นนี้สมควรเป็นเหตุให้เกิดการปล้นชิงและสังหารในแดนสวรรค์เมื่อหลายปีที่แล้ว
ว่าแต่…จูบแห่งมังกรหยกของท่านก็เป็นบิดามารดาของท่านให้มาใช่มั้ย? ไม่รู้ว่าบิดามารดาท่านเป็นใคร
แต่ที่แน่ๆพวกท่านต้องน่าเกรงขามมาก
ไม่งั้นพวกท่านคงไม่ให้สิ่งของดีๆกับท่านมากมาย!”
หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็รู้สึกสับสนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
นางส่ายหน้า “ข้าไม่รู้อะไรเลย แต่…เจ้ารู้เรื่องของเตาหลอมมังกรหยกขาวได้ยังไง?”
“ผู้อาวุโสบอกข้ามา”
เฉินเซี่ยงผายมือพลางยิ้ม เขาเคยบอกหลิวเมิ่งเอ๋อแล้วว่าเขาได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสลึกลับคนหนึ่งจึงทำใหเขารู้เรื่องราวมากมาย
หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจเล็กน้อย
เฉินเซี่ยงบอกกับนางแล้วว่าเขาจำเป็นต้องเก็บตัวตนของผู้อาวุโสเอาไว้เป็นความลับ
ทำให้นางไม่อาจถามเฉินเซี่ยงได้
“ยามที่ข้าสกัดกลั่นอุปกรณ์
เตาหลอมเตานี้ช่วยเหลือข้าได้มาก
อีกอย่างวัตถุดิบที่สกัดกลั่นได้จากเตานี้ก็คุณภาพดีเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ข้าไม่ค่อยใช้มันเท่าไหร่นัก”
นางย่อขนาดเตาหลอมมังกรหยกของนางให้เล็กลงก่อนจะใส่แผ่นโลหะลงไป
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ทำไมอาวุธที่ท่านสกัดกลั่นให้ยู่หลานถึงห่วยนัก? เมื่อตอนที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้
ยู่หลานใช้กระบี่ห่วยๆ ส่วนเซี่ยนเซี่ยนใช้อาวุธที่ค่อนข้างดี” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“วางใจเถอะ
ข้าจะสกัดกลั่นอาวุธดีๆให้นาง
นี่เจ้าคิดว่าข้าลำเอียงเหมือนอย่างเจ้างั้นหรอพ่อคุณคนดี?” นางบุ้ยปาก
นั่นทำให้นางดูน่ารักจนทำให้เฉินเซี่ยงอยากจะหยิกแก้มของนาง
“ข้าลำเอียงเมื่อไหร่? ข้าบริสุทธิ์นะ”
เฉินเซี่ยงผายมือพลางกล่าวถาม
“ข้าจะไม่ให้งูจระเข้เกราะอีกครึ่งนึงกับเจ้า
เพราะข้าสามารถใช้มันสกัดกลั่นอาวุธให้กับเหลิงยู่หลานได้”
แล้วหลิวเมิ่งเอ๋อก็ทำให้เตาหลอมมังกรหยกขาวขยายใหญ่ขึ้นมากก่อนที่นางใช้มือข้าหนึ่งทาบลงไปที่ขาเตา
ทันทีที่นางโคจรปราณ
กลุ่มเพลิงพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางก่อนเตาปรุงหลอมสีขาวราวกับหยกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงขณะที่โลหะที่อยู่ภายในนั้นก็ถูกหลอมภายในพริบตา
“เอาหล่ะ
เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดี การที่เจ้าจะเข้าไปในนั้นไม่ใช่เรื่องตลก”
หลิวเมิ่งเอ๋อลดความร้อนของเพลิงลงก่อนจะใส่ผลึกสีแดงทองเข้าไป ทันใดนั้น
โลหะลอมเหลวที่อยู่ภายในเตาหลอมก็เดือดกระทั่งเกิดเป็นฟองโลหะปะทุออกมาพร้อมกับคลื่นปราณอันร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินเซี่ยงได้แต่กลืนน้ำลาย
เพราะโลหะหลวมเหลวพวกนั้นทำช่างทำให้จิตใจของคนหวาดกลัวยิ่งนัก
เฉินเซี่ยงได้จดจำคำร่ายมนต์ในระหว่างการบ่มเพาะเอาไว้แล้ว
ดังนั้นย่อมไม่มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อมอีก
เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกพลางคิดถึงความแข็งแกร่งอันน้อยนิดที่เขามีและเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเกือบต้องคุกเข่าต่อหน้าลู่เจี๋ย
มันทำให้โลหิตของเฉินเซี่ยงเดือดพล่านและโกรธแค้นจนทำให้เฉินเซี่ยงจะกำหมัดแน่น
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ถอดเสื้อผ้าของเขาออกทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อกรี๊ดเสียงแหลมออกมาทั้งใบหน้ายังเปลี่ยนเป็นสีแดง
นางรีบส่ายหัวก่อนจะตะโกนออกมา “ไอ้บ้า! นี่เจ้าทำบ้าอะไรหน่ะ!?”
เฉินเซี่ยงยิ้มกว้าง
“ก็ถอดเสื้อผ้าไง! เวลาจะอาบน้ำใครเค้าใส่เสื้อผ้ากัน…หรือท่านชอบทำแบบนั้น? ถึงก่อนหน้านี้ท่านจะเผลออวดกระต่ายตัวโตทั้งสองตัวให้ข้าดู
แต่ข้าก็รู้…ว่านั่นถือเป็นเรื่องเสียเปรียบสำหรับอิสตรีเช่นท่าน เพราะฉะนั้น
ข้าก็เลยทำแบบนั้นบ้าง เราจะได้เสมอกันไง”
นางโกรธและอายอย่างที่สุด
ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงจนกระทั่งถึงใบหู
นางกระทืบเท้าอย่างรุนแรงก่อนตะโกนออกมาอย่างนุ่มนวล
“นี่เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเผาเจ้าจนตายหรือไร? เจ้าอันธพาลน้อย
ทำไมเจ้าถึงทำให้ข้าหงุดหงิดอยู่เรื่อย!”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบเขาก็กระโดดลงไปในเตาหลอม
แต่ขณะที่หลิวเมิ่งเอ๋อต้องการจะกล่าวบางอย่าง
นางพลันได้ยินเสียงร้องราวกับหมูถูกเชือดของเฉินเซี่ยงจนทำให้ใบหน้าของนางซีดขาวด้วยความกลัว
นางเร่งตะโกนขึ้น “อันธพาลน้อย เจ้าเป็นยังไงบ้าง? เจ้ารู้สึกยังไงบ้าง? ถ้าเจ้าทนไม่ได้ให้รีบออกมานะ!”
เมื่อได้เห็นสตรีที่สูงศักดิ์และงดงามเช่นนางเป็นห่วง
เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกลัวก่อนจะกัดฟันกล่าว “ข้าไม่เป็นไร
ข้ายอมรับทุกความเจ็บปวดเพื่อให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น! พี่เมิ่งเอ๋อเพิ่มอุณหภูมิขึ้นอีก
ตอนนี้ข้ากำลังบ่มเพาะอยู่แต่อุณหภูมิมันยังใช้ไม่ได้”
หลิวเมิ่งเอ๋อขบริมฝีปากแดงระเรื่อของนาง
นางไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้ปวดใจ
นางเพิ่มความร้อนเข้าไปจนทำให้โลหะเหลวที่อยู่ภายในนั้นเริ่มเดือดอย่างรุนแรงขณะที่เฉินเซี่ยงระเบิดเสียงร้องออกมามากขึ้นจะทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด
“ทำไมข้าถึงต้องทำเรื่องบ้าๆกับเจ้าอันธพาลน้อยนี่อยู่เรื่อยนะ?”
นางกล่าวถามตนเอง
ริมฝีปากที่นางขบอยู่เกือบจะปรากฏโลหิต
“ฟังนะเจ้าอันธพาลน้อย!
ข้าจะควบคุมข่ายพลังที่อยู่ในเตาหลอมหยกขาวเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเวลา
ที่ภายนอกจะเป็นเวลาเพียงสามชั่วโมงสำหรับข้า แต่ภายในจะเป็นเวลาสามวันสำหรับเจ้า!
เพียงแต่ ข้าต้องปิดฝาเตา
ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น…ขอให้บอกข้าด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว นางรู้สึกว่าเมื่อนางได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเฉินเซี่ยงทำให้นางไม่อาจสงบใจได้
หากนางไม่สามารถควบเพลิงได้เพราะจิตใจอันปั่นป่วนของนาง
การบ่มเพาะของเฉินเซี่ยงย่อมล้มเหลวแน่
“เอาเลย
เร็วเข้า!”
เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิที่อยู่ภายในเตาหลอมเริ่มไม่เสถียรและเฉินเซี่ยงเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ
เมื่อฝาเตาหลอมปิดลง
ทั่วทั้งท้องโถงแห่งนี้พลันเงียบสงัด แต่จิตใจของหลิวเมิ่งเอ๋อกลับไม่สงบ
นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยงอย่างที่สุด
แต่เมื่อครู่นางได้เห็นความปราถนาในพลังของเฉินเซี่ยง ดังนั้น
นางต้องช่วยเหลือเฉินเซี่ยงให้ดีที่สุด………………………………………
Chapter
268 –
กายปีศาจอมตะระดับ 5
ภายในเตาหลอมมังกรหยกขาว…
เฉินเซี่ยงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง
และในตอนนี้อุณหภูมิภายในเตาหลอมก็คงที่แล้ว
เฉินเซี่ยงบ่มเพาะทักษะด้วยการโคจรปราณด้วยวิธีพิเศษเฉพาะภายในเส้นลมปราณของเขา
เหล่าโลหะหลอมเหลวที่อยู่ภายในเตาหลอมก็กระตุ้นเร้าร่างกายของเฉินเซี่ยงและถ่ายพลังงานที่พิเศษภายในกระดูกและกล้ามเนื้อของเขา
มันเหมือนกับพลังงานสีทองที่ตรงเข้าไปผสานกับกล้ามเนื้อของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงประสบกับความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุดจนทำให้เขาบังเกิดความคิดที่อยากจะยอมแพ้อยู่หลายครั้งภายในใจ
แต่เมื่อไหร่ที่เขาคิดถึงลู่เจี๋ยผู้ซึ่งต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา
ความมุ่งมั่นที่เกิดจากความโกรธแค้นก็พลันลุกโชนภายในใจของเขาทำให้เขาสู้ทนกับความเจ็บปวดมาได้
“ข้าไม่ยอมแพ้แน่!”
เฉินเซี่ยงกู่ร้องพลางทุบกำปั้นของเขาอยู่ภายในเตาหลอมจนทำให้เกิดเสียง *ตูม ตูม*
ดังออกมา
“อันธพาลน้อย
เจ้าอยากออกมาหรือยัง?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
“ไม่!”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบในทันที ปราณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงเริ่มโคจรและเร่งเร้า
แม้เฉินเซี่ยงจะกำลังอดทนกับความเจ็บปวดแต่เขาก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
หากเขาทำสำเร็จ
เขาจะบรรลุกายปีศาจระดับ 5 ซึ่งหากเทียบกับร่างกายของนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่แล้ว
มันก็ไม่ได้น่าเกรงขามไปกว่าเขาเลย หรือหากจะกล่าว การป้องกันในอนาคตของเขาจะน่าเกรงขามมากกว่านี้
ในช่วงของการสกัดกลั่น
เฉินเซี่ยงไม่ได้ควบคุมเกราะเต่าทมิฬให้ต้านทานความความร้อนที่แผ่เข้ามา
มิเช่นนั้น การที่เขากระโดดลงมาในเตาปรุงยาก็ไร้ประโยชน์
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
หลิวเมิ่งเอ๋อก็ถามเฉินเซี่ยงอีกครั้งว่าเขาอยากออกมาหรือไม่
แต่เมื่อนางทราบว่าเฉินเซี่ยงยังคงสามารถตอบนางได้ เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ถึงแม้จะผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ภายนอก
แต่ในเตาปรุงยาได้ผ่านไปแล้วหนึ่งวันเต็ม หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็ใช้ปราณและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกอย่างต่อเนื่อง
การเร่งเร้าการไหลเวียนของเวลาทำให้นางต้องใช้พลังของนางไปเป็นจำนวนมาก
แต่ถึงอย่างนั้น ภายในเตาหลอมก็ยังมีคนเป็นๆอยู่หนึ่งคน
ด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นของเฉินเซี่ยง
นางย่อมรู้ว่าไม่สามารถใช้เหตุผลทั่วๆไปเพื่อจัดการกับเขาได้
เฉินเซี่ยงอยู่เพียงไม่กี่ระดับในขอบเขตนักสู้แท้จริง
แต่เขากลับขัดเกลาร่างกายไปถึงกายปีศาจอมตะระดับ 2
ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างมาก ยิ่งหลังจากการสกัดกลั่นร่างกาย
มันจะทำให้เฉินเซี่ยงบรรลุกายปีศาจอมตะระดับ 5
ซึ่งมันจะทำให้เขาน่าประหลาดใจขึ้นไปอีก
ยามนี้ไม่ใช่ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะไม่กังวลกับชีวิตของเฉินเซี่ยง
นางจึงตัดสินว่าจะไม่ทำเรื่องบ้าๆแบบนี้กับเฉินเซี่ยงอีก
เพราะความกังวลเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับนางมาก่อน นางกังวลว่าเฉินเซี่ยงจะตาย
และเมื่อคิดถึงรอยยิ้มของอันธพาลน้อยที่จะจากนางไป…หัวใจของนางพลันบีดรัดด้วยความเจ็บปวด
ขณะที่เฉินเซี่ยงบ่มเพาะด้วยเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ
เขารู้สึกได้เพียงว่าความแข็งแกร่งของร่างกายกำลังเพิ่มพูนขึ้นซึ่งเขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
เพียงในช่วงเวลาสั้นๆอย่างสามวัน
เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากกว่าสามวันที่แล้วเป็นอย่างมาก
แม้เฉินเซี่ยงจะก้าวข้ามมาเพียงสามระดับ
แต่การก้าวข้ามแต่ละระดับนั้นยากเป็นอย่างมากราวกับพิภพและสวรรค์
ยามนี้
ที่เบื้องนอกเวลาผ่านไปเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น
แต่ในสามชั่วโมงนี้ทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อกังวลแทบตาย ในยามนั้นจู่ๆนางก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่นางมีต่อเฉินเซี่ยง
ความรู้สึกอันคลุมเครือทั้งหลายพลันชัดเจนยิ่งขึ้นเพียงแต่…นางไม่กล้ายอมรับและไม่กล้าที่จะเผชิญกับมัน
นางถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนและกล่าวเชิงตำหนิ
“คารมอันหวานชื่นของเจ้าอันธพาลน้อยทำให้ข้าหลงเสน่ห์ได้จริงๆอย่างงั้นหรอ? ในอนาคตข้าต้องหลีกเลี่ยงเขาแล้ว”
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ข้าจะออกไปแล้ว!” จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงของเฉินเซี่ยงตะโกนผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
เมื่อได้ยินดังนั้นนางก็รีบถอนเพลิงกลับมา
ขณะที่นางเปิดฝาเตาออกนางก็เห็นนอนเอื่อยเฉื่อยอยู่ภายในนั้นราวกับไม่ได้มีโลหะหลอมอยู่ภายในและดูเหมือนเขากำลังมีความสุขกับน้ำพุร้อน
“อันธพาลน้อย…
จะ…เจ้าทำสำเร็จมั้ย?” นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ
แม้นางจะประหลาดใจแต่นางก็รู้สึกยินดี
“สำเร็จสิ
แต่ตอนนี้ข้าเจ็บไปทั้งตัวเลย พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านต้องนวดให้ข้า ท่านต้องช่วยข้านะ!”
เฉินเซี่ยงยิ้มกว้าง
เมื่อเฉินเซี่ยงตะเกียกตะกายออกมาจากเตาหลอมมังกรหยกขาว
นางก็หันหน้าหนีและกล่าวชวนทะเลาะในทันที “เจ้าอันธพาลน้อย คอยดูเถอะ
วันนึงข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้”
เฉินเซี่ยงใส่เสื้อผ้าก่อนจะยิ้มกว้างพลางกล่าว
“ขอบคุณมากนะพี่เมิ่งเอ๋อ ให้ข้าจูบท่านเป็นการขอบคุณได้มั้ย?”
“แค่ก…
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเจ้าถึงทำสำเร็จ
เพราะว่าผิวหน้าเจ้ามันหนาขนาดที่ไม่จำเป็นต้องกลัวโลหะหลอมเหลวเลย”
นางเย้ยหยันพลางกล่าว
นางเดินตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงก่อนจะใช้มือที่ละเอียดอ่อนและงดงามของนางบิดเอวของเฉินเซี่ยงอย่างแรงจนทำให้เนื้อของเฉินเซี่ยงบิดไปตามมือของนาง
นางหัวเราะเบาๆพลางกล่าว “อย่าได้คิดนะว่ากายปีศาจอมตะระดับ 5 จะน่าเกรงขาม”
เฉินเซี่ยงรู้สึกเจ็บที่เอวและจู่ๆเขาก็ร้องตะโกนขึ้น
“พี่เมิ่งเอ๋อข้าผิดไปแล้ว โอ้ยๆ หยุดเถอะ!”
หลิวเมิ่งเอ๋ออยู่ในขอบเขตนิพพาน
แม้นางจะไม่ได้สกัดกลั่นร่างกายแต่ด้วยปราณที่นางบีบอักเข้าไปในร่างกายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทำให้ร่างกายของนางได้รับการหล่อเลี้ยงจนทำให้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ดังนั้น
เพียงเหล่านักสู้ในขอบเขตนิพพานใช้พลังกำลังเพียงน้อยนิดก็ย่อมทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกเจ็บปวดได้
“ใครบอกให้เจ้าข่มเหงข้าอยู่เสมอหล่ะ?”
นางปล่อยมือจากเฉินเซี่ยงพลางกล่าวด้วยความโกรธ
“ข้าแค่อยากให้รางวัลกับพี่เมิ่งเอ๋อเท่านั้น
แต่ท่านกลับทราบซึ้ง” เฉินเซี่ยงแลบลิ้น
เมื่อได้เห็นสีหน้าที่โกรธเคืองทั้งอายของนางทำให้เฉินเซี่ยงแอบคร่ำครวญอยู่ในใจ
จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนช่างน่ามองนัก
ด้วยท่วงท่าที่แสนธรรมดาของนางก็สามารถตรึงวิญญาณของบุรุษได้
นางมองไปยังเฉินเซี่ยง
“หยุดเลยนะ ข้าคืออาจารย์ของเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลาน เจ้าต้องเคารพข้า!
หากคนอื่นรู้เข้าว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะเอาไปซุบซิบเอาได้”
“ความสัมพันธ์อะไร?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“ฮึ่ม
เจ้าอันธพาลน้อย ข้าเกลียดเจ้า!” นางกระทืบเท้าก่อนจะก่นด่าอย่างนุ่มนวล
“รีบไปเลยนะ เจ้านี่ชอบทำให้ข้าโกรธจริงๆ!”
เฉินเซี่ยงชี้ไปยังเตาหลอมมังกรหยกที่อยู่ด้านหลังนางก่อนกล่าว
“ท่านมองที่เตาหลอมมังกรหยกขาวสิ”
ทันทีที่นางหันหลังกลับไป
เฉินเซี่ยงก็เข้าประชิดก่อนจะจูบลงบนแก้มอันละเมียดละไมของนางจนทำให้นางแข็งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะด่าทอเฉินเซี่ยงออกมาเป็นชุด
ในขณะที่เฉินเซี่ยงก็วิ่งหนีออกจากถ้ำไปเรียบร้อยแล้ว
ใบหน้าที่แสนงดงามของนางแดงระเรื่อ
นางแค่นเสียงเบาๆก่อนจะเก็บเตาหลอมมังกรหยกขาวแล้วออกมาจากถ้ำ
“ระวังอย่าให้ถูกสังหารหล่ะ
เจ้ายังมีเซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานอยู่”
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงจะไปสู้กับศัตรูที่ทรงพลัง นางจึงกล่าวเตือน
“ข้าก็มีพี่เมิ่งเอ๋อที่แสนงดงามอยู่อีกคน”
เฉินเซี่ยงยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูก่อนจะมุ่งหน้าออกจากลานกว้างของนางผ่านหลายๆสถานที่ของพระราชวังเฉินปิง
หากเฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องกลับเร็วนัก เขาคงจะอยู่กับนางสักพัก
เพราะการที่ได้อยู่กับจักรพรรดินีก็ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ
เฉินเซี่ยงบินกลับไปยังนิกายยอดนักสู้ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด
5 วัน
แต่ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะไปเขายังได้ให้งูเกราะทมิฬที่เขาได้จากดินแดนลี้ลับทางใต้กับหลิวเมิ่งเอ๋อ
เผื่อว่านางจะสร้างเกราะให้กับยู่หลาน
เมื่อเฉินเซี่ยงกลับมาถึงนิกายยอดนักสู้
เขาก็รีบสอบถามสถานที่อยู่ของลู่เจี๋ยในทันที จนในที่สุดเขาก็รู้ว่าลู่เจี๋ยอยู่ในลานประลองอันดับ
1 ในสถานที่นั้น
มันได้ถูกล้อมรอบด้วยผู้คนมากมายซึ่งเป็นศิษย์แท้จริงจำนวนมากของลานประลองแห่งนั้น
เมื่อเกิดเรื่องระหว่างลู่เจี๋ยและเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงก็ได้หายตัวไปซึ่งตามที่ลู่เจี๋ยคิด
เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถรักษาตัวได้ในหนึ่งหรือสองปีนี้แน่
เรื่องนี้เป็นสิ่งยืนยันว่ามันแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยงมาก แต่ถึงอย่างนั้น
หลายๆคนก็คิดว่าลู่เจี๋ยนั้นไร้ยางอาย
ไม่เพียงมันจะอายุมากกว่าเฉินเซี่ยง
แต่มันการบ่มเพาะของมันยังแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยงมาก
มันภาคภูมิใจเมื่อได้ชัยต่อเฉินเซี่ยงราวกับมันเอาชนะนักสู้ระดับ 9
ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้
“ฮึ่ม
ไอ้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเอาชนะเฉินเซี่ยงที่อยู่ในระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่ก็ยังคุยโวโอ้อวด มันนี่หนังหนาจริงๆ”
เจ้าอ้วนมองลู่เจี๋ยที่อยู่ในลานกว้างจากไกลพลางเยาะเย้ย
“ใช่
มันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับพี่ใหญ่เฉินเลยด้วยซ้ำ”
เสียงของทั้งสองคนค่อนข้างดังทำให้ใครหลายคนได้ยินสิ่งที่พวกเขากล่าว
เมื่อลู่เจี๋ยได้ยินเข้า ท่าทางของมันพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างมิอาจบอกบรรยาย
และทันใดนั้น เงาร่างของมันได้หายได้ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าของเจ้าอ้วนภายในพริบตา
“ไอ้หมูตอน
อย่าคิดนะว่าหลังจากเข้าร่วมลานประลองราชาได้แล้วเจ้าจะทำตัวอหังการได้
ขนาดเฉินเซี่ยงยังพ่ายแพ้ข้า แต่พวกเจ้าทั้งสองคนข้าตบทีเดียวก็ตายแล้ว!”
ลู่เจี๋ยกล่าวอย่างเย็นชา มันยกฝ่ามือขึ้นสูงก่อนจะตบลงที่ใบหน้าของเจ้าอ้วนอย่างรุนแรง
แต่เมื่อเจ้าอ้วนคิดว่าตัวมันเองกำลังจะตาย
จู่ๆมือของลู่เจี๋ยพลันชะงัก
เงาร่างอันสูงใหญ่และแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของมัน
เขาใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวต้านรับฝ่ามือของลู่เจี๋ยจนสามารถหยุดการจู่โจมของมันได้อย่างสมบูรณ์……………………………….
Chapter
269 –
ความก้าวหน้าอันน่าอัศจรรย์
เมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้น
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าลู่เจี๋ยจะใจกล้าขนาดที่กล้าลงมือกับพวกเขาที่นี่
ซึ่งการกระทำของมันนับเป็นการแหกกฏของนิกายอย่างชัดเจน
ท่าทางของลู่เจี๋ยแปรเปลี่ยนไปเพราะการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของเฉินเซี่ยง
ตัวมันไม่อาจสัมผัสถึงเฉินเซี่ยงได้
อีกอย่างเฉินเซี่ยงยังป้องกันการจู่โจมของมันได้อีก
“ไอ้คนไร้ยางอายที่รู้จักแต่รังแกคนที่อ่อนแอ”
เฉินเซี่ยงเยาะเย้ยพลางจับจ้องไปยังลู่เจี๋ย เฉินเซี่ยงสูงกว่าลู่เจี๋ยประมาณหนึ่งช่วงศีรษะและร่างกายของเฉินเซี่ยงก็กำยำกว่า
ดังนั้น ด้วยรูปร่างของทั้งสองทำให้ลู่เจี๋ยดูอ่อนแอกว่าเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
ในยามนี้
ศิษย์แท้จริง 3 คนที่อยู่ทางด้านหลังของลู่เจี๋ยก็มาถึง ทั้งสามคนอยู่ระดับ 6 7
และ 8 ขอบเขตนักสู้แท้จริง
ในนิกายยอดนักสู้มีศิษย์ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ไม่มากนัก
เพียงเฉินเซี่ยงปรายตามองก็จดจำพวกมันทั้งสามคนได้
ลู่เจี๋ยถอนมือกลับ
มันรู้สึกประหลาดใจเพราะดูเหมือนเฉินเซี่ยงจะแข็งแกร่งขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆเพียง 5
วันเท่านั้น เดิมทีมันเชื่อว่าเฉินเซี่ยงต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีในการรักษาตัว
แต่นี่มันแค่ห้าวันเฉินเซี่ยงก็หายดีเสียแล้ว
“เฉินเซี่ยง
เจ้าจำบทเรียนที่ข้าสอนเมื่อครั้งที่แล้วไม่ได้หรือไง?” ดวงตาแห่งความเกรี้ยวกราดของลู่เจี๋ยจ้องมายังเฉินเซี่ยง
“แน่นอนข้าจำได้
และเพราะข้าจำมันได้…ข้าเลยมาหาเจ้าไงหล่ะ! ก่อนหน้านี้เจ้าเกือบจะฆ่าข้าเลยนะ”
เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่นจนเกิดเป็นเสียง *กร้อบ*
ทั้งน้ำเสียงของเขายังเต็มไปด้วยความโกรธ
ลู่เจี๋ยหัวเราะลั่น
“ที่เจ้ากำลังตามหาข้าก็เพื่อประลองอย่างงั้นหรอ? แต่ว่าข้ากับเจ้ามันคนละระดับกัน
เพราะฉะนั้นข้าจะไม่รับคำท้าของเจ้า
เดี๋ยวคนอื่นๆจะหาว่าข้ารังแกขยะอันแสนอ่อนแอที่เกือบจะคุกเข่าต่อหน้าข้ามาแล้ว”
เฉินเซี่ยงคลายหมัดออกก่อนท่าทางของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งเป็นอย่างมาก
แต่ทันใดนั้น บริเวณโดยรอบพลันห่อหุ้มด้วยปราณสังหาร
เพียงแต่มันปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะอันตธานหายไป
นี่คือท่าทางของเฉินเซี่ยงยามที่เขาโกรธแค้นถึงขีดสุด
เพราะบุคคลที่เกรี้ยวกราดจะน่ากลัวมากเมื่อพวกเขาสงบนิ่ง
ความโกรธจะทำให้คนทรงพลังมากขึ้นแต่มันก็จะทำให้สูญเสียสติเช่นเดียวกัน
แต่ถึงอย่างนั้น หากคนที่เกรี้ยวกราดสงบนิ่งแม้จะกำลังโกรธอยู่
พวกเขาจะสามารถปลดปล่อยพลังแฝงในร่างกายออกมาทั้งยังสามารถควบคุมมันได้ในเวลาเดียวกัน
“หากเจ้าอยากสู้กับพี่ลู่
งั้นเจ้าต้องรับข้าให้ได้สองกระบวนท่าโดยไม่ใช้อาวุธ!”
ชายหนุ่มคนนึงที่อยู่ข้างกายลู่เจี๋ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของมันไม่ยินดียินร้ายทั้งยังเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก
มันไม่เห็นเฉินเซี่ยงอยู่ในสายตา มันเป็นศิษย์ขอบเขตนักสู้แท้จริงระดับ 6 นามว่า
‘หยิงฉี่’ และมันก็เป็นคนในรุ่นเดียวกันกับเห่าตงชิง เหยาไห่เฉิงและคนอื่นๆ
“หากเจ้าเอาชนะน้องหยิงได้
งั้นข้าจะสู้กับเจ้าก็แล้ว…”
ลู่เจี๋ยทันได้กล่าวจบประโยค
แสงสีทองพลันสาดประกายจ้าพร้อมกับหมัดที่แฝงไปปราณสังหารและพลังทำลายล้างของเฉินเซี่ยงพุ่งออกไปราวกับลำแสง
และในเวลาเดียวกันยังปรากฏเสียงคำรามของพยัคฆ์พิโรธที่แฝงไปด้วยเจตนาสังหารและความโหดเหี้ยม
จนทำให้ผู้คนโดยรอบสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว มันคือ
‘หมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาว’
แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ได้ใช้กระบี่ครามมังกรแต่เขาก็ยังน่ากลัวเป็นอย่างมาก
เพราะทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้คือทักษะศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเฉินเซี่ยงชกหมัดออกไป
อีกฝ่ายย่อมไม่มีเวลาได้ถอย ใบหน้าที่เย่อหยิ่งของหยิงฉี่ยังคงค้างด้วยความเย่อหยิ่งเช่นนั้นโดยไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลง
หมัดหัวพยัคฆ์ทองคำของเฉินเซี่ยงพุ่งเข้ากระแทกจมูกของหยิงฉี่จนทำให้ทั่วทั้งลานประลองที่เงียบสงัดได้ยินหักของจมูกอย่างชัดเจน
ตามด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หยิงฉี่ถูกซัดปลิวออกจากลานกว้างจนกระแทกเข้ากับกำแพงของลานประลองที่อยู่ไกลออกไปทำให้กำแพงที่ร่างของมันเข้าปะทะพังทะลาย
ยามนี้มันจะเป็นตายร้ายดียังไงย่อมไม่มีใครทราบ
ใบหน้าของเจ้าอ้วน
หวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงพรั่งพรูไปด้วยเหงื่อ หมัดเมื่อครู่นี้รุนแรงเกินไป
และมันยังรวดเร็วจนไม่มีเวลาให้ถอยหนี แรงระเบิดที่มันประทุออกมาในฉับพลันยากที่จะต้านทาน
การที่นักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริงถูกจัดการได้ภายในหนึ่งวินาที
ความแข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
หยิงฉี่เชื่อว่าหากเฉินเซี่ยงไม่มีกระบี่ครามผลาญมังกรแล้ว
ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงจะลดลงเป็นอย่างมาก แต่กลายเป็นว่ามันเข้าใจผิด
ใบหน้าอันหล่อเหลาของมันถูกเฉินเซี่ยงทำลายย่อยยับ
หมัดของเฉินเซี่ยงเกือบจะพรากชีวิตมันไปซึ่งหากเขาไม่เมตตาสงสารมัน
บางทีมันอาจจะพิการไปแล้ว
เฉินเซี่ยงแค่ทำให้มันบาดเจ็บภายในเล็กน้อยและทำลายจมูกของมันก็เท่านั้น
“ตอนนี้
ข้าจะสู้กับเจ้าได้หรือยัง!” เฉินเซี่ยงถูหมัดพลางจ้องมองลู่เจี๋ยอย่างไม่แยแส
ลู่เจี๋ยรู้สึกประหลาดใจ
หากเมื่อครู่เฉินเซี่ยงชกหมัดใส่มัน มันย่อมไม่อาจหลบหนีได้เช่นกัน
เพราะมันเป็นผู้ที่อยู่ใกล้เฉินเซี่ยงมากที่สุดและยังได้เห็นความเร็วและความแข็งแกร่งของหมัดชัดเจนที่สุดด้วย
มันเห็นลำแสงสีทองลอยผ่านไปแล้วร่างของหยิงฉี่ก็ปลิวออกไปตามๆกัน
ภายในห้าวัน
เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก มากขนาดที่ทำให้ลู่เจี๋ยรู้สึกหวาดกลัว
แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่พบความเปลี่ยนแปลงในปราณของเฉินเซี่ยง
รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขายังเป็นเช่นเดิมและเฉินเซี่ยงยังคงอยู่ในระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงเช่นเดิม
“ต่อสู้ที่นี่หน่ะหรอ?”
ลู่เจี๋ยกล่าวถาม
แม้มันเกือบจะทำให้เฉินเซี่ยงคุกเข่าได้ แต่ผู้คนกลับไม่ได้ยกย่องมัน
แม้ว่าครั้งก่อนเฉินเซี่ยงจะพ่ายแพ้ แต่ชื่อเสียงของมันกลับไม่ได้เพิ่มพูนขึ้น
ทำให้มันทั้งอิจฉาทั้งโกรธมากขึ้นไปอีก
“อาา
ต่อ…สู้…เป็น…ตาย…กันที่นี่แหละ!” เฉินเซี่ยงกล่าวออกมาทีละคำ
“ดี
แต่ก่อนประมุขและคนอื่นๆจะมาถึง ข้าจะจัดการเจ้าซะ!” ในขณะที่มันกล่าว
คิ้วของมันพลันขมวดแน่น
ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงพลันรับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาตันเถียนของเขา
พลังสายนั้นแข็งแกร่งในตอนแรกแต่ท้ายที่สุดมันก็อ่อนกำลังลงเป็นอย่างมาก
แม้ลู่เจี๋ยจะไม่ได้ขยับตัว
แต่การจู่โจมของมันก็ถูกปลดปล่อยออกไปแล้ว อีกอย่าง
ความเร็วของมันก็รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง มันคือทักษะภูติพราย
ครั้งก่อนที่เฉินเซี่ยงปะทะกับลู่เจี๋ยเฉินเซี่ยงเสียเปรียบมันเป็นอย่างมาก
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียเปรียบนั้น เขาถึงกับต้องยอมทนเจ็บปวดอยู่สามวันสามคือจนร่างกายของเขาบรรลุกายปีศาจอมตะระดับ
5
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างถอยไปด้านหลัง
ส่วนคนที่ดูอยู่รอบๆก็ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งเฉินเซี่ยงและลู่เจี๋ยค่อนข้างแข็งแกร่ง
หลังจากพวกทั้งสองต่อสู้กันเสร็จบางทีลานประลองแห่งนี้อาจจะถูกทำลายพินาศย่อยยับ
ยามนี้
เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันรวดเร็วอย่างที่สุดที่กำลังเข้าปะทะกับตำแหน่งท้องของเขาอย่างชัดเจน
แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเซี่ยงก็ได้เตรียมตัวเอาไว้แล้วทำให้เขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย
หลังจากร่างกายของเฉินเซี่ยงสั่นเทาเล็กน้อย
พลังสายนั้นก็หายไป ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า
ทำให้เขาป้องกันทักษะภูติพรายได้อย่างง่ายดาย
“แข็งแกร่งมากกว่าครั้งก่อน
แต่ก็ยังทำอะไรข้าไม่ได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวกับตนเองในใจพลางจ้องมองลู่เจี๋ยด้วยสายตาเหยียดหยาม
ลู่เจี๋ยจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัยพลางถอยไปหลายก้าว
ทักษะภูมิพรายที่มันแสนจะภาคภูมิใจกลับล้มเหลว
ทักษะของมันไม่สามารถทำให้เฉินเซี่ยงล้มลงไปกองกับพื้นได้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ลู่เจี๋ยใช้ความแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เฉินเซี่ยงกระอักโลหิตเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสได้
แต่ตอนนี้การจู่โจมของมันไม่มีผลกับเฉินเซี่ยงเลยแม้แต่น้อย
“มันอยู่แค่ระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ข้าไม่จำเป็นต้องกลัว! ข้าจะลองอีกครั้ง”
ลู่เจี๋ยกล่าวในใจก่อนจะเริ่มลงมืออย่างเงียบๆ
แต่ถึงอย่างนั้นมันยังไม่เป็นผลเช่นเดิม และในครั้งนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงก็ไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย
เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย
“หมดเวลาเล่นแล้ว ถึงตาข้าบ้าง” ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว
เขาได้สบัดมือพลางกางนิ้วมือทั้งสองข้างออกราวกับกงเล็บอินทรีย์
ก่อนที่แสงสีครามจะประกายจ้าแล้วก่อตัวกลายเป็นกงเล็บมังกรขนาดใหญ่ตะปบเข้าใส่ลู่เจี๋ย………………………………….
Chapter
270 –
โหดเหี้ยม
กงเล็บของเฉินเซี่ยงค่อนข้างรวดเร็ว
ความเร็วของมันไม่ต่างกับหมัดศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวเมื่อครู่
เพียงแต่มันแฝงไปด้วยอำนาจของสายฟ้าอันรุนแรง
แม้ว่าลู่เจี๋ยจะรู้สึกประหลาดใจแต่มันเองก็มีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน
มันจึงเอนตัวไปทางด้านหลังเพื่อหลบกงเล็บมังกรครามอันน่าสะพรึงกลัว
แต่ถึงอย่างนั้น
ที่หน้าอกของมันยังถูกอำนาจของสายฟ้ากระทบใส่จนทิ้งรอยกงเล็บมังกรเอาไว้สามรอย
เฉินเซี่ยงไม่อยากทำลายลานประลองแห่งนี้ทำให้เขาไม่ได้ใช้ทักษะที่ทรงพลัง
เพราะไม่อย่างนั้นกู่ตงเฉินและคนอื่นๆคงจะตำหนิเอา
ลู่เจี๋ยล่าถอยอย่างรวดเร็วพลางขมวดคิ้ว
มันขยับขาซ้ายเล็กน้อยก่อนจะเกิดปราณอันทรงพลังพุ่งเข้าใส่น่องขาด้านขวาของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่คล้ายกับพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากขาราวกับมีขาที่มองไม่เห็นเตะกวาดผ่านตามพื้นอย่างหนักหน่วง
เฉินเซี่ยงโคจรปราณเกิดเป็นชั้นปราณขึ้นที่ขาทั้งสองข้างในฉับพลันเพื่อตรึงเฉินเซี่ยงไว้กับพื้น
เมื่อขาที่มองไม่เห็นกวาดมาถึงทำให้เฉินเซี่ยงไม่ได้รับผลกระทบจาการจู่โจมแม้แต่น้อย
จะมีก็แต่ฝุ่นทรายที่กวาดผ่านไปเท่านั้น
แม้ขาของเฉินเซี่ยงจะถูกจู่โจมด้วยการโจมตีที่ทรงพลัง
แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย
ตอนนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงอยู่ที่กายปีศาจอมตะระดับ 5
เป็นผลให้ผิวหนังของเฉินเซี่ยงราวกับถูกสร้างมากจากทองแดง
ทั้งกระดูกของเขาก็ราวกับทำมาจากเหล็ก
สำหรับเฉินเซี่ยงแล้วการจู่โจมเมื่อครู่ค่อนข้างเบาทำให้เฉินเซี่ยงเพียงรู้สึกจั๊กจี้
“ลู่เจี๋ย
การลอบกัดของเจ้ามันไร้ผลกับข้า” เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย ทันใดนั้น
เท้าของเฉินเซี่ยงพลันเคลื่อนไหวราวกับเมฆก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าลู่เจี๋ยพร้อมกับซัดหมัดสีทองจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนราวกับน้ำหลากเข้าใส่
และเกิดเป็นเสียงพยัคฆ์คำรามที่แฝงด้วยเจตนาสังหารขึ้นในเวลาเดียวกัน
การจู่โจมของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้านจิตวิญญาณของทุกคน
ทั้งเสียงที่เกิดการจู่โจมก็ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
หมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวเข้าปกคลุมลู่เจี๋ย
ทั้งยังปรากฏคลื่นปราณกระจายไปทั่วทุกพื้นที่
ทั่วท้องฟ้าเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มจากแรงกระแทกของหมัน
หมัดเหล่านั้นเต็มไปด้วยพลังอันรุนแรงทำให้ผู้คนจมลงสู่ห้วงของความกลัว
แต่ลู่เจี๋ยเองก็ไม่ได้แย่นัก ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยปราณสีเทาเข้าต้านรับหมัดหัวสิงโตทองของเฉินเซี่ยง
ผ่านไปเพียงพริบตา
เฉินเซี่ยงก็ซัดหมัดออกไปหลายร้อยหมัดทั้งแต่ละหมัดยังราวกับสายฟ้ากระหน่ำเข้าใส่ปราณสีเทาอย่างต่อเนื่อง
ทุกๆคลื่นการจู่โจมที่โถมเข้าใส่ทำให้จิตใจของลู่เจี๋ยสั่นสะท้าน มันคาดไม่ถึงว่าปราณที่อยู่ภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงเมื่อใช้ออกด้วยทักษะของเขาจะยิ่งรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้
มันดูราวกับเทพพยัคฆ์ล่าสังหารที่กระหน่ำจู่โจมด้วยในจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
“ฮึ่ม!”
เฉินเซี่ยงจ้องมองปราณคุ้มกายของลู่เจี๋ยที่กำลังอ่อนกำลังลงอย่างช้าๆภายใต้การจู่โจมของเขา
การจู่โจมเปลี่ยนเป็นฝ่ามือซัดใส่จนทำให้ลานประลองสั่นสะเทือนในฉับพลันก่อนจะปะทะเข้ากับเป้าหมายในเวลาไล่เลี่ยกัน
พื้นที่โดยรอบของลู่เจี๋ยบังเกิดรอยแยกในพริบตา
เฉินเซี่ยงใช้ฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ซัดเข้าใส่ปราณคุ้มกายของลูเจี๋ยจนทำให้ร่างกายของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เมื่อร่างกายของลู่เจี๋ยถูกกระแทกอย่างรุนแรง
เลือดลมและร่างกายของมันพลันปั่นป่วนสับสน
แต่สิ่งที่ลู่เจี๋ยคาดไม่ถึงคือ
หลังจากเฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือมาหนึ่งฝ่ามือแล้ว
เขายังคงซัดฝ่ามือออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีที่สอ้นสุด ทั้งยังใช้ออกด้วยหมัดหัวพยัคฆ์ทองคำที่รวดเร็วไม่ต่างจากเมื่อครู่
ด้วยแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องทำให้อิฐในลานประลองเริ่มพังทะลาย
ส่วนอิฐที่อยู่บริเวณรอบกายลู่เจี๋ยกลับถูกป่นกลายเป็นผงเพราะการจู่โจมอย่างต่อเนื่องของเฉินเซี่ยง
“ทักษะลอบกัดของเจ้ามันใช้ไม่ได้อีกแล้ว
เจ้ายังมีไม้เด็ดอีกมั้ย? ความแข็งแกร่งของทั้งสามธาตุในเส้นโลหิตของเจ้าหายไปไหน
หรือพวกมันไร้ค่าไปแล้ว”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาขณะที่ฝ่ามือของเขายังกระหน่ำซัดเข้าใส่ปราณคุ้มกายของลู่เจี๋ยโดยไม่มีท่าทีว่าจะช้าลง
ทำให้ปราณคุ้มกายของมันอ่อนกำลังลงยิ่งขึ้น
ตอนนี้เฉินเซี่ยงใช้ปราณจักรวาลที่เกิดจากการผสานธาตุทั้งห้าของเขา
ซึ่งเป็นปราณที่แข็งแกร่งที่สุดของเฉินเซี่ยงและมันทำให้เขาเทียบได้กับระดับ 7
ขอบเขตนักสู้แท้จริง ยิ่งเฉินเซี่ยงใช้ปราณจักรวาลด้วยทักษะฝ่ามือสะเทือนสวรรค์
มันยิ่งทำให้ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
คนที่ดูอยู่รอบๆต่างแข็งค้าง
หนึ่งในคนเหล่านั้นย่อมเคยเป็นสักขีพยานการต่อสู้ของเฉินเซี่ยง
ทุกๆครั้งที่พวกเขาเห็นการต่อสู้ของเฉินเซี่ยงมันก็ทำให้พวกเขาแข็งค้างทุกครั้งไป
พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเซี่ยงถึงปลดปล่อยฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง
หรือปราณของเฉินเซี่ยงไม่มีวันหมด? ขนาดนักสู้ระดับ
7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่ได้เป็นสักขีพยานในครั้งนี้ยังรู้สึกอาย
ปราณอันจำนวนมหาศาลเช่นนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
หากเป็นคนอื่นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะซัดฝ่ามือเช่นนั้นเป็นร้อยฝ่ามือทั้งที่ลมหายใจยังคงที่อย่างที่สุด
ทั้งยังไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อย
ปราณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงไหลบ่าออกมาจากตันเถียนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกถ่ายออกทางฝ่ามือของเขา
ลู่เจี๋ยรู้สึกโศกเศร้า ยามนี้มันกระอักโลหิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วร่างของมึนชาจากแรงกระแทก
แม้มันจะมีปราณอยู่สามชนิดภายในเส้นโลหิตวิญญาณของมัน
แต่มันไม่ได้ฝึกฝนปราณทั้งสามชนิดอย่างสม่ำเสมอและไม่สามารถผสานปราณได้เหมือนเฉินเซี่ยง
ดังนั้น
มันจึงสามารถใช้ปราณได้เพียงครั้งหนึ่งชนิดทำให้มันไม่สามารถเทียบเคียงเฉินเซี่ยงได้เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงทักษะปราณของมันยังไม่ดีเท่าเฉินเซี่ยง
แต่เดิม
มันเชื่อว่าหลังจากที่มันได้เรียนรู้ทักษะภูติพรายแล้วมันจะสามารถเพิกเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างได้
เหล่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามันมากมายล้วนพ่ายแพ้แก่มันด้วยการลอบจู่โจม
ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามโดนกระบวนท่าของมัน
ฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่สามารถปกป้องกันใดๆได้ทำให้พวกเขาถูกสังหารลงไปในที่สุด
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเซี่ยง กระบวนท่าอันแสนภาคภูมิใจของมันกลับไร้ค่า
กายปีศาจอมตะระดับ
5
และปราณจักรวาลอันมหาศาลทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับว่าเขาไม่เคยทรงพลังขนาดนี้มาก่อน
โลหิตของเฉินเซี่ยงเดือดพล่าน
เขาคำรามอย่างบ้าคลั่งเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ภายในร่างกายของเขาออกมา
อิฐจำนวนมากภายในลานประลองกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงสั่นสะเทือนของฝ่ามือสะเทือนสวรรค์
ปราณสีเทาที่คุ้มกายลู่เจี๋ยได้สลายไปนานแล้ว
ลู่เจี๋ยกระอักโลหิตในขณะที่มันต้องการจะพูด
ส่วนฝ่ามือของเฉินเซี่ยงแปรเปลี่ยนไปเป็นหมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวกระหน่ำเข้าใส่ลู่เจี๋ยราวกับห่าฝน
ผ่านไปชั่วพริบตาทั่วร่างของลู่เจี๋ยตั้งแต่หัวจรดเท้าก็ถูกกระหน่ำด้วยหมัดสีทองที่เต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
หมัดของเฉินเซี่ยงแต่ละหมัดแฝงด้วยแรงดึงดูดทำให้ร่างของลู่เจี๋ยไม่สามารถปลิวออกไปเพราะแรงจู่โจมของเขาได้
จนทำให้ลู่เจี๋ยถูกหมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
“พวกเราควรหยุดเขาหรือเปล่า?”
หวู่ไคหมิงกล่าวถามพลางยืนอยู่บนหอคอยแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
กู่ตงเฉินส่ายหัวพลางกล่าว
“ไม่จำเป็น ปล่อยให้เขาจัดการเองเถอะ
ในช่วงห้าวันนี้เขาก้าวหน้าไปอย่างมากจนสามารถจัดการลู่เจี๋ยได้อย่างง่ายดาย!”
หวู่ไคหมิงพยักหน้า
“ทุกๆคนที่ถูกลู่เจี๋ยท้าทายต่างพ่ายแพ้อย่างลึกลับ
พวกเขาต่างไม่ทราบถึงกระบวนท่าของลู่เจี๋ย
แต่กลับถูกมันจู่โจมจุดสำคัญภายในพริบตา! เจ้าลู่เจี๋ยมันหายไปกว่าสามสิบปี
แต่เมื่อข้าไปถามมันมันก็อธิบายอย่างคลุมเครือ แค่ปรายตามองก็รู้แล้วว่ามันปิดบังบางอย่างไว้”
หวู่ไคหมิงกล่าว
“มันใช้ทักษะภูติพราย
แต่ร่างกายของอาจารย์อาแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าทำให้เขาต้านทานทักษะภูติพรายได้”
กู่ตงเฉินกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมพลางจ้องมองลู่เจี๋ยจากไกลๆ
หวู่ไคหมิงประหลาดใจไปชั่วครู่ก่อนจะอุทานขึ้น
“ท่านประมุข ประสบการณ์และสายตาของท่านช่างยอดเยี่ยมนัก
ขนาดตัวข้ายังคาดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นทักษะภูติพราย
ทักษะที่น่าเกรงขามเช่นนี้…ใครก็ตามที่ฝึกฝนมันย่อมสูญเสียความเป็นมนุษย์และกลายเป็นปีศาจในที่สุด”
กู่ตงเฉินถอนหายใจยาวพลางกล่าว
“ลู่เจี๋ยต้องมาจากเผ่าปีศาจหยางแน่
มีแค่เผ่าปีศาจหยางเท่านั้นที่จะมีทักษะวิชาเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น
นักสู้ต้องสละหลายสิ่งเพื่อบ่มเพาะมัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พวกเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป”
ด้วยเหตุผลเช่นนั้นกู่ตงเฉินถึงไม่ห้ามเฉินเซี่ยง
ลู่เจี๋ยคือคนที่กลับมาจากนิกายฝ่ายปีศาจและจุดประสงค์ที่มันกลับมานิกายยอดนักสู้ในครั้งนี้ย่อมคาดเดาได้
ดังนั้น กู่ตงเฉินจึงไม่อ่อนโยนกับบุคคลเช่นนี้ จนถึงยามนี้
กู่ตงเฉินยังคงครุ่นคิดถึงดินแดนลี้ลับทางใต้
หลายปีมาแล้วที่เขาไม่เคยประสบกับความอัปยศเช่นนี้
เขาถูกนิกายฝ่ายปีศาจแหกตาทั้งยังเกือบส่งศิษย์ของตนไปตาย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้
จู่ๆกู่ตงเฉินก็กำหมัดแน่น “ศิษย์น้อง
รอจนกว่าศิษย์น้องหญิงจะกลับมา…เมื่อนั้นพวกเราจะเริ่มโจมตีนิกายฝ่ายปีศาจ…
ก่อนภัยพิบัติครั้งใหญ่จะมาถึง
พวกเราต้องมั่นใจว่าเราถอนรากถอนโคนนิกายฝ่ายปีศาจหมดแล้ว!”……………………………..
Chapter
271 –
งานชุมนุมแห่งเถาหยวน
ร่างกายอันปูดบวมของลู่เจี๋ยนอนแผ่อยู่บนพื้นเพียงแต่มันยังไม่ตาย
มันจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยสายราวกับกำลังกล่าวว่ามันอยากสังหารเฉินเซี่ยง
แต่ตอนนี้มันไม่หลงเหลือความแข็งแกร่งใดๆแล้ว
เฉินเซี่ยงเหยียบลงบนเข่าของมันอย่างรุนแรงจนหักก่อนที่มันจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาอีกครั้ง
“เจ้าชอบบังคับให้คนอื่นคุกเข่าไม่ใช่หรอ? ข้าจะทำให้เข่าของเจ้าไม่อาจคุกเข่าได้อีกต่อไป”
ขณะเฉินเซี่ยงกล่าวก่อนจะหักหัวเข่าของลู่เจี๋ยอีกข้าง
เหล่าคนที่ดูอยู่ต่างรู้สึกเสียวแปร้บที่หนังหัวเมื่อได้เป็นสักขีพยานกับการกระทำที่โหดเหี้ยมเช่นนี้
เหล่าศิษย์แท้จริงที่ติดตามลู่เจี๋ยต่างถอยหนีไปไกล ก่อนหน้านี้ไม่นานหยิงฉี่ก็ถูกเฉินเซี่ยงซัดปลิวไปแล้ว
และในตอนนี้พวกมันล้วนไม่อยากเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องรับหมัดของเฉินเซี่ยงไปอีกคน
“เฉินเซี่ยง…ไอ้บัดซบ
แกต้องไม่ได้ตายดีแน่…อย่าคิดว่าแกจะฆ่าข้าได้! ข้าจะบอกอะไรให้นะ
เหล่าผู้อาวุโสและประมุขต่างมองข้าในดี… เส้นโลหิตของข้าก็มีธาตุถึงสามชนิด
และพรสวรรค์ของข้าก็…..”
ก่อนที่มันจะกล่าวจบเฉินเซี่ยงพลันหัวเราะขึ้นก่อนจะนำเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วจ่อไปที่คอของมันก่อนจะแยกหัวของมันออกจากร่าง
ทุกคนที่เห็นต่างสั่นสะท้านจนขนทั่วร่างลุกชูชัน
ลู่เจี๋ยคือหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์ พวกเขาต่างรู้ว่าหากศิษย์นิกายเช่นนี้ถูกสังหาร…ประมุขนิกายย่อมคลั่งแน่
แต่แล้วยังไง? เฉินเซี่ยงสามารถสังหารมันได้
ซึ่งชัดเจนว่าเฉินเซี่ยงมีพรสวรรค์มากกว่ามัน เช่นนั้นแล้ว
นิกายยอดนักสู้จะทำให้เฉินเซี่ยงพิการไปเพื่ออะไร? เป็นไปไม่ได้…
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าทั้งสองได้ต่อสู้เป็นตาย ดังนั้น
ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถคัดค้านการกระทำของเฉินเซี่ยงได้
หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างรู้สึกว่าพวกตนใช้ชีวิตราวกับสุนัขในหลายๆปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้พวกเขามีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับเฉินเซี่ยง แต่ตอนนี้
ความต่างระหว่างพวกเขากับเฉินเซี่ยงราวกับพิภพและสวรรค์
เมื่อคิดได้เช่นนั้น
พวกเขาต่างกลับไปยังลานประลองราชาอย่างเร่งรีบเพื่อเริ่มการบ่มเพาะอย่างหนัก
เฉินเซี่ยงเผาซากศพของลู่เจี๋ยจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เขาสัมผัสได้แล้วว่ากู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงกำลังมองจากที่ไกลๆ
แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้ห้าม ย่อมเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขายอมรับการกระทำของเฉินเซี่ยง
“อาจารย์อา
ร่างกายของท่านช่างแข็งแกร่งนัก! แค่พลังทางกายภาพของท่านก็สามารถทุบตีนักสู้ระดับ
4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงให้ลงไปกองกับพื้นได้แล้ว!” กู่ตงเฉินอุทานขึ้น
“แน่นอน
อาจารย์อาของเจ้าประสบกับความยากลำบากมากมายในเรื่องนี้
และข้าจะบอกความจริงให้พวกเจ้าฟัง ตอนนี้ร่างกายของข้าอยู่ที่กายปีศาจอมตะระดับ 5
แล้ว!” เฉินเซี่ยงนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ต่อหน้าศิษย์หลานของเขาแล้วเขาย่อมต้องทำตัวให้น่าเกรงขามเพื่อพวกเขาจะได้ไม่ดูถูก
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
แก้วชาที่อยู่ในมือของกู่ตงเฉินก็เกือบจะหลุดแตก
เขาจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัยซึ่ง หวู่ไคหมิงเองก็ไม่ต่างกัน
ดวงตาอันเบิกกว้างของทั้งสองต่างจับจ้องไปยังเฉินเซี่ยง
กู่ตงเฉินทำได้เพียงถอนหายใจ
อาจารย์ของพวกเขายังไม่มีพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวอย่างเฉินเซี่ยงเลย
“ว่าแต่
สาวน้อยหายไปไหนแล้ว? ข้าคิดถึงนางมากเลย”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม ผู้อาวุโสเม็ดยาไม่ได้ปรากฏตัวนานแล้วทำให้เฉินเซี่ยงคิดถึงนางเป็นอย่างมาก
“ศิษย์น้องหญิงมักจะออกไปเก็บตัวบ่มเพาะอยู่บ่อยๆ
ทั้งสถานที่ที่นางไปยังไม่แน่ไม่นอน หลายๆคนย่อมทราบถึงเรื่องนี้ดี”
กู่ตงเฉินกล่าวตอบ
หวู่ไคหมิงกล่าว
“อาจารย์อา ท่านพบอะไรที่ต่างไปจากเดิมหรือเปล่า?”
เฉินเซี่ยงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่ายหัวพลางกล่าว
“อะไรหรอ? ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดูต่างออกไปหนิ”
“มีศิษย์แท้จริงจำนวนไม่มากนักไปยังดันเซี่ยงเถาหยวน”
กู่ตงเฉินยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว
“ทำไมพวกเขาถึงไปที่ดันเซี่ยงเถาหยวน?”
“เมืองเถาหยวนกำลังจะจัดเตรียม
‘งานชุมนุมแห่งเถาหยวน’ ที่กำลังจะจัดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งร้อยปี
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสามเดือน แต่ยังไงซะตอนนี้ที่เมืองก็เริ่มคึกคักมากแล้ว
เมื่อยามที่งามชุมนุมเริ่มขึ้น
ข้า…ท่านประมุขและประมุขของนิกายอื่นๆก็จะไปที่นั่นด้วย” หวู่ไคหมิงกล่าว
เฉินเซี่ยงเคยได้ยินเรื่องงามชุมนุมมาแล้วและช่วงท้ายของงานชุมนุมจะเป็นการแข่งขันการปรุงยาซึ่งจะนำนักปรุงยาจำนวนมากทั่วทั้งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มารวมตัวกัน
การแข่งปรุงยาที่จัดขึ้นแตกต่างจากที่เฉินเซี่ยงเคยพบหรือเข้าร่วมมาทั้งหมด
เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ค่อนข้างใหญ่และมีนักปรุงยาที่มีเชื่อเสียงมากมายมาเข้าร่วม
“ท่านก็เป็นนักปรุงยาคนหนึ่งและท่านควรจะไปดูสักหน่อยนะ
งั้น…ไปกับพวกข้าเป็นไง?” กู่ตงเฉินกล่าวถาม
“แน่นอนว่าข้าไป…
แต่ข้าจะไปตอนนี้!” เฉินเซี่ยงกล่าว
ตอนนี้มีคนจำนวนมากอยู่ที่เมืองดันเซี่ยงและที่นั้นย่อมมีการประมูลขนาดใหญ่จัดขึ้น
ซึ่งนี่นับเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการรวบรวมสมุนไพรล้ำค่า
“ท่านไปคนเดียวจะเป็นอันตรายจนเกินไป
ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีนิกายฝ่ายธรรมะที่จับตามองท่าน
แต่นิกายฝ่ายปีศาจหลักทั้งห้าย่อมต้องการสังหารท่าน” กู่ตงเฉินกล่าวด้วยความกังวล
“ข้าไม่กลัวพวกมันหรอก!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ หากเขาไปคนเดียวย่อมไปถึงที่นั่นได้เร็ว
ส่วนกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มพลางกล่าว
“มีบางคนอยู่ที่นี่”
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว
เขาได้ยินเพียงหลงเสวี่ยหัวเราะคิกคักพลางกล่าว “เป็นพี่เมิ่งเอ๋อของเจ้า
นางอยู่ข้างนอกดินแดนลี้ลับแห่งนี้”
หวู่ไคหมิงรีบออกไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อเข้ามาภายในดินแดนลี้ลับ
เฉินเซี่ยงก็ยังคงหน้าด้านอยู่ต่อเพราะเขาอยากรู้ว่านางมาที่นิกายยอดนักสู้ทำไม
หลิวเมิ่งเอ๋อสวมใส่ชุดกระโปรงสีขาว
ผมยาวสลวยของนางพาดลงมาที่บ่า ใบหน้าขาวนวลเปี่ยมด้วยความเย็นชา สง่างาม เย่อหยิ่ง
และสูงส่งชวนหลงไหล
เมื่อได้ยลความงดงามอันไร้เปรียบของสตรีนางนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอัศจรรย์ใจ
น้อยครั้งนักที่เฉินเซี่ยงจะได้เห็นนางในลักษณะนี้
เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงนางพลันแอบประหลาดใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางได้เห็นเฉินเซี่ยงนั่งไขว้ขาอย่างหยาบคายโดยที่หวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินไม่ได้กล่าวอะไรสักคำ
มันทำให้นางสงสัยอย่างที่สุดเพราะนางสังเกตุได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงกับสองผู้ยิ่งใหญ่นี้ไม่ธรรมดา
ถึงแม้ตัวนางเองจะไม่ต่างกันก็เถอะ
หวู่ไคหมิงส่งสายตาให้เฉินเซี่ยงก่อนที่เฉินเซี่ยงจะรีบลุกขึ้นแล้วคารวะหลิวเมิ่งเอ๋อ
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเซี่ยง นางได้แต่แอบหัวเราะอยู่ในใจและพึงพอใจเป็นอย่างมาก
เพราะทุกครั้งที่นางอยู่กับเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงไม่เคยสุภาพกับนางเลย
เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกหดหู่
เขามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคนนี้
เพียงแต่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่มีอะไร
“จักรพรรดินีหลิว…
ท่านมาหาศิษย์น้องหญิงรึ?” หวู่ไคหมิงกล่าวถามพลางยิ้ม
ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่เลว มิเช่นนั้นกู่ตงเฉินคงไม่กล่าวทำนองนี้
“ผู้อาวุโสเม็ดยาไม่อยู่ที่นี่หรอกหรือ?”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถาม
“นางไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
หวู่ไคหมิงถอนหายใจ
หลิวเมิ่งเอ๋อผิดหวังเล็กน้อย
“ข้ามาพบนางเพื่อจะเดินทางไปยังดันเซี่ยงเถาหยวนพร้อมกัน
ข้าต้องการให้นางช่วยเหลือข้าในการเลือกสมุนไพรบางอย่าง ช่างน่าเสียดายนัก…”
ดวงตาของเฉินเซี่ยงเปล่งประกายพลางเร่งถามขึ้น
“ผู้อาวุโสหลิว เด็กน้อยผู้นี้ก็จะไปดันเซี่ยงเถาหยวนเช่นกัน
ท่านประมุขและคนอื่นๆไม่เชื่อใจให้ข้าเดินทางไปคนเดียว ไม่ทราบว่า…ข้าพอจะติดสอยห้อยตามท่านไปด้วยได้หรือไม่? ส่วนเรื่องสมุนไพรวิญญาณ
ข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง”
เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะได้เดินทางไปพร้อมกับอันธพาลน้อยอย่างเฉินเซี่ยง
นั่นทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกขัดแย้งในใจ
นางปราถนาที่จะเดินทางไปกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
แต่นางก็กลัวว่าเฉินเซี่ยงจะเอาเปรียบนางโดยเฉพาะเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง
“แม่นางหลิว…
เจ้าเด็กบ้านี่เป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย อีกอย่าง
เขาเองก็ร้อนรนจะไปดันเซี่ยงเถาหยวน
แต่หากเขาไปเพียงลำพัง…พวกข้าย่อมไม่อาจวางใจเพราะระยะทางมันช่างไกลนัก”
หวู่ไคหมิงกล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อแอบก่นด่าเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ
ก่อนหน้านี้ที่เฉินเซี่ยงไปหานางที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียน เขาก็ปลอดภัยจนไม่รู้จะปลอดภัยอะไรอีกแล้ว
เมืองดันซี่ยงแห่งดันเซี่ยงเถาหยวนนั้นค่อนข้างไกล
หากเดินทางทางภาคพื้นย่อมเป็นไปได้มากว่าจะถูกซุ่มโจมตีทำให้นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยง
เมื่อนางพยักหน้าเป็นการตกลง…เฉินเซี่ยงจึงแอบลิงโลดอยู่ในใจ………………………………………
Chapter
272 –
การปรากฏขึ้นอีกครั้งของจิตวิญญาณเพลิง
เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของเฉินเซี่ยง
หลิวเมิ่งเอ๋อได้แต่แอบแค่นเสียงอยู่ในใจ
“ไปกันเถอะ”
เฉินเซี่ยงกล่าว
ความรู้สึกเช่นพิธีการแบบนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
“ศิษย์พี่หลิว
รบกวนท่านดูแลเจ้าเด็กบ้านี่ด้วย” กู่ตงเฉินยิ้มพลางกล่าวขณะที่ลูบหัวเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะอายุเยอะกว่ากู่ตงเฉิน
นางยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “พวกเจ้าทั้งสองวางใจได้”
เฉินเซี่ยงตามหลิวเมิ่งเอ๋อออกไปนอกนิกายยอดนักสู้
ตอนนี้เขานั่งอุปกรณ์บินขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายดอกบัวที่นางเป็นคนสร้างขึ้นเอง
เมื่อทั้งสองเคลื่อนออกจากนิกายยอดนักสู้จนทิวทัศน์ของนิกายกลายเป็นจุดเล็กๆแล้วเฉินเซี่ยงก็นอนลงพลางครวญครางอย่างพึงพอใจ
“อืม…สบายดีจริงๆ!”
“เจ้าอันธพาลน้อย
ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเจ้ากับกู่ตงเฉินและคนอื่นๆจะดีมากเลยนะ!”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวชวนทะเลาะก่อนจะหยิกแขนเฉินเซี่ยง
เพราะเขานอนบนอุปกรณ์บินของนางอย่างสบายจนเกินไป
“แน่นอน…
ความสัมพันธ์ของสองเราก็ดีมากๆเหมือนกันไม่ใช่หรอ?” เฉินเซี่ยงทอดตัวนอนบนอุปกรณ์บินของนางพลางแหงนมองท้องฟ้า
“พี่เมิ่งเอ๋อ ขอบคุณมากนะที่ช่วยสกัดกลั่นร่างกายของข้า
ข้าฆ่าไอ้หมอนั่นได้ง่ายๆเลย!”
เมื่อได้เห็นเฉินเซี่ยงสูดกลิ่นกายอันหอมหวลของนางทำให้ใบหน้านางแดงระเรื่อ
“เจ้าอันธพาลน้อย คนที่เจ้าสังหารแข็งแกร่งมากเลยหรอ? ไหนบอกข้าทีซิ”
เฉินเซี่ยงบอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเขากับลู่เจี๋ยให้นางฟังทำให้นางประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“คนผู้นั้นใช้ทักษะภูติพรายจริงๆด้วย
ตามที่บิดามารดาได้บอกข้า…ใครก็ตามที่บ่มเพาะทักษะภูมิพรายจะกลายเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะ
นอกจากนี้ ยังมีเพียงเผ่าปีศาจหยางเท่านั้นที่มีทักษะเช่นนี้
แต่แม้จะเป็นเผ่าปีหยางเอง…การบ่มเพาะทักษะภูติพรายยังถือเป็นสิ่งต้องห้าม!”
ท่าทางของนางแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน
เมื่อนางได้ฟังเฉินเซี่ยงอธิบายหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลลู่
นางจึงกล่าวด้วยความมั่นใจ “ตระกูลลู่ต้องร่วมมือกับเผ่าปีศาจหยางแน่
ข้าคาดไม่ถึงจริงๆว่าคนที่อันตรายขนาดนั้นจะซ่อนตัวอยู่ในนิกายยอดนักสู้”
“แต่สุดท้ายข้าก็สังหารมันได้!”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางยิ้มกว้าง
นางเชื่ออยู่เสมอว่าเฉินเซี่ยงเป็นคนฉลาดและโชคดี
แต่การที่เขาสามารถสังหารนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้นั้น
มันยังคงเป็นเรื่องน่าสงสัยสำหรับนางในตอนนี้
“นี่เจ้าสังหารคนผู้นั้นด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าจริงๆหรอ? ตามข่าวลือเท่าที่ข้าจำได้
ดูเหมือนตอนนั้นเจ้ายังไม่บรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงด้วยซ้ำ!” นางกล่าว
“จงเชื่อในสิ่งที่ท่านอยากเชื่อเถอะ!”
เฉินเซี่ยงไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ให้นางฟัง เพราะตอนนั้นเฉินเซี่ยงใช้ความแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋…
เขาหัวเราะซุกซนพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านก็ควรจะนอนเหมือนกันนะ
ดูสิ…ยังเหลือที่ว่างอีกเพียบเลย!”
นางเบ้ปากพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าจับเจ้าโยนลงไปหรอ!”
เฉินเซี่ยงหยิบเอาหมอนหยกออกมาหนึ่งใบก่อนจะสอดไว้ใต้ศีรษะ
ท่าทางของเฉินเซี่ยงดูมีความสุขเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงบิดแขนเฉินเซี่ยงอีกครั้งทำให้เฉินเซี่ยงกล่าวถามออกมาในทันที
“พี่เมิ่งเอ๋อ
เรื่องศึกษารูปแบบวิญญาณที่ข้าให้ท่านไปเป็นยังไงบ้าง? แล้วท่านจะเริ่มสอนข้าสกัดกลั่นอุปกรณ์ได้เมื่อไหร่!”
“บอกตามตรงเลยนะ
ข้าไม่มีเงื่อนงำอะไรเลย! รูปแบบวิญญาณพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าคุ้นเคย
อีกอย่างมันก็มีจำนวนมากด้วย! หากข้ารู้เพียงลักษณะเฉพาะของพวกมัน
ข้าย่อมวิเคราะห์การผสานของมันได้ เช่นนั้นแล้ว
ข้าจะสามารถผสานเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของพวกมันและปลดปล่อยพลังของพวกมันออกมาได้
มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากๆ” นางกล่าวตอบ
อุปกรณ์บินชิ้นนี้ทำมาจากหยกขาว
ถึงแม้ความเร็วของมันจะไม่มากนัก แต่มันสามารถบินในระดับที่สูงมากๆได้
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านพอจะช่วยสร้างอุปกรณ์บินแบบนี้ให้ข้าสักอันจะได้มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
หากเขามีของแบบนี้สักชิ้น
เขาย่อมมีสถานที่พักผ่อนสบายๆได้ในอนาคตหากเขาต้องเดินทางไกลๆ
“นี่คืออุปกรณ์ชั้นยอดและไม่ง่ายที่จะสร้าง
ยิ่งวัตถุดิบที่ใช้ยังหาได้ยากมาก
รอจนกว่าข้ารวบรวมวัตถุดิบที่เหมาะสมก่อนแล้วข้าจะช่วยเจ้าสกัดกลั่นมันสักชิ้น!
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งยู่หลานและเซี่ยนเซี่ยนก็สำคัญ
เซี่ยนเซี่ยนเองก็ชอบรบเร้าข้าให้สร้างอุปกรณ์บินแบบนี้ให้นางเหมือนกัน
ข้าเองก็ไม่อาจลำเอียงได้เหมือนเจ้า เพราะฉะนั้น ข้าก็จะให้ยู่หลานด้วย”
นางลูบผมของนางพลางกล่าวอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นท่วงท่าอันงดงามจับจิตเช่นนั้น
เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกตาพร่ามัว
“อุปกรณ์ชั้นยอด
ราคาของมันต้องสูงเอามากๆแน่…เห้อ!
ดูเหมือนประมุขเองก็ถูกท่านขูดเลือดขูดเนื้อเหมือนกันนะ” เฉินเซี่ยงถอนกล่าว
อุปกรณ์ชั้นยอดนั้นมีไม่มากนัก
การสกัดกลั่นมันก็ทำได้ยากทั้งวัตถุดิบที่ใช้ก็หาได้ยาก
และที่สำคัญ…มีคนเพียงหยิบมือที่สกัดกลั่นมันได้
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านก็จะคิดราคาผลึกศิลากับข้าเหมือนกันหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง
เพราะยังไงซะตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้เริ่มสกัดกลั่น”
นางยืนขึ้นแล้วมองไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างออกไป
“นั่น!!”
นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจขณะที่นางจ้องมอง
เฉินเซี่ยงเองก็ยืนขึ้น
เมื่อเห็นทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้า เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย
ทะเลทรายกลุ่มนั้นอยู่ระหว่างทางไปเมื่องดันเซี่ยง
เฉินเซี่ยงเองก็เคยเดินทางด้วยเส้นทางนี้ แต่เขาจำไม่ได้ว่ามีทะเลทรายพวกนี้อยู่
ทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้าของทั้งสองปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันร้อนระอุ
หากมองจากที่ไกลๆ ดูเหมือนอากาศรอบๆทะเลทรายจะบิดเบี้ยวอยู่เล็กน้อย ทันใดนั้น
ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงพลันสัมผัสได้ถึงตัวตนของบางอย่าง
“ข้าใช้เส้นทางนี้นับครั้งไม่ถ้วน
และทรายพวกนี้ก็ไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อนอย่างแน่นอน
แต่จู่ๆตอนนี้มันกลับปรากฏมาจากไหนไม่รู้” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ
เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกว่ามันแปลกอย่างบอกไม่ถูก
“เราไปดูกันหน่อยดีมั้ย? ด้วยความแข็งแกร่งของท่านแล้ว
ข้าคิดว่าไม่ควรมีอะไรจะต้องกลัว”
นางพยักหน้าก่อนอุปกรณ์บินจะพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
เฉินเซี่ยงนอนลงบนอุปกรณ์บินอีกครั้งในขณะที่นางยืนอยู่ที่ขอบของอุปกรณ์บินพลางจ้องมองทะเลทรายขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อเห็นเรือนร่างอันงามสง่า..มันทำให้เฉินเซี่ยงอยากเข้าไปกอดนางทางด้านหลัง
แล้วบรรจงจูบลงไปที่แก้มของนาง…
ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังล่องลอยกับจิตนาการ
ร่างกายของเขาพลันแผ่ไอร้อนออกมาเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5
ของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นยอดเยี่ยม
ทำให้ไม่นานนางก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากท้องของเจ้าอันธพาลน้อยที่อยู่ด้านหลังนาง
เมื่อนางหันกลับมา
นางเห็นเฉินเซี่ยงจ้องมองนางด้วยสายตาที่ชั่วร้ายทำให้นางทั้งอายทั้งโกรธเป็นอย่างมาก
นางจ้องเฉินเซี่ยงตาเขม็งพลางกล่าวชวนทะเลาะ “เจ้าอันธพาลน้อย
เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
เฉินเซี่ยงคิดไม่ถึงว่าประสาทสัมผัสของนางจะแข็งแกร่งขนาดนี้
นางถึงกับล่วงรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังคิดอะไรอยู่ เฉินเซี่ยงพยายามฝืนยิ้มพลางกล่าว
“ไม่มีอะไร ข้าแค่นึกถึงความทรงจำอันแสนสุขในอดีต….”
ในที่สุดอุปกรณ์บินก็มาถึงตำแหน่งเหนือทะเลทราย
เฉินเซี่ยงที่แต่เดิมนอนอยู่ก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ พลังที่อยู่ในร่างกายของเขาสั่นสะไหวเล็กน้อยซึ่งมันเป็นการสั่นของจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์
และตอนนี้เฉินเซี่ยงก็มีความรู้สึกแปลกๆ มันเป็นอะไรที่เขาก็ไม่อาจอธิบายได้
“มีสัญญาณของจิตวิญญาณเพลิง
จิตวิญญาณเพลิงกำลังจะถือกำเนิด!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ
เฉินเซี่ยงแข็งค้างไปชั่วครู่
ความรู้สึกแปลกๆที่อยู่ภายในร่างกายของเขาดูราวกับมันจะบอกให้เฉินเซี่ยงไปหาจิตวิญญาณเพลิง
เขาคาดไม่ถึงว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์จะใช้งานแบบนี้ได้ด้วย
มันสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของจิตวิญญาณเพลิง
หลิวเมิ่งเอ๋อพบว่าท่าทางของเฉินเซี่ยงแปลกไปเล็กน้อย
นางจึงเร่งกล่าวถาม “อันธพาลน้อย เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เฉินเซี่ยงชี้ไปยังที่ที่นึงก่อนจะตะโกนขึ้น
“พี่เมิ่งเอ๋อบินไปตรงนั้น พวกเขาจะไปหาของดีกัน”
“ของดีอะไร? นั่นมันฝั่งทางเหนือนะ
ที่นั่นมันหนาวมาก” ถึงนางจะกล่าวแบบนั้น แต่นางยังคงควบคุมอุปกรณ์บินมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เฉินเซี่ยงชี้บอก
เฉินเซี่ยงส่ายหัว
“ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะใช่สิ่งที่ข้าคิดหรือเปล่า”…………………………….
Chapter
273 –
ทุกข์ทรมาน
การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณเพลิงนั้นนับว่าหาได้ยากเป็นอย่างมาก
ทั่วทั้งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มีเพียงเฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนเท่านั้นที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิง
ส่วนผู้อาวุโสเม็ดยา…แม้นางจะครอบครองแต่นางได้มันมาจากโลกจันทราม่วง
ซึ่งจิตวิญญาณเพลิงดวงนั้นไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
แต่ถึงแม้จิตวิญญาณเพลิงของเฉินเซี่ยงจะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
แต่เขาก็ได้รับมันจากสัตว์เพลิงโบราณที่อยู่ที่นี่…
หากจะกล่าว
มีเพียงจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้าของวู๋เชียนเชียนเท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่โดยแท้จริง
ตามที่หลงเสวี่ยอี๋และซูเหม่ยเหยาได้กล่าวไว้
ในแต่ละแผ่นดินใหญ่…แม้จิตวิญญาณเพลิงจะหายาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี
ปกติแล้วพวกมันจะถูกซ่อนเอาไว้ แต่ถึงแม้บางคนจะมีจิตวิญญาณเพลิงในครอบครอง
บางที…พวกเขาอาจจะไม่เคยใช้มันเลยตลอดชีวิตก็ได้
เพราะยังมีจิตวิญญาณเพลิงบางชนิดที่จะแผดเผาผู้ใช้จนตาย
เฉินเซี่ยงแอบตื่นเต้นอยู่ในใจเพราะอีกไม่นานเขาก็จะพบกับจิตวิญญาณเพลิงที่ถือกำเนิดเองขึ้นตามธรรมชาติ
บุคคลที่ทรงพลังเช่นหลิวเมิ่งเอ๋อก็ยังไม่มีจิตวิญญาณเพลิง
ซึ่งชัดเจนว่าจิตวิญญาณเพลิงนั้นหายากขนาดไหน
“มันคือจิตวิญญาณเพลิงอะไร? ทำไมมันถึงสามารถเปลี่ยนผืนดินให้กลายเป็นทรายได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวหลงเสวี่ยอี๋
“ข้าก็ไม่รู้
พูดง่ายๆว่ามันน่าพิศวงมาก อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ด้อยไปกว่าจิตวิญญาณเพลิงฟ้า”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว นางก็กำลังรอคอยมันเช่นกัน
หนึ่งวันผ่านไป…
อุปกรณ์บินของหลิวเมิ่งเอ๋อยังคงลอยอยู่เหนือทะเลทรายอันร้อนระอุตลอดเวลา
ยิ่งทั้งสองบินไปยังทิศทางที่เฉินเซี่ยงบอกไกลมากเท่าไหร่
หลิวเมิ่งเอ๋อก็ยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้นเท่านั้น
“พวกเรากำลังออกห่างเมืองดันเซี่ยงเรื่อยๆแล้วนะ
ไอ้ของที่เจ้าว่ามันคืออะไรกัน?” นางกล่าวถามพลางหน้ามุ่ย
นางกล่าวถามเฉินเซี่ยงหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ตอบนาง
“รอก่อน
เดี๋ยวข้าจะบอกท่านทีหลัง แต่ที่แน่ๆ…มันคือของดี” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
ทันใดนั้น
ฉากที่แปลกตาเอามากๆพลันปรากฏขึ้น
ทะเลทรายอันร้อนระอุเชื่อมต่อกับแผ่นดินอันหนาวเหน็บและปกคลุมไปด้วยหิมะ
หลิวเมิ่งเอ๋อทราบมานานแล้วว่ามีบางอย่างที่แปลกมากๆที่นี่
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นฉากที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
นางเริ่มเชื่อคำพูดของเฉินเซี่ยงเพราะมีบางสิ่งแปลกๆและสิ่งนั้นต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างจนทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นดังที่ปรากฏอยู่ตอนนี้
ทะเลทรายอันร้อนระอุและผืนดินที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
ทั้งสองแผ่นดินแยกออกจากกันด้วยเส้นแบ่งบางๆ หลิวเมิ่งเอ๋อร่อนลงไปยังเส้นแบ่งของทั้งสองแผ่นดินพลางกล่าวถาม
“นี่มันแปลกจริงๆ ความเย็นแบบไหนกันที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้?”
เฉินเซี่ยงยืนอยู่บนเส้นแบ่งของทะเลทรายอันร้อนระอุและแผ่นดินอันหนาวเหน็บ
ทั้งเขาและนางเดินไปตามเส้นแบ่งไปตามความรู้สึกที่เขาได้รับภายในร่างกาย
เพราะเฉินเซี่ยงเชื่อความรู้สึกที่ได้จากจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์
“อีกไม่นานพวกเราก็จะถึงแล้ว!”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างตื่นเต้น หลิวเมิ่งเอ๋อไม่ทราบว่ามันคืออะไร
นางได้แต่แอบสงสัยและคาดหวังในเวลาเดียวกัน
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็หยุดเดินแล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ข้างล่างนี่แหละ พี่เมิ่งเอ๋อรีบขุดมันออกมาเร็วเข้า!”
นางกล่าวอย่างนุ่มนวล
“ทำไมข้าต้องขุด? แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ทำเอง?”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้นางทำเรื่องพวกนี้ นางคือจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนผู้สง่างาม
แต่นางยังคงถูกสั่งอยู่เช่นนี้
“เจ้าอันธพาลน้อย
นี่เจ้าไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้สตรีบ้างเลยหรอ?” นางแค่นเสียงเบาๆะลางกล่าว
แต่ในขณะที่นางกล่าว
พลังอันน่าเกรงขามพลันระเบิดออกมาจากร่างกายของนางทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับถูกบางอย่างกดทับเอาไว้จนเขาต้องล่าถอย
ในยามนี้เฉินเซี่ยงเพิ่งจะจำได้ว่า
สตรีผู้งดงามนางนี้คือนักสู้ขอบเขตนิพพาน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ค่อนข้างภาคภูมิใจเพราะเขาใช้วาจาข่มเหงนางได้เสมอและมันยังทำให้เขาใกล้ชิดกับนางมากขึ้น
รอยแยกลึกพลันปรากฏขึ้นที่พื้นด้วยพลังของหลิวเมิ่งเอ๋อ
เพียงแค่เฉินเซี่ยงก้าวไปก้าวเดียวเขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นอันทรงพลังและกระแสความร้อนระอุที่ทะลักออกมาจากรอยแยกลึกนั่น
ผ่านไปเพียงพริบตาเฉินเซี่ยงก็รู้สึกหนาวเหน็บสุดขั้ว
แต่พอผ่านไปอีกพริบตานึงเฉินเซี่ยงก็รู้สึกร้อนระอุอย่างสุดขั้ว
ความรู้สึกทั้งร้อนทั้งเย็นอย่างสุดขั้วสลับกันไปมาทำให้เฉินเซี่ยงเป็นอัมพาตกระทั่งล้มลงกับพื้น
เขาคาดไม่ถึงว่าจิตวิญญาณเพลิงจะมีทั้งความหนาวเหน็บและร้อนระอุเช่นนี้
แต่หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจมากกว่าเฉินเซี่ยงนัก
ตัวนางคือผู้บ่มเพาะปราณเพลิงและน้ำแข็งทำให้นางสามารถต้านความร้อนและความหนาวเย็นได้สูงมาก
แต่ถึงอย่างนั้น
นางกลับไม่สามารถต้านทานความร้อนและเย็นที่สลับกันไปมาเช่นนี้ได้ นี่ยิ่งทำให้นางเชื่อคำกล่าวของเฉินเซี่ยงมากขึ้นไปอีกว่าสิ่งที่ทรงพลังมากๆนั้นซ่อนอยู่ใต้พื้นดินแห่งนี้
“ไอ้ของสิ่งนั้นกำลังขึ้นมาก
พี่เมิ่งเอ๋อระวังด้วย!” จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ตะโกนลั่น
เขาอยากจะเข้าไปคว้าเอาจิตวิญญาณเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวดวงนี้
แต่ร่างกายของเขากลับเป็นอัมพาตจากความร้อนและเย็นสุดขั้วที่สลับกันไปมาอย่างต่อเนื่อง
หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกประหลาดใจพลางล่าถอยอย่างรวดเร็ว
นางเห็นเพียงแสงสีม่วงยิงออกมาจากรอยแรกทั้งความหนาวเย็นและร้อนระอุพลันเพิ่มขึ้นจนทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอึดอัดมากขึ้น
ในที่สุดนางก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
นางเป็นผู้ใช้เพลิง เมื่อกล่าวถึงเรื่องเพลิงนางย่อมเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
แค่ปรายตามองนางก็รู้แล้วว่าของสิ่งนั้นคือความโลภของผู้ใช้เพลิงทั้งหมด…จิตวิญญาณเพลิง
แต่ถึงอย่างนั้นมันยังมีลักษณะเฉพาะของความหนาวเหน็บซึ่งตามความรู้ของนาง
จิตวิญญาณเพลิงชนิดนี้ไม่สมควรมีอยู่
“จิตวิญญาณเพลิงม่วง!
พี่เมิ่งเอ๋อรีบไปเอามันมาเร็วเข้า อย่าให้มันหนีเด็ดขาด!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น
นางมองเฉินเซี่ยงด้วยความประหลาดใจ
นางไม่รู้ว่าทำไมเฉินเซี่ยงถึงรู้ว่ามีจิตวิญญาณเพลิงที่นี่ อีกอย่าง
มันยังเป็นจิตวิญญาณม่วงที่น่าเกรงขาม
ในความคิดของนาง
ผู้เยาว์อย่างเฉินเซี่ยงไม่ควรมีความเข้าใจในจิตวิญญาณเพลิงอย่างลึกซึ้งเช่นนี้
แต่ไม่ต้องกล่าวถึงจิตวิญญาณเพลิง แค่จิตวิญญาณนักสู้ยังมีน้อยคนนักที่จะทราบ
แม้จิตวิญญาณนักสู้จะหาได้ยากแต่มันก็มีจำนวนมากกว่าเมื่อเทียบกับจิตวิญญาณเพลิง
เฉินเซี่ยงจ้องมองกลุ่มก้อนเปลวเพลิงสีม่วงที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ
ถึงเฉินเซี่ยงจะไม่รู้ว่ามันคือจิตวิญญาณเพลิงอะไร
แต่เขารู้ว่าจิตวิญญาณเพลิงชนิดนี้แปลกมาก
ทั้งยังแตกต่างกับจิตวิญญาณเพลิงอื่นๆที่เฉินเซี่ยงเคยเห็นมา
เมื่อเฉินเซี่ยงกระตุ้นให้หลิวเมิ่งเอ๋อคว้าเอาจิตวิญญาณเพลิง
เจ้าจิตวิญญาณเพลิงม่วงดูราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง
มันพุ่งตรงเข้าใส่หลิวเมิ่งเอ๋อแล้วผสานเข้าไปในร่างของนางทันที
ทันทีที่จิตวิญญาณเพลิงเข้าผสานกับร่างกายของนาง
ใบหน้าอันงดงามพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานจนทำให้กรีดร้องออกมา
เฉินเซี่ยงเคยประสบกับความเจ็บปวดเช่นนี้มาก่อน
แม้แต่วู๋เชียนเชียนก็เช่นกัน เมื่อเห็นท่าทางอันเจ็บปวดของหลิวเมิ่งเอ๋อ
จิตใจของเฉินเซี่ยงพลันแตกสลาย
นางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพลางดิ้นทุรนทุรายไปมาบนพื้น
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าการผสานจิตวิญญาณเพลิงในนักสู้ขอบเขตนิพพานจะต้องประสบกับความปวดแค้นแสนสาหัสเช่นนี้
“นางย่อมต้องเป็นแบบนี้
เพราะหลังจากที่นางผสานกับจิตวิญญาณเพลิง ทั้งเพลิงและร่างกายของนางจะก้าวหน้าขึ้น
อีกอย่างตอนนี้ทั้งร่างกายและเพลิงของนางก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ทำให้นางได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมากกว่าทั้งเจ้าและวู๋เชียนเชียนได้ประสบมา”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกว่านางกำลังจะตาย
แต่จู่ๆมืออันบอบบางของนางก็คว้าจับเฉินเซี่ยงอย่างแรง
“อันธพาลน้อย
ข้าเจ็บ…ข้าเจ็บเหลือเกิน” นางกรีดร้อง ยิ่งเห็นเช่นนี้เฉินเซี่ยงยิ่งปวดใจ
เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมอกเหมือนตอนที่เขากอดวู๋เชียนเชียน
แม้นางจะได้รับความทุกข์ทรมาน
แต่นางก็รู้ว่าเฉินเซี่ยงกอดนาง นั่นทำให้นางเสียศักดิ์ศรีและโกรธเป็นอย่างมาก
แต่กระนั้น
นางก็ไม่อาจตำหนิเฉินเซี่ยงได้เพราะความเจ็บปวดมันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อกำลังนั่งค่อมอยู่บนตักของเฉินเซี่ยง
ต้นขาอันเรียวงามของนางหนีบรัดเอวอันแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอย่างแนบแน่น
มืออันงดงามทั้งสองข้างของนางก็คว้าเอวของเฉินเซี่ยงเอาไว้แน่นจนเล็บของนางเจาะผ่านเสื้อผ้าจมเข้าไปในผิวหนัง
ในยามนี้ ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏรอยขีดข่วนจนโลหิตไหลซึมรอยแล้วรอยเล่า……………………………………..
Chapter
274 จูบ
“นี่มันคือพรสวรรค์ของสตรีทุกนางอย่างงั้นหรอ?”
เฉินเซี่ยงได้แต่อดทน
ร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อแข็งแกร่งกว่าร่างกายของเฉินเซี่ยงมาก
แม้เฉินเซี่ยงจะมีกายปีศาจอมตะระดับ 5
แต่เล็บของนางยังคงทิ้งรอยโลหิตไว้บนแผ่นหลังของเขา
แขนทั้งสองข้าของเฉินเซี่ยงโอบรอบเอวอันนุ่มนวลและบอบบางของนาง
เขาดึงขาอันเรียวงามของนางสูงขึ้นใกล้อกของเขาพลางก่อนรัดนางอย่างอย่างแนบแน่นทั้งร่างกายของนางเองก็เปลี่ยนสลับร้อนและเย็นอย่างต่อเนื่อง
สัมผัสอันนุ่มนวล…เย้ายวน…ของก้อนเนื้อกลมๆนุ่มๆสองก้อนที่แผ่ส่งความร้อนผ่านร่างกายของเขา…ความรู้สึกเช่นนั้นได้ทะลักเข้าไปในจิตของเฉินเซี่ยงอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงอย่างนั้น
นางเองก็สร้างรอยขีดข่วนบนแผ่นหลังของเฉินเซี่ยงมากมายนับไม่ถ้วน
ทำให้ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกมีความสุขระคนเจ็บ
ใบหน้าอันงดงามของนางมุดอยู่ที่อกของเฉินเซี่ยง
นางขบริมฝีปากของนางเป็นเวลานานแต่จู่ๆนางก็รู้สึกดีขึ้นมาก
นางรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเล็บของนางกำลังตะกุยแผ่นหลังของเฉินเซี่ยงอยู่ แต่นางกลับไม่สามารถควบคุมตนเองได้เพราะมันเจ็บปวดจนเกินไป
“อันธพาลน้อย
ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว! อ้าาา…ซี๊ดดดด…อื้มมมมมมมมม”
(อันนี้ล้อเล่น
55555+ ของจริงอยู่ข้างล่าง)
“อันธพาลน้อย
ข้ากำลังจะตาย! อ้า….เจ็บปวดเหลือเกิน….” นางครวญครางพลางแหงนหน้ามองเฉินเซี่ยง
ใบหน้าอันงดงามของนางบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด
ดวงตาคู่งามของนางเผยให้เห็นถึงอารมณ์อันซับซ้อนเชิงบอกใบ้ว่านางไม่อาจทนความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญได้อีกแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น
จิตใจของเฉินเซี่ยงพลันเจ็บปวดเหลือแสนโดยไม่ทราบสาเหตุ
แต่เมื่อจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งามของนางเฉินเซี่ยงจึงก้มหน้าลง
ริมฝีปากของเขาค่อยๆเคลื่อนหานางช้าๆก่อนประกบเข้ากับริมฝีปากที่มีโลหิตไหลซึมของนาง
นางรู้สึกเจ็บปวดและขายหน้า
นางเม้มริมฝีปากของนางแน่นขึ้น
แต่ลิ้นอันอ่อนนุ่มและดุดันของเฉินเซี่ยงกลับพยายามง้างเปิดริมฝีปากของนาง
ในยามนี้เฉินเซี่ยงเสี่ยงเป็นอย่างมาก
เพราะด้วยความเจ็บปวดอันเหนือจินตนาการที่นางได้รับ
ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่นางจะขบฟันแล้วกัดลิ้นของเฉินเซี่ยงจนขาด
แต่ด้วยความพยายาม
ในที่สุดลิ้นของเฉินเซี่ยงก็เข้าไปในปากของนางได้อย่างปลอดภัย
หลังจากนั้นไม่นานลิ้นของเฉินเซี่ยงก็เริ่มควานหาลิ้นอันหอมหวานของนางไปทั่วทั้งปาก…
เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เพราะเขาและเซี่ยนเซี่ยนก็จูบกันอยู่บ่อยครั้ง
จึงกล่าวได้ว่าเฉินเซี่ยงเชี่ยวชาญมันเป็นอย่างดี
ดังตัวอย่างในครั้งก่อนที่เฉินเซี่ยงสามารถบังคับให้ซูเหม่ยเหยาจูบเขาจนนางไม่อาจควบคุมตัวเองได้
ความรู้สึกแปลกๆนี้ดูราวกับไฟฟ้าช็อตที่แล่นผ่านปากไปยังทั่วร่างของหลิวเมิ่งเอ๋อในฉับพลัน
ด้วยความที่นางรู้ว่าลิ้นของเฉินเซี่ยงกำลังเคลื่อนไปทั่วปากของนางทำให้นางไม่กล้าขบฟันของนางลงแม้ว่านางจะเจ็บปวดขนาดไหนก็ตาม
และในเวลาเดียวกันนางก็แอบด่าทอเฉินเซี่ยงที่ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตของนางแล้วเอาเปรียบนางจนได้
นางคืออาจารย์ของเซี่ยนเซี่ยนและเซี่ยนเซี่ยนก็เป็นภรรยาของเฉินเซี่ยงด้วย!
แต่จริงๆแล้ว
เมื่อเฉินเซี่ยงคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง
มันกลับทำให้เฉินเซี่ยงตื่นเต้นมากขึ้นและยังกระตุ้นลิ้นอันหอมหวานที่ไม่ยินยอมพร้อมใจของนางมากขึ้น
นางต่อต้านเฉินเซี่ยงได้ไม่นานนัก
เพราะในทุกๆครั้งที่ลิ้นของเฉินเซี่ยงสัมผัสกับลิ้นของนาง
ร่างกายของนางพลันรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกทั้งความเจ็บปวดของนางก็มลายหายไป
นางพยายามตอบรับอารมณ์ของเฉินเซี่ยงอย่างตะกุกตะกักโดยลิ้นของนางก็เริ่มเคลื่อนไปรอบๆปากของเฉินเซี่ยง…
เฉินเซี่ยงแอบมีความสุขอยู่ในใจ
เพราะครั้งก่อนที่เขาจูบซูเหม่ยเหยา…ความรู้สึกมันก็คล้ายกันมาก
แม้สตรีทั้งสองนางจะมีชีวิตมาอย่างยาวนาน
แต่พวกนางกลับไม่สันถัดเรื่องราวระหว่างชายหญิง
ซึ่งจริงๆแล้ว…พวกนางไม่เคยจูบใครมาก่อน!
แต่เมื่อพวกนางได้รับรสหวาน…หอม…มันกลับทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อหลงไหลไปกับความรู้สึกเบาสบายที่แผ่ไปทั่วร่างของนางเช่นเดียวกับที่ซูเหม่ยเหยาได้รับ
จนในที่สุดทั้งสองสาวก็ปล่อยตัวตามความต้องการและดื่มด่ำกับรสจูบตามเฉินเซี่ยงไปเหมือนกันทั้งคู่
ความเจ็บปวดบรรเทาเบาบางจากร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อได้อย่างไรไม่ทราบ
ขณะที่เฉินเซี่ยงก็มีความรู้สึกที่แปลก แต่จู่ๆหลงเสวี่ยเอ๋อจึงอุทานขึ้น
“จิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้ากำลังปลดปล่อยรัศมีที่พิเศษเฉพาะออกมาแล้วไหลผ่านปากของเจ้าเข้าไปในร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อเพื่อยับยั้งจิตวิญญาณเพลิงแปลกๆนั่น!”
ในยามนี้ความเจ็บปวดของหลิวเมิ่งเอ๋อได้มลายหายไปจนหมดสิ้นราวกับนางหลุดจากขุมนรกแล้วเข้าสู่สรวงสวรรค์
นางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานที่พิเศษเฉพาะกำลังไหลทะลักเข้ามาในร่างกายของนางผ่านลิ้นของเฉินเซี่ยง
เมื่อพลังสายนั้นเข้ามาในร่างกายของนาง
ดูเหมือนมันจะเร่งการผสานระหว่างนางกับจิตวิญญาณเพลิงแปลกๆนั่น
มันเป็นความรู้สึกอันลึกลับ…
อุบัติเหตุอันแสนเลวร้าย…ในบางครั้งมันก็นำพาสิ่งที่งดงามมาให้ แล้วมันก็เป็นจริงสำหรับเฉินเซี่ยง
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือสิ่งที่เขาได้แต่เพ้อฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
ภายในแหวน…
ซูเหม่ยเหยาได้แต่แค่นเสียงเบาๆ “เจ้าอันธพาลน้อย…ฮึ่ม! เขามันชั่วร้ายจริงๆ
เขาถึงกับกล้าข่มเหงอาจารย์ของภรรยาตัวเอง!”
เมื่อนางคิดถึงเรื่องที่นางจูบกับเฉินเซี่ยงในครั้งก่อน
ใบหน้าของนางพลันแดงแจ๋ขึ้นในฉับพลันทั้งยังจมอยู่ในความรู้สึกแห่งแรงปราถนานั่น
แต่ถึงอย่างนั้น นางไม่ได้ส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย
สุริยันล่วงเลย…จันทรามาเยือน
จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อพลันทรุดตัวลงแล้วเข้าสู่นิทรา
เมื่อริมฝีปากของทั้งสองแยกออกจากกัน
เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุดทั้งยังหวนนึกถึงความรู้สึกแห่งสัมผัสก่อนหน้านี้
เขาจ้องมองไปยังสตรีผู้งดงามไร้ทางป้องกันที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราในอ้อมแขนของเขา
เขารู้สึกภาคภูมิใจ
เขาลูบไล้เรือนผมอันงดงามของนาง…และเช็ดน้ำตาบนใบหน้าที่งดงามของนาง
ความเจ็บปวดอันไม่อาจบอกบรรยายได้ทำให้ร่างกายและจิตใจของนางจนอ่อนล้า
แม้เฉินเซี่ยงจะช่วยนางบรรเทาความเจ็บปวดไปบ้างแต่ทำกลับทำให้จิตใจของนางอ่อนล้ามากขึ้นจนในที่สุด…นางก็อ่อนล้าจากสิ่งที่เกิดขึ้นในตลอดทั้งวัน
เฉินเซี่ยงยังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบนแผ่นหลังและฉากอันน่ากลัวที่เกิดขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกว่ามันคุ้มค่า
เฉินเซี่ยงยังแน่นิ่งไม่ไหวติง
เขากลัวว่าการขยับเพียงเล็กน้อยจะทำให้นางตื่นและทำลายฉากที่งดงามและเปราะบางในยามนี้
เขาไม่กล้าหายใจแรง เขาทำได้เพียงจ้องมองใบหน้าอันงดงามของนางด้วยความรัก
นางช่างงดงามยิ่งนัก………
“เจ้าอันธพาลน้อย….ฮ่าฮ่า
เจ้านี่มันชายโฉดจริงๆ แต่อิสตรีก็ชื่นชอบแบบนั้นแหละ!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะซุกซน
นางเองก็อยากออกมาสัมผัสใบหน้าที่งดงามของหลิวเมิ่งเอ๋อเช่นกัน
“ดูเหมือนว่าเวลาที่นางผสานกับจิตวิญญาณเพลิง
นางจะประสบกับความเจ็บปวดเหลือคณามากกว่าวู๋เชียนเชียนเสียอีก”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“ถูกแล้ว…เพราะนางเป็นถึงนักสู้ขอบเขตนิพพาน!
ความจริง…ที่นางไม่ตายก็นับว่าดีขนาดไหนแล้ว
อย่าลืมสิว่าจิตวิญญาณเพลิงอันนั้นมันแปลกมาก จิตวิญญาณเพลิงม่วงนับเป็นของดีมากๆ
แต่ไอ้เจ้าจิตวิญญาณเพลิงนั้นกลับมีคุณสมบัติของความหนาวเย็นด้วย!
แต่มันก็กล่าวได้ว่า จิตวิญญาณเพลิงดวงนี้เหมาะสมกับนางที่สุด!
มันเป็นจิตวิญญาณเพลิงที่มีเอกลักษณ์มาก หากใช้มันอย่างถูกต้อง
มันย่อมไม่ด้อยไปกว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้าแน่”
ซูเหม่ยเหยากล่าวด้วยความอิจฉา
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“พี่เหม่ยเหยา รอให้ข้าแข็งแกร่งพอก่อนเถอะ แล้วข้าจะช่วยท่านหาจิตวิญญาณเพลิงที่ทรงพลัง!”
เป่ยยู่ยู่กล่าวอย่างไม่เย็นชาและไม่อบอุ่น
“ศิษย์น้อง…เจ้าเด็กบ้านี่ต้องวางแผนเอาเปรียบสตรียามที่พวกนางผสานกับจิตวิญญาณเพลิงแน่!”
“พี่เหม่ยเหยา
ถ้าท่านผสานกับจิตวิญญาณเพลิง
เจ้าหื่นนี่สามารถอ้างได้อย่างเป็นธรรมว่าเขาทำไปเพื่อช่วยท่านบรรเทาความเจ็บปวด
เขาจะเอาเปรียบท่านได้ง่ายๆเลยนะ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวพลางยิ้มกว้าง
เฉินเซี่ยงพึมพัม
“เหล่าสตรีชั่วช้า พวกนางตัดสินจิตใจของสุภาพบุรุษเช่นข้าด้วยเจตนาของพวกนางเอง
ที่ข้าคิดเช่นนั้นก็เพื่อประโยชน์ของพี่เหม่ยเหยาจริงๆนะ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
ทั้งหลงเสวี่ยอี๋และสองสาวก็แค่นเสียงออกมาพร้อมกัน
เพราะทั้งสามนางไม่มีใครที่เชื่อคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงกลัวว่าหลังจากที่หลิวเมิ่งเอ๋อตื่นแล้ว
นางจะหมางเมินกับเขา หากเป็นเช่นนั้น คงเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะได้พบนางอีกครั้ง
เพราะเฉินเซี่ยงคิดถึงรสจูบของนางเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่เขาสามารถจูบสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งนักสู้ใบนี้ได้
เขาทั้งกังวลและพึงพอใจ
เมื่อยามอรุณรุ่ง…
หลิวเมิ่งเอ๋อค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ…
เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนผสานกับจิตวิญญาณเพลิง
ทั้งสองนอนหลับไปหลายวัน แต่หลิวเมิ่งเอ๋อหลับไปเพียงคืนเดียวเท่านั้น
เปลือกตาของนางเปิดขึ้นครึ่งนึง
ใบหน้าของนางยังคงซุกอยู่ในอกของเฉินเซี่ยง
นางได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเฉินเซี่ยงอย่างชัดเจนซึ่งจังหวะหัวใจของเขาและนางเต้นไปพร้อมๆกัน
ในยามนี้นางยังไร้กำลังเพราะการผสานกับจิตวิญญาณเพลิงยังไม่เสร้จสิ้น
“นี่….อันธพาลน้อย
ตื่นได้แล้ว!… ร่างกายของข้ากำลังเจ็บอีกแล้วนะ…”
นางกล่าวอย่างไร้กำลังทำให้เฉินเซี่ยงลืมตาขึ้นในทันที
หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง นางเองก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเฉินเซี่ยง
ดวงตานางเองเต็มไปด้วยความงดงามและซับซ้อน
เฉินเซี่ยงลูบไล้ใบหน้าของนางเชิงตอบรับก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงแล้วเริ่มบรรจงจูบนางอย่างรุ่มร้อนอีกครั้ง
ในยามนี้ลิ้นของเฉินเซี่ยงไม่ได้ถูกต่อต้าน มันผ่านเข้าไปในปากของนางได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสองพัวพัน กอดรัดกันอย่างอบอุ่นและนุ่มนวล
ปราณเพลิงจากเพลิงตะวันสวรรค์ค่อยๆถ่ายเข้าไปในร่างของนางทำให้ทั้งสองต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุข………………………………………….
****************************************************
เฉินเซี่ยงยังไม่ได้แอ้มสาวง่ายๆหรอก
555555+
Chapter
275 –
เบาะแสของอาวุธศักดิ์สิทธิ์
ผ่านไปอีกวัน….
รุ่งเช้ามาเยือน แสงอาทิตย์อาบไล้ไปยังคู่บุรุษสตรีที่กอดรัดกันอย่างแนบแน่น
ภาพที่เห็นช่างดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
เฉินเซี่ยงลืมตาตื่นขึ้น..ก่อนหน้านี้เขาปลดปล่อยปราณเพลิงของจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ไปเป็นจำนวนมากทำให้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก
แต่ด้วยหลงเสวี่ยอี๋คอยระวังรอบๆอย่างใกล้ชิดทำให้เฉินเซี่ยงสามารถพักผ่อนพลางกอดสาวงามในอ้อมกอดได้อย่างวางใจ
ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของหลิวเมิ่งเอ๋อกลับคืนสู่ความงามดังเก่า
ยามนี้…นางยิ่งงดงามจับใจกว่าคราก่อนราวกับนางคือดอกไม้ที่ผลิบานและเต็มไปด้วยเสน่ห์
“การผสานของนางเสร็จสิ้นแล้ว”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้าแต่ยังไม่ยอมปล่อยสาวงามออกจากอ้อมแขน
เขากลัวว่าในอนาคต…เขาจะไม่มีโอกาสกอดนางได้อีกซ้ำยังต้องโดนนางต่อว่าแน่
หลิวเมิ่งเอ๋อสัมผัสได้ถึงแสงอาทิตย์ระยิบระยับอาบไล้มาบนเรือนร่างของนาง
นางค่อยๆลืมตาขึ้นแล้วเงยหน้ามองเฉินเซี่ยง
ดวงตาคู่งามอันพร่ามัวของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
นางไม่รู้ว่านางจะเผชิญเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ในยามนี้
นางฟื้นคืนความแข็งแกร่งของนางแล้วเพียงแต่…นางเองก็ยังไม่ผละออกจากอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ยินดีด้วยนะ! ท่านผสานกับจิตวิญญาณเพลิงสำเร็จแล้ว”
เฉินเซี่ยงกล่าวยินดีกับนางอย่างจริงใจพลางลูบไล้เรือนผมของนางเบาๆ
“อืม!
ขอบคุณนะ!” นางกล่าวอย่างนุ่มนวล จู่ๆนางพลันรู้สึกแปลกๆเหมือนกับมีบางอย่างติดอยู่ที่เล็บของนาง
ทำให้นางคิดได้ว่านางข่วนหลังเฉินเซี่ยงอย่างไร้สติเมื่อตอนที่นางกำลังอดทนกับความเจ็บปวด
แต่เมื่อนางต้องการจะทำความสะอาดแผลให้เฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงกลับกอดนางแน่นขึ้นพลางกล่าว “ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก ข้าไม่ยอมให้ท่านไป
ในอนาคต…ข้ากลัวว่าข้าจะไม่ได้กอดท่านได้อีก”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะเล็กน้อย
“เด็กโง่…รีบปล่อยข้าเถอะ ถ้าเกิดข้ายังอยู่แบบนี้กับเจ้า
แล้วข้าจะทำแผลของเจ้าได้ยังไง?”
เฉินเซี่ยงปล่อยนางก่อนจะนอนลงบนพื้นอย่างเชื่อฟัง
เมื่อนางเห็นรอยแผลมากมายนับไม่ถ้วนบนหลังของเฉินเซี่ยง นางพลันรู้สึกปวดใจ
นางก้มลงมองมือทั้งสองข้างของนางอีกครั้ง…มันเต็มไปด้วยคราบโลหิตและผิวหนัง
หลังจากที่นางตื่นขึ้น
บรรยากาศที่เป็นอยู่กลับไม่ได้อึดอัดอย่างที่เฉินเซี่ยงจินตนาการไว้
แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกมีความสุข
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ตอนนี้เพลิงของท่านน่าเกรงขามมากเลยใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าคิดว่า…จิตวิญญาณเพลิงของข้ามันพิเศษมากกว่าที่เจ้าจินตนาไว้นะ!
อันธพาลน้อยอย่างเจ้าเองก็มีจิตวิญญาณเพลิงเหมือนกันแล้วก็…ดูเหมือนมันจะน่าเกรงขามกว่าของข้าอีกนะ”
นางใช้น้ำสมุนไพรบางอย่างล้างบาดแผลบนหลังของเฉินเซี่ยงอย่างระมัดระวัง
แต่จู่ๆดวงตาคู่งามของนางกลับคลอไปด้วยน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว
แม้นางจะรู้ว่าบาดแผลเล็กน้อยพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเฉินเซี่ยง
แต่นางยังคงรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
“จริงสิ…
เรื่องจิตวิญญาณเพลิงของพวกเราห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด!
เพราะมีขุมกำลังที่ทรงพลังทั้งยังสามารถข้ามโลกได้ด้วยวิธีการพิเศษเพื่อมาจับตัวผู้ใช้จิตวิญญาณเพลิง!
ขุมกำลังนั้นสามารถชิงจิตวิญญาณเพลิงที่อยู่ในร่างกายของเราได้!
ท่านต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ” เฉินเซี่ยงกล่าวเตือนอย่างจริงจัง
“ข้ารู้จักขุมกำลังนั่น
มันเรียกว่า ‘วิหารเพลิงพระเจ้า’ บิดามารดาของท่านเคยบอกเอาไว้
และพวกท่านยังบอกข้าอีกว่า
หากข้าไปยังแดนสวรรค์ได้ให้ข้าหลีกเลี่ยงพวกวิหารเพลิงพระเจ้า
ไม่ว่าพวกมันจะเสนอสิ่งต่างๆให้มากมายเท่าไหร่ก็ห้ามข้าเข้าร่วมกับพวกมัน”
ท่าทางของนางแปรเปลี่ยนสง่างาม
หลังจากพลังงานบางอย่างแผ่ลงไปบนแผ่นหลังของเฉินเซี่ยง
เขาพลันรู้สึกเย็นและไม่นานเนื้อเยื่อบนแผ่นหลังของเขาก็ถูกสร้างขึ้นใหม่
มันคือเม็ดยาหยกขาวที่เป็นประโยชน์กับอาการบาดเจ็บภายนอกเช่นนี้เป็นอย่างมาก
นอกจากแผ่นหลังแล้ว
เสื้อผ้าของเฉินเซี่ยงก็ถูกนางข่วนจะขาดวิ่น ดังนั้นเขาจึงนำชุดออกมาเปลี่ยนใหม่
แต่ยามนี้นางกลับไม่รู้สึกอายอย่างเมื่อก่อนราวกับนางคุ้นชินกับมันแล้ว
ดวงตาของนางจับจ้องไปบนรอยสักมังกรขาวที่อยู่บนแขนซ้ายของเฉินเซี่ยงพลางกล่าวถาม
“มันคืออะไรหน่ะ?”
“ก็แค่รอยสักหน่ะ”
เฉินเซี่ยงกล่าว
นางเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะนางไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่ผิดปกติกับรอยสักมังกรขาว
หลิวเมิ่งเอ๋อใช้อุปกรณ์บินของนางก่อนจะขึ้นไปข้างบนพร้อมกับเฉินเซี่ยงแล้วบินตรงไปยังเมืองดันเซี่ยง
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ขอข้ากอดท่านหน่อย!” เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆ
“ไม่…
ถ้าคนอื่นเห็นเข้ามันจะไม่ดี” นางปฏิเสธคำขอของอันธพาลน้อย
เฉินเซี่ยงถอนหายใจด้วยความผิดหวังก่อนจะล้มตัวลงนอน
“อันธพาลน้อย
อย่ามัวแต่คิดเรื่องชั่วร้าย เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น…
ข้าจะเข้าสู่แดนสวรรค์ได้เร็วเจ้า ถ้าถึงตอนนั้น…” นางไม่กล่าวต่อ
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
“พี่เมิ่งเอ๋อ ถ้าท่านไปแดนสวรรค์แล้ว ท่านจะรอข้ามั้ย?”
“รอสิ!”
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงไม่ธรรมดา ยิ่งหลังจากที่นางจูบกับเฉินเซี่ยงแล้ว
ความรู้สึกที่นางมีต่อเฉินเซี่ยงก็กระจ่างชัดขึ้น
เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากนางเฉินเซี่ยงก็สบายใจ
“เจ้าห้ามให้ยู่หลานและเซี่ยนเซี่ยนรู้เรื่องของเรานะ”
นางกล่าวพร้อมกับใบหน้าแดงระเรื่อ เมื่อคิดถึงเรื่องชู้สาวกับสามีของศิษย์นาง
จู่ๆนางก็รู้สึกอายเป็นอย่างมาก
นางรู้สึกว่าตนเองชั่วร้ายแต่นางก็ยังก่นด่าเฉินเซี่ยงผู้บ้าตัณหาจนทำให้อาจารย์ของภรรยาตนรู้สึกหวั่นไหว
เฉินเซี่ยงลุกขึ้นนั่งพลางจ้องมองหลิวเมิ่งเอ๋อ
เขาหยิบเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ
ตอนนี้ยังเหลือแค่อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวเท่านั้นที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน
ตอนนี้เรามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่สามชิ้นแล้ว บางทีถ้าเราเอาทั้งสามชิ้นมารวมกัน…มันอาจจะสร้างการติดต่อกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวก็ได้นะ”
ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว
บนร่างกายของเขาพลันปรากฏเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬขึ้นมา
เมื่อนางจ้องมองเฉินเซี่ยงในชุดเกราะรบที่ดูทรงเกียรติและหล่อเหลา
นางพลันรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับมัน ก่อนหน้านี้
ที่นางเคยเห็นเฉินเซี่ยงสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬมาแล้ว
ความรู้สึกของนางที่มีต่อเฉินเซี่ยงในยามนั้นซับซ้อนเป็นอย่างมาก
“อันธพาลน้อย
เมื่อตอนที่ข้าข่วนหลังเจ้า ทำไมเจ้าถึงไม่ใช้เกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬหล่ะ?”
นางก้มหน้าลงพลางกล่าวชวนทะเลาะ
“ตัวท่านมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงอยู่
ข้ากลัวว่าถ้าข้าใช้มัน…มันจะส่งผลกับการผสานกับจิตวิญญาณเพลิงของท่าน”
เฉินเซี่ยงยิ้ม “พี่เมิ่งเอ๋อ รีบนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงออกมาเถอะ”
นางพยักหน้าก่อนจะสบัดมืออันเรียวบางของนาง
ทันใดนั้น สายริบบิ้นโปร่งแสงพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางและมันยังพันรอบตัวของนางด้วย
ยามนี้ นางดูราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ทำให้เฉินเซี่ยงจ้องมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม
เมื่อนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามมาใกล้กันพลันมีบางสิ่งเกิดขึ้นอย่างที่เฉินเซี่ยงคาดไว้
มันเกิดเป็นการติดต่ออันน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นไม่นาน
ในสติของเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อพลันปรากฏเสียงพยัคฆ์คำรามดังขึ้นทั้งยังเต็มไปด้วยรัศมีสังหาร
“มันสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวได้จริงๆ
แต่มันคืออะไร?” เฉินเซี่ยงพึมพัม
นางมองไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงของพยัคฆ์ขาวก่อนที่น้ำเสียงของนางจะแปรเปลี่ยนเป็นจริงจิง
“มันดังมาจากทิศทางของทะเลนิรันดร์
ข้าเคยได้ยินว่าที่นั่นมีวังวนขนาดใหญ่และจะปรากฏออกมาเพียงชั่วครู่
หรือเป็นเพราะที่นั่นมีดินแดนลี้ลับ?”
“น่าจะเป็นแบบนั้น
แล้ววังวนนั่นปรากฏขึ้นบ่อยแค่ไหน?” เฉินเซี่ยงเร่งกล่าวถาม
“สามปี…
ข้าจะบอกเจ้าถ้าข้าหามันพบ” นางกล่าว ในยามนี้นางใกล้ชิดกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
ทั้งเรื่องที่นางคิดในตอนนี้…ส่วนใหญ่ก็เพื่อผลประโยชน์ของเฉินเซี่ยงทั้งนั้น
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางเก็บกระบี่ครามผลาญมังกรและเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬ
ด้วยความที่หลิวเมิ่งเอ๋อเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียน
ดังนั้นนางย่อมรวบรวมข้อมูลของขุมกำลังต่างๆโดยเฉพาขุมกำลังอย่างะทะเลนิรันดร์
การที่จู่ๆขั้วอิทธิพลอย่างทะเลนิรันดร์ปรากฏขึ้น นางย่อมส่งสายลับเข้าไปสอดแนม
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ขอข้าจูบท่านหน่อย” เฉินเซี่ยงดึงชายเสื้อนางพลางกล่าวแล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย
“ฮึ่ม.. ไม่!”
ท่าทีของนางหนักแน่นเป็นอย่างมาก แล้วนางก็กล่าวเสริมอย่างนุ่มนวล
“ที่นี่เป็นที่ที่ใครก็เห็นเราได้ง่าย หากเรื่องของพวกเราถูกแพร่งพรายออกไป
พวกเราต้องเจอปัญหาแน่”………………………
Chapter
276 –
การแข่งขันระดับสูง
เฉินเซี่ยงแลบลิ้น
แม้หลิวเมิ่งเอ๋อจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจของเขายังค่อนข้างมีความสุข
เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันอยู่เหนือกว่าที่เฉินเซี่ยงจินตนาการเอาไว้
เขาเคยคิดว่านางจะไม่สนใจเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะยอมรับความรู้สึกของนางแล้ว
อุปกรณ์บินของนางบินเร็วขึ้นกว่าเดิม
เฉินเซี่ยงรู้ว่าหลังจากผสานจิตวิญญาณเพลิงเข้าไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของนางจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกมีความสุขไปกับนาง
“อีกไม่นานพวกเขาก็จะถึงเมืองดันเซี่ยงแล้ว!”
เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“อันธพาลน้อย
ไม่ใช่ว่าเจ้าร้อนรนอยากพบสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่หรอกหรอ?”
จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หึงหวงเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ไม่…แน่นอน! แม้ฮวาเซียงเยว่จะทำดีกับข้า แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับพี่เมิ่งเอ๋อหรอก
อย่างมาก…นางก็แค่ขายสมุนไพรวิญญาณให้ข้าในราคาถูกเท่านั้น
แต่ว่าข้ากับท่าน…พวกเราล้วนผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนะ”
“เจ้าอันธพาลน้อย
เจ้าใช้วิธีชั่วร้ายอะไรโปรยเสน่ห์กับสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่กัน?”
นางรู้สึกดีขึ้นมาก
สิ่งที่เฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อประสบด้วยกันมาได้วางรากฐานความสัมพันธ์ของทั้งสองเอาไว้แล้ว
แต่กับฮวาเซียงเยว่…นางเพียงต้องการเอาชนะเฉินเซี่ยงตั้งแต่ต้น ดังนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงกับนางย่อมไม่ดีไปกว่าหลิวเมิ่งเอ๋อ
เมื่อทั้งสองกำลังจะไปถึงเมืองดันเซี่ยง
หลิวเมิ่งเอ๋อก็นำผ้าออกมาปิดบังใบหน้าของนางไว้พลางกล่าว
“พวกเราจะไปยังร้านขายอาวุธของข้าในเมืองดันเซี่ยง
หากเจ้ามีธุระสำคัญหรือแม้แต่ต้องไปหาฮวาเซียงเยว่
เจ้าจงไป…เจ้าต้องไม่ล่าช้าเพราะข้า”
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องมาที่เมืองดันเซี่ยงเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันปรุงยาและซื้อหาสมุนไพรวิญญาณล้ำค่า
อีกอย่าง การประมูลครั้งใหญ่ก็จะจัดขึ้นที่นี่
หากเฉินเซี่ยงจะจัดการหลายๆสิ่งโดยผ่านฮวาเซียงเยว่
มันจะทำให้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก
นางไม่อยากให้เฉินเซี่ยงล่าช้าเพราะความรู้สึกของนาง
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านช่างเป็นคนดีจริงๆ” เฉินเซี่ยงยิ้มอย่างไม่เต็มใจพลางกล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อ…นางเป็นเหมือนภรรยาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เขารู้ว่าตอนนี้เขาเอาชนะใจนางได้แล้ว
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ทั้งสองยังไม่อาจทะลายกำแพงชั้นสุดท้ายได้
เฉินเซี่ยงสวมหมวกที่มีผ้าสีดำคลุมใบหน้าเดินตามหลิวเมิ่งเอ๋อเข้าไปในเมืองดันเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
มีผู้คนมากมายที่แต่งกายคล้ายเฉินเซี่ยงก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆในเมืองดันเซี่ยงแห่งนี้
เพราะบางคนก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาเคาะถึงหน้าประตูบ้าน
เมื่อเข้าไปยังร้านขายอาวุธเฉินปิง
ทันทีที่ผู้จัดการร้านเห็นหลิวเมิ่งเอ๋อ
เขาพลันสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจก่อนจะคารวะนางและเฉินเซี่ยงจากบนชั้นสาม
หลิวเมิ่งเอ๋อมักจะมาที่เมืองดันเซี่ยงอยู่บ่อยๆเพื่อซื้อหาเม็ดยาจำนวนมาก
นั่นทำให้ผู้จัดการร้านจดจำนางได้อย่างรวดเร็ว
อีกอย่างที่นี่ยังเป็นที่พักของนางด้วย
หลังจากเข้ามาภายในร้าน
เฉินเซี่ยงก็ตามตื้อหลิวเมิ่งเอ๋ออย่างหน้าด้านจนในที่สุด
ทั้งสองก็ได้กอดและจูบกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้จูบกับเฉินเซี่ยงในขณะที่สติของนางยังแจ่มชัด
และนางยังสัญญากับตนเองว่าจะยอมให้ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น
หลังจากทั้งสองจูบกัน
เวลาก็ล่วงเลยมากว่าครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ใบหน้าของหลิวเมิ่งเอ๋อแดงแจ๋ นางกล่าว
“จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว
เว้นแต่เจ้า…จะอยู่กับข้าสองต่อสองด้วยเหตุจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้!”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจเล็กน้อย
อยู่กับนางสองต่อสองด้วยเหตุจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้มันย่อมพูดง่ายกว่าทำ… ถึงแม้ 3
เมียหลวง 6 เมียน้อยจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในโลกใบนี้
แต่คนที่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีความสามารถพอ
โดยเฉพาะการได้ครองเทพธิดาอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อ
เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเฉินเซี่ยง
นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “เจ้าอันธพาลน้อยจอมซน…
เจ้ามีสองสาวงามอย่างเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานแล้ว นี่เจ้ายังคิดจะเอาข้าเป็น…”
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน
“ใครบอกให้ท่านดูเย้ายวนขนาดนี้เล่า… ไม่มีทางหล่ะ
อีกอย่างข้ายังพอมีความสามารถเล็กน้อยที่จะ….. อะแฮ่ม! ข้ายังต้องไปหาฮวาเซียงเยว่
สาวเจ้าเสน่ห์อย่างนางแทบจะอดรนทนรอเขมือบข้าไม่ไหวแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
หลิวเมิ่งเอ๋อพลันหึงหวง
นางแค่นเสียงพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “งั้นก็รีบๆไปเลย! ”
แล้วเฉินเซี่ยงก็ออกมาอย่างมีความสุขขณะที่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับเลียริมฝีปากของนางเพื่อหวนสัมผัสถึงความรู้สึกเมื่อครู่จนทำให้นางต้องถอนหายใจด้วยอารมณ์อันซับซ้อน
“อันธพาลน้อย ข้าก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานทั้ง 6 ไปแล้ว…ยังเหลืออีก 3
ความทุกข์ตรม ข้าไม่รู้ว่าข้าจะรอดชีวิตหรือไม่… เมื่อถึงเวลานั้น
ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเสียใจจนเกินไป”
ความทุกข์ตรมแห่งนิพพานเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
หากผู้ใดไม่เคยประสบมาก่อนย่อมไม่เข้าใจว่านักสู้ขอบเขตนิพพานนั้นเป็นกังวลมากมายขนาดไหน
โดยเฉพาะเมื่อขอบเขตนิพพานใกล้เข้ามา…การที่จะก้าวข้ามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
มันทำให้นางเกือบจะตายมาแล้ว
ขณะที่เฉินเซี่ยงมาถึงบันไดและได้ฟังคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋ถึงการก้าวข้ามนิพพาน
มันทำให้เขากำหมัดแน่น เฉินเซี่ยงรู้เรื่องความทุกข์ตรมแห่งนิพพานดี
มีนักสู้ขอบเขตนิพพานมากมายสิ้นชีพในระหว่างที่ก้าวข้ามนิพพานที่ 8 และ 9…
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายๆนิกายที่มีอายุมายาวนานหลายปีได้ขาดแคลนนักสู้ขอบเขตนิพพานไป
“อันธพาลน้อย
อย่าได้ตามตื้อนางมากนัก ดูเหมือนความทุกข์ตรมแห่งนิพพานที่ 7
ของนางกำลังจะมาถึงแล้ว! หากจิตของนางไม่สงบ มันจะทำให้นางเป็นอันตรายอย่างมาก”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
“นางมีเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงและนางก็ผสานกับจิตวิญญาณเพลิงแล้ว
ทั้งสองสิ่งนั่นจะช่วยเหลือนางเมื่อยามที่นางก้าวผ่านความทุกข์ตรม”
เป่ยยู่ยู่กล่าว นางปลอบโยนเฉินเซี่ยงทำให้เขารู้สึกอบอุ่น
“เจ้าถามผู้อาวุโสเม็ดยาไม่ก็กู่ตงเฉินเกี่ยวกับประสบการณ์ในช่วงที่ก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานก็ได้นะ
ข้อมูลพวกนั้นจะเป็นประโยชน์กับนางมาก แต่ข้าคิดว่าเจ้าถามผู้อาวุโสเม็ดยาจะดีกว่า
นางเป็นสตรี นางน่าจะอธิบายถึงรายละเอียดได้ดีกว่า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
ไม่ว่าจะต้องจ่ายไปเท่าไหร่
เขาจะทำให้ผู้อาวุโสเม็ดยาไปพบหลิวเมิ่งเอ๋อและเล่าประสบการณ์ในการกล่าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานให้หลิวเมิ่งเอ๋อฟัง
เฉินเซี่ยงรู้ว่ากู่ตงเฉินไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าผู้อาวุโสเม็ดยา
นั่นจึงทำให้เขาคิดว่านางต้องก้าวผ่านนิพพานที่ 7 แล้ว
หลังจากเดินไปรอบๆเมือง
เฉินเซี่ยงก็ได้สอบถามเรื่องราวต่างๆที่เขาอยากทราบ
สิ่งแรกที่เขาถามคือเรื่องของการประมูล ส่วนเรื่องที่สองคือการแข่งขันปรุงยา
การแข่งขันปรุงยาแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ “ระดับล่าง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 1 และ 2
“ระดับกลาง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 3 และ 4 ส่วน “ระดับสูง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 5
และ 6 การแข่งขันปรุงยาระดับสูงเป็นที่จับตามองมากที่สุด
ทั้งรางวัลที่ได้ยังมากมายมหาศาลจนทำให้การแข็งขันน่ารับชมอย่างแท้จริง
“ยังเหลือเวลาอีก
3 เดือนก่อนจะปิดรับสมัคร ข้าไม่อยากแข่งขันระดับกลาง
ข้าอยากแข่งขันปรุงยาระดับสูง!”
เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหอคอยดันเซี่ยง
“อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องเป็นนักปรุงยาระดับ
5 ก่อน อีกอย่างเพดานคุณสมบัติของมันก็สูงมากๆด้วย” ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงมาถึงยังหอคอยดันเซี่ยง
แต่ละชั้นของหอคอยจะมีแผ่นโลหะอยู่หนึ่งแผ่นเพื่อเป็นสิ่งแสดงถึงระดับของนักปรุงยา
เฉินเซี่ยงจำได้ว่านักปรุงยาระดับ 5
จะมีรายละเอียดมากกว่าเมื่อเทียบระดับต่างๆก่อนหน้า
“นักปรุงยาระดับ
5 แบ่งออกเป็น 3 ระดับย่อยคือระดับต่ำ กลาง และสูง นักปรุงยาระดับ 5
ขั้นต่ำต้องสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้ 3 ชนิด
ตอนนี้ข้าสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุและเม็ดยาสร้างรากฐานได้แล้ว
ข้าเหลือเม็ดยาอีกเพียง 1 ชนิดเท่านั้น!”
เฉินเซี่ยงกำหมัดพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ถ้าข้าเป็นนักปรุงยาระดับ 5 ขั้นต่ำ
แค่นั้นข้าก็มีคุณสมบัติพอให้เข้าร่วมแข่งขันการปรุงยาระดับสูงแล้ว”
เม็ดยาวิญญาณธาตุและเม็ดยาสร้างรากฐานมีปริมาณโลหะค่อนข้างสูง
และเพราะด้วยส่วนผสมในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานนั้นขาดแคลน
ดังนั้นเมื่อให้เลือกสกัดกลั่นเม็ดยา
นักปรุงยาหลายๆคนจึงเลือกที่จะไม่สกัดกลั่นเม็ดยาสร้างฐาน แม้แต่เม็ดยาวิญญาณฐานก็เช่นเดียวกัน
อีกอย่างเม็ดยาวิญญาณธาตุยังสกัดกลั่นได้ยากมาก
หากเฉินเซี่ยงไม่มีจิตวิญญาณเพลิงหรือประสบการณ์อันช่ำชองจากการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐาน
บางทีเฉินเซี่ยอาจจะล้มเหลวในการสกัดกลั่นหลายครั้ง แต่ในความคิดของซูเหม่ยเหยา
การล้มเหลวเพียง 99 ครั้งของเฉินเซี่ยงนับว่าหาได้ยากเป็นอย่างยิ่งทั้งยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง
ด้วยเพราะการสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำนั้นยากจนเกินไป
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเม็ดยาระดับลึกล้ำชนิดไหน ตราบใดที่สามารถสกัดกลั่นได้
นั่นหมายถึงความก้าวหน้าในการปรุงยาระดับนั้นๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้นักปรุงยาระดับ
5 และระดับที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องถูกแบ่งระดับย่อยอีกครั้ง
และอย่างน้อยผู้อยู่ในระดับต่ำต้องสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำกลางให้ได้ 3
ชนิดถึงจะเพิ่มระดับย่อยของนักปรุงยาได้……………………………………….
Chapter
277 –
เม็ดยาร้อยอสูร
ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
มีเม็ดยาอยู่หลายชนิดที่สกัดกลั่นค่อนข้างง่าย
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่จะใช้เม็ดยาเหล่านั้น
ทั้งสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นพวกมันยังราคาแพง อีกอย่าง
เม็ดยาเหล่านั้นยังมีคุณประโยชน์เพียงอย่างเดียว ดังนั้น พวกมันจึงถูกใช้เพื่อการฝึกฝน…
แม้สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาเหล่านั้นจะแพงมาก
แต่สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุยังหาได้ยากยิ่งกว่า
เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร
เม็ดยาชนิดนี้สกัดกลั่นได้ค่อนข้างง่าย สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นมีราคาแพง
แต่การสกัดกลั่นนั้นยากกว่าเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูงและเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำอยู่เพียงเล็กน้อย
อีกอย่าง มันก็ยังอยู่ในเม็ดยาประเภทที่มีประโยชนใช้สอยน้อย
หลักๆแล้วเม็ดยาร้อยอสูรถูกใช้เพื่อเป็นอาหารไม่ก็หลอกล่อสัตว์วิญญาณ
มันเป็นสิ่งที่สัตว์วิญญาณตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 9 ทุกตัวชื่นชอบเป็นอย่างมาก
อีกอย่าง มันยังสามารถช่วยให้สัตว์วิญญาณเลื่อนระดับได้
แต่สำหรับมนุษย์แล้วมันไม่มีผลอะไรเลย ดังนั้น
มันจึงถูกจัดอยู่ในหมวดของเม็ดยาไร้ประโยชน์
แต่มันก็ยังพอขายในตลาดได้โดยเฉพาะกับคนที่กำลังจะยกระดับสัตว์วิญญาณของตน
สำหรับคนกลุ่มนั้นแล้วมันคือเม็ดยาที่สำคัญมาก
ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
ยังมีเม็ดยาชนิดอื่นๆอีก แต่เม็ดยาเหล่านั้นไม่ได้ถูกใช้ในแบบทั่วๆไป
เช่นเม็ดยาหลายๆชนิดที่ใช้ในการถอนพิษ การรักษา
และอีกบางประเภทที่ใช้ในบางวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังมีเม็ดยาอีกหลายชนิดที่สกัดกลั่นได้ค่อนข้างยากอีกมากมาย
แต่ถึงอย่างนั้น
หากนักปรุงยามีความเชี่ยวชาญในพื้นฐานของการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุ
การสกัดกลั่นเม็ดยาอื่นๆย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
“สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำนั้นแพงมาก
ดูเหมือนข้าจะต้องไปหาสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ซะแล้ว”
เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆพลางขึ้นไปบนหอคอยดันเซี่ยง
มีสมุนไพรบางชนิดที่ไม่ได้เปิดขายโดยทั่วไป
จะมีก็เพียงบางคนที่ต้องการสมุนไพรเหล่านั้นเป็นพิเศษหรือไม่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับดันเซี่ยงเถาหยวนเท่านั้นจึงจะสามารถซื้อหาพวกมันได้
นี่คือวิธีการป้องกันจากซื้อขายจากกองกำลังของศัตรูของดันเซี่ยงเถาหยวนไม่ก็นิกายฝ่ายปีศาจ
ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงและดันเซี่ยงเถาหยวนนั้นดีเป็นอย่างมาก
ครั้งก่อน เฉินเซี่ยงได้ช่วยเหลือศิษย์ของดันเซี่ยงเถาหยวนเอาไว้ นอกจากนี้เขายังสนิทสนมกับฮวาเซียงเยว่เป็นอย่างมาก
อีกอย่าง
เหตุการณ์ในดินแดนรกร้างทางใต้ก็เป็นเฉินเซี่ยงที่ช่วยศิษย์ของดันเซี่ยงเถาหยวนไว้อีกครั้ง…
ภายในหอคอยดันเซี่ยง… เฉินเซี่ยงไม่ได้เปิดเผยตัวตน
เขากล่าวเพียงแค่ว่าเขามีธุระสำคัญและอยากพบฮูหยินหลี่
เมื่อฮูหยินหลี่เห็นชายที่ปิดบังใบหน้าครึ่งนึงนางจึงขมวดคิ้ว
แต่จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงของบางคนส่งผ่านเข้ามาในหูของนาง
“ฮูหยินหลี่
ข้าเฉินเซี่ยงเอง!”
เสียงของเฉินเซี่ยงเป็นเหมือนสายลวดที่ส่งผ่านเสียงพุ่งตรงเข้ามาในหูของนางทำให้นางประหลาดใจเล็กน้อย
นางพยักหน้าให้เฉินเซี่ยงก่อนจะพาเขาขึ้นไปชั้นบน
“นายน้อยเฉิน
ข้ารู้ว่าท่านต้องมา ท่านประมุขได้บอกข้าไว้ว่าหากท่านมาถึงเมืองดันเซี่ยง
พวกเราต้องดูแลท่านอย่างแขกคนพิเศษ” ฮูหยินหลี่กล่าวพลางยิ้ม
ประมุขหรอ? ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนให้ความสำคัญกับเขามากจนทำให้เขารู้สึกยกย่องเล็กน้อย
เขาหัวเราะพลางกล่าว “ฮูหยินหลี่ ข้ามีที่ให้ซุกหัวนอนแล้ว…
ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อซื้อสมุนไพรวิญญาณเท่านั้น อีกอย่าง
ข้าก็อยากซื้อในปริมาณมากด้วย”
“นายน้อยเฉิน
จะเป็นเช่นไรถ้าข้าให้ท่านพูดคุยกับผู้จัดการฮวา? นางอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มาก
ดังนั้น นางย่อมมาถึงที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว
หากท่านต้องการซื้อหาสมุนไพรจำนวนมากขนาดนั้น ข้าว่าท่านคงรคุยกับนางจะดีกว่า”
ฮูหยินหลี่ค่อนข้างประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ไม่นาน
นิกายยอดนักสู้เพิ่งจะซื้อเม็ดยาจากดันเซี่ยงเถาหยวนไปเป็นจำนวนมาก
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงก็ยังต้องการซื้อสมุนไพรไปเป็นจำนวนมากอีก
เด็กน้อยที่ร่ำรวยขนาดนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก
ฮูหยินหลี่รู้ว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้
แต่รู้วิธีสกัดกลั่นไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
ในเรื่องสมุนไพรนี้ นางรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเสียดาย
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฮวาเซี่ยงเยว่ก็มาถึง
เมื่อนางเห็นว่าคนผู้นั้นคือเฉินเซี่ยง นางจึงแค่นเสียงออกมาเบาๆ “หนุ่มน้อย
ไม่ใช่ว่าเจ้าร่ำรวยมากหรอกหรอ? ทำไมเจ้ายังมองหาส่วนลดจากอยู่เล่า..ฮ๊า?”
ฮวาเซียงเยว่แต่งตัวมาเป็นอย่างดี
นางสวมชุดสีขาวยาวเผยให้เห็นไหล่และไหปลาร้าอันขาวนวลราวกับหยกของนาง
นางตบแต่งเครื่องประดับสีแดงระยิบระยับที่ผม
ตบแต่งต่างหูอัญมณีอันแพรวพราวไว้ที่หู…
นี่นับเป็นความงดงามอันเป็นที่สุดของอิสสตรีเท่าที่เฉินเซี่ยงเคยเห็นมา
เมื่อเห็นท่าทางแข็งค้างของเฉินเซี่ยง
นั่นทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ
นางเดินไปยังเก้าอี้ข้างๆเฉินเซี่ยงก่อนจะบรรจงนั่งลงอย่างงดงาม
กลิ่นหอมอันละเอียดอ่อนของนางโชยเข้าจมูกเฉินเซี่ยงทำให้เขารู้สึกสดชื่น
รอยยิ้มอันไม่ใยดีประดับไว้บนใบหน้าของสตรีผู้งดงามและทรงเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่เช่นฮวาเซียงเยว่
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อันธพาลน้อย… วันนี้ข้างดงามหรือเปล่า?”
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางกล่าวอย่างจริงจังที่สุด
“งะ..งดงามอย่างที่สุด แต่หากท่านถอดเสื้อผ้าออก ข้าว่า…ท่านต้องงดงามกว่านี้แน่~~
ถึงแม้ท่านจะงดงามมากอยู่แล้ว
แต่ข้ายังคงรู้สึกว่า หากท่านไร้ซึ่งอาภรณ์มันจะงดงามยิ่งกว่านี้มว๊ากกกกกกกกก!!!”
ฮวาเซียงเยว่หัวเราะคิกคัก
“เจ้าอันธพาลน้อย เจ้านี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ เจ้าอยากซื้ออะไรก็รีบพูดมาเร็วเข้า!
อ้อ…จริงสิ อันธพาลน้อยอย่างเจ้ากลับกล้าปิดบังข้าเรื่องที่เจ้าสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้
ช่างน่ารังเกียจนัก!”
เมื่อกล่าวมาถึงเรื่องนี้
ไม่รู้เป็นเพราะอะไรจู่ๆนางก็โกรธเฉินเซี่ยงทำให้เฉินเซี่ยงมึนงง
“ข้าอยากซื้อสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร
แล้วก็…แก่นของสัตว์วิญญาณกับสมุนไพรเสริม ข้าอยากได้ที่เหลือทั้งหมดเลย”
เฉินเซี่ยงมีเม็ดอสูรจำนวนมาก
ในดินแดนรกร้างทางใต้เฉินเซี่ยงสังหารสัตว์ลึกล้ำไปเป็นจำนวนมากและทำให้เขาได้แก่นปีศาจจำนวนมากเช่นกัน
ซึ่งของเหล่านี้จะใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร
ฮวาเซียงเยว่ค่อนข้างตกใจ
นางไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรไปทำไม
และยังดูเหมือนเขาจะต้องการวัตถุดิบจำนวนมากด้วย
“เจ้าอยากได้สมุนไพรกี่ชุด?”
นางกล่าวถาม
“ผลธาตุสัตว์ หญ้าสัตว์วิญญาณ รากพืชสามใบ แล้วก็ดอกไม้อสูร ทั้งหมดนี่ใช่มั้ย?”
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
“เอามาให้ข้าก่อน 50 ชุด”
“เยอะขนาดนั้นเชียว!”
นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เจ้าจะเอาไปทำอะไร?”
เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว
“ข้าก็จะเอาไปปรุงยานี่แหละ… ข้าวางแผนว่าจะเป็นนักปรุงยาระดับ 5…
ถึงจะเป็นระดับต่ำ แต่แค่นี้ก็ทำให้ข้าเข้าแข่งขันการปรุงยาระดับสูงได้แล้ว”
“อันธพาลน้อย
ไม่ใช่ว่าเจ้ารู้แค่วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานหรอกหรอ? นั่นมันเป็นแค่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำทั่วๆไป
ตามที่ข้ารู้ ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
เม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาร้อยอสูรเป็นเม็ดยาที่สกัดกลั่นได้ค่อนข้าง่าย
ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนซึ่งมันน้อยเกินไป เจ้าต้องเชื่อฟังข้าและเข้าร่วมการแข่งขันเม็ดยาระดับกลาง!”
นางแนะนำ
“ข้าไม่อยากให้เงินของข้าเสียเปล่ากับเรื่องที่ข้าไม่ต้องการ!”
เฉินเซี่ยงยิ้ม
“เซียงเยว่…. มาพนันกันหน่อยมั้ย? ถ้าข้าสามารถเป็นนักปรุงยาระดับ
5 ได้ภายในสามเดือน…ท่านต้องให้ข้าจูบ”
นางแค่นเสียงก่อนจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
“ข้าไม่พนัน!”
นี่ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างประหลาดใจ
เขาคาดไม่ถึงว่านางจะปฏิเสธเด็ดขาดขนาดนี้
เฉินเซี่ยงแลบลิ้นก่อนกล่าวถาม
“พี่ฮวา กะประมาณให้ข้าหน่อยได้มั้ยว่าข้าต้องจ่ายผลึกศิลามากเท่าไหร่? แล้วท่านมีวัตถุดิบเพียงพออยู่ใช่มั้ย?”
“ไม่ต้องห่วง
ไม่มีใครซื้อสมุนไพรพวกนี้มานานซะจนวัตถุดิบพวกนั้นจะเสียหมดแล้ว
ถึงของพวกนี้จะเป็นสิ่งที่ดีในการฝึกฝน แต่เวลาที่ใช้สกัดกลั่นมันนานเกินไป
เว้นแต่จะมีสัตว์วิญญาณจำนวนมากให้เลี้ยงดู นอกนั้น
นับว่ามันไม่มีประโยชน์เลยก็ได้” นางมองเห็นท่าทางที่แน่วแน่เป็นอย่างมากของเฉินเซี่ยง
นางจึงทำได้เพียงยอมแพ้ “สมุนไพรแต่ละชุดราคา 200,000 ผลึกศิลา
แต่มันถูกมากสำหรับเจ้า”
เฉินเซี่ยงค่อนข้างพึงพอใจกับราคานี้
เพราะด้วยสมุนไพร 1 ชุดเขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาได้ประมาณ 7 ถึง 8
เม็ดซึ่งสามารถขายได้ประมาณ 2 – 3 แสนผลึกศิลา
แต่ถึงอย่างนั้น
ราคาที่เฉินเซี่ยงต้องจ่ายไปทั้งหมดก็เกือบ 10
ล้านผลึกศิลาซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกปวดใจ
เขาต้องจ่ายด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงถึง 2,000 เม็ด
ก่อนจะมาที่นี่ เฉินเซี่ยงเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมาด้วยมากกว่าหมื่นเม็ด
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าต้องปล่อยให้มันหลุดมือไปมากมายขนาดนี้
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงกังวลคือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงพวกนี้จะเพียงพอสำหรับการประมูลหรือเปล่า……………………………………………
Chapter
278 –
แผ่นดินที่หายไป
เมื่อฮวาเซียงเยว่เห็นท่าทางปวดใจของเฉินเซี่ยง
นางได้แต่แอบยินดี
“รับไป…
ข้าหวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จ แต่ตามประสบการณ์ของข้า
หากเจ้าไม่สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรล้มเหลวร้อยถึงสองร้อยครั้ง
เจ้าคงทำไม่สำเร็จแน่” นางยื่นส่งสมุนไพรหลักทั้ง 4
ที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรให้กับเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงรับสมุนไพรมาจากนางแล้วกล่าวพลางยิ้ม
“สมุนไพรทั้ง 50 ชุดนี้ก็เพียงพอให้ข้าประสบความสำเร็จแล้ว
ท่านไม่รู้หรอว่าข้าเป็นนักปรุงยาอัจฉริยะ!
แต่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆนะว่าท่านจะมีสมุนไพรวิญญาณกับตัวมากขนาดนี้”
“แน่อยู่แล้ว!
ข้าเป็นถึงหนึ่งในผู้ดูแลดันเซี่ยงเถาหยวนเชียวนะ” นางสงสัยในคำกล่าวของเฉินเซี่ยง
นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีนักปรุงยาคนไหนที่สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรได้ใน 50
ครั้ง
เฉินเซี่ยงแกล้งตกใจ
“งั้นก็พูดได้ว่า… พี่ฮวาคือสตรีผู้มั่งคั่งใช่มั้ย?”
“ฮี่ฮี่
ตอนนี้เจ้าเสียใจหรือยังที่ไม่รับข้าเป็นสาวใช้?” นางเย้าหยอกพลางยื่นมือลูบไล้แก้มเฉินเซี่ยงเบาๆ
ดวงตาคู่งามอันกระจ่างใสของนางจับจ้องเฉินเซี่ยงอย่างยั่วยวน…เสน่หา
ดวงตาของนางเป็นประกาย ดึงดู และงดงามจนทำให้เฉินเซี่ยงกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“แต่ถ้าท่านเป็นสาวใช้ของข้า…
ข้าจะหลับนอน…และอาบน้ำกับท่านทุกคืนวันเลยหล่ะ!”
เฉินเซี่ยงกุมมือทั้งสองข้าของนางไว้เบาๆพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ความรู้สึกที่มือของนางถูกเฉินเซี่ยงลูบไล้เบาๆนั้นทำให้นางอายทั้งใบหน้าของนางยังแดงระเรื่อ
นางอยากจะถอนมือกลับแต่เฉินเซี่ยงกุมมือนางเอาไว้แน่น
นางคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะใจกล้าหน้าด้านขนาดนี้
เมื่อเฉินเซี่ยงมีความสุขกับสัมผัสที่ได้กุมมืออันละเอียดอ่อนของนางไว้
มีหรือเฉินเซี่ยงจะยอมปล่อยมือนาง ทำให้นางด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ
“ข้าจะปล่อยให้เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาอยู่ที่นี่คนเดียว
ที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองดันเซี่ยงแล้ว”
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าแล้วหัวเราะพลางกล่าว
“ไม่จำเป็น… ข้ามีที่ของข้าแล้ว และข้าก็รู้สึกว่ามันปลอดภัยกว่าที่นี่ด้วย”
“เจ้าหมายถึงร้านอาวุธเฉินปิงงั้นหรอ?”
นางไม่รู้ว่าทำไมจู่เงาร่างของหลิวเมิ่งเอ๋อก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางทำให้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ยินดีด้วย!!
ท่านเดาถูกแล้ว!” เฉินเซี่ยงยิ้มกว้างก่อนจะหันหลังกลับ
“เจ้ากับหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
นางกล่าวถามอย่างนุ่มนวลเพื่อหยุดไม่ให้เฉินเซี่ยงไป
“ไม่ว่าข้ากับนางจะมีความสัมพันธ์อะไร…มันก็ไม่ใช่ธุระของท่าน”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าวทำให้นางทำหน้ามุ่ยพลางกระทืบเท้า
“เจ้าอันธพาลน้อย!
นี่เจ้าไม่มีข้าอยู่ในหัวใจบ้างเลยหรอ?” นางหยิกแขนเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงนั่งลงแล้วกล่าวอย่างคร่ำครวญ
“พี่เซียงเยว่… เมื่อกี้ท่านก็เอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไปจากข้าแล้วตั้ง 2,000 เม็ด
แน่นอนว่าข้าย่อมเข้าใจเจตนาท่าน”
“ฮึ่ม
เจ้าอันธพาลน้อย บอกความจริงข้ามา…ว่าเจ้ากับหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
นางกล่าวถามด้วยท่าทางที่ค่อนข้างจริงจัง
เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจว่าทำไมเหล่าอิสตรีทุกนางถึงได้อ่อนไหวนัก
ก่อนหน้านี้ก็เป็นหลิวเมิ่งเอ๋อที่ถามความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮวาเซียงเยว่
แล้วตอนนี้ก็เป็นฮวาเซียงเยว่ที่ถามคำถามเดียวกัน
“ภรรยาของข้าเป็นศิษย์ของนาง
แล้วนางก็ดีกับศิษย์ของนางมาก ฉะนั้นแล้ว
นางย่อมต้องปฏิบัติกับสามีของศิษย์นางอย่างดีด้วยเช่นกัน
ถ้าจะให้พูดตรงๆก็…นางเป็นพี่สาวที่ใจดีกับข้ามากๆ” เฉินเซี่ยงกล่าว เขาสัญญากับหลิวเมิ่งเอ๋อว่าจะไม่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองให้ใครฟัง
“ข้าไม่เชื่อเจ้า
มันต้องมีอะไรแน่…ถึงมันจะดูเหมือนเรื่องตลก แต่ข้าก็เชื่อสัญชาตญาณของข้า”
เมื่อครั้งที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้
ฮวาเซียงเยว่เห็นสายตาที่เฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อจ้องมองกัน…มันดูแปลกๆ
อีกอย่าง ทั้งสองยังแอบชำเลืองมองกันบ้างเป็นครั้งคราว
แม้มันจะไม่ชัดเจนนัก…แต่นางก็สัมผัสถึงมันได้
ฮวาเซียงเยว่รู้สึกอิจฉา…
ถ้าเฉินเซี่ยงไม่ได้หูหนวกตาบอด ด้วยน้ำเสียงยามที่นางกล่าว
ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เฉินเซี่ยงจะไม่ทราบ แต่ถึงอย่างนั้น เขายังคงไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของนางอย่าง
แต่สำหรับเขาและหลิวเมิ่งเอ๋อนั้น…ทั้งสองใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก
เพราะทั้งเขาและนางได้ผ่านหลายๆสิ่งมาด้วยกัน รู้ความลับมากมายของกันและกัน
และด้วยศักยภาพทั้งความสามารถของเขาทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
ฮวาเซียงเยว่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุดกล่าว
นางรู้เหตุผลที่เฉินเซี่ยงไม่ยอมรับในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับหลิวเมิ่งเอ๋อ
เพราะมันคือความลับและนางก็ไม่อยากพัวพันกับเรื่องนี้
“อันธพาลน้อย…
เจ้าเคยกลับไปฝั่งโลกธรรมดาสามัญบ้างมั้ย?” นางกล่าวถาม
“ข้ายังไม่ได้กลับไปเลย
ข้าตั้งใจว่าจะรอให้งานชุมนุมแห่งดันเซี่ยงเถาหยวนจบลงก่อนแล้วค่อยไป”
เฉินเซี่ยงกล่าว เขาคิดถึงบิดาของเขาเป็นอย่างมาก
ฮวาเซียงเยว่ถอนหายใจเบาๆ
“ดูเหมือนหลิวเมิ่งเอ๋อจะยังไม่ได้บอกเจ้ากับเซี่ยนเซี่ยนเรื่องโลกธรรมดาสามัญนะ…
จู่ๆ…โลกฝั่งนั้นก็หายไปเหลือไว้เพียงมหาสมุทรขนาดใหญ่”
“อะไรนะ?”
เฉินเซี่ยงยืนขึ้นอย่างรวดเร็วพลางมองฮวาเซียงด้วยความไม่อยากเชื่อ
“หลิวเมิ่งเอ๋อทราบเรื่องนี้
แม้แต่ประมุขของเจ้าก็รู้ ก่อนหน้านี้…ทั้งข้ากับเขาก็ได้พูดคุยเรื่องนี้กันแล้ว!”
ฮวาเซียงเยว่กล่าว
ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้าน
สมองของเขาว่างเปล่า ถ้าโลกฝั่งนั้นหายไป…แล้วบิดากับตระกูลเฉินของเขาหล่ะ? พวกเขาไปอยู่ที่ไหน?
“ข้าจะกลับไปดู!”
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าว นางก็จับแขนของเฉินเซี่ยงไว้ “ไม่ต้องกังวล
พวกเขาไม่เป็นอะไรแน่นอน ที่แน่ๆคือโลกฝั่งนั้นไม่ได้จมลงไปในมหาสมุทร
แผ่นดินทั้งหมดของที่นั่นได้หายไปซึ่งเป็นไปตามตำนานในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
นั่นเป็นเหตุผลที่หลิวเมิ่งเอ๋อและประมุขของเจ้าไม่บอกเจ้า”
จิตใจของเฉินเซี่ยงสงบลงก่อนกล่าวถาม
“ตำนานอะไร?”
“ตามตำนานได้กล่าวไว้
ก่อนมหาภัยพิบัติจะเริ่มต้นขึ้น…โลกธรรมดาสามัญฝั่งนั้นจะหายไป
และเมื่อมหาภัยพิบัติสิ้นสุดลง โลกธรรมดาสามัญก็จะกลับมาเช่นเดิม
แต่หลังจากนั้น….หลังจากนั้น จะมีซากศพอันน่าสยดสยองมากมายปรากฏขึ้นที่นั่น
ซึ่งทิวทัศน์ที่เห็นนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก”
ซากศพ? ผาปีศาจนิรันดร์
ซากศพของเหล่านิรันดร์และเหล่าปีศาจ… จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกถึงสถานที่แห่งนั้น
ที่ที่เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาถูกศัตรูของพวกนางล่อลวงไป แต่ถึงอย่างนั้น
ที่นั่นคือโลกธรรมดาสามัญ
มันจะเป็นที่ของเหล่านิรันดร์และเหล่าปีศาจที่ทรงพลังได้ยังไงกัน? อีกอย่าง
ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ก็ดูไม่เหมือนคนที่อาศัยอยู่ในโลกธรรมดาสามัญด้วย
“ท่านหมายความว่า…”
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็คิดถึงบางสิ่ง เฉินเซี่ยงรู้สึกตกใจ
ด้วยเรื่องราวเหล่านี้…บางทีโลกธรรมดาสามัญอาจจะไปอยู่ที่แดนสวรรค์!!
“เจ้าไม่ต้องกังวล
โลกธรรมดาสามัญจะกลับมาแน่และชาวเมืองก็จะปลอดภัยด้วย” นางปลอบโยนเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว
ตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้นเองเป่ยยู่ยู่ก็กล่าวขึ้น
“ที่นางพูดเป็นความจริง อีกไม่นาน…โลกฝั่งนั้นจะกลับมา”
“อันธพาลน้อย
อย่าได้คิดมากจนเกินไป จงตั้งสติอยู่กับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเจ้า
มันจะช่วยเจ้าได้มากในช่วงมหาสงครามสามดินแดน ในดินแดนลี้ลับทางใต้
เทพปีศาจได้หมายตาเจ้าไว้ เมื่อสงครามอุบัติขึ้น
เจ้าจะตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างมาก” ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงออกจากหอคอยดันเซี่ยงแล้วกลับไปยังร้านอาวุธเฉินปิง
ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อคุ้นเคยกับพลังใหม่ของนางแล้ว
แต่เมื่อนางเห็นท่าทางที่ไม่ค่อยดีของเฉินเซี่ยงนางจึงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านรู้เรื่องที่โลกธรรมดาสามัญหายไปแล้วใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงถามพลางก้มหน้า
หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจเบาๆพลางกล่าว
“ฮวาเซียงเยว่ใช่มั้ย? ทำไมสาวเจ้าเสน่ห์เช่นนางบอกเรื่องนี้แก่เจ้ากัน!?”
เฉินเซี่ยงรู้ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้เฉพาะกับเขา
แต่นางยังปิดบังเรื่องนี้กับซู่เซี่ยนเซี่ยนด้วย แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเซี่ยงก็รู้ว่าที่ทางทำไปทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขา ดังนั้น
เฉินเซี่ยงถึงไม่ได้ตำหนิหนาง………………………….
Chapter
279 –
อารมณ์ดีขึ้น
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อเห็นท่าทางหดหู่ของเฉินเซี่ยงนางจึงโกรธเล็กน้อย
“ข้าจะไปคุยฮวาเซียงเยว่ ข้ารู้ว่าถ้าเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วเจ้าจะเป็นแบบนี้”
“อย่าไป..ข้าไม่เป็นไร!”
เฉินเซี่ยงฝืนยิ้ม เขาไม่อยากให้สตรีทั้งสองนางต้องขัดแย้งกัน
หลิวเมิ่งเอ๋อลูบหัวเฉินเซี่ยงเพื่อปลอบโยนเขา
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องของเจ้าหรอก เจ้าไม่ต้องกังวล!
ข้าไม่ควรปิดบังเจ้า ข้าควรจะบอกเรื่องนี้กับเจ้าก่อน!”
จู่ๆก็มีเสียงที่อิจฉาเล็กน้อยดังมา
“ปิดบังเขาไม่ใช่เรื่องดี น้องเมิ่งเอ๋อ…เจ้าควรจะบอกเขาจริงๆนั่นแหละ”
ฮวาเซียงเยว่มา!
นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเล็กน้อย “อืม…”
ในที่สุดฮวาเซียงเยว่ก็มั่นใจว่าอันธพาลน้อยอย่างเฉินเซี่ยงมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหลิวเมิ่งเอ๋อจริงๆ
ที่ฮวาเซียงเยว่ตามมาที่นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเขา
“ในโลกธรรมดาสามัญมีข่ายพลังกั้นอยู่
ถ้าเขาไม่รู้แล้วสุ่มสี่สุ่มห้าไปที่นั่นมันจะทำให้เขาบาดเจ็บได้
ปกติแล้วมันจะไม่มีข่ายพลัง แต่ตอนนี้มันมี” ท่าทางของฮวาเซียงเยว่ดูเคร่งขรึม
นางนั่งลงข้างๆเฉินเซี่ยง
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือหลิวเมิ่งเอ๋อรินน้ำชาให้นาง ความสัมพันธ์ของทั้งสองนางไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เฉินเซี่ยงคิด
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเฉินเซี่ยงกำลังอารมณ์ไม่ดี
เขาคงข่มเหงสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนางไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น
เมื่อจ้องมองไปยังสองสาวงามล่มเมือง มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
“จิตวิญญาณเพลิง!”
นางสะดุ้งเพราะความตกใจกระทั่งบีบแก้วน้ำชาในมือของนางจนแตก
ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงเองก็ตกใจไม่ต่างกัน
ฮวาเซียงเยว่สัมผัสได้ว่าปราณเพลิงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นต่างไปจากเดิม
มันน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นอย่างมาก เปลวเพลิงที่ไม่ธรรมดาชนิดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของการผสานกับจิตวิญญาณเพลิง
“พี่สาวเจ้าเสน่ห์…ท่านก็มีเหมือนกันหรอ?”
หลิวเมิ่งเอ๋อก็ประหลาดใจเช่นกัน
นางปกบิดเป็นอย่างดีแล้วแต่ถึงอย่างนั้นฮวาเซียงเยว่ยังรับรู้ได้
หากเป็นสถานการณ์ทั่วๆไปจะมีก็เพียงผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงมันได้
นางส่ายหน้าพลางมองเฉินเซี่ยง
นางค่อนข้างสงสัยว่าการที่หลิวเมิ่งเอ๋อได้รับจิตวิญญาณเพลิงมาต้องเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับเฉินเซี่ยง
เพราะครั้งที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ หลิวเมิ่งเอ๋อยังไม่มีจิตวิญญาณเพลิง
“เมิ่งเอ๋อ
เจ้าจะบอกเรื่องนี้กับคนอื่นไม่ได้นะ ข้าก็จะไม่บอกใครทั้งนั้น!”
ฮวาเซียงเยว่กล่าวอย่างหนักแน่น
หลิวเมิ่งเอ๋อพยักหน้า
“ข้ารู้”
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงอารมณ์ไม่ดีเอามากๆเขาจึงกลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อนอย่างรวดเร็ว
เขาประหลาดใจกับความสัมพันธ์ของหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่เล็กน้อย
ด้วยคำเรียกที่ทั้งสองเรียกกันทำให้เฉินเซี่ยงสังเกตุเห็นได้อย่างง่ายดาย
เฉินเซี่ยงนอนลงที่นอนพลางถอนหายใจเล็กน้อย
ในนยามนี้
เป่ยยู่ยู่กลายเป็นคนช่างพูดและคำกล่าวทุกคำของนางล้วนแต่ปลอบโยนเฉินเซี่ยงทั้งนั้น
ถึงแม้นางจะปลอบโยนไม่เก่งแต่นางก็พยายามปลอบโยนเฉินเซี่ยงจนทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างมาก
ซูเหม่ยเหยาเองก็ประหลาดใจเช่นเดียวกัน
ศิษย์พี่ผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งของนางกลับรู้วิธีปลอบโยนผู้อื่น
ตอนนี้อารมณ์ของเฉินเซี่ยงดีขึ้นมาก
แต่ทันทีที่เขาจะเริ่มปรุงยาก็มีบางคนเคาะประตูห้องของเขา
“อันธพาลน้อยรีบเปิดประตูเร็วเข้า!”
เป็นน้ำเสียงของฮวาเซียงเยว่ ปกติแล้วจะมีแต่หลิวเมิ่งเอ๋อที่เรียกขานเขาแบบนั้น
แต่ตอนนี้แม้แต่ฮวาเซียงเยว่ก็ยังเรียกขานเขาแบบนั้น
นั่นยิ่งทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยว่าหลิวเมิ่งเอ๋อได้บอกเล่าอะไรกับฮวาเซียงเยว่หรือไม่
หลังจากที่เฉินเซี่ยงเปิดประตู
เขาก็พบกับรอยยิ้มเย้าหยอกบนใบหน้าของนาง “อันธพาลน้อย อีกสองเดือนข้างหน้าจะมีงานประมูลใหญ่เกิดขึ้น
ข้ากับน้องเมิ่งเอ๋อเองก็จะเป็นแขกคนพิเศษ”
“ท่านพูดเรื่องอะไร?”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าวอย่างหมดหนทาง
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเป็นอย่างมาก
แต่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับไม่เป็นเช่นนั้นทำให้เฉินเซี่ยงไม่พอใจเล็กน้อย
“ก็ไม่มีอะไร
แค่เพราะเจ้าคืออัธพาลน้อยเท่านั้นแหละ!” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะซุกซนพลางกล่าว
“ข้ามาบอกลาเจ้า หากเจ้ามีธุระก็ให้มาหาข้า ข้าจะอยู่ที่หอคอยดันเซี่ยงสักพัก”
หลังฮวาเซียงเยว่ไป
เฉินเซี่ยงก็คิดที่จะไปถามหลิวเมิ่งเอ๋อว่านางบอกอะไรกับฮวาเซียงเยว่ไปบ้าง แต่เมื่อเขาไปถึงหน้าประตูห้องของนางกลับพบข้อความบางอย่างติดอยู่
“ห้ามรบกวน กำลังอยู่ระหว่างการเก็บตัวบ่มเพาะ”
หลังจากเคาะประตูไปชั่วครู่
ก็ยังไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา
“ไม่มีใครอยู่ในนั้น
บางที…นางอาจจะไปหาเซี่ยนเซี่ยนภรรยาของเจ้า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เฉินเซี่ยงส่ายหัวพลางถอนหายใจ
หากเป็นเช่นนั้น นางต้องไปบอกเรื่องที่โลกธรรมดาสามัญหายไปกับเซี่ยนเซี่ยนแน่
เมื่อกลับมาที่ห้อง
เฉินเซี่ยงก็หยิบเอาเตาปรุงยาของมาก่อนจะเริ่มต้นสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างร้อยอสูรขณะที่เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาก็ปรากฏตัวขึ้นในห้อง
“วางใจเถอะ เสวี่ยอี๋คอยระวังให้อยู่
พี่เมิ่งเอ๋อของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้น พวกข้าจึงออกมาสูดอากาศสดชื่นได้!”
ซูเหม่ยเหยาบิดเอวของนางอย่างเกียจคร้านพลางทิ้งตัวนอนลงบนเตียง
ส่วนเป่ยยู่ยู่เองก็นั่งลงบนที่นอนพลางเล่นกับเครื่องเพชรที่เฉินเซี่ยงเพิ่งจะซื้อให้ในวันนี้
อาภรณ์ที่ทั้งสองนางสวมใส่ก็ล้วนแต่เฉินเซี่ยงซื้อให้
อาภรณ์ของพวกนางงดงามอย่างที่สุดทั้งยังทันสมัยอย่างที่สุด
พวกนางสวมใส่ชุดกระโปรงที่ทำมาจากผ้าชีฟองอันเผยให้เห็นเรียวขาอันงดงามและแขนที่ขาวราวกับหยกของพวกนางซิ่งนับเป็นอาหารตาของเฉินเซี่ยง
ถึงแม้ใบหน้าของเป่ยยู่ยู่จะยังคงความเย็นชา
แต่สำหรับเฉินเซี่ยงแล้ว มันช่างอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะดวงตาของนางที่มองเขาอย่างอ่อนโยน มันทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัว
ยิ่งเมื่อคิดถึงเรื่องที่นางปลอบโยนเขาก่อนหน้านี้
มันทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกดีเป็นอย่างมาก
จากเดิมที่เฉินเซี่ยงรู้สึกหดหู่
แต่จู่ๆเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฮึกเหิม
เขานำสมุนไพรออกมาแล้วเริ่มจัดการกับพวกมันในทันที
เขาอยากจะฟื้นความแข็งแกร่งให้กับพวกนางเร็วๆเพื่อที่พวกนางจะได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน
เขาต้องการให้พวกนางใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลและเดินไปนู่นมานี่ด้วยเสื้อผ้าที่เขาซื้อให้
เฉินเซี่ยงแบ่งสมาธิในการจัดการกับสมุนไพรและฟังซูเหม่ยเหยาบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเม็ดยาร้อยอสูร
จากคำกล่าวของซูเหม่ยเหยา
เฉินเซี่ยงก็ได้รู้ว่าการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
“มังกรน้อย
เม็ดยาร้อยอสูรนี่เหมาะกับเจ้าเลยใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางเย้าหยอกนางจนทำให้นางพ่นน้ำลายออกมา
“ไอ้เม็ดยานั่นไม่เหมาะกับข้าแน่นอน!
เจ้าคิดว่ามังกรอย่างข้าเหมือนกับไอ้พวกสัตว์วิญญาณชั้นต่ำพวกนั้นหรอ?”
นางกล่าวพลางทำหน้ามุ่ย
นางนั่งลงบนที่นอนตรงกลางระหว่างสองสาวงาม พลางกินเม็ดยาที่ทั้งสองสาวเอาให้ทำให้นางดูเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อย
เฉินเซี่ยงรู้สึกว่านางจะโตขึ้นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้รูปลักษณ์ของนางเหมือนเด็กสิบขวบ
แต่ตอนนี้รูปลักษณ์ของนางจะเหมือนกับเด็กอายุ 12 ไม่ก็ 13 ขวบแล้ว
ที่หน้าอกของนางก็มีบางอย่างนูนออกมาเล็กน้อย หน้าอกของนางเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
อีกอย่างหัวของนางก็โตขึ้นทำให้นางดูน่ารัก
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน
“ถ้าข้าสกัดกลั่นเม็ดยาเสร็จ เจ้าอย่ามาขอข้าก็แล้วกัน…เข้าใจมั้ย?”
เม็ดยาร้อยอสูรคือเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
มันมีประโยชน์สำหรับสัตว์วิญญาณเป็นอย่างมากถึงแม้จะเป็นสัตว์วิญญาณระดับ 9 ก็ตาม
แม้เม็ดยาสร้างรากฐานจะให้ปราณจำนวนมาก แต่มันกลับไร้ประโยชน์กับสัตว์วิญญาณ
ตามความเข้าใจของเฉินเซี่ยง
มังกรก็เป็นสัตว์เหมือนกันทำให้เม็ดยาร้อยอสูรนั้นเหมาะกับหลงเสวี่ยอี๋
และยังเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร
เฉินเซี่ยงมีประสบการณ์ในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุมาแล้ว
เขาจึงรู้ว่าการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นค่อนข้างง่าย
แม้ว่าเขาจะล้มเหลวอยู่หลายครั้ง
แต่หลังจากผ่านความล้มเหลวเหล่านั้นมาเขาก็ก้าวหน้าขึ้น………………………………………..
Chapter
280 –
เม็ดยาร้อยอสูร
เม็ดยาร้อยอสูรสกัดกลั่นได้ยากเล็กน้อย
ความยากของการสกัดกลั่นจะอยู่ที่การผสานแก่นชีวิตที่มาจากเม็ดอสูรและสมุนไพร
อีกอย่าง
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้แก่นของสัตว์วิญญาณมากขนาดนี้ในการสกัดกลั่นเม็ดยา
ผลธาตุสัตว์
หญ้าสัตว์วิญญาณ รากพืชสามใบ และดอกไม้อสูร สมุนไพรทั้ง 4 ชนิดนี้ค่อนข้างแพง
แต่มันก็ยังไม่ใช่สมุนไพรล้ำค่า
ผลธาตุสัตว์
หญ้าสัตว์วิญญาณ ดอกไม้อสูร
ทั้งสามอย่างนี้หาได้ในที่ที่สัตว์วิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้น
สมุนไพรเหล่านี้จะมีสัตว์ที่ทรงพลังคอยปกป้องอยู่ ดังนั้น
จึงมีนักสู้ที่ทรงพลังเท่านั้นถึงจะไปเก็บมาได้… สมุนไพรเหล่านี้จะมีพลังงานในตัว
เพียงแต่มันจะมีประโยชน์กับสัตว์อสูรเพราะร่างกายที่ไม่ธรรมดาของพวกมัน
แต่สำหรับมนุษย์แล้ว แม้มันจะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่มันก็น้อยเป็นอย่างมาก
รากพืชสามใบคือรากของต้นไม้ที่แปลกประหลาด
ต้นของมันจะมีใบไม้ที่ต่างกันสามชนิดเติบโตอยู่และแต่ละใบก็ยังมีสีที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก
รากของมันสามารถงอกใหม่ได้ทั้งยังสร้างพลังงานที่พิเศษเฉพาะได้
มันมีประโยชน์กับสัตว์วิญญาณเป็นอย่างมากและมันยังสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกายของพวกสัตว์วิญญาณได้ด้วย
แกนกลางของสัตว์วิญญาณจะมีแก่นชีวิตอยู่ภายในนั้นเป็นจำนวนมากและพลังงานของสัตว์วิญญาณเองก็จะเก็บสะสมอยู่ในนั้น
ซึ่งเทียบได้กับปราณของมนุษย์
อีกอย่างพลังงานของสัตว์อสูรก็บริสุทธิ์จนหาที่เปรียบไม่ได้
ในยามนี้เฉินเซี่ยงกำลังควบคุมแก่นอสูรจำนวนมากและผสานพวกมันเข้ากับผงสมุนไพรที่มีลักษณะต่างกัน
จุดประสงค์ในครั้งนี้คือการบีบอัดพวกมันจนกลายเป็นเม็ดยา
ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ
จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงในอยู่ช่วงแรกเริ่มเท่านั้น แต่ตอนนี้จิตวิญญาณของเขามีอายุได้
10 ปีแล้ว ทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาในยามนี้แตกต่างกับเมื่อราวกับคนละโลก
นั่นจึงทำให้เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาได้ง่ายขึ้นและควบคุมเตาปรุงยาได้ละเอียดมากขึ้น
เมื่อเตาปรุงยามังกรเพลิงสั่นไหวอย่างรุนแรง
เฉินเซี่ยงก็ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอก่อนที่เตาปรุงยาจะสงบลง
ทันทีที่เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาปรุงยาออก ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย
“หลังจากล้มเหลวไป 25 ครั้ง ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ!”
แค่วันเดียวเฉินเซี่ยงก็สกัดกลั่นเม็ดยาได้สำเร็จ
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่พึงพอใจเป็นอย่างมาก
หากเฉินเซี่ยงก้าวหน้าได้รวดเร็วมากเท่าไหร่
พวกนางก็ฟื้นคืนความแข็งแกร่งได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น
“8 เม็ด!”
เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาขึ้น เขาเห็นเม็ดยาเปล่งประกายแสงสีครามอยู่ 8
เม็ดทั้งแต่ละเม็ดยังมีแก่นปราณของแกนอสูรจำนวนมาก
เขาหยิบยาขึ้นมาเม็ดนึงก่อนจะโยนให้กับหลงเสวี่ยอี๋แล้วหัวเราะพล่างกล่าว
“มังกรน้อย ลองดูสิ!”
ถึงหลงเสวี่ยอี๋จะรับมัน
แต่ท่าทางของนางดูไม่มีความสุข นางกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ข้าเป็นมังกร…ไม่ใช้สัตว์วิญญาณชั้นต่ำพวกนั้น เม็ดยาแบบนี้สำหรับข้าแล้ว
มันก็เหมือนกับเอาเม็ดยานี้ไปให้มนุษย์ มันไร้ประโยชน์!!”
ถึงนางจะพูดแบบนั้น
แต่เมื่อนางเห็นเม็ดยาที่งดงามทั้งยังโชยกลิ่นหอมอันน่าดึงดูด
ทำให้นางเลียริมฝีปากทั้งกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ในสายตาของนาง
เม็ดยาร้อยอสูรดีกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานเป็นไหนๆโดยเฉพาะกลิ่นหอมของมันที่นางไม่อาจไม่ต้านทานได้
และพลังงานที่อัดแน่นอยู่ในเม็ดยาทำให้นางน้ำลายแทบหก
ในสายตาของนางแล้ว
เม็ดยาร้อยอสูรนั้นเหมือนกับอาหารอันโอชะ
ท่าทางของนางในตอนนี้ทำให้เฉินเซี่ยงและสองสาวงามแอบหัวเราะลั่นอยู่ในใจ
ก่อนหน้านี้นางยังกล่าวอย่างหนักแน่นว่าเม็ดยาร้อยอสูรไม่ดีพอสำหรับสายเลือดมังกรเช่นนาง
แต่ด้วยท่าทางของนางในตอนนี้ที่กำลังบอกว่า ‘ข้าแทบจะอดกินมันไม่ไหวแล้ว’
มันทำให้ผู้ที่มองนางอดหัวเราะไม่ได้
มังกรน้อยแสนซนยังไงก็ยังเป็นมังกรน้อยแสนซนอยู่วันยังค่ำ
ปกติแล้วนางจะชอบกินเม็ดยามากมายอยู่เสมอ
และตอนนี้นางไม่ใส่ใจกับเกียรติแห่งมังกรของนางแล้ว
นางโยนเม็ดยาร้อยอสูรเข้าไปในปากแล้วเคี้ยวมันอย่างระมัดระวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงเห็นนางกินเม็ดยาอย่างระมัดระวัง
ก่อนหน้านี้ ทุกๆครั้งที่นางกินเม็ดยา นางจะโยนเข้าไปในปากคราวละมากๆรวดเดียว
“รสชาดดีใช่มั้ย!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“อื้ม!”
นางพยักหน้า ดวงตาอันกระจ่างใจของนางกำลังจับจ้องเตาปรุงยาของเฉินเซี่ยง “มังกรคือจักรพรรดิของหมู่สัตว์ทุกตัว
ถึงเม็ดยาร้อยอสูรมันจะหยาบๆไปหน่อย แต่มันก็ยังดีพอสำหรับมังกร
เอามาให้ข้าอีกเร็วเข้า เม็ดยาแบบนี้มันไม่มีประโยชน์กับมนุษย์อย่างเจ้าหรอก”
เฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยาต่างก็เริ่มหัวเราะ
ก่อนหน้านี้หลงเสวี่ยอี๋กล่าวว่ามันไร้ประโยชน์กับนาง
แต่ตอนนี้นางทำอย่างกับมันเป็นสมบัติ
แม้ท่าทางของเป่ยยู่ยู่จะเย็นชาแต่ใบหน้าของนางกลับปรากฏเศษเสี้ยวรอยยิ้ม
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็น เขาจึงแอบยินดีอยู่ในใจอย่างไม่สิ้นสุด
สตรีผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งอย่างนางเริ่มหัวเราะแล้ว สิ่งที่นางเป็นในตอนนี้เหมือนกับดอกพลัมสีแดงที่ผลิบานในดินแดนหิมะ
มันทั้งสง่างามและอบอุ่น
เฉินเซี่ยงส่งเม็ดยาให้กับหลงเสวี่ยอี๋เพราะมันไร้ประโยชน์กับเขา
การสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นสกัดกลั่นได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก
ด้วยเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นได้ถึง 2 ครั้งและแต่ละครั้งยังได้เม็ดยาครั้งละ
10 เม็ด ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังพอมีสมุนไพรเหลืออยู่
ด้วยความกระตือรือร้นของเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงจึงสกัดกลั่นพวกมันทั้งหมด
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นได้สำเร็จ 20 ครั้งและล้มเหลวอีก 3 ครั้ง
ทำให้ตอนนี้เขามีเม็ดยาร้อยอสูรอยู่ทั้งหมด 200 เม็ด
ผ่านไปสองวันยังไม่มีวี่แววของหลิวเมิ่งเอ๋อ
ในช่วงสองวันนี้ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาต่างก็อยู่ภายในห้องของเฉินเซี่ยงและเล่นกับหลงเสวี่ยอี๋
ส่วนเฉินเซี่ยงเองก็ไม่ได้ละการป้องกันเพราะเขาอยากให้พวกนางได้เล่นสนุก
แม้สตรีทั้งสามนางจะไม่สามารถเที่ยวเล่นไปทั่วได้
แต่นี่ก็นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงปล่อยให้พวกนางเล่นสนุกตามใจปราถนา
“ไม่ต้องเป็นห่วงพวกข้าหรอก
ถ้าเจ้ามีสิ่งที่ต้องทำ เช่นนั้นก็ไปเถอะ” เป่ยยู่ยู่เดินมาข้างๆเฉินเซี่ยง
แม้น้ำเสียงของนางจะเย็นชา แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความอ่อนโยนที่อธิบายไม่ได้อยู่
“อันธพาลน้อย
เจ้ากำลังจะไปหาสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ใช่มั้ย?” ซูเหม่ยเหยากล่าวถามพลางหัวเราะ
“อืม
ข้าอยากจะให้นางพาข้าไปจับสัตว์วิญญาณหน่ะ” เฉินเซี่ยงพยักหน้า
จริงๆแล้วเขาอยากให้หลิวเมิ่งเอ๋อพาเขาไป แต่ตอนนี้นางไม่อยู่
เป่ยยู่ยู่กล่าว
“เจ้าต้องซื้อกระเป๋าสัตว์อสูรก่อน แต่ราคามันแพงมาก”
กระเป๋าสัตว์อสูรมีความพิเศษเฉพาะในการเก็บสัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณ
มันใช้ได้กับสัตว์เท่านั้น
หากใส่มนุษย์เข้าไปในนั้นพวกเขาก็จะถึงจุดจบอย่างรวดเร็ว
ราคาของกระเป๋าสัตว์อสูรแพงเป็นอย่างมาก จะมีก็แต่นักสู้ที่ครอบครองสัตว์วิญญาณหรือสัตว์ลึกล้ำที่น่าเกรงขามเท่านั้นที่จะซื้อกระเป๋าเช่นนี้
“ลองขอให้พี่เมิ่งเอ๋อของเจ้าสกัดกลั่นให้สิ? นางอาจจะใช้เวลาสักหนึ่งหรือสองวัน
นางมีจิตวิญญาณเพลิง แล้วดังนั้นนางจะสกัดกลั่นได้เร็วกว่าเมื่อก่อน”
ซูเหม่ยเหยากล่าวพลางหัวเราะ
เม็ดยาร้อยอสูรสามารถล่อสัตว์วิญญาณได้ทำให้สามารถจับพวกมันได้ง่ายขึ้น
หากใครก็ตามที่ได้รับการยอมรับจากสัตว์วิญญาณและทำสัญญากับพวกมัน
สัตว์วิญญาณตัวนั้นก็จะเป็นของคนผู้นั้นตลอดไป
แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกสามวัน
แต่กระนั้น หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงไม่กลับมา เฉินเซี่ยงไม่อาจรอนางได้อีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงออกจากร้านขายอาวุธแล้วไปยังหอคอยดันเซี่ยง
เมื่อเฉินเซี่ยงเข้าไปในหอคอย ฮวาเซียงเยว่ก็มาหาเขาทันที
“อันธพาลน้อย
เจ้าไม่ได้มาหาพี่สาวผู้นี้นานแล้วนะ! ตอนนี้เจ้าดีขึ้นแล้วหรอ?”
นางหัวเราะซุกซนพลางกล่าว
ในวันนี้ นางแต่งตัวธรรมดาๆ
แต่ด้วยผมทรงหางม้าของนางมันทำให้นางงดงามและดึงดูดเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ข้าอยากไปจับสัตว์วิญญาณ
แต่ข้ากลัวว่าจะได้เจอกับสัตว์วิญญาณที่ทรงพลัง
ทำให้ข้ามาขอความช่วยเหลือจากพี่เซียงเยว่”
“เอ๋? งั้นหมายความว่าเจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรได้แล้วหรอ? นี่ผ่านไปแค่ไม่กี่วันเองนะ!”
นางตกใจทั้งคิ้วเรียวงามของนางยังขมวดแน่น นางแบมือออกมาพลางกล่าว
“ขอข้าดูเม็ดยาร้อยอสูรของเจ้าหน่อย”
เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาออกมาเล็กน้อยแล้ววางลงบนมือของนาง
“นี่คือสิ่งที่ข้าสกัดกลั่นได้หลังจากใช้สมุนไพรไปจนหมด!”
เมื่อนางเห็นเม็ดยาสีคราม
นางกลับมึนงง “เป็นไปไม่ได้! เจ้าล้มเหลวไม่เกิน 50 ครั้ง
และด้วยเวลาไม่กี่วันเจ้าก็ทำมันได้สำเร็จ…
นี่เจ้าไม่เคยสกัดกลั่นมันมาก่อนใช่มั้ย?”
“ไม่เคย…
นี่มันยากขนาดนั้นเลยหรอ?” เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นมันได้สำเร็จภายในวันเดียว
จากนั้นนางก็คว้าตัวเฉินเซี่ยงก่อนจะกระโดดออกไปจากหอคอยดันเซี่ยง
ภายในพริบตาทั้งสองก็มาปรากฏตัวอยู่นอกเมืองดันเซี่ยง
ร่างกายของเฉินเซี่ยงเกือบจะทนกับความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของนางไม่ได้……………………………………………………………..
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น