WORLD DEFYING DAN GOD 261 - 280

Chapter 261 – เมล็ดบัวหยกขาว

หลังจากเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆพักผ่อนไปหลายวัน จู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงระฆังเรียกรวมตัวของนิกาย นอกจากศิษย์แท้จริงจะถูกเรียกให้รวมตัวแล้ว ศิษย์คนอื่นๆที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตนักสู้แท้จริงก็ถูกเรียกด้วยเช่นกัน

ผู้คนจำนวนกว่าร้อยรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างภายในดินแดนลี้ลับของนิกายยอดนักสู้ กู่ตงเฉินเริ่มด้วยการกล่าวยกย่องความกล้าหาญของเฉินเซี่ยงและคนอื่นๆ จากนั้นจึงมอบรางวัลให้แต่ละคน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้คือครั้งที่ตื่นเต้นที่สุดของเจ้าอ้วน

รางวัลประกอบไปด้วย ผลึกศิลาหนึ่งล้านผลึก เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 500 เม็ด นามศิษย์ระดับทองแดง นามนักรบระดับเงิน รวมไปถึงการเข้าสู่ลานประลองราชาโดยไม่มีการทดสอบใดๆทั้งสิ้น ซึ่งทำให้เหล่าคนดูมากมายรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง

กู่ตงเฉินเองก็จงใจเรียกชุมนุมเหล่าศิษย์เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉาและเสียใจที่ไม่ได้เสนอเข้าร่มเป็นตัวแทนในครั้งนั้น

เมื่อการชุมนุมจบลง กู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงก็เข้าไปยังห้องส่วนตัวกับเฉินเซี่ยง

“อาจารย์อา ครั้งนี้ท่านทำร้ายจิตใจข้ามาก เพลิงหทัยสวรรค์เป็นสิ่งที่ข้าเก็บไว้นานมาแล้ว” กู่ตงเฉินบ่น

เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว “ของๆเจ้ามันไม่ได้มีค่าอะไรเลย เจ้าเกือบถูกนิกายฝ่ายปีศาจหลอกเอาทั้งยังเกือบส่งพวกข้าไปตาย ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์อาอย่างข้าจัดการกับวิกฤติเมื่อตอนนั้นได้ เจ้าก็คงไม่ได้มานั่งสบายๆอยู่แบบนี้หรอก”

ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินต่างพูดไม่ออก หากไม่ใช่เพราะตัวประหลาดอย่างเฉินเซี่ยงก่อวีรกรรมไว้ในดินแดนรกร้างทางใต้ บางทีพวกเขาอาจจะตกลงสู่สถานการณ์อันน่าข่มขื่นก็ได้ ทั้งกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงต่างยอมรับในความจริงที่ว่าที่ผู้ที่ทรงพลังมากมายถูกผนึกไว้ในดินแดนรกร้างทางใต้

“อาจารย์อา ท่านพูดไว้ไม่ใช่หรอว่าท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานหลายเม็ด? ท่านจะขายให้ข้าสักเล็กน้อยได้มั้ย?” กู่ตงเฉินกล่าวถาม

เฉินเซี่ยงทำหน้ามุ่ยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสูง “มันก็ไม่ใช่ถูกๆนะ… หนึ่งเม็ดต่อห้าแสนผลึกศิลา เจ้าจะซื้อหรือไม่ซื้อข้าก็ไม่สน!”

ประมุขนิกายยอดนักสู้ที่เป็นถึงนักสู้ในขอบเขตนิพพานที่ 7 คือคนที่เฉินเซี่ยงไม่กลัวว่าจะไม่มีผลึกศิลา หากกู่ตงเฉินพบคนเช่นนี้เขาคงทุบตีอย่างโหดเหี้ยมไปสักสองครั้งแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อดูสถานะของอาจารย์อาของเขา เขาย่อมรู้ว่าราคาที่เฉินเซี่ยงให้นั้นมีเหตุผลอย่างมาก

หากนำเอาเม็ดยาสร้างรากฐานไปประมูลและบังเอิญไปพบกับคนที่ต้องการมันอย่างเร่งด่วน เม็ดยาสร้างรากฐานก็จะขายได้ในราคาที่สูงกว่าครึ่งล้านผลึกศิลามาก

หวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินถึงกับกล่าวไม่ออก แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

“ท่านมีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่เท่าไหร่?” หวู่ไคหมิงกล่าวถาม

“ข้ามี 40 เม็ดและพวกเจ้าต้องเหมาให้หมด เพราะไม่งั้น…ข้าก็ไม่ขาย  เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว”

“อาจารย์อา… ข้ากลัวว่าเจ้าอ้วนชู่หลงนั่นจะไม่ได้ร้ายกาจไปกว่าท่านเลย….ช่างมันเถอะ ข้าจะซื้อหมดนั่นแหละ” หวู่ไคหมิงฝืนยิ้มพลางกล่าว

“ท่านอยากได้เป็นผลึกศิลาหรือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงหล่ะ?” กู่ตงเฉินกล่าวถาม

“เม็ดยาพื้นฐานแท้จริง” เนื่องเพราะในการประมูลจะใช้เม็ดยาพื้นฐานแม้จริงแทนผลึกศิลาในการประมูลเท่านั้น เมื่อถึงคราวที่เฉินเซี่ยงต้องเข้าประมูล เขาต้องไปแลกเปลี่ยนผลึกศิลาให้เป็นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง ซึ่งนั่นจะเป็นปัญหาอย่างมาก

ราคาทั้งหมดของเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 40 เม็ดคือ ยี่สิบล้านผลึกศิลาซึ่งหากเปลี่ยนเป็นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจะได้เท่ากับสี่พันเม็ด ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเม็ดยาก็ควักเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวนมากออกมาจ่ายเฉินเซี่ยงในคราวเดียวเช่นกัน และวันนี้ ก็เป็นคราวของกู่ตงเฉิน ซึ่งตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วในผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ในนิกายยอดนักสู้นั้นครอบครองเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไว้เป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จงใจทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาขาดแคลนเม็ดยาโดยการใช้พวกมันทีละน้อย

เม็ดยานั้นสามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานานและเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่อายุกว่าหมื่นปีพวกนี้ย่อมเก็บสะสมเม็ดยาได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเม็ดยาเหล่านั้นก็ถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการเสริมสร้างนิกาย

เมื่อเฉินเซี่ยงกลับไปถึงลานราชาเม็ดยา เขาก็ไม่ได้ตามหาผู้อาวุโสเม็ดยา เฉินเซี่ยงพบว่าไม่มีใครสักคนดูแลสวนสมุนไพรให้เขา ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างสงสัย ปกติแล้วผู้อาวุโสเม็ดยาจะห่วงสวนสมุนไพรมาก แต่ตอนนี้เหมือนกับพวกมันถูกเมิน แต่ถึงสวนสมุนไพรพวกนี้จะไม่ได้รับการดูแล มันก็เพียงแค่ทำให้สมุนไพรเติบโตได้ช้ามากขึ้นเท่านั้น

เฉินเซี่ยงเคาะประตูห้องวู๋เชียนเชียน ตั้งแต่ที่นางกลับมาจากดินแดนรกร้าง นางก็ขยันขันแข็งแย่างมาก มีหลายครั้งที่เฉินเซี่ยงมาหานาง แต่นางก็จะจดจ่ออยู่กับการปรุงยาและตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน

“เชียนเชียน เจ้าเห็นผู้อาวุโสเม็ดยาหรือเปล่า?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“ไม่… ข้าก็ตามหานางอยู่เหมือนกัน นางกล่าวว่าหากข้าหานางไม่พบก็ไม่จำเป็นต้องหา เป็นไปได้ว่านางอาจจะเก็บตัวบ่มเพาะอยู่” วู๋เชียนเชียนกล่าวตอบ ตอนนี้ทั่วร่างของนางอาบชุ่มไปด้วยเหงื่ออันหอมหวนและเสื้อผ้าที่เปียกโชกของนางก็แนบไปกับเรือนร่างอันงดงาม มันช่างต้องตานัก

เฉินเซี่ยงแอบมองหน้าอกนางอยู่หลานครั้ง ทำให้นางดุเฉินเซี่ยงเล็กน้อยและปกปิดดหน้าอกของนางอย่างรวดเร็ว “ข้าอยากสกัดกลั่นเม็ดยาแล้ว ข้าคิดว่าคงจะสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ 4 เม็ดด้วยสมุนไพรเพียง 1 ชุดเร็วๆนี้ เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็จะได้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจากเจ้า”

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “งั้นก็พยายามให้มากขึ้น ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเจ้านับว่าดีมากแล้ว จะเหลือก็แค้ห้องของเจ้าที่ต้องปรับปรุง อย่าหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยามากจนเกินไป แล้วก็ทำตัวเจ้าให้เหมือนกับคนอื่นๆด้วยหล่ะ”

วู๋เชียนเชียนพยักหน้าก่อนที่เฉินเซี่ยงจะกลับไปยังสวนสมุนไพรเพื่อเจือจางน้ำลายมังกรที่เขาสะสมได้เมื่อตอนที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ เมื่อเจือจางแล้วเฉินเซี่ยงก็นำน้ำไปรดสมุนไพรมากมายในสวนของเขา

“พี่เหม่ยเหยา ท่านคิดว่าเมล็ดบัวหยกขาวสามารถปลูกให้เป็นต้นดอกบัวได้มั้ย?” จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกขึ้นได้จึงกล่าวถามอย่างตื่นเต้น

“ข้าก็ไม่รู้ แต่เจ้าจะลองก็ได้นะ แต่ดูเหมือนว่าดอกบัวหยกขาวจะเจริญเติบโตในทะเลของเกาะบงกช” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงรีบตรงไปที่สระน้ำเล็กๆในสวนสมุนไพรของเขาแล้วกล่าว “เราจะปลูกมันมันยังไง?”

นี่เป็นครั้งแรกของเฉินเซี่ยงที่จะใช้น้ำในการปลูกสมุนไพร หากจะรดน้ำลายมังกรอย่างเดียวคงไม่พอ ดูเหมือนจะต้องใช้กับน้ำจริงๆด้วย

“ง่ายมาก แค่เจ้าใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าห่อน้ำลายมังกรเอาไว้ในน้ำ หลังจากนั้น เข้าก็ค่อยฉีดมันเข้าไปในเมล็ดบัวหยกขาว” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงใส่เมล็ดที่เปล่งประกายแสงสีขาวลงไปในน้ำก่อนจะหยิบเอาน้ำลายมังกรขวดเล็กๆออกมาก่อนจะเทมันลงไปในน้ำแล้วใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มมันไว้ เมื่อมองดูจะเห็นเหมือนเกราะที่มองไม่เห็นกำลังห่อหุ้มชั้นนอกของน้ำลายมังกรโดยแยกมันออกจากน้ำ ด้วยวิธีนี้จะทำให้น้ำลายมังกรสามารถซึมเข้าไปในเมล็ดบัวหยกขาวได้

“ถ้าบัวหยกขาวดูดซับน้ำลายมังกรได้ งั้นก็คาดได้ว่ามันสามารถปลูกได้ หากเจ้ามีเมล็ดบัวหยกขาวในจำนวนมากๆ ในอนาคตเรื่องที่เจ้าจะตายก็ถือเป็นเรื่องยากแล้วหล่ะ” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะเบาๆพลางกล่าว

แม้ว่าน้ำลายมังกรจะอยู่ในน้ำ เฉินเซี่ยงก็สามารถสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นได้ ทั้งยังเห็นอีกว่าเจ้าเมล็ดบัวหยกขาวได้ดูดซับน้ำลายมังกรไปทำให้เฉินเซี่ยงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แม้หญ้าวิญญาณนรกจะเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ในด้านการรักษา แต่การจะปลูกมันย่อมเป็นเรื่องไม่ดี เพราะหญ้าวิญญาณนรกจำเป็นต้องใช้ปราณแห่งความตาย แต่ผลที่ได้จากเมล็ดบัวหยกขาวนั้นค่อนข้างดีกว่าหญ้าวิญญาณนรกทั้งยังสามารถปลูกได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้เฉินเซี่ยงจะใช้หญ้าวิญญาณนรกจนหมด เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องสมุนไพรรักษา

ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังมีเม็ดยาสร้างรากฐานอีก 100 เม็ดเพียงแต่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะใช้มันทำอะไรดีๆเพราะเขายังไม่พบผู้ที่เหมาะสมในการบ่มเพาะอย่างเหลยสงหลิน เหลยจง และเหลียนหมิงเตา ส่วนหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็กินเม็ดยาสร้างรากฐานไปมากแล้ว ยิ่งกินเม็ดยามากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อรากฐานการบ่มเพาะของพวกเขา ส่วนกับเฉินเซี่ยงเองถึงจะกินเม็ดยาเข้าไปก็ไม่ได้มีผลอะไรแล้ว มันจะมีก็แต่เสียของไปเสียเปล่า

“ดูเหมือนว่าข้าต้องไปหาพี่เมิ่งที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียนและขายเม็ดยาให้นางสักเล็กน้อยแล้ว” เฉินเซี่ยงคิดว่าเขาสามารถล่อลวงอย่างโหดเหี้ยมกับหลิวเมิ่งเอ๋อได้ ทั้งยังคิดว่ามันต่อเจ๋งแน่ๆ เฉินเซี่ยงไม่ได้วางแผนแค่จะไปที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียน แต่เขายังวางแผนไปยังดันเซี่ยงเถาหยวนด้วย แต่ยังไงซะเขาก็อยากเห็นว่าเมล็ดบัวหยกขาวจะสามารถปลูกได้หรือไม่ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะตอนนี้มันยังนับว่าไม่แน่นอน

ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในเมล็ดบัวหยกขาว อีกอย่าง เขาก็ใช้น้ำลายมังกรในปริมาณที่เพียงพอแล้วและเขาก็ยังมีน้ำลายมังกรเหลืออยู่

เมื่อมองไปยังต้นผลรากคราม เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะยังไม่ทำให้พวกมันสุก เพราะตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดยาสร้างรากฐาน และตอนนี้เขาก็ยังขาดแคลนเม็ดยาที่จะช่วยให้เขาเพิ่มพูนการบ่มเพาะให้รวดเร็วขึ้น

อย่างเช่น ‘เม็ดยาธาตุแท้จริง’ ซึ่งตอนนี้ตอนนี้เฉินเซี่ยงกำลังรวบรวมส่วนผสมของมันอยู่ เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าเขาจะใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะรวบรวมมันได้ทั้งหมด และเมื่อถึงตอนนี้ หากเฉินเซี่ยงมีรากฐานที่มั่นคง เขาก็สามารถเพิ่มพูนความสามารถของเขาได้ทันที!…………………………………



Chapter 262 – อัจฉริยะที่หายไป

ณ ลานประลองราชา ภายในดินแดนลี้ลับของนิกายยอดนักสู้ แม้สถานที่แห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่มันก็ไม่ทำให้หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆรู้สึกผิดหวัง แต่กลับกัน มันทำให้พวกเขาตื่นเต้นมากกว่า ในความคิดของพวกเขา การเข้าร่วมลานประลองราชานับเป็นเกียรติ

เฉินเซี่ยงและอีก 10 คนมารวมตัวกันในลานประลองราชา หลังจากที่เฉินเซี่ยงมาถึงได้ไม่นาน เขาก็เห็นเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตาห้อยเหรียญขนาดเล็กไว้ที่หน้าอก ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะของศิษย์ระดับทองแดงและนักสู้ระดับเงิน

เฉินเซี่ยงอดขำไม่ได้ “ดูเหมือนจะมีแค่พวกเจ้าสองคนนะที่ทำตัวเด่น” เฉินเซี่ยงมองไปยังคนอื่นๆและพบว่าพวกเขาแตกต่างจากเจ้าอ้วนและหวินเสี่ยวเตา

“นี่เป็นสิ่งที่พวกข้าได้มาหลังจากต่อสู้อย่างยากลำบากในดินแดนรกร้างทางใต้” หวินเสี่ยวเตากล่าวราวกับไม่สนใจทั้งยังยืดอกอย่างมั่นใจ

เจ้าอ้วนยิ้มอย่างภาคภูมิ “ระหว่างทางที่ข้ามา เมื่อผู้คนมากมายได้เห็นเจ้าสองเหรียญนี่ สายตาที่พวกเขามองข้าก็เปลี่ยนไป!”

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางยิ้ม “เมื่อไหร่ที่เจ้าเอาเหรียญทองมาได้เจ้าค่อยโม้ แค่มองพวกเจ้าเผินๆก็รู้แล้วว่าพวกเจ้ามันสันหลังยาว ถ้าเป็นคนที่เขาบ่มเพาะอยู่สม่ำเสมอ ป่านนี้เขาคงเอาเหรียญพวกนี้โยนทิ้งไปแล้ว”

หวินเสี่ยวเตาแค่นเสียงพลางกล่าว “ข้าจะใส่มันในวันแรกที่เข้าลานประลองราชาหน่อยไม่ได้หรือไง?”

ในยามนี้กู่ตงเฉินได้มาถึง กู่ตงเฉินเป็นผู้นำของลานประลองราชาแห่งนี้ แต่จนถึงตอนนี้เฉินเซี่ยงและคนอื่นๆก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ลานประลองราชานี่มันมีอะไรพิเศษ ในสายตาของเฉินเซี่ยง มันก็แค่มีประมุขนิกายสอนทักษะให้เป็นการส่วนตัว นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แต่สำหรับคนอื่นๆแล้วนั่นนับเป็นการปฏิบัติที่พิเศษ

ก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปยังดินแดนรกร้างทางใต้ กู่ตงเฉินก็เป็นคนสอนให้พวกเขา ทำให้ตอนนี้พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องมากพิธีรีตอง เพราะมันเหมือนกับผู้เยาว์ที่ได้พบกับผู้อาวุโส ทำให้พวกเขาสามารถพูดคุยและยิ้มแย้มได้อย่างไม่เขินอาย

“ในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้จะเป็นการฝึกพิเศษ พวกเราเหล่าลานประลองอาวุโสได้ตรวจสอบจุดอ่อนและจุดแข็งของพวกเจ้าแล้ว ฉะนั้น พวกข้าจึงจะสอนทักษะที่เหมาะสมให้กับพวกเจ้า” กู่ตงเฉินกล่าว

ทันใดนั้น ทุกๆคนต่างรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจ เวลา 3 เดือนก่อนหน้านี้ของพวกเขาคือการเอาตัวรอดในดินแดนรกร้างทางใต้ ในยามนั้น พวกเขาต่างเป็นกังวลไม่มากก็น้อยว่าจะสามารถรอดกลับมาได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ พวกเขาอยู่ในลานประลองราชาอย่างน้อยๆก็ 3 ปี ทั้งยังจะได้รับคำชี้แนะจากกู่ตงเฉินอีก

“ที่นี่มีนักปรุงยา 3 คน แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าได้จัดเตรียมการฝึกของเจ้าเป็นอย่างดีและไม่ส่งผลกับการปรุงยาของเจ้า” หลังจากกล่าวจบกู่ตงเฉินก็หันไปหาเฉินเซี่ยงแล้วยิ้มเล็กน้อย “เฉินเซี่ยง ตอนนี้เจ้าแข็งแกร่งกว่าทั้ง 9 คนนี้มากและข้าเองก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น ฉะนั้น เจ้าต้องบริหารเวลาของตนเอง ส่วนข้าจะใช้เวลาของข้าฝึกฝนศิษย์คนอื่นๆ”

เฉินเซี่ยงยักไหล่ด้วยท่าทางที่แสดงออกว่า ‘มันก็ไม่ใช่ธุระของข้า’ อาจารย์ของเฉินเซี่ยงคือฮวั๋งเจี่ยนเทียน ทั้งเฉินเซี่ยงยังได้รับสืบทอดทักษะที่ทำกู่ตงเฉินรู้สึกอิจฉา อีกอย่าง กู่ตงเฉินก็ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องชี้แนะเฉินเซี่ยงแล้ว

ยามนี้ กู่ตงเฉินเริ่มพูดคุยเรื่องการบ่มเพาะเพียงแต่เฉินเซี่ยงไม่ได้สนใจ เฉินเซี่ยงหาวฟอดใหญ่ก่อนจะออกจากลานประลองไปทำให้หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆรู้สึกเสียใจที่เฉินเซี่ยงไม่ได้รับคำชี้แนะของกู่ตงเฉิน

เฉินเซี่ยงเดินออกมาจากดินแดนลี้ลับของนิกาย เฉินเซี่ยงรู้ว่าในอนาคตจะมีโอกาสน้อยมากที่เขาได้พบกับหวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงได้ยินแผนการบางอย่างของกู่ตงเฉินทำให้เขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ โดยเฉพาะตารางการฝึกอันหนักหนาสาหัสของเจ้าอ้วนซึ่งมันสาหัสมากแน่นอน

ทุกๆวันเฉินเซี่ยงเอาแต่อยู่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยาซึ่งมันทำให้เขาเบื่อ เฉินเซี่ยงจึงตระเวณไปทั่วลานประลองต่างๆทีละลานประลอง แต่ท้ายที่สุด เฉินเซี่ยงยังล้มเหลวในการหาเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่จะให้เขาบ่มเพาะ

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่! รีบไปลงชื่อได้แล้ว!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นขณะที่เขาอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังเดินบนถนน

“ลงชื่ออะไร?” ชายคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย

“นี่เจ้าไม่รู้หรอ? ตอนนี้อัจฉริยะที่มีถึง 3 เส้นโลหิตที่หายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วได้กลับมายังนิกาย อีกอย่าง เขาก็บรรลุระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแล้ว! ตอนนี้เขาอยากร่วมมือกับบางคนเพื่อออกไปหาประสบการณ์ที่เบื้องนอก แต่คนที่จะร่วมมือกับเขาได้ต้องผ่านการทดสอบของเขาเสียก่อน” ชายคนนั้นกล่าวตอบ

คนกลุ่มนั้นทั้งหมดล้วนแก่ชราทั้งยังรู้ว่าอัจฉริยะที่หายไปนั้นคือผู้ใด เมื่อคนกลุ่มนั้นได้ยินว่าอัจฉริยะคนนั้นกลับมา พวกเขาต่างรู้สึกยินดีและเร่งติดตามชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว

“อัจฉริยะที่หายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วงั้นหรอ!” เฉินเซี่ยงลูบคางทั้งยังรีบเดินตามคนกลุ่มนั้นไป เขาอยากเห็นว่าคนผู้นี้คือใคร

สามเส้นโลหิตบ่งบอกถึงคนผู้นั้นสามารถบ่มเพาะปราณได้ถึง 3 ชนิด เพียงแต่มันจำเป็นต้องใช้ทักษะที่ค่อนข้างดีจึงจะสามารถบ่มเพาะได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันย่อมก้าวหน้าได้ยากด้วยเช่นกัน การบ่มเพาะผู้ที่มีปราณ 3 ชนิดนั้นซับซ้อนเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นเฉินเซี่ยงที่มีปราณถึง 5 ชนิด หากเขาสามารถควบคุมปราณได้ดีพอ เรื่องความแข็งแกร่งของเขาย่อมไม่ต้องกล่าวถึง

ตอนนี้ชายผู้ที่หายสาบสูญอยู่ภายนอกนิกายยอดนักสู้ ตลอดทางเฉินเซี่ยงเห็นผู้คนมากมาย คนเหล่านี้เมื่อได้ยินข่าวว่าอัจฉริยะที่หายสาบสูญกลับมา พวกเขาก็เร่งมุ่งหน้าไปหาชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะหากคนเหล่านี้เป็นผู้ถูกเลือก พวกเขาก็จะได้รับเม็ดยามากมายซึ่งจะทำให้พวกเขาแลดูมีอันจะกินเป็นอย่างมาก

“ศิษย์พี่ท่านก็จะไปเหมือนกันหรอ?” เมื่อชายคนนึงเห็นเฉินเซี่ยงเดินไปกับฝูงชน เขาจึงกล่าวถามขึ้น

เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางหัวเราะ “ข้าจะไปร่วมสนุกหน่ะ”

ชายคนนั้นกล่าวตอบ “ข้าว่า…ท่านไม่ไปจะดีกว่า ชายคนนั้นเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสลู่ และยังเป็นบุตรบุญธรรมที่มีศักดิ์สูงของตระกูลลู่ด้วย”

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว ตระกูลลู่ได้อพยพออกจากดินแดนยอดนักสู้ไปนานแล้ว เหล่าตัวตนระดับสูงของนิกายยอดนักสู้เองก็รู้ว่าตระกูลลู่สมรู้ร่วมคิดกับนิกายฝ่ายปีศาจเพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวตนระดับสูงของนิกายถึงยังไม่ลงมือ ตระกูลลู่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามของนิกายยอดนักสู้ ดังนั้น ทางนิกายเองจึงไม่ได้สนใจพวกมัน อีกอย่าง เหล่าบุคคลสำคัญของนิกายยอดนักสู้ก็ไม่มีผู้ใดที่มาจากตระกูลลู่ด้วย

“ไม่เป็นไรน่า.. ข้าไม่ได้กระทำผิดต่อเขา อีกอย่าง ตระกูลลู่ก็ทำบางอย่างกับข้า… เรื่องนี้มีใครที่ไม่รู้บ้าง? ตอนนี้ข้า…ก็แค่ทำสิ่งที่คนทั่วๆไปเค้าทำกัน” เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว แม้เฉินเซี่ยงจะพูดแบบนั้น แต่เขาก็แอบเตรียมการต้อนรับชายคนนั้นไว้แล้ว และตอนนี้ เฉินเซี่ยงก็อยากเห็นศักยภาพของมัน

30 ปีที่แล้ว ชายคนนี้ย่อมนับเป็นอัจฉริยะ แม้พรสวรรค์ของมันจะไม่ดีเท่าเฉินเซี่ยง แต่ในยามนั้น ทั่วทั้งนิกายยอดนักสู้ล้วนไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จักชื่อของมัน

“ ‘ลู่เจี๋ย’…. มันหายไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มันไปทำบ้าที่ไหนกัน?”  เฉินเซี่ยงคิดอย่างสงสัยขณะที่เดินช้าลง เฉินเซี่ยงสงสัยว่าตระกลูลู่ร่วมมือกับนิกายฝ่ายปีศาจมานานแล้ว เพราะถ้าช่วงที่ลู่เจี๋ยหายไป…มันไปเข้าร่วมกับนิกายฝ่ายปีศาจ งั้นตอนนี้ที่มันกลับมา…ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามันสมรู้ร่วมคิดกับนิกายฝ่ายปีศาจ

ถ้ามันกลับมาเร็วกว่านี้หรือช้ากว่านี้ เฉินเซี่ยงย่อมไม่สงสัย แต่ตอนนี้ มันดันกลับมาแทบจะทันทีที่แผนของนิกายฝ่ายปีศาจในดินแดนรกร้างทางใต้ล้มเหลว ทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยในตัวมันเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นซูเหม่ยเหยาก็กล่าวขึ้น “เจ้าต้องตัวระวังให้ดี ในดินแดนรกร้างทางใต้…นิกายฝ่ายปีศาจประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก ถ้าเจ้าลู่เจี๋ยกลับมาจากนิกายฝ่ายปีศาจจริง ข้ากลัวว่ามันจะเพราะเจ้า”

เฉินเซี่ยงก็คิดเรื่องนี้เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่คือเขตแดนของนิกายนักสู้ ดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงไม่เป็นกังวล

ณ ชั้น 3 ของโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อมองไปที่ด้านนอกของโรงแรม มีผู้คนมากมายต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอการสัมภาษณ์ ส่วนผู้คนที่เข้าไปในโรงแรมต่างเดินคอตกออกมาด้วยความผิดหวัง

“มีนักสู้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงคนนึง ปราณที่อยู่ในร่างกายของมันเป็นปราณเพลิง สายฟ้า และทองคำ ปราณทั้งสามสายของมันทั้งบริสุทธิ์และรุนแรงเป็นอย่างมาก” จู่ๆหลงเสวี่ยอี๋ก็กล่าวขึ้น

ตอนนี้เฉินเซี่ยงอยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ไม่ต้องกล่าวถึงนักสู้ที่มีปราณสามคุณลักษณะ แม้แต่คุณลักษณะเดียวเฉินเซี่ยงก็อาจจะไม่ชนะ แม้ปราณของเฉินเซี่ยงจะมีมากมาย แต่การบ่มเพาะของเขายังคงอ่อนด้อยกว่า เพราะหากนักสู้บ่มเพาะได้ในระดับที่สูงมากเท่าไหร่ ปราณของพวกเขาย่อมต้องถูกบีบอัดในจำนวนที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

“หลังจากที่ตรวจสอบมันดูแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มาจากนิกายฝ่ายปีศาจ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ทักษะของนิกายฝ่ายปีศาจ… เจ้าก็เหมือนกัน ปราณของเจ้ามีมากมายทั้งยังบริสุทธิ์ แต่เจ้าก็สามารถใช้ทักษะที่ทรงพลังได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว

เฉินเซี่ยงไม่ได้ก้าวเข้าไปในโรงแรม เขาหันหลังกลับเพื่อจากไป เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าเขาต้องตามหาหวู่ไคหมิงเพื่อให้เขาจับตามองลู่เจี๋ย

แต่ทันทีที่เฉินเซี่ยงหันหลังกลับ เสียงที่ฟังดูเหนื่อยหน่ายและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งพลันดังขึ้น “เมื่อเจ้ามาแล้ว…ไยเจ้าต้องกลับเล่า?”

เสียงนั้นไม่ทราบว่าดังมาจากที่ใด แม้เสียงที่ได้ยินจะไม่ได้ดังมากนัก แต่ทุกๆคนกลับรู้สึกราวกับว่ามันดังก้องอยู่ในหู แน่นอน…เสียงนั่นย่อมเป็นเสียงของลู่เจี๋ย……………………………….



Chapter 263 – ทักษะภูติพราย

เมื่อได้ยินเสียงของลู่เจี๋ย เฉินเซี่ยงพลันประหลาดใจเล็กน้อย ในช่วงที่เฉินเซี่ยงเดินมาที่โรงแรมแห่งนี้ เขาได้อำพลางกลิ่นอายไว้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ลู่เจี๋ยยังสามารถสัมผัสถึงตัวตนของเฉินเซี่ยงได้ นั่นหมายความว่า สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของลู่เจี๋ยไม่ได้อ่อนแอเลย

เฉินเซี่ยงไม่ได้วางแผนว่าจะพบกับลู่เจี๋ย ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินต่อไป แต่ทันใดนั้น เฉินเซี่ยงพลันได้ยินเสียงหน้าต่างที่อยู่ด้านบนเปิดออกก่อนที่ชายคนหนึ่งจะกระโดดลงมาจากชั้น 3 และปรากฏตัวที่ขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา

ลู่เจี๋ยสวมใส่ชุดคลุมสีขาวหรูหราและถือพัดในมือ ใบหน้าของมันหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ดวงตาของมันเฉียบคมราวกระบี่ ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสวยงาม ซึ่งตอนนี้มันกำลังมองสำรวจเฉินเซี่ยงอยู่

“เป็นเจ้าใช่มั้ยที่สังหารอาจารย์ของข้า?” ลู่เจี๋ยกล่าวถามอย่างไม่ใส่ใจทั้งดวงตาของมันยังไร้ซึ่งเศษเสี้ยวของความโกรธทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกแปลกๆ

ในยามนี้ ที่เบื้องหน้าทางเข้าโรงแรมมีผู้คนมากมาย พวกเขาต่างจดจำเฉินเซี่ยงและลู่เจี๋ยได้ ในความคิดของคนเหล่านั้น ลู่เจี๋ยนับว่าค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยง แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนย่อมรู้กันดีว่าอาจารย์ของมันตกตายด้วยน้ำมือของเฉินเซี่ยงทำให้ลู่เจี๋ยเกลียดชังเฉินเซี่ยง แต่เมื่อเห็นท่าทางของลู่เจี๋ยในตอนนี้ ทุกคนต่างรู้สึกแปลกๆเช่นเดียวกับเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ “ใช่ เป็นข้าเอง”

ลู่เจี๋ยยิ้มเล็กน้อย “อาจารย์ของข้าคือเป้าหมายของข้า แต่ในเมื่ออาจารย์ข้าตายด้วยน้ำมือของเจ้า ดังนั้น เจ้าก็คือเป้าหมายของข้า เจ้ากล้าประลองกับข้าสักหน่อยมั้ยหล่ะ?”

อีกฝ่ายคือนักสู้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ซึ่งเหนือกว่าเฉินเซี่ยง 2 ระดับ เฉินเซี่ยงย่อมไม่รับเรื่องที่โง่แบบนี้แน่ เพราะหากเขาไม่ใช้กระบี่ครามผลาญมังกร เขาก็อ่อนแอกว่ามันเป็นอย่างมาก อีกอย่าง เฉินเซี่ยงก็ยังไม่คุ้นเคยกับศักยภาพของตนในตอนนี้

“ข้าไม่สน!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวออกมา ท่าทางของลู่เจี๋ยก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเย็นชาเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป ทันทีที่เฉินเซี่ยงสัมผัสกับความรู้สึกแปลกๆได้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“ระวัง!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น…เพียงแต่มันช้าไป เฉินเซี่ยงรู้สึกได้เพียงพลังสายหนึ่งเข้าปะทะกับตันเถียนของเขาอย่างรุนแรง ทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาถูกกดทับด้วยพลังอำนาจที่มีน้ำหนักกว่าหนึ่งล้านจิน แม้เฉินเซี่ยงจะไม่มีเวลาให้หลบหนี แต่ปราณภายในร่างของเฉินเซี่ยงก็โคจรด้วยตัวมันเองทำให้พลังทำลายที่พุ่งเข้ามาส่วนใหญ่ถูกเกราะเต่าทมิฬที่อยู่ใต้ผิวหนังของเขาต้านเอาไว้

ด้วยผลกระทบของพลังที่จู่โจมเข้ามาเมื่อครู่ทำให้เฉินเซี่ยงถอยหลังไปสองก้าว ที่มุมปากของเฉินเซี่ยงค่อยๆปรากฏโลหิตไหลออกมา ในยามนี้ อวัยวะภายในของเฉินเซี่ยงทั้งหมดถูกกระแทกจนฉีกขาด ซึ่งก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงรู้สึกได้เพียงทุกสิ่งทุกอย่างภายในร่างกายของเขาถูกบดขยี้

เฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัสภายในพริบตา ปราณที่อยู่ในตันเถียนของเขายากที่จะโคจรเพราะเส้นลมปราณส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย หากเฉินเซี่ยงฝืนโคจรลมปราณ เส้นลมปราณก็จะเกิดความเสียหายมากขึ้น

เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่น ทิวทัศน์ที่มองเห็นเบื้องหน้าในยามนี้ค่อนข้างเลือนลาง แต่มันก็ค่อยๆกลับมาชัดเจนขึ้นอย่างช้าๆ ใบหน้าของเฉินเซี่ยงขาวซีดและเต็มไปด้วยความโกรธ

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?” ลู่เจี๋ยกล่าวถาม

ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้าน เฉินเซี่ยงเห็นว่าลู่เจี๋ยยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับพัดในมืือ มันยังไม่ได้ปลดปล่อยพลังเพื่อจู่โจม ทั้งยังไม่มีรัศมีที่เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ผู้คนรอบข้างก็มองเฉินเซี่ยงด้วยสายตาแปลกๆเช่นกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นเพียงเฉินเซี่ยงถอยหลังไปสองก้าวแล้วจู่ๆกลับมีโลหิตไหลออกที่มุมปาก

“ลู่เจี๋ย ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” เฉินเซี่ยงเช็ดโลหิตที่มุมปากก่อนกล่าวด้วยท่าทางที่ไร้ความรู้สึก หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสถึงมันได้เมื่อครู่ บางทีเขาอาจจะพิการไปแล้ว ลู่เจี๋ยช่างลงมือหนักหน่วงตั้งแต่ต้น

“ตอนนี้เจ้าอยากประลองกับข้าหรือยัง?” ลู่เจี๋ยวยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวถามอีกครั้ง รอยยิ้มของมันช่างดูเจ้าเล่ห์นัก

เฉินเซี่ยงทราบว่าลู่เจี๋ยใช้ทักษะบางอย่างที่ทรงพลังจู่โจมเขา เพียงแต่ผู้อื่นมองไม่เห็น แม้แต่เฉินเซี่ยงก็มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น เฉินเซี่ยงจึงรู้ว่าการจู่โจมนั่นต้องน่าเกรงขามอย่างแน่นอน

“ไม่… แต่ข้าจะฆ่าเจ้า!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชา ขณะนั้น เฉินเซี่ยงยังไม่แม้แต่จะก้าวไปข้างหน้า จู่ๆก็มีลูกเตะที่ที่รวดเร็วและรุนแรงราวกับสายฟ้าเตะเข้ามาที่เข่าของเฉินเซี่ยง ทำให้เขาต้องคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง

ทุกคนต่างรู้สึกตกใจในฉับพลัน พวกเขารีบถอยหลังอย่างรวดเร็วขณะที่ตระหนักได้ในทันทีว่าต้องเกิดบางสิ่งขึ้นเมื่อครู่แน่ เพราะไม่อย่างนั้น มันคงไม่ทำให้เฉินเซี่ยงกล่าวคำที่โหดเหี้ยมออกมาเช่นนี้

ใบหน้าของลู่เจี๋ยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ผู้เชี่ยวชาญรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ของนิกายยอดนักสู้….อืม…ช่างเป็นชื่อที่มีเกียรติ ตอนนี้ข้าอยากจะทำให้เจ้าคุกเข่า ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้ามีความสามารถอะไร! เอาจริงๆเลยนะ…ข้าเกลียดขี้หน้าเจ้า ข้าอิจฉาชื่อเสียงของเจ้า ข้าอยากทำลายเจ้า และข้าจะใช้ความแข็งแกร่งของข้าเพื่อพิสูจน์ว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า!!”

ขณะลู่เจี๋ยกล่าว มันก็คว้าจับผมของเฉินเซี่ยงขณะที่ใช้เท้าอีกข้างเหยียบลงบนเข่าอีกข้างของเฉินเซี่ยง มันอยากจะทำให้เฉินเซี่ยงคุกเข่าลงทั้งสองข้าง

เฉินเซี่ยงเคียดแค้นเป็นอย่างมาก เขาคาดไม่ถึงว่าความคิดของลู่เจี๋ยจะผิดธรรมดาขนาดนี้ ทันใดนั้น แขนของเฉินเซี่ยงกลับเต็มไปด้วยพลังงานที่รุนแรงที่หลงเสวี่ยอี๋ถ่ายมาให้ นางเองก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้

“คุกเข่าลงซะ!” ลู่เจี๋ยยกขาขึ้นพลางกล่าวอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะเตะใส่เข่าอีกข้างของเฉินเซี่ยงอย่างรุนแรง ในความคิดของมัน ยามนี้เฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้น เฉินเซี่ยงย่อมไม่อาจต้านทานใดๆได้

ความโกรธของเฉินเซี่ยงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ใบหน้าของเฉินเซี่ยงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งปราณสังหารอันน่าตกตะลึงได้ถูกปลดปล่อยออกมาปกปลุมไปทั่วทั้งทางเข้าโรงแรม ทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่โดยรอบสั่นสะท้าน พวกเขารู้สึกราวกับว่าตอนนี้ตนเองกำลังยืนอยู่ในนรกและยังรู้สึกราวกับว่าปราณสังหารของเฉินเซี่ยงสามารถพรากชีวิตของตนไปได้

เฉินเซี่ยงเคยสังหารผู้คนมามากมาย ทั้งตัวตนอันชั่วร้ายที่เฉินเซี่ยงเคยสังหารยังมากมายเกินจะนับไหว ดังนั้นปราณสังหารที่เฉินเซี่ยงสั่งสมมาย่อมทำให้เหล่าประมุขนิกายรู้สึกอาย

ในยามนี้ ลู่เจี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย มันจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความหวาดกลัว จู่ๆ เฉินเซี่ยงพลันระเบิดเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้นออกมาราวกับเสียงแห่งมังกรพิโรธ ทำให้ทั่วทั้งโรงแรมสั่นไหว เสียงคำรามของเฉินเซี่ยงสะท้อนไปทั่วทุกที่ทำให้มันน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

ทันทีที่เฉินเซี่ยงคำรามออกมาอย่างโกรธแค้น เขาก็ชกหมัดออกไปราวกับสายฟ้าฟาดพุ่งเข้าใส่หว่างขาลู่เจี๋ย ก่อนที่พลังของหมัดอันบ้าคลั่งของเฉินเซี่ยงจะพุ่งเข้าไปในร่างของมัน ลู่เจี๋ยไม่อาจทนแรงหมัดของเฉินเซี่ยงได้จึงทำให้มันกระอักโลหิตออกมาอย่างรุนแรงและเกิดเป็นละลอกคลื่นกระแทกและกระแสลมแผ่ออกจากร่างกายของมันไปสี่ทิศทาง จนกระทั่งบริเวณที่ลู่เจี๋ยยืนอยู่ถูกพังจนราบเป็นหน้ากลอง

ลู่เจี๋ยใช้มือทั้งสองข้ากุมบริเวณหว่างขาทั้งตัวมันยังสั่นสะท้านก่อนจะผงะถอยไปหลายก้าว ใบหน้าของมันขาวซีดและเต็มไปด้วยความตกใจ เพราะมันสัมผัสได้ถึงพลังหมัดของเฉินเซี่ยงที่ทะลักเข้ามาในร่างของมันได้ค่อนข้างชัดเจน

“ไม่ว่าจะหนีหรือจะอยู่ที่นิกายยอดนักสู้!”

“ใครก็ตามที่ดูถูกข้ามันต้องตาย!” น้ำเสียงของเฉินเซี่ยงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเฉียบคมราวกับกระบี่ ทำให้ทุกๆคนรู้สึกหวาดกลัว

เฉินเซี่ยงเดินจากไป แม้พลังของหลงเสวี่ยอี๋จะยังอยู่แต่เฉินเซี่ยงไม่อาจใช้ได้ เพราะร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส หากเฉินเซี่ยงยังใช้พลังของนางต่อไป ย่อมทำให้อาการบาดเจ็บของเขายากที่ฟื้นฟู แล้วถ้าหากเฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่านี้ เขาก็จะกลายเป็นคนพิการไป

“ก่อนหน้านี้ มันจู่โจมเจ้าด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา จนข้ารู้ตัวอีกทีเจ้าก็โดนจู่โจมไปแล้ว!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

“ทักษะชนิดนี้หาได้ยากมาก มันคือทักษะภูติพรายในตำนานหรือเปล่านะ?” ซูเหม่ยเหยากล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

เฉินเซี่ยงกลับไปยังลานราชาสุดยอดเม็ดยา ก่อนหน้านี้ เขาชกหมัดเข้าใส่ ”ลู่เจี๋ยน้อย” อย่างโหดเหี้ยม แต่มันเพียงได้รับบาดเจ็บธรรมดา พลังอำนาจที่แฝงอยู่ในหมัดของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่ย่อมไม่อ่อนแอ แต่พลังป้องกันของลู่เจี่ยนั้นแข็งแกร่งกว่า ทำให้เฉินเซี่ยงรู้ได้ทันทีว่าลู่เจี๋ยคือศัตรูที่ทรงพลัง……………………………………..



Chapter 264 – เคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ

หลังจากกินหญ้าวิญญาณนรกเข้าไปหนึ่งชิ้นเฉินเซี่ยงก็รู้สึกดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้น อาการบาดเจ็บของเค้ายังคงร้ายแรงทำให้เขาไม่มีทางเลือกจึงต้องกินหญ้าวิญญาณนรกเพิ่มเพื่อจะได้ฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

“ทักษะภูติพรายหรอ?” เฉินเซี่ยงรู้สึกว่ามันเป็นทักษะที่น่าสะพรึงกลัว

“อืม มันเป็นทักษะที่มองไม่เห็น! ทักษะชนิดนี้จะคล้ายกับภูติผีตามชื่อของมัน แต่ถึงอย่างนั้น ทักษะอย่างทักษะภูติพรายได้หายสาบสูญไป ทั้งเงื่อนไขในการฝึกฝนยังไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก” เมื่อซูเหม่ยเหยากล่าวถึงจุดนี้ นางพลันระเบิดเสียงหัวเราะแปลกๆออกมา

เป่ยยู่ยู่แค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว “ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ฝึกฝนทักษะภูติพรายจะเป็นสตรี แต่หากเป็นบุรุษ…จะเกิดผลกระทบที่ทำให้ ‘นกเขาไม่ขัน’”

(ถ้านกเขาไม่ขัน มันก็ไม่มีชีวิตชีวาสิ 555+)

มุมปากของเฉินเซี่ยงขมวดอย่างรุนแรงไปชั่วครู่ เขาเข้าใจในทันทีว่าทำไมเมื่อตอนที่ตอนที่เขาเหนี่ยว “ลู่เจี๋ยน้อย” อย่างเต็มแรง ลู่เจี๋ยมันถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

“ไม่น่าหล่ะ ทำไมมันถึงได้ผิดธรรมดาขนาดนั้น!” เฉินเซี่ยงอ้าปากค้างเล็กน้อย ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะมีค่าหัวสูงแต่ก็ยังมีหลายคนที่อิจฉาเขา อีกอย่าง ชื่อเสียงของเฉินเซี่ยงก็เป็นที่รู้กันดีในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่และเหล่านักรบมากมายก็วาดฝันที่จะเป็นผู้มีชื่อเสียงในโลก เพราะเหล่านักสู้ต่างมีความทะเยอทะยาน

“ข้าอยากจะฆ่ามัน ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นพลางกำหมัดก่อนจะต่อยพื้นอย่างรุนแรง

“เรื่องทักษะภูติพราย พวกข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมาก แต่ดูจากการจู่โจมของมัน ดูเหมือนปราณที่มันใช้นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก อีกอย่าง มันหมายจะสังหารเจ้าตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นมันถึงใช้พลังทั้งหมดจู่โจมเจ้า แต่เมื่อการจู่โจมนั้นถึงตัวเจ้า อำนาจทำลายล้างของมันก็ลดทอนลง อีกอย่าง ด้วยร่างกายอันแข็งแกร่งและเกราะเต่าทมิฬของเจ้าทำให้เจ้ารักษาชีวิตเอาไว้ได้” ซูเหม่ยเหยากล่าว แม้เฉินเซี่ยงจะถูกจู่โจมในช่วงเวลาสั้นๆ แต่การจู่โจมนั่นก็สลักลงไปในจิตใจของพวกนางอย่างชัดเจน ทำให้พวกนางสามารถวิเคราะห์รายละเอียดของมันได้

“ถ้าอย่างงั้น…เจ้าต้องทำให้ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น หากเจ้าใช้ปราณจักรวาลและทักษะศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของเจ้าย่อมไม่ต่างจากมัน แต่เจ้าคงต้องป้องกันทักษะภูติพรายของมันให้ได้ ถ้าตอนนั้นมันจู่โจมเจ้าได้อีกครั้งเจ้าได้ตายแน่ แต่โชคดีที่มันแค่อยากให้เจ้าคุกเข่าต่อหน้ามันเท่านั้น” เปายู่ยู่กล่าว

ร่างกายอันแข็งแกร่ง นับเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดแต่ทำจริงๆกลับไม่ง่าย แค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ทำให้เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้กายปีศาจนิรันดร์ของเฉินเซี่ยงอยู่เพียงระดับ 2 แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเซี่ยงกลับไม่ก้าวไปถึงจุดตีบตันได้

“ไม่ต้องพูดถึงช่วงเวลาสั้นๆ ต่อให้ข้ามีเวลานานกว่านี้ มันก็ยากที่การบ่มเพาะร่างกายของข้าจะก้าวหน้า” เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว

“นี่เจ้าพูดอะไร? ก่อนหน้านี้ที่เจ้าได้เกราะเต่าทมิฬมา ไม่ใช่ว่าเจ้าได้ ‘เคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬมาด้วย’ หรอกหรอ?” เป่ยยู่ยู่กล่าว

ดวงตาของเฉินเซี่ยงส่องประกาย เขาเกือบลืมมันไปแล้ว และเมื่อตอนนั้นเขาก็ได้เอาทักษะนี้ให้กับสองสาวดู

“ข้อกำหนดในการบ่มเพาะทักษะนี้นับว่าไม่ธรรมดา อย่างแรกคือ เจ้าต้องมีกายปีศาจอมตะระดับ 2 อย่างที่สองคือ เจ้าต้องมีเตาปรุงยาขนาดใหญ่มากๆและต้องมีคนที่เชี่ยวชาญในการควบคุมเปลวเพลิงอยู่ด้วย อย่างที่สาม เจ้า…ที่เป็นผู้บ่มเพาะต้องกระโดดเข้าไปในเตาปรุงยาและโคจรปราณของเจ้าตามวิธีของเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ อย่างสุดท้าย…เจ้าต้องกลับออกมาจากเตาปรุงยานั่นแบบเป็นๆ” ซูเหม่ยเหยากล่าว

หางตาของเฉินเซี่ยงขมวดเข้ากัน นั่นมันฆ่าตัวตายชัดๆไม่ใช่หรอ!? กระโดดลงไปในเตาปรุงยา! แล้วเขาจะทำยังไงถ้าเขาถูกต้มแบบเป็นๆ?

“นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ ตามบันทึกกล่าวไว้…หากเจ้าบรรลุจุดเริ่มต้นของเคล็ดวิชา กายปีศาจอมตะระดับ 2 ของเจ้าจะบรรลุถึงระดับ 5 ได้เลยทีเดียว!” เป่ยยู่ยู่กล่าว ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงของนางยิ่งเป็นการกระตุ้นความคิดที่จะทำให้เฉินเซี่ยงกระโดดลงไปในเตาปรุงยา

แค่กายปีศาจอมตะระดับ 2 ก็ทำให้เฉินเซี่ยงทรงพลังอย่างสุดขั้วแล้ว แล้วถ้าเป็นระดับ 5 หล่ะ? ถ้าร่างกายของเฉินเซี่ยงไม่ได้อยู่ในระดับ 2 กายปีศาจอมตะ เขาคงไม่สามารถทำสิ่งต่างๆมากมายได้ขนาดนี้ ยกตัวอย่างเช่น การผสานจิตวิญญาณเพลิง การฝึกฝนทักศักดิ์สิทธิ์หรือทักษะปีศาจที่ทรงพลัง ซึ่งทั้งหมดนั้นต่างต้องการสภาพร่างกายระดับสูง

“แล้ว…ข้าต้องลงไปอยู่ในเตาปรุงยานานเท่าไหร่?”

“สามวันสามคืน! นี่แค่จุดเริ่มต้นเฉยๆนะ หลังจากผ่านจุดเริ่มต้นไปแล้ว เจ้าจะต้องรวบรวมส่วนผสมอื่นๆเพื่อขัดเกลาร่างกายของเจ้า ถ้าเป็นเตาปรุงยา…เหล็กหลอมเหลวธรรมดาๆก็น่าจะพอแล้ว”เมื่อได้ฟังคำกล่าวของซูเหม่ยเหยา หน้าของเฉินเซี่ยงพลันซีดเผือด

เหล็กหลอมเหลวเนี่ยนะ! กระโดดลงไปสกัดกลั่นร่างกายในนั้นแล้วยังนานถึง 3 วัน 3 คืนอีก! เฉินเซี่ยงอยากรู้นักว่าใครเป็นคนคิดเคล็ดบ่มเพาะกายที่ผิดธรรมดาแบบนี้ กับอีกอย่าง เฉินเซี่ยงก็อยากถามคนที่คิดค้นว่า เคยเอาตัวเองบ่มเพาะทักษะแบบนี้บ้างมั้ย?

เฉินเซี่ยงส่ายหัว หากไม่ใช่คนบ้าเขาย่อมกลัววิธีการแบบนี้

“เงื่อนไขของข้าไม่ครบ ข้าไม่มีเตาปรุงยาที่ใหญ่ขนาดนั้น อีกอย่างยังไม่มีใครสามารถช่วยข้าสกัดกลั่นร่างกายได้” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

“เงื่อนไขของเจ้าครบถ้วนสมบูรณ์แน่นอน จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนต้องมีเตาที่ใหญ่ขนาดนั้นแน่ อีกอย่าง นางยังเป็นถึงปรมาจารย์ผู้สร้าง เรื่องการควบคุมเพลิงของนางย่อมไม่ใช่ปัญหา เจ้าเองก็เห็นเรือนร่างของนางแล้วและที่สำคัญเจ้าก็ยังรู้ความลับของนางมากมาย นางต้องช่วยเจ้าแน่” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะแบบคลุมเครือ

ระยะทางระหว่างนิกายยอดนักสู้และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนนั้นค่อนข้างไกล แต่ถ้าเฉินเซี่ยงใช้ปีกแห่งหงษ์เพลิง เขาก็จะใช้เวลาไม่นานนัก อีกอย่าง เฉินเซี่ยงก็อยากไปเห็นที่นั่นมานานแล้ว

“ลู่เจี๋ย… ข้าจะฆ่าเจ้าแน่ และข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่าต่อหน้าข้าให้ได้!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างหนักแน่นในใจ เขาตัดสินใจว่าจะไปที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียนเพื่อสกัดกลั่นร่างกายของเขา

2 วันผ่านไป… เฉินเซี่ยงฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเขามีหญ้าวิญญาณนรก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้เวลานานขนาดไหนกว่าฟื้นฟูได้เหมือนเดิม

อีกอย่างตอนนี้เรื่องของเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อก็แพร่ออกไปถึงหูของใครหลายๆคนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงที่ผ่านมาเฉินเซี่ยงก็อยู่แต่ในลานราชาสุดยอดเม็ดยา ทำให้คนที่อยากพบเขาไม่อาจพบเขาได้ ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินก็เคยมาเคาะประตูลานประลอง แต่ก็เป็นวู๋เชียนเชียนที่เป็นคนเปิดให้

วู๋เชียนเชียนรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังพักรักษาตัวอยู่ในห้องส่วนตัวของเขา ซึ่งทำให้นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆก็มาหาวู๋เชียนเชียนเพื่อถามถึงอาการของเฉินเซี่ยงเหมือนกัน

“เฉินเซี่ยงเจ้าเป็นยังไงบ้าง?” ในช่วง 2 วันมานี้วู๋เชียนเชียนไม่สามารถสกัดกลั่นเม็ดยาได้ และตอนนี้นางก็กำลังนั่งรอเฉินเซี่ยงอยู่ในห้อง นางได้ยินมาว่าเฉินเซี่ยงกระอักโลหิตและยังถูกบังคับจนเกือบจะต้องคุกเข่า นางเข้าใจในความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี ดังนั้น การที่เฉินเซี่ยงกระอักโลหิต นั่นก็เป็นหลักฐานว่าเฉินเซี่ยงได้รับบาดเจ็บสาหัส

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางยิ้ม “ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว ข้ารักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้ว ว่าแต่…มันยังไม่ไปไหนใช่มั้ย?”

วู๋เชียนเชียนเห็นรอยยิ้มซุกซนของเฉินเซี่ยง นางจึงถอนหายใจยาว “เมื่อวานชายคนที่ชื่อลู่เจ๋ยได้ท้าทายผู้อาวุโสคนนึงและเอาชนะผู้คนนั้นได้ ผู้อาวุโสคนนนั้นอยู่ในระดับ 8 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเลยนะ! เขาแข็งแกร่งมาก ทั้งประมุขและผู้อาวุโสหวู่ต่างเป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้”

เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดใจ ลู่เจี๋ยสามารถต่อกรกับผู้อาวุโสในระดับ 8 ขอบเขตนักสู้ได้! เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าหมัดของเขาในวันนั้นค่อนข้างหนักหน่วงและยังได้รับพลังจากหลงเสวี่ยอี๋ ซึ่งหมัดของเขาสามารถเทียบได้กับระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงถึงแม้พลังในตอนนั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งมากเพราะป้องกันไม่ให้ร่างกายของเขาเกิดความเสียหาย

“เจ้าอยากสังหารชายคนนั้นหรอ…?” วู๋เชียนเชียนกล่าวถามด้วยความกังวล

“ใช่…ข้าฆ่ามันแน่! หึ…ใครก็ตามที่ดูหมิ่นข้า มันต้องตาย!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาทั้งปราณสังหารก็แผ่ออกมาจากร่างของเขาในฉับพลันทำให้ทั่วร่างของวู๋เชียนเชียนรู้สึกเย็นเยียบ

“ถ้าประมุขและผู้อาวุโสหวู่มาหาข้า ให้บอกพวกเขาไปว่าข้าไปจักรวรรดิเฉินปิงเทียนแล้ว… เชียนเชียน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ถ้าใน 10 วันนี้ลู่เจี๋ยยังอยู่ที่นิกายยอดนักสู้…ข้าจะกลับมาส่งมันไปลงนรกแน่นอน” ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ เขาก็เดินออกไปจากลานราชาสุดยอดเม็ดยา

เฉินเซี่ยงออกจากนิกายยอดนักสู้และเมืองเทียนเหมินเงียบๆ ตอนนี้ค่าหัวของเฉินเซี่ยงยังคงอยู่ที่ 15 ล้านผลึกศิลา ซึ่งเฉินเซี่ยงต้องเร่งแข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับเรื่องนี้

หลังออกจากเมืองเทียนเหมิน เฉินเซี่ยงก็ได้ปลดปล่อยปีแห่งหงส์เพลิงก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินรงไปยังจักรวรรดิเฉินปิงเทียน เฉินเซี่ยงอาจจะใช้เวลาประมาณ 2 วันกว่าจะไปถึงที่นั่น แต่หากเฉินเซี่ยงไม่ได้บรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เวลาที่ใช้ในการเดินทางก็อาจจะมากกว่านั้น

เมื่อบินตลอด 2 วัน 2 คืนเต็ม ในที่สุดก็ปรากฏเมืองขนาดใหญ่อยู่ห่างออกไปทางเบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง นั่นคือ ’เมืองเฉินปิง’ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเฉินปิงเทียน………………………………………….



Chapter 265 – สกัดกลั่นข้า

เฉินเซี่ยงมองเห็นดาบและกระบี่ที่ถูกสร้างไว้ที่ทางเข้าของเมืองทำให้ร้องขึ้นด้วยความตกใจ เพราะทั้งดาบปละกระบี่มีขนาดใหญ่โตมโหรานทั้งยังสูงกว่ากำแพงเสียอีก อีกอย่างดูเหมือนพวกมันถูกสร้างขึ้นจากโลหะ

หลังจากเข้ามาในเมือง เฉินเซี่ยงก็เห็นบรรยากาศอันคึกคัก ร้านค้าส่วนใหญ่ในเมืองแห่งนี้คือร้านขายอาวุธและเกราะ นอกจากนี้เฉินเซี่ยงยังได้ยินเสียงตีโลหะ ด้วยความที่การสร้างอุปกรณ์จำเป็นต้องใช้เพลิงจำนวนมาก ดังนั้นในทุกๆร้านค้าจะมีอยู่ชั้นนึงที่เป็นสถานที่ในการสร้างอุปกรณ์โดยเฉพาะ ทำให้อุณหภูมิทั่วทั้งเมืองนั้นค่อนข้างสูง

ประชากรของเมืองนี้แข็งแรง กำยำ และสูงโปร่ง แน่นอนว่ามีผู้คนมากมายเดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อซื้อหาอาวุธที่เหมาะสมไม่ก็ซื้อหาสิ่งของเพื่อเอาไปขายยังเมืองอื่นๆ

ที่ด้านตะวันออกของเมือง มี ‘พระราชวังเฉินปิง’ ที่รายล้อมไปด้วยกำแพงสูงสีแดงตั้งอยู่ ที่แห่งนั้นเหมือนกับนิกายยอดนักสู้และมีลานขนาดต่างๆมากมาย ในอดีต…มันเคยเป็นนิกายเฉินปิงและยังเป็นสถานที่หลักของจักรวรรดิเฉินปิงเทียน ภายในพระราชวังเฉินปิงไม่ได้มีเพียงศิษย์ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลสิ่งต่างๆของจักรวรรดิอยู่ด้วย

เมื่อเฉินเซี่ยงไปถึงยังทางเข้าพระราชวังเฉินปิง เขาก็หยุดยืนก่อนจะหยิบเอาเหรียญที่หลิวเมิ่งเอ๋อเคยให้เขาออกมา

“ข้าอยากพบจักรพรรดินี” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เขามาถึงเมืองเฉินปิงได้อย่างง่ายดายเพราะเขาไม่ถูกจู่โจมในระหว่างทางที่ผ่านมา ตอนนี้เฉินเซี่ยงสวมหมวกฟาง แปะเคราอันใหญ่ไว้บนใบหน้า และยังมีบางอย่างแปะไว้ที่ดวงตาอีกชั้นนึงทำให้ยากที่จะจดจำเขาได้

หลังจากเหล่าผู้คุ้มกันตรงประตูได้เห็นเหรียญของเฉินเซี่ยง เหล่าผู้คุ้มกันไม่กล้าปล่อยประละเลยเฉินเซี่ยงแม้แต่น้อย ทั้งบางคนยังจะนำทางไปกับเฉินเซี่ยง จากที่เหล่าผู้คุ้มกันรู้มา มีบุคคลไม่มากนักที่จะมีเหรียญตราเช่นนี้ หากผู้ถือครองเหรียญตราชิ้นนี้ต้องการ พวกเขาสามารถสั่งคลื่นทัพของจักรวรรดิเฉินปิงเทียนได้ การที่มีเหรียญตราเช่นนี้นั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีกับหลิวเมิ่งเอ๋อ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใจที่นางมีให้

เหล่าผู้คุ้มกันต่างทราบว่าซู่เซี่ยนเซี่ยนก็มีเหรียญตราเช่นนี้เหมือนกัน

หากเฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับพระราชวังเฉินปิง เขาสามารถเดินเล่นไปไหนมาไหนได้ตามใจ เพียงแต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังไม่ตระหนักความหมายของเหรียญตราชิ้นนี้

เฉินเซี่ยงเดินตามผู้คุ้มกันผ่านลานต่างๆมากมายกระทั่งในที่สุดเขาก็มาถึงยังสถานที่ที่อยู่ไกลมากๆ

“ข้างหน้านี้เป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดินี ตัวข้าไม่อาจไปที่นั่นได้ ข้าไม่กล้าเข้าไปใกล้กว่านี้” หลังจากกล่าวเสร็จ ผู้คุ้มกันคนนั้นก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว

ที่เบื้องหน้าเป็นลานขนาดใหญ่มากๆและเฉินเซี่ยงยังมองเห็นภูเขาเล็กๆลูกนึงอยู่ในนั้น แต่จู่ๆ เขาพลันได้กลิ่นของดอกไม้โชยมาจากภายในลานแห่งนั้น ซึ่งแน่นอนว่านั้นเป็นสถานที่ของสตรี

ลานประลองที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่มีผู้คนอยู่โดยรอบ มันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเงียบ ทั้งยังสามารถได้ยินเสียงของเหล่านกที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง

เฉินเซี่ยงเดินตรงไปยังสถานทีแห่งนั้น จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงตั้งใจข้ามกำแพงเข้าไปในห้องเพื่อทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจ แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าจะมีอำนาจที่ทรงพลังบางอย่างพลักให้เขาถอยกลับไป กลายเป็นว่าข่ายพลังอันทรงพลังกำลังคุ้มกันสถานที่แห่งนี้อยู่

“นั่นใคร?” เสียงอันสูงศักดิ์ เย็นชา และงดงามดังออกมาจากสถานที่แห่งนั้น

“ข้าเอง!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบอย่างหดหู่

แล้วประตูก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะเดินเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้มซุกซน ทันทีที่เฉินเซี่ยงเดินเข้าไป ประตูก็ปิดลงทันทีทำให้เขาแอบรู้สึกประหลาดใจ หลิวเมิ่งเอ๋อนี่เกียจคร้านจริงๆ

หลังจากเข้าไปภายในแล้ว สตรีผู้งดงามในชุดยาวสียาวกำลังนั่งอย่างสบายอยู่บนสนามหญ้านุ่มละมุนก็ปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยง คิ้วของนางขมวดมุ่นพลางเพ่งดูรูปแบบวิญญาณในกระดาษใบนึง ทันใดนั้น ดวงตาอันงดงามของนางก็เปล่งประกายวาววับ

สถานที่แห่งนี้อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นกายอันชวนให้ลุ่มหลงของสตรี เมื่อเห็นสตรีที่งดงาม ประณีต และสูงศักดิ์อย่างหลิวเมิ่งเอ๋ออยู่เบื้องหน้า หัวใจของเฉินเซี่ยงพลันเต้นระรัว เฉินเซี่ยงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่คลุมเครือมากมายหลายสิ่งที่เค้าประสบพบเจอมาพร้อมกับนาง นั่นทำให้ความเป็นชายที่อยู่เบื้องล่างของเฉินเซี่ยงพลันร้อนลุ่ม

“ฮึ่ม!” แม้หลิวเมิ่งเอ๋อจะยังไม่เห็นเฉินเซี่ยง แต่นางยังสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงแปลกๆของอุณหภูมิภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงจนทำให้นางแค่นเสียง ด้วยความที่เฉินเซี่ยงเป็นอันธพาลน้อย นางย่อมเคยเห็นท่าทางของเฉินเซี่ยงแบบนี้มาก่อนแล้ว

นางยืนขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปหาเฉินเซี่ยง เมื่อเฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมโชยมา จากที่เขากำลังตกอยู่ในภวังค์เขาก็ฟื้นคืนสติในทันทีก่อนจะหัวเราะซุกซนแล้วกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามาหาท่านแล้ว! ว่าแต่…เซี่ยนเซี่ยนอยู่ที่ไหนหรอ? นางไม่ได้อยู่กับท่านอย่างงั้นหรอ?”

“ข้าส่งนางไปที่หุบเขาเหมันต์ ทั้งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานมีร่างกายที่เหมือนกัน การไปที่นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของนางแล้ว” หลิวเมิ่งเอ็อจ้องมองเฉินเซี่ยงอย่างขุ่นเคือง นางเอามือเท้าสะเอวพลางแค่นเสียงก่อนจะกล่าวถาม “เจ้ามีอะไรก็รีบพูดมา!”

เฉินเซี่ยงจ้องมองใบหน้าอันงดงามไร้ที่เปรียบราวหยกเนื้อดีของนางก่อนจะหัวเราะซุกซนแล้วกล่าว ”พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามาหาท่านกับเซี่ยนเซี่ยนจริงๆนะ และข้าก็ต้องการให้ท่านช่วยข้าด้วย”

“ฮึ่ม” ปกติแล้ว หลิวเมิ่งเอ๋อจะมีท่าทีเย็นชา เย่อหยิ่ง และสูงศักดิ์ แต่หลังจากนางพบเฉินเซี่ยง ท่าทีเหล่านั้นก็หายไปจนกระทั่งนางได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของนางออกมา

เฉินเซี่ยงเกาหัวพลางหัวเราะโง่ๆ “พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านจะบอกให้ข้านั่งแล้วหาน้ำชาหรืออะไรประมาณนั้นมาให้ข้าหน่อยหรอ?”

“เชอะ… เจ้ามีธุระกับข้า แต่ทำไมข้าต้องบริการเจ้าด้วยหล่ะ?” หลิวเมิ่งเอ๋อสรุปเรื่องราวว่าที่เฉินเซี่ยงมาก็เพราะมีธุระบางอย่าง ถึงพวกนางจะบอกให้เฉินเซี่ยงมาที่นี่อยู่บ่อยๆ แต่พวกนางก็รู้จักนิสัยของเฉินเซี่ยงดี เพราะหากเขาอยากมาจริงๆ เขาก็ตงจะมาแล้ว

หลิวเมิ่งเอ๋อนั่งลงบนพื้นหญ้าพลางกล่าว “งั้นก็นั่งลงเถอะ ตัวเจ้าไม่ได้มีเรื่องอะไรให้รีบร้อน แต่ข้ายุ่งมาก”

เฉินเซี่ยงนั่งขัดสมาธิบนพื้นพลางจ้องมองนางแล้วหัวเราะก่อนกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ นี่ท่านโกรธข้าหรอ?”

นางแค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว “ใครจะกล้าโกรธเจ้า เจ้าทำให้พวกข้าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องเจ็บปวดนัก แต่กับฮวาเซียงเยว่…สาวงามเจ้าเสน่ห์นั่นกลับให้เม็ดยาที่ไม่มีค่าอะไรเลยเพียงเล็กน้อย”

เฉินเซี่ยงประหลาดใจไปชั่วครู่ จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าดูเหมือนนางจะอิจฉาและสนใจในตัวเขา ทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัวและรู้สึกตื่นเต้นอยากบอกไม่ถูก

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านนี่เขลาจริงๆ ท่านส่งเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานไปที่ดินแดนรกร้างทางใต้ได้ยังไง ที่นั้นมันอันตรายเกินไป!” เฉินเซี่ยงกล่าวตำหนิ

แต่เมื่อเฉินเซี่ยงกล่าวเรื่องนี้ขึ้น จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อก็โกรธ นางใช้นิ้วอันเรียวยามของนางดีดหน้าผากของเฉินเซี่ยงอย่างแรงก่อนที่ใบหน้าอันงดงามของนางจะแดงระเรื่อ

“ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเจ้า! จริงๆแล้วข้าไม่ยอมให้พวกนางไป แต่ยู่ลานกลับพูดกับข้าว่ากระต่ายตัวใหญ่… ยิ่งข้าไม่ให้นางไป นางก็จะพูดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด… ฮึ่ม ฮึ่ม จนในที่สุดข้าก็ไม่มีทางเลือกเลยต้องให้เซี่ยนเซี่ยนตามนางไปเพื่อป้องกันสิ่งผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นกับสตรีที่ไม่กลัวอะไรเช่นนาง” น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อเต็มไปด้วยการกล่าวทุกข์ ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของเฉินเซี่ยงที่สอนเรื่องพวกนั้นให้กับเหลิ่งยู่หลาน

เฉินเซี่ยงหัวเราะเจื่อนๆ “แค่ก แค่ก พี่เมิ่งเอ๋อ ข้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานอยู่ 20 เม็ด จักรวรรดิเฉินปิงเทียนของท่านต้องการมันหรือเปล่า ข้าขายให้ท่านได้นะ”

หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจก่อนจะกล่าวตอบอย่างรีบร้อน “ข้าต้องการ! บอกราคาของเจ้ามาเลย!”

รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง “งั้นจูบข้าสิ…แล้วข้าจะให้ท่าน”

หลิวเมิ่งเอ๋อแค้นเสียงก่อนกล่าว “อย่ามาล้อเล่น รีบบอกราคามาเร็วเข้า”

จู่ๆรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเซี่ยงก็หายไป เขากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าไม่อยากได้เงิน ข้าแค่ต้องการให้พี่เมิ่งเอ๋อช่วยข้าบางอย่าง”

หลิวเมิ่งเอ๋อขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวถาม “บอกสิ่งที่เจ้าต้องการมา”

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านมีเตาหลอมขนาดใหญ่หรือเปล่า?”

นางพยักหน้า “ข้ามี ปกติแล้วข้าจะใช้เตาหลอมขนาดใหญ่เพื่อสกัดกลั่นวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์ เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าสร้างบางสิ่งงั้นหรอ? เจ้ามาหาข้าเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เนี่ยนะ!?”

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว “ข้าไม่ได้อยากให้ท่านสร้างอุปกรณ์หรอก แต่ข้าอยากให้ท่านสกัดกลั่นข้า”

“อะไรนะ?” นางสงสัยว่านางได้ยินผิดไป สกัดกลั่นเฉินเซี่ยงเนี่ยนะ? นั่นมันไม่ใช่การฆ่าตัวตายหรอกหรอ?………………………………………



Chapter 266 – อิจฉา

เฉินเซี่ยงเห็นท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยของหลิวเมิ่วเอ๋อเมื่อเขายื่นหนังสัตว์แผ่นหนึ่งให้นาง

ความจำของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง นางจำได้ว่าเมื่อคราวที่เฉินเซี่ยงได้เกราะแห่งเต่าทมิฬมาก็มีหนังสัตว์ที่มีเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬสลักไว้ผืนนี้อยู่ด้วย ในยามนั้น เฉินเซี่ยงต้องการทำให้คัดลอกให้เพียงแต่นางปฏิเสธ

เมื่อนางกางหนังสัตว์นั่นออก เคล็ดวิชาอันลึกลับก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านาง ลมหายใจของนางแปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงทั้งหน้าอกของก็สะท้อนขึ้นลงอย่างหนัก เพราะเคล็ดวิชาที่นางเห็นนั้นเป็นทักษะศักดิ์สิทธิ์

“คิดไม่ถึงจริงๆว่ามันจะน่าเกรงขามขนาดนี้ แต่เงื่อนไขในการบ่มเพาะนั้นสูงเป็นอย่างมาก มันต้องการกายปีศาจอมตะระดับ 2 และเจ้าน่าจะยังไม่บรรลุระดับนั้น” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว ตามที่นางทราบ กายปีศาจอมตะระดับ 2 นั้นเทียบได้กับร่างกายของนักสู้ระดับ 8 หรือ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ซึ่งในอดีตนางก็เคยบรรลุระดับนั้นมาแล้ว

เมื่อมองไปยังเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ นางก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเฉินเซี่ยงจึงมาหานาง แต่ตอนนี้ นางเองก็กำลังพิจารณาอยู่ว่านางควรจะช่วยเฉินเซี่ยงหรือไม่ หากการสกัดกลั่นเฉินเซี่ยงเกิดข้อผิดพลาด จุดจบของเฉินเซี่ยงก็คงไม่พ้นความตาย

“ข้าบรรลุระดับนั้นแล้ว” เฉินเซี่ยงกล่าวขณะเกาหัวพลางหัวเราะ

ร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อสั่นสะท้านเล็กน้อย นางมองเฉินเซี่ยงอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ทันใดนั้น มืออันเรียวงามละเมียดละไมของนางก็พุ่งตรงเข้าหาเฉินเซี่ยงราวกับสายฟ้าก่อนจะคว้าจับเข้าไปที่ข้อมือของเขา นางกล่าวอย่างนุ่มนวล “อย่าต่อต้าน ข้าจะตรวจสอบว่าเจ้ามีกายปีศาจอมตะระดับ 2 จริงหรือเปล่า หากเจ้ามี เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้า”

หากเป็นปกติทั่วไป หลิวเมิ่งเอ๋อย่อมไม่อาจตรวจสอบร่างกายของเฉินเซี่ยงได้ด้วยตาเปล่า หากนางไม่ได้พินิจพิเคราะห์เฉินเซี่ยงเป็นอย่างดี ในสายตาของนาง เฉินเซี่ยงก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป แต่เมื่อนางแผ่สัมผัสศักดิ์เข้าไปในร่างกายของเฉินเซี่ยง นางก็ตรวจสอบร่างกายของเขา หากนางไม่ทำเช่นนั้น นางก็จะไม่พบอะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้น ในขณะที่นางตรวจสอบ่างกายของเฉินเซี่ยง นางก็พบว่าร่างกายของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก

“ฮึ่ม เจ้าปิดซ่อนได้ดีนัก!” นางถอนมือของนางกลับ

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ข้าอยากจะจัดการกับชายที่ทรงพลังคนหนึ่ง และข้าอยากแข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ ดังนั้น ข้าจึงยอมรับความเสี่ยง หากข้าก้าวผ่านระดับแรกได้ ต่อไปในอนาคตข้ายิ่งจะก้าวข้ามได้ง่ายขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าคงต้องรบกวนพี่เมิ่งเอ๋อ”

หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเบาๆก่อนกล่าว “ทำไมเจ้าไม่ไปหาฮวาเซียงเยว่…สาวเจ้าเสน่ห์นั่นหล่ะ นางแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”

เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจ นับแต่ที่เขามาถึงที่นี่เขายังไม่เคยกล่าวถึงฮวาเซียงเยว่เลย แต่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับกล่าวถึงตั้งสองครั้ง

“พี่เมิ่งเอ๋อ เราจะเริ่มกันได้เมื่อไหร่? ข้าจะให้เม็ดยาสร้างรากฐานยี่สิบเม็ดเป็นค่าตอบแทน… ค่าตอบแทนจำนวนนี้ไม่ถือว่าน้อยเลยนะ” เฉินเซี่ยงกล่าว

แน่นอนว่าเม็ดยาสร้างรากฐาน 20 เม็ดไม่ใช่จำนวนน้อยๆ สิ่งที่หลิวเมิ่งเอ๋อต้องทำนั้นง่ายดายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มันยังง่ายกว่าการสร้างอุปกรณ์วิญญาณเสียอีก นางเพียงต้องดูแลเตาหลอมและควบคุมเพลิงเท่านั้น

“ตามข้ามา” หลิวเมิ่งเอ๋อใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจช่วยเฉินเซี่ยง แม้เฉินเซี่ยงจะไม่เสนอเม็ดยาสร้างรากฐานให้นาง นางก็จะยังคงช่วยเหลือเฉินเซี่ยง แต่ที่นางอยากได้เม็ดยาสร้างรากฐานจากเฉินเซี่ยงก็เพราะนางต้องเตรียมพร้อมก่อนที่มหาภัยพิบัติจะมาถึง นางอยากฝึกฝนให้ศิษย์ที่ทรงพลังหลายคนเพื่อทำรากฐานของพวกเขาแข็งแกร่ง

นางรู้สึกได้ว่าเฉินเซี่ยงดีต่อนางเป็นอย่างมาก ถึงแม้เฉินเซี่ยงจะข่มเหงนางอยู่เป็นประจำ แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

“พี่เมิ่งเอ๋อ ข้าจะบอกความจริงกับท่าน ประมุขของข้าซื้อเม็ดยาสร้างรากฐานจากข้า และข้าก็ขายให้เขาเม็ดยาครึ่งล้านผลึกศิลา แต่เพราะท่านคือพี่เมิ่งเอ๋อของข้า ข้าเลยนำมันมาให้ท่านด้วยตัวข้าเอง หากในอนาคตข้ามีเม็ดยาพวกนี้มากขึ้น ข้าจะนำมันมาให้ท่าน” เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว สำหรับสตรีแล้ว…หากจู่โจมพวกนางด้วยวัตถุเช่นนี้จะได้ผลดีที่สุดเช่นเดียวกับผู้อาวุโสเม็ดยา ซึ่งตอนนี้นางค่อนข้างเชื่อฟังเฉินเซี่ยงแล้ว

ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว เขาก็หยิบเอาเม็ดยาสร้างรากฐานออกมายี่สิบเม็ด

“เฉินเซี่ยง เจ้าไปเอาเม็ดยาสร้างรากฐานมากมายขนาดนี้มาจากไหน?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยความสงสัย นางจ้อมองเม็ดยาสร้างรากฐานและนางก็พบว่าพวกมันทั้งหมดคือเม็ดยาคุณภาพสูงสุด

เฉินเซี่ยงยิ้มซุกซน “ถ้าข้าบอกว่า…ข้าสกัดกลั่นเอง ท่านจะเชื่อข้ามั้ย?”

“ข้าไม่เชื่อ!” นางกล่าวตอบในทันที ทั้งนางและเฉินเซี่ยงเดินไปยังเนินเขาที่อยู่เบื้องหน้าด้วยกัน ที่เนินเขาลูกนั้นมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง

เฉินเซี่ยงหัวเราะขึ้น “หากในอนาคตท่านได้พบผู้อาวุโสเม็ดยา ท่านก็ถามนางเอาก็แล้วกัน”

หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงไม่เชื่อ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา “เจ้าไปเกี้ยวพาสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ได้ยังไง?”

เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว “นี่พี่เมิ่งเอ๋อ ทำไมท่านถึงสนใจขนาดนั้น? ขนาดเซี่ยนเซี่ยนยังไม่คิดเล็กคิดน้อยเหมือนท่านเลย”

สีแดงระเรื่อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่งดงามของนาง นางเองก็ไม่รู้ว่านางทำไมนางถึงกังวลเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นางคิดถึงฉากที่ฮวาเซียงเยว่สัมผัสแก้มของเฉินเซี่ยงอย่างมีเลศนัย มันก็มักจะทำให้นางไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“ข้าเป็นห่วงเซี่ยนเซี่ยน แค่ยู่หลานกับเซี่ยนเซี่ยน…เจ้ายังไม่พออีกหรอ?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ นางทราบถึงความรู้สึกที่ยู่หลานมีให้กับเฉินเซี่ยงและนางก็รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วยู่หลานก็จะได้อยู่กับเฉินเซี่ยง นอกจากนี้เซี่ยนเซี่ยนก็จะไม่ว่าอะไรด้วย เพราะนางใกล้ชิดกับยู่หลานเป็นอย่างมาก

“มันจะพอได้ยังไง? เว้นแต่ว่าพี่เมิ่งเอ๋อจะแต่งงานกับข้าหล่ะนะ!” เฉินเซี่ยงจับคางพลางกล่าวด้วยรอบยิ้มกว้าง

หลิวเมิ่งเอ๋อห่อปากเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาเขกหัวเฉินเซี่ยง “เจ้าล้อเล่นกับข้าได้ไม่เป็นไร แต่อย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าเซี่ยนเซี่ยนและคนอื่นๆเด็ดขาด! บอกความจริงข้ามาว่าท้ายที่สุดแล้ว เจ้ามีความสัมพันธ์กับฮวาเซียงเยว่ยังไง? ถึงนางจะเป็นสตรีที่ทรงพลังมากนางนึง ส่วนเจ้าก็มีวิธีการต่างๆมากมาย แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่ฉวาเซียงเยว่จะใกล้ชิดกับเจ้า”

แม้ฮวาเซียงเยว่…ตัวตนในขอบเขตนิพพาน ก็ไม่ได้ต่อต้านเฉินเซี่ยงเลยแม้แต่น้อย

“ข้ารู้จักกับนางตั้งแต่ในโลกธรรมดาสามัญแล้ว…” เฉินเซี่ยงค่อยๆเล่าเหตุการณ์ที่เขาได้กับฮวาเซียงเยว่ในฝั่งโลกธรรมดาสามัญในหลิวเมิ่งเอ๋อฟัง เมื่อได้ยินเรื่องราวของเฉินเซี่ยง นางก็ประหลาดใจอย่างมาก นางคาดไม่ถึงว่าฮวาเซียงเยว่จะมีสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเฉินเซี่ยง นางรู้ว่าสถานะของฮวาเซียงเยว่ไม่ได้ต่ำต้อย แต่ทำไมเมื่อตอนนั้นสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ถึงได้ยอมให้เด็กน้อยอย่างเฉินเซี่ยงที่ยังไม่บรรลุขอบเขตนักสู้แท้จริงได้เห็นเรือนร่างของนาง อีกอย่าง…ดูเหมือนฮวาเซียงเยว่จะตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นด้วย

“สายตาของนางช่างน่างเกรงขามนัก นางคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ เซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานเองก็ไม่ผิด ตัวเจ้าเองก็ไม่ได้ล่อลวงพวกนาง!” หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจ

เฉินเซี่ยงกล่าวถาม “พี่เมิ่งเอ๋อ ฮวาเซียงเยว่คือใคร? ดูเหมือนนางจะรับผิดชอบดูแลดันเซี่ยงเถาหยวน”

“ไม่ต้องถามข้าหรอก ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องราวของนางเหมือนกัน เมื่อหลายปีที่แล้วจู่ๆนางก็ปรากฏตัวออกมาจากไหนไม่ทราบ ทั้งนางยังมีเหรียญตราประมุขของดันเซี่ยงเถาหยวน และตอนนี้นางก็ได้รับผิดดูแลจัดการหลายๆสิ่งของดันเซี่ยงเถาหยวนโดยมีเหล่าผู้อาวุโสเป็นผู้คอยช่วยเหลือ” นางส่ายหน้า “เจ้าไม่เสียใจหรอที่ไม่รับนางเป็นสตรีของเจ้าเมื่อคราวนั้น?”

“แน่นอนว่าไม่! ตอนนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ข้าอยากให้นางเป็นผู้รับใช้ ข้าย่อมทำได้” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบอย่างภาคภูมิใจแม้ว่าเขากำลังล้อนางเล่นก็ตาม

“ใครจะไปเชื่อ ถึงสตรีเจ้าเสน่ห์อย่างนางจะเจ้ามารยา…แต่นางก็แข็งแกร่งอย่างที่สุด อย่างน้อยๆความแข็งแกร่งของนางก็อยู่ในขอบเขตนิพพาน ปกติแล้วนางจะติดต่อกับบุรุษน้อยมากๆ แต่ทำไมนางถึงดีกับเจ้าขนาดนั้น?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยความสงสัย

เฉินเซี่ยงเองก็ไม่เข้าใจเขาจึงทำได้แค่หัวเราะแล้วกล่าว “นั่นเป็นเพราะเสน่ห์ของข้า พี่เมิ่งเอ๋อ…ท่านก็ต้องใจในเสน่ห์ของข้าไม่ใช่หรือ?”

“เฮอะ! อย่ามาโม้หน่อยเลย เก็บความแข็งแกร่งอันเล็กน้อยและน่าหัวเราะของเจ้าไว้เถอะ เจ้าต้องเจ็บปวดจนตายแน่” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ

เมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงถ้ำ เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกได้ความร้อนที่ไม่ธรรมดาแผ่ออกมาจากภายในถ้ำทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างกระวนกระวาย…………………………………………….




Chapter 267 – เตาหลอมมังกรหยกขาว

หลังจากเข้าไปยังส่วนที่เป็นห้องโถงภายในเนินเขา ที่เบื้องหน้าของเฉินเซี่ยงจึงปรากฏเตาหลอมทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มันสูงขึ้นไปจนถึงยอดของเนินเขาและแผ่รัศมีอันร้อนระอุออกมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ลักษณะมันจะดูธรรมดาเป็นอย่างมาก แต่มันยังคงมองออกได้ง่ายว่าเตาหลอมเตานี้เป็นของโบราณ

“ใหญ่มาก!” เฉินเซี่ยงอุทานขึ้น

“ไม่จำเป็นต้องใช้มันสกัดกลั่นเจ้า มันสิ้นเปลืองเกินไป ข้าจะใช้สิ่งนี้แทน” หลิวเมิ่งเอ๋อหยิบเอาเตาหลอมสี่ขาออกมา ดูเหมือนทั่วทั้งเตาจะทำมาจากหยกขาวทั้งหมด แต่ขนาดมันเล็กเอามากๆ

เฉินเซี่ยงมองเตาหลอมขนาดจิ๋วที่อยู่บนฝ่ามือของหลิวเมิ่งเอ๋อพลางระเบิดเสียงหัวเราะ “พี่เมิ่งเอ๋อ นี่ท่านล้อข้าเล่นหรอ? เตาอันกระจิ๋วแบบนี้จะไปทำอะไรได้? ไม่มีทาง…แค่นิ้วของข้ามันยังสกัดกลั่นไม่ได้เลย”

หลิวเมิ่งเอ๋อจ้องเฉินเซี่ยงแล้วกล่าว “เจ้าคนโง่”

นางวางเตาหลอมลงบนพื้นขณะที่คิ้วของนางขมวดแน่นเข้าหากัน ทันใดนั้น แสงสีขาวพลันสาดประกายจ้าออกมาจากเตาหลอมหยก มันเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนมีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ภายในพริบตา

เฉินเซี่ยงเกิดความสงสัยในฉับพลัน เจ้าเตาหลอมหยกนี้จู่ๆก็ขยายขนาดได้หลายเท่า เฉินเซี่ยงรู้ว่ามันเป็นสิ่งของลึกลับและต้องหายากมากแน่

ไม่นานซูเหม่ยเหยาก็ตะโกนขึ้นเบา “นี่คือ ‘เตาหลอมมังกรหยกขาว’! มันทำมาจากหยกมังกรเหมือนกับเตาปรุงยามังกรเพลิงของเจ้า สตรีนางนี้ช่างน่าพิศวงจริงๆ! ไม่อย่างงั้นนางคงไม่ได้มีทั้งเส้นใยแห่งหงส์เพลิงและเตาหลอมเช่นนี้ บิดามารดาของนางต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงใดแดนสวรรค์แน่”

“เตาหลอมมังกรหยกขาวได้รวบรวมวัตถุดิบหายากไว้มากมาย ทำให้มันสามารถย่อหรือขยายขนาดได้ ส่วนขนาดที่เตาหลอมเตานี้ขยายใหญ่ได้มากที่สุดคือเท่ากับเนินเขาลูกนี้ เมื่อประมาณหมื่นปีที่แล้ว เตาปรุงยาเตานี้ได้ปรากฏขึ้นในแดนสวรรค์จนทำให้เกิดการนองเลือด แต่ต่อมาหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครได้พบมันอีกเลย” หลงเสวี่ยอี๋ก็ประหลาดใจมากเช่นเดียวกัน “เตาหลอมหยกขาวเตานี้นับได้ว่าดีกว่าเตาปรุงยามังกรเพลิงของเจ้า!”

เฉินเซี่ยงกลืนน้ำลายไปอึกนึงแล้วกล่าวด้วยความประหลาดใจ “พี่เมิ่งเอ๋อ นี่คือเตาหลอมมังกรหยกขาวใช่มั้ย?”

ทันใดนั้น หลิวเมิ่งเอ๋อก็หันหลังกลับมาก่อนจะรีบกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้ยังไง? บิดามารดาของข้าบอกข้าว่าห้ามเปิดเผยชื่อของมัน มิฉะนั้น มันจะนำภัยพิบัติร้ายแรงมาให้!”

เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆ “อืม เตาหลอมชิ้นนี้สมควรเป็นเหตุให้เกิดการปล้นชิงและสังหารในแดนสวรรค์เมื่อหลายปีที่แล้ว ว่าแต่…จูบแห่งมังกรหยกของท่านก็เป็นบิดามารดาของท่านให้มาใช่มั้ย? ไม่รู้ว่าบิดามารดาท่านเป็นใคร แต่ที่แน่ๆพวกท่านต้องน่าเกรงขามมาก ไม่งั้นพวกท่านคงไม่ให้สิ่งของดีๆกับท่านมากมาย!”

หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็รู้สึกสับสนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นางส่ายหน้า “ข้าไม่รู้อะไรเลย แต่…เจ้ารู้เรื่องของเตาหลอมมังกรหยกขาวได้ยังไง?”

“ผู้อาวุโสบอกข้ามา” เฉินเซี่ยงผายมือพลางยิ้ม เขาเคยบอกหลิวเมิ่งเอ๋อแล้วว่าเขาได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสลึกลับคนหนึ่งจึงทำใหเขารู้เรื่องราวมากมาย

หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจเล็กน้อย เฉินเซี่ยงบอกกับนางแล้วว่าเขาจำเป็นต้องเก็บตัวตนของผู้อาวุโสเอาไว้เป็นความลับ ทำให้นางไม่อาจถามเฉินเซี่ยงได้

“ยามที่ข้าสกัดกลั่นอุปกรณ์ เตาหลอมเตานี้ช่วยเหลือข้าได้มาก อีกอย่างวัตถุดิบที่สกัดกลั่นได้จากเตานี้ก็คุณภาพดีเป็นอย่างมาก เพียงแต่ข้าไม่ค่อยใช้มันเท่าไหร่นัก” นางย่อขนาดเตาหลอมมังกรหยกของนางให้เล็กลงก่อนจะใส่แผ่นโลหะลงไป

“พี่เมิ่งเอ๋อ ทำไมอาวุธที่ท่านสกัดกลั่นให้ยู่หลานถึงห่วยนัก? เมื่อตอนที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ ยู่หลานใช้กระบี่ห่วยๆ ส่วนเซี่ยนเซี่ยนใช้อาวุธที่ค่อนข้างดี” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“วางใจเถอะ ข้าจะสกัดกลั่นอาวุธดีๆให้นาง นี่เจ้าคิดว่าข้าลำเอียงเหมือนอย่างเจ้างั้นหรอพ่อคุณคนดี?” นางบุ้ยปาก นั่นทำให้นางดูน่ารักจนทำให้เฉินเซี่ยงอยากจะหยิกแก้มของนาง

“ข้าลำเอียงเมื่อไหร่? ข้าบริสุทธิ์นะ” เฉินเซี่ยงผายมือพลางกล่าวถาม

“ข้าจะไม่ให้งูจระเข้เกราะอีกครึ่งนึงกับเจ้า เพราะข้าสามารถใช้มันสกัดกลั่นอาวุธให้กับเหลิงยู่หลานได้”

แล้วหลิวเมิ่งเอ๋อก็ทำให้เตาหลอมมังกรหยกขาวขยายใหญ่ขึ้นมากก่อนที่นางใช้มือข้าหนึ่งทาบลงไปที่ขาเตา ทันทีที่นางโคจรปราณ กลุ่มเพลิงพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางก่อนเตาปรุงหลอมสีขาวราวกับหยกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงขณะที่โลหะที่อยู่ภายในนั้นก็ถูกหลอมภายในพริบตา

“เอาหล่ะ เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดี การที่เจ้าจะเข้าไปในนั้นไม่ใช่เรื่องตลก” หลิวเมิ่งเอ๋อลดความร้อนของเพลิงลงก่อนจะใส่ผลึกสีแดงทองเข้าไป ทันใดนั้น โลหะลอมเหลวที่อยู่ภายในเตาหลอมก็เดือดกระทั่งเกิดเป็นฟองโลหะปะทุออกมาพร้อมกับคลื่นปราณอันร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินเซี่ยงได้แต่กลืนน้ำลาย เพราะโลหะหลวมเหลวพวกนั้นทำช่างทำให้จิตใจของคนหวาดกลัวยิ่งนัก

เฉินเซี่ยงได้จดจำคำร่ายมนต์ในระหว่างการบ่มเพาะเอาไว้แล้ว ดังนั้นย่อมไม่มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อมอีก เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึกพลางคิดถึงความแข็งแกร่งอันน้อยนิดที่เขามีและเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเกือบต้องคุกเข่าต่อหน้าลู่เจี๋ย มันทำให้โลหิตของเฉินเซี่ยงเดือดพล่านและโกรธแค้นจนทำให้เฉินเซี่ยงจะกำหมัดแน่น

จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ถอดเสื้อผ้าของเขาออกทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อกรี๊ดเสียงแหลมออกมาทั้งใบหน้ายังเปลี่ยนเป็นสีแดง นางรีบส่ายหัวก่อนจะตะโกนออกมา “ไอ้บ้า! นี่เจ้าทำบ้าอะไรหน่ะ!?”

เฉินเซี่ยงยิ้มกว้าง “ก็ถอดเสื้อผ้าไง! เวลาจะอาบน้ำใครเค้าใส่เสื้อผ้ากัน…หรือท่านชอบทำแบบนั้น? ถึงก่อนหน้านี้ท่านจะเผลออวดกระต่ายตัวโตทั้งสองตัวให้ข้าดู แต่ข้าก็รู้…ว่านั่นถือเป็นเรื่องเสียเปรียบสำหรับอิสตรีเช่นท่าน เพราะฉะนั้น ข้าก็เลยทำแบบนั้นบ้าง เราจะได้เสมอกันไง”

นางโกรธและอายอย่างที่สุด ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงจนกระทั่งถึงใบหู นางกระทืบเท้าอย่างรุนแรงก่อนตะโกนออกมาอย่างนุ่มนวล “นี่เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเผาเจ้าจนตายหรือไร? เจ้าอันธพาลน้อย ทำไมเจ้าถึงทำให้ข้าหงุดหงิดอยู่เรื่อย!”

ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบเขาก็กระโดดลงไปในเตาหลอม แต่ขณะที่หลิวเมิ่งเอ๋อต้องการจะกล่าวบางอย่าง นางพลันได้ยินเสียงร้องราวกับหมูถูกเชือดของเฉินเซี่ยงจนทำให้ใบหน้าของนางซีดขาวด้วยความกลัว นางเร่งตะโกนขึ้น “อันธพาลน้อย เจ้าเป็นยังไงบ้าง? เจ้ารู้สึกยังไงบ้าง? ถ้าเจ้าทนไม่ได้ให้รีบออกมานะ!”

เมื่อได้เห็นสตรีที่สูงศักดิ์และงดงามเช่นนางเป็นห่วง เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกลัวก่อนจะกัดฟันกล่าว “ข้าไม่เป็นไร ข้ายอมรับทุกความเจ็บปวดเพื่อให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น! พี่เมิ่งเอ๋อเพิ่มอุณหภูมิขึ้นอีก ตอนนี้ข้ากำลังบ่มเพาะอยู่แต่อุณหภูมิมันยังใช้ไม่ได้”

หลิวเมิ่งเอ๋อขบริมฝีปากแดงระเรื่อของนาง นางไม่รู้ว่าทำไมนางถึงได้ปวดใจ นางเพิ่มความร้อนเข้าไปจนทำให้โลหะเหลวที่อยู่ภายในนั้นเริ่มเดือดอย่างรุนแรงขณะที่เฉินเซี่ยงระเบิดเสียงร้องออกมามากขึ้นจะทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด

“ทำไมข้าถึงต้องทำเรื่องบ้าๆกับเจ้าอันธพาลน้อยนี่อยู่เรื่อยนะ?” นางกล่าวถามตนเอง ริมฝีปากที่นางขบอยู่เกือบจะปรากฏโลหิต

“ฟังนะเจ้าอันธพาลน้อย! ข้าจะควบคุมข่ายพลังที่อยู่ในเตาหลอมหยกขาวเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเวลา ที่ภายนอกจะเป็นเวลาเพียงสามชั่วโมงสำหรับข้า แต่ภายในจะเป็นเวลาสามวันสำหรับเจ้า! เพียงแต่ ข้าต้องปิดฝาเตา ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น…ขอให้บอกข้าด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว นางรู้สึกว่าเมื่อนางได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเฉินเซี่ยงทำให้นางไม่อาจสงบใจได้ หากนางไม่สามารถควบเพลิงได้เพราะจิตใจอันปั่นป่วนของนาง การบ่มเพาะของเฉินเซี่ยงย่อมล้มเหลวแน่

“เอาเลย เร็วเข้า!” เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิที่อยู่ภายในเตาหลอมเริ่มไม่เสถียรและเฉินเซี่ยงเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ

เมื่อฝาเตาหลอมปิดลง ทั่วทั้งท้องโถงแห่งนี้พลันเงียบสงัด แต่จิตใจของหลิวเมิ่งเอ๋อกลับไม่สงบ นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยงอย่างที่สุด แต่เมื่อครู่นางได้เห็นความปราถนาในพลังของเฉินเซี่ยง ดังนั้น นางต้องช่วยเหลือเฉินเซี่ยงให้ดีที่สุด………………………………………



Chapter 268 – กายปีศาจอมตะระดับ 5

ภายในเตาหลอมมังกรหยกขาว… เฉินเซี่ยงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง และในตอนนี้อุณหภูมิภายในเตาหลอมก็คงที่แล้ว เฉินเซี่ยงบ่มเพาะทักษะด้วยการโคจรปราณด้วยวิธีพิเศษเฉพาะภายในเส้นลมปราณของเขา เหล่าโลหะหลอมเหลวที่อยู่ภายในเตาหลอมก็กระตุ้นเร้าร่างกายของเฉินเซี่ยงและถ่ายพลังงานที่พิเศษภายในกระดูกและกล้ามเนื้อของเขา มันเหมือนกับพลังงานสีทองที่ตรงเข้าไปผสานกับกล้ามเนื้อของเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงประสบกับความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุดจนทำให้เขาบังเกิดความคิดที่อยากจะยอมแพ้อยู่หลายครั้งภายในใจ แต่เมื่อไหร่ที่เขาคิดถึงลู่เจี๋ยผู้ซึ่งต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา ความมุ่งมั่นที่เกิดจากความโกรธแค้นก็พลันลุกโชนภายในใจของเขาทำให้เขาสู้ทนกับความเจ็บปวดมาได้

“ข้าไม่ยอมแพ้แน่!” เฉินเซี่ยงกู่ร้องพลางทุบกำปั้นของเขาอยู่ภายในเตาหลอมจนทำให้เกิดเสียง *ตูม ตูม* ดังออกมา

“อันธพาลน้อย เจ้าอยากออกมาหรือยัง?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถามด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์

“ไม่!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบในทันที ปราณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงเริ่มโคจรและเร่งเร้า แม้เฉินเซี่ยงจะกำลังอดทนกับความเจ็บปวดแต่เขาก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขากำลังเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยทำให้เขารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

หากเขาทำสำเร็จ เขาจะบรรลุกายปีศาจระดับ 5 ซึ่งหากเทียบกับร่างกายของนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่แล้ว มันก็ไม่ได้น่าเกรงขามไปกว่าเขาเลย หรือหากจะกล่าว การป้องกันในอนาคตของเขาจะน่าเกรงขามมากกว่านี้

ในช่วงของการสกัดกลั่น เฉินเซี่ยงไม่ได้ควบคุมเกราะเต่าทมิฬให้ต้านทานความความร้อนที่แผ่เข้ามา มิเช่นนั้น การที่เขากระโดดลงมาในเตาปรุงยาก็ไร้ประโยชน์

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หลิวเมิ่งเอ๋อก็ถามเฉินเซี่ยงอีกครั้งว่าเขาอยากออกมาหรือไม่ แต่เมื่อนางทราบว่าเฉินเซี่ยงยังคงสามารถตอบนางได้ เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถึงแม้จะผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ภายนอก แต่ในเตาปรุงยาได้ผ่านไปแล้วหนึ่งวันเต็ม หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็ใช้ปราณและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกอย่างต่อเนื่อง การเร่งเร้าการไหลเวียนของเวลาทำให้นางต้องใช้พลังของนางไปเป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้น ภายในเตาหลอมก็ยังมีคนเป็นๆอยู่หนึ่งคน

ด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นของเฉินเซี่ยง นางย่อมรู้ว่าไม่สามารถใช้เหตุผลทั่วๆไปเพื่อจัดการกับเขาได้ เฉินเซี่ยงอยู่เพียงไม่กี่ระดับในขอบเขตนักสู้แท้จริง แต่เขากลับขัดเกลาร่างกายไปถึงกายปีศาจอมตะระดับ 2 ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างมาก ยิ่งหลังจากการสกัดกลั่นร่างกาย มันจะทำให้เฉินเซี่ยงบรรลุกายปีศาจอมตะระดับ 5 ซึ่งมันจะทำให้เขาน่าประหลาดใจขึ้นไปอีก

ยามนี้ไม่ใช่ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะไม่กังวลกับชีวิตของเฉินเซี่ยง นางจึงตัดสินว่าจะไม่ทำเรื่องบ้าๆแบบนี้กับเฉินเซี่ยงอีก เพราะความกังวลเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับนางมาก่อน นางกังวลว่าเฉินเซี่ยงจะตาย และเมื่อคิดถึงรอยยิ้มของอันธพาลน้อยที่จะจากนางไป…หัวใจของนางพลันบีดรัดด้วยความเจ็บปวด

ขณะที่เฉินเซี่ยงบ่มเพาะด้วยเคล็ดบ่มเพาะกายแห่งเต่าทมิฬ เขารู้สึกได้เพียงว่าความแข็งแกร่งของร่างกายกำลังเพิ่มพูนขึ้นซึ่งเขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เพียงในช่วงเวลาสั้นๆอย่างสามวัน เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากกว่าสามวันที่แล้วเป็นอย่างมาก แม้เฉินเซี่ยงจะก้าวข้ามมาเพียงสามระดับ แต่การก้าวข้ามแต่ละระดับนั้นยากเป็นอย่างมากราวกับพิภพและสวรรค์

ยามนี้ ที่เบื้องนอกเวลาผ่านไปเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น แต่ในสามชั่วโมงนี้ทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อกังวลแทบตาย ในยามนั้นจู่ๆนางก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่นางมีต่อเฉินเซี่ยง ความรู้สึกอันคลุมเครือทั้งหลายพลันชัดเจนยิ่งขึ้นเพียงแต่…นางไม่กล้ายอมรับและไม่กล้าที่จะเผชิญกับมัน นางถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนและกล่าวเชิงตำหนิ “คารมอันหวานชื่นของเจ้าอันธพาลน้อยทำให้ข้าหลงเสน่ห์ได้จริงๆอย่างงั้นหรอ? ในอนาคตข้าต้องหลีกเลี่ยงเขาแล้ว”

“พี่เมิ่งเอ๋อ ข้าจะออกไปแล้ว!” จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงของเฉินเซี่ยงตะโกนผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ยินดังนั้นนางก็รีบถอนเพลิงกลับมา ขณะที่นางเปิดฝาเตาออกนางก็เห็นนอนเอื่อยเฉื่อยอยู่ภายในนั้นราวกับไม่ได้มีโลหะหลอมอยู่ภายในและดูเหมือนเขากำลังมีความสุขกับน้ำพุร้อน

“อันธพาลน้อย… จะ…เจ้าทำสำเร็จมั้ย?” นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ แม้นางจะประหลาดใจแต่นางก็รู้สึกยินดี

“สำเร็จสิ แต่ตอนนี้ข้าเจ็บไปทั้งตัวเลย พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านต้องนวดให้ข้า ท่านต้องช่วยข้านะ!” เฉินเซี่ยงยิ้มกว้าง

เมื่อเฉินเซี่ยงตะเกียกตะกายออกมาจากเตาหลอมมังกรหยกขาว นางก็หันหน้าหนีและกล่าวชวนทะเลาะในทันที “เจ้าอันธพาลน้อย คอยดูเถอะ วันนึงข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้”

เฉินเซี่ยงใส่เสื้อผ้าก่อนจะยิ้มกว้างพลางกล่าว “ขอบคุณมากนะพี่เมิ่งเอ๋อ ให้ข้าจูบท่านเป็นการขอบคุณได้มั้ย?”

“แค่ก… ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเจ้าถึงทำสำเร็จ เพราะว่าผิวหน้าเจ้ามันหนาขนาดที่ไม่จำเป็นต้องกลัวโลหะหลอมเหลวเลย” นางเย้ยหยันพลางกล่าว นางเดินตรงเข้ามาหาเฉินเซี่ยงก่อนจะใช้มือที่ละเอียดอ่อนและงดงามของนางบิดเอวของเฉินเซี่ยงอย่างแรงจนทำให้เนื้อของเฉินเซี่ยงบิดไปตามมือของนาง นางหัวเราะเบาๆพลางกล่าว “อย่าได้คิดนะว่ากายปีศาจอมตะระดับ 5 จะน่าเกรงขาม”

เฉินเซี่ยงรู้สึกเจ็บที่เอวและจู่ๆเขาก็ร้องตะโกนขึ้น “พี่เมิ่งเอ๋อข้าผิดไปแล้ว โอ้ยๆ หยุดเถอะ!”

หลิวเมิ่งเอ๋ออยู่ในขอบเขตนิพพาน แม้นางจะไม่ได้สกัดกลั่นร่างกายแต่ด้วยปราณที่นางบีบอักเข้าไปในร่างกายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ร่างกายของนางได้รับการหล่อเลี้ยงจนทำให้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพียงเหล่านักสู้ในขอบเขตนิพพานใช้พลังกำลังเพียงน้อยนิดก็ย่อมทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกเจ็บปวดได้

“ใครบอกให้เจ้าข่มเหงข้าอยู่เสมอหล่ะ?” นางปล่อยมือจากเฉินเซี่ยงพลางกล่าวด้วยความโกรธ

“ข้าแค่อยากให้รางวัลกับพี่เมิ่งเอ๋อเท่านั้น แต่ท่านกลับทราบซึ้ง” เฉินเซี่ยงแลบลิ้น เมื่อได้เห็นสีหน้าที่โกรธเคืองทั้งอายของนางทำให้เฉินเซี่ยงแอบคร่ำครวญอยู่ในใจ จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนช่างน่ามองนัก ด้วยท่วงท่าที่แสนธรรมดาของนางก็สามารถตรึงวิญญาณของบุรุษได้

นางมองไปยังเฉินเซี่ยง “หยุดเลยนะ ข้าคืออาจารย์ของเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลาน เจ้าต้องเคารพข้า! หากคนอื่นรู้เข้าว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะเอาไปซุบซิบเอาได้”

“ความสัมพันธ์อะไร?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม

“ฮึ่ม เจ้าอันธพาลน้อย ข้าเกลียดเจ้า!” นางกระทืบเท้าก่อนจะก่นด่าอย่างนุ่มนวล “รีบไปเลยนะ เจ้านี่ชอบทำให้ข้าโกรธจริงๆ!”

เฉินเซี่ยงชี้ไปยังเตาหลอมมังกรหยกที่อยู่ด้านหลังนางก่อนกล่าว “ท่านมองที่เตาหลอมมังกรหยกขาวสิ”

ทันทีที่นางหันหลังกลับไป เฉินเซี่ยงก็เข้าประชิดก่อนจะจูบลงบนแก้มอันละเมียดละไมของนางจนทำให้นางแข็งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะด่าทอเฉินเซี่ยงออกมาเป็นชุด ในขณะที่เฉินเซี่ยงก็วิ่งหนีออกจากถ้ำไปเรียบร้อยแล้ว

ใบหน้าที่แสนงดงามของนางแดงระเรื่อ นางแค่นเสียงเบาๆก่อนจะเก็บเตาหลอมมังกรหยกขาวแล้วออกมาจากถ้ำ

“ระวังอย่าให้ถูกสังหารหล่ะ เจ้ายังมีเซี่ยนเซี่ยนกับยู่หลานอยู่” นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงจะไปสู้กับศัตรูที่ทรงพลัง นางจึงกล่าวเตือน

“ข้าก็มีพี่เมิ่งเอ๋อที่แสนงดงามอยู่อีกคน” เฉินเซี่ยงยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูก่อนจะมุ่งหน้าออกจากลานกว้างของนางผ่านหลายๆสถานที่ของพระราชวังเฉินปิง หากเฉินเซี่ยงไม่จำเป็นต้องกลับเร็วนัก เขาคงจะอยู่กับนางสักพัก เพราะการที่ได้อยู่กับจักรพรรดินีก็ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ

เฉินเซี่ยงบินกลับไปยังนิกายยอดนักสู้ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน แต่ก่อนที่เฉินเซี่ยงจะไปเขายังได้ให้งูเกราะทมิฬที่เขาได้จากดินแดนลี้ลับทางใต้กับหลิวเมิ่งเอ๋อ เผื่อว่านางจะสร้างเกราะให้กับยู่หลาน

เมื่อเฉินเซี่ยงกลับมาถึงนิกายยอดนักสู้ เขาก็รีบสอบถามสถานที่อยู่ของลู่เจี๋ยในทันที จนในที่สุดเขาก็รู้ว่าลู่เจี๋ยอยู่ในลานประลองอันดับ 1 ในสถานที่นั้น มันได้ถูกล้อมรอบด้วยผู้คนมากมายซึ่งเป็นศิษย์แท้จริงจำนวนมากของลานประลองแห่งนั้น

เมื่อเกิดเรื่องระหว่างลู่เจี๋ยและเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงก็ได้หายตัวไปซึ่งตามที่ลู่เจี๋ยคิด เฉินเซี่ยงย่อมไม่สามารถรักษาตัวได้ในหนึ่งหรือสองปีนี้แน่ เรื่องนี้เป็นสิ่งยืนยันว่ามันแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยงมาก แต่ถึงอย่างนั้น หลายๆคนก็คิดว่าลู่เจี๋ยนั้นไร้ยางอาย

ไม่เพียงมันจะอายุมากกว่าเฉินเซี่ยง แต่มันการบ่มเพาะของมันยังแข็งแกร่งกว่าเฉินเซี่ยงมาก มันภาคภูมิใจเมื่อได้ชัยต่อเฉินเซี่ยงราวกับมันเอาชนะนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้

“ฮึ่ม ไอ้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเอาชนะเฉินเซี่ยงที่อยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงแต่ก็ยังคุยโวโอ้อวด มันนี่หนังหนาจริงๆ” เจ้าอ้วนมองลู่เจี๋ยที่อยู่ในลานกว้างจากไกลพลางเยาะเย้ย

“ใช่ มันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับพี่ใหญ่เฉินเลยด้วยซ้ำ”

เสียงของทั้งสองคนค่อนข้างดังทำให้ใครหลายคนได้ยินสิ่งที่พวกเขากล่าว เมื่อลู่เจี๋ยได้ยินเข้า ท่าทางของมันพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างมิอาจบอกบรรยาย และทันใดนั้น เงาร่างของมันได้หายได้ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าของเจ้าอ้วนภายในพริบตา

“ไอ้หมูตอน อย่าคิดนะว่าหลังจากเข้าร่วมลานประลองราชาได้แล้วเจ้าจะทำตัวอหังการได้ ขนาดเฉินเซี่ยงยังพ่ายแพ้ข้า แต่พวกเจ้าทั้งสองคนข้าตบทีเดียวก็ตายแล้ว!” ลู่เจี๋ยกล่าวอย่างเย็นชา มันยกฝ่ามือขึ้นสูงก่อนจะตบลงที่ใบหน้าของเจ้าอ้วนอย่างรุนแรง

แต่เมื่อเจ้าอ้วนคิดว่าตัวมันเองกำลังจะตาย จู่ๆมือของลู่เจี๋ยพลันชะงัก เงาร่างอันสูงใหญ่และแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของมัน เขาใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวต้านรับฝ่ามือของลู่เจี๋ยจนสามารถหยุดการจู่โจมของมันได้อย่างสมบูรณ์……………………………….




Chapter 269 – ความก้าวหน้าอันน่าอัศจรรย์

เมื่อเฉินเซี่ยงปรากฏตัวขึ้น หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขาคาดไม่ถึงว่าลู่เจี๋ยจะใจกล้าขนาดที่กล้าลงมือกับพวกเขาที่นี่ ซึ่งการกระทำของมันนับเป็นการแหกกฏของนิกายอย่างชัดเจน

ท่าทางของลู่เจี๋ยแปรเปลี่ยนไปเพราะการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของเฉินเซี่ยง ตัวมันไม่อาจสัมผัสถึงเฉินเซี่ยงได้ อีกอย่างเฉินเซี่ยงยังป้องกันการจู่โจมของมันได้อีก

“ไอ้คนไร้ยางอายที่รู้จักแต่รังแกคนที่อ่อนแอ” เฉินเซี่ยงเยาะเย้ยพลางจับจ้องไปยังลู่เจี๋ย เฉินเซี่ยงสูงกว่าลู่เจี๋ยประมาณหนึ่งช่วงศีรษะและร่างกายของเฉินเซี่ยงก็กำยำกว่า ดังนั้น ด้วยรูปร่างของทั้งสองทำให้ลู่เจี๋ยดูอ่อนแอกว่าเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก

ในยามนี้ ศิษย์แท้จริง 3 คนที่อยู่ทางด้านหลังของลู่เจี๋ยก็มาถึง ทั้งสามคนอยู่ระดับ 6 7 และ 8 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ในนิกายยอดนักสู้มีศิษย์ขอบเขตนักสู้แท้จริงอยู่ไม่มากนัก เพียงเฉินเซี่ยงปรายตามองก็จดจำพวกมันทั้งสามคนได้

ลู่เจี๋ยถอนมือกลับ มันรู้สึกประหลาดใจเพราะดูเหมือนเฉินเซี่ยงจะแข็งแกร่งขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆเพียง 5 วันเท่านั้น เดิมทีมันเชื่อว่าเฉินเซี่ยงต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีในการรักษาตัว แต่นี่มันแค่ห้าวันเฉินเซี่ยงก็หายดีเสียแล้ว

“เฉินเซี่ยง เจ้าจำบทเรียนที่ข้าสอนเมื่อครั้งที่แล้วไม่ได้หรือไง?” ดวงตาแห่งความเกรี้ยวกราดของลู่เจี๋ยจ้องมายังเฉินเซี่ยง

“แน่นอนข้าจำได้ และเพราะข้าจำมันได้…ข้าเลยมาหาเจ้าไงหล่ะ! ก่อนหน้านี้เจ้าเกือบจะฆ่าข้าเลยนะ” เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่นจนเกิดเป็นเสียง *กร้อบ* ทั้งน้ำเสียงของเขายังเต็มไปด้วยความโกรธ

ลู่เจี๋ยหัวเราะลั่น “ที่เจ้ากำลังตามหาข้าก็เพื่อประลองอย่างงั้นหรอ? แต่ว่าข้ากับเจ้ามันคนละระดับกัน เพราะฉะนั้นข้าจะไม่รับคำท้าของเจ้า เดี๋ยวคนอื่นๆจะหาว่าข้ารังแกขยะอันแสนอ่อนแอที่เกือบจะคุกเข่าต่อหน้าข้ามาแล้ว”

เฉินเซี่ยงคลายหมัดออกก่อนท่าทางของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งเป็นอย่างมาก แต่ทันใดนั้น บริเวณโดยรอบพลันห่อหุ้มด้วยปราณสังหาร เพียงแต่มันปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะอันตธานหายไป

นี่คือท่าทางของเฉินเซี่ยงยามที่เขาโกรธแค้นถึงขีดสุด เพราะบุคคลที่เกรี้ยวกราดจะน่ากลัวมากเมื่อพวกเขาสงบนิ่ง ความโกรธจะทำให้คนทรงพลังมากขึ้นแต่มันก็จะทำให้สูญเสียสติเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้น หากคนที่เกรี้ยวกราดสงบนิ่งแม้จะกำลังโกรธอยู่ พวกเขาจะสามารถปลดปล่อยพลังแฝงในร่างกายออกมาทั้งยังสามารถควบคุมมันได้ในเวลาเดียวกัน

“หากเจ้าอยากสู้กับพี่ลู่ งั้นเจ้าต้องรับข้าให้ได้สองกระบวนท่าโดยไม่ใช้อาวุธ!” ชายหนุ่มคนนึงที่อยู่ข้างกายลู่เจี๋ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของมันไม่ยินดียินร้ายทั้งยังเย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก มันไม่เห็นเฉินเซี่ยงอยู่ในสายตา มันเป็นศิษย์ขอบเขตนักสู้แท้จริงระดับ 6 นามว่า ‘หยิงฉี่’ และมันก็เป็นคนในรุ่นเดียวกันกับเห่าตงชิง เหยาไห่เฉิงและคนอื่นๆ

“หากเจ้าเอาชนะน้องหยิงได้ งั้นข้าจะสู้กับเจ้าก็แล้ว…”

ลู่เจี๋ยทันได้กล่าวจบประโยค แสงสีทองพลันสาดประกายจ้าพร้อมกับหมัดที่แฝงไปปราณสังหารและพลังทำลายล้างของเฉินเซี่ยงพุ่งออกไปราวกับลำแสง และในเวลาเดียวกันยังปรากฏเสียงคำรามของพยัคฆ์พิโรธที่แฝงไปด้วยเจตนาสังหารและความโหดเหี้ยม จนทำให้ผู้คนโดยรอบสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว มันคือ ‘หมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาว’ แม้เฉินเซี่ยงจะไม่ได้ใช้กระบี่ครามมังกรแต่เขาก็ยังน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะทักษะที่เฉินเซี่ยงใช้คือทักษะศักดิ์สิทธิ์

เมื่อเฉินเซี่ยงชกหมัดออกไป อีกฝ่ายย่อมไม่มีเวลาได้ถอย ใบหน้าที่เย่อหยิ่งของหยิงฉี่ยังคงค้างด้วยความเย่อหยิ่งเช่นนั้นโดยไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลง หมัดหัวพยัคฆ์ทองคำของเฉินเซี่ยงพุ่งเข้ากระแทกจมูกของหยิงฉี่จนทำให้ทั่วทั้งลานประลองที่เงียบสงัดได้ยินหักของจมูกอย่างชัดเจน ตามด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หยิงฉี่ถูกซัดปลิวออกจากลานกว้างจนกระแทกเข้ากับกำแพงของลานประลองที่อยู่ไกลออกไปทำให้กำแพงที่ร่างของมันเข้าปะทะพังทะลาย ยามนี้มันจะเป็นตายร้ายดียังไงย่อมไม่มีใครทราบ

ใบหน้าของเจ้าอ้วน หวินเสี่ยวเตาและชูเหว่ยหลงพรั่งพรูไปด้วยเหงื่อ หมัดเมื่อครู่นี้รุนแรงเกินไป และมันยังรวดเร็วจนไม่มีเวลาให้ถอยหนี แรงระเบิดที่มันประทุออกมาในฉับพลันยากที่จะต้านทาน การที่นักสู้ระดับ 6 ขอบเขตนักสู้แท้จริงถูกจัดการได้ภายในหนึ่งวินาที ความแข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก

หยิงฉี่เชื่อว่าหากเฉินเซี่ยงไม่มีกระบี่ครามผลาญมังกรแล้ว ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงจะลดลงเป็นอย่างมาก แต่กลายเป็นว่ามันเข้าใจผิด ใบหน้าอันหล่อเหลาของมันถูกเฉินเซี่ยงทำลายย่อยยับ หมัดของเฉินเซี่ยงเกือบจะพรากชีวิตมันไปซึ่งหากเขาไม่เมตตาสงสารมัน บางทีมันอาจจะพิการไปแล้ว เฉินเซี่ยงแค่ทำให้มันบาดเจ็บภายในเล็กน้อยและทำลายจมูกของมันก็เท่านั้น

“ตอนนี้ ข้าจะสู้กับเจ้าได้หรือยัง!” เฉินเซี่ยงถูหมัดพลางจ้องมองลู่เจี๋ยอย่างไม่แยแส

ลู่เจี๋ยรู้สึกประหลาดใจ หากเมื่อครู่เฉินเซี่ยงชกหมัดใส่มัน มันย่อมไม่อาจหลบหนีได้เช่นกัน เพราะมันเป็นผู้ที่อยู่ใกล้เฉินเซี่ยงมากที่สุดและยังได้เห็นความเร็วและความแข็งแกร่งของหมัดชัดเจนที่สุดด้วย มันเห็นลำแสงสีทองลอยผ่านไปแล้วร่างของหยิงฉี่ก็ปลิวออกไปตามๆกัน

ภายในห้าวัน เฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก มากขนาดที่ทำให้ลู่เจี๋ยรู้สึกหวาดกลัว แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่พบความเปลี่ยนแปลงในปราณของเฉินเซี่ยง รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขายังเป็นเช่นเดิมและเฉินเซี่ยงยังคงอยู่ในระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงเช่นเดิม

“ต่อสู้ที่นี่หน่ะหรอ?” ลู่เจี๋ยกล่าวถาม แม้มันเกือบจะทำให้เฉินเซี่ยงคุกเข่าได้ แต่ผู้คนกลับไม่ได้ยกย่องมัน แม้ว่าครั้งก่อนเฉินเซี่ยงจะพ่ายแพ้ แต่ชื่อเสียงของมันกลับไม่ได้เพิ่มพูนขึ้น ทำให้มันทั้งอิจฉาทั้งโกรธมากขึ้นไปอีก

“อาา ต่อ…สู้…เป็น…ตาย…กันที่นี่แหละ!” เฉินเซี่ยงกล่าวออกมาทีละคำ

“ดี แต่ก่อนประมุขและคนอื่นๆจะมาถึง ข้าจะจัดการเจ้าซะ!” ในขณะที่มันกล่าว คิ้วของมันพลันขมวดแน่น ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงพลันรับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาตันเถียนของเขา พลังสายนั้นแข็งแกร่งในตอนแรกแต่ท้ายที่สุดมันก็อ่อนกำลังลงเป็นอย่างมาก

แม้ลู่เจี๋ยจะไม่ได้ขยับตัว แต่การจู่โจมของมันก็ถูกปลดปล่อยออกไปแล้ว อีกอย่าง ความเร็วของมันก็รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง มันคือทักษะภูติพราย ครั้งก่อนที่เฉินเซี่ยงปะทะกับลู่เจี๋ยเฉินเซี่ยงเสียเปรียบมันเป็นอย่างมาก แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียเปรียบนั้น เขาถึงกับต้องยอมทนเจ็บปวดอยู่สามวันสามคือจนร่างกายของเขาบรรลุกายปีศาจอมตะระดับ 5

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างถอยไปด้านหลัง ส่วนคนที่ดูอยู่รอบๆก็ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเฉินเซี่ยงและลู่เจี๋ยค่อนข้างแข็งแกร่ง หลังจากพวกทั้งสองต่อสู้กันเสร็จบางทีลานประลองแห่งนี้อาจจะถูกทำลายพินาศย่อยยับ

ยามนี้ เฉินเซี่ยงสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันรวดเร็วอย่างที่สุดที่กำลังเข้าปะทะกับตำแหน่งท้องของเขาอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเซี่ยงก็ได้เตรียมตัวเอาไว้แล้วทำให้เขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย

หลังจากร่างกายของเฉินเซี่ยงสั่นเทาเล็กน้อย พลังสายนั้นก็หายไป ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า ทำให้เขาป้องกันทักษะภูติพรายได้อย่างง่ายดาย

“แข็งแกร่งมากกว่าครั้งก่อน แต่ก็ยังทำอะไรข้าไม่ได้” เฉินเซี่ยงกล่าวกับตนเองในใจพลางจ้องมองลู่เจี๋ยด้วยสายตาเหยียดหยาม

ลู่เจี๋ยจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัยพลางถอยไปหลายก้าว ทักษะภูมิพรายที่มันแสนจะภาคภูมิใจกลับล้มเหลว ทักษะของมันไม่สามารถทำให้เฉินเซี่ยงล้มลงไปกองกับพื้นได้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ลู่เจี๋ยใช้ความแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เฉินเซี่ยงกระอักโลหิตเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสได้ แต่ตอนนี้การจู่โจมของมันไม่มีผลกับเฉินเซี่ยงเลยแม้แต่น้อย

“มันอยู่แค่ระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ข้าไม่จำเป็นต้องกลัว! ข้าจะลองอีกครั้ง” ลู่เจี๋ยกล่าวในใจก่อนจะเริ่มลงมืออย่างเงียบๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันยังไม่เป็นผลเช่นเดิม และในครั้งนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงก็ไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย

เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย “หมดเวลาเล่นแล้ว ถึงตาข้าบ้าง” ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว เขาได้สบัดมือพลางกางนิ้วมือทั้งสองข้างออกราวกับกงเล็บอินทรีย์ ก่อนที่แสงสีครามจะประกายจ้าแล้วก่อตัวกลายเป็นกงเล็บมังกรขนาดใหญ่ตะปบเข้าใส่ลู่เจี๋ย………………………………….



Chapter 270 – โหดเหี้ยม

กงเล็บของเฉินเซี่ยงค่อนข้างรวดเร็ว ความเร็วของมันไม่ต่างกับหมัดศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวเมื่อครู่ เพียงแต่มันแฝงไปด้วยอำนาจของสายฟ้าอันรุนแรง

แม้ว่าลู่เจี๋ยจะรู้สึกประหลาดใจแต่มันเองก็มีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน มันจึงเอนตัวไปทางด้านหลังเพื่อหลบกงเล็บมังกรครามอันน่าสะพรึงกลัว แต่ถึงอย่างนั้น ที่หน้าอกของมันยังถูกอำนาจของสายฟ้ากระทบใส่จนทิ้งรอยกงเล็บมังกรเอาไว้สามรอย

เฉินเซี่ยงไม่อยากทำลายลานประลองแห่งนี้ทำให้เขาไม่ได้ใช้ทักษะที่ทรงพลัง เพราะไม่อย่างนั้นกู่ตงเฉินและคนอื่นๆคงจะตำหนิเอา

ลู่เจี๋ยล่าถอยอย่างรวดเร็วพลางขมวดคิ้ว มันขยับขาซ้ายเล็กน้อยก่อนจะเกิดปราณอันทรงพลังพุ่งเข้าใส่น่องขาด้านขวาของเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่คล้ายกับพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากขาราวกับมีขาที่มองไม่เห็นเตะกวาดผ่านตามพื้นอย่างหนักหน่วง

เฉินเซี่ยงโคจรปราณเกิดเป็นชั้นปราณขึ้นที่ขาทั้งสองข้างในฉับพลันเพื่อตรึงเฉินเซี่ยงไว้กับพื้น เมื่อขาที่มองไม่เห็นกวาดมาถึงทำให้เฉินเซี่ยงไม่ได้รับผลกระทบจาการจู่โจมแม้แต่น้อย จะมีก็แต่ฝุ่นทรายที่กวาดผ่านไปเท่านั้น แม้ขาของเฉินเซี่ยงจะถูกจู่โจมด้วยการโจมตีที่ทรงพลัง แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ตอนนี้ร่างกายของเฉินเซี่ยงอยู่ที่กายปีศาจอมตะระดับ 5 เป็นผลให้ผิวหนังของเฉินเซี่ยงราวกับถูกสร้างมากจากทองแดง ทั้งกระดูกของเขาก็ราวกับทำมาจากเหล็ก สำหรับเฉินเซี่ยงแล้วการจู่โจมเมื่อครู่ค่อนข้างเบาทำให้เฉินเซี่ยงเพียงรู้สึกจั๊กจี้

“ลู่เจี๋ย การลอบกัดของเจ้ามันไร้ผลกับข้า” เฉินเซี่ยงเยาะเย้ย ทันใดนั้น เท้าของเฉินเซี่ยงพลันเคลื่อนไหวราวกับเมฆก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าลู่เจี๋ยพร้อมกับซัดหมัดสีทองจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนราวกับน้ำหลากเข้าใส่ และเกิดเป็นเสียงพยัคฆ์คำรามที่แฝงด้วยเจตนาสังหารขึ้นในเวลาเดียวกัน การจู่โจมของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้านจิตวิญญาณของทุกคน ทั้งเสียงที่เกิดการจู่โจมก็ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

หมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวเข้าปกคลุมลู่เจี๋ย ทั้งยังปรากฏคลื่นปราณกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ทั่วท้องฟ้าเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มจากแรงกระแทกของหมัน หมัดเหล่านั้นเต็มไปด้วยพลังอันรุนแรงทำให้ผู้คนจมลงสู่ห้วงของความกลัว แต่ลู่เจี๋ยเองก็ไม่ได้แย่นัก ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยปราณสีเทาเข้าต้านรับหมัดหัวสิงโตทองของเฉินเซี่ยง

ผ่านไปเพียงพริบตา เฉินเซี่ยงก็ซัดหมัดออกไปหลายร้อยหมัดทั้งแต่ละหมัดยังราวกับสายฟ้ากระหน่ำเข้าใส่ปราณสีเทาอย่างต่อเนื่อง ทุกๆคลื่นการจู่โจมที่โถมเข้าใส่ทำให้จิตใจของลู่เจี๋ยสั่นสะท้าน มันคาดไม่ถึงว่าปราณที่อยู่ภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงเมื่อใช้ออกด้วยทักษะของเขาจะยิ่งรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ มันดูราวกับเทพพยัคฆ์ล่าสังหารที่กระหน่ำจู่โจมด้วยในจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

“ฮึ่ม!” เฉินเซี่ยงจ้องมองปราณคุ้มกายของลู่เจี๋ยที่กำลังอ่อนกำลังลงอย่างช้าๆภายใต้การจู่โจมของเขา การจู่โจมเปลี่ยนเป็นฝ่ามือซัดใส่จนทำให้ลานประลองสั่นสะเทือนในฉับพลันก่อนจะปะทะเข้ากับเป้าหมายในเวลาไล่เลี่ยกัน พื้นที่โดยรอบของลู่เจี๋ยบังเกิดรอยแยกในพริบตา เฉินเซี่ยงใช้ฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ซัดเข้าใส่ปราณคุ้มกายของลูเจี๋ยจนทำให้ร่างกายของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อร่างกายของลู่เจี๋ยถูกกระแทกอย่างรุนแรง เลือดลมและร่างกายของมันพลันปั่นป่วนสับสน

แต่สิ่งที่ลู่เจี๋ยคาดไม่ถึงคือ หลังจากเฉินเซี่ยงซัดฝ่ามือมาหนึ่งฝ่ามือแล้ว เขายังคงซัดฝ่ามือออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีที่สอ้นสุด ทั้งยังใช้ออกด้วยหมัดหัวพยัคฆ์ทองคำที่รวดเร็วไม่ต่างจากเมื่อครู่

ด้วยแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องทำให้อิฐในลานประลองเริ่มพังทะลาย ส่วนอิฐที่อยู่บริเวณรอบกายลู่เจี๋ยกลับถูกป่นกลายเป็นผงเพราะการจู่โจมอย่างต่อเนื่องของเฉินเซี่ยง

“ทักษะลอบกัดของเจ้ามันใช้ไม่ได้อีกแล้ว เจ้ายังมีไม้เด็ดอีกมั้ย? ความแข็งแกร่งของทั้งสามธาตุในเส้นโลหิตของเจ้าหายไปไหน หรือพวกมันไร้ค่าไปแล้ว” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างเย็นชาขณะที่ฝ่ามือของเขายังกระหน่ำซัดเข้าใส่ปราณคุ้มกายของลู่เจี๋ยโดยไม่มีท่าทีว่าจะช้าลง ทำให้ปราณคุ้มกายของมันอ่อนกำลังลงยิ่งขึ้น

ตอนนี้เฉินเซี่ยงใช้ปราณจักรวาลที่เกิดจากการผสานธาตุทั้งห้าของเขา ซึ่งเป็นปราณที่แข็งแกร่งที่สุดของเฉินเซี่ยงและมันทำให้เขาเทียบได้กับระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริง ยิ่งเฉินเซี่ยงใช้ปราณจักรวาลด้วยทักษะฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ มันยิ่งทำให้ฝ่ามือของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น

คนที่ดูอยู่รอบๆต่างแข็งค้าง หนึ่งในคนเหล่านั้นย่อมเคยเป็นสักขีพยานการต่อสู้ของเฉินเซี่ยง ทุกๆครั้งที่พวกเขาเห็นการต่อสู้ของเฉินเซี่ยงมันก็ทำให้พวกเขาแข็งค้างทุกครั้งไป พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเซี่ยงถึงปลดปล่อยฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง หรือปราณของเฉินเซี่ยงไม่มีวันหมด? ขนาดนักสู้ระดับ 7 ขอบเขตนักสู้แท้จริงที่ได้เป็นสักขีพยานในครั้งนี้ยังรู้สึกอาย ปราณอันจำนวนมหาศาลเช่นนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง หากเป็นคนอื่นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะซัดฝ่ามือเช่นนั้นเป็นร้อยฝ่ามือทั้งที่ลมหายใจยังคงที่อย่างที่สุด ทั้งยังไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อย

ปราณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงไหลบ่าออกมาจากตันเถียนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกถ่ายออกทางฝ่ามือของเขา ลู่เจี๋ยรู้สึกโศกเศร้า ยามนี้มันกระอักโลหิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วร่างของมึนชาจากแรงกระแทก แม้มันจะมีปราณอยู่สามชนิดภายในเส้นโลหิตวิญญาณของมัน แต่มันไม่ได้ฝึกฝนปราณทั้งสามชนิดอย่างสม่ำเสมอและไม่สามารถผสานปราณได้เหมือนเฉินเซี่ยง ดังนั้น มันจึงสามารถใช้ปราณได้เพียงครั้งหนึ่งชนิดทำให้มันไม่สามารถเทียบเคียงเฉินเซี่ยงได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงทักษะปราณของมันยังไม่ดีเท่าเฉินเซี่ยง

แต่เดิม มันเชื่อว่าหลังจากที่มันได้เรียนรู้ทักษะภูติพรายแล้วมันจะสามารถเพิกเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างได้ เหล่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามันมากมายล้วนพ่ายแพ้แก่มันด้วยการลอบจู่โจม ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามโดนกระบวนท่าของมัน ฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่สามารถปกป้องกันใดๆได้ทำให้พวกเขาถูกสังหารลงไปในที่สุด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเซี่ยง กระบวนท่าอันแสนภาคภูมิใจของมันกลับไร้ค่า

กายปีศาจอมตะระดับ 5 และปราณจักรวาลอันมหาศาลทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับว่าเขาไม่เคยทรงพลังขนาดนี้มาก่อน โลหิตของเฉินเซี่ยงเดือดพล่าน เขาคำรามอย่างบ้าคลั่งเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ภายในร่างกายของเขาออกมา

อิฐจำนวนมากภายในลานประลองกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงสั่นสะเทือนของฝ่ามือสะเทือนสวรรค์ ปราณสีเทาที่คุ้มกายลู่เจี๋ยได้สลายไปนานแล้ว ลู่เจี๋ยกระอักโลหิตในขณะที่มันต้องการจะพูด ส่วนฝ่ามือของเฉินเซี่ยงแปรเปลี่ยนไปเป็นหมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวกระหน่ำเข้าใส่ลู่เจี๋ยราวกับห่าฝน ผ่านไปชั่วพริบตาทั่วร่างของลู่เจี๋ยตั้งแต่หัวจรดเท้าก็ถูกกระหน่ำด้วยหมัดสีทองที่เต็มไปด้วยเจตนาสังหาร

หมัดของเฉินเซี่ยงแต่ละหมัดแฝงด้วยแรงดึงดูดทำให้ร่างของลู่เจี๋ยไม่สามารถปลิวออกไปเพราะแรงจู่โจมของเขาได้ จนทำให้ลู่เจี๋ยถูกหมัดศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง

“พวกเราควรหยุดเขาหรือเปล่า?” หวู่ไคหมิงกล่าวถามพลางยืนอยู่บนหอคอยแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป

กู่ตงเฉินส่ายหัวพลางกล่าว “ไม่จำเป็น ปล่อยให้เขาจัดการเองเถอะ ในช่วงห้าวันนี้เขาก้าวหน้าไปอย่างมากจนสามารถจัดการลู่เจี๋ยได้อย่างง่ายดาย!”

หวู่ไคหมิงพยักหน้า

“ทุกๆคนที่ถูกลู่เจี๋ยท้าทายต่างพ่ายแพ้อย่างลึกลับ พวกเขาต่างไม่ทราบถึงกระบวนท่าของลู่เจี๋ย แต่กลับถูกมันจู่โจมจุดสำคัญภายในพริบตา! เจ้าลู่เจี๋ยมันหายไปกว่าสามสิบปี แต่เมื่อข้าไปถามมันมันก็อธิบายอย่างคลุมเครือ แค่ปรายตามองก็รู้แล้วว่ามันปิดบังบางอย่างไว้” หวู่ไคหมิงกล่าว

“มันใช้ทักษะภูติพราย แต่ร่างกายของอาจารย์อาแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าทำให้เขาต้านทานทักษะภูติพรายได้” กู่ตงเฉินกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมพลางจ้องมองลู่เจี๋ยจากไกลๆ

หวู่ไคหมิงประหลาดใจไปชั่วครู่ก่อนจะอุทานขึ้น “ท่านประมุข ประสบการณ์และสายตาของท่านช่างยอดเยี่ยมนัก ขนาดตัวข้ายังคาดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นทักษะภูติพราย ทักษะที่น่าเกรงขามเช่นนี้…ใครก็ตามที่ฝึกฝนมันย่อมสูญเสียความเป็นมนุษย์และกลายเป็นปีศาจในที่สุด”

กู่ตงเฉินถอนหายใจยาวพลางกล่าว “ลู่เจี๋ยต้องมาจากเผ่าปีศาจหยางแน่ มีแค่เผ่าปีศาจหยางเท่านั้นที่จะมีทักษะวิชาเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น นักสู้ต้องสละหลายสิ่งเพื่อบ่มเพาะมัน นั่นจึงเป็นเหตุผลให้พวกเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป”

ด้วยเหตุผลเช่นนั้นกู่ตงเฉินถึงไม่ห้ามเฉินเซี่ยง ลู่เจี๋ยคือคนที่กลับมาจากนิกายฝ่ายปีศาจและจุดประสงค์ที่มันกลับมานิกายยอดนักสู้ในครั้งนี้ย่อมคาดเดาได้ ดังนั้น กู่ตงเฉินจึงไม่อ่อนโยนกับบุคคลเช่นนี้ จนถึงยามนี้ กู่ตงเฉินยังคงครุ่นคิดถึงดินแดนลี้ลับทางใต้ หลายปีมาแล้วที่เขาไม่เคยประสบกับความอัปยศเช่นนี้ เขาถูกนิกายฝ่ายปีศาจแหกตาทั้งยังเกือบส่งศิษย์ของตนไปตาย

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆกู่ตงเฉินก็กำหมัดแน่น “ศิษย์น้อง รอจนกว่าศิษย์น้องหญิงจะกลับมา…เมื่อนั้นพวกเราจะเริ่มโจมตีนิกายฝ่ายปีศาจ… ก่อนภัยพิบัติครั้งใหญ่จะมาถึง พวกเราต้องมั่นใจว่าเราถอนรากถอนโคนนิกายฝ่ายปีศาจหมดแล้ว!”……………………………..



Chapter 271 – งานชุมนุมแห่งเถาหยวน

ร่างกายอันปูดบวมของลู่เจี๋ยนอนแผ่อยู่บนพื้นเพียงแต่มันยังไม่ตาย มันจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยสายราวกับกำลังกล่าวว่ามันอยากสังหารเฉินเซี่ยง แต่ตอนนี้มันไม่หลงเหลือความแข็งแกร่งใดๆแล้ว

เฉินเซี่ยงเหยียบลงบนเข่าของมันอย่างรุนแรงจนหักก่อนที่มันจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาอีกครั้ง

“เจ้าชอบบังคับให้คนอื่นคุกเข่าไม่ใช่หรอ? ข้าจะทำให้เข่าของเจ้าไม่อาจคุกเข่าได้อีกต่อไป” ขณะเฉินเซี่ยงกล่าวก่อนจะหักหัวเข่าของลู่เจี๋ยอีกข้าง เหล่าคนที่ดูอยู่ต่างรู้สึกเสียวแปร้บที่หนังหัวเมื่อได้เป็นสักขีพยานกับการกระทำที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ เหล่าศิษย์แท้จริงที่ติดตามลู่เจี๋ยต่างถอยหนีไปไกล ก่อนหน้านี้ไม่นานหยิงฉี่ก็ถูกเฉินเซี่ยงซัดปลิวไปแล้ว และในตอนนี้พวกมันล้วนไม่อยากเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องรับหมัดของเฉินเซี่ยงไปอีกคน

“เฉินเซี่ยง…ไอ้บัดซบ แกต้องไม่ได้ตายดีแน่…อย่าคิดว่าแกจะฆ่าข้าได้! ข้าจะบอกอะไรให้นะ เหล่าผู้อาวุโสและประมุขต่างมองข้าในดี… เส้นโลหิตของข้าก็มีธาตุถึงสามชนิด และพรสวรรค์ของข้าก็…..”

ก่อนที่มันจะกล่าวจบเฉินเซี่ยงพลันหัวเราะขึ้นก่อนจะนำเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาแล้วจ่อไปที่คอของมันก่อนจะแยกหัวของมันออกจากร่าง ทุกคนที่เห็นต่างสั่นสะท้านจนขนทั่วร่างลุกชูชัน ลู่เจี๋ยคือหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์ พวกเขาต่างรู้ว่าหากศิษย์นิกายเช่นนี้ถูกสังหาร…ประมุขนิกายย่อมคลั่งแน่

แต่แล้วยังไง? เฉินเซี่ยงสามารถสังหารมันได้ ซึ่งชัดเจนว่าเฉินเซี่ยงมีพรสวรรค์มากกว่ามัน เช่นนั้นแล้ว นิกายยอดนักสู้จะทำให้เฉินเซี่ยงพิการไปเพื่ออะไร? เป็นไปไม่ได้… ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าทั้งสองได้ต่อสู้เป็นตาย ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถคัดค้านการกระทำของเฉินเซี่ยงได้

หวินเสี่ยวเตาและคนอื่นๆต่างรู้สึกว่าพวกตนใช้ชีวิตราวกับสุนัขในหลายๆปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้พวกเขามีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับเฉินเซี่ยง แต่ตอนนี้ ความต่างระหว่างพวกเขากับเฉินเซี่ยงราวกับพิภพและสวรรค์

เมื่อคิดได้เช่นนั้น พวกเขาต่างกลับไปยังลานประลองราชาอย่างเร่งรีบเพื่อเริ่มการบ่มเพาะอย่างหนัก

เฉินเซี่ยงเผาซากศพของลู่เจี๋ยจนกลายเป็นเถ้าถ่าน เขาสัมผัสได้แล้วว่ากู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงกำลังมองจากที่ไกลๆ แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้ห้าม ย่อมเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขายอมรับการกระทำของเฉินเซี่ยง

“อาจารย์อา ร่างกายของท่านช่างแข็งแกร่งนัก! แค่พลังทางกายภาพของท่านก็สามารถทุบตีนักสู้ระดับ 4 ขอบเขตนักสู้แท้จริงให้ลงไปกองกับพื้นได้แล้ว!” กู่ตงเฉินอุทานขึ้น

“แน่นอน อาจารย์อาของเจ้าประสบกับความยากลำบากมากมายในเรื่องนี้ และข้าจะบอกความจริงให้พวกเจ้าฟัง ตอนนี้ร่างกายของข้าอยู่ที่กายปีศาจอมตะระดับ 5 แล้ว!” เฉินเซี่ยงนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ต่อหน้าศิษย์หลานของเขาแล้วเขาย่อมต้องทำตัวให้น่าเกรงขามเพื่อพวกเขาจะได้ไม่ดูถูก

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง แก้วชาที่อยู่ในมือของกู่ตงเฉินก็เกือบจะหลุดแตก เขาจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความสงสัยซึ่ง หวู่ไคหมิงเองก็ไม่ต่างกัน ดวงตาอันเบิกกว้างของทั้งสองต่างจับจ้องไปยังเฉินเซี่ยง

กู่ตงเฉินทำได้เพียงถอนหายใจ อาจารย์ของพวกเขายังไม่มีพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวอย่างเฉินเซี่ยงเลย

“ว่าแต่ สาวน้อยหายไปไหนแล้ว? ข้าคิดถึงนางมากเลย” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม ผู้อาวุโสเม็ดยาไม่ได้ปรากฏตัวนานแล้วทำให้เฉินเซี่ยงคิดถึงนางเป็นอย่างมาก

“ศิษย์น้องหญิงมักจะออกไปเก็บตัวบ่มเพาะอยู่บ่อยๆ ทั้งสถานที่ที่นางไปยังไม่แน่ไม่นอน หลายๆคนย่อมทราบถึงเรื่องนี้ดี” กู่ตงเฉินกล่าวตอบ

หวู่ไคหมิงกล่าว “อาจารย์อา ท่านพบอะไรที่ต่างไปจากเดิมหรือเปล่า?”

เฉินเซี่ยงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่ายหัวพลางกล่าว “อะไรหรอ? ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดูต่างออกไปหนิ”

“มีศิษย์แท้จริงจำนวนไม่มากนักไปยังดันเซี่ยงเถาหยวน” กู่ตงเฉินยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว “ทำไมพวกเขาถึงไปที่ดันเซี่ยงเถาหยวน?”

“เมืองเถาหยวนกำลังจะจัดเตรียม ‘งานชุมนุมแห่งเถาหยวน’ ที่กำลังจะจัดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งร้อยปี ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสามเดือน แต่ยังไงซะตอนนี้ที่เมืองก็เริ่มคึกคักมากแล้ว เมื่อยามที่งามชุมนุมเริ่มขึ้น ข้า…ท่านประมุขและประมุขของนิกายอื่นๆก็จะไปที่นั่นด้วย” หวู่ไคหมิงกล่าว

เฉินเซี่ยงเคยได้ยินเรื่องงามชุมนุมมาแล้วและช่วงท้ายของงานชุมนุมจะเป็นการแข่งขันการปรุงยาซึ่งจะนำนักปรุงยาจำนวนมากทั่วทั้งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มารวมตัวกัน การแข่งปรุงยาที่จัดขึ้นแตกต่างจากที่เฉินเซี่ยงเคยพบหรือเข้าร่วมมาทั้งหมด เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ค่อนข้างใหญ่และมีนักปรุงยาที่มีเชื่อเสียงมากมายมาเข้าร่วม

“ท่านก็เป็นนักปรุงยาคนหนึ่งและท่านควรจะไปดูสักหน่อยนะ งั้น…ไปกับพวกข้าเป็นไง?” กู่ตงเฉินกล่าวถาม

“แน่นอนว่าข้าไป… แต่ข้าจะไปตอนนี้!” เฉินเซี่ยงกล่าว ตอนนี้มีคนจำนวนมากอยู่ที่เมืองดันเซี่ยงและที่นั้นย่อมมีการประมูลขนาดใหญ่จัดขึ้น ซึ่งนี่นับเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการรวบรวมสมุนไพรล้ำค่า

“ท่านไปคนเดียวจะเป็นอันตรายจนเกินไป ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีนิกายฝ่ายธรรมะที่จับตามองท่าน แต่นิกายฝ่ายปีศาจหลักทั้งห้าย่อมต้องการสังหารท่าน” กู่ตงเฉินกล่าวด้วยความกังวล

“ข้าไม่กลัวพวกมันหรอก!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ หากเขาไปคนเดียวย่อมไปถึงที่นั่นได้เร็ว

ส่วนกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มพลางกล่าว “มีบางคนอยู่ที่นี่”

เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว เขาได้ยินเพียงหลงเสวี่ยหัวเราะคิกคักพลางกล่าว “เป็นพี่เมิ่งเอ๋อของเจ้า นางอยู่ข้างนอกดินแดนลี้ลับแห่งนี้”

หวู่ไคหมิงรีบออกไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อเข้ามาภายในดินแดนลี้ลับ เฉินเซี่ยงก็ยังคงหน้าด้านอยู่ต่อเพราะเขาอยากรู้ว่านางมาที่นิกายยอดนักสู้ทำไม

หลิวเมิ่งเอ๋อสวมใส่ชุดกระโปรงสีขาว ผมยาวสลวยของนางพาดลงมาที่บ่า ใบหน้าขาวนวลเปี่ยมด้วยความเย็นชา สง่างาม เย่อหยิ่ง และสูงส่งชวนหลงไหล เมื่อได้ยลความงดงามอันไร้เปรียบของสตรีนางนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอัศจรรย์ใจ น้อยครั้งนักที่เฉินเซี่ยงจะได้เห็นนางในลักษณะนี้

เมื่อนางเห็นเฉินเซี่ยงนางพลันแอบประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางได้เห็นเฉินเซี่ยงนั่งไขว้ขาอย่างหยาบคายโดยที่หวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินไม่ได้กล่าวอะไรสักคำ มันทำให้นางสงสัยอย่างที่สุดเพราะนางสังเกตุได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงกับสองผู้ยิ่งใหญ่นี้ไม่ธรรมดา ถึงแม้ตัวนางเองจะไม่ต่างกันก็เถอะ

หวู่ไคหมิงส่งสายตาให้เฉินเซี่ยงก่อนที่เฉินเซี่ยงจะรีบลุกขึ้นแล้วคารวะหลิวเมิ่งเอ๋อ เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเซี่ยง นางได้แต่แอบหัวเราะอยู่ในใจและพึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่นางอยู่กับเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงไม่เคยสุภาพกับนางเลย

เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกหดหู่ เขามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคนนี้ เพียงแต่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่มีอะไร

“จักรพรรดินีหลิว… ท่านมาหาศิษย์น้องหญิงรึ?” หวู่ไคหมิงกล่าวถามพลางยิ้ม ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่เลว มิเช่นนั้นกู่ตงเฉินคงไม่กล่าวทำนองนี้

“ผู้อาวุโสเม็ดยาไม่อยู่ที่นี่หรอกหรือ?” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถาม

“นางไม่อยู่ที่นี่แล้ว” หวู่ไคหมิงถอนหายใจ

หลิวเมิ่งเอ๋อผิดหวังเล็กน้อย “ข้ามาพบนางเพื่อจะเดินทางไปยังดันเซี่ยงเถาหยวนพร้อมกัน ข้าต้องการให้นางช่วยเหลือข้าในการเลือกสมุนไพรบางอย่าง ช่างน่าเสียดายนัก…”

ดวงตาของเฉินเซี่ยงเปล่งประกายพลางเร่งถามขึ้น “ผู้อาวุโสหลิว เด็กน้อยผู้นี้ก็จะไปดันเซี่ยงเถาหยวนเช่นกัน ท่านประมุขและคนอื่นๆไม่เชื่อใจให้ข้าเดินทางไปคนเดียว ไม่ทราบว่า…ข้าพอจะติดสอยห้อยตามท่านไปด้วยได้หรือไม่? ส่วนเรื่องสมุนไพรวิญญาณ ข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง”

เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะได้เดินทางไปพร้อมกับอันธพาลน้อยอย่างเฉินเซี่ยง นั่นทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกขัดแย้งในใจ นางปราถนาที่จะเดินทางไปกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก แต่นางก็กลัวว่าเฉินเซี่ยงจะเอาเปรียบนางโดยเฉพาะเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง

“แม่นางหลิว… เจ้าเด็กบ้านี่เป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย อีกอย่าง เขาเองก็ร้อนรนจะไปดันเซี่ยงเถาหยวน แต่หากเขาไปเพียงลำพัง…พวกข้าย่อมไม่อาจวางใจเพราะระยะทางมันช่างไกลนัก” หวู่ไคหมิงกล่าว

หลิวเมิ่งเอ๋อแอบก่นด่าเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้ที่เฉินเซี่ยงไปหานางที่จักรวรรดิเฉินปิงเทียน เขาก็ปลอดภัยจนไม่รู้จะปลอดภัยอะไรอีกแล้ว

เมืองดันซี่ยงแห่งดันเซี่ยงเถาหยวนนั้นค่อนข้างไกล หากเดินทางทางภาคพื้นย่อมเป็นไปได้มากว่าจะถูกซุ่มโจมตีทำให้นางเป็นห่วงเฉินเซี่ยง เมื่อนางพยักหน้าเป็นการตกลง…เฉินเซี่ยงจึงแอบลิงโลดอยู่ในใจ………………………………………



Chapter 272 – การปรากฏขึ้นอีกครั้งของจิตวิญญาณเพลิง

เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของเฉินเซี่ยง หลิวเมิ่งเอ๋อได้แต่แอบแค่นเสียงอยู่ในใจ

“ไปกันเถอะ” เฉินเซี่ยงกล่าว ความรู้สึกเช่นพิธีการแบบนี้ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

“ศิษย์พี่หลิว รบกวนท่านดูแลเจ้าเด็กบ้านี่ด้วย” กู่ตงเฉินยิ้มพลางกล่าวขณะที่ลูบหัวเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าหลิวเมิ่งเอ๋อจะอายุเยอะกว่ากู่ตงเฉิน นางยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “พวกเจ้าทั้งสองวางใจได้”

เฉินเซี่ยงตามหลิวเมิ่งเอ๋อออกไปนอกนิกายยอดนักสู้ ตอนนี้เขานั่งอุปกรณ์บินขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายดอกบัวที่นางเป็นคนสร้างขึ้นเอง เมื่อทั้งสองเคลื่อนออกจากนิกายยอดนักสู้จนทิวทัศน์ของนิกายกลายเป็นจุดเล็กๆแล้วเฉินเซี่ยงก็นอนลงพลางครวญครางอย่างพึงพอใจ “อืม…สบายดีจริงๆ!”

“เจ้าอันธพาลน้อย ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเจ้ากับกู่ตงเฉินและคนอื่นๆจะดีมากเลยนะ!” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวชวนทะเลาะก่อนจะหยิกแขนเฉินเซี่ยง เพราะเขานอนบนอุปกรณ์บินของนางอย่างสบายจนเกินไป

“แน่นอน… ความสัมพันธ์ของสองเราก็ดีมากๆเหมือนกันไม่ใช่หรอ?” เฉินเซี่ยงทอดตัวนอนบนอุปกรณ์บินของนางพลางแหงนมองท้องฟ้า “พี่เมิ่งเอ๋อ ขอบคุณมากนะที่ช่วยสกัดกลั่นร่างกายของข้า ข้าฆ่าไอ้หมอนั่นได้ง่ายๆเลย!”

เมื่อได้เห็นเฉินเซี่ยงสูดกลิ่นกายอันหอมหวลของนางทำให้ใบหน้านางแดงระเรื่อ “เจ้าอันธพาลน้อย คนที่เจ้าสังหารแข็งแกร่งมากเลยหรอ? ไหนบอกข้าทีซิ”

เฉินเซี่ยงบอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเขากับลู่เจี๋ยให้นางฟังทำให้นางประหลาดใจเป็นอย่างมาก

“คนผู้นั้นใช้ทักษะภูติพรายจริงๆด้วย ตามที่บิดามารดาได้บอกข้า…ใครก็ตามที่บ่มเพาะทักษะภูมิพรายจะกลายเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะ นอกจากนี้ ยังมีเพียงเผ่าปีศาจหยางเท่านั้นที่มีทักษะเช่นนี้ แต่แม้จะเป็นเผ่าปีหยางเอง…การบ่มเพาะทักษะภูติพรายยังถือเป็นสิ่งต้องห้าม!” ท่าทางของนางแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน

เมื่อนางได้ฟังเฉินเซี่ยงอธิบายหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลลู่ นางจึงกล่าวด้วยความมั่นใจ “ตระกูลลู่ต้องร่วมมือกับเผ่าปีศาจหยางแน่ ข้าคาดไม่ถึงจริงๆว่าคนที่อันตรายขนาดนั้นจะซ่อนตัวอยู่ในนิกายยอดนักสู้”

“แต่สุดท้ายข้าก็สังหารมันได้!” เฉินเซี่ยงกล่าวพลางยิ้มกว้าง

นางเชื่ออยู่เสมอว่าเฉินเซี่ยงเป็นคนฉลาดและโชคดี แต่การที่เขาสามารถสังหารนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้นั้น มันยังคงเป็นเรื่องน่าสงสัยสำหรับนางในตอนนี้

“นี่เจ้าสังหารคนผู้นั้นด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าจริงๆหรอ? ตามข่าวลือเท่าที่ข้าจำได้ ดูเหมือนตอนนั้นเจ้ายังไม่บรรลุระดับ 5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงด้วยซ้ำ!” นางกล่าว

“จงเชื่อในสิ่งที่ท่านอยากเชื่อเถอะ!” เฉินเซี่ยงไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ให้นางฟัง เพราะตอนนั้นเฉินเซี่ยงใช้ความแข็งแกร่งของหลงเสวี่ยอี๋… เขาหัวเราะซุกซนพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านก็ควรจะนอนเหมือนกันนะ ดูสิ…ยังเหลือที่ว่างอีกเพียบเลย!”

นางเบ้ปากพลางกล่าวอย่างนุ่มนวล “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าจับเจ้าโยนลงไปหรอ!”

เฉินเซี่ยงหยิบเอาหมอนหยกออกมาหนึ่งใบก่อนจะสอดไว้ใต้ศีรษะ ท่าทางของเฉินเซี่ยงดูมีความสุขเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงบิดแขนเฉินเซี่ยงอีกครั้งทำให้เฉินเซี่ยงกล่าวถามออกมาในทันที

“พี่เมิ่งเอ๋อ เรื่องศึกษารูปแบบวิญญาณที่ข้าให้ท่านไปเป็นยังไงบ้าง? แล้วท่านจะเริ่มสอนข้าสกัดกลั่นอุปกรณ์ได้เมื่อไหร่!”

“บอกตามตรงเลยนะ ข้าไม่มีเงื่อนงำอะไรเลย! รูปแบบวิญญาณพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าคุ้นเคย อีกอย่างมันก็มีจำนวนมากด้วย! หากข้ารู้เพียงลักษณะเฉพาะของพวกมัน ข้าย่อมวิเคราะห์การผสานของมันได้ เช่นนั้นแล้ว ข้าจะสามารถผสานเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของพวกมันและปลดปล่อยพลังของพวกมันออกมาได้ มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากๆ” นางกล่าวตอบ

อุปกรณ์บินชิ้นนี้ทำมาจากหยกขาว ถึงแม้ความเร็วของมันจะไม่มากนัก แต่มันสามารถบินในระดับที่สูงมากๆได้

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านพอจะช่วยสร้างอุปกรณ์บินแบบนี้ให้ข้าสักอันจะได้มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม หากเขามีของแบบนี้สักชิ้น เขาย่อมมีสถานที่พักผ่อนสบายๆได้ในอนาคตหากเขาต้องเดินทางไกลๆ

“นี่คืออุปกรณ์ชั้นยอดและไม่ง่ายที่จะสร้าง ยิ่งวัตถุดิบที่ใช้ยังหาได้ยากมาก รอจนกว่าข้ารวบรวมวัตถุดิบที่เหมาะสมก่อนแล้วข้าจะช่วยเจ้าสกัดกลั่นมันสักชิ้น! แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งยู่หลานและเซี่ยนเซี่ยนก็สำคัญ เซี่ยนเซี่ยนเองก็ชอบรบเร้าข้าให้สร้างอุปกรณ์บินแบบนี้ให้นางเหมือนกัน ข้าเองก็ไม่อาจลำเอียงได้เหมือนเจ้า เพราะฉะนั้น ข้าก็จะให้ยู่หลานด้วย” นางลูบผมของนางพลางกล่าวอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นท่วงท่าอันงดงามจับจิตเช่นนั้น เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกตาพร่ามัว

“อุปกรณ์ชั้นยอด ราคาของมันต้องสูงเอามากๆแน่…เห้อ! ดูเหมือนประมุขเองก็ถูกท่านขูดเลือดขูดเนื้อเหมือนกันนะ” เฉินเซี่ยงถอนกล่าว อุปกรณ์ชั้นยอดนั้นมีไม่มากนัก การสกัดกลั่นมันก็ทำได้ยากทั้งวัตถุดิบที่ใช้ก็หาได้ยาก และที่สำคัญ…มีคนเพียงหยิบมือที่สกัดกลั่นมันได้

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านก็จะคิดราคาผลึกศิลากับข้าเหมือนกันหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง เพราะยังไงซะตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้เริ่มสกัดกลั่น” นางยืนขึ้นแล้วมองไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างออกไป

“นั่น!!” นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจขณะที่นางจ้องมอง

เฉินเซี่ยงเองก็ยืนขึ้น เมื่อเห็นทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้า เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย ทะเลทรายกลุ่มนั้นอยู่ระหว่างทางไปเมื่องดันเซี่ยง เฉินเซี่ยงเองก็เคยเดินทางด้วยเส้นทางนี้ แต่เขาจำไม่ได้ว่ามีทะเลทรายพวกนี้อยู่

ทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้าของทั้งสองปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันร้อนระอุ หากมองจากที่ไกลๆ ดูเหมือนอากาศรอบๆทะเลทรายจะบิดเบี้ยวอยู่เล็กน้อย ทันใดนั้น ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงพลันสัมผัสได้ถึงตัวตนของบางอย่าง

“ข้าใช้เส้นทางนี้นับครั้งไม่ถ้วน และทรายพวกนี้ก็ไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อนอย่างแน่นอน แต่จู่ๆตอนนี้มันกลับปรากฏมาจากไหนไม่รู้” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ

เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกว่ามันแปลกอย่างบอกไม่ถูก “เราไปดูกันหน่อยดีมั้ย? ด้วยความแข็งแกร่งของท่านแล้ว ข้าคิดว่าไม่ควรมีอะไรจะต้องกลัว”

นางพยักหน้าก่อนอุปกรณ์บินจะพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง เฉินเซี่ยงนอนลงบนอุปกรณ์บินอีกครั้งในขณะที่นางยืนอยู่ที่ขอบของอุปกรณ์บินพลางจ้องมองทะเลทรายขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เมื่อเห็นเรือนร่างอันงามสง่า..มันทำให้เฉินเซี่ยงอยากเข้าไปกอดนางทางด้านหลัง แล้วบรรจงจูบลงไปที่แก้มของนาง…

ขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังล่องลอยกับจิตนาการ ร่างกายของเขาพลันแผ่ไอร้อนออกมาเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นยอดเยี่ยม ทำให้ไม่นานนางก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากท้องของเจ้าอันธพาลน้อยที่อยู่ด้านหลังนาง

เมื่อนางหันกลับมา นางเห็นเฉินเซี่ยงจ้องมองนางด้วยสายตาที่ชั่วร้ายทำให้นางทั้งอายทั้งโกรธเป็นอย่างมาก นางจ้องเฉินเซี่ยงตาเขม็งพลางกล่าวชวนทะเลาะ “เจ้าอันธพาลน้อย เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”

เฉินเซี่ยงคิดไม่ถึงว่าประสาทสัมผัสของนางจะแข็งแกร่งขนาดนี้ นางถึงกับล่วงรู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังคิดอะไรอยู่ เฉินเซี่ยงพยายามฝืนยิ้มพลางกล่าว “ไม่มีอะไร ข้าแค่นึกถึงความทรงจำอันแสนสุขในอดีต….”

ในที่สุดอุปกรณ์บินก็มาถึงตำแหน่งเหนือทะเลทราย เฉินเซี่ยงที่แต่เดิมนอนอยู่ก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้ พลังที่อยู่ในร่างกายของเขาสั่นสะไหวเล็กน้อยซึ่งมันเป็นการสั่นของจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ และตอนนี้เฉินเซี่ยงก็มีความรู้สึกแปลกๆ มันเป็นอะไรที่เขาก็ไม่อาจอธิบายได้

“มีสัญญาณของจิตวิญญาณเพลิง จิตวิญญาณเพลิงกำลังจะถือกำเนิด!” หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ

เฉินเซี่ยงแข็งค้างไปชั่วครู่ ความรู้สึกแปลกๆที่อยู่ภายในร่างกายของเขาดูราวกับมันจะบอกให้เฉินเซี่ยงไปหาจิตวิญญาณเพลิง เขาคาดไม่ถึงว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์จะใช้งานแบบนี้ได้ด้วย มันสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของจิตวิญญาณเพลิง

หลิวเมิ่งเอ๋อพบว่าท่าทางของเฉินเซี่ยงแปลกไปเล็กน้อย นางจึงเร่งกล่าวถาม “อันธพาลน้อย เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”

เฉินเซี่ยงชี้ไปยังที่ที่นึงก่อนจะตะโกนขึ้น “พี่เมิ่งเอ๋อบินไปตรงนั้น พวกเขาจะไปหาของดีกัน”

“ของดีอะไร? นั่นมันฝั่งทางเหนือนะ ที่นั่นมันหนาวมาก” ถึงนางจะกล่าวแบบนั้น แต่นางยังคงควบคุมอุปกรณ์บินมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เฉินเซี่ยงชี้บอก

เฉินเซี่ยงส่ายหัว “ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะใช่สิ่งที่ข้าคิดหรือเปล่า”…………………………….




Chapter 273 – ทุกข์ทรมาน

การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณเพลิงนั้นนับว่าหาได้ยากเป็นอย่างมาก ทั่วทั้งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มีเพียงเฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนเท่านั้นที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิง ส่วนผู้อาวุโสเม็ดยา…แม้นางจะครอบครองแต่นางได้มันมาจากโลกจันทราม่วง ซึ่งจิตวิญญาณเพลิงดวงนั้นไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ แต่ถึงแม้จิตวิญญาณเพลิงของเฉินเซี่ยงจะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ แต่เขาก็ได้รับมันจากสัตว์เพลิงโบราณที่อยู่ที่นี่…

หากจะกล่าว มีเพียงจิตวิญญาณเพลิงดาราฟ้าของวู๋เชียนเชียนเท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่โดยแท้จริง

ตามที่หลงเสวี่ยอี๋และซูเหม่ยเหยาได้กล่าวไว้ ในแต่ละแผ่นดินใหญ่…แม้จิตวิญญาณเพลิงจะหายาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี ปกติแล้วพวกมันจะถูกซ่อนเอาไว้ แต่ถึงแม้บางคนจะมีจิตวิญญาณเพลิงในครอบครอง บางที…พวกเขาอาจจะไม่เคยใช้มันเลยตลอดชีวิตก็ได้ เพราะยังมีจิตวิญญาณเพลิงบางชนิดที่จะแผดเผาผู้ใช้จนตาย

เฉินเซี่ยงแอบตื่นเต้นอยู่ในใจเพราะอีกไม่นานเขาก็จะพบกับจิตวิญญาณเพลิงที่ถือกำเนิดเองขึ้นตามธรรมชาติ

บุคคลที่ทรงพลังเช่นหลิวเมิ่งเอ๋อก็ยังไม่มีจิตวิญญาณเพลิง ซึ่งชัดเจนว่าจิตวิญญาณเพลิงนั้นหายากขนาดไหน

“มันคือจิตวิญญาณเพลิงอะไร? ทำไมมันถึงสามารถเปลี่ยนผืนดินให้กลายเป็นทรายได้” เฉินเซี่ยงกล่าวหลงเสวี่ยอี๋

“ข้าก็ไม่รู้ พูดง่ายๆว่ามันน่าพิศวงมาก อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ด้อยไปกว่าจิตวิญญาณเพลิงฟ้า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว นางก็กำลังรอคอยมันเช่นกัน

หนึ่งวันผ่านไป… อุปกรณ์บินของหลิวเมิ่งเอ๋อยังคงลอยอยู่เหนือทะเลทรายอันร้อนระอุตลอดเวลา ยิ่งทั้งสองบินไปยังทิศทางที่เฉินเซี่ยงบอกไกลมากเท่าไหร่ หลิวเมิ่งเอ๋อก็ยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้นเท่านั้น

“พวกเรากำลังออกห่างเมืองดันเซี่ยงเรื่อยๆแล้วนะ ไอ้ของที่เจ้าว่ามันคืออะไรกัน?” นางกล่าวถามพลางหน้ามุ่ย นางกล่าวถามเฉินเซี่ยงหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ตอบนาง

“รอก่อน เดี๋ยวข้าจะบอกท่านทีหลัง แต่ที่แน่ๆ…มันคือของดี” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

ทันใดนั้น ฉากที่แปลกตาเอามากๆพลันปรากฏขึ้น ทะเลทรายอันร้อนระอุเชื่อมต่อกับแผ่นดินอันหนาวเหน็บและปกคลุมไปด้วยหิมะ

หลิวเมิ่งเอ๋อทราบมานานแล้วว่ามีบางอย่างที่แปลกมากๆที่นี่ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นฉากที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า นางเริ่มเชื่อคำพูดของเฉินเซี่ยงเพราะมีบางสิ่งแปลกๆและสิ่งนั้นต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างจนทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นดังที่ปรากฏอยู่ตอนนี้

ทะเลทรายอันร้อนระอุและผืนดินที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ ทั้งสองแผ่นดินแยกออกจากกันด้วยเส้นแบ่งบางๆ หลิวเมิ่งเอ๋อร่อนลงไปยังเส้นแบ่งของทั้งสองแผ่นดินพลางกล่าวถาม “นี่มันแปลกจริงๆ ความเย็นแบบไหนกันที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้?”

เฉินเซี่ยงยืนอยู่บนเส้นแบ่งของทะเลทรายอันร้อนระอุและแผ่นดินอันหนาวเหน็บ ทั้งเขาและนางเดินไปตามเส้นแบ่งไปตามความรู้สึกที่เขาได้รับภายในร่างกาย เพราะเฉินเซี่ยงเชื่อความรู้สึกที่ได้จากจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์

“อีกไม่นานพวกเราก็จะถึงแล้ว!” เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างตื่นเต้น หลิวเมิ่งเอ๋อไม่ทราบว่ามันคืออะไร นางได้แต่แอบสงสัยและคาดหวังในเวลาเดียวกัน

จู่ๆเฉินเซี่ยงก็หยุดเดินแล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ข้างล่างนี่แหละ พี่เมิ่งเอ๋อรีบขุดมันออกมาเร็วเข้า!”

นางกล่าวอย่างนุ่มนวล “ทำไมข้าต้องขุด? แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ทำเอง?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้นางทำเรื่องพวกนี้  นางคือจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนผู้สง่างาม แต่นางยังคงถูกสั่งอยู่เช่นนี้

“เจ้าอันธพาลน้อย นี่เจ้าไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้สตรีบ้างเลยหรอ?” นางแค่นเสียงเบาๆะลางกล่าว แต่ในขณะที่นางกล่าว พลังอันน่าเกรงขามพลันระเบิดออกมาจากร่างกายของนางทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกราวกับถูกบางอย่างกดทับเอาไว้จนเขาต้องล่าถอย

ในยามนี้เฉินเซี่ยงเพิ่งจะจำได้ว่า สตรีผู้งดงามนางนี้คือนักสู้ขอบเขตนิพพาน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ค่อนข้างภาคภูมิใจเพราะเขาใช้วาจาข่มเหงนางได้เสมอและมันยังทำให้เขาใกล้ชิดกับนางมากขึ้น

รอยแยกลึกพลันปรากฏขึ้นที่พื้นด้วยพลังของหลิวเมิ่งเอ๋อ เพียงแค่เฉินเซี่ยงก้าวไปก้าวเดียวเขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นอันทรงพลังและกระแสความร้อนระอุที่ทะลักออกมาจากรอยแยกลึกนั่น ผ่านไปเพียงพริบตาเฉินเซี่ยงก็รู้สึกหนาวเหน็บสุดขั้ว แต่พอผ่านไปอีกพริบตานึงเฉินเซี่ยงก็รู้สึกร้อนระอุอย่างสุดขั้ว ความรู้สึกทั้งร้อนทั้งเย็นอย่างสุดขั้วสลับกันไปมาทำให้เฉินเซี่ยงเป็นอัมพาตกระทั่งล้มลงกับพื้น เขาคาดไม่ถึงว่าจิตวิญญาณเพลิงจะมีทั้งความหนาวเหน็บและร้อนระอุเช่นนี้

แต่หลิวเมิ่งเอ๋อประหลาดใจมากกว่าเฉินเซี่ยงนัก ตัวนางคือผู้บ่มเพาะปราณเพลิงและน้ำแข็งทำให้นางสามารถต้านความร้อนและความหนาวเย็นได้สูงมาก แต่ถึงอย่างนั้น  นางกลับไม่สามารถต้านทานความร้อนและเย็นที่สลับกันไปมาเช่นนี้ได้ นี่ยิ่งทำให้นางเชื่อคำกล่าวของเฉินเซี่ยงมากขึ้นไปอีกว่าสิ่งที่ทรงพลังมากๆนั้นซ่อนอยู่ใต้พื้นดินแห่งนี้

“ไอ้ของสิ่งนั้นกำลังขึ้นมาก พี่เมิ่งเอ๋อระวังด้วย!” จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ตะโกนลั่น เขาอยากจะเข้าไปคว้าเอาจิตวิญญาณเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวดวงนี้ แต่ร่างกายของเขากลับเป็นอัมพาตจากความร้อนและเย็นสุดขั้วที่สลับกันไปมาอย่างต่อเนื่อง

หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกประหลาดใจพลางล่าถอยอย่างรวดเร็ว นางเห็นเพียงแสงสีม่วงยิงออกมาจากรอยแรกทั้งความหนาวเย็นและร้อนระอุพลันเพิ่มขึ้นจนทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกอึดอัดมากขึ้น

ในที่สุดนางก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร นางเป็นผู้ใช้เพลิง เมื่อกล่าวถึงเรื่องเพลิงนางย่อมเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แค่ปรายตามองนางก็รู้แล้วว่าของสิ่งนั้นคือความโลภของผู้ใช้เพลิงทั้งหมด…จิตวิญญาณเพลิง แต่ถึงอย่างนั้นมันยังมีลักษณะเฉพาะของความหนาวเหน็บซึ่งตามความรู้ของนาง จิตวิญญาณเพลิงชนิดนี้ไม่สมควรมีอยู่

“จิตวิญญาณเพลิงม่วง! พี่เมิ่งเอ๋อรีบไปเอามันมาเร็วเข้า อย่าให้มันหนีเด็ดขาด!” เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้น นางมองเฉินเซี่ยงด้วยความประหลาดใจ นางไม่รู้ว่าทำไมเฉินเซี่ยงถึงรู้ว่ามีจิตวิญญาณเพลิงที่นี่ อีกอย่าง มันยังเป็นจิตวิญญาณม่วงที่น่าเกรงขาม

ในความคิดของนาง ผู้เยาว์อย่างเฉินเซี่ยงไม่ควรมีความเข้าใจในจิตวิญญาณเพลิงอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ แต่ไม่ต้องกล่าวถึงจิตวิญญาณเพลิง แค่จิตวิญญาณนักสู้ยังมีน้อยคนนักที่จะทราบ แม้จิตวิญญาณนักสู้จะหาได้ยากแต่มันก็มีจำนวนมากกว่าเมื่อเทียบกับจิตวิญญาณเพลิง

เฉินเซี่ยงจ้องมองกลุ่มก้อนเปลวเพลิงสีม่วงที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ ถึงเฉินเซี่ยงจะไม่รู้ว่ามันคือจิตวิญญาณเพลิงอะไร แต่เขารู้ว่าจิตวิญญาณเพลิงชนิดนี้แปลกมาก ทั้งยังแตกต่างกับจิตวิญญาณเพลิงอื่นๆที่เฉินเซี่ยงเคยเห็นมา

เมื่อเฉินเซี่ยงกระตุ้นให้หลิวเมิ่งเอ๋อคว้าเอาจิตวิญญาณเพลิง เจ้าจิตวิญญาณเพลิงม่วงดูราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง มันพุ่งตรงเข้าใส่หลิวเมิ่งเอ๋อแล้วผสานเข้าไปในร่างของนางทันที

ทันทีที่จิตวิญญาณเพลิงเข้าผสานกับร่างกายของนาง ใบหน้าอันงดงามพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานจนทำให้กรีดร้องออกมา

เฉินเซี่ยงเคยประสบกับความเจ็บปวดเช่นนี้มาก่อน แม้แต่วู๋เชียนเชียนก็เช่นกัน เมื่อเห็นท่าทางอันเจ็บปวดของหลิวเมิ่งเอ๋อ จิตใจของเฉินเซี่ยงพลันแตกสลาย

นางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพลางดิ้นทุรนทุรายไปมาบนพื้น เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าการผสานจิตวิญญาณเพลิงในนักสู้ขอบเขตนิพพานจะต้องประสบกับความปวดแค้นแสนสาหัสเช่นนี้

“นางย่อมต้องเป็นแบบนี้ เพราะหลังจากที่นางผสานกับจิตวิญญาณเพลิง ทั้งเพลิงและร่างกายของนางจะก้าวหน้าขึ้น อีกอย่างตอนนี้ทั้งร่างกายและเพลิงของนางก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้นางได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมากกว่าทั้งเจ้าและวู๋เชียนเชียนได้ประสบมา” ซูเหม่ยเหยากล่าว

หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกว่านางกำลังจะตาย แต่จู่ๆมืออันบอบบางของนางก็คว้าจับเฉินเซี่ยงอย่างแรง

“อันธพาลน้อย ข้าเจ็บ…ข้าเจ็บเหลือเกิน” นางกรีดร้อง ยิ่งเห็นเช่นนี้เฉินเซี่ยงยิ่งปวดใจ เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมอกเหมือนตอนที่เขากอดวู๋เชียนเชียน

แม้นางจะได้รับความทุกข์ทรมาน แต่นางก็รู้ว่าเฉินเซี่ยงกอดนาง นั่นทำให้นางเสียศักดิ์ศรีและโกรธเป็นอย่างมาก แต่กระนั้น นางก็ไม่อาจตำหนิเฉินเซี่ยงได้เพราะความเจ็บปวดมันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อกำลังนั่งค่อมอยู่บนตักของเฉินเซี่ยง ต้นขาอันเรียวงามของนางหนีบรัดเอวอันแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงอย่างแนบแน่น มืออันงดงามทั้งสองข้างของนางก็คว้าเอวของเฉินเซี่ยงเอาไว้แน่นจนเล็บของนางเจาะผ่านเสื้อผ้าจมเข้าไปในผิวหนัง ในยามนี้ ที่แผ่นหลังของเฉินเซี่ยงปรากฏรอยขีดข่วนจนโลหิตไหลซึมรอยแล้วรอยเล่า……………………………………..




Chapter 274 จูบ

“นี่มันคือพรสวรรค์ของสตรีทุกนางอย่างงั้นหรอ?” เฉินเซี่ยงได้แต่อดทน ร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อแข็งแกร่งกว่าร่างกายของเฉินเซี่ยงมาก แม้เฉินเซี่ยงจะมีกายปีศาจอมตะระดับ 5 แต่เล็บของนางยังคงทิ้งรอยโลหิตไว้บนแผ่นหลังของเขา

แขนทั้งสองข้าของเฉินเซี่ยงโอบรอบเอวอันนุ่มนวลและบอบบางของนาง เขาดึงขาอันเรียวงามของนางสูงขึ้นใกล้อกของเขาพลางก่อนรัดนางอย่างอย่างแนบแน่นทั้งร่างกายของนางเองก็เปลี่ยนสลับร้อนและเย็นอย่างต่อเนื่อง สัมผัสอันนุ่มนวล…เย้ายวน…ของก้อนเนื้อกลมๆนุ่มๆสองก้อนที่แผ่ส่งความร้อนผ่านร่างกายของเขา…ความรู้สึกเช่นนั้นได้ทะลักเข้าไปในจิตของเฉินเซี่ยงอย่างต่อเนื่อง

แต่ถึงอย่างนั้น นางเองก็สร้างรอยขีดข่วนบนแผ่นหลังของเฉินเซี่ยงมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้สึกมีความสุขระคนเจ็บ ใบหน้าอันงดงามของนางมุดอยู่ที่อกของเฉินเซี่ยง นางขบริมฝีปากของนางเป็นเวลานานแต่จู่ๆนางก็รู้สึกดีขึ้นมาก นางรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเล็บของนางกำลังตะกุยแผ่นหลังของเฉินเซี่ยงอยู่ แต่นางกลับไม่สามารถควบคุมตนเองได้เพราะมันเจ็บปวดจนเกินไป

“อันธพาลน้อย ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว! อ้าาา…ซี๊ดดดด…อื้มมมมมมมมม”

(อันนี้ล้อเล่น 55555+ ของจริงอยู่ข้างล่าง)

“อันธพาลน้อย ข้ากำลังจะตาย! อ้า….เจ็บปวดเหลือเกิน….” นางครวญครางพลางแหงนหน้ามองเฉินเซี่ยง ใบหน้าอันงดงามของนางบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคู่งามของนางเผยให้เห็นถึงอารมณ์อันซับซ้อนเชิงบอกใบ้ว่านางไม่อาจทนความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญได้อีกแล้ว

เมื่อเห็นเช่นนั้น จิตใจของเฉินเซี่ยงพลันเจ็บปวดเหลือแสนโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งามของนางเฉินเซี่ยงจึงก้มหน้าลง ริมฝีปากของเขาค่อยๆเคลื่อนหานางช้าๆก่อนประกบเข้ากับริมฝีปากที่มีโลหิตไหลซึมของนาง

นางรู้สึกเจ็บปวดและขายหน้า นางเม้มริมฝีปากของนางแน่นขึ้น แต่ลิ้นอันอ่อนนุ่มและดุดันของเฉินเซี่ยงกลับพยายามง้างเปิดริมฝีปากของนาง

ในยามนี้เฉินเซี่ยงเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความเจ็บปวดอันเหนือจินตนาการที่นางได้รับ ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่นางจะขบฟันแล้วกัดลิ้นของเฉินเซี่ยงจนขาด

แต่ด้วยความพยายาม ในที่สุดลิ้นของเฉินเซี่ยงก็เข้าไปในปากของนางได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นไม่นานลิ้นของเฉินเซี่ยงก็เริ่มควานหาลิ้นอันหอมหวานของนางไปทั่วทั้งปาก… เฉินเซี่ยงคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาและเซี่ยนเซี่ยนก็จูบกันอยู่บ่อยครั้ง จึงกล่าวได้ว่าเฉินเซี่ยงเชี่ยวชาญมันเป็นอย่างดี ดังตัวอย่างในครั้งก่อนที่เฉินเซี่ยงสามารถบังคับให้ซูเหม่ยเหยาจูบเขาจนนางไม่อาจควบคุมตัวเองได้

ความรู้สึกแปลกๆนี้ดูราวกับไฟฟ้าช็อตที่แล่นผ่านปากไปยังทั่วร่างของหลิวเมิ่งเอ๋อในฉับพลัน ด้วยความที่นางรู้ว่าลิ้นของเฉินเซี่ยงกำลังเคลื่อนไปทั่วปากของนางทำให้นางไม่กล้าขบฟันของนางลงแม้ว่านางจะเจ็บปวดขนาดไหนก็ตาม และในเวลาเดียวกันนางก็แอบด่าทอเฉินเซี่ยงที่ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตของนางแล้วเอาเปรียบนางจนได้ นางคืออาจารย์ของเซี่ยนเซี่ยนและเซี่ยนเซี่ยนก็เป็นภรรยาของเฉินเซี่ยงด้วย!

แต่จริงๆแล้ว เมื่อเฉินเซี่ยงคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง มันกลับทำให้เฉินเซี่ยงตื่นเต้นมากขึ้นและยังกระตุ้นลิ้นอันหอมหวานที่ไม่ยินยอมพร้อมใจของนางมากขึ้น

นางต่อต้านเฉินเซี่ยงได้ไม่นานนัก เพราะในทุกๆครั้งที่ลิ้นของเฉินเซี่ยงสัมผัสกับลิ้นของนาง ร่างกายของนางพลันรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกทั้งความเจ็บปวดของนางก็มลายหายไป นางพยายามตอบรับอารมณ์ของเฉินเซี่ยงอย่างตะกุกตะกักโดยลิ้นของนางก็เริ่มเคลื่อนไปรอบๆปากของเฉินเซี่ยง…

เฉินเซี่ยงแอบมีความสุขอยู่ในใจ เพราะครั้งก่อนที่เขาจูบซูเหม่ยเหยา…ความรู้สึกมันก็คล้ายกันมาก แม้สตรีทั้งสองนางจะมีชีวิตมาอย่างยาวนาน แต่พวกนางกลับไม่สันถัดเรื่องราวระหว่างชายหญิง ซึ่งจริงๆแล้ว…พวกนางไม่เคยจูบใครมาก่อน! แต่เมื่อพวกนางได้รับรสหวาน…หอม…มันกลับทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อหลงไหลไปกับความรู้สึกเบาสบายที่แผ่ไปทั่วร่างของนางเช่นเดียวกับที่ซูเหม่ยเหยาได้รับ จนในที่สุดทั้งสองสาวก็ปล่อยตัวตามความต้องการและดื่มด่ำกับรสจูบตามเฉินเซี่ยงไปเหมือนกันทั้งคู่

ความเจ็บปวดบรรเทาเบาบางจากร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อได้อย่างไรไม่ทราบ ขณะที่เฉินเซี่ยงก็มีความรู้สึกที่แปลก แต่จู่ๆหลงเสวี่ยเอ๋อจึงอุทานขึ้น “จิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้ากำลังปลดปล่อยรัศมีที่พิเศษเฉพาะออกมาแล้วไหลผ่านปากของเจ้าเข้าไปในร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อเพื่อยับยั้งจิตวิญญาณเพลิงแปลกๆนั่น!”

ในยามนี้ความเจ็บปวดของหลิวเมิ่งเอ๋อได้มลายหายไปจนหมดสิ้นราวกับนางหลุดจากขุมนรกแล้วเข้าสู่สรวงสวรรค์ นางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานที่พิเศษเฉพาะกำลังไหลทะลักเข้ามาในร่างกายของนางผ่านลิ้นของเฉินเซี่ยง เมื่อพลังสายนั้นเข้ามาในร่างกายของนาง ดูเหมือนมันจะเร่งการผสานระหว่างนางกับจิตวิญญาณเพลิงแปลกๆนั่น

มันเป็นความรู้สึกอันลึกลับ… อุบัติเหตุอันแสนเลวร้าย…ในบางครั้งมันก็นำพาสิ่งที่งดงามมาให้ แล้วมันก็เป็นจริงสำหรับเฉินเซี่ยง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือสิ่งที่เขาได้แต่เพ้อฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

ภายในแหวน… ซูเหม่ยเหยาได้แต่แค่นเสียงเบาๆ “เจ้าอันธพาลน้อย…ฮึ่ม! เขามันชั่วร้ายจริงๆ เขาถึงกับกล้าข่มเหงอาจารย์ของภรรยาตัวเอง!” เมื่อนางคิดถึงเรื่องที่นางจูบกับเฉินเซี่ยงในครั้งก่อน ใบหน้าของนางพลันแดงแจ๋ขึ้นในฉับพลันทั้งยังจมอยู่ในความรู้สึกแห่งแรงปราถนานั่น แต่ถึงอย่างนั้น นางไม่ได้ส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย

สุริยันล่วงเลย…จันทรามาเยือน จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อพลันทรุดตัวลงแล้วเข้าสู่นิทรา เมื่อริมฝีปากของทั้งสองแยกออกจากกัน เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุดทั้งยังหวนนึกถึงความรู้สึกแห่งสัมผัสก่อนหน้านี้ เขาจ้องมองไปยังสตรีผู้งดงามไร้ทางป้องกันที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราในอ้อมแขนของเขา เขารู้สึกภาคภูมิใจ เขาลูบไล้เรือนผมอันงดงามของนาง…และเช็ดน้ำตาบนใบหน้าที่งดงามของนาง

ความเจ็บปวดอันไม่อาจบอกบรรยายได้ทำให้ร่างกายและจิตใจของนางจนอ่อนล้า แม้เฉินเซี่ยงจะช่วยนางบรรเทาความเจ็บปวดไปบ้างแต่ทำกลับทำให้จิตใจของนางอ่อนล้ามากขึ้นจนในที่สุด…นางก็อ่อนล้าจากสิ่งที่เกิดขึ้นในตลอดทั้งวัน เฉินเซี่ยงยังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบนแผ่นหลังและฉากอันน่ากลัวที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงยังคงรู้สึกว่ามันคุ้มค่า

เฉินเซี่ยงยังแน่นิ่งไม่ไหวติง เขากลัวว่าการขยับเพียงเล็กน้อยจะทำให้นางตื่นและทำลายฉากที่งดงามและเปราะบางในยามนี้ เขาไม่กล้าหายใจแรง เขาทำได้เพียงจ้องมองใบหน้าอันงดงามของนางด้วยความรัก นางช่างงดงามยิ่งนัก………

“เจ้าอันธพาลน้อย….ฮ่าฮ่า เจ้านี่มันชายโฉดจริงๆ แต่อิสตรีก็ชื่นชอบแบบนั้นแหละ!” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะซุกซน นางเองก็อยากออกมาสัมผัสใบหน้าที่งดงามของหลิวเมิ่งเอ๋อเช่นกัน

“ดูเหมือนว่าเวลาที่นางผสานกับจิตวิญญาณเพลิง นางจะประสบกับความเจ็บปวดเหลือคณามากกว่าวู๋เชียนเชียนเสียอีก” เฉินเซี่ยงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

“ถูกแล้ว…เพราะนางเป็นถึงนักสู้ขอบเขตนิพพาน! ความจริง…ที่นางไม่ตายก็นับว่าดีขนาดไหนแล้ว อย่าลืมสิว่าจิตวิญญาณเพลิงอันนั้นมันแปลกมาก จิตวิญญาณเพลิงม่วงนับเป็นของดีมากๆ แต่ไอ้เจ้าจิตวิญญาณเพลิงนั้นกลับมีคุณสมบัติของความหนาวเย็นด้วย! แต่มันก็กล่าวได้ว่า จิตวิญญาณเพลิงดวงนี้เหมาะสมกับนางที่สุด! มันเป็นจิตวิญญาณเพลิงที่มีเอกลักษณ์มาก หากใช้มันอย่างถูกต้อง มันย่อมไม่ด้อยไปกว่าจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ของเจ้าแน่” ซูเหม่ยเหยากล่าวด้วยความอิจฉา

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “พี่เหม่ยเหยา รอให้ข้าแข็งแกร่งพอก่อนเถอะ แล้วข้าจะช่วยท่านหาจิตวิญญาณเพลิงที่ทรงพลัง!”

เป่ยยู่ยู่กล่าวอย่างไม่เย็นชาและไม่อบอุ่น “ศิษย์น้อง…เจ้าเด็กบ้านี่ต้องวางแผนเอาเปรียบสตรียามที่พวกนางผสานกับจิตวิญญาณเพลิงแน่!”

“พี่เหม่ยเหยา ถ้าท่านผสานกับจิตวิญญาณเพลิง เจ้าหื่นนี่สามารถอ้างได้อย่างเป็นธรรมว่าเขาทำไปเพื่อช่วยท่านบรรเทาความเจ็บปวด เขาจะเอาเปรียบท่านได้ง่ายๆเลยนะ” หลงเสวี่ยอี๋กล่าวพลางยิ้มกว้าง

เฉินเซี่ยงพึมพัม “เหล่าสตรีชั่วช้า พวกนางตัดสินจิตใจของสุภาพบุรุษเช่นข้าด้วยเจตนาของพวกนางเอง ที่ข้าคิดเช่นนั้นก็เพื่อประโยชน์ของพี่เหม่ยเหยาจริงๆนะ”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง ทั้งหลงเสวี่ยอี๋และสองสาวก็แค่นเสียงออกมาพร้อมกัน เพราะทั้งสามนางไม่มีใครที่เชื่อคำกล่าวของเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงกลัวว่าหลังจากที่หลิวเมิ่งเอ๋อตื่นแล้ว นางจะหมางเมินกับเขา หากเป็นเช่นนั้น คงเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะได้พบนางอีกครั้ง เพราะเฉินเซี่ยงคิดถึงรสจูบของนางเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่เขาสามารถจูบสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งนักสู้ใบนี้ได้ เขาทั้งกังวลและพึงพอใจ

เมื่อยามอรุณรุ่ง… หลิวเมิ่งเอ๋อค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ…

เมื่อยามที่เฉินเซี่ยงและวู๋เชียนเชียนผสานกับจิตวิญญาณเพลิง ทั้งสองนอนหลับไปหลายวัน แต่หลิวเมิ่งเอ๋อหลับไปเพียงคืนเดียวเท่านั้น

เปลือกตาของนางเปิดขึ้นครึ่งนึง ใบหน้าของนางยังคงซุกอยู่ในอกของเฉินเซี่ยง นางได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเฉินเซี่ยงอย่างชัดเจนซึ่งจังหวะหัวใจของเขาและนางเต้นไปพร้อมๆกัน ในยามนี้นางยังไร้กำลังเพราะการผสานกับจิตวิญญาณเพลิงยังไม่เสร้จสิ้น

“นี่….อันธพาลน้อย ตื่นได้แล้ว!… ร่างกายของข้ากำลังเจ็บอีกแล้วนะ…” นางกล่าวอย่างไร้กำลังทำให้เฉินเซี่ยงลืมตาขึ้นในทันที หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง นางเองก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเฉินเซี่ยง ดวงตานางเองเต็มไปด้วยความงดงามและซับซ้อน

เฉินเซี่ยงลูบไล้ใบหน้าของนางเชิงตอบรับก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงแล้วเริ่มบรรจงจูบนางอย่างรุ่มร้อนอีกครั้ง ในยามนี้ลิ้นของเฉินเซี่ยงไม่ได้ถูกต่อต้าน มันผ่านเข้าไปในปากของนางได้อย่างง่ายดาย ทั้งสองพัวพัน กอดรัดกันอย่างอบอุ่นและนุ่มนวล ปราณเพลิงจากเพลิงตะวันสวรรค์ค่อยๆถ่ายเข้าไปในร่างของนางทำให้ทั้งสองต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุข………………………………………….

****************************************************

เฉินเซี่ยงยังไม่ได้แอ้มสาวง่ายๆหรอก 555555+




Chapter 275 – เบาะแสของอาวุธศักดิ์สิทธิ์

ผ่านไปอีกวัน…. รุ่งเช้ามาเยือน แสงอาทิตย์อาบไล้ไปยังคู่บุรุษสตรีที่กอดรัดกันอย่างแนบแน่น ภาพที่เห็นช่างดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง เฉินเซี่ยงลืมตาตื่นขึ้น..ก่อนหน้านี้เขาปลดปล่อยปราณเพลิงของจิตวิญญาณเพลิงตะวันสวรรค์ไปเป็นจำนวนมากทำให้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก แต่ด้วยหลงเสวี่ยอี๋คอยระวังรอบๆอย่างใกล้ชิดทำให้เฉินเซี่ยงสามารถพักผ่อนพลางกอดสาวงามในอ้อมกอดได้อย่างวางใจ

ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของหลิวเมิ่งเอ๋อกลับคืนสู่ความงามดังเก่า ยามนี้…นางยิ่งงดงามจับใจกว่าคราก่อนราวกับนางคือดอกไม้ที่ผลิบานและเต็มไปด้วยเสน่ห์

“การผสานของนางเสร็จสิ้นแล้ว” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงพยักหน้าแต่ยังไม่ยอมปล่อยสาวงามออกจากอ้อมแขน เขากลัวว่าในอนาคต…เขาจะไม่มีโอกาสกอดนางได้อีกซ้ำยังต้องโดนนางต่อว่าแน่

หลิวเมิ่งเอ๋อสัมผัสได้ถึงแสงอาทิตย์ระยิบระยับอาบไล้มาบนเรือนร่างของนาง นางค่อยๆลืมตาขึ้นแล้วเงยหน้ามองเฉินเซี่ยง ดวงตาคู่งามอันพร่ามัวของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางไม่รู้ว่านางจะเผชิญเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ในยามนี้ นางฟื้นคืนความแข็งแกร่งของนางแล้วเพียงแต่…นางเองก็ยังไม่ผละออกจากอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง

“พี่เมิ่งเอ๋อ ยินดีด้วยนะ! ท่านผสานกับจิตวิญญาณเพลิงสำเร็จแล้ว” เฉินเซี่ยงกล่าวยินดีกับนางอย่างจริงใจพลางลูบไล้เรือนผมของนางเบาๆ

“อืม! ขอบคุณนะ!” นางกล่าวอย่างนุ่มนวล จู่ๆนางพลันรู้สึกแปลกๆเหมือนกับมีบางอย่างติดอยู่ที่เล็บของนาง ทำให้นางคิดได้ว่านางข่วนหลังเฉินเซี่ยงอย่างไร้สติเมื่อตอนที่นางกำลังอดทนกับความเจ็บปวด

แต่เมื่อนางต้องการจะทำความสะอาดแผลให้เฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงกลับกอดนางแน่นขึ้นพลางกล่าว “ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก ข้าไม่ยอมให้ท่านไป ในอนาคต…ข้ากลัวว่าข้าจะไม่ได้กอดท่านได้อีก”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะเล็กน้อย “เด็กโง่…รีบปล่อยข้าเถอะ ถ้าเกิดข้ายังอยู่แบบนี้กับเจ้า แล้วข้าจะทำแผลของเจ้าได้ยังไง?”

เฉินเซี่ยงปล่อยนางก่อนจะนอนลงบนพื้นอย่างเชื่อฟัง เมื่อนางเห็นรอยแผลมากมายนับไม่ถ้วนบนหลังของเฉินเซี่ยง นางพลันรู้สึกปวดใจ นางก้มลงมองมือทั้งสองข้างของนางอีกครั้ง…มันเต็มไปด้วยคราบโลหิตและผิวหนัง

หลังจากที่นางตื่นขึ้น บรรยากาศที่เป็นอยู่กลับไม่ได้อึดอัดอย่างที่เฉินเซี่ยงจินตนาการไว้ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกมีความสุข

“พี่เมิ่งเอ๋อ ตอนนี้เพลิงของท่านน่าเกรงขามมากเลยใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม

“ข้าคิดว่า…จิตวิญญาณเพลิงของข้ามันพิเศษมากกว่าที่เจ้าจินตนาไว้นะ! อันธพาลน้อยอย่างเจ้าเองก็มีจิตวิญญาณเพลิงเหมือนกันแล้วก็…ดูเหมือนมันจะน่าเกรงขามกว่าของข้าอีกนะ” นางใช้น้ำสมุนไพรบางอย่างล้างบาดแผลบนหลังของเฉินเซี่ยงอย่างระมัดระวัง แต่จู่ๆดวงตาคู่งามของนางกลับคลอไปด้วยน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว แม้นางจะรู้ว่าบาดแผลเล็กน้อยพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเฉินเซี่ยง แต่นางยังคงรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก

“จริงสิ… เรื่องจิตวิญญาณเพลิงของพวกเราห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด! เพราะมีขุมกำลังที่ทรงพลังทั้งยังสามารถข้ามโลกได้ด้วยวิธีการพิเศษเพื่อมาจับตัวผู้ใช้จิตวิญญาณเพลิง! ขุมกำลังนั้นสามารถชิงจิตวิญญาณเพลิงที่อยู่ในร่างกายของเราได้! ท่านต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ” เฉินเซี่ยงกล่าวเตือนอย่างจริงจัง

“ข้ารู้จักขุมกำลังนั่น มันเรียกว่า ‘วิหารเพลิงพระเจ้า’ บิดามารดาของท่านเคยบอกเอาไว้ และพวกท่านยังบอกข้าอีกว่า หากข้าไปยังแดนสวรรค์ได้ให้ข้าหลีกเลี่ยงพวกวิหารเพลิงพระเจ้า ไม่ว่าพวกมันจะเสนอสิ่งต่างๆให้มากมายเท่าไหร่ก็ห้ามข้าเข้าร่วมกับพวกมัน” ท่าทางของนางแปรเปลี่ยนสง่างาม

หลังจากพลังงานบางอย่างแผ่ลงไปบนแผ่นหลังของเฉินเซี่ยง เขาพลันรู้สึกเย็นและไม่นานเนื้อเยื่อบนแผ่นหลังของเขาก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ มันคือเม็ดยาหยกขาวที่เป็นประโยชน์กับอาการบาดเจ็บภายนอกเช่นนี้เป็นอย่างมาก

นอกจากแผ่นหลังแล้ว เสื้อผ้าของเฉินเซี่ยงก็ถูกนางข่วนจะขาดวิ่น ดังนั้นเขาจึงนำชุดออกมาเปลี่ยนใหม่ แต่ยามนี้นางกลับไม่รู้สึกอายอย่างเมื่อก่อนราวกับนางคุ้นชินกับมันแล้ว ดวงตาของนางจับจ้องไปบนรอยสักมังกรขาวที่อยู่บนแขนซ้ายของเฉินเซี่ยงพลางกล่าวถาม “มันคืออะไรหน่ะ?”

“ก็แค่รอยสักหน่ะ” เฉินเซี่ยงกล่าว นางเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะนางไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่ผิดปกติกับรอยสักมังกรขาว

หลิวเมิ่งเอ๋อใช้อุปกรณ์บินของนางก่อนจะขึ้นไปข้างบนพร้อมกับเฉินเซี่ยงแล้วบินตรงไปยังเมืองดันเซี่ยง

“พี่เมิ่งเอ๋อ ขอข้ากอดท่านหน่อย!” เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆ

“ไม่… ถ้าคนอื่นเห็นเข้ามันจะไม่ดี” นางปฏิเสธคำขอของอันธพาลน้อย

เฉินเซี่ยงถอนหายใจด้วยความผิดหวังก่อนจะล้มตัวลงนอน

“อันธพาลน้อย อย่ามัวแต่คิดเรื่องชั่วร้าย เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น… ข้าจะเข้าสู่แดนสวรรค์ได้เร็วเจ้า ถ้าถึงตอนนั้น…” นางไม่กล่าวต่อ

เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ถ้าท่านไปแดนสวรรค์แล้ว ท่านจะรอข้ามั้ย?”

“รอสิ!” นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงไม่ธรรมดา ยิ่งหลังจากที่นางจูบกับเฉินเซี่ยงแล้ว ความรู้สึกที่นางมีต่อเฉินเซี่ยงก็กระจ่างชัดขึ้น

เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากนางเฉินเซี่ยงก็สบายใจ

“เจ้าห้ามให้ยู่หลานและเซี่ยนเซี่ยนรู้เรื่องของเรานะ” นางกล่าวพร้อมกับใบหน้าแดงระเรื่อ เมื่อคิดถึงเรื่องชู้สาวกับสามีของศิษย์นาง จู่ๆนางก็รู้สึกอายเป็นอย่างมาก นางรู้สึกว่าตนเองชั่วร้ายแต่นางก็ยังก่นด่าเฉินเซี่ยงผู้บ้าตัณหาจนทำให้อาจารย์ของภรรยาตนรู้สึกหวั่นไหว

เฉินเซี่ยงลุกขึ้นนั่งพลางจ้องมองหลิวเมิ่งเอ๋อ เขาหยิบเอากระบี่ครามผลาญมังกรออกมาพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ ตอนนี้ยังเหลือแค่อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวเท่านั้นที่ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน ตอนนี้เรามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่สามชิ้นแล้ว บางทีถ้าเราเอาทั้งสามชิ้นมารวมกัน…มันอาจจะสร้างการติดต่อกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวก็ได้นะ”

ขณะที่เฉินเซี่ยงกล่าว บนร่างกายของเขาพลันปรากฏเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬขึ้นมา

เมื่อนางจ้องมองเฉินเซี่ยงในชุดเกราะรบที่ดูทรงเกียรติและหล่อเหลา นางพลันรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับมัน ก่อนหน้านี้ ที่นางเคยเห็นเฉินเซี่ยงสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬมาแล้ว ความรู้สึกของนางที่มีต่อเฉินเซี่ยงในยามนั้นซับซ้อนเป็นอย่างมาก

“อันธพาลน้อย เมื่อตอนที่ข้าข่วนหลังเจ้า ทำไมเจ้าถึงไม่ใช้เกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬหล่ะ?” นางก้มหน้าลงพลางกล่าวชวนทะเลาะ

“ตัวท่านมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงอยู่ ข้ากลัวว่าถ้าข้าใช้มัน…มันจะส่งผลกับการผสานกับจิตวิญญาณเพลิงของท่าน” เฉินเซี่ยงยิ้ม “พี่เมิ่งเอ๋อ รีบนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงออกมาเถอะ”

นางพยักหน้าก่อนจะสบัดมืออันเรียวบางของนาง ทันใดนั้น สายริบบิ้นโปร่งแสงพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางและมันยังพันรอบตัวของนางด้วย ยามนี้ นางดูราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ทำให้เฉินเซี่ยงจ้องมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม

เมื่อนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามมาใกล้กันพลันมีบางสิ่งเกิดขึ้นอย่างที่เฉินเซี่ยงคาดไว้ มันเกิดเป็นการติดต่ออันน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นไม่นาน ในสติของเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อพลันปรากฏเสียงพยัคฆ์คำรามดังขึ้นทั้งยังเต็มไปด้วยรัศมีสังหาร

“มันสามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวได้จริงๆ แต่มันคืออะไร?” เฉินเซี่ยงพึมพัม

นางมองไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงของพยัคฆ์ขาวก่อนที่น้ำเสียงของนางจะแปรเปลี่ยนเป็นจริงจิง “มันดังมาจากทิศทางของทะเลนิรันดร์ ข้าเคยได้ยินว่าที่นั่นมีวังวนขนาดใหญ่และจะปรากฏออกมาเพียงชั่วครู่ หรือเป็นเพราะที่นั่นมีดินแดนลี้ลับ?”

“น่าจะเป็นแบบนั้น แล้ววังวนนั่นปรากฏขึ้นบ่อยแค่ไหน?” เฉินเซี่ยงเร่งกล่าวถาม

“สามปี… ข้าจะบอกเจ้าถ้าข้าหามันพบ” นางกล่าว ในยามนี้นางใกล้ชิดกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องที่นางคิดในตอนนี้…ส่วนใหญ่ก็เพื่อผลประโยชน์ของเฉินเซี่ยงทั้งนั้น

เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางเก็บกระบี่ครามผลาญมังกรและเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬ ด้วยความที่หลิวเมิ่งเอ๋อเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียน ดังนั้นนางย่อมรวบรวมข้อมูลของขุมกำลังต่างๆโดยเฉพาขุมกำลังอย่างะทะเลนิรันดร์ การที่จู่ๆขั้วอิทธิพลอย่างทะเลนิรันดร์ปรากฏขึ้น นางย่อมส่งสายลับเข้าไปสอดแนม

“พี่เมิ่งเอ๋อ ขอข้าจูบท่านหน่อย” เฉินเซี่ยงดึงชายเสื้อนางพลางกล่าวแล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย

“ฮึ่ม.. ไม่!” ท่าทีของนางหนักแน่นเป็นอย่างมาก แล้วนางก็กล่าวเสริมอย่างนุ่มนวล “ที่นี่เป็นที่ที่ใครก็เห็นเราได้ง่าย หากเรื่องของพวกเราถูกแพร่งพรายออกไป พวกเราต้องเจอปัญหาแน่”………………………



Chapter 276 – การแข่งขันระดับสูง

เฉินเซี่ยงแลบลิ้น แม้หลิวเมิ่งเอ๋อจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจของเขายังค่อนข้างมีความสุข เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันอยู่เหนือกว่าที่เฉินเซี่ยงจินตนาการเอาไว้ เขาเคยคิดว่านางจะไม่สนใจเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะยอมรับความรู้สึกของนางแล้ว

อุปกรณ์บินของนางบินเร็วขึ้นกว่าเดิม เฉินเซี่ยงรู้ว่าหลังจากผสานจิตวิญญาณเพลิงเข้าไปแล้ว ความแข็งแกร่งของนางจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉินเซี่ยงเองก็รู้สึกมีความสุขไปกับนาง

“อีกไม่นานพวกเขาก็จะถึงเมืองดันเซี่ยงแล้ว!” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยความตื่นเต้น

“อันธพาลน้อย ไม่ใช่ว่าเจ้าร้อนรนอยากพบสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่หรอกหรอ?” จู่ๆหลิวเมิ่งเอ๋อก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หึงหวงเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “ไม่…แน่นอน! แม้ฮวาเซียงเยว่จะทำดีกับข้า แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับพี่เมิ่งเอ๋อหรอก อย่างมาก…นางก็แค่ขายสมุนไพรวิญญาณให้ข้าในราคาถูกเท่านั้น แต่ว่าข้ากับท่าน…พวกเราล้วนผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนะ”

“เจ้าอันธพาลน้อย เจ้าใช้วิธีชั่วร้ายอะไรโปรยเสน่ห์กับสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่กัน?” นางรู้สึกดีขึ้นมาก สิ่งที่เฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อประสบด้วยกันมาได้วางรากฐานความสัมพันธ์ของทั้งสองเอาไว้แล้ว แต่กับฮวาเซียงเยว่…นางเพียงต้องการเอาชนะเฉินเซี่ยงตั้งแต่ต้น ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงกับนางย่อมไม่ดีไปกว่าหลิวเมิ่งเอ๋อ

เมื่อทั้งสองกำลังจะไปถึงเมืองดันเซี่ยง หลิวเมิ่งเอ๋อก็นำผ้าออกมาปิดบังใบหน้าของนางไว้พลางกล่าว “พวกเราจะไปยังร้านขายอาวุธของข้าในเมืองดันเซี่ยง หากเจ้ามีธุระสำคัญหรือแม้แต่ต้องไปหาฮวาเซียงเยว่ เจ้าจงไป…เจ้าต้องไม่ล่าช้าเพราะข้า”

นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องมาที่เมืองดันเซี่ยงเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันปรุงยาและซื้อหาสมุนไพรวิญญาณล้ำค่า อีกอย่าง การประมูลครั้งใหญ่ก็จะจัดขึ้นที่นี่ หากเฉินเซี่ยงจะจัดการหลายๆสิ่งโดยผ่านฮวาเซียงเยว่ มันจะทำให้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก นางไม่อยากให้เฉินเซี่ยงล่าช้าเพราะความรู้สึกของนาง

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านช่างเป็นคนดีจริงๆ” เฉินเซี่ยงยิ้มอย่างไม่เต็มใจพลางกล่าว หลิวเมิ่งเอ๋อ…นางเป็นเหมือนภรรยาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เขารู้ว่าตอนนี้เขาเอาชนะใจนางได้แล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ทั้งสองยังไม่อาจทะลายกำแพงชั้นสุดท้ายได้

เฉินเซี่ยงสวมหมวกที่มีผ้าสีดำคลุมใบหน้าเดินตามหลิวเมิ่งเอ๋อเข้าไปในเมืองดันเซี่ยงอย่างรวดเร็ว มีผู้คนมากมายที่แต่งกายคล้ายเฉินเซี่ยงก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆในเมืองดันเซี่ยงแห่งนี้ เพราะบางคนก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาเคาะถึงหน้าประตูบ้าน

เมื่อเข้าไปยังร้านขายอาวุธเฉินปิง ทันทีที่ผู้จัดการร้านเห็นหลิวเมิ่งเอ๋อ เขาพลันสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจก่อนจะคารวะนางและเฉินเซี่ยงจากบนชั้นสาม

หลิวเมิ่งเอ๋อมักจะมาที่เมืองดันเซี่ยงอยู่บ่อยๆเพื่อซื้อหาเม็ดยาจำนวนมาก นั่นทำให้ผู้จัดการร้านจดจำนางได้อย่างรวดเร็ว อีกอย่างที่นี่ยังเป็นที่พักของนางด้วย

หลังจากเข้ามาภายในร้าน เฉินเซี่ยงก็ตามตื้อหลิวเมิ่งเอ๋ออย่างหน้าด้านจนในที่สุด ทั้งสองก็ได้กอดและจูบกัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้จูบกับเฉินเซี่ยงในขณะที่สติของนางยังแจ่มชัด และนางยังสัญญากับตนเองว่าจะยอมให้ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น

หลังจากทั้งสองจูบกัน เวลาก็ล่วงเลยมากว่าครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ใบหน้าของหลิวเมิ่งเอ๋อแดงแจ๋ นางกล่าว “จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว เว้นแต่เจ้า…จะอยู่กับข้าสองต่อสองด้วยเหตุจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้!”

เฉินเซี่ยงถอนหายใจเล็กน้อย อยู่กับนางสองต่อสองด้วยเหตุจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้มันย่อมพูดง่ายกว่าทำ… ถึงแม้ 3 เมียหลวง 6 เมียน้อยจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในโลกใบนี้ แต่คนที่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีความสามารถพอ โดยเฉพาะการได้ครองเทพธิดาอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อ

เมื่อเห็นท่าทางหดหู่ของเฉินเซี่ยง นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “เจ้าอันธพาลน้อยจอมซน… เจ้ามีสองสาวงามอย่างเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานแล้ว นี่เจ้ายังคิดจะเอาข้าเป็น…”

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน “ใครบอกให้ท่านดูเย้ายวนขนาดนี้เล่า… ไม่มีทางหล่ะ อีกอย่างข้ายังพอมีความสามารถเล็กน้อยที่จะ….. อะแฮ่ม! ข้ายังต้องไปหาฮวาเซียงเยว่ สาวเจ้าเสน่ห์อย่างนางแทบจะอดรนทนรอเขมือบข้าไม่ไหวแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”

หลิวเมิ่งเอ๋อพลันหึงหวง นางแค่นเสียงพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “งั้นก็รีบๆไปเลย! ”

แล้วเฉินเซี่ยงก็ออกมาอย่างมีความสุขขณะที่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับเลียริมฝีปากของนางเพื่อหวนสัมผัสถึงความรู้สึกเมื่อครู่จนทำให้นางต้องถอนหายใจด้วยอารมณ์อันซับซ้อน “อันธพาลน้อย ข้าก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานทั้ง 6 ไปแล้ว…ยังเหลืออีก 3 ความทุกข์ตรม ข้าไม่รู้ว่าข้าจะรอดชีวิตหรือไม่… เมื่อถึงเวลานั้น ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเสียใจจนเกินไป”

ความทุกข์ตรมแห่งนิพพานเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก หากผู้ใดไม่เคยประสบมาก่อนย่อมไม่เข้าใจว่านักสู้ขอบเขตนิพพานนั้นเป็นกังวลมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะเมื่อขอบเขตนิพพานใกล้เข้ามา…การที่จะก้าวข้ามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันทำให้นางเกือบจะตายมาแล้ว

ขณะที่เฉินเซี่ยงมาถึงบันไดและได้ฟังคำกล่าวของหลงเสวี่ยอี๋ถึงการก้าวข้ามนิพพาน มันทำให้เขากำหมัดแน่น เฉินเซี่ยงรู้เรื่องความทุกข์ตรมแห่งนิพพานดี มีนักสู้ขอบเขตนิพพานมากมายสิ้นชีพในระหว่างที่ก้าวข้ามนิพพานที่ 8 และ 9… นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายๆนิกายที่มีอายุมายาวนานหลายปีได้ขาดแคลนนักสู้ขอบเขตนิพพานไป

“อันธพาลน้อย อย่าได้ตามตื้อนางมากนัก ดูเหมือนความทุกข์ตรมแห่งนิพพานที่ 7 ของนางกำลังจะมาถึงแล้ว! หากจิตของนางไม่สงบ มันจะทำให้นางเป็นอันตรายอย่างมาก” ซูเหม่ยเหยากล่าว

“นางมีเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงและนางก็ผสานกับจิตวิญญาณเพลิงแล้ว ทั้งสองสิ่งนั่นจะช่วยเหลือนางเมื่อยามที่นางก้าวผ่านความทุกข์ตรม” เป่ยยู่ยู่กล่าว นางปลอบโยนเฉินเซี่ยงทำให้เขารู้สึกอบอุ่น

“เจ้าถามผู้อาวุโสเม็ดยาไม่ก็กู่ตงเฉินเกี่ยวกับประสบการณ์ในช่วงที่ก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานก็ได้นะ ข้อมูลพวกนั้นจะเป็นประโยชน์กับนางมาก แต่ข้าคิดว่าเจ้าถามผู้อาวุโสเม็ดยาจะดีกว่า นางเป็นสตรี นางน่าจะอธิบายถึงรายละเอียดได้ดีกว่า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงพยักหน้า ไม่ว่าจะต้องจ่ายไปเท่าไหร่ เขาจะทำให้ผู้อาวุโสเม็ดยาไปพบหลิวเมิ่งเอ๋อและเล่าประสบการณ์ในการกล่าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานให้หลิวเมิ่งเอ๋อฟัง เฉินเซี่ยงรู้ว่ากู่ตงเฉินไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าผู้อาวุโสเม็ดยา นั่นจึงทำให้เขาคิดว่านางต้องก้าวผ่านนิพพานที่ 7 แล้ว

หลังจากเดินไปรอบๆเมือง เฉินเซี่ยงก็ได้สอบถามเรื่องราวต่างๆที่เขาอยากทราบ สิ่งแรกที่เขาถามคือเรื่องของการประมูล ส่วนเรื่องที่สองคือการแข่งขันปรุงยา การแข่งขันปรุงยาแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ “ระดับล่าง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 1 และ 2 “ระดับกลาง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 3 และ 4 ส่วน “ระดับสูง” สำหรับนักปรุงยาระดับ 5 และ 6 การแข่งขันปรุงยาระดับสูงเป็นที่จับตามองมากที่สุด ทั้งรางวัลที่ได้ยังมากมายมหาศาลจนทำให้การแข็งขันน่ารับชมอย่างแท้จริง

“ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือนก่อนจะปิดรับสมัคร ข้าไม่อยากแข่งขันระดับกลาง ข้าอยากแข่งขันปรุงยาระดับสูง!” เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหอคอยดันเซี่ยง

“อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องเป็นนักปรุงยาระดับ 5 ก่อน อีกอย่างเพดานคุณสมบัติของมันก็สูงมากๆด้วย” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงมาถึงยังหอคอยดันเซี่ยง แต่ละชั้นของหอคอยจะมีแผ่นโลหะอยู่หนึ่งแผ่นเพื่อเป็นสิ่งแสดงถึงระดับของนักปรุงยา เฉินเซี่ยงจำได้ว่านักปรุงยาระดับ 5 จะมีรายละเอียดมากกว่าเมื่อเทียบระดับต่างๆก่อนหน้า

“นักปรุงยาระดับ 5 แบ่งออกเป็น 3 ระดับย่อยคือระดับต่ำ กลาง และสูง นักปรุงยาระดับ 5 ขั้นต่ำต้องสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้ 3 ชนิด ตอนนี้ข้าสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุและเม็ดยาสร้างรากฐานได้แล้ว ข้าเหลือเม็ดยาอีกเพียง 1 ชนิดเท่านั้น!” เฉินเซี่ยงกำหมัดพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ถ้าข้าเป็นนักปรุงยาระดับ 5 ขั้นต่ำ แค่นั้นข้าก็มีคุณสมบัติพอให้เข้าร่วมแข่งขันการปรุงยาระดับสูงแล้ว”

เม็ดยาวิญญาณธาตุและเม็ดยาสร้างรากฐานมีปริมาณโลหะค่อนข้างสูง และเพราะด้วยส่วนผสมในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานนั้นขาดแคลน ดังนั้นเมื่อให้เลือกสกัดกลั่นเม็ดยา นักปรุงยาหลายๆคนจึงเลือกที่จะไม่สกัดกลั่นเม็ดยาสร้างฐาน แม้แต่เม็ดยาวิญญาณฐานก็เช่นเดียวกัน อีกอย่างเม็ดยาวิญญาณธาตุยังสกัดกลั่นได้ยากมาก หากเฉินเซี่ยงไม่มีจิตวิญญาณเพลิงหรือประสบการณ์อันช่ำชองจากการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐาน บางทีเฉินเซี่ยอาจจะล้มเหลวในการสกัดกลั่นหลายครั้ง แต่ในความคิดของซูเหม่ยเหยา การล้มเหลวเพียง 99 ครั้งของเฉินเซี่ยงนับว่าหาได้ยากเป็นอย่างยิ่งทั้งยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง

ด้วยเพราะการสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำนั้นยากจนเกินไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเม็ดยาระดับลึกล้ำชนิดไหน ตราบใดที่สามารถสกัดกลั่นได้ นั่นหมายถึงความก้าวหน้าในการปรุงยาระดับนั้นๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้นักปรุงยาระดับ 5 และระดับที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องถูกแบ่งระดับย่อยอีกครั้ง และอย่างน้อยผู้อยู่ในระดับต่ำต้องสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำกลางให้ได้ 3 ชนิดถึงจะเพิ่มระดับย่อยของนักปรุงยาได้……………………………………….



Chapter 277 – เม็ดยาร้อยอสูร

ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ มีเม็ดยาอยู่หลายชนิดที่สกัดกลั่นค่อนข้างง่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่จะใช้เม็ดยาเหล่านั้น ทั้งสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นพวกมันยังราคาแพง อีกอย่าง เม็ดยาเหล่านั้นยังมีคุณประโยชน์เพียงอย่างเดียว ดังนั้น พวกมันจึงถูกใช้เพื่อการฝึกฝน… แม้สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาเหล่านั้นจะแพงมาก แต่สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุยังหาได้ยากยิ่งกว่า

เฉินเซี่ยงตัดสินใจว่าจะสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร เม็ดยาชนิดนี้สกัดกลั่นได้ค่อนข้างง่าย สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นมีราคาแพง แต่การสกัดกลั่นนั้นยากกว่าเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูงและเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำอยู่เพียงเล็กน้อย อีกอย่าง มันก็ยังอยู่ในเม็ดยาประเภทที่มีประโยชนใช้สอยน้อย

หลักๆแล้วเม็ดยาร้อยอสูรถูกใช้เพื่อเป็นอาหารไม่ก็หลอกล่อสัตว์วิญญาณ มันเป็นสิ่งที่สัตว์วิญญาณตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 9 ทุกตัวชื่นชอบเป็นอย่างมาก อีกอย่าง มันยังสามารถช่วยให้สัตว์วิญญาณเลื่อนระดับได้ แต่สำหรับมนุษย์แล้วมันไม่มีผลอะไรเลย ดังนั้น มันจึงถูกจัดอยู่ในหมวดของเม็ดยาไร้ประโยชน์ แต่มันก็ยังพอขายในตลาดได้โดยเฉพาะกับคนที่กำลังจะยกระดับสัตว์วิญญาณของตน สำหรับคนกลุ่มนั้นแล้วมันคือเม็ดยาที่สำคัญมาก

ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ ยังมีเม็ดยาชนิดอื่นๆอีก แต่เม็ดยาเหล่านั้นไม่ได้ถูกใช้ในแบบทั่วๆไป เช่นเม็ดยาหลายๆชนิดที่ใช้ในการถอนพิษ การรักษา และอีกบางประเภทที่ใช้ในบางวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังมีเม็ดยาอีกหลายชนิดที่สกัดกลั่นได้ค่อนข้างยากอีกมากมาย แต่ถึงอย่างนั้น หากนักปรุงยามีความเชี่ยวชาญในพื้นฐานของการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุ การสกัดกลั่นเม็ดยาอื่นๆย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

“สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำนั้นแพงมาก ดูเหมือนข้าจะต้องไปหาสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ซะแล้ว” เฉินเซี่ยงกล่าวเบาๆพลางขึ้นไปบนหอคอยดันเซี่ยง

มีสมุนไพรบางชนิดที่ไม่ได้เปิดขายโดยทั่วไป จะมีก็เพียงบางคนที่ต้องการสมุนไพรเหล่านั้นเป็นพิเศษหรือไม่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับดันเซี่ยงเถาหยวนเท่านั้นจึงจะสามารถซื้อหาพวกมันได้ นี่คือวิธีการป้องกันจากซื้อขายจากกองกำลังของศัตรูของดันเซี่ยงเถาหยวนไม่ก็นิกายฝ่ายปีศาจ

ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเซี่ยงและดันเซี่ยงเถาหยวนนั้นดีเป็นอย่างมาก ครั้งก่อน เฉินเซี่ยงได้ช่วยเหลือศิษย์ของดันเซี่ยงเถาหยวนเอาไว้ นอกจากนี้เขายังสนิทสนมกับฮวาเซียงเยว่เป็นอย่างมาก อีกอย่าง เหตุการณ์ในดินแดนรกร้างทางใต้ก็เป็นเฉินเซี่ยงที่ช่วยศิษย์ของดันเซี่ยงเถาหยวนไว้อีกครั้ง… ภายในหอคอยดันเซี่ยง… เฉินเซี่ยงไม่ได้เปิดเผยตัวตน เขากล่าวเพียงแค่ว่าเขามีธุระสำคัญและอยากพบฮูหยินหลี่

เมื่อฮูหยินหลี่เห็นชายที่ปิดบังใบหน้าครึ่งนึงนางจึงขมวดคิ้ว แต่จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงของบางคนส่งผ่านเข้ามาในหูของนาง

“ฮูหยินหลี่ ข้าเฉินเซี่ยงเอง!” เสียงของเฉินเซี่ยงเป็นเหมือนสายลวดที่ส่งผ่านเสียงพุ่งตรงเข้ามาในหูของนางทำให้นางประหลาดใจเล็กน้อย นางพยักหน้าให้เฉินเซี่ยงก่อนจะพาเขาขึ้นไปชั้นบน

“นายน้อยเฉิน ข้ารู้ว่าท่านต้องมา ท่านประมุขได้บอกข้าไว้ว่าหากท่านมาถึงเมืองดันเซี่ยง พวกเราต้องดูแลท่านอย่างแขกคนพิเศษ” ฮูหยินหลี่กล่าวพลางยิ้ม

ประมุขหรอ? ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนให้ความสำคัญกับเขามากจนทำให้เขารู้สึกยกย่องเล็กน้อย เขาหัวเราะพลางกล่าว “ฮูหยินหลี่ ข้ามีที่ให้ซุกหัวนอนแล้ว… ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อซื้อสมุนไพรวิญญาณเท่านั้น อีกอย่าง ข้าก็อยากซื้อในปริมาณมากด้วย”

“นายน้อยเฉิน จะเป็นเช่นไรถ้าข้าให้ท่านพูดคุยกับผู้จัดการฮวา? นางอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มาก ดังนั้น นางย่อมมาถึงที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว หากท่านต้องการซื้อหาสมุนไพรจำนวนมากขนาดนั้น ข้าว่าท่านคงรคุยกับนางจะดีกว่า”

ฮูหยินหลี่ค่อนข้างประหลาดใจ ก่อนหน้านี้ไม่นาน นิกายยอดนักสู้เพิ่งจะซื้อเม็ดยาจากดันเซี่ยงเถาหยวนไปเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงก็ยังต้องการซื้อสมุนไพรไปเป็นจำนวนมากอีก เด็กน้อยที่ร่ำรวยขนาดนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก

ฮูหยินหลี่รู้ว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ แต่รู้วิธีสกัดกลั่นไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ในเรื่องสมุนไพรนี้ นางรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเสียดาย

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฮวาเซี่ยงเยว่ก็มาถึง เมื่อนางเห็นว่าคนผู้นั้นคือเฉินเซี่ยง นางจึงแค่นเสียงออกมาเบาๆ “หนุ่มน้อย ไม่ใช่ว่าเจ้าร่ำรวยมากหรอกหรอ? ทำไมเจ้ายังมองหาส่วนลดจากอยู่เล่า..ฮ๊า?”

ฮวาเซียงเยว่แต่งตัวมาเป็นอย่างดี นางสวมชุดสีขาวยาวเผยให้เห็นไหล่และไหปลาร้าอันขาวนวลราวกับหยกของนาง นางตบแต่งเครื่องประดับสีแดงระยิบระยับที่ผม ตบแต่งต่างหูอัญมณีอันแพรวพราวไว้ที่หู… นี่นับเป็นความงดงามอันเป็นที่สุดของอิสสตรีเท่าที่เฉินเซี่ยงเคยเห็นมา

เมื่อเห็นท่าทางแข็งค้างของเฉินเซี่ยง นั่นทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจ นางเดินไปยังเก้าอี้ข้างๆเฉินเซี่ยงก่อนจะบรรจงนั่งลงอย่างงดงาม กลิ่นหอมอันละเอียดอ่อนของนางโชยเข้าจมูกเฉินเซี่ยงทำให้เขารู้สึกสดชื่น

รอยยิ้มอันไม่ใยดีประดับไว้บนใบหน้าของสตรีผู้งดงามและทรงเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่เช่นฮวาเซียงเยว่ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อันธพาลน้อย… วันนี้ข้างดงามหรือเปล่า?”

เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางกล่าวอย่างจริงจังที่สุด “งะ..งดงามอย่างที่สุด แต่หากท่านถอดเสื้อผ้าออก ข้าว่า…ท่านต้องงดงามกว่านี้แน่~~ ถึงแม้ท่านจะงดงามมากอยู่แล้ว แต่ข้ายังคงรู้สึกว่า หากท่านไร้ซึ่งอาภรณ์มันจะงดงามยิ่งกว่านี้มว๊ากกกกกกกกก!!!”

ฮวาเซียงเยว่หัวเราะคิกคัก “เจ้าอันธพาลน้อย เจ้านี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ เจ้าอยากซื้ออะไรก็รีบพูดมาเร็วเข้า! อ้อ…จริงสิ อันธพาลน้อยอย่างเจ้ากลับกล้าปิดบังข้าเรื่องที่เจ้าสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ ช่างน่ารังเกียจนัก!”

เมื่อกล่าวมาถึงเรื่องนี้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไรจู่ๆนางก็โกรธเฉินเซี่ยงทำให้เฉินเซี่ยงมึนงง

“ข้าอยากซื้อสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร แล้วก็…แก่นของสัตว์วิญญาณกับสมุนไพรเสริม ข้าอยากได้ที่เหลือทั้งหมดเลย”

เฉินเซี่ยงมีเม็ดอสูรจำนวนมาก ในดินแดนรกร้างทางใต้เฉินเซี่ยงสังหารสัตว์ลึกล้ำไปเป็นจำนวนมากและทำให้เขาได้แก่นปีศาจจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งของเหล่านี้จะใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร

ฮวาเซียงเยว่ค่อนข้างตกใจ นางไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงต้องการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรไปทำไม และยังดูเหมือนเขาจะต้องการวัตถุดิบจำนวนมากด้วย

“เจ้าอยากได้สมุนไพรกี่ชุด?” นางกล่าวถาม “ผลธาตุสัตว์ หญ้าสัตว์วิญญาณ รากพืชสามใบ แล้วก็ดอกไม้อสูร ทั้งหมดนี่ใช่มั้ย?”

เฉินเซี่ยงพยักหน้า “เอามาให้ข้าก่อน 50 ชุด”

“เยอะขนาดนั้นเชียว!” นางตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เจ้าจะเอาไปทำอะไร?”

เฉินเซี่ยงยิ้มพลางกล่าว “ข้าก็จะเอาไปปรุงยานี่แหละ… ข้าวางแผนว่าจะเป็นนักปรุงยาระดับ 5… ถึงจะเป็นระดับต่ำ แต่แค่นี้ก็ทำให้ข้าเข้าแข่งขันการปรุงยาระดับสูงได้แล้ว”

“อันธพาลน้อย ไม่ใช่ว่าเจ้ารู้แค่วิธีการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานหรอกหรอ? นั่นมันเป็นแค่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำทั่วๆไป ตามที่ข้ารู้ ในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ เม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาร้อยอสูรเป็นเม็ดยาที่สกัดกลั่นได้ค่อนข้าง่าย ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนซึ่งมันน้อยเกินไป เจ้าต้องเชื่อฟังข้าและเข้าร่วมการแข่งขันเม็ดยาระดับกลาง!” นางแนะนำ

“ข้าไม่อยากให้เงินของข้าเสียเปล่ากับเรื่องที่ข้าไม่ต้องการ!”

เฉินเซี่ยงยิ้ม “เซียงเยว่…. มาพนันกันหน่อยมั้ย? ถ้าข้าสามารถเป็นนักปรุงยาระดับ 5 ได้ภายในสามเดือน…ท่านต้องให้ข้าจูบ”

นางแค่นเสียงก่อนจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ข้าไม่พนัน!”

นี่ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างประหลาดใจ เขาคาดไม่ถึงว่านางจะปฏิเสธเด็ดขาดขนาดนี้

เฉินเซี่ยงแลบลิ้นก่อนกล่าวถาม “พี่ฮวา กะประมาณให้ข้าหน่อยได้มั้ยว่าข้าต้องจ่ายผลึกศิลามากเท่าไหร่? แล้วท่านมีวัตถุดิบเพียงพออยู่ใช่มั้ย?”

“ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครซื้อสมุนไพรพวกนี้มานานซะจนวัตถุดิบพวกนั้นจะเสียหมดแล้ว ถึงของพวกนี้จะเป็นสิ่งที่ดีในการฝึกฝน แต่เวลาที่ใช้สกัดกลั่นมันนานเกินไป เว้นแต่จะมีสัตว์วิญญาณจำนวนมากให้เลี้ยงดู นอกนั้น นับว่ามันไม่มีประโยชน์เลยก็ได้” นางมองเห็นท่าทางที่แน่วแน่เป็นอย่างมากของเฉินเซี่ยง นางจึงทำได้เพียงยอมแพ้ “สมุนไพรแต่ละชุดราคา 200,000 ผลึกศิลา แต่มันถูกมากสำหรับเจ้า”

เฉินเซี่ยงค่อนข้างพึงพอใจกับราคานี้ เพราะด้วยสมุนไพร 1 ชุดเขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาได้ประมาณ 7 ถึง 8 เม็ดซึ่งสามารถขายได้ประมาณ 2 – 3 แสนผลึกศิลา

แต่ถึงอย่างนั้น ราคาที่เฉินเซี่ยงต้องจ่ายไปทั้งหมดก็เกือบ 10 ล้านผลึกศิลาซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกปวดใจ เขาต้องจ่ายด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงถึง 2,000 เม็ด ก่อนจะมาที่นี่ เฉินเซี่ยงเอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมาด้วยมากกว่าหมื่นเม็ด แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าต้องปล่อยให้มันหลุดมือไปมากมายขนาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงกังวลคือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงพวกนี้จะเพียงพอสำหรับการประมูลหรือเปล่า……………………………………………



Chapter 278 – แผ่นดินที่หายไป

เมื่อฮวาเซียงเยว่เห็นท่าทางปวดใจของเฉินเซี่ยง นางได้แต่แอบยินดี

“รับไป… ข้าหวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จ แต่ตามประสบการณ์ของข้า หากเจ้าไม่สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรล้มเหลวร้อยถึงสองร้อยครั้ง เจ้าคงทำไม่สำเร็จแน่” นางยื่นส่งสมุนไพรหลักทั้ง 4 ที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรให้กับเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงรับสมุนไพรมาจากนางแล้วกล่าวพลางยิ้ม “สมุนไพรทั้ง 50 ชุดนี้ก็เพียงพอให้ข้าประสบความสำเร็จแล้ว ท่านไม่รู้หรอว่าข้าเป็นนักปรุงยาอัจฉริยะ! แต่ข้าคิดไม่ถึงจริงๆนะว่าท่านจะมีสมุนไพรวิญญาณกับตัวมากขนาดนี้”

“แน่อยู่แล้ว! ข้าเป็นถึงหนึ่งในผู้ดูแลดันเซี่ยงเถาหยวนเชียวนะ” นางสงสัยในคำกล่าวของเฉินเซี่ยง นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีนักปรุงยาคนไหนที่สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรได้ใน 50 ครั้ง

เฉินเซี่ยงแกล้งตกใจ “งั้นก็พูดได้ว่า… พี่ฮวาคือสตรีผู้มั่งคั่งใช่มั้ย?”

“ฮี่ฮี่ ตอนนี้เจ้าเสียใจหรือยังที่ไม่รับข้าเป็นสาวใช้?” นางเย้าหยอกพลางยื่นมือลูบไล้แก้มเฉินเซี่ยงเบาๆ ดวงตาคู่งามอันกระจ่างใสของนางจับจ้องเฉินเซี่ยงอย่างยั่วยวน…เสน่หา ดวงตาของนางเป็นประกาย ดึงดู และงดงามจนทำให้เฉินเซี่ยงกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“แต่ถ้าท่านเป็นสาวใช้ของข้า… ข้าจะหลับนอน…และอาบน้ำกับท่านทุกคืนวันเลยหล่ะ!” เฉินเซี่ยงกุมมือทั้งสองข้าของนางไว้เบาๆพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย

ความรู้สึกที่มือของนางถูกเฉินเซี่ยงลูบไล้เบาๆนั้นทำให้นางอายทั้งใบหน้าของนางยังแดงระเรื่อ นางอยากจะถอนมือกลับแต่เฉินเซี่ยงกุมมือนางเอาไว้แน่น นางคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะใจกล้าหน้าด้านขนาดนี้

เมื่อเฉินเซี่ยงมีความสุขกับสัมผัสที่ได้กุมมืออันละเอียดอ่อนของนางไว้ มีหรือเฉินเซี่ยงจะยอมปล่อยมือนาง ทำให้นางด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะ “ข้าจะปล่อยให้เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาอยู่ที่นี่คนเดียว ที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองดันเซี่ยงแล้ว”

เฉินเซี่ยงส่ายหน้าแล้วหัวเราะพลางกล่าว “ไม่จำเป็น… ข้ามีที่ของข้าแล้ว และข้าก็รู้สึกว่ามันปลอดภัยกว่าที่นี่ด้วย”

“เจ้าหมายถึงร้านอาวุธเฉินปิงงั้นหรอ?” นางไม่รู้ว่าทำไมจู่เงาร่างของหลิวเมิ่งเอ๋อก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางทำให้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอิจฉา

“ยินดีด้วย!! ท่านเดาถูกแล้ว!” เฉินเซี่ยงยิ้มกว้างก่อนจะหันหลังกลับ

“เจ้ากับหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์อะไรกัน?” นางกล่าวถามอย่างนุ่มนวลเพื่อหยุดไม่ให้เฉินเซี่ยงไป

“ไม่ว่าข้ากับนางจะมีความสัมพันธ์อะไร…มันก็ไม่ใช่ธุระของท่าน” เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าวทำให้นางทำหน้ามุ่ยพลางกระทืบเท้า

“เจ้าอันธพาลน้อย! นี่เจ้าไม่มีข้าอยู่ในหัวใจบ้างเลยหรอ?” นางหยิกแขนเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงนั่งลงแล้วกล่าวอย่างคร่ำครวญ “พี่เซียงเยว่… เมื่อกี้ท่านก็เอาเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไปจากข้าแล้วตั้ง 2,000 เม็ด แน่นอนว่าข้าย่อมเข้าใจเจตนาท่าน”

“ฮึ่ม เจ้าอันธพาลน้อย บอกความจริงข้ามา…ว่าเจ้ากับหลิวเมิ่งเอ๋อมีความสัมพันธ์อะไรกัน?” นางกล่าวถามด้วยท่าทางที่ค่อนข้างจริงจัง

เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจว่าทำไมเหล่าอิสตรีทุกนางถึงได้อ่อนไหวนัก ก่อนหน้านี้ก็เป็นหลิวเมิ่งเอ๋อที่ถามความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮวาเซียงเยว่ แล้วตอนนี้ก็เป็นฮวาเซียงเยว่ที่ถามคำถามเดียวกัน

“ภรรยาของข้าเป็นศิษย์ของนาง แล้วนางก็ดีกับศิษย์ของนางมาก ฉะนั้นแล้ว นางย่อมต้องปฏิบัติกับสามีของศิษย์นางอย่างดีด้วยเช่นกัน ถ้าจะให้พูดตรงๆก็…นางเป็นพี่สาวที่ใจดีกับข้ามากๆ” เฉินเซี่ยงกล่าว เขาสัญญากับหลิวเมิ่งเอ๋อว่าจะไม่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองให้ใครฟัง

“ข้าไม่เชื่อเจ้า มันต้องมีอะไรแน่…ถึงมันจะดูเหมือนเรื่องตลก แต่ข้าก็เชื่อสัญชาตญาณของข้า” เมื่อครั้งที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ ฮวาเซียงเยว่เห็นสายตาที่เฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อจ้องมองกัน…มันดูแปลกๆ อีกอย่าง ทั้งสองยังแอบชำเลืองมองกันบ้างเป็นครั้งคราว แม้มันจะไม่ชัดเจนนัก…แต่นางก็สัมผัสถึงมันได้

ฮวาเซียงเยว่รู้สึกอิจฉา… ถ้าเฉินเซี่ยงไม่ได้หูหนวกตาบอด ด้วยน้ำเสียงยามที่นางกล่าว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เฉินเซี่ยงจะไม่ทราบ แต่ถึงอย่างนั้น เขายังคงไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของนางอย่าง แต่สำหรับเขาและหลิวเมิ่งเอ๋อนั้น…ทั้งสองใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก เพราะทั้งเขาและนางได้ผ่านหลายๆสิ่งมาด้วยกัน รู้ความลับมากมายของกันและกัน และด้วยศักยภาพทั้งความสามารถของเขาทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ฮวาเซียงเยว่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุดกล่าว นางรู้เหตุผลที่เฉินเซี่ยงไม่ยอมรับในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับหลิวเมิ่งเอ๋อ เพราะมันคือความลับและนางก็ไม่อยากพัวพันกับเรื่องนี้

“อันธพาลน้อย… เจ้าเคยกลับไปฝั่งโลกธรรมดาสามัญบ้างมั้ย?” นางกล่าวถาม

“ข้ายังไม่ได้กลับไปเลย ข้าตั้งใจว่าจะรอให้งานชุมนุมแห่งดันเซี่ยงเถาหยวนจบลงก่อนแล้วค่อยไป” เฉินเซี่ยงกล่าว เขาคิดถึงบิดาของเขาเป็นอย่างมาก

ฮวาเซียงเยว่ถอนหายใจเบาๆ “ดูเหมือนหลิวเมิ่งเอ๋อจะยังไม่ได้บอกเจ้ากับเซี่ยนเซี่ยนเรื่องโลกธรรมดาสามัญนะ… จู่ๆ…โลกฝั่งนั้นก็หายไปเหลือไว้เพียงมหาสมุทรขนาดใหญ่”

“อะไรนะ?” เฉินเซี่ยงยืนขึ้นอย่างรวดเร็วพลางมองฮวาเซียงด้วยความไม่อยากเชื่อ

“หลิวเมิ่งเอ๋อทราบเรื่องนี้ แม้แต่ประมุขของเจ้าก็รู้ ก่อนหน้านี้…ทั้งข้ากับเขาก็ได้พูดคุยเรื่องนี้กันแล้ว!” ฮวาเซียงเยว่กล่าว

ทั่วร่างของเฉินเซี่ยงสั่นสะท้าน สมองของเขาว่างเปล่า ถ้าโลกฝั่งนั้นหายไป…แล้วบิดากับตระกูลเฉินของเขาหล่ะ? พวกเขาไปอยู่ที่ไหน?

“ข้าจะกลับไปดู!” ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าว นางก็จับแขนของเฉินเซี่ยงไว้ “ไม่ต้องกังวล พวกเขาไม่เป็นอะไรแน่นอน ที่แน่ๆคือโลกฝั่งนั้นไม่ได้จมลงไปในมหาสมุทร แผ่นดินทั้งหมดของที่นั่นได้หายไปซึ่งเป็นไปตามตำนานในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่ นั่นเป็นเหตุผลที่หลิวเมิ่งเอ๋อและประมุขของเจ้าไม่บอกเจ้า”

จิตใจของเฉินเซี่ยงสงบลงก่อนกล่าวถาม “ตำนานอะไร?”

“ตามตำนานได้กล่าวไว้ ก่อนมหาภัยพิบัติจะเริ่มต้นขึ้น…โลกธรรมดาสามัญฝั่งนั้นจะหายไป และเมื่อมหาภัยพิบัติสิ้นสุดลง โลกธรรมดาสามัญก็จะกลับมาเช่นเดิม แต่หลังจากนั้น….หลังจากนั้น จะมีซากศพอันน่าสยดสยองมากมายปรากฏขึ้นที่นั่น ซึ่งทิวทัศน์ที่เห็นนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก”

ซากศพ? ผาปีศาจนิรันดร์ ซากศพของเหล่านิรันดร์และเหล่าปีศาจ… จู่ๆเฉินเซี่ยงก็นึกถึงสถานที่แห่งนั้น ที่ที่เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาถูกศัตรูของพวกนางล่อลวงไป แต่ถึงอย่างนั้น ที่นั่นคือโลกธรรมดาสามัญ มันจะเป็นที่ของเหล่านิรันดร์และเหล่าปีศาจที่ทรงพลังได้ยังไงกัน? อีกอย่าง ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่ก็ดูไม่เหมือนคนที่อาศัยอยู่ในโลกธรรมดาสามัญด้วย

“ท่านหมายความว่า…” จู่ๆเฉินเซี่ยงก็คิดถึงบางสิ่ง เฉินเซี่ยงรู้สึกตกใจ ด้วยเรื่องราวเหล่านี้…บางทีโลกธรรมดาสามัญอาจจะไปอยู่ที่แดนสวรรค์!!

“เจ้าไม่ต้องกังวล โลกธรรมดาสามัญจะกลับมาแน่และชาวเมืองก็จะปลอดภัยด้วย” นางปลอบโยนเฉินเซี่ยง

เฉินเซี่ยงถอนหายใจยาว ตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นเองเป่ยยู่ยู่ก็กล่าวขึ้น “ที่นางพูดเป็นความจริง อีกไม่นาน…โลกฝั่งนั้นจะกลับมา”

“อันธพาลน้อย อย่าได้คิดมากจนเกินไป จงตั้งสติอยู่กับการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเจ้า มันจะช่วยเจ้าได้มากในช่วงมหาสงครามสามดินแดน ในดินแดนลี้ลับทางใต้ เทพปีศาจได้หมายตาเจ้าไว้ เมื่อสงครามอุบัติขึ้น เจ้าจะตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างมาก” ซูเหม่ยเหยากล่าว

เฉินเซี่ยงออกจากหอคอยดันเซี่ยงแล้วกลับไปยังร้านอาวุธเฉินปิง ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อคุ้นเคยกับพลังใหม่ของนางแล้ว แต่เมื่อนางเห็นท่าทางที่ไม่ค่อยดีของเฉินเซี่ยงนางจึงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น?”

“พี่เมิ่งเอ๋อ ท่านรู้เรื่องที่โลกธรรมดาสามัญหายไปแล้วใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงถามพลางก้มหน้า

หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจเบาๆพลางกล่าว “ฮวาเซียงเยว่ใช่มั้ย? ทำไมสาวเจ้าเสน่ห์เช่นนางบอกเรื่องนี้แก่เจ้ากัน!?”

เฉินเซี่ยงรู้ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้เฉพาะกับเขา แต่นางยังปิดบังเรื่องนี้กับซู่เซี่ยนเซี่ยนด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เฉินเซี่ยงก็รู้ว่าที่ทางทำไปทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขา ดังนั้น เฉินเซี่ยงถึงไม่ได้ตำหนิหนาง………………………….




Chapter 279 – อารมณ์ดีขึ้น

เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อเห็นท่าทางหดหู่ของเฉินเซี่ยงนางจึงโกรธเล็กน้อย “ข้าจะไปคุยฮวาเซียงเยว่ ข้ารู้ว่าถ้าเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วเจ้าจะเป็นแบบนี้”

“อย่าไป..ข้าไม่เป็นไร!” เฉินเซี่ยงฝืนยิ้ม เขาไม่อยากให้สตรีทั้งสองนางต้องขัดแย้งกัน

หลิวเมิ่งเอ๋อลูบหัวเฉินเซี่ยงเพื่อปลอบโยนเขา “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องของเจ้าหรอก เจ้าไม่ต้องกังวล! ข้าไม่ควรปิดบังเจ้า ข้าควรจะบอกเรื่องนี้กับเจ้าก่อน!”

จู่ๆก็มีเสียงที่อิจฉาเล็กน้อยดังมา “ปิดบังเขาไม่ใช่เรื่องดี น้องเมิ่งเอ๋อ…เจ้าควรจะบอกเขาจริงๆนั่นแหละ”

ฮวาเซียงเยว่มา! นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเล็กน้อย “อืม…”

ในที่สุดฮวาเซียงเยว่ก็มั่นใจว่าอันธพาลน้อยอย่างเฉินเซี่ยงมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหลิวเมิ่งเอ๋อจริงๆ ที่ฮวาเซียงเยว่ตามมาที่นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเขา

“ในโลกธรรมดาสามัญมีข่ายพลังกั้นอยู่ ถ้าเขาไม่รู้แล้วสุ่มสี่สุ่มห้าไปที่นั่นมันจะทำให้เขาบาดเจ็บได้ ปกติแล้วมันจะไม่มีข่ายพลัง แต่ตอนนี้มันมี” ท่าทางของฮวาเซียงเยว่ดูเคร่งขรึม นางนั่งลงข้างๆเฉินเซี่ยง แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือหลิวเมิ่งเอ๋อรินน้ำชาให้นาง ความสัมพันธ์ของทั้งสองนางไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เฉินเซี่ยงคิด

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเฉินเซี่ยงกำลังอารมณ์ไม่ดี เขาคงข่มเหงสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนางไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อจ้องมองไปยังสองสาวงามล่มเมือง มันก็ทำให้เฉินเซี่ยงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย

“จิตวิญญาณเพลิง!” นางสะดุ้งเพราะความตกใจกระทั่งบีบแก้วน้ำชาในมือของนางจนแตก ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงเองก็ตกใจไม่ต่างกัน

ฮวาเซียงเยว่สัมผัสได้ว่าปราณเพลิงที่แผ่ออกมาจากร่างกายของหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นต่างไปจากเดิม มันน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นอย่างมาก เปลวเพลิงที่ไม่ธรรมดาชนิดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของการผสานกับจิตวิญญาณเพลิง

“พี่สาวเจ้าเสน่ห์…ท่านก็มีเหมือนกันหรอ?” หลิวเมิ่งเอ๋อก็ประหลาดใจเช่นกัน นางปกบิดเป็นอย่างดีแล้วแต่ถึงอย่างนั้นฮวาเซียงเยว่ยังรับรู้ได้ หากเป็นสถานการณ์ทั่วๆไปจะมีก็เพียงผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณเพลิงเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงมันได้

นางส่ายหน้าพลางมองเฉินเซี่ยง นางค่อนข้างสงสัยว่าการที่หลิวเมิ่งเอ๋อได้รับจิตวิญญาณเพลิงมาต้องเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับเฉินเซี่ยง เพราะครั้งที่อยู่ในดินแดนรกร้างทางใต้ หลิวเมิ่งเอ๋อยังไม่มีจิตวิญญาณเพลิง

“เมิ่งเอ๋อ เจ้าจะบอกเรื่องนี้กับคนอื่นไม่ได้นะ ข้าก็จะไม่บอกใครทั้งนั้น!” ฮวาเซียงเยว่กล่าวอย่างหนักแน่น

หลิวเมิ่งเอ๋อพยักหน้า “ข้ารู้”

ด้วยความที่เฉินเซี่ยงอารมณ์ไม่ดีเอามากๆเขาจึงกลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อนอย่างรวดเร็ว เขาประหลาดใจกับความสัมพันธ์ของหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่เล็กน้อย ด้วยคำเรียกที่ทั้งสองเรียกกันทำให้เฉินเซี่ยงสังเกตุเห็นได้อย่างง่ายดาย

เฉินเซี่ยงนอนลงที่นอนพลางถอนหายใจเล็กน้อย ในนยามนี้ เป่ยยู่ยู่กลายเป็นคนช่างพูดและคำกล่าวทุกคำของนางล้วนแต่ปลอบโยนเฉินเซี่ยงทั้งนั้น ถึงแม้นางจะปลอบโยนไม่เก่งแต่นางก็พยายามปลอบโยนเฉินเซี่ยงจนทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างมาก ซูเหม่ยเหยาเองก็ประหลาดใจเช่นเดียวกัน ศิษย์พี่ผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งของนางกลับรู้วิธีปลอบโยนผู้อื่น

ตอนนี้อารมณ์ของเฉินเซี่ยงดีขึ้นมาก แต่ทันทีที่เขาจะเริ่มปรุงยาก็มีบางคนเคาะประตูห้องของเขา

“อันธพาลน้อยรีบเปิดประตูเร็วเข้า!” เป็นน้ำเสียงของฮวาเซียงเยว่ ปกติแล้วจะมีแต่หลิวเมิ่งเอ๋อที่เรียกขานเขาแบบนั้น แต่ตอนนี้แม้แต่ฮวาเซียงเยว่ก็ยังเรียกขานเขาแบบนั้น นั่นยิ่งทำให้เฉินเซี่ยงสงสัยว่าหลิวเมิ่งเอ๋อได้บอกเล่าอะไรกับฮวาเซียงเยว่หรือไม่

หลังจากที่เฉินเซี่ยงเปิดประตู เขาก็พบกับรอยยิ้มเย้าหยอกบนใบหน้าของนาง “อันธพาลน้อย อีกสองเดือนข้างหน้าจะมีงานประมูลใหญ่เกิดขึ้น ข้ากับน้องเมิ่งเอ๋อเองก็จะเป็นแขกคนพิเศษ”

“ท่านพูดเรื่องอะไร?” เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าวอย่างหมดหนทาง ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเป็นอย่างมาก แต่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับไม่เป็นเช่นนั้นทำให้เฉินเซี่ยงไม่พอใจเล็กน้อย

“ก็ไม่มีอะไร แค่เพราะเจ้าคืออัธพาลน้อยเท่านั้นแหละ!” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะซุกซนพลางกล่าว “ข้ามาบอกลาเจ้า หากเจ้ามีธุระก็ให้มาหาข้า ข้าจะอยู่ที่หอคอยดันเซี่ยงสักพัก”

หลังฮวาเซียงเยว่ไป เฉินเซี่ยงก็คิดที่จะไปถามหลิวเมิ่งเอ๋อว่านางบอกอะไรกับฮวาเซียงเยว่ไปบ้าง แต่เมื่อเขาไปถึงหน้าประตูห้องของนางกลับพบข้อความบางอย่างติดอยู่ “ห้ามรบกวน กำลังอยู่ระหว่างการเก็บตัวบ่มเพาะ”

หลังจากเคาะประตูไปชั่วครู่ ก็ยังไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา

“ไม่มีใครอยู่ในนั้น บางที…นางอาจจะไปหาเซี่ยนเซี่ยนภรรยาของเจ้า” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว

เฉินเซี่ยงส่ายหัวพลางถอนหายใจ หากเป็นเช่นนั้น นางต้องไปบอกเรื่องที่โลกธรรมดาสามัญหายไปกับเซี่ยนเซี่ยนแน่

เมื่อกลับมาที่ห้อง เฉินเซี่ยงก็หยิบเอาเตาปรุงยาของมาก่อนจะเริ่มต้นสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างร้อยอสูรขณะที่เป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาก็ปรากฏตัวขึ้นในห้อง

“วางใจเถอะ เสวี่ยอี๋คอยระวังให้อยู่ พี่เมิ่งเอ๋อของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้น พวกข้าจึงออกมาสูดอากาศสดชื่นได้!” ซูเหม่ยเหยาบิดเอวของนางอย่างเกียจคร้านพลางทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ส่วนเป่ยยู่ยู่เองก็นั่งลงบนที่นอนพลางเล่นกับเครื่องเพชรที่เฉินเซี่ยงเพิ่งจะซื้อให้ในวันนี้

อาภรณ์ที่ทั้งสองนางสวมใส่ก็ล้วนแต่เฉินเซี่ยงซื้อให้ อาภรณ์ของพวกนางงดงามอย่างที่สุดทั้งยังทันสมัยอย่างที่สุด พวกนางสวมใส่ชุดกระโปรงที่ทำมาจากผ้าชีฟองอันเผยให้เห็นเรียวขาอันงดงามและแขนที่ขาวราวกับหยกของพวกนางซิ่งนับเป็นอาหารตาของเฉินเซี่ยง

ถึงแม้ใบหน้าของเป่ยยู่ยู่จะยังคงความเย็นชา แต่สำหรับเฉินเซี่ยงแล้ว มันช่างอ่อนโยนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดวงตาของนางที่มองเขาอย่างอ่อนโยน มันทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงเต้นรัว ยิ่งเมื่อคิดถึงเรื่องที่นางปลอบโยนเขาก่อนหน้านี้ มันทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกดีเป็นอย่างมาก

จากเดิมที่เฉินเซี่ยงรู้สึกหดหู่ แต่จู่ๆเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฮึกเหิม เขานำสมุนไพรออกมาแล้วเริ่มจัดการกับพวกมันในทันที เขาอยากจะฟื้นความแข็งแกร่งให้กับพวกนางเร็วๆเพื่อที่พวกนางจะได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน เขาต้องการให้พวกนางใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลและเดินไปนู่นมานี่ด้วยเสื้อผ้าที่เขาซื้อให้

เฉินเซี่ยงแบ่งสมาธิในการจัดการกับสมุนไพรและฟังซูเหม่ยเหยาบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเม็ดยาร้อยอสูร จากคำกล่าวของซูเหม่ยเหยา เฉินเซี่ยงก็ได้รู้ว่าการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

“มังกรน้อย เม็ดยาร้อยอสูรนี่เหมาะกับเจ้าเลยใช่มั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางเย้าหยอกนางจนทำให้นางพ่นน้ำลายออกมา

“ไอ้เม็ดยานั่นไม่เหมาะกับข้าแน่นอน! เจ้าคิดว่ามังกรอย่างข้าเหมือนกับไอ้พวกสัตว์วิญญาณชั้นต่ำพวกนั้นหรอ?” นางกล่าวพลางทำหน้ามุ่ย นางนั่งลงบนที่นอนตรงกลางระหว่างสองสาวงาม พลางกินเม็ดยาที่ทั้งสองสาวเอาให้ทำให้นางดูเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อย

เฉินเซี่ยงรู้สึกว่านางจะโตขึ้นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้รูปลักษณ์ของนางเหมือนเด็กสิบขวบ แต่ตอนนี้รูปลักษณ์ของนางจะเหมือนกับเด็กอายุ 12 ไม่ก็ 13 ขวบแล้ว ที่หน้าอกของนางก็มีบางอย่างนูนออกมาเล็กน้อย หน้าอกของนางเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว อีกอย่างหัวของนางก็โตขึ้นทำให้นางดูน่ารัก

เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน “ถ้าข้าสกัดกลั่นเม็ดยาเสร็จ เจ้าอย่ามาขอข้าก็แล้วกัน…เข้าใจมั้ย?”

เม็ดยาร้อยอสูรคือเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ มันมีประโยชน์สำหรับสัตว์วิญญาณเป็นอย่างมากถึงแม้จะเป็นสัตว์วิญญาณระดับ 9 ก็ตาม แม้เม็ดยาสร้างรากฐานจะให้ปราณจำนวนมาก แต่มันกลับไร้ประโยชน์กับสัตว์วิญญาณ

ตามความเข้าใจของเฉินเซี่ยง มังกรก็เป็นสัตว์เหมือนกันทำให้เม็ดยาร้อยอสูรนั้นเหมาะกับหลงเสวี่ยอี๋ และยังเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร

เฉินเซี่ยงมีประสบการณ์ในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุมาแล้ว เขาจึงรู้ว่าการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นค่อนข้างง่าย แม้ว่าเขาจะล้มเหลวอยู่หลายครั้ง แต่หลังจากผ่านความล้มเหลวเหล่านั้นมาเขาก็ก้าวหน้าขึ้น………………………………………..





Chapter 280 – เม็ดยาร้อยอสูร

เม็ดยาร้อยอสูรสกัดกลั่นได้ยากเล็กน้อย ความยากของการสกัดกลั่นจะอยู่ที่การผสานแก่นชีวิตที่มาจากเม็ดอสูรและสมุนไพร อีกอย่าง นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงใช้แก่นของสัตว์วิญญาณมากขนาดนี้ในการสกัดกลั่นเม็ดยา

ผลธาตุสัตว์ หญ้าสัตว์วิญญาณ รากพืชสามใบ และดอกไม้อสูร สมุนไพรทั้ง 4 ชนิดนี้ค่อนข้างแพง แต่มันก็ยังไม่ใช่สมุนไพรล้ำค่า

ผลธาตุสัตว์ หญ้าสัตว์วิญญาณ ดอกไม้อสูร ทั้งสามอย่างนี้หาได้ในที่ที่สัตว์วิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้น สมุนไพรเหล่านี้จะมีสัตว์ที่ทรงพลังคอยปกป้องอยู่ ดังนั้น จึงมีนักสู้ที่ทรงพลังเท่านั้นถึงจะไปเก็บมาได้… สมุนไพรเหล่านี้จะมีพลังงานในตัว เพียงแต่มันจะมีประโยชน์กับสัตว์อสูรเพราะร่างกายที่ไม่ธรรมดาของพวกมัน แต่สำหรับมนุษย์แล้ว แม้มันจะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่มันก็น้อยเป็นอย่างมาก

รากพืชสามใบคือรากของต้นไม้ที่แปลกประหลาด ต้นของมันจะมีใบไม้ที่ต่างกันสามชนิดเติบโตอยู่และแต่ละใบก็ยังมีสีที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก รากของมันสามารถงอกใหม่ได้ทั้งยังสร้างพลังงานที่พิเศษเฉพาะได้ มันมีประโยชน์กับสัตว์วิญญาณเป็นอย่างมากและมันยังสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกายของพวกสัตว์วิญญาณได้ด้วย

แกนกลางของสัตว์วิญญาณจะมีแก่นชีวิตอยู่ภายในนั้นเป็นจำนวนมากและพลังงานของสัตว์วิญญาณเองก็จะเก็บสะสมอยู่ในนั้น ซึ่งเทียบได้กับปราณของมนุษย์ อีกอย่างพลังงานของสัตว์อสูรก็บริสุทธิ์จนหาที่เปรียบไม่ได้ ในยามนี้เฉินเซี่ยงกำลังควบคุมแก่นอสูรจำนวนมากและผสานพวกมันเข้ากับผงสมุนไพรที่มีลักษณะต่างกัน จุดประสงค์ในครั้งนี้คือการบีบอัดพวกมันจนกลายเป็นเม็ดยา

ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงในอยู่ช่วงแรกเริ่มเท่านั้น แต่ตอนนี้จิตวิญญาณของเขามีอายุได้ 10 ปีแล้ว ทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาในยามนี้แตกต่างกับเมื่อราวกับคนละโลก นั่นจึงทำให้เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาได้ง่ายขึ้นและควบคุมเตาปรุงยาได้ละเอียดมากขึ้น

เมื่อเตาปรุงยามังกรเพลิงสั่นไหวอย่างรุนแรง เฉินเซี่ยงก็ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอก่อนที่เตาปรุงยาจะสงบลง ทันทีที่เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาปรุงยาออก ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย “หลังจากล้มเหลวไป 25 ครั้ง ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ!”

แค่วันเดียวเฉินเซี่ยงก็สกัดกลั่นเม็ดยาได้สำเร็จ ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่พึงพอใจเป็นอย่างมาก หากเฉินเซี่ยงก้าวหน้าได้รวดเร็วมากเท่าไหร่ พวกนางก็ฟื้นคืนความแข็งแกร่งได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น

“8 เม็ด!” เฉินเซี่ยงเปิดฝาเตาขึ้น เขาเห็นเม็ดยาเปล่งประกายแสงสีครามอยู่ 8 เม็ดทั้งแต่ละเม็ดยังมีแก่นปราณของแกนอสูรจำนวนมาก เขาหยิบยาขึ้นมาเม็ดนึงก่อนจะโยนให้กับหลงเสวี่ยอี๋แล้วหัวเราะพล่างกล่าว “มังกรน้อย ลองดูสิ!”

ถึงหลงเสวี่ยอี๋จะรับมัน แต่ท่าทางของนางดูไม่มีความสุข นางกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าเป็นมังกร…ไม่ใช้สัตว์วิญญาณชั้นต่ำพวกนั้น เม็ดยาแบบนี้สำหรับข้าแล้ว มันก็เหมือนกับเอาเม็ดยานี้ไปให้มนุษย์ มันไร้ประโยชน์!!”

ถึงนางจะพูดแบบนั้น แต่เมื่อนางเห็นเม็ดยาที่งดงามทั้งยังโชยกลิ่นหอมอันน่าดึงดูด ทำให้นางเลียริมฝีปากทั้งกลืนน้ำลายอึกใหญ่

ในสายตาของนาง เม็ดยาร้อยอสูรดีกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานเป็นไหนๆโดยเฉพาะกลิ่นหอมของมันที่นางไม่อาจไม่ต้านทานได้ และพลังงานที่อัดแน่นอยู่ในเม็ดยาทำให้นางน้ำลายแทบหก

ในสายตาของนางแล้ว เม็ดยาร้อยอสูรนั้นเหมือนกับอาหารอันโอชะ

ท่าทางของนางในตอนนี้ทำให้เฉินเซี่ยงและสองสาวงามแอบหัวเราะลั่นอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้นางยังกล่าวอย่างหนักแน่นว่าเม็ดยาร้อยอสูรไม่ดีพอสำหรับสายเลือดมังกรเช่นนาง แต่ด้วยท่าทางของนางในตอนนี้ที่กำลังบอกว่า ‘ข้าแทบจะอดกินมันไม่ไหวแล้ว’ มันทำให้ผู้ที่มองนางอดหัวเราะไม่ได้

มังกรน้อยแสนซนยังไงก็ยังเป็นมังกรน้อยแสนซนอยู่วันยังค่ำ ปกติแล้วนางจะชอบกินเม็ดยามากมายอยู่เสมอ และตอนนี้นางไม่ใส่ใจกับเกียรติแห่งมังกรของนางแล้ว นางโยนเม็ดยาร้อยอสูรเข้าไปในปากแล้วเคี้ยวมันอย่างระมัดระวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงเห็นนางกินเม็ดยาอย่างระมัดระวัง ก่อนหน้านี้ ทุกๆครั้งที่นางกินเม็ดยา นางจะโยนเข้าไปในปากคราวละมากๆรวดเดียว

“รสชาดดีใช่มั้ย!” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว

“อื้ม!” นางพยักหน้า ดวงตาอันกระจ่างใจของนางกำลังจับจ้องเตาปรุงยาของเฉินเซี่ยง “มังกรคือจักรพรรดิของหมู่สัตว์ทุกตัว ถึงเม็ดยาร้อยอสูรมันจะหยาบๆไปหน่อย แต่มันก็ยังดีพอสำหรับมังกร เอามาให้ข้าอีกเร็วเข้า เม็ดยาแบบนี้มันไม่มีประโยชน์กับมนุษย์อย่างเจ้าหรอก”

เฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยาต่างก็เริ่มหัวเราะ ก่อนหน้านี้หลงเสวี่ยอี๋กล่าวว่ามันไร้ประโยชน์กับนาง แต่ตอนนี้นางทำอย่างกับมันเป็นสมบัติ

แม้ท่าทางของเป่ยยู่ยู่จะเย็นชาแต่ใบหน้าของนางกลับปรากฏเศษเสี้ยวรอยยิ้ม เมื่อเฉินเซี่ยงเห็น เขาจึงแอบยินดีอยู่ในใจอย่างไม่สิ้นสุด สตรีผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งอย่างนางเริ่มหัวเราะแล้ว สิ่งที่นางเป็นในตอนนี้เหมือนกับดอกพลัมสีแดงที่ผลิบานในดินแดนหิมะ มันทั้งสง่างามและอบอุ่น

เฉินเซี่ยงส่งเม็ดยาให้กับหลงเสวี่ยอี๋เพราะมันไร้ประโยชน์กับเขา

การสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรนั้นสกัดกลั่นได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก ด้วยเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นได้ถึง 2 ครั้งและแต่ละครั้งยังได้เม็ดยาครั้งละ 10 เม็ด ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังพอมีสมุนไพรเหลืออยู่ ด้วยความกระตือรือร้นของเฉินเซี่ยง เฉินเซี่ยงจึงสกัดกลั่นพวกมันทั้งหมด เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นได้สำเร็จ 20 ครั้งและล้มเหลวอีก 3 ครั้ง ทำให้ตอนนี้เขามีเม็ดยาร้อยอสูรอยู่ทั้งหมด 200 เม็ด

ผ่านไปสองวันยังไม่มีวี่แววของหลิวเมิ่งเอ๋อ ในช่วงสองวันนี้ทั้งเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาต่างก็อยู่ภายในห้องของเฉินเซี่ยงและเล่นกับหลงเสวี่ยอี๋ ส่วนเฉินเซี่ยงเองก็ไม่ได้ละการป้องกันเพราะเขาอยากให้พวกนางได้เล่นสนุก แม้สตรีทั้งสามนางจะไม่สามารถเที่ยวเล่นไปทั่วได้ แต่นี่ก็นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงปล่อยให้พวกนางเล่นสนุกตามใจปราถนา

“ไม่ต้องเป็นห่วงพวกข้าหรอก ถ้าเจ้ามีสิ่งที่ต้องทำ เช่นนั้นก็ไปเถอะ” เป่ยยู่ยู่เดินมาข้างๆเฉินเซี่ยง แม้น้ำเสียงของนางจะเย็นชา แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความอ่อนโยนที่อธิบายไม่ได้อยู่

“อันธพาลน้อย เจ้ากำลังจะไปหาสาวเจ้าเสน่ห์อย่างฮวาเซียงเยว่ใช่มั้ย?” ซูเหม่ยเหยากล่าวถามพลางหัวเราะ

“อืม ข้าอยากจะให้นางพาข้าไปจับสัตว์วิญญาณหน่ะ” เฉินเซี่ยงพยักหน้า จริงๆแล้วเขาอยากให้หลิวเมิ่งเอ๋อพาเขาไป แต่ตอนนี้นางไม่อยู่

เป่ยยู่ยู่กล่าว “เจ้าต้องซื้อกระเป๋าสัตว์อสูรก่อน แต่ราคามันแพงมาก”

กระเป๋าสัตว์อสูรมีความพิเศษเฉพาะในการเก็บสัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณ มันใช้ได้กับสัตว์เท่านั้น หากใส่มนุษย์เข้าไปในนั้นพวกเขาก็จะถึงจุดจบอย่างรวดเร็ว ราคาของกระเป๋าสัตว์อสูรแพงเป็นอย่างมาก จะมีก็แต่นักสู้ที่ครอบครองสัตว์วิญญาณหรือสัตว์ลึกล้ำที่น่าเกรงขามเท่านั้นที่จะซื้อกระเป๋าเช่นนี้

“ลองขอให้พี่เมิ่งเอ๋อของเจ้าสกัดกลั่นให้สิ? นางอาจจะใช้เวลาสักหนึ่งหรือสองวัน นางมีจิตวิญญาณเพลิง แล้วดังนั้นนางจะสกัดกลั่นได้เร็วกว่าเมื่อก่อน” ซูเหม่ยเหยากล่าวพลางหัวเราะ

เม็ดยาร้อยอสูรสามารถล่อสัตว์วิญญาณได้ทำให้สามารถจับพวกมันได้ง่ายขึ้น หากใครก็ตามที่ได้รับการยอมรับจากสัตว์วิญญาณและทำสัญญากับพวกมัน สัตว์วิญญาณตัวนั้นก็จะเป็นของคนผู้นั้นตลอดไป

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกสามวัน แต่กระนั้น หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงไม่กลับมา เฉินเซี่ยงไม่อาจรอนางได้อีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงออกจากร้านขายอาวุธแล้วไปยังหอคอยดันเซี่ยง เมื่อเฉินเซี่ยงเข้าไปในหอคอย ฮวาเซียงเยว่ก็มาหาเขาทันที

“อันธพาลน้อย เจ้าไม่ได้มาหาพี่สาวผู้นี้นานแล้วนะ! ตอนนี้เจ้าดีขึ้นแล้วหรอ?” นางหัวเราะซุกซนพลางกล่าว ในวันนี้ นางแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ด้วยผมทรงหางม้าของนางมันทำให้นางงดงามและดึงดูดเป็นอย่างมาก

เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว “ข้าดีขึ้นมากแล้ว ข้าอยากไปจับสัตว์วิญญาณ แต่ข้ากลัวว่าจะได้เจอกับสัตว์วิญญาณที่ทรงพลัง ทำให้ข้ามาขอความช่วยเหลือจากพี่เซียงเยว่”

“เอ๋? งั้นหมายความว่าเจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรได้แล้วหรอ? นี่ผ่านไปแค่ไม่กี่วันเองนะ!” นางตกใจทั้งคิ้วเรียวงามของนางยังขมวดแน่น นางแบมือออกมาพลางกล่าว “ขอข้าดูเม็ดยาร้อยอสูรของเจ้าหน่อย”

เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาออกมาเล็กน้อยแล้ววางลงบนมือของนาง “นี่คือสิ่งที่ข้าสกัดกลั่นได้หลังจากใช้สมุนไพรไปจนหมด!”

เมื่อนางเห็นเม็ดยาสีคราม นางกลับมึนงง “เป็นไปไม่ได้! เจ้าล้มเหลวไม่เกิน 50 ครั้ง และด้วยเวลาไม่กี่วันเจ้าก็ทำมันได้สำเร็จ… นี่เจ้าไม่เคยสกัดกลั่นมันมาก่อนใช่มั้ย?”

“ไม่เคย… นี่มันยากขนาดนั้นเลยหรอ?” เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นมันได้สำเร็จภายในวันเดียว

จากนั้นนางก็คว้าตัวเฉินเซี่ยงก่อนจะกระโดดออกไปจากหอคอยดันเซี่ยง ภายในพริบตาทั้งสองก็มาปรากฏตัวอยู่นอกเมืองดันเซี่ยง ร่างกายของเฉินเซี่ยงเกือบจะทนกับความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของนางไม่ได้……………………………………………………………..






ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)