WORLD DEFYING DAN GOD 281 - 300
Chapter
281 –
จับสัตว์
ด้วยความเร็วขนาดนั้น
ทำให้เสื้อผ้าของเฉินเซี่ยงขาดวิ่นทั้งผมของเขายังกระเซอะกระเซิง
เมื่อเห็นสภาพของเฉินเซี่ยงฮวาเซียงเยว่พลันหัวเราะลั่น
“ก่อนหน้านี้ข้ากำลังคิดว่าข้าจะออกไปเดินเล่น
แต่ข้าคาดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะมาหาข้า” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะซุกซน
นางกล่าวพลางช่วยเฉินเซี่ยงจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิง
ด้วยชุดธรรมดาๆของนางทำให้เฉินเซี่ยงตระหนักว่าสตรีนางนี้ช่างว่างนัก
นางเป็นผู้ดูแลของดันเซี่ยงเถาหยวน และเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้
นางเดินทางไปยังฝั่งโลกธรรมดาสามัญเพื่อล่อลวงเมล็ดพันธุ์ชั้นดีจำนวนไม่น้อยเพื่อมาเป็นนักปรุงยา
กระทั่งเฉินเซี่ยงเองก็เกือบถูกนางล่อลวง
“พี่เซียงเยว่
ทำไมท่านถึงไปยังโลกธรรมดาสามัญ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุก่อนที่มันจะหายไป
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังไม่พบอะไรเพียงแต่…ข้าพบสมบัติ
ตอนนั้นข้ารู้สึกเสียใจมากที่ข้าไม่โหดเหี้ยมพอ ไม่งั้น
ข้าคงใช้วิธีที่รุนแรงเพื่อดึงเจ้าเข้าดันเซี่ยงเถาหยวน” ฮวาเซียงเยว่ถอนหายใจลึก
เฉินเซี่ยงเดาว่านางรู้แล้วว่าเขามีเส้นโลหิตหยินหยางศักดิ์สิทธิ์
นั่นจึงทำให้นางพยายามลากเขามายังดันเซี่ยงเถาหยวนโดยใช้เรือนร่างและอาภรณ์ที่ทำให้โลหิตในกายของบุรุษเพศเดือดพล่าน
เมื่อเรือนร่างของนางปรากฏขึ้นใครความคิดของเฉินเซี่ยง
ใบหน้าของเขาพลันแดงระเรื่อเล็กน้อย
ฮวาเซียงเยว่เดินนำหน้าเฉินเซี่ยง
นางกล่าวพลางหัวเราะ “บางที…เจ้าอาจจะต้องตามติดพี่สาวผู้นี้
ข้าจะดูว่าตอนนี้เจ้ามีความแข็งแกร่งขนาดไหนแล้ว” ขณะที่นางกล่าว
ร่างของนางพลันพุ่งเข้าไปในป่า เฉินเซี่ยงขดปากก่อนจะไล่กวดนางไป
การเคลื่อนไหวของเฉินเซี่ยงค่อนข้างน่าอัศจรรย์
แม้ร่างกายของเฉินเซี่ยงจะกำยำ
แต่ความคล่องแคล่วว่องไวของเขาที่เห็นอยู่ตอนนี้นั้นดีกว่าฮวาเซียงเยว่
ที่เป็นเช่นนี้ก็ต้องยกให้พลังธาตุลมที่อยู่ในปราณแห่งมังกรครามที่เฉินเซี่ยงกำลังใช้อยู่
ซึ่งทำให้ร่างกายของเฉินเซี่ยงมีน้ำหนักเบามากขึ้น
ภายในป่า…
หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี กำลังย่ำไปบนยอดไม้อย่างรวดเร็วราวกับกำลังโบยบิน
ความเร็วของทั้งสองนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก ภายในพริบตา
ทั้งสองก็เคลื่อนผ่านไปกว่าหนึ่งร้อยจ้าง
จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงไม่สามารถไล่กวดนางได้ทัน
ส่วนฮวาเซียงเยว่เองก็แอบชื่นชมทักษะการเคลื่อนไหวอันสง่างามของเฉินเซี่ยง
แต่ความรวดเร็วของเฉินเซี่ยงกลับทำให้นางประหลาดใจมากกว่า
เพราะมันรวดเร็วกว่าที่นางจินตนาการไว้เป็นอย่างมาก
หลังจากวิ่งมาครึ่งค่อนวัน
ลมหายใจของเฉินเซี่ยงกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
ปราณภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงยังคงรุนแรงเป็นอย่างมากราวกับเขาไม่ได้เผาผลาญมันเลยแม้แต่น้อย
นี่เองที่ทำฮวาเซียงเยว่แอบสรรเสริญเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ
“อันธพาลน้อย
ความแข็งแกร่งของเจ้าไม่เลวเลย ร่างกายของเจ้าและปราณของเจ้าช่างน่าเกรงขามนัก
ไม่มีใครที่ทำแบบนี้ได้ในตอนนี้แม้แต่ข้าก็เถอะ!”
จู่ๆนางก็ลดความเร็วลงเพื่อรอเฉินเซี่ยงก่อนที่ทั้งสองจะเคลื่อนไหวไปติดๆกัน
ก่อนหน้านี้นางฉุดเฉินเซี่ยงแล้วเคลื่อนที่ออกมาจากเมืองดันเซี่ยงภายในพริบตา
ด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น หากเฉินเซี่ยงไม่ได้มีร่างกายที่ทนทาน
ป่านนี้ร่างกายของเขาคงกระจุยเป็นชิ้นๆไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ฮวาเซียงเยว่จึงมั่นใจว่าร่างกายของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“แน่นอน”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ไม่สงสัยเลยว่าทำไมหลิวเมิ่งเอ๋อถึงให้ราคากับเจ้าไว้สูงนัก
แต่อนิจจา…ที่นางได้เจ้าไปครอง วิหคย่อมรีบจับหนอนก่อนอย่างแท้จริงๆ”
ฮวาเซียงเยว่ถอนหายใจอย่างไร้หนทาง
เฉินเซี่ยงไม่อยากคุยเรื่องนี้กับนางต่อเขาจึงกล่าว
“พี่สาวที่รัก… เมื่อไหร่พวกเราจะพบสัตว์วิญญาณที่ทรงพลัง?”
“พวกเราต้องเข้าไปลึกกว่านี้
เจ้าอยากจับสัตว์วิญญาณใช่มั้ย? แล้วเจ้ามีกระเป๋าสัตว์อสูรหรือยัง?”
นางกล่าวถาม
จริงๆแล้วเฉินเซี่ยงอยากจะซื้อ
แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่เขากล่าวว่าอยากออกมาจับสัตว์วิญญาณ
นางจะลากเขาออกมานอกเมืองเลยแบบนี้
“ข้าไม่มี
ใครบอกให้ท่านไม่เปิดโอกาสให้ข้าพูดแล้วลากข้าออกมาแบบนี้หล่ะ?”
แต่ขณะที่เฉินเซี่ยงจะกลับไปซื้อ
นางพลันยิ้มกว้าง “อันธพาลน้อย…เอาไปสิ ถือซะว่าเป็นของขวัญ ข้าจำได้ว่า
ในโลกธรรมดาสามัญเจ้าให้หญ้าวิญญาณนรกชิ้นเล็กๆกับข้า”
ราคาอย่างน้อยๆของกระเป๋าสัตว์อสูรคือ
10 ล้านผลึกศิลา อีกอย่างการจะซื้อมันสักใบยังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อสตรีผู้ร่ำรวยเป็นคนให้เขาเอง
เขาจึงรับมันมาอย่างสบายใจ
รูปลักษณ์ขอกระเป๋าเก็บของและกระเป๋าสัตว์อสูรดูไปไม่ได้แตกต่างกัน
แต่ขนาดมิติที่อยู่ภายในนั้นแตกต่างกันอย่างมาก
จู่ๆท่าทางของฮวาเซี่ยงเยว่ก็เปลี่ยนไป
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “อันธพาลน้อย โลกใบนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิด
แม้ว่าเจ้าจะได้ติดต่อกับเหล่าประมุขนิกายที่ยิ่งใหญ่ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้ายังไม่เคยพบปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง
เพราะในโลกแห่งนักสู้ใบนี้…เฉินหวู่แผ่นดินใหญ่เป็นเศษธุลีเท่านั้น!”
“เจ้าต้องพยายามมากขึ้น
เพราะไม่มีใครช่วยเหลือเจ้าจากสิ่งที่กำลังจะมาถึงได้!”
เฉินเซี่ยงใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง
เขาเห็นความหวาดกลัวที่ลึกลงไปในดวงตาที่งดงามของนาง
เขารู้สึกราวกับว่าเขาถูกนางมองจนทะลุปรุโปร่ง
**—————-
เนื้อหาด้านล่างจะ ‘งง’ มาก ผมเองก็ตีความไม่ออกว่าเค้าพูดถึงเรื่องอะไร
เกี่ยวอะไรกัน เอาเป็นว่าไม่ต้องสนใจมันมาก —————————–**
“เจ้าใกล้ชิดกับหลิวเมิ่งเอ๋อและข้ามาก
ดังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะเห็นเป็นอย่างอื่น!
อย่าได้คิดว่าพวกข้าอ่อนแอเพราะแค่ดูจากรูปลักษณ์ของพวกข้า
แม้ข้าและเมิ่งเอ๋อจะไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
แต่หากพวกข้าต้องการทำลายมัน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่พวกข้าจะทำเช่นนั้น”
น้ำเสียงของฮวาเซียงเยว่เคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
ท่าทางของนางดูเหมือนผู้อาวุโสผู้เคร่งครัดกำลังสั่งสอนผู้เยาว์
“ตอนนี้พี่เมิ่งเอ๋อรู้หรือเปล่า?”
ฮวาเซียงเยว่พยักหน้า
“อย่าได้ตำหนินาง ความสัมพันธ์ระหว่างข้าและนางไม่ได้เป็นเหมือนข่าวลือ
ความสัมพันธ์ของพวกเราดีเป็นอย่างมาก
นางให้ข้าล่วงรู้การวิเคราะห์ของนางและข้าก็ได้บอกเล่าความเห็นของข้าเล็กน้อย”
เฉินเซี่ยงถอนหายใจเล็กน้อย
ทั้งเขาและหลิวเมิ่งเอ๋อต่างก็จูบกันแล้ว แล้วนางจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเฉินเซี่ยงมีเส้นโลหิตหยินหยางศักดิ์สิทธิ์? หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็รู้แล้วว่าเฉินเซี่ยงมีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิกายยอดนักสู้
ดังนั้น
ย่อมไม่ใช่เรื่องยากมากนักหากจะเชื่อมโยงตัวเขากับฮวั๋งเจี่ยนเทียนที่ถูกผนึกไว้ในดินแดนต้องห้ามของนิกายยอดนักสู้…
เฉินเซี่ยงคิดว่าหลิวเมิ่งเอ๋อนั้นเรียบง่ายเกินไป
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็มีชีวิตอยู่มากว่าหมื่นปี
ซึ่งบางครั้งเฉินเซี่ยงก็ลืมเรื่องนี้ไป แต่ถึงอย่างนั้น
นางก็ดีกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมากและเขาเองก็กระจ่างในเรื่องนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องที่เขาสามารถชิงหัวใจของธิดาแห่งสวรรค์อย่างหลิวเมิ่งเอ๋อได้
ใบหน้าของเฉินเซี่ยงพลันปรากฏรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจออกมา
จนทำให้ฮวาเซียงเยว่แอบขบริมฝีปาก
“เจ้ามันยอมตายดีกว่ายอมเปลี่ยนจริงๆเลยนะเจ้าอันธพาลน้อย…”
ฮวาเซียงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงชวนทะเลาะเบาๆ
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“พี่สาวที่รักของข้า… ข้ารู้ว่าท่ากำลังกังวลว่าข้าจะสับสนเพราะสตรีนางนึง
แต่ท่านอย่าลืมสิว่าก่อนหน้านี้ท่านเองก็เปลือยเปล่าต่อหน้าข้า…แต่ท่านก็ยังล่อลวงข้าไม่ได้เลย
ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ใบหน้าของฮวาเซียงเยว่แดงก่ำทั้งนางยังด่าทอเฉินเซี่ยง
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น นางทำได้เพียงยอมรับจิตใจของเฉินเซี่ยงเท่านั้น
เฉินเซี่ยงและฮวาเซียงเยว่ไม่ได้คุยเรื่องนั้นกันต่อ
เฉินเซี่ยงตระหนักว่าวิธีการที่เขาใช้ปกปิดนั้นยังไม่ดีพอและผู้อื่นยังคงมองออก
ก่อนหน้านี้ที่โลกธรรมดาสามัญ
ฮวาเซียงเยว่รู้แล้วว่าเฉินเซี่ยงมีเส้นโลหิตหยินหยางศักดิ์สิทธิ์
ซูเหม่ยเหยาและเป่ยยู่ยู่เองก็คาดไม่ถึงว่าฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อจะน่าเกรงขามขนาดนี้
ด้วยเพราะทั้งสองนาง เฉินเซี่ยงจึงคิดว่าวิธีการปกปิดของเขานั้นฉลาดมากๆแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่แบบนั้น
**———————————————————————————————-**
ตะวันเคลื่อนคล้อย
ท้องนภาถูกแทนที่ด้วยความมืด… ณ ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง…
ฮวาเซียงเยว่และเฉินเซี่ยงกำลังย่างเนื้อสัตว์อสูรอยู่…
ตลอดทั้งวันที่ผ่านมาทั้งสองหาสัตว์วิญญาณไม่เจอเลยสักตัว จะเจอก็แต่สัตว์อสูรบางตัวเท่านั้น
“หลังจากกินเสร็จแล้วให้เจ้าเอาเม็ดยาร้อนอสูรออกมา
ถ้าวิธีนี้ไม่สำเร็จ…เรื่องจับสัตว์วิญญาณก็ลืมไปได้เลย!” ฮวาเซียงเยว่กล่าว
ในยามนี้ปากนางเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และยิ่งได้เห็นเช่นนั้น
เฉินเซี่ยงยิ่งอยากจะเลียปากนางนัก
เฉินเซี่ยงหยิบเอาเม็ดยาร้อนอสูรออกมา
10 เม็ด เขาหัวเราะพลางกล่าว “แค่ 10
เม็ดก็น่าจะล่อสัตว์วิญญาณที่ทรงพลังออกมาได้บ้าง!”
เม็ดยาร้อยอสูรยังมีชื่อเรียกอีกชื่อคือ
‘เม็ดยาลวงสัตว์’ สำหรับสัตว์แล้ว เม็ดยาร้อยอสูรเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจเป็นอย่างมาก
แม้พวกมันจะอยู่ห่างออกไปคนละดินแดน แต่พวกมันยังคงได้กลิ่นเม็ดยาร้อยอสูรอยู่
หลังจากหยิบเม็ดยาร้อยอสูรออกมาไม่นานนัก
เสียงคำรามของสัตว์ชนิดหนึ่งพลันดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้า
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน ร่างกายของฮวาเซียงเยว่พลันสั่นสะท้าน
ทั้งใบหน้าของนางยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว…………………………………………
Chapter
282 –
ตระกูลพยัคฆ์ขาว
เมื่อเห็นท่าทางของฮวาเซียงเยว่
เฉินเซี่ยงจึงเร่งกล่าวถาม “นั่นมันสัตว์อะไรกัน?”
นางส่ายหัวพลางกล่าวเสียงหนักแน่น
“เจ้ารีบเก็บเม็ดยาร้อยอสูรจะดีกว่า ไอ้ตัวนี่ไม่ได้จัดการได้ง่ายนัก”
เมื่อเฉินเซี่ยงเก็บเม็ดยาแล้วหลงเสวี่ยอี๋จึงกล่าวขึ้นอย่างเหยียดหยาม
“มันก็แค่พยัคฆ์ขาวตัวนึง แล้วอายุมันก็ไม่ได้มากอะไรด้วย”
“อะไรนะ? พยัคฆ์ขาว?”
เฉินเซี่ยงอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“อืม
พยัคฆ์ขาว… ตำนานแห่งเทพสังหารที่มีผู้คนกล่าวขาน
ตระกูลพยัคฆ์ขาวกระจัดกระจายกันอยู่อย่างกว้างขวางจนเกือบทุกโลกจะมีตระกูลพยัคฆ์ขาวอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น เหล่าพยัคฆ์ขาวผู้ที่อยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่น้อยมาก
แต่ถึงอย่างนั้น ตระกูลพยัคฆ์ขาวก็ไม่ได้สิ่งที่จะล่อเล่นด้วยได้
พวกมันแข็งแกร่งมากเป็นอย่างมาก
ทั้งพวกมันแต่ละตัวยังมีปราณสังหารอันหนาแน่นอย่างที่สุดด้วย” หลงเสวี่ยอี๋อธิบาย
ฮวาเซียงเยว่หลับตาของนางลงราวกับนางกำลังสัมผัสบางสิ่งอยู่
ผ่านไปชั่วครู่นางจึงกล่าว “มันคือพยัคฆ์ขาวและมีพลังอยู่ในระดับ 7
ขอบเขตนักสู้แท้จริงหรืออาจจะมากกว่านั้น หากเจ้าอยากบ่มเพาะมัน
เจ้าต้องแสดงความแข็งแกร่งเพื่อให้มันยอมรับเจ้า หรือพูดง่ายๆ
เจ้าต้องต่อสู้กับมัน”
เฉินเซี่ยงกำหมัด
สัตว์วิญญาณในระดับ 7 หรือ 8…
หากเป็นนักสู้ที่มีระดับมากกว่านั้นสักเล็กน้อยคงจะพอรับมือมันได้
สัตว์วิญญาณย่อมแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกัน
แม้สัตว์วิญญาณจะขาดเรื่องทักษะวิชา
แต่ร่างกายของพวกมันนับได้ว่าเป็นทักษะที่ทรงพลัง
ทักษะวิชามากมายมีพื้นฐานการต่อสู้มาจากเหล่าสัตว์วิญญาณ
ซึ่งจุดนี้ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสัตว์วิญญาณนั้นแข็งแกร่งกว่ามนุษย์
โดยเฉพาะสัตว์วิญญาณที่มีสติปัญญา
“การได้พบพยัคฆ์ขาวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้ามาก
แต่หากเจ้ากลัวข้าจะพาเจ้าหนี รีบตัดสินใจเถอะ เจ้านั่นกำลังมาแล้ว”
ฮวาเซียงเยว่เร่ง “ทางที่ดีเจ้ารีบจบการต่อสู้แล้วจับมันให้ได้
เพราะแถวๆนี้ต้องมีพยัคฆ์ขาวที่ทรงพลังอยู่แน่ ถ้าพวกเราไปยั่วยุอสูรเฒ่านั่นเข้า
พวกเราต้องเจอปัญหาแน่”
เฉินเซี่ยงกำหมัดแน่นและตัดสินใจว่าจะจัดการกับมัน
“ให้ข้าลองดูเถอะ… เจ้าพยัคฆ์ขาวแก่นั่นน่าเกรงขามมากเลยใช่มั้ย?”
“แน่นอน! ในหมู่ตระกูลพยัคฆ์ขาว
หากพยัคฆ์ขาวตัวใดสามารถให้กำเนิดบุตรได้..มันย่อมไม่อ่อนแอแน่นอน
อย่างน้อยที่สุดมันต้องอยู่ขอบเขตนิพพาน!
และเมื่อพวกมันกำลังจะก้าวข้ามความทุกข์ตรมแห่งนิพพาน
พวกมันจะทิ้งบุตรของพวกมันเอาไว้ หากพวกมันสามารถก้าวข้ามความทุกข์ตรมแห่งนิพพานได้
พวกมันก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้” ฮวาเซียงเยว่กล่าว
สัตว์วิญญาณที่มีความแข็วแกร่งในขอบเขตนิพพานขึ้นไปจะเป็นเหมือนกับมนุษย์
ในขอบเขตนิพพานจะทำให้พวกมันมีความสามารถพอที่จะเปลี่ยนร่างให้กลายเป็นมนุษย์ได้
“อันธพาลน้อย
เจ้าควรระวังตัวเอาไว้ ถ้าพยัคฆ์ขาวเฒ่าอยู่ที่นี่เจ้าอาจจะมีปัญหา
มันอาจจะอยู่กันเป็นคู่ หากมันพบว่าเจ้าลักพาตัวลูกของพวกมันไป
เจ้าต้องเจอปัญหาใหญ่มากๆแน่” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะซุกซน
ปากของเฉินเซี่ยงขมวดเข้าหากัน
พยัคฆ์ขาวคู่นึง…อีกอย่างทั้งคู่ยังอาจจะอยู่ในขอบเขตนิพพาน
จริงๆแล้วเหล่าสัตว์สามารถค้นหาพวกพ้องของมันได้จากกลิ่น
และหากมันพบเข้าย่อมเป็นปัญหาใหญ่แน่
“มันมาแล้ว!”
ฮวาเซียงเยว่ตะโกนขึ้นเบาๆก่อนนางจะกระโดดขึ้นไปอยู่ท้องฟ้า
และในเวลาเดียวกันก็ปรากฏเงาร่างสีขาวกระโจนเข้าตะปบเฉินเซี่ยง
พยัคฆ์ขาวตัวนี้มีขนาดเท่ากับเสือธรรมดาทั่วๆไป
เพียงแต่ขนของมันจะเปล่งประกายแสงสีขาวออกมา
ในความมืด…รูปลักษณ์ของมันช่างดูศักดิ์สิทธิ์และงดงามอย่างที่สุด
แต่เมื่อมันคำรามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยปราณสังหารและสายตายังเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
มันจึงกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่รู้จักแต่เพียงการสังหารเท่านั้น
เฉินเซี่ยงเองก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมา
เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงปราณสังหารที่แผ่ออกมาจากพยัคฆ์น้อย
ทักษะสังหารใจของเฉินเซี่ยงก็ทำงาน
เสียงคำรามดังกึกก้องพร้อมกับปราณสังหารอันเกรี้ยวกราดแผ่ปกคลุมบริเวณโดยรอบอย่างสมบูรณ์
ขณะที่พยัคฆ์น้อยกระโจนเข้ามา
เมื่อมันสัมผัสได้ถึงปราณสังหารอันหนาแน่นมันจึงส่งเสียงคำรามออกมาก่อนจะหยุดยืนนิ่ง
ปราณสังหารของเฉินเซี่ยงทำให้พยัคฆ์น้อยรู้สึกถึงความเป็นมิตรเล็กน้อย
แต่ก็ยังทำให้เจตนาต่อสู้ของมันลุกโหม
เหล่าลูกหลานของตระกูลพยัคฆ์ขาวล้วนเป็นผู้ที่รักการต่อสู้และการสังหาร
กระทั่งกับญาติของพวกมันเองก็มักจะต่อสู้กันเองนับครั้งไม่ถ้วน
หลังจากเจ้าพยัคฆ์น้อยคำรามขึ้นไม่กี่ครั้ง
ดวงตาทั้งสองข้างของมันพลันสาดประกายจ้าก่อนจะกระโจนเข้าหาเฉินเซี่ยงอีกครั้ง
ความเร็วของมันทำให้เฉินเซี่ยงแข็งค้างก่อนที่เขาจะถูกมันกดลงกับพื้น
ไหล่ทั้งสองข้างของเขาถูกเจ้าพยัคฆ์น้อยตรึงกับพื้นไว้แน่น
เขี้ยวอันแหลมคมของมันเจาะเข้ามาในหัวไหล่ของเขาทั้งสองข้างจนทำให้เขาต้องกระตุกด้วยความเจ็บปวด
*ตูม!*
พลังของเจ้าพยัคฆ์น้อยพุ่งสูงขึ้น
ในขณะที่ปราณอันทรงพลังระเบิดออกมาจากเขี้ยวของมันแล้วปะทะเข้าไปไหล่ของเฉินเซี่ยงทำให้เขารู้สึกราวกับว่ากระดูกกำลังจะโดนฉีกออกเป็นชิ้นๆ
เฉินเซี่ยงขบฟันแน่นพลางอดทนกับความเจ็บปวด
เขาคาดไม่ถึงว่าเจ้าพยัคฆ์น้อยจะน่าเกรงขามขนาดนี้
ทั้งความเร็วและพละกำลังของมันต่างเต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจหยังถึง หากไม่ใช่เพราะกายปีศาจอมตะระดับ
5 ร่างกายของเขาคงถูกพลังของเจ้าพยัคฆ์น้อยระเบิดเป็นชิ้นๆไปแล้ว
เจ้าพยัคฆ์น้อยคำรามใส่เฉินเซี่ยงหลายครั้งราวกับมันกำลังภาคภูมิใจกับชัยชนะ
มันกำลังเริงร่าเพราะมันเอาชนะคนที่มีปราณสังหารแข็งแกร่งกว่ามันได้
เมื่อเห็นเขียวสีขาวราวกับหิมะทั้งแหลมของมันกำลังเจาะเข้ามาอย่างช้าๆ
เฉินเซี่ยงพลันเปล่งเสียงมังกรคำรามลั่นพร้อมกับคลื่นกระแทกที่ปลดปล่อยออกมาในฉับพลันจนทำให้บริเวณโดยรอบสั่นไหว
รัศมีสีครามพร้อมกับริ้วสายฟ้าพิโรธยิงออกมาจากปากของเฉินเซี่ยงเกิดเป็นอำนาจทำลายล้างกระหน่ำเข้าใส่ปากของพยัคฆ์น้อยก่อนจะเข้าสู่ร่างกายของมัน
พยัคฆ์น้อยคำรามพลางไอก่อนที่มันจะปล่อยเฉินเซี่ยง
“ฮ่า ฮ่า… ”
แม้เฉินเซี่ยงจะเจ็บไหล่ แต่เขาก็อดหัวเราะกับฉากที่เห็นไม่ได้
พลังของมังกรคำรามเมื่อครู่พุ่งเข้าไปในปากของพยัคฆ์น้อย
พยัคฆ์น้อยคำรามอย่างโกรธแค้นก่อนที่มันจะกระโจนเข้าใส่เฉินเซี่ยงราวกับสายๆฟ้าอีกครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้นความเร็วของมันกลับลดลงกว่าก่อนหน้านี้
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงพ่ายแพ้แก่มัน
ดังนั้น เขาจึงได้รับบทเรียนแล้ว ยามนี้
เขาไม่ได้หลบมันแต่กลับซัดฝ่ามือที่ใช้ออกด้วยปราณจักรวาลกลายเป็นคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่ง
ฝ่ามืิอสะเทือนสวรรค์ซัดเข้าใส่หัวของเจ้าพยัคฆ์น้อย
แต่มันไม่ทันได้เข้าปะทะกับหัวของเจ้าพยัคฆ์น้อย
ฝ่ามือของเขาพลันแตกกระจายเกิดเป็นคลื่นกระแทกอันเข้มข้นพุ่งออกไปทั่วทุกทิศโดยมีเฉินเซี่ยงเป็นศูนย์กลาง
ทันใดนั้น ต้นไม้ที่อยู่บริเวณโดยรอบพลันทรุดตัวลงกระทั่งแผ่นดินก็เริ่มปริแตกแยกออกจากกัน
ร่างกายของเจ้าพยัคฆ์น้อยไม่นับว่าเล็ก
แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวกวาดผ่านร่างมันไปแล้วเข้าปะทะกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
ขณะที่ร่างกายอันแข็งแกร่งของเจ้าพยัคฆ์น้อยก็ล้มลงบนพื้นจนทำให้ขนสีขาวของมันคลุกไปด้วยฝุ่นดิน
ลักษณะของมันในตอนนี้ดูกระเซอะกระเซิงเป็นอย่างมาก
“ไอ้เจ้านี่ดูเหมือนมันจะค่อนข้างไร้เดียงสาแฮะ”
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซน
ก่อนหน้านี้เมื่อยามที่เจ้าพยัคฆ์น้อยถูกมังกรครามคำรามของเฉินเซี่ยงเข้าไปทำให้อวัยวะภายในของมันปั่นป่วนจนไม่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้เต็มที่
หากเป็นมนุษย์…พวกเขาย่อมถูกมังกรครามคำรามของเฉินเซี่ยงสังหารไปก่อนที่จะลงมือจู่โจม
มิเช่นนั้นเฉินเซี่ยงต้องถูกการจู่โจมระรอกสองของอีกฝ่ายแน่
ฮวาเซียงเยว่ต้องตกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความแข็งแกร่งของเฉินเซี่ยงน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
พลังอันยิ่งใหญ่นี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงบ่มเพาะปราณของธาตุทั้ง 5
และเดาได้ว่าเฉินเซี่ยงสามารถผสานพวกมันเข้าด้วยกันได้
เพราะมีเพียงการผสานพวกมันเข้าด้วยเท่านั้นจึงจะสามารถปลดปล่อยปราณไร้ลักษณ์ไร้สีแต่กลับน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาดเช่นนี้ได้
พยัคฆ์น้อยคำรามออกมาเบาๆ
มันเกรี้ยวกราดอย่างที่สุด มันยกหัวขึ้นมาก่อนจะคำรามออกมาอีกครั้ง ทันใดนั้น
ผืนดินพลันสั่นสะเทือน มันค่อยๆเดินเข้าหาเฉินเซี่ยงช้าๆ
แต่ละก้าวที่มันย่ำลงทำให้พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เมื่อจ้องมองมันดีๆจะเห็นว่าขาทั้ง 4 ข้างของมันไม่ได้สัมผัสพื้น
มันกำลังเดินอยู่บนอากาศทั้งยังปลดปล่อยแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นจนทำให้พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนออกมา
เฉินเซี่ยงรู้ว่าเขาไปทำให้เจ้าพยัคฆ์น้อยนี้โกรธเข้าแล้ว
หากฝ่ามือของเฉินเซี่ยงเมื่อครู่พุ่งเข้าใส่ศรีษะของนักสู้ระดับ 7
ขอบเขตนักสู้แท้จริง หากมันไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส
แต่ดูเหมือนเจ้าพยัคฆ์น้อยตัวนี้จะไม่ได้รับผลกระทบอะไร
แต่กลับกลายเป็นว่าไปทำให้มันโกรธ………………………………………
*********************************************************************
จากผู้แปล
บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าช่วงที่หายไปผมป่วยเป็นไข้เลือดออก
เลยทำให้ไม่สามารถแปลนิยายได้ กว่าจะหายก็ต้องใช้เวลา แต่ตอนนี้หายแล้ว
ดังนั้นจึงจะเริ่มแปลนิยายเช่นเดิมโดยหยุดแปลวันเสาร์และอาทิตย์นะ
Chapter
283 –
หมัดพยัคฆ์ VS พยัคฆ์ขาว
พยัคฆ์น้อยเดินตรงเข้าหาเฉินเซี่ยง
แต่ละก้าวของมันทำให้พื้นดินเกิดการสั่นสะเทือนและทำให้เฉินเซี่ยงรวบรวมปราณไว้ในตันเถียนได้ยาก
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทำให้เฉินเซี่ยงขวัญกระเจิง หากเขาไม่สามารถโคจรปราณได้
นั่นคงน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงเริ่มถอยหลังช้าๆ
ทั่วร่างของเขามึนชาเพราะคลื่นกระแทกที่เจ้าพยัคฆ์น้อยปลดปล่อยออกมาจนทำให้อวัยวะภายในปั่นป่วนกระทั่งกระตุ้นให้เขาอยากจะกระอักโลหิตออกมา
เจ้าพยัคฆ์น้อยไม่ได้โง่อย่างที่เฉินเซี่ยงจิตนาการเอาไว้
มันแค่หุนหันนิดหน่อยเท่านั้น… ตอนนี้เจ้าพยัคฆ์น้อยกำลังใช้คลื่นกระแทกเพื่อทรมานเฉินเซี่ยงอย่างช้าๆ
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยเย่อหยิ่งและหยอกล้อราวกับมันกำลังไล่จับหนู
“ไอ้บ้านี่….”
ในที่สุดเฉินเซี่ยงก็ไม่สามารถทนได้จนทำให้เขากระอักโลหิตออกมา
คลื่นกระแทกของมันถี่เป็นอย่างมากอีกอย่างมันยังส่งผลกระทบในทุกครั้งที่เขาพยายามจะรวบรวมปราณ
จนทำให้ปราณที่เฉินเซี่ยงรวบรวมมาแตกซ่านและทั่วร่างก็มึนชาจากความเจ็บปวด
เมื่อเห็นเฉินเซี่ยงกระอักโลหิต
เจ้าพยัคฆ์น้อยก็อ้าปากของมันขึ้นก่อนจะเปล่งเสียงคำรามสนั่นสั่นสะเทือนปฐพี
ผืนดินในรัศมีสิบลี้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นรอยแยก ภูเขาสั่นไหว
ทั้งคลื่นกระแทกอันหนาแน่กว่าเดิมพลันโถมเข้าใส่เฉินเซี่ยงจนทำให้เขาปลิวไปกระแทกกับต้นไม้ไปหลายต้น
จะมีก็แต่คนที่มีร่างกายอันน่าสะพรึงกลัวอย่างเฉินเซี่ยงเท่านั้นที่ยังพอจะสามารถรับมือกับสถานะการณ์ในตอนนี้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายของเขาก็เจ็บปวดเป็นอย่างมาก
“โชคยังดีที่เกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬต้านรับผลกระทบส่วนใหญ่เอาไว้ได้
ไอ้บ้านี่มันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”
เฉินเซี่ยงเช็ดโลหิตที่มุมปากก่อนคลื่นกระแทกระลอกสองจะโถมเข้ามาจนทำให้เขาต้องกระอักโลหิตอีกครั้ง
ฮวาเซียงเยว่ขมวดคิ้วพลางส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์หาเฉินเซี่ยง
“เจ้าเอาชนะมันไม่ได้ ยอมแพ้ซะเถอะ
ดูเหมือนมันจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้
เจ้าและเจ้าพยัคฆ์นั่นมีระดับต่างกัน 2 ถึง 3 ระดับ ดังนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงตอนนี้
แม้เจ้าจะอยู่ในระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เจ้าก็อาจจะไม่สามารถต้านทานความรุนแรงของคลื่อนกระแทกได้”
“โทษทีนะพี่สาว
รอข้าอีกเดี๋ยว ข้าเริ่มชอบเจ้านี่แล้ว
ข้าจะทำให้มันเชื่อฟังข้าแล้วจับมันยัดลงในกระเป๋าสัตว์อสูรอย่างแน่นอน!”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบด้วน้ำเสียงมั่นใจ
ขณะที่เฉินเซี่ยงจ้องมองเจ้าพยัคฆ์น้อยที่กำลังเดินเข้ามา
บนใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มเยาะ “ไอ้หนู…ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้”
เจ้าพยัคฆ์น้อยคำรามออกมาเบาๆอย่างเกียจคร้านทั้งน้ำเสียงของมันยังเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
มันไม่เห็นเฉินเซี่ยงอยู่ในสายตา
แต่ละก้าวของมันแฝงไปด้วยคลื่นกระแทกอันทรงพลังอย่างสุดขั้วที่กดทับลงมาเข้าใส่หัวของเฉินเซี่ยงจนทำให้เขาต้องกระอักโลหิตและล้มลงบนพื้น
ความแข็งแกร่งโดยส่วนใหญ่ของเจ้าพยัคฆ์น้อยคือการปลดปล่อยคลื่นกระแทก
ดูเหมือนมันจะมีความรู้ความเข้าใจในทักษะวิชาอันลึกลับทำให้มันสามารถควบคุมคลื่นกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ด้วยความพิเศษของเคล็ดมังกร
ทำให้เฉินเซี่ยงสามารถดูดซับพลังงานแช่นนี้ได้
ตอนนี้เฉินเซี่ยงรับรู้ได้ถึงลักษณะเฉพาะและคุ้นเคยกับคลื่นกระแทกที่เจ้าพยัคฆ์น้อยปลดปล่อยออกมาแล้ว
เฉินเซี่ยงโคจรปราณภายในร่างกาย
แต่ในยามนี้ ปราณของเฉินเซี่ยงจะสั่นสะเทือนด้วยตัวของมันเองในยามที่โคจรอยู่ในร่าง
เฉินเซี่ยงทำให้ปราณของตนเกิดการสั่นไหวเพราะเมื่อมันควบรวมคลื่นกระแทกของเจ้าพยัคฆ์น้อย
ปราณของเขาก็จะเสถียรในที่สุด
เมื่อคลื่นกระแทกโถมเข้าใส่อีกครั้ง
เฉินเซี่ยงกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดมึนชาเมื่อก่อนหน้านี้
เพราะการโคจรปราณด้วยวิธีพิเศษโดยเคล็ดมังกร
มันจึงทำให้ปราณของเขาผสานเข้ากับคลื่นกระแทกที่แผ่เข้ามาในร่างกายของเขาได้อย่างพอดิบพอดี
เจ้าพยัคฆ์น้อยรู้สึกประหลาดใจ
มันเร่งย่ำเท้าอีกหลายครั้งอย่างรวดเร็วก่อเกิดเป็นคลื่นกระแทกโถมเข้าใส่เฉินเซี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้
มันคิดว่าอาจจะเป็นข้อผิดพลาดของมันทำให้เฉินเซี่ยงไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ตอนนี้
มันตระหนักได้แล้วว่ามีบางอย่างแปลกไปจริงๆ
จู่ๆเงาร่างของเฉินเซี่ยงก็หายไปก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเจ้าพยัคฆ์น้อย
ทันใดนั้น… เขาฟาดเข้าไปที่ก้นของเจ้าพยัคฆ์น้อยอย่างแรงด้วยฝ่ามือสะเทือนสวรรค์
คลื่นกระแทกที่เกิดจากฝ่ามือสะเทือนสวรรค์นั้นน่าเกรงขามกว่าคลื่นกระแทกของเจ้าพยัคฆ์น้อยเป็นอย่างมากทั้งมันยังเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างด้วย
เจ้าพยัคฆ์น้อยคำรามลั่นก่อนมันจะถูกฝ่ามือเฉินเซี่ยงเข้าไปอีกหนึ่งฝ่ามือ
“หมัดศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นก่อนจะปรากฏเงาหมัดขึ้นนับไม่ถ้วนเข้าปกคลุมเจ้าพยัคฆ์น้อย
หมัดหัวพยัคฆ์สีทองที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างและรัศมีสังหารทั้งเสียงคำรามของพยัคฆ์อันน่าสะพรึงกลัวกระหน่ำเข้าใส่ร่างของเจ้าพยัคฆ์น้อย
“ไอ้หนู…
ข้าจะอัดเจ้าจนกว่าเจ้ายอมจำนน!!”
เมื่อได้โอกาส
เฉินเซี่ยงย่อมไม่ปล่อยให้มันผ่านไป
เขาฉวยมันไว้ราวกับงูที่บีบรัดเหยื่อของมันจนกว่าจะตาย
เขาไม่เคยปล่อยให้ศัตรูได้มีโอกาสหายใจหายคอ และตอนนี้เขากระหน่ำห่าพายุหมัดเข้าใส่เจ้าพยัคฆ์น้อยอย่างโหดเหี้ยม
แต่ละหมัดที่เขาชกออกไปล้วนแต่เป็นหมักศักดิ์สิทธิ์แห่งพยัคฆ์ขาวที่อัดแน่ไปด้วยปราณสังหารอันน่าสยดสยอง
ซึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ล้วนคล้ายคลึงกับยามที่มันปลดปล่อยคลื่นกระแทกอันโหดเหี้ยมเข้าใส่เฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงไม่ได้ใช้ปราณพยัคฆ์ขาวเพื่อใช้ออกด้วยหมัดศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาว
แต่เขากลับใช้ปราณจักรวาลแทน แต่ถึงอย่างนั้น
ด้วยทักษะสังหารใจและหมัดศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวจึงทำให้หมัดของเฉินเซี่ยงนั้นรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว
ร่างกายของเจ้าพยัคฆ์น้อยถูกหมัดหัวพยัคฆ์ทองคำกระหน่ำเข้าใส่มากมายนับไม่ถ้วน
แต่ด้วยความที่ร่างกายของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
จึงทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยเมื่อครั้งที่ถูกหมัดใหม่ๆ
มันเชื่อว่าการจู่โจมของเฉินเซี่ยงจะจบลงในไม่ช้า แต่มันกลับต้องประหลาดใจ
เพราะเฉินเซี่ยงเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ปราณของเฉินเซี่ยงดูราวกับไม่มีที่สิ้นสุดและการจู่โจมของเขาก็ดำเนินต่อไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุดจนทำให้เข้าพยัคฆ์น้อยสั่นสะท้าน
บนอากาศ…
ฮวาเซียงเยว่กำลังมองฉากที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง
ใบหน้าอันงดงามของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้ นางเชื่อว่าเฉินเซี่ยงจะต้องยอมแพ้กับคลื่นกระแทกอย่างต่อเนื่องและโหดเหี้ยมของเจ้าพยัคฆ์น้อย
แต่นางต้องประหลาดใจ
เพราะจู่ๆเฉินเซี่ยงกลับต้านทานผลจากคลื่นกระแทกได้ทั้งยังตีก้นเจ้าพยัคฆ์น้อยจนทำให้พลังงานภายในร่างของมันปั่นป่วน
จนท้ายที่สุด ปราณอันมหาศาลราวกับสายน้ำหลากพลันทะลักออกมาจากร่างกายของเฉินเซี่ยงจนเกิดเป็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวอย่างต่อเนื่อง
เมื่อฮวาเซียงเยว่คิดว่าหากเฉินเซี่ยงอยู่ในขอบเขตนิพพานและใช้กระบวนท่าเช่นนี้ต่อสู้กับนาง…ร่างกายอันบอบบางของนางพลันสั่นสะท้าน
นี่คือศักยภาพของเฉินเซี่ยง!
“ไอ้บัดซบ
เจ้ามีความสุขที่ทำให้บิดาผู้นี้กระอักเลือดไม่ใช่หรอ!!
แต่ตอนนี้…ข้าก็จะทำให้เจ้ามีเวลาที่สุโขสโมสรแบบนั้นเหมือนกัน!!” ขณะกล่าว
หมัดของเฉินเซี่ยงก็ทุบตีเจ้าพยัคฆ์น้อยที่กำลังนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นอย่างบ้าคลั่งทั้งยังด่าทอมันดังลั่น
แม้ว่ามันจะเป็นพยัคฆ์น้อย แต่หัวของมันก็มีขนาดใหญ่มาก
แต่ก็เพราะมันเป็นแค่พยัคฆ์น้อยเหมือนกันมันถึงได้นอนร้องไห้
ในการปกครองสัตว์วิญญาณ
นักสู้จะต้องใช้ความแข็งแกร่งของตนเข้าสกดข่มและฝังความหวาดกลัวลึกลงไปในจิตวิญญาณของพวกมัน
ซึ่งในยามนี้ เฉินเซี่ยงก็กำลังทำแบบนั้นอยู่
“อันธพาลน้อย
เจ้าจะทุบตีมันไปถึงเมื่อไหร่!”
ฮวาเซียงเยว่ไม่อาจทนดูฉากที่โหดเหี้ยมนี้ได้อีกแล้ว นางรู้สึกสงสารเจ้าพยัคฆ์น้อย
“บิดาจะกระทืบมันจะกว่าจะเหนื่อย
ฮ่าฮ่าฮ่า….” เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและหมัดของเขาก็รุนแรงยิ่งขึ้น
ด้วยความที่ฮวาเซียงเยว่อยู่ที่นี่ เขาจึงไม่กลัวเรื่องเผาผลาญปราณของตนไปจนหมด
เพราะเขาอยากจะฝังความหวาดกลัวเข้าไปในจิตใจของเจ้าพยัคฆ์น้อย
พื้นดินโดยรอบได้รับผลกระทบจากการจู่โจมของเฉินเซี่ยงจนพินาศย่อยยับ
ส่วนเจ้าพยัคฆ์น้อยก็นอนจมอยู่ในหลุมลึกที่เกิดจากห่าหมัดของเฉินเซี่ยง
ครึ่งวันผ่านไป…
ท้องนภาอันมืดมิดถูกแทนที่ที่แสงตะวัน เฉินเซี่ยงเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก
ส่วนเจ้าพยัคฆ์น้อย ดวงตาของมันเปิดได้เพียงครึ่ง
พลังอำนาจในการต่อสู้ของมันได้หายไปจนหมดสิ้น
เฉินเซี่ยงลงไปแบกเอาร่างของมันขึ้นมาจากหลุมก่อนจะโยนร่างอันใหญ่โตของเจ้าพยัคฆ์น้อยลงไปบนพื้น……………………………………
Chapter
284 –
ครอบครอง
ร่างของเจ้าพยัคฆ์น้อยมีขนาดใหญ่กว่าวัว
และตามข่าวลือ…ในอนาคตพวกมันจะตัวใหญ่มากกว่านี้
เฉินเซี่ยงคิดถึงยามที่เขาได้ควบเจ้าพยัคฆ์ขาวตัวเป้งท่องไปในโลก
เขาพลันรู้สึกเริงร่าอยู่ในใจ มันก็เป็นเพียงเรื่องของความเท่ห์
แต่นั่นมันก็แค่ความคิด
เขารู้สึกว่าหากเก็บเจ้าพยัคฆ์น้อยไว้กระเป๋าสัตว์อสูรจะดีกว่า
และหากเขาจะปล่อยมันออกเมื่อก็ต่อเมื่อสู้กับบางคนเท่านั้น
เฉินเซี่ยงนั่งลงบนพื้น
ทั่วร่างของเขาอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ เจ้าพยัคฆ์น้อยดูเศร้าโศกเป็นอย่างมาก
ทั่วร่างของมันมืดครึ้มและคลุกไปด้วยฝุ่นดิน
“เจ้าหนู…
เจ้าต้องชอบสิ่งนี้แน่! ฮ่าฮ่า… ถ้าเจ้ายังไม่ยอมกิน
เจ้าจะถูกข้าทุบตีอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง เจ้าเกลียดข้ามากไม่ใช้หรอ?”
เฉินเซี่ยงหยิบเม็ดยาร้อยอสูรออกมาพลางเขย่ามันไปมาที่หน้าของเข้าพยัคฆ์น้อยก่อนกล่าวกลั้นหัวเราะ
ขนาดคนตระกละตระกรามอย่างหลงเสวี่ยอี๋ยังไม่อาจต้านทานความเย้ายวนของเม็ดยาร้อยอสูรได้
นับประสาอะไรกับพยัคฆ์น้อยที่ไร้ประสบการณ์
ดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดของเจ้าพยัคฆ์น้อยเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและความหวาดกลัว
เมื่อมันคิดถึงเรื่องที่มันถูกเฉินเซี่ยงทุบตีกว่าครึ่งวัน
ดวงตาของมันกลับปรากฏน้ำตาคลอ
“ดูเหมือนเจ้าหนูน้อยนี่จะเป็นตัวเมียนะ
เจ้ามันไร้ความเมตตาจริงๆ” หลงเสวี่ยอี๋หัวเราะซุกซนพลางกล่าว
“เสือตัวเมีย!”
น้ำเสียงหัวเราะของเฉินเซี่ยงเปลี่ยนเป็นใจดีมากขึ้น
เฉินเซี่ยงทั้งหัวเราะทั้งยัดเม็ดยาร้อยอสูรเข้าไปในปากของมันอีกหลายเม็ด
ด้วยความที่เจ้าพยัคฆ์น้อยเป็นสัตว์นักล่า ดังนั้นมันจึงออกมาจากถ้ำเพื่อหาของกิน
เฉินเซี่ยงรู้เรื่องนั้นดีเขาจึงรีบเผด็จศึกมัน เพราะหากพ่อกับแม่ของมันมาถึง
เขาคงทำได้เพียงหนีไปพร้อมกับฮวาเซียงเยว่
เจ้าพยัคฆ์น้อยพยายามขยับปากของมันเพื่อกลืนเม็ดยาร้อยอสูรลงไปในท้อง
สายตาของมันเปลี่ยนไปกลายเป็นปลื้มปิติ
เฉินเซี่ยงเองก็ยิ้มกว้างก่อนจะยัดเม็ดยาเข้าไปในปากของมันเพิ่ม
การกระทำของเฉินเซี่ยงทำให้หลงเสวี่ยอี๋แอบอิจฉา
นางไม่เต็มใจที่จะกินเม็ดยาเข้าไปคราวละมากๆ นางจึงค่อยๆลิ้มรสมันอย่างช้าๆ
แต่เจ้าพยัคฆ์น้อยนี่กลับกินมันเข้าไปคราวละมากๆ
“นี่คือถุงสัตว์อสูร
หากเจ้ายอมติดตามข้า เจ้าจะมีเม็ดยาร้อยอสูรกินไม่อั้นเลย! ตอนนี้เจ้าก็รู้ถึงความแข็งแกร่งของข้าแล้ว
หากเจ้าติดตามข้า…จะไม่มีใครดูถูกเจ้า
และที่สำคัญข้ายังมีทักษะของบรรพบุรุษของพวกเจ้าด้วย
ก่อนหน้านี้เจ้าก็ได้ลองแล้วหนิ!” เฉินเซี่ยงกล่าว
เขารู้ว่ามีสัตว์วิญญาณจำนวนมากที่เข้าใจภาษามนุษย์
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ
จู่ๆตัวอักษร ‘王'(ราชา)
สีทองเป็นประกายพลันปรากฏขึ้นที่หน้าผากของเจ้าพยัคฆ์น้อย ตัวอักษร 王 ถูกเคลือบคลุมด้วยรูปแบบวิญญาณมากมาย
มันทำให้เฉินเซี่ยงแอบตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เพราะตัวอักษณเช่นนั้นจะปรากฏขึ้นเมื่อมนุษย์และตระกูลพยัคฆ์ขาวผู้ซึ่งเป็นสัตววิญญาณระดับสูงได้ทำสัญญากัน
เฉินเซี่ยงรีบเฉือนนิ้วของตนอย่างรวดเร็วก่อนจะหยดโลหิตลงบนรูปแบบวิญญาณที่อยู่บนหน้าผากของเจ้าพยัคฆ์น้อย
ทันใดนั้นเฉินเซี่ยงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์และยังสัมผัสได้ถึงการเชื่อมโยงอันลึกลับระหว่างเขาและเจ้าพยัคฆ์น้อย
“ตอนนี้ข้าอ่อนแอมาก…ขอให้ข้ากินอีกจะได้มั้ย?”
จู่เสียงของสาวน้อยขี้อายก็ดังขึ้นในหัวของเฉินเซี่ยงราวกับว่านางกำลังกลัวว่าจะได้รับอันตราย
เฉินเซี่ยงรู้สึกประหลาดเขา
เขาสัมผัสได้ถึงการเชื่อมโยงกับสัตว์วิญญาณของเขา
แต่สิ่งที่ทำให้รอยยิ้มของเขาเบิกบานที่สุดคือเจ้าพยัคฆ์น้อย นางเป็นเหมือนกับมังกรน้อยแสนซนหลงเสวี่ยอี๋
พวกนางตระกละกันทั้งคู่
เฉินเซี่ยงยัดเม็ดยาร้อยอสูรเข้าไปในปากของพยัคฆ์น้อยอีกเล็กน้อยก่อนจะเก็บนางเข้าไปในกระเป๋าสัตว์อสูร
เฉินเซี่ยงแอบตื่นเต้นเพราะเขาได้ครอบครองสัตว์วิญญาณที่ทรงพลัง อีกอย่าง
มันยังเป็นสัตว์วิญญาณที่มีศักยภาพสูงให้เติบโต
ฮวาเซียงเยว่ร่อนลงมาจากบนฟ้าอย่างรวดเร็ว
นางคว้าจับเฉินเซี่ยงก่อนเงาร่างของทั้งสองจะพลุบๆโพล่ๆอยู่หลายครั้งจนออกไปจากบริเวณต่อสู้เพราะตอนนี้
พื้นที่บริเวณนั้นถูกเปลวเพลิงแผดเผาทั้งปรากฏกลุ่มควันลอยโขมงขึ้นไปบนท้องฟ้า
หลังจากที่เฉินเซี่ยงไป
จู่ๆในส่วนลึกของป่าพลันมีเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดและอ้างว้างดังขึ้นจนทำให้หัวใจของเฉินเซี่ยงตกลงไปอยู่ตาตุ่ม
เสียงคำรามเมื่อครู่เต็มไปด้วยปราณสังหารจำนวนมหาศาลจนทำให้เขาหวาดกลัว
และจู่ๆปราณสังหารนั่นก็ปกคลุมไปทั่วทั้งป่า เฉินเซี่ยงเชื่ออยู่เสมอว่าปราณสังหารของตนเป็นหนึ่งในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
แต่หากเทียบกับเสียงคำรามเมื่อครู่แล้ว ปราณสังหารของเขายังห่างกันมันอีกหลายขุม
“ไม่ต้องห่วง
หลังจากมันเข้าไปกระเป๋าสัตว์อสูรแล้ว กลิ่นอายของมันจะหายไปจากโลกนี้
ตาแก่นั่นย่อมไม่สามารถหาสิ่งของเล็กๆนี้ได้แน่”
ฮวาเซียงเยว่จับเฉินเซี่ยงกระโดดไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว
ความเร็วของนางนั้นเร็วจนขนาดที่ว่าเฉินเซี่ยงไม่สามารถหายใจได้ทัน ด้วยผลกระทบจากความเร็วของนางทำให้อาการบาคเจ็บของเขาเมื่อครู่ถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้ง
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงยังรอบนอกของเมืองดันเซี่ยง
“หากเป็นเรื่องความเร็ว
ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แผ่งนี้ ข้าย่อมไม่เป็นสองรองใคร นี่ข้าไม่ได้โม้นะ!”
ฮวาเซียงเยว่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางหัวเราะ
ยิ่งนางมองไปยังสภาพที่ดูไม่ได้ของเฉินเซี่ยงทำให้นางยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข
เฉินเซี่ยงแค่เสียงเบาๆพลางกล่าว
“ในอนาคตข้าจะเหนือกว่าท่านให้ได้!”
“แล้วข้าจะรอ”
นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ทันทีที่นางกล่าวเสร็จนางก็คว้าจับเฉินเซี่ยงก่อนเงาร่างของทั้งสองจะหายไปแล้วปรากฏขึ้นภายในหอคอยดันเซี่ยง
เฉินเซี่ยงเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้นเขายังคงปฏิเสธคำชวนของนางที่จะอยู่ที่นี่
เขาเดินทางกลับไปยังร้านขายอาวุธเฉินปิง
และที่นั่นยังคงไร้ร่องรอยของหลิวเมิ่งเอ๋อเช่นเคย
เมื่อกลับเข้าไปในห้องแล้ว
เฉินเซี่ยงก็กลืนเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเข้าไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มจัดการกับร่างกายของเขา
“ฮวาเซียงเยว่ตั้งใจพาข้าไปหาพยัคฆ์ขาวหรือเปล่านะ?”
เฉินเซี่ยงสงสัยอยู่ภายในใจ
“ก็เป็นไปได้
แต่ใครจะไปรู้ความคิดของสตรีกันเล่า… ความคิดของพวกนางยากจะเข้าใจ
ก็เหมือนกับเข็มที่อยู่ในกอหญ้านั่นแหละ!” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
“ท่านพี่ขา…ขอเม็ดยาร้อยอสูรให้ข้าบ้างสิ”
“นี่เจ้าได้ไปแล้วยังจะมาขอข้าอีกหรอ!”
เฉินเซี่ยงกล่าว
เขามองไปยังเจ้าพยัคฆ์น้อยที่่อยู่ในกระเป๋าสัตว์อสูรก่อนจะพบว่าเด็กน้อยนี่หลับไปแล้ว
ภายในกระเป๋าสัตว์อสูรจะมีลานขนาดเล็กอยู่ ที่นั้นจะมีหญ้าเขียวขจี ต้นไม้
และสระน้ำ ธรรมชาติโดยรวมรวมนับว่าดีเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงกล่าว
“ข้าพรากนางมาจากบิดามารดาของนาง… นี่ข้าโหดร้ายกับนางเกินไปหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นอะไรหรอก
รอจนกว่านางจะคุ้นเคยกับเจ้า เมื่อถึงตอนนั้น ถึงเจ้าจะส่งนางกลับ…นางก็ไม่กลับ การได้พบกับเจ้าไม่ใช่โชคร้ายของนาง
อีกอย่าง ไม่ช้าก็เร็วนางก็จะได้ออกจากอ้อมอกของบิดามารดาอยู่ดี” ซูเหม่ยเหยากล่าว
“อืม..นั่นสิ
แต่ข้ากลับต่างออกไป เจ้าลักพาตัวข้า….เจ้าอันธพาลน้อย!!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวพลางหน้ามุ่ย
“เจ้ามังกรน้อย…
อย่าได้บิดเบือนความจริงเชียว… เป็นเจ้าที่สมัครใจตามข้าต้อยๆ
หรือตอนนี้เจ้าเสียใจแล้ว? ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะติดสอยห้อยตามข้าไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม
แต่ถึงข้าจะโยนเจ้าทิ้ง…เจ้าก็จะยังติดตามข้าอยู่ดี” เฉินเซี่ยงกล่าวเชิงบ่น
นางยิ้ม
นางไม่ได้โต้ตอบเฉินเซี่ยง ยามนี้ เฉินเซี่ยงกำลังรอให้หลิวเมิ่งเอ๋อกลับมา
เขาอยากให้นางพาเขากลับไปยังนิกายยอดนักสู้เพื่อไปเอาผลรากครามเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบนักปรุงยาระดับ
5
ตอนนี้เฉินเซี่ยงยังคงขาดวัตถุดิบสำหรับเม็ดยาสร้างรากฐานโดยเฉพาะผลรากคราม
เพราะตอนนี้พวกมันกำลังเติบโตอยู่
ส่วนสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุเขาก็พอมี แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร
เขาเหลือสมุนไพรเพียงห้าชุดเท่านั้น สมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาทั้งสองนั้นหายากเป็นอย่างมาก
และที่ดันเซี่ยงเถาหยวนย่อมไม่มีให้เขาอย่างแน่นอน
แต่สำหรับสมุนไพรสำหรับเม็ดยาร้อยอสูรนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง
เพราะเมื่อถึงครามที่เขารับการทดสอบ เขาย่อมขอได้จากหอคอยดันเซี่ยง
เฉินเซี่ยงพักผ่อนอยู่หนึ่งวันก่อนจะฟื้นฟูปราณที่เผาผลาญไปจนหมด
เขาพบว่าปราณของเขาเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมาก อีกอย่าง
ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อก็กลับมาแล้ว
เฉินเซี่ยงรีบวิ่งออกจากห้องเพื่อไปหาหลิวเมิ่งเอ๋อ
แต่เมื่อเข้าไปในห้องของนางเฉินเซี่ยงกลับประหลาดใจเพราะเขาได้พบกับซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลาน
หลิวเมิ่งเอ๋อไปที่หุบเขาเหมันต์เพื่อนำพวกนางมาที่นี่
เมื่อเซี่ยนเซี่ยนได้พบเฉินเซี่ยง
นางรีบโผเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเมื่อนางได้รู้ถึงการหายไปของโลกฝั่งธรรมดาสามัญ
นางกังวลเป็นอย่างมาก
ผิดกับเหลิ่งยู่หลานที่นางไม่ได้มีความเกี่ยวพันธ์อะไรกับโลกฝั่งนั้น
มีเพียงเฉินเซี่ยงและซู่เซี่ยนเซี่ยนเท่านั้นที่ใกล้ชิดกับนางที่สุด
เมื่อนางเห็นเซี่ยนเซี่ยนเศร้า…นางก็พลอยเศร้าไปด้วย………………………………………
Chapter
285 –
การทดสอบระดับ 5
เหลิ่งยู่หลานและหลิวเมิ่งเอ๋อปล่อยให้เฉินเซี่ยงและซู่เซี่ยนเซี่ยนได้อยู่กันเพียงลำพัง
เฉินเซี่ยงปลอบใจเซี่ยนเซี่ยนอยู่ชั่วครู่ก่อนที่รอยยิ้มอันงดงามจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางอีกครั้ง
“เซี่ยนเซี่ยน
ข้ากำลังจะเข้าแข่งขันปรุงยา เจ้าอยากมาดูข้ามั้ย?” เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางดึงนางมานั่งบนตักแล้วกอดนางเอาไว้
นางส่ายหัวพลางกล่าว
“ข้าดูไม่ได้หรอก ยู่หลานกับข้ากำลังจะฝึกหนัก ไม่อย่างนั้น
พวกข้าคงไม่อาจตามท่านได้ทัน”
เมื่อเห็นใบหน้าอันประณีต
งดงาม และน่ารักของนาง ทำให้เฉินเซี่ยงอดใจไม่ไหว
เขาค่อยๆขยับริมฝีปากเข้าไปใกล้ๆกับนาง
เมื่อนางรับรู้ถึงจุดประสงค์ของเฉินเซี่ยงนางจึงแหงนหน้ารับก่อนจะเริ่มบรรเลงบทจูบซึ่งกันและกัน
ทั้งสองจูบกันอยู่นาน
เมื่อยู่หลานและหลิวเมิ่งเอ๋อไม่ได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง พวกนางจึงรู้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อคิดถึงศิษย์ของนางที่กำลังจูบกับเฉินเซี่ยงและตัวนางเองก็จูบกับเฉินเซี่ยงด้วย
มันทำให้ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ
นางแอบด่าทออันธพาลน้อยอย่างเฉินเซี่ยงที่เหมาทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ไปเป็นของตน
แม้สาวงามผมขาวอย่างเหลิ่งยู่หลานจะเป็นคนเลือดร้อนและหุนหันพลันแล่นอยู่เสมอ
แต่นางก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวที่ไม่ประสีประสากับเรื่องราวทำนองนี้
เมื่อนางแอบดูเฉินเซี่ยงและเซี่ยนเซี่ยนที่กำลังจูบกันผ่านทางรอยต่อของประตู
นางได้แต่แอบอิจฉาทั้งยังสงสัยว่ามันจะมีความรู้สึกเช่นใดกันนะ
เฉินเซี่ยง
เซี่ยนเซี่ยน
และยู่หลานได้กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงสั้นๆก่อนที่หลิวเมิ่งเอ๋อจะพาพวกนางกลับไป
นางบอกเฉินเซี่ยงเพียงว่านางจะนำสตรีทั้งสองไปส่งที่หุบเขาเหมัต์เพื่อบ่มเพาะ
เพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นประโยชน์กับพวกนางเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงเดาว่าหลิวเมิ่งเอ๋อคงจะพาพวกนางเข้าไปยังดินแดนลี้ลับ
จริงๆแล้วเขาอยากจะให้หลิวเมิ่งเอ๋อพาเขากลับไปยังนิกายยอดนักสู้เพื่อเก็บผลรากคราม
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่านางจะใจดีขนาดนี้
เมื่อนางเห็นว่าเฉินเซี่ยงต้องการนางก็มอบมันเขาอย่างใจกว้าง
หลิวเมิ่งเอ๋อพาซู่เซี่ยนเซี่ยนและเหลิ่งยู่หลานกลับไป
และอีกไม่กี่วันนางคงจะกลับมา
เฉินเซี่ยงไม่ได้บอกนางว่าเขาจะไปเข้ารับการทดสอบนักปรุงยาระดับ 5
เขาตั้งใจจะทำให้นางประหลาดใจเมื่อนางกลับมา
เมื่อได้ผลรากครามมาแล้ว
เฉินเซี่ยงก็รวบรวมสมุนไพรเสริมต่างๆที่จำเป็นก่อนไปสมัครเข้ารับการทดสอบนักปรุงยา
การที่หลิวเมิ่งเอ๋อพาเซี่ยนเซี่ยนและยู่หลานมาหาเฉินเซี่ยงนั้น
นอกจากจะเป็นการปลอบใจเซี่ยนเซี่ยนแล้ว นางยังมีจุดประสงค์อื่น
นั่นก็เพื่อทำให้พวกนางผ่อนคลายก่อนจะเก็บตัวบ่มเพาะ
ครั้งก่อนเองก็เช่นกัน…
ที่เฉินเซี่ยงไม่สามารถบ่มเพาะได้ก็เพราะยู่หลาน ทั้งสองได้แยกจากกันเป็นเวลานาน
เขาเป็นห่วงนางเป็นอย่างมาก และเฉินเซี่ยงก็เคยบอกเรื่องนี้กับหลิวเมิ่งเอ๋อแล้ว
ณ
หอคอยดันเซี่ยง… หอคอยขนาดยักษ์แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักปรุงยา
และสถานที่แห่งนี้ยังมีการทดสอบเพื่อรับสิ่งรับรองตัวตนของนักปรุงยา การทดสอบนักปรุงยานั้นเข้มงวดเป็นอย่างมาก
ทุกๆคนต่างมีกฏระเบียบเป็นเช่นเดียวกันทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม
“อะไรนะ!
เจ้าอยากเข้ารับการทดสอบนักปรุงยาระดับ 5 งั้นหรอ!?” ภายในห้องแห่งหนึ่ง…
ฮวาเซียงเยว่อยู่ในชุดหรูหราตะโกนขึ้นเบาๆ
เฉินเซี่ยงจองมองฮวาเซียงเยว่ในชุดหรูหราราวกับนางเป็นเชื้อพระวงศ์
เฉินเซี่ยงรู้สึกสับสนภายในใจเป็นอย่างมาก “ท่านได้ยินไม่ผิดหรอก…
ข้าอยากเข้ารับการทดสอบและข้าก็มีสมุนไพรที่เพียงพอในการสกัดเม็ดยา 2 ชนิด”
หากเทียบแล้ว
การสกัดกลั่นเม็ดยาในระหว่างการทดสอบจะยากกว่าการสกัดกลั่นเม็ดยาตามปกติอยู่เล็กน้อย
เพราะในระหว่างการปรุงยาจะมีที่ชมอยู่เป็นจำนวนมากทำให้ผู้ที่เข้ารับการทดสอบรู้สึกกดดันเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้เข้ารับการทดสอบมากมายล้มเหลวจากความแตกต่างอย่างสุดขั้วเช่นนี้
“อันธพาลน้อย
อย่าได้ล้อข้าเล่นเชียว! ! เจ้าต้องเชื่อฟังข้าและไม่ทำให้สมุนไพรพวกนี้สูญเปล่า”
นางพยายามหว่านล้อมเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงมั่นใจในตนเองเป็นอย่างมาก
แต่สาวงามทรงเสน่ห์ที่อยู่เบื้องหน้ากลับดูถูกเขาจำทำให้เขาค่อนข้างไม่พอใจ
แต่แน่นอนเขาย่อมรู้ว่าที่นางกังวลก็เพราะผลประโยชน์ของเขาเอง
และนางกลัวว่าเฉินเซี่ยงจะใช้สมุนไพรล้ำค่าพวกนี้อย่างเสียเปล่า
“พี่สาว
ท่านจะดูแคลนข้าเกินไปแล้วนะ หากข้าผ่านการทดสอบนักปรุงยาระดับ 5 ขั้นต่ำได้
ท่านจะชดเชยให้ข้ายังไง?” เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
เขาตั้งใจจะพนันกับนางแล้วฉวยโอกาสเอาเปรียบนาง
“งั้นก็แล้วแต่เจ้า!
เดี๋ยวข้าจะเป็นผู้คุมการทดสอบของเจ้าเอง” นางทำหน้ามุ่ยพลางกล่าว
นางไม่ติดกับเขาเลย
เฉินเซี่ยงรู้สึกแปลกๆ
ปกติแล้วหากเป็นคนอื่นพวกเขาย่อมพนัน แต่ฮวาเซียงเยว่กลับไม่…
มันทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างผิดหวัง
นักปรุงยาระดับ
5 ขั้นต่ำต้องสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้ 3 ชนิด
ฮวาเซียงเยว่รู้แล้วว่าเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาร้อยอสูรได้
แต่นั่นก็แค่ 2 ชนิด อีกอย่างพวกมันก็สกัดกลั่นได้ค่อนข้างง่าย
แต่นางก็ยังคิดไม่ออกว่ามีเม็ดยาอะไรอีกที่เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นได้
ฮวาเซียงเยว่ถือครองตำแหน่งระดับสูงในดันเซี่ยงเถาหยวน
ตามความเข้าใจของเฉินเซี่ยง
สถานะของนางอาจจะคล้ายกับผู้อาวุโสเม็ดยาและหวู่ไคหมิงในนิกายยอดนักสู้ซึ่งสามารถตัดสินใจในสถานการณ์ทั่วๆไปได้…
หลังจากนั้น นางเรียกเหล่านักปรุงยาระดับ 5 มาอย่างรวดเร็ว
แม้นักปรุงยาที่มาจะมีเพียง 3 คน
แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงที่จะยืนยันว่าการปรุงยาของเฉินเซี่ยงผ่านเกณฑ์หรือไม่
เฉินเซี่ยงเข้าไปในห้องส่วนตัวเหมือนกับการทดสอบในครั้งก่อน
นักปรุงยาทั้ง 3 คนที่มาต่างรู้จักเฉินเซี่ยง…เด็กหนุ่มและนักปรุงยามากพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียง
นักปรุงยาทั้งสามคนนี้เร่งเดินทางมาอย่างรวดเร็ว
พวกเขาสนใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้กำลังจะลงมือทำ
ทั้งด้วยพวกเขาต่างก็ปรุงยาอยู่ในหอคอยดันเซี่ยงแห่งนี้
จึงทำให้พวกเขามาถึงได้อย่างรวดเร็ว
ในหมู่นักปรุงยาทั้งสามคน
มีชายชราสองคนที่มีผมขาวเป็นประกาย ส่วนอีกคนก็เป็นสตรีชราผมขาว
อายุของทั้งสามคนใกล้จะลงโลงเต็มแก่ แต่พวกเขาต่างก็เคารพฮวาเซียงเยว่เป็นอย่างมาก
จากใบหน้าของพวกเขา
เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่านักปรุงยาทั้งสามคนนี้เป็นใคร แต่หลังจากได้รู้ชื่อของพวกเขา
เฉินเซี่ยงกลับต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ในวงของเหล่านักปรุงยาจะมีรายชื่อจัดอันดับอยู่
และมีชื่อของนักปรุงยาที่โดดเด่นหลายคน
เฉินเซี่ยงเคยดูรายชื่อครั้งนึงและจดจำทั้งสามชื่อนี้ได้ ในหมู่นักปรุงยาระดับ 5
ด้วยกัน ทั้งสามคนนี้หน้าทึ่งเป็นอย่ามาก
และยังกล่าวได้ว่าพวกเขาทุกคนต่างมีความคิดที่จะเลื่อนเป็นนักปรุงยาระดับ 6
เฉินเซี่ยงคารวะนักปรุงยาชราทั้งสามคนนี้อย่างสุภาพเป็นอย่างมาก
พวกเขานั่งอยู่กับฮวาเซียงเยว่ที่เก้าอี้หินในด้านหนึ่งของห้องเพื่อรอคอยการสกัดกลั่นเม็ดยาของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงต้องการเพียงสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรจากหอคอยดันเซี่ยงเท่านั้น
ส่วนสมุนไพรอย่างอื่น เขาเป็นผู้ที่นำมันมาเอง
“น้องชาย…
นอกจากเม็ดยาสร้างรากฐาน และเม็ดยาร้อยอสูรที่เป็นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำแล้ว…
เจ้าวางแผนจะสกัดกลั่นเม็ดยาอะไรอีกหนึ่งชนิด?” ชายชราคนหนึ่งกล่าวถามด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงยังอายุไม่ถึง 30 ปี
แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้ถึง 2 ชนิด
เขานับเป็นอสูรร้ายในหมู่อัจฉริยะ แต่นั่นก็ยังไม่มากพอสำหรับผู้อาวุโสเหล่านี้
เพราะเม็ดยาทั้งสองชนิดนั้นไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
เฉินเซี่ยงยังคงปล่อยให้พวกเขาคาดเดา
เขาหัวเราะพลางกล่าว “การสกัดกลั่นเม็ดยาย่อมเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเกินไป
ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม…ข้าว่ามันย่อมสนุกกว่าหากข้าสกัดกลั่น
และท่านเดาว่าข้ากำลังสกัดกลั่นเม็ดยาอะไร!”
“เยี่ยม!
เจ้าหนูน้อยแสนซน…ฮ่าฮ่าฮ่า” หญิงชราหัวเราะขึ้นอย่างใจดี
ฮวาเซียงเยว่เองก็แอบแค่นเสียง
นางสงสัยเป็นอย่างมาก
แม้นางจะเคยถามเฉินเซี่ยงแต่ก็ไม่ได้รับคำบอกใบ้เลยแม้แต่น้อย
เม็ดยาวิญญาณธาตุที่เฉินเซี่ยงกำลังจะสกัดกลั่นเป็นเม็ดยาที่ไม่ได้ปรากฏมานานแล้ว
มันมีแต่เพียงในบันทึกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือเม็ดยา พวกมันล้วนสาปสูญไปนานแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเซี่ยงจะสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรก่อนเป็นอย่างแรก
เพราะมันค่อนข้างง่ายและถือเป็นการอุ่นเครื่อง เขาจัดการสมุนไพรอย่างช้าๆ
ในขั้นตอนก่อนการสกัดกลั่นเช่นนี้ถือเป็นการพิสูจน์นักปรุงยาส่วนใหญ่
แม้เฉินเซี่ยงจะจัดการกับสมุนไพรอย่างช้าๆ แต่เขาก็ทำมันอย่างชำนาญเป็นอย่างมาก
ความเร็วในความช้า…ความช้าในความเร็ว
การกระทำอันสง่างามของเขาทำให้เหล่านักปรุงยาชราแอบรู้สึกอัศจรรย์ใจ
วิธีการที่เฉินเซี่ยงใช้จัดการ
สมุนไพรมันทำให้เขาดูราวกับสกัดกลั่นเม็ดยามาเนิ่นนานหลายปี อีกอย่าง มันยังช่วยเพิ่มความเร็วโดยรวมของเขาด้วย
เพราะระหว่างการสกัดกลั่นเม็ดยาจำนวนมาก
ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ประหยัดเวลาได้เป็นอย่างมาก
เตาปรุงยามังกรเพลิงคือเตาปรุงยาที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก
แต่ในสายตาของเหล่านักปรุงยาชราทั้งสาม มันล้วนไม่ต่างจากเตาปรุงยาธรรมดาทั่วไป
บางทีเตาปรุงยาของพวกเขาอาจจะวิจิตรงดงามมากว่าของเฉินเซี่ยงก็ได้
เมื่อจัดเรียงสมุนไพรเสร็จแล้ว
เฉินเซี่ยงก็ใส่สมุนไพรลงไปในเตาอย่างช่ำชอง
การกระทำของเฉินเซี่ยงประณีตเป็นอย่างมาก
เริ่มตั้งแต่ครั้งที่เอาสมุนไพรออกมาเขาก็ทำมันได้อย่างหมดจดในรอบเดียว
ภายไปเพียงพริบตา
เฉินเซี่ยงก็ถ่ายเพลิงเข้าไปในเตาปรุงยาจนทำให้อุณหภูมิอุุ่นๆปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง………………………………………..
Chapter
286 –
ตั้งหน้าสกัดกลั่น
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ถึงจิตวิญญาณเพลิงของเขา
เขาจึงจงใจปกปิดรัศมีเพลิงของเขาเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้น
เหล่านักปรุงยาชรายังสัมผัสได้ว่าเพลิงของเฉินเซี่ยงนั้นน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
แม้สีของเพลิงชนิดนี้จะดูอ่อนแอและเบาบาง
แต่สิ่งที่มันแสดงให้เห็นคือมันมาจากเพลิงที่ผิดไปจากธรรมดาสามัญ
มีเพียงฮวาเซียงเยว่คนเดียวที่กำลังดูเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างสงบ
ตอนนี้เฉินเซี่ยงจริงจังเป็นอย่างมาก
เขาตั้งมั่นอยู่กับการปรุงยาเพื่อไม่ให้ความร้อนจากเพลิงของเขาส่งผลกระทบกับผู้คนรอบข้าง
การควบคุมเพลิงของเฉินเซี่ยงอยู่ในระดับสูงจนดูวิปริต
เหล่านักปรุงยาชราต่างหลับตาลงและสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยา
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาทึ่งคืออุณภูมิภายในเตาปรุงยาที่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
มันช่างราบลื่นยิ่งนัก
มีเพียงฮวาเซียงเยว่เท่านั้นที่สัมผัสได้ว่าการควบคุมอุณภูมิเพลิงของเฉินเซี่ยงนั้นดีและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับเหล่านักปรุงยาระดับสูงหลายๆคน
เหล่านักปรุงยาชรารู้สึกแปลกไปเล็กน้อย
เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายนอกนั้นมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก พวกเขาเคญเห็นผู้อื่นสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูร
ทั้งพวกเขาเองก็รู้วิธีสกัดกลั่นมัน
เพียงแต่วิธีการของพวกเขาค่อนข้างแตกต่างกับเฉินเซี่ยง
เพราะเพลิงในยามเริ่มต้นของเฉินเซี่ยงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยจนเกินไป
หากเป็นการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรในสถานการณ์ทั่วๆไป เพลิงที่ใช้อบสมุนไพรจะมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก
เพราะพืชหลายชนิดต่างก็ต้องการอุณหภูมิที่แตกต่างกัน หรือหากกล่าวตามเหตุผล
ความผันผวนของความร้อนที่อยู่ภายในเตาปรุงยาควรจะชัดเจนมากกว่านี้
เฉินเซี่ยงลืมตาขึ้นพลางหัวเราะให้ฮวาเซียงเยว่
เหล่านักปรุงยาชราต่างประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ เฉินเซี่ยงยังจริงจังอยู่เลย
ตอนนี้เขากลับทำท่าทางไม่ใส่ใจซึ่งนับเป็นข้อห้ามในการปรุงยา
เฉินเซี่ยงมองท่าทางของนักปรุงยาชราทั้งสามและเขาก็สามารถเดาความคิดของทั้งสามได้ทำให้เขาแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเจ้าสัมผัสได้ในเตาปรุงยานั้นแปลก
ก็เพราะเตาปรุงยาอันนี้คือเตาปรุงยามังกรเพลิงที่การไหลเวลาภายในกับภายนอกนั้นต่างกัน”
ฮวาเซียงเยว่แค่นเสียงแบาๆ
ก่อนหน้านี้นางแอบชื่นชมความเอาจริงเอาจังของเฉินเซี่ยง
แต่ตอนนี้เขากลับยิ้มให้นาง
ด้วยการกระทำของเฉินเซี่ยงจึงทำให้ความประทับใจที่นักปรุงยาทั้งสามมีต่อเขานั้นสูญสลาย
โดยเฉพาะสายตาที่เฉินเซี่ยงจ้องมองฮวาเซียงเยว่
มันทำให้นักปรุงยาทั้งสามแอบดูหมิ่นเขา เพราะในระหว่างการปรุงยา
เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกลับไม่ลืมที่จะมองสาวงาม
นั่นจึงทำให้ทั้งสามรู้สึกเสียใจที่มากำกับดูแลการทดสอบของเฉินเซี่ยง
“จริงจังกว่านี้หน่อย!”
ฮวาเซียงเยว่แค่นเสียง
เฉินเซี่ยงยิ้มกว้าง
“ข้าสกัดกลั่นเสร็จแล้ว”
“อะไรนะ?”
ฮวาเซียงเยว่และนักปรุงยาทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมกันก่อนจะรีบกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
นี่มันเวลาผ่านไปเท่าไหร่กัน? พวกเขาจำได้ว่าเฉินเซี่ยงเพิ่งปิดฝาเตาได้ไม่นาน
อีกอย่าง
พวกเขายังไม่เห็นแม้แต่วี่แววว่าเฉินเซี่ยงจะสกัดกลั่นสำเร็จแต่เฉินเซี่ยงกลับสกัดกลั่นสำเร็จจนได้
“อย่ามาล้อเล่นนะ!”
ทันทีที่ฮวาเซียงเยว่กล่าวจบเฉินเซี่ยงก็เปิดฝาเตาออก
แสงสีครามสาดไปทั่วห้องก่อนจะปรากฏเม็ดยาสีครามเป็นประกายทั้งสิบเม็ดพร้อมกับกลิ่นหอมอบอวนอยู่ภายในเตาปรุงยา
ไม่น่าเชื่อ…มีเม็ดยาทั้งหมดสิบเม็ด
นักปรุงยาทั้งสามคนต่างตกตะลึงก่อนจะรีบเคลื่อนเข้าหาเตาปรุงยาอย่างรวดเร็ว
พวกเขานับเม็ดยาอย่างจริงจังถึงสามครั้งก่อนจะติดสินว่ามันคือเม็ดยาร้อยอสูรจริงๆ
“ไม่ต้องสงสัยหรอก
ข้าสกัดกลั่นมันทั้งหมดนั่นแหละ
ผู้ที่อยู่ที่นี่ทุกคนต่างเป็นผู้อาวุโสในโลกของนักปรุงยา
ข้าไม่กล้าเล่นตุกติกกับพวกท่านหรอก” เฉินเซี่ยงกล่าวฉุนเฉียว
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างจริงจังมากกว่าเวลาปกติทั่วไป
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าคเหล่านี้จะไม่เชื่อในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตำตา
“เป็นไปไม่ได้!
เม็ดยาร้อยอสูรย่อมไม่อาจสกัดกลั่นได้เร็วขนาดนี้
เจ้าเริ่มสกัดกลั่นเม็ดยานี้มานานขนาดไหนแล้ว?” ชายชราคนนึงสังเกตุเม็ดยาร้อยอสูรอย่างระมัดระวังพลางกล่าวถาม
“ก็ไม่นานนัก…แค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง”
เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ แต่จริงๆแล้วเขาเพิ่งสกัดกลั่นได้สำเร็จเมื่อไม่กี่วันก่อน
เขาไม่อยากให้เหล่านักปรุงยาชราต้องหวาดกลัวไปจนตาย
เขาจึงไม่ได้กล่าวความจริงและฮวาเซียวเยว่เองก็เข้าใจเหตุผลในข้อนี้
แต่ถึงอย่างนั้น
นักปรุงยาทั้งสามกลับไม่ไดหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เพราะสายตาที่ดูตกตะลึงของพวกเขานั้นน่าขำขันเป็นอย่างมาก
ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว ดูเหมือนพวกเขาแทบจะอดฆ่าตัวตายไม่ได้
แต่เมื่อเปรียบเทียบในด้านคุณภาพและเวลาในการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรแล้ว
เรื่องนี้ยิ่งห่างไกลจากเฉินเซี่ยงนัก ดังนั้น
หากพวกเขาต้องแข่งสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรกับเฉินเซี่ยงย่อมกล่าวได้ว่า แข่ง 10
ครั้ง ก็แพ้ 10 ครั้ง
แม้ฮวาเซียงเยว่จะประหลาดใจอย่างมากแต่ไม่นานนางสงบใจลงได้
นางคุ้นเคยกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างดีทั้งยังค่อยๆคุ้นชินกับความน่าทึ่งของเฉินเซี่ยง
ยกตัวอย่างเช่น สุดยอดสาวงามอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อ
นางถูกเหล่านักสู้หนุ่มตามตื้อมาเป็นเวลากว่าหมื่นปี
แต่จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ได้หัวใจสาวงามอย่างนางไปครองเอาดื้อๆ ยิ่งกว่านั้น
เฉินเซี่ยงยังได้ทั้งศิษย์และอาจารย์สาวที่งดงามที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แห่งนี้ด้วย
หากเรื่องราวเช่นนี้ได้แพร่งพรายออกไป คงไม่มีใครหน้าไหนเชื่อถือเรื่องในนี้
“อะแฮ่ม
อะแฮ่ม… ข้าไม่อยากให้เวลาของพวกท่านผู้อาวุโสต้องสูญเปล่า เช่นนั้น
ข้าจะสกัดกลั่นให้เร็วขึ้นอีกเล็กน้อย!”
เฉินเซี่ยงเห็นเหล่าผู้อาวุโสทั้งสามจับจ้องเม็ดยาร้อยอสูรไม่วางตา เขาจึงแกล้งไอก่อนกล่าว
นักปรุงยาทั้งสามต้องตกตะลึงอีกครั้ง
เวลาในการปรุงยาไม่อาจเร็วเกินไปได้
แต่หากว่านักปรุงยาทั้งสามไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงของตน
พวกเขาจะตามตื้อเพื่อให้เฉินเซี่ยงบอกกล่าวประสบการณ์ในการปรุงยาของเขาให้ฟังแน่
หลักการณ์แรกและเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดของเฉินเซี่ยงคือ
‘ไม่ทำให้สมุนไพรเสียเปล่า’ สมุนไพรต้องถูกใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด
และด้วยวิธีการนี้อาจเป็นไปได้ว่าจะทำให้ได้เม็ดยาในการสกัดกลั่นมากกว่าหนึ่งเม็ด…
ในระหว่างการปรุงยาจะใช้เวลาอยู่หลายนาทีที่ผงสมุนไพรจะแปรสภาพกลายเป็นหมอกควันลอยฟุ้งอยู่ในเตาปรุงยา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมห้องที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาถึงอบอวนไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร
แต่ในกรณีของเฉินเซี่ยง เขาไม่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น
เขาควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเตาปรุงยาได้อย่างหมดจดสมบูรณ์
นั่นจึงทำให้เขาได้เม็ดยามากกว่านักปรุงยาคนอื่นๆหนึ่งถึงสองเม็ด
ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮวาเซียงเยว่และนักปรุงยาทั้งสามคนตระหนักถึงเมื่อเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยา
ซึ่งกล่าวได้ว่า
ในระหว่างการสกัดกลั่นของเฉินเซี่ยงไม่มีกลิ่นของสมุนไพรเลยแม้แต่น้อย
ความจริงข้อนี้ทำให้นักปรุงยาชราต้องอายเพราะสิ่งนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีพรสวรรค์เท่านั้น
ทั้งมันยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของพวกเขาด้วย เพราะในระหว่างการปรุงยา
พวกเขามักจะจดจ่ออยู่กับสกัดกลั่นเม็ดยาโดยลืมเรื่องคุณภาพของมันไป!
แต่ในเรื่องคุณภาพและการใช้สมุนไพร เฉินเซี่ยงใส่ใจกับมันเป็นอย่างมาก
แม้เป็นซูเหม่ยเหยาที่เป็นนักปรุงยาก็ยังยอมรับในเรื่องนี้ของเฉินเซี่ยง
นางเชื่อว่าบางที…เหตุผลที่เฉินเซี่ยงก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วนั้นมาจากความขยันหมั่นเพียรของเขา
และนั่นยังเป็นเหตุผลให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาได้ดีกว่าคนอื่นๆอีกด้วย
เม็ดยาชนิดที่สองที่เฉินเซี่ยงกำลังจะสกัดกลั่นคือเม็ดยาสร้างรากฐาน
ถึงแม้ในการทดสอบนักปรุงยาครั้งล่าของเฉินเซี่ยง
เขาจะใช้เม็ดยาสร้างรากฐานแทนเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นสูง
แต่มันก็ถือเป็นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำและเขาก็จะสกัดกลั่นมันอีกครั้ง
เฉินเซี่ยงหยิบเอาสมุนไพรสำหรับเม็ดยาสร้างรากฐานออกมาก่อนจะจัดการกับพวกมันอย่างรอบคอบ
ในยามนี้ เหล่านักปรุงยาทั้งสามต่างเฝ้ามองอย่างตั้งใจเป็นอย่างมาก
พวกเขากลัวว่าจะพลาดรายละเอียดเล็กน้อยๆในกระบวนการสกัดกลั่นเม็ดยาของเฉินเซี่ยง
แม้พวกเขาจะสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ แต่นั่นมันก็หลายปีมาแล้ว…
ผลรากครามไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ
แต่มันก็เป็นเรื่องยากกว่าที่จะได้เห็นผู้ใดสกัดกลั่นผลรากคราม ดังนั้น
พวกเขาจึงจับจ้องกระบวนการปรุงยาของเฉินเซี่ยงอย่างจริงจัง
ในสายตาของนักปรุงยาชราทั้งสาม
สถานะของเฉินเซี่ยงนั้นสูงส่งเป็นอย่างมากราวกับว่าเป็นอาจารย์ปรุงยา
จะมีก็แต่ฮวาเซียงเยว่เท่านั้นที่มีท่าทีเฉยชา
เพราะนางรู้อยู่แล้วว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ เพียงแต่
นางกลับสงสัยในเม็ดยาอีกชนิดที่เฉินเซี่ยงจะสกัดกลั่นมากกว่า
นางอยากรู้ว่าเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำชนิดไหนที่เขาสามารถสกัดกลั่นได้
เฉินเซี่ยงเคยสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานมามากมาย
ทั้งตอนนี้มันก็มีอยู่ในกระเป๋าของเขาเป็นจำนวนมาก
และหากเฉินเซี่ยงยินยอมพร้อมใจที่จะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบำรุงเจ้าผลรากครามแล้วหล่ะก็
เขาย่อมเกือบจะกินเจ้าเม็ดยาสร้างรากฐานได้เหมือนกับขนมเลยหล่ะ
ผลรากครามที่หลิวเมิ่งเอ๋อให้เฉินเซี่ยงมานั้นมีคุณภาพสูงเป็นอย่างมาก
มันทำให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาได้ถึง 4 เม็ด! แต่เพราะก่อนหน้านี้
ด้วยเรื่องคุณภาพของสมุนไพรจึงทำให้เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นได้เพียงครั้งละ 2
เม็ด แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากแล้ว
เมื่อจัดการกับสมุนไพรเสร็จเรียบร้อย
เฉินเซี่ยงก็ใส่พวกมันลงไปในเตาปรุงยาก่อนจะปิดฝาเตาแล้วถ่ายเพลิงเข้าไป
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่น่าเบื่อมาก
แต่นักปรุงยาทั้งสามกลับเฝ้ามองมันด้วยความตั้งใจ
เฉินเซี่ยงไม่รู้ว่ามีอะไรในโลกใบนี้ที่ทำให้นักปรุงยาชราทั้งสามกำลังเฝ้ามองด้วยความตั้งใจได้ขนาดนั้น
เพราะพวกเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิและสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยาได้เลยแม้แต่น้อย!………………………………………
Chapter
287 –
เจินเจิน
การสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานเป็นเรื่องง่ายสำหรับเฉินเซี่ยงมาก
เพราะหากเทียบสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้กับครั้งแรกที่เขาสกัดกลั่นนั้น
ตอนนี้มันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้เขาไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่สกัดกลั่น
ท่าทางของเฉินเซี่ยงดูสบายๆ เขาเองก็ยังแอบมองฮวาเซียงเยว่อยู่บ่อยครั้ง
แต่ไม่ว่าเขาจะมองยัง เขากลับไม่มีทีท่าของความเหน็บเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย กลับกัน
ยิ่งเขามองนางเขายิ่งรู้สึกสบายเพราะวันนี้นางสวมใส่ชุดที่หรูหราเป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงเดาว่าฮวาเซียงเยว่อาจจะติดมาจากหลิวเมิ่งเอ๋อจึงทำให้นางสวมใส่ชุดราวกับนางเป็นราชินี
แต่ถึงอย่างนั้น นางยังไม่ใช่อันดับหนึ่งในเรื่องของความสง่างามและนางยังขาดความเย็นชาและสูงส่งอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อไป
แต่ถึงอย่างนั้น นางกลับมีความงดงาม ทรงเสน่ห์ เย้ายวน และสูงศักดิ์
ทั้งเสน่ห์ของนางยังสามารถดึงดูดแรงปราถนาของบุรุษให้อยากพิชิตนางได้
แต่จู่ๆ
เฉินเซี่ยงกลับรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างในกระเป๋าสัตว์อสูรของเขา
หลังจากพยัคฆ์น้อยเข้าไปในกระเป๋าของเขานางก็หลับอยู่ตลอด
จนเฉินเซี่ยงต้องรอจนกว่านางจะตื่นเอง
“แม่หนูน้อย
ในนี้อาจจคับแคบไปหน่อย ขอให้เจ้าอดทนไปก่อนนะ หากข้ามีโอกาสข้าจะหาอันที่ใหญ่กว่านี้มาให้”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างอ่อนโยน
“มะ…ไม่
แค่นี้ก็ดีแล้ว” น้ำเสียงขี้อายของแม่พยัคฆ์น้อยดังขึ้นในความคิดของเฉินเซี่ยง
นางค่อนข้างกลัวเฉินเซี่ยง
นางหวาดกลัวเฉินเซี่ยงไปแล้วซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่เขาจะเปลี่ยนแปลงนาง
“เจ้าชื่ออะไร?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“ข้าไม่มีชื่อ..
นะ…นายท่าน ทะ…ท่านพอจะช่วยข้าเลือกสักชื่อจะได้มั้ย?” พยัคฆ์น้อยกล่าวถามด้วยความระมัดระวัง
สัตว์วิญญาณไม่สามารถพูดได้
พวกมันใช้เพียงสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการสื่อสาร
ส่วนมนุษย์คือสิ่งมีชิวิตที่ฉลาดที่สุด เมื่อสัตว์วิญญาณผ่านการวิวัฒนาการครั้งสุดท้ายไปแล้ว…พวกมันจะสามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างเช่นหลงเสวี่ยอี๋
และเป็นเรื่องยากนักที่นางจะแปลงร่างเป็นมังกร ซึ่งในเวลาซะส่วนใหญ่
นางจะอยู่ในรูปร่างมนุษย์
“งั้นขอข้าเลือกนะ!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
นั่นทำให้พยัคฆ์น้อยหวาดกลัว
เพราะนางคิดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะมีสิ่งมีชิวิตที่ทรงพลังอยู่ข้างกายแบบนี้
อีกอย่าง มันยังเป็นถึงมังกร
“ในเมื่อเจ้าคือพยัคฆ์ขาว
แซ่ของเจ้าก็ต้องเป็น ‘เป่ย’ เหมือนกับพี่ยู่ยู่ แล้วก็นางดูเหมือนจะเป็นคนขี้อาย
(胆小 ถันเสี่ยว)
ดังนั้นชื่อของนางต้องเป็น ‘เป่ยถันเสี่ยว’ ”
[ Note:
จริงๆแล้วชื่อ
เป่ยยู่ยู่ ที่ผมใช้มัน ‘ผิด’ มาตั้งแต่ต้น(เพราะผมไม่รู้)
แต่ก็ใช้เรื่อยมาจนชิน(และจะใช้ต่อไป) แต่!! ชื่อของนางจริงๆคือ ‘白幽幽’ ออกเสียงประมาณว่า
‘ไป๋โยว่โยว่’ ]
“ถันเสี่ยวก้นเจ้าสิ!
เจ้าเลือกชื่อได้โง่มาก” เฉินเซี่ยงตำหนินางเสียงดัง
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงคิดว่านางกำลังกล่าวอย่างมีเหตุผล แต่กลับกลายเป็นไร้สาระ
“งั้น…
นางเป็นสตรี (母 หมู่)
งั้นเรียกนางว่า เป่ยหมู่หมู่” นางรีบคิดอีกชื่ออย่างรวดเร็ว
“เจ้ามันมังกรโง่
นี่เจ้าคิดได้แต่ชื่อธรรมดาๆพวกนี้หรอ? จากแนวคิดของเจ้า…ทำไมชื่อของเจ้าถึงไม่เป็น
‘มังกรโง่งม‘ หรือ ‘มังกรโง่เง่า’ เล่า?” เฉินเซี่ยงพูดไม่ออกกับแนวคิดเรื่องชื่อของหลงเสวี่ยอี๋
เขาคิดว่าเขาจะต้องตั้งชื่อให้กับพยัคฆ์เอง
อีกมุมนึง
ซูเหมยเหยาก็กำลังแอบหัวเราะอยู่ในใจ
นางก็รู้สึกเหมือนฟ้าฝ่าเมื่อได้ยินชื่อที่หลงเสวี่ยอี๋ตั้ง ส่วนเป่ยยู่ยู่เอง
นางก็กำลังขบคิดอย่างจริงจังเพราะแซ่ของนางก็เป่ยเหมือนกัน
“งั้นถ้าเป็นเป่ยเจินเจินหล่ะ?”
เป่ยยู่ยู่กล่าว
[ Note:
จริงๆแล้วคือ 白珍珍 ไป๋เจินเจิน
แต่ผมจะใช้ให้สอดคล้องกับชื่อตัวละครปัจจุบัน
白(ไป๋) = สีขาว
珍(เจิน) =
สมบัติ รวมๆน่าจะแปลว่า ‘สมบัตสีขาว’]
ซูเหม่ยเหยาหัวเราะคิกคักพลางกล่าว
“นั่นมันชื่อปลอมที่ศิษย์พี่เอาไว้หลอกคนอื่นไม่ใช่หรอ”
“ดี
งั้นเอาตามนั้น จากนี้เป็นต้นไป ชื่อของเจ้าคือ ‘เป่ยเจินเจิน’”
เฉินเซี่ยงค่อนข้างพอใจกับชื่อของเป่ยยู่ยู่
“อืม… ขอบคุณมากนายท่าน!”
เจินเจินกล่าวตอบอย่างเชื่อฟัง นางเป็นทาสของเฉินเซี่ยงโดยสมบูรณ์แล้ว
ด้วยความที่พยัคฆ์ขาวเรียกเขาว่านายท่านทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกแปลกๆอยู่เล็กน้อย
แต่มันก็ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความสำเร็จ
“เจินเจิน
บิดามารดาจะไม่เป็นห่วงเจ้าหรอ?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
เขาเป็นห่วงเรื่องนี้มากที่สุด หากเขาถูกสองพยัคฆ์ขาวผู้เกรี้ยวกราดจับได้
เขาต้องไม่รอดแน่
“วางใจเถอะ
ปกติแล้วพวกท่านก็ขับไล่ไสส่งข้าอยู่แล้ว” เจิ่นเจินกล่าวตอบ
ในมุมนึง
เฉินเซี่ยงก็กำลังพูดคุยกับพยัคฆ์ขาว แต่ในอีกมุมนึงเขาก็กำลังสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างจริงจัง
นั่นทำให้นักปรุงยาทั้งสามแอบพยักหน้ายอมรับ
หากทั้งสามรู้ว่าเฉินเซี่ยงเพิ่งจะรับสัตว์วิญญาณมาเป็นทาสรับใช้
พวกเขาต้องกระอักโลหิตแน่
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก…
ด้วยการควบคุมอย่างประณีตของเฉินเซี่ยงทำให้การปรุงยาเป็นไปอย่างราบลื่นจนในที่สุด
ขั้นการทำให้เม็ดยาแข็งตัวก็เริ่มขึ้นและหลังจากนั้นไม่นานการสกัดกลั่นก็สำเร็จไปด้วยดี
ในขณะที่สกัดกลั่นเม็ดยา
ท่าทางของเฉินเซี่ยงดูจริงจังเป็นอย่างมาก
แต่จู่ๆเขาก็บิดเอวไปมาอย่างขี้เกียจพลางหาวทำให้เหล่านักปรุงยาชราประหลาดใจ
เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในระหว่างการปรุงยา
ด้วยการเคลื่อนมือออกจากเตาปรุงยาของเฉินเซี่ยงทำให้เพลิงที่แผ่เข้าไปขาดห้วงและนั่นคือข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง
สำหรับฮวาเซียงเยว่แล้ว
นางไม่ได้ประหลาดใจแม้แต่น้อย
เพราะนางรู้แล้วว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานเสร็จแล้ว
“ข้าสกัดกลั่นเม็ดยาเสร็จแล้ว…
เชิญผู้อาวุโสตรวจสอบ” เฉินเซี่ยงยิ้มอย่างสงบนิ่ง
แต่จู่ๆผู้อาวุโสทั้งสามกลับเหงื่อตก
ก่อนหน้านี้พวกเขาอยากจะด่าทอเฉินเซี่ยงที่ทำพลาด
แต่เฉินเซี่ยงกลับสกัดกลั่นเสร็จภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
พวกเขาได้เห็นการสกัดกลั่นเม็ดยาร้อยอสูรของเฉินเซี่ยงแล้ว
ทำให้พวกเขาไม่ประหลาดใจนักหากเฉินเซี่ยงจะสกัดกลั่นสำเร็จอีกครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขายังคงแอบตกตะลึงกับพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวของเฉินเซี่ยง
ยามนี้
เป็นฮวาเซียงเยว่ที่เปิดฝาเตา ภายในนั้นมีเม็ดยาสร้างรากฐานถึง 4 เม็ด!
นี่มันเกือบจะทำให้นักปรุงยาชราทั้งสามหวาดกลัวจนอุจจาระพลั่งพรู
การสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้ 4
เม็ดในครั้งเดียวนับเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่นี่พวกเขากลับได้เห็นด้วยตาของตนเอง
มันเกือบจะทำให้พวกเขาคุกเข่าให้เฉินเซี่ยงแล้ว
“คุณภาพยอดเยี่ยม!”
ฮวาเซียงเยว่สงบนิ่งเป็นอย่างมาก นางหยิบเม็ดยาสร้างรากฐานออกมาแล้วตรวจสอบมัน
เม็ดยา 4 เม็ด
ทั้งคุณภาพของมันก็ยอดเยี่ยม
ดูเหมือนนี่จะเป็นระเบิดครั้งใหญ่ของเหล่านักปรุงยาทั้งสาม ตั้งแต่แรก
การมายังห้องแห่งนี้ทำให้เหล่านักปรุงยาทั้งสามคิดว่าตนจะโอ่อ่ายิ่งใหญ่ราวกับจักรพรรดิ
แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่เฉินเซี่ยงคารวะพวกเขา
มันกลับทำให้พวกเขาน่าแดงด้วยความอับอาย
เฉินเซี่ยงเก็บเม็ดยาสร้างรากฐานก่อนจะหัวเราะพล่งกล่าว
“เอาหล่ะ เม็ดยาสุดท้าย”
ฮวาเซียงเยว่และนักปรุงยาทั้งสามต่างคาดหวังกับเม็ดยาชนิดสุดท้ายเป็นอย่างมาก
พวกเขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างสงบและเฝ้ารอด้วยความอดทน
ขั้นแรก
เฉินเซี่ยงหยิบเอาสมุนไพรเสริมจำนวนมากออกมาแล้วเริ่มจัดการกับพวกมัน จากนั้น
เขาก็หยิบเอาดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และหญ้าเพิ่มวิญญาณออกมา
เมื่อทั้งสี่ได้เห็นสมุนไพรสองชนิดนี้ พวกเขาต่างอุทานออกมา
นักปรุงยาทั้งสามรู้ว่าหญ้าใบเล็กๆและดอกไม้ดอกนั้นไม่ใช่สมุนไพรธรรมดาๆอย่างแน่นอน
เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร นักปรุงยาทั้งสามจ้องมองไปยังฮวาเซียงเยว่
นางแต่ไม่ได้กล่าวอะไร นางเพียงส่ายหน้าก่อนกล่าว
“รอจนเขาสกัดกลั่นเดี๋ยวพวกท่านก็รู้เอง”
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่านักปรุงยาชราทั้งสามจะไม่รู้จริงๆว่าเขากำลังจะสกัดกลั่นเม็ดยาอะไร
พวกเขาจำดอกวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และหญ้าเพิ่มวิญญาณไม่ได้
สมุนไพรทั้งสองชนิดนี้คือส่วนผสมหลักของเม็ดยาวิญญาณธาตุ แต่ถึงอย่างนั้น
สมุนไพรทั้งสองชนิดนี้ได้สาปสูญไปนานแล้ว ความสามารถหลักของเม็ดยาวิญญาณธาตุคือช่วยเพิ่มพูนพลังวิญญาณและบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
เฉินเซี่ยงเดาว่าฮวาเซี่ยงเยว่ก็เป็นนักปรุงยาเหมือนกัน
เพราะนางรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น
ในขณะที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยา นางก็เฝ้ามองอย่างจริงจังทั้งยังมองแต่ละกระบวนการออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
หากนางไม่ใช่นักปรุงยาแล้ว นางย่อมไม่สามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ได้
มีเพียงวันนี้ที่เฉินเซี่ยงสงสัย
หากฮวาเซียงเยว่เป็นนักปรุงยาที่ช่ำชอง
งั้นก็กล่าวได้ว่านางปิดบังซ่อนเร้นบางอย่างไว้ เพราะตั้งแต่ต้น
ซูเหม่ยเหยาได้กล่าวว่าฮวาเซียงเยว่เป็นสตรีที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก
ในขณะที่สกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ
เฉินเซี่ยงใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะมันคือเม็ดยาที่เขาสกัดกลั่นได้ยากที่สุด
และเขาเพิ่งจะสกัดกลั่นได้สำเร็จเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ยิ่งฮวาเซียงเยว่และนักปรุงยาทั้งสามเห็นท่าทางจริงจังของเฉินเซี่ยงที่มากกว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก
ท่าทางของพวกนางยิ่งเคร่งขรึม ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกค่อนข้างเกรง
เหล่านักปรุงยาทั้งสามตามเชื่ออย่างยิ่งว่าเฉินเซี่ยงจะสกัดสกั่นเม็ดยาระดับขั้นต่ำที่พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน
ในความคิดของนักปรุงยาทั้งสามแล้ว
การสกัดกลั่นเม็ดยาชนิดนี้นั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
แต่กลับกันการสกัดกลั่นเม็ดเม็ดยาที่ใช้กันทั่วไปนั้นทำได้ยากกว่า………………………………….
Chapter
288 – สำเร็จ
เม็ดยาสร้างรากฐานนั้นหาได้ยากเป็นอย่างมาก
ดังนั้น มันจึงไม่ถูกพิจารณาให้เป็นเม็ดยาที่ใช้โดยทั่วไป
แต่มันยังคงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ส่วนเม็ดยาร้อยอสูร
มันใช้เพื่อการฝึกปรุงยาและชื่อเสียงของมันก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นอกจากนี้ยังมี
‘เม็ดยาแก่นชีวิต’ หากใครก็ตามที่กินมันในยามที่เหน็ดเหนื่อย
มันจะช่วยฟื้นฟูปราณแท้จริงเป็นจำนวนมากและทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ภายในพริบตา
นอกจากนี้ มันยังช่วยกระตุ้นศักยภาพแฝงเร้นด้วย
การสกัดกลั่นเม็ดยาแก่นชีวิตก็ไม่นับว่ายากจนเกินไปจะมีก็แต่สมุนไพรเท่านั้นที่หายาก
นอกจากนี้ยังมี
‘เม็ดยาชำระไขกระดูก’
ที่เฉินเซี่ยงเคยอยากสกัดกลั่นเพียงแต่มันยากจนเกินไปทั้งสมุนไพรที่ใช้ก็แพงเป็นอย่างมาก
มูลค่าของสมุนไพรแพงกว่าเม็ดยาร้อยสูรตั้งหลายเท่า
ประโยชน์หลักของมันคือการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกายและมันก็นับเป็นเม็ดยาที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมเช่นกัน
นอกเหนือจากที่กล่าวไปยังมี
‘เม็ดยาเปลี่ยนชะตา’ ที่จะทำให้เส้นโลหิตวิญญาณอันย่ำแย่ดีขึ้นถึงหนึ่งระดับ
มันเป็นเม็ดยาที่ตระกูลผู้ร่ำรวยนิยมซื้อหาอยู่บ่อยๆและมันก็ค่อนข้างสกัดกลั่นได้ยาก
ส่วนสมุนไพรที่ใช้ก็แพงไปนิด
ส่วนเม็ดยาวิญญาณธาตุที่เฉินเซี่ยงกำลังสกัดกลั่นในตอนนี้
คือเม็ดยาระดับต้นๆในหมู่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
มันคือเม็ดยาที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์…
การบ่มเพาะปราณนั้นนับเป็นเรื่องง่าย การบ่มเพาะร่างกายนั้นทำได้ยากกว่า
แต่การบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์นั้นกระทำได้ยากที่สุด
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงมีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นจึงมีเพียงการบ่มเพาะเสินเต้าเท่านั้นที่จะทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างสุดขั้ว
ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
พรสวรรค์ในการปรุงยาของเฉินเซี่ยงนับว่าไม่เป็นสองรองใคร
แต่เขากลับไม่ใช่คนเย่อหยิ่งอวดดี
ครั้งนึง…เขาเคยได้ยินซูเหม่ยเหยากล่าวถึงสถานที่ที่มีชื่อว่า
‘โลกเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์’ ที่นั่นมีนักปรุงยามากมายราวกับฝูงสนัข อีกอย่าง
ระดับของนักปรุงยายังต่างไปจากเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
มันเป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ตามข่าวลือ…สมุนไพรล้ำค่าที่นั่นมีมากมายราวกับต้นหญ้าข้างทาง
นั่นคือสถานที่ที่เฉินเซี่ยงกำลังมองหา
แต่ถึงอย่างนั้น
การจะไปที่นั่นก็ยากเย็นแสนเข็ญทั้งซูเหม่ยเหยาก็ยังไม่ได้บอกวิธีที่จะไปยังโลกใบนั้น
นั่นเพราะเฉินเซี่ยงยังแข็งแกร่งไม่พอ
ก่อนหน้านี้เมื่อเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุ
เขาต้องล้มเหลวมากมายหลายครั้งด้วยเพราะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงพอ
แต่ตอนนี้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ทำให้การสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุไม่เป็นปัญหาจนเกินไป
ในช่วงแรก
เฉินเซี่ยงเหงื่อแตกพลั่ก ถึงแม้เขาจะเคยประสบความสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่เขายังคงรู้สึกว่ามันสกัดกลั่นได้ยากอยู่เล็กน้อย
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงแข็งแกร่งมากก็จริง
แต่เขากลับพบว่าเขาใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในการข่มปราณวิญญาณสมุนไพรมากจนเกินกระทั่งทำให้พวกมันต่อต้านรุนแรงมากขึ้น
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเซี่ยง
นักปรุงยาทั้งสามต่างสงสัยอยู่ในใจ ในความคิดของพวกเขา
การสกัดกลั่นเม็ดยาอันไม่เป็นที่นิยมนั้นค่อนข้างง่าย
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงกลับต้องพบกับความยากลำบาก พวกเขาแอบรู้สึกมีความสุขอยู่ในใจ
อย่างน้อยในเรื่องนี้พวกเขาก็ทำได้ดีกว่าเฉินเซี่ยง
ฮวาเซี่ยงเยว่เฝ้ามองอย่างเคร่งเครียด
ดวงตาของนางส่องประกายการแปลกๆครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับนางมองเห็นภายในเตาปรุงยาของเขา
นักปรุงยาชราทั้งสามต่างไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ดูแลดันเซี่ยงเถาหยวนถึงได้ดูตกตะลึงขนาดนั้น
“สตรีนางนี้ค่อนข้างเชี่ยวชาญ
นางน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก!”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวเบาๆพลางจับจ้องฮวาเซียงเยว่อย่างตั้งใจ
ฮวาเซียงเยว่เองก็รู้สึกเหลือเชื่อ
เพราะจู่ๆนางก็พบว่าเตาปรุงยาของเฉินเซี่ยงนั้นลึกลับ
ริมฝีปากของนางเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มงดงามชวนลุ่มหลง นางมั่นใจแล้วว่าเตาปรุงยาของเฉินเซี่ยงนั้นน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
แต่ทั้งหมดทั้งมวล…สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของนางคือเฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุได้จริงๆ
และเม็ดยาชนิดนี้จะสำเร็จได้ด้วยการควบคุมสัมผัสศักดิ์อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญ
หากเทียบเม็ดยาหลายๆชนิด มันนับเป็นเม็ดยาที่ต้องใช้เพลิงสูงเป็นอย่างมาก
“เป็นไปไม่ได้
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของสตรีนางนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก ดูเหมือนนางจะพบบางอย่างแล้ว”
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
ยามนี้
เฉินเซี่ยงไม่มีเวลาสนใจในสิ่งที่หลงเสวี่ยอี๋กล่าว เขากำลังจดจ่ออยู่กับความรู้สึกในครั้งก่อนที่เขาสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุได้สำเร็จ
สมุนไพรของเม็ดยาวิญญาณธาตุทั้งหมดต้องดูดซับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาเพื่ออัดแน่นพวกมันจนกลายเป็นเม็ดยา
เขาไม่อาจปล่อยให้สมุนไพรพวกนี้ดูซับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ในปริมาณที่มากหรือน้อยจนเกินไป
เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็นำมาสู่ความล้มเหลว
ไม่นานเฉินเซี่ยงก็ดำเนินมาถึงจุดที่วิกฤตที่สุด
เตาปรุงยาของเขาเริ่มสั่นไปมาเล็กน้อยราวกับมันกำลังระเบิดออกจนทำให้เหล่านักปรุงยาชราทั้งสามแอบเยาะเย้ย
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับผลกระทบเพราะเฉินเซี่ยง แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็พอจะกอบกู้ชื่อเสียงกลับมาได้บ้าง
*ตูม!*
เสียงระเบิดอื้ออึงดังขึ้นก่อนเฉินเซี่ยงจะลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ที่หัวของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ…เขาล้มเหลวทั้งเตาปรุงยายังระเบิด
เขาแอบถอนหายใจก่อนจะหยิบเอาสมุนไพรออกมาอีกครั้ง เขาจัดการกับสมุนไพรทั้งยังหวนนึกถึงความผิดพลาดเมื่อครู่
ท่าทางพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักปรุงยาชราทั้งสามเมื่อได้เห็นเฉินเซี่ยงระเบิดเตาปรุงยาของตน
พวกเขารู้สึกดีเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ทั้งสามจะไม่รู้ว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาอะไร
แต่พวกเขาก็เชื่อว่าตนจะไม่เกิดการพิดพลาดเช่นนี้ พวกเขารู้สึกดีที่เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาที่ไม่มีชื่อเสียงล้มเหลว
แต่ฮวาเซียงเยว่กลับขมวดคิ้ว
นางดพลังคิดถึงเหตุผลที่เฉินเซี่ยงล้มเหลว
นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยาทั้งนางยังเห็นด้วยว่าเฉินเซี่ยงมีประสบการณ์ในการสกัดกลั่นเม็ดวิญญาณธาตุเป็นอย่างมาก
ซึ่งนั่นไม่ควรจะทำให้เฉินเซี่ยงล้มเหลว
“ไอ้เด็กบ้า!!
ทำไมเจ้าถึงช่างจ้อขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าจ้อไม่หยุดไม่หย่อน
บิดาผู้นี้คงไม่สกัดกลั่นล้มเหลว!”
เฉินเซี่ยงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ด่าทอหลงเสวี่ยอี๋
นางกล่าวตอบอย่างขุ่นเคือง
“ก็อยู่ๆข้าก็พบว่าแม่สาวเจ้าเสน่ห์นี่น่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
ข้าเลยอดบอกเจ้าไม่ได้!”
“แล้วมาบอกข้าทำไม
ทำไมเจ้าถึงไม่ไปเห่าบ๊อกๆกับเจินเจินนู่น
ถ้าเจ้าอยากจะคุยก็คุยไปแต่ทำไมต้องให้ข้าได้ยินด้วยฮ้า!!”
เฉินเซี่ยงเกรี้ยวกราดมากขึ้น
“ข้าขอโทษ…
ข้าแค่รู้สึกว่าเจิ่นเจินน่าอัศจรรย์มากข้าเลยอยากคุยกับนาง…
แต่ใครจะไปคิดหล่ะว่ามันจะทำให้เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุได้ยากลำบากขึ้น…”
นางกล่าวพลางน้อยใจทำให้เฉินเซี่ยงโกรธนางไม่ลง
แต่นับว่าโชคดีที่ยังเหลือโอกาสให้สกัดกลั่นอีกครั้ง…แต่มันคือโอกาสสุดท้าย
ในขณะที่เฉินเซี่ยงกำลังจัดการกับสมุนไพรอยู่
หลงเสวี่ยอี๋ก็คุยกับเขา “นี่อันธพาลน้อย
สัมผัสศักดิ์สิทธิของแม่สาวเจ้าเสน่ห์นั้นแข็งแกร่งมาก
นางสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเตาปรุงยาของเจ้าได้อย่างชัดเจนเลย”
“นางรู้ความลับของข้ามากมาย
ข้าไม่กลัวหรอกถ้านางจะรู้เรื่องนี้ด้วย” เฉินเซี่ยงถอนหายใจพลางกล่าว
ฮวาเซียงเยว่รู้ความลับของเขากับหลิวเมิ่งเอ๋อทั้งยังรู้ว่าเขาคือศิษย์ของฮวั๋งเจี่ยนเทียน
แม้ว่านางจะไม่พูดแต่เฉินเซี่ยงก็มั่นใจว่านางต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน
“เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า
นางมักจะแกล้งทำตัวโง่งมอยู่เสมอ แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่านางจะฉลาดขนาดนี้”
เฉินเซี่ยงแอบด่าทอนาง
“หากสตรีที่อยู่ตรงหน้าเจ้าฉลาดจนเกินไป…เจ้าย่อมไม่มีความสุข
ที่พวกนางทำเป็นโง่งมก็เพื่อยั่วยวนเจ้าเท่านั้นแหละ” ซูเหม่ยเหยาหัวเราะออกมาเบาๆ
เฉินเซี่ยงเริ่มใส่สมุนไพรลงไปในเตาแล้วถ่ายเพลิงเข้าไปข้างในก่อนจะกล่าวเตือนหลงเสวี่ยอี๋
“สาวน้อย
ไม่ว่าเจ้ามีเรื่องอะไรจะบอกข้าก็ต้องรอให้ข้าสกัดกลั่นเม็ดยาเสร็จก่อนเข้าใจมั้ย?”
“ข้ารู้น่า”
หลงเสวี่ยอี๋ตะโกนขึ้น
แล้วเหงื่อของเฉินเซี่ยงก็เริ่มไหลเหมือนกันก่อนหน้านี้
เขาเริ่มเกลียดการสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุเล็กน้อยแล้ว
เพราะการสกัดกลั่นเม็ดยาชนิดนี้
ไม่ว่านักปรุงยาจะมีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งขนาดไหน
แต่หากเขาไม่มีความเข้าใจมันดีพอ ยังไงการสกัดกลั่นก็ล้มเหลว
“มาเลย!
สองเม็ด!” จิตใจของเฉินเซี่ยงแน่วแน่ เขาใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์แบ่งปราณวิญญาณสมุนไพรและผงสมุนไพรที่ผสมรวมกันออกเป็นสองส่วนก่อนจะเริ่มบีบพวกมันจนกลายเป็นเม็ดยา
ยามนี้เฉินเซี่ยงเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาสองเม็ดภายในครั้งเดียว
เพราะหากเขาสกัดกลั่นเพียงหนึ่งเม็ด
เขาย่อมไม่สามารถปลดปล่อยอำนาจของสมุนไพรได้อย่างสมบูรณ์ หากไม่ใช่เพราะเฉินเซี่ยงยังไม่คุ้นเคยกับเม็ดยาวิญญาณธาตุ
เขาคงสกัดกลั่นเม็ดยาได้สามเม็ดไปแล้ว
ภายในเตาปรุงยา
ตอนนี้พลังงานจำนวนมากสองสายกำลังบีบอัดเข้าหากันอย่างช้าๆ
สัมผัสของฮวาเซียงเยว่ก็เด่นชัด นางประหลาดใจอย่างที่สุด
เมื่อนางจ้องมองเฉินเซี่ยง ควานับถือก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
“แข็งตัว!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นในใจก่อนเตาปรุงยาที่กำลังสั่นเทาสะสงบลง
ในขั้นตอนการทำให้เม็ดยาแข็งตัว
ตราบใดที่นักปรุงยามีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งพอ
ขั้นตอนนี้ก็นับว่าง่ายดายเป็นอย่างมาก…………………………….
Chapter
289 –
นักปรุงยาระดับ 5
เมื่อนักปรุงยาชราทั้งสามเห็นท่าทางผ่อนคลาอยของเฉินเซี่ยงพวกเขาจึงรู้ว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นได้สำเร็จแน่นอน
และนั่นยังหมายความว่าเฉินเซี่ยงจะได้เป็นนักปรุงยาระดับ 5 ถึงจะเป็นขั้นต่ำก็เถอะ
แต่ด้วยอายุของเฉินเซี่ยงในตอนนี้มันน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก
ยิ่งคิดถึงอนาคตของเฉินเซี่ยง เหล่านักปรุงยาทั้งสามได้แต่แอบอิจฉาอยู่ในใจ
เพราะพวกเขาเป็นได้เพียงนักปรุงยาระดับ 5 และชีวิตก็ได้ดำเนินมาถึงบั้นปลายแล้ว
“เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาอะไร?”
หญิงชราถามขึ้นพลางเดินตรงเข้ามา
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ผู้อาวุโส ท่านจะรู้หากเปิดฝาเตาปรุงยา”
ชายชราทั้งสองและฮวาเซียงเยว่เข้ามาล้อมเฉินเซี่ยง
ฮวาเซียงเยว่รู้แล้วว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาอะไร เพียงแต่นางคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำได้สำเร็จ
เมื่อเปิดฝาเตาปรุงยาขึ้น
รัศมีสีทองพลันพวยพุ่งขึ้นมาจากเตาปรุงยาจนทำให้ดวงตาของทุกคนพร่ามัว
แต่ไม่นานรัศมีสีทองนั่นก็สลายไปก่อนปรากฏเป็นเม็ดยากระจ่างใส 2
เม็ดที่มีแสงสีทองระยิบระยับลอยวนอยู่รอบๆมัน สิ่งนี้ทำให้นักปรุงยาทั้งสามตกใจจนขีดสุด
พวกเขายังคงไม่ทราบว่ามันคือเม็ดยาอะไร
แต่พวกเขาต่างรู้ว่ามันต้องเป็นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำที่น่าเกรงขามเป็นอย่างมากแน่
โดยเฉพาะรัศมีจางๆที่มันแผ่ออกมาซึ่งมีผลกระทบกับจิตใจของพวกเขา
นักปรุงยาชราทั้งสามกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างคิดว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาที่ไร้ชื่อเสียงทั้งยังเชื่อว่าพวกเขาสามารถระบุชนิดของมันได้
แต่ถึงตอนนี้ แม้พวกเขาจะมองมันก็ยังไม่อาจระบุได้ว่ามันคือเม็ดยาอะไร
เม็ดยาชนิดนี้ต้องไม่ใช่เม็ดยาไร้ชื่อเสียงอย่างที่พวกเขาจินตนาการแน่
“นี่คือเม็ดยาวิญญาณธาตุ
และยังเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นมัน”
ฮวาเซียงเยว่กล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจพลางหยิบเม็ดยาขึ้นมาตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะเคยเห็นเม็ดยาชนิดนี้เป็นครั้งแรก
นี่นับเป็นสิ่งยืนยันว่าเม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นหาได้ยากขนาดไหน
“มะ…เม็ดยาวิญญาณธาตุ
เม็ดยาวิญญาณในตำนานที่สามารถทำให้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้น!”
ชายชราคนหนึ่งแข็งค้าง พวกเขาเคยได้ยินเรื่องนี้แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียดของมัน
กระทั่งสูตรของมันก็ยังมีใครรู้
นักปรุงยาทั้งสามต่างแข็งค้าง
แม้เม็ดยาวิญญาณวิญญาณธาตุจะเป็นเพียงเม็ดยาระดับลึกล้ำขึ้นต่ำ
แต่ประโยชน์ของมันก็มหาศาล… เมื่อนานมาแล้ว
มันถูกจัดรวมอยู่กับเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นกลาง
เพียงแต่ระดับความยากของการสกัดกลั่นยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุถึงระดับลึกล้ำขั้นกลาง
มันจึงถูกจัดให้อยู่ในระดับลึกล้ำขั้นต่ำ
เม็ดยาชนิดนี้มีมูลค่ามากกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะมีสมุนไพรแต่เขาสามารถสกัดกลั่นมันได้
เหล่าผู้อาวุโสทั้งสามที่เคยเหยียดหยามว่าเฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาไร้ชื่อก่อนหน้านี้ก็ได้รู้ว่าตนเองผิดไป
เฉินเซี่ยงไม่ได้สกัดกลั่นเม็ดยาที่ไร้ชื่อเลย
แต่เขากลับสกัดกลั่นเม็ดยาที่ไม่เป็นสองรองใครอย่างเม็ดยาวิญญาณธาตุ
“เจ้าจะยอมขายเม็ดยาวิญญาณธาตุให้กับหอคอยดันเซี่ยงหรือเปล่า? พวกข้าอยากได้เพียง
1 เม็ดเอาไว้จัดแสดงเท่านั้น… พวกข้าไม่มีทางขายมันเด็ดขาด”
สายตาของฮวาเซียงเยว่ช่างน่ารื่นรมย์ขณะที่นางจ้องมองเฉินเซี่ยงในยามนี้
เหล่านักปรุงยาทั้งสามก็อยากซื้อเช่นกัน
แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าเม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นหายากและล้ำค่าขนาดไหน
พวกเขาต่างเดาว่าเฉินเซี่ยงต้องใช้ราคาข่มเหงพวกเขาอย่างไร้ปราณีแน่
นั่นจึงทำให้พวกเขาล้มเลิกความคิด
ในสวนสมุนไพรของเฉินเซี่ยง
เขาปลูกสมุนไพรไว้มากมาย ในอนาคตเขาย่อมสกัดกลั่นมันได้อีก ดังนั้น
การขายให้กับฮวาเซียงเยว่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาจึงกล่าวพลางหัวเราะ “ย่อมได้
แต่ก่อนที่เราจะคุยกันถึงเรื่องราคา ท่านต้องให้แผ่นหยกของนักปรุงยาระดับ 5
กับข้าก่อน”
เมื่อฮวาเซียงเยว่เห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของเฉินเซี่ยงมันทำให้นางรู้ว่านางต้องถูกเฉินเซี่ยงโกงเอาแน่
นางขบฟันพลางหยิบเขาแผ่นหยกที่มีสัญลักษณ์สีทองเป็นประกายสลักเอาไว้ 5 เส้นออกมา
เมื่อนางนำแผ่นหยกออกมาแล้ว
นักปรุงยาชราทั้งสามต่างก็ใช้โลหิตและสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของตนเซ็นลงไปที่ด้านหลังของแผ่นหยก
เฉินเซี่ยงรออยู่ชั่วครู่ก่อนเหล่านักปรุงยาชราจะจัดการเสร็จ
ทั้งสามคารวะให้เฉินเซี่ยงอย่างสุภาพและละอาย
ฮวาเซียงเยว่แหย่เอวเฉินเซี่ยงก่อนจะแค่นเสียงเบาๆ
“อันธพาลน้อย เจ้าไปเรียนรู้การสกัดกลั่นเม็ดยาวิญญาณธาตุตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ก็นานมาแล้ว…
ตอนนี้ข้าเป็นนักปรุงยาระดับ 5 แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า..”
เฉินเซี่ยงมองแผ่นหยกก่อนจะเริ่มหัวเราะ ลายเส้นสีทอง 5 เส้นที่ไร้ประกาย
นั่นหมายถึงนักปรุงยาระดับ 5 ขั้นต่ำ หากเป็นนักปรุงยาระดับ 5
ขั้นกลางจะมีเส้นสีทองห้าเส้นที่เปล่งประกายเล็กน้อย แต่หากเป็นนักปรุงยาระดับ 5
ขั้นสูง เส้นสีทองจะเปล่งประกายเป็นอย่างมาก
หากเฉินเซี่ยงอยากเข้าทดสอบอีกครั้ง
เขาต้องตามหาคนที่ได้รับมอบหมายในหอคอยดันเซี่ยงเพื่อทำให้เส้นสีทองนั้นสว่างขึ้น
เพราะแผ่นหยกนั้นเป็นดันเซี่ยงเถาหยวนที่เป็นผู้สกัดกลั่นขึ้นมา
ทั้งรูปแบบวิญญาณที่สลักลงไปทั้งหมดก็ซับซ้อนเป็นอย่างมาก
“อย่าได้ภูมิใจไป
รีบบอกราคาของข้าเร็วเข้า” นางหยิกแขนเฉินเซี่ยง
เมื่อนางนึกถึงเรื่องที่นางจะถูกเฉินเซี่ยงโก่งราคา
มันทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นท่าทางของนางเขาจึงขดปากพลางกล่าว
“นี่ท่านคิดว่าข้าเป็นคนยังไง? จริงๆ…ข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านเม็ดนึงอยู่แล้ว”
นี่มันตรงกันข้ามกับที่นางคิดไว้
นางรีบลูบตรงแขนที่นางหยิกไปเมื่อครู่ก่อนหัวเราะพลางกล่าว
“เจ้าช่างเป็นน้องชายที่รักของข้าจริงๆ เจ้าไม่ทำให้ความรักของข้าสูญเปล่า…”
ก่อนหน้านี้ฮวาเซียงเยว่ก็ให้กระเป๋าสัตว์อสูรกับเขาทำให้เขาสามารถจับพยัคฆ์ขาวได้
เขารู้สึกขอบคุณนางเป็นอย่างมาก ดังนั้น
การให้เม็ดยากับนางสักเม็ดย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
เมื่อเฉินเซี่ยงมอบเม็ดยาวิญญาณธาตุให้นางแล้ว
เขาก็รีบมุ่งหน้าไปสมัครเข้าร่วมการแข่งขันปรุงยาด้วยการตามหาฮูหยินหลี่โดยตรง
ฮวาเซียงเยว่ได้แจ้งฮูหยินหลี่เอาไว้นานแล้วว่าเฉินเซี่ยงจะเข้าทดสอบนักปรุงยาระดับ
5 เพียงแต่นางก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเร็วขนาดนี้
“นายน้อยเฉิน
ทะ..ท่านเป็นนักปรุงยาระดับ 5 จริงๆแล้วใช่มั้ย?” ฮูหยินหลี่จ้องไปที่แผ่นหยกของเฉินเซี่ยงแต่ยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย
นางอยู่ที่หอคอยดันเซี่ยงมานานแต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางเห็นนักปรุงยาระดับ 5
ที่อายุน้อยขนาดนี้
“ฮี่ฮี่
แน่นอน…! ข้าอยากสมัครเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูง” เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
ไม่นานฮูหยินหลี่ก็ยอมรับความจริงนี้ได้ เพราะนางเองก็เคยเป็นผู้ดูแลการทดสอบของเฉินเซี่ยงมาก่อน
หลังจากสมัครแล้ว
เฉินเซี่ยงยังถามรายละเอียดของการแข่งขันในระดับสูง
แต่ฮูหยินหลี่ยังคงปิดเป็นความลับเพื่อป้องกันไม่ให้นักปรุงยาเตรียมความพร้อมมาก่อน
เพราะนี่คือการทดสอบอันยิ่งใหญ่ของผู้เข้าแข่งขันทุกคน
ไม่นานนัก
แวดวงนักปรุงยาของเมืองดันเซี่ยงก็สั่นสะเทือน
เพราะเม็ดยาวิญญาณธาตุจะถูกจัดแสดงในหอคอยดันเซี่ยง
เม็ดยาชนิดนี้ได้หายสาปสูญไปนานแล้ว อีกอย่าง มันยังเป็นถึงเม็ดยาในตำนาน
แต่แน่นอนว่าเหล่านักปรุงยาไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สกัดกลั่น
ส่วนฮวาเซียงเยว่เองก็ยังขอให้นักปรุงยาทั้งสามคนนั้นเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
เพราะนางไม่อยากให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของขุมกำลังอื่นๆรู้ว่าเฉินเซี่ยงอยู่ที่นี่
นั่นจะเป็นการนำปัญหามาสู่เฉินเซี่ยง
ยิ่งในเวลานี้เหล่านิกายฝ่ายปีศาจเองก็กำลังจับตามองการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น
แม้พวกมันจะล้มเหลวในดินแดนรกร้างทางใต้และรับปากว่าจะไม่มีความขัดแย้งกับนิกายฝ่ายธรรมะอีก
แต่คำกล่าวของพวกมันไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ
แต่สิ่งที่นางกังวลมากที่สุดคือ
เมื่อแผนการของพวกมันถูกเฉินเซี่ยงทำลายจนย่อยยับ พวกมันต้องหมายหัวเขาไว้แน่
เฉินเซี่ยงไม่ได้กลับไปยังร้านอาวุธเฉินปิง
เพราะตามที่ฮวาเซียงเยว่บอก…หลิวเมิ่งเอ๋อจะยังไม่กลับมา
ดังนั้นนางจึงขอให้เฉินเซี่ยงอยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัย
เฉินเซี่ยงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธสาวงามเพราะมันไม่มีอันตรายหากเขาจะอยู่ที่นี่
การจัดแสดงเม็ดยาวิญญาณได้ดึงดูดใจของผู้คนมากมาย
ผู้คนส่วนใหญ่เป็นนักปรุงยาไม่ก็ผู้ที่กำลังศึกษาการปรุงยา
เม็ดยาวิญญาณธาตุถูกวางไว้ในกล่องปิดผนึกโปร่งใสเพื่อป้องกันการสูญเสียคุณภาพของเม็ดยาไป
แม้มันจะเป็นเพียงเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ แต่ในสายตาของผู้ชมหลานคน
มันคือความแปลกใหม่
ฮวาเซียงเยว่พาเฉินเซี่ยงเดินชมหอคอยดันเซี่ยง
ในหอคอยดันเซี่ยงมีสวนสมุนไพรอยู่มากมาย พวกมันถูกคลุมด้วยข่ายพลังขนาดใหญ่
ส่วนผู้ที่ดูแลรดน้ำพวกมันก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ปราณเพื่อเพาะเลี้ยงพวกมัน
เฉินเซี่ยงยังพบว่ามีสมุนไพรที่ใช้สกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงและเม็ดยาหยกขาวถูกปลูกเอาไว้ที่นี่ด้วย
นอกจากนี้เขายังพบว่า เมื่อพวกมันถูกเพาะเลี้ยงด้วยความระมัดระวัง
อัตราการเจริญเติบโตของมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นการเปิดหูเปิดตาของเฉินเซี่ยง
แต่เมื่อเขาอยากขึ้นไปในชั้นที่สูงขึ้นเพื่อดูสมุนไพรที่ล้ำค่ากว่านี้
ฮวาเซียงเยว่พลันขมวดคิ้ว
เพราะยามนี้ปรากฏน้ำเสียงเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วทั้งหอคอยดันเซี่ยง
“ใครเป็นผู้ดูแลหอคอยดันเซี่ยง?”
“มีคนมาสร้างปัญหาที่นี่!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาค่อนข้างตื่นเต้นเพราะเขารู้ว่ากำลังจะมีการแสดงที่น่าดูชมเกิดขึ้น
นางจ้องเฉินเซี่ยงก่อนจะลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว……………………………………
Chapter
290 –
อวี้เจียงหลิน
ณ
ห้องโถงชั้นหนึ่งหอคอยดันเซี่ยง… ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ไม่กล้าหายใจแรกนัก
ส่วนบางคนที่ขี้ขลาดต่างก็เริ่มล่าถอยอย่างระมัดระวัง
บริเวณด้านในจากชั้นหนึ่งของหอคอยดันเซี่ยงเป็นที่จัดแสดงเม็ดยาวิญญาณธาตุ
เหตุที่ฮวาเซียงเยว่จัดแสดงไว้ที่นั่นก็เพราะต้องการเพิ่มพูนชื่อเสียงให้กับหอคอยดันเซี่ยงทั้งยังเป็นการเปิดหูเปิดตาของเหล่านักปรุงยาในหอคอยดันเซี่ยง
เพียงแต่ มันกลับนำปัญหามาให้นางอย่างคาดไม่ถึง
ข้างๆตู้จัดแสดงเม็ดยาวิญญาณธาตุ
ชายวัยกลางคนที่มีท่าทีไม่ธรรมดายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมทั้งรัศมีแห่งความเย่อหยิ่งและกดดันแผ่ออกมาจากทั่วร่างของเขา
ที่แผ่นหลังของชายคนนั้นสะพายไว้ด้วยกระบี่ยาว แค่ปรายตามอง…ไม่ว่าใครก็จดจำชายผู้นี้ได้ว่าเขาเป็นคนของนิกายกระบี่ลึกล้ำ
แต่ความกดดันที่เขาปลดปล่อยออกมาเมื่อครู่มันกดดันผู้คนเป็นจำนวนมาก
คนที่อยู่บริเวณนั้นบางจำชายวัยกลางคนผู้นี้ได้ มันคือประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำนาม
‘อวี้เจียงหลิน’!
เมื่อฮวาเซียงเยว่มาถึง
นางกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “อวี้เจียงหลิน เจ้ามาก่อเรื่องที่นี่รึ?”
นางเกลียดชังคนที่เย่อหยิ่งอย่างที่สุดโดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมาจากนิกายกระบี่ลึกล้ำ
เมื่อครั้งโบราณกาล…ศิษย์ของนิกายกระบี่ลึกล้ำต่างก็เป็นเช่นนี้
นั่นทำให้นางรังเกียจที่จะรับมือกับคนของนิกายกระบี่ลึกล้ำ
เฉินเซี่ยงกำลังดูฉากที่มีชีวิตชีวาอยู่ไกลๆ
เขารู้สึกเช่นเดียวกับฮวาเซียงเยว่คือเกลียดผู้คนจากนิกายกระบี่ลึกล้ำและเขายังสังหารพวกมันไปบ้างแล้ว
ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ศิษย์นิกายกระบี่ลึกล้ำมักจะถูกศิษย์นิกายฝ่ายธรรมะทั้ง 8
สังหารเอาอยู่บ่อยๆ
(นิกายบ้าอะไรโคตรรันทด…
ก่อตั้งมาให้เขาหมั่นไส้แล้วก็โดนเจื๋อน 555+)
เมื่ออวี้เจียงหลินเห็นฮวาเซียงเยว่
ใบหน้าของมันพลันเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม มันกล่าวขึ้นอย่างอวดดี
“นี่เจ้าเป็นผู้ดูแลของหอคอยดันเซี่ยงรึ? แล้วประมุขของเจ้าอยู่ที่ใด? รีบๆไปตามนางมาพบข้า”
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะพบนาง!”
คิ้วของฮวาเซียงเยว่ขมวดเข้าพลางกล่าวตอบอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย
ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างตกใจสุดขีด
พวกเขาจำฮวาเซียงเยว่ไม่ได้
เพราะจะมีก็เพียงศิษย์ของดันเซี่ยงเถาหยวนเท่านั้นที่รู้ว่าฮวาเซียวงเยว่คือผู้ดูแลดันเซี่ยงเถาหยวน
แต่ทำไมนางถึงกล้ากล่าวแบบนั้นกับอวี้เจียงหลิน
มันเป็นถึงประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำ…นางไปเอาความกล้ามาจากไหน?
อวี้เจียงหลินรู้ว่าประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาในที่สาธารณะ
แต่จากท่าทีของมันทำให้มันเชื่อว่ามีเพียงประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนเท่านั้นที่จะพูดคุยกับมันได้
“แม่สาวน้อย
ข้าอยากซื้อหาเม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้
สำหรับเจ้าแล้ว…เจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวในเรื่องนี้
รีบไปตามประมุขของเจ้ามาเร็วเข้า!”
น้ำเสียงของมันอ่อนโยนลงเล็กน้อยแต่ยังคงทำให้ผู้อื่นระคายหู
ฮวาเซียงเยว่เย้ยหยัน
“ข้าเป็นคนซื้อเม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้มา หากข้าต้องการ…ข้าย่อมกินมันได้เดี๋ยวนี้
เช่นนั้นแล้ว…เหตุใดข้าถึงไม่มีสิทธิ์?”
อวี้เจียงหลินประหลาดใจไปชั่วครู่
มันคิดว่าเม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้ เป็นประมุนดันเซี่ยงเถาหยวนที่เป็นผู้สกัดกลั่น
แต่เมื่อเห็นท่าทางของอวี้เจียงหลิน ทั้งเฉินเซี่ยงและฮวาเซียงเยว่ต่างรู้สึกตื่นเต้น
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าถึงไอ้แก่นี่จะมีชีวิตอยู่มานานกว่าหมื่นปี
แต่ทำไมมันถึงได้โง่ขนาดนี้
ดูจากท่าทางของมันย่อมรู้แล้วว่ามันต้องการเม็ดยาวิญญาณธาตุมากขนาดไหน
มันดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมากทั้งยังชัดเจนถึงเจตนาของมัน
แล้วแบบนี้…มันจะไม่ชัดเจนด้วยหรอว่ามันจะถูกคนอื่นเค้าโกงเอา?
เฉินเซี่ยงรีบคิดแผนการณ์อย่างรวดเร็วพลางมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าของเขา
“เช่นนั้นกล่าวราคาของเจ้ามา…
ข้าอยากได้เม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้!”
อวี้เจียงหลินเอามือไพล่หลังพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจราวกับไม่ว่ายังไงมันก็จะซื้อเม็ดยาให้ได้
“ข้าไม่ขาย!”
ฮวาเซียงเยว่ไม่ได้ขาดแคลนผลึกศิลาหรือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเลยแม้แต่น้อย
นางจึงไม่ขายโดยเฉพาะกับอวี้เจียงหลินคนนี้
“สาวน้อย
เจ้าควรจะรู้วิธีประพฤติตนให้ดีสักเล็กน้อย
เม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้สำคัญกับข้าเป็นอย่างมาก…”
มันยังไม่ทันได้กล่าวจบประโยค
แต่ฮวาเซียงเยว่กลับเชยเรือนผมของนางเบาๆราวกับเจตนายั่วยวนบุรุษเพศ
นางฝืนยิ้มพลางกล่าว “สาวน้อยรึ? อวี้เจียงหลิน
ไม่ช้าก็เร็ว…นิกายกระบี่ลึกล้ำของเจ้าจะถูกทำลายพินาศย่อยยับเพราะปากอันเน่าเหม็นของเจ้า
ถ้าข้าไม่ขาย…แล้วเจ้าจะทำไม? หากเจ้ากล้า…เช่นนั้นลองทำลายดันเซี่ยงเถาหยวนดูหน่อยเป็นไร!!”
ทั่วร่างของอวี้เจียงหลินสั่นสะท้าน
มันจะไม่รู้ความแข็งแกร่งของดันเซี่ยงเถาหยวนได้ยังไง? มันกระจ่างชัดถึงเครือข่ายของดันเซี่ยงเถาหยวน
หากดันเซียงเถาหยวนตกอยู่ในสถานะการณ์ยากลำบาก
ทั้งนิกายยอดนักสู้และจักรวรรดิเฉินปิงเทียนย่อมไม่อยู่เฉยแน่
ทั้งตัวมันเองยังหวาดกลัวกู่ตงเฉินอย่างที่สุด
มันรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของมันห่างไกลกับกู่ตงเฉินเป็นอย่างมาก
“เม็ดยาวิญญาณธาตุสำคัญกับข้ามาก!”
อวี้เจียงหลินกล่าว ท่าทางของมันในยามนี้ราวกับมันกำลังร้องขอผู้อื่นอยู่
“เม็ดยานี้ย่อมช่วยบุตรชายของข้าทะลวงจุดตีบตันของเขาได้…
ข้าขอให้เจ้าขายมันแก่ข้า!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของมัน
เฉินเซี่ยงจึงหัวเราะอย่างเบิกบาน อวี้เจียงหลินมีบุตรอัจฉริยะอยู่คนหนึ่งซึ่งหลายคนต่างทราบเรื่องนี้ดีเพราะมันชอบเอาบุตรชายของมันออกมาอวด
แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อบุตรชายของมันจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตอันยิ่งใหญ่
บุตรชายของมันกลับประสบกับ ‘ชี่กงชูเพียน’ จนทำให้มันบาดเจ็บสาหัส
[
ชี่กงชูเพียน = 气功出偏 = Qigong Deviation คือ อาการทาง
‘ร่างกาย’ หรือ ‘จิต’
ที่ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกวิชาหรือฝึกยุทธ์ที่ผิดวิธี) ]
หลังจากพักฟื้นมาหลายปี
ความแข็งแกร่งของมันก็กลับมาถึงจุดสูงสุดอีกครั้งเพียงแต่ทะเลวิญญาณของมันกลับไม่ดีขึ้น
มันต้องการสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้มันฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์
แต่ถึงอย่างนั้น
จิตใจของบุตรชายของมันกลับได้รับความกระทบกระเทือนอย่างใหญ่หลวงจนทำให้มันไม่สามารถบ่มเพาะสัผัสศักดิ์สิทธิ์ได้
แม้จะมีเม็ดยามากมายสำหรับบ่มเพาะสัมผัสศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ
แต่นั่นกลับไม่เพียงพอ ตัวมันได้ทดลองมากมายหลายวิธีแต่ยังคงล้มเหลวเช่นเดิม
ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเม็ดยาแนะนำมันว่า
อาการของบุตรชายมันอาจจะดีขึ้นหากใช้เม็ดยาวิญญาณธาตุ
ซึ่งหากทะเลวิญญาณของบุตรชายมันฟื้นฟูเต็มที่ บุตรชายของมันย่อมก้าวหน้าในทันที
ด้วยเพราะเม็ดยาวิญญาณธาตุไม่ปรากฏมานาน
ทำให้บุตรชายของอวี้เจียงหลินติดอยู่ในระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงมาหลายปี
แต่เมื่อเฉินเซี่ยงทราบเรื่อง
เขาก็รู้ว่าเขาสามารถขูดเลือดขูดเนื้ออวี้เจียงหลินอย่าโหดเหี้ยมอำมหิตได้
ราคาอย่างมากของเม็ดยาวิญญาณธาตุก็ไม่เกิน
1 ล้านผลึกศิลา สำหรับประมุขนิกายแล้ว ผลึกศิลาจำนวนนี้นับเป็นเรื่องเล็กน้อย
แม้แต่ 10 ล้านผลึกศิลาก็ยังไม่ควรค่าให้กล่าวถึง
เมื่อฮวาเซียงเยว่คิดว่าจะเรียกราคากับมัน
10 ล้านผลึกศิลาและกำลังจะกล่าวออกไป จู่ๆเสียงของเฉินเซี่ยงก็ดังขึ้นในหัวของนาง
“พี่สาวที่รักของข้า
ท่านวางแผนจะขูดเลือดขูดเนื้อมันเท่าไหร่?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“10 ล้าน…
เหี้ยมโหดใช่มั้ยหล่ะ!” ฮวาเซียงเยว่กล่าวตอบ
“เหี้ยมโหดก้นข้าสิ!”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางเย้ยหยัน
“ไม่ได้…
ถ้าข้าบอกราคาสูงกว่านี้
คนอื่นๆจะว่าเอาได้ว่าดันเซี่ยงเถาหยวนฉวยโอกาสยามวิกฤตของคนอื่นเพื่อแสวงหาผลกำไร
แค่ 10 ล้านผลึกศิลานี่ก็น่ากลัวมากแล้วนะ”
จริงๆแล้วนางก็ยากให้ราคาสูงกว่านี้อีกนิด
“ท่านบอกมันให้เข้าร่วมงานประมูลสิ
ในงานนั้น…จะมีเม็ดยาวิญญาณธาตุเข้าประมูลด้วย ฮี่ฮี่ฮี่..!”
เฉินเซี่ยงกล่าวพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ดวงตาคู่งามของนางเบิกกว้าง
นางเข้าใจในเจตนาของเฉินเซี่ยงในทันที นางแอบชื่นชมกับแผนการของเฉินเซี่ยง
เพราะหากอวี้เจียงหลินต้องการเม็ดยานี่จริงๆ
พวกเขาและนางจะจงใจช่วยกันเพิ่มราคาขึ้น นั่นไม่เพียงจะทำให้อวี้เจียงหลินกระอักโลหิต
แต่มันยังทำให้ทั้งคู่ได้กำไรมหาศาลด้วย
แค่คิดถึงเรื่องนี้ฮวาเซียงเยว่ก็ตื่นเต้นสุดขีดแล้ว
ฮวาเซียงเยว่จึงกล่าว
“ไม่… ข้าไม่ขายให้เจ้า
ผู้ที่ขายเม็ดยาให้แก่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่ขายให้แก่ผู้ใด ข้าจึงต้องเคารพในความคิดของเขา
เพราะดันเซี่ยงเถาหยวนเราดำเนินธุรกิจในแนวคิดที่ความน่าเชื่อถือคือทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ขายก็ได้บอกข้าไว้ว่า…เมื่อยามที่การประมูลมาถึง
เม็ดยาวิญญาณธาตุอีกเม็ดจะปรากฏขึ้นที่นั่น…”
“อีกไม่นานงานประมูลก็จะเริ่มขึ้นแล้ว
หากเจ้ารอมากว่าหมื่นปีแล้ว…เจ้าจะรออีกสักหน่อยไม่ได้รึไงกัน?”
จริงๆแล้ว
อวี้เจียงหลินเตรียมตัวมาโดนขูดเลือดขูดเนื้อไว้แล้ว
แต่มันกลับคาดไม่ถึงว่าฮวาเซียงเยว่จะกล่าวเช่นนี้
ทำให้มันได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพราะหากเป็นการประมูล…บางทีราคาของมันอาจจะถูกลงก็ได้
อวี้เจียงหลินแค่นเสียงเย็นชาก่อนสะบัดชายเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไป
นั่นทำให้ฮวาเซียงเยว่แค่นเสียงเย็นชาเช่นกัน
เหล่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างทราบถึงตำนานของประมุขแห่งนิกายกระบี่ลึกล้ำ
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า มันคือชายที่น่ารำคาญเป็นอย่างมากทั้งยังสามารถทำให้ผู้อื่นเกลียดมันได้ด้วย!!
เมื่อเห็นสาวงามโกรธ
หัวใจของเหล่าบุรุษก็เริ่มที่จะเกลียดชังอวี้เจียงหลิน
นางแค่นเสียงด้วยความโกรธก่อนจะไปจากชั้นหนึ่งโดยมีเฉินเซี่ยงติดตามไปอย่างตื่นเต้น
“ไอ้บ้านั่น…
ในอนาคตข้าจะสังหารมันอย่างโหดเหี้ยมแน่ แต่ในเมืองดันเซี่ยงแห่งนี้
เดี๋ยวป้าจะทำให้มันเสียหน้าเลยคอยดู”
ฮวาเซียงเยว่โกรธเป็นอย่างมากทำให้ภายในห้องอันงามเต็มไปด้วยเสียงด่าทอของนาง
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“พี่สาวที่รักของข้า เอานี่ไปประมูล เมื่อถึงตอนนั้น
ข้าจะแบ่งให้ท่านสักเล็กน้อย!”
นางรับเม็ดยาวิญญาณธาตุมาพลางคิดว่าอีกไม่นานเกินรอ
นางจะเห็นไอ้อวี้เจียงหลินต้องชอกช้ำระกำใจ
ทำให้รอยยิ้มอันงดงามชวนลุ่มหลงปรากฏขึ้นใบหน้าของนาง…………………………………..
Chapter
291 –
จิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิง
ฮวาเซียงเยว่ไม่ได้ขาดแคลนผลึกศิลาเลยแม้แต่น้อย
นางเพียงต้องการระบายความโกรธของนางเท่านั้น
จึงทำให้นางไม่ต้องการส่วนแบ่งจากเฉินเซี่ยง
“อันธพาลน้อย
เจ้านี่มันชั่วร้ายจริงๆ ดีนะที่พี่สาวไม่ใช่ศัตรูของเจ้า
ไม่งั้นข้าต้องโชคร้ายแน่! จริงสิ… งานประมูลมีกฏอยู่ข้อหนึ่งคือเจ้าไม่สามารถเสนอราคาของของเจ้าได้
ข้า…คือผู้ดูแลสูงสุดของงานประมูลและข้าไม่อาจให้เจ้าทำลายกฏนั้นได้”
ฮวาเซียเยว่กล่าว
“ง่ายมาก…
เราขอความช่วยเหลือพี่เมิ่งเอ๋อก็ได้ไม่ใช่หรอ? แค่นั้นก็ไม่ผิดกฏแล้ว!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะซุกซนพลางกล่าว
ดวงตาคู่งามของนางเบิกโพลงก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกล่าว
“หลิวเมิ่งเอ๋อต้องเชื่อฟังเจ้าแน่!”
เฉินเซี่ยงแลบลิ้นให้ก่อนจะรีบออกจากหอคอยดันเซี่ยงแล้วกลับไปยังร้านขายอาวุธเฉินปิงอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกมากกว่า 1 เดือนก่อนงานประมูลจะเริ่มขึ้น
ถ้าหากถึงตอนนั้นเฉินเซี่ยงยังเตรียมตัวไม่ดีพอ
เขาคงทำได้เพียงนั่งมองของดีๆโดยไม่สามารถซื้อหาพวกมันได้
เพราะตอนนี้เม็ดยาพื้นฐานแท้จริงของเขายังมีไม่มากนัก ดังนั้น
เขาจึงต้องพยายามสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงเพิ่ม
ในดินแดนลี้ลับแห่งเต่าทมิฬ
เขาได้สมุนไพรสำหรับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมาเป็นจำนวนมาก ด้วยเม็ดยา 5
เม็ดต่อสมุนไพร 1 ชุดมันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสกัดกลั่นเม็ดยาได้มากกว่า 10,000
เม็ด แต่หากพิจารณาถึงความเร็วในการสกัดกลั่นของเขา
มันยังเป็นเรื่องยากที่เขาจะสกัดกลั่นพวกมันได้ทั้งหมดในช่วงเวลานี้
ด้วยเวลา 1
ชั่วโมง เฉินเซี่ยงสามารถสกัดกลั่นมันได้ 10 ครั้ง หากใช้เวลา 4
ชั่วโมงในการสกัดกลั่นมันจะทำให้เขาสกัดกลั่นได้ทั้งหมด 40
ครั้งต่อหนึ่งวันซึ่งได้เม็ดยาเพียง 200 เม็ดต่อวันเท่านั้น
เฉินเซี่งจึงกะประมาณว่า หากเขาทำเช่นนั้นเขาย่อมได้เม็ดยาประมาณ 5,000
เม็ดเมื่อถึงเวลางานประมูล
ในยามนี้
เฉินเซี่ยงมีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอยู่กับตัวประมาณ 8,500 เม็ด แต่ถึงอย่างนั้น
เขายังรู้สึกว่ามันไม่พอ
และแล้ว…เฉินเซี่ยงก็เริ่มการสกัดกลั่นเม็ดยาอันน่าเบื่อ
ด้วยเพื่อไม่ให้เขาต้องเสียใจกับงานประมูลครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงทำให้เขาต้องกัดฟันอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ตารางเวลาของเฉินเซี่ยงนั้นแน่นมาก ในช่วงกลางวันเขาจะสกัดกลั่นเม็ดยา ส่วนกลางคืนเขาจะบ่มเพาะปราณและสร้างน้ำลายมังกรในเวลาเดียวกัน
ด้วยวิธีนี้ เมื่อยามที่เขากลับไปยังนิกายยอดนักสู้
เขาจะสามารถเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรล้ำค่าของเขาได้เป็นจำนวนมาก
เมื่อถึงยามที่หลิวเมิ่งเอ๋อกลับมา
นางเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้ในห้องโถง เฉินเซี่ยงเขียนมันไว้ว่าเขาจะเก็บตัวปรุงยาและเขาก็ยังบอกให้หลิวเมิ่งเอ๋อไปหาฮวาเซียงเยว่ด้วย
เฉินเซี่ยงสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างสงบ
เมื่อถึงเวลางานประมูล
แม้ว่าเขาจะสามารถหยิบยืมเงินจากฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อได้
แต่เขาไม่ต้องการทำแบบนั้น เพราะมันจะทำให้เขากลายเป็นคนไม่เอาไหนและเป็นตัวตลกของพวกนาง
เวลาเคลื่อนเดือนคล้อยไปทีละนิด…
ภายในเมืองดันเซี่ยงก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน ศิษย์ภายนอกจากหลายๆนิกายมากมาย
เหล่าขุนนางที่มีชื่อเสียงบางคน
รวมถึงเหล่าศิษย์นิกายฝ่ายปีศาจก็มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองดันเซี่ยงแห่งนี้เพื่อเข้าร่วม
‘งานชุมนุมแห่งเถาหยวน’
เม็ดยาเป็นสิ่งที่นักสู้มากมายต้องพึ่งพา
หลายคนมายังเมืองดันเซี่ยงเพื่อถือโอกาสซื้อหาเม็ดยาในงานในราคาที่ถูกลง
กระทั่งบางคนก็มาเพื่อหาความสนุกและเปิดหูเปิดตาของตน
ประมุขของบางนิกายเองก็มาร่วมงานเงียบๆ
บางคนมาเพื่อซื้อหาเม็ดยา บางคนมาเพื่อเป็นแขกของดันเซี่ยงเถาหยวน
หรือบางคนมาเพื่อให้ศิษย์ของตนได้เข้าร่วมแข่งขันการปรุงยา
แต่แน่นอนว่าประมุขนิกายส่วนใหญ่มาเพื่อร่วมประมูล
พวกเขาต้องการทั้งขายและซื้อ
นั่นจึงทำให้งานประมูลมีของที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก
ทั้งยังมีของที่มีแต่เฉพาะนักสู้ขอบเขตนิพพานปรากฏขึ้นในงานด้วย
ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้เองจึงทำให้เฉินเซี่ยงต้องบากบั่นสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงให้ได้มากขึ้น
เพราะเขาแตกต่างจากเหล่าประมุขนิกายที่มีกำลังทรัพย์
หากเฉินเซี่ยงไม่ทุนทรัพย์มากพอเมื่อยามที่งานประมูลเริ่มขึ้น
เขาคงทำได้แต่นั่งมอง
ในที่สุดก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
ก่อนงานประมูลจะเริ่มขึ้น เขาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงได้ 5,500 เม็ด
เมื่อรวมกับเม็ดยาอีก 8,500 เม็ดของเขาทำให้เขามีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงทั้งหมด
14,000 เม็ด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ
“อันธพาลน้อย
นับเป็นเรื่องยากจริงๆที่เห็นเจ้าขยันขันแข็งขนาดนี้
เจ้าเก็บตัวบ่มเพาะมากกว่าหนึ่งเดือนแหนะ!”
หลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่กำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง
เมื่อเฉินเซี่ยงกลับออกมาเขาก็มองเห็นสาวงามทั้งสองทันที
เขาคาดไม่ถึงว่าฮวาเซียงเยว่จะมาที่นี่บ่อยขนาดนี้ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองสาวจะดีกว่าที่เฉินเซี่ยงจินตนาการเอาไว้มาก
พวกนางต่างสวมใส่ชุดกระโปรงสีขาวยาวด้วยกันทั้งคู่
เพียงแต่รสนิยมของพวกนางต่างกัน คนนึงงดงามน่าหลงไหล ส่วนอีกคนสูงส่งสง่างาม
ทั้งสองนางไม่ได้เด่นไปกว่ากันเพราะพวกนางมีเสน่ห์ไปคนละแบบ
นั่นทำให้เฉินเซี่ยงที่กำลังมองพวกนางแอบชื่นชมพวกนางอยู่ในใจ
“ดูจากท่าทางกระวนกระวายของเจ้า
ดูเหมือนบางคนแถวนี้คงอับโชคซะแล้วใช่มั้ย?” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะซุกซนก่อนกล่าวพลางยื่นถ้วยน้ำชาให้กับเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงเดินเข้ามาหานางก่อนจะรับเอาถ้วยน้ำชาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้พลางไขว่ห้างอย่างสบายก่อนกล่าว
“ข้ากำลังจะเสียเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงไป
ใครจะเป็นเหมือนพวกท่านกัน…แค่นั่งเฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไรก็มีผลึกศิลากับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมากมายมหาศาล”
“งั้นเจ้าต้องพยายามให้มากแล้ว
ข้าว่านี่ต้องเป็นครั้งแรกของเจ้าที่ได้เข้าร่วมงานประมูลที่ใหญ่ขนาดนี้
บางทีสะตุ้งสตางค์ในกระเป๋าเจ้าอาจจะเพียงพอแค่นั่งดูสนุกๆเท่านั้นหล่ะมั้ง…
อีกอย่าง หากตัวตนระดับผู้อาวุโสไม่ก็ประมุขนิกายเริ่มประมูลกัน
ข้าว่าแข้งขาเจ้าต้องอ่อนแน่ๆ” ฮวาเซียงเยว่กล่าวกลั้วหัวเราะ
หลิวเมิ่งเอ๋อก็หัวเราะคิกคัก
“อันธพาลน้อย ถ้าพี่สาวจะให้เจ้าหยิบยืมสักเล็กน้อยจะว่ายังไง?”
ฮวาเซียงเยว่ก็กล่าวเสริม
“ข้าก็พอจะให้เจ้ายืมได้บ้างหล่ะนะ…”
เฉินเซี่ยงแอบหมั่นไส้พวกนาง
แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที “ตอนนี้ยังไม่จำเป็น รอให้งานประมูลเริ่มก่อน
เมื่อถึงเวลานั้นหากข้าต้องการจริงๆเดี๋ยวข้าจะบอกพวกท่านอีกที”
หากมันไม่พอจริงๆ
เฉินเซี่ยงคงทำได้เพียงหยิบยืมพวกนาง เขาไม่กลัวที่ทั้งสองนางจะขู่เข็ญเขาทุกวัน
แต่จำเป็นต้องรู้ว่าผู้ที่ให้ยืมย่อมเป็นนาย
“ข้าอยากประมูลของ
2 สิ่ง และมันจะดีมากๆถ้าท่านประมูลมันตั้งแต่เริ่มงาน!” เฉินเซี่ยงกล่าวตอบ
เขามีของดีมากมายเพียงแต่บางชิ้นก็ไม่สามารถขายได้ ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างทราบเรื่องนี้ดี
ฮวาเซียงเยว่กล่าวถาม
“เจ้าจะประมูลอะไรหรอ? ถ้าเจ้าอยากขายเม็ดยา
ข้าแนะนำให้เจ้าลืมมันไปซะเถอะ ถ้าเจ้าอวี้เจียงหลินมันไม่หุนหัน
เม็ดยาวิญญาณธาตุของเจ้ามันก็ไม่มีราคาอะไรเลย”
10
ล้านผลึกศิลาสำหรับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ไม่นับว่ามีค่าอันใด
“ข้าอยากขายเม็ดยาสร้างรากฐาน
10 เม็ด ขายแบบรวดเดียวไปเลย ข้าว่ามันน่าจะได้ราคาที่สูงมาก…แล้วข้าก็จะขาย
‘จิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิง’ ” เฉินเซี่ยงกล่าว
เมื่อได้ยิน
‘จิตวิญญาณเพลิงแห่งนักสู้’ ทั้งฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อพลันตกใจอย่างสุดขีด
จิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงนั้นต่างจิตวิญญาณเพลิง
เพราะมันสามารถผสานเข้ากับร่างกายได้เพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้นเช่นแขนหรือขา
ส่วนจิตวิญญาณเพลิงมันผสานเข้ากับทุกส่วนของร่างกายและจิตวิญญาณทั้งยังทำให้คนที่ผสานกับมันมีเพลิงที่ทรงพลัง
เมื่อจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงผสานเข้ากับเส้นลมปราณในแขน
ไม่ว่าผู้ที่ผสานจะมีปราณประเภทใด คนผู้นั้นก็จะสามารถปลดปล่อยเพลิงได้
ส่วนความแข็งแกร่งของเพลิงก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้ใช้เอง
หากปราณของพวกเขารุนแรงเพลิงของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น
เฉินเซี่ยงได้รับจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงมาโดยการสังหารมกุฏราชกุมารอย่างซ่งหนานหมิงเมื่อคราวที่อยู่ฝั่งโลกธรรมดาสามัญ
แม้ว่าจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงจะไม่ได้ดีไปกว่าจิตวิญญาณเพลง
แต่ถ้าเอามาขายในงานประมูล…ผู้คนมากมายต้องต่อสู้แย่งชิงเพื่อซื้อมันแน่
“เจ้ามีจริงๆหรอ?”
หลิวเมิ่งเอ๋อขยับเข้ามาข้างๆเฉินเซี่ยง
เขาหยิบเอาขวดหยกเล็กๆออกมาแล้วยื่นส่งให้นาง
หลังจากนางตรวจสอบขวดหยกอยู่ชั่วครู่นางก็กล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าอันธพาลน้อย เจ้ามีของล้ำค่ามากมายจริงๆเลยนะ
นี่เป็นครั้งแรกงเลยที่ข้าได้เห็นจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิง!”
ฮวาเซียงเยว่เองก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ
ภายในขวดหยกมีวัตุทรงกลมสีแดงที่กำลังแผ่ความร้อนออกมาอยู่
ซึ่งมันก็คือจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงจริงๆ
แม้ทั้งสองสาวเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกแต่พวกนางก็ยังจดจำมันได้จากข้อมูลที่ได้กล่าวไว้ในบันทึก
“เป็นไงบ้าง?”
เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างภาคถูมิพลางกล่าว
“มันคือจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงจริงๆ
แต่…เจ้าไปเอามันมาจากไหน?” ฮวาเซียงเยว่ปกขวดหยกไว้ก่อนจะรับเอาเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง
10 เม็ดมา แม้มันจะเป็นของหายาก แต่ก็มีค่ากับพวกนางเพียงเล็กน้อย
เพราะฉะนั้นการขายเจ้าสิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับพวกนาง
หลิวเมิ่งเอ๋อก็สงสัยมาเหมือนกัน
แต่เฉินเซี่ยงกลับหัวเราะพลางกล่าว “ข้าไม่บอกท่านหรอก”
“ฮึ่ม!!”
เฉินเซี่ยงกลับไปที่ห้องของเขา
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเหล่าประมุขนิกายทั้งหลายร่ำรวยกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้
ก่อนหน้านี้ที่เขาขายเม็ดยาให้กับกู่ตงเฉิน เขาขายให้ในราคาที่ถูกมาก
แต่ถึงอย่างนั้นกู่ตงเฉินยังคงต่อรองเขาทั้งยังทำเป็นแกล้งโง่อีกต่างหาก
ดังนั้น
เฉินเซี่ยงจึงตัดสินใจว่าจะรีดไถศิษย์หลานผู้ร่ำรวยคนนี้อย่างแน่นอน………………………………………….
Chapter
292 –
ประมุขขี้งก
เฉินเซี่ยงค่อนข้างร่ำรวย
ไม่ว่าฮวาเซียงเยว่หรือหลิวเมิ่งเอ๋อต่างก็รู้ดีว่าเฉินเซี่ยงร่ำรวยขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้น
ทั้งสองนางยังเชื่อว่าคงจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับเฉินเซี่ยงที่จะซื้อหาสมุนไพรล้ำค่าในงานประมูลครั้งนี้
เพราะพวกนางเองก็ยังไม่มั่นใจว่าพวกนางจะสามารถฉกฉวยของดีได้หรือไม่
และไม่นาน…ในที่สุดงานประมูลก็เริ่มต้นขึ้น
งานประมูลในครั้งนี้จัดขึ้นที่ชั้น 13 และ 14 ของหอคอยดันเซี่ยง
ตัวหอคอยทั้งสองชั้นนั้นได้ผสานเข้าด้วยกันทำให้มันมีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดมากนั้น
มันจุคนได้ประมาณ 5 – 6 พันคน เหล่าคนที่มาเข้าร่วมงานประมูลต่างไม่ใช้บุคคลธรรมดา
ทางดันเซี่ยงเถาหยวนเองก็ส่งบัตรเชิญให้เพียงผู้คนที่มียศถาบรรดาศักดิ์และบุคคลที่ร่ำรวยภายในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แห่งนี้
แต่หากใครก็ตามที่ไม่ได้ถูกเชิญและต้องการเข้าร่วมงานประมูล
คนเหล่านั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
หากใครก็ตามที่ต้องการนำของของตนมาประมูล
คนเหล่านี้ก็เข้าร่วมงานประมูลได้เช่นกัน
ในยามนี้สถานที่จัดงานประมูลเงียบเป็นอย่างมาก
ผู้เข้าร่วมงานทุกคนต่างสุภาพอย่างที่สุด
เมื่อผู้เข้าร่วมงานประมูลเข้ามาในบริเวณงานล้วนไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดัง
พวกเขาต่างนั่งในที่ของตนอย่างสงบ
ในงานประมูลจะมีห้องสี่เหลี่ยมสำหรับกลุ่มคนที่ได้รับความเคารพอย่างที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
ทำให้ทั่วทั้งงานประมูลปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด
แม้แต่เหล่าประมุขนิกายที่ปกปิดกลิ่นอายของตนยังแผ่แรงกดดันวิญญาณออกมาเป็นบางครั้งคราวเพื่อทำให้เหล่าผู้ที่มีความแข็งแกร่งไม่พอรู้สึกอึดอัด
เฉินเซี่ยง
หลิวเมิ่งเอ๋อ และฮวาเซียงเยว่เดินเคียงกันเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมพิเศษ
เฉินเซี่ยงสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าทั้งยังกลบเกลื่อนกลิ่นอายของตนไว้ นอกจากนี้
ยังมีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดผ่านทั้งสามอย่างต่อเนื่องทำให้ทั้งหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่รู้สึกขุ่นเคือง
“พี่ฮวา
ประมุขนิกายข้ามาถึงหรือยัง?” เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“นอกจากประมุขนิกายเช่าหวู่แล้ว
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของ 8 นิกายหลักฝ่ายธรรมะ
และผู้นำของตระกูลที่มีชื่อเสียงมากมายได้มาถึงแล้ว” ฮวาเซียงเยว่กล่าว
นางได้รับหน้าที่ให้ดูแลงานประมูลในครั้งนี้ ดังนั้นย่อมไม่มีใครที่ทราบสถานะการณ์ในตอนนี้ได้ดีเท่านางอีกแล้ว
ขณะที่เฉินเซี่ยงจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่พื้นที่งานประมูล
เขาก็เห็นหวินเสี่ยวเตา เจ้าอ้วน และชูเหว่ยหลง ทั้งสามมาพร้อมกับผู้นำตระกูลของตน
“อันธพาลน้อย
อย่าได้ใช้เสียงจริงๆของเจ้าและห้ามเปิดเผยตัวตนของเจ้าเด็ดขาด!
คนเหล่านั้นรู้ว่าข้ากับเซียงเยว่อยู่ด้วยกัน หากพวกเขารู้ว่าเจ้าอยู่กับพวกข้า
เดี๋ยวพวกมันจะสงสัยเอา” หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าว
เฉินเซี่ยงเข้าใจเรื่องนี้ดี
ตอนนี้เฉินเซี่ยงกลบเกลื่อนกลิ่นอายตนดียิ่งขึ้นเพราะเฉินเซี่ยงเป็นกังวลกับเป่ยยู่ยู่และซูเหม่ยเหยาเป็นอย่างมาก
ซึ่งการปกปิดในครั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฝีมือของหลงเสวี่ยอี๋
การกลบเกลื่อนกลิ่นอายของเขาทำให้หลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ประหลาดใจ
เพราะยามนี้พวกนางสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งต่างๆภายในร่างกายของเฉินเซี่ยงได้เพียงเลือนรางเท่านั้น
เมื่อการประมูลเริ่มขึ้น
เป็นฮูหยินหลี่ที่ทำหน้าที่ดำเนินการประมูล
นางกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานทุกคนอย่างสุภาพก่อนจะนำของประมูลชิ้นแรกออกมาร่วมประมูล
สิ่งประมูลสิ่งแรกคือเม็ดยาสร้างรากฐานของเฉินเซี่ยง
“เม็ดยาสร้างรากฐานจำนวน
10 เม็ด! ในการประมูลครั้งนี้…ข้าเชื่อว่าหลายท่านคงจะเข้าร่วมเป็นครั้งแรก
ทุกท่านย่อมรู้จักเม็ดยาสร้างรากฐาน ดังนั้น ข้าจะไม่กล่าวให้เยิ่นเย้อ
ราคาเริ่มต้นของมันจะอยู่ที่ 2 ล้านผลึกศิลา… เริ่มประมูลได้” ฮูหยินหลี่กล่าว
2
ล้านผลึกศิลา ในสายตาของเฉินเซี่ยงแล้ว ราคาจำนวนนี้นับว่าค่อนข้างน้อย แต่มันก็เป็นเพียงราคาเริ่มต้นและมันจะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
แม้ว่าเม็ดยาสร้างรากฐานจะมีราคาแพงและหายาก แต่หากมีใครต้องการมันจริง
ถึงมันจะเป็นเพียงเม็ดยาระดับวิญญาณขั้นต่ำ แต่มันจะถูกประมูลไปด้วยราคาที่สูงมากๆ
ในระหว่างการประมูลจะใช้จำนวนของผลึกศิลาเป็นราคาในการประมูล
แต่ในระหว่างที่จ่ายเงินประมูล
ผู้ที่ประมูลสิ่งของได้สามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นผลึกศิลาหรือเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมากกว่า
“2.2
ล้านผลึกศิลา!” เสียงที่คุ้นเคยดังเข้ามาในหูของเฉินเซี่ยง
มันเป็นเสียงของกู่ตงเฉิน เขาคาดไม่ถึงว่าศิษย์หลานคนโตของเขาจะขาดแคลนเม็ดยาสร้างรากฐาน
เขาแอบดีใจ เพราะหลังจากกลับไปถึงนิกายยอดสู้
เขาจะรีบไปเร่งการเจริญโตแล้วปลิดผลรากครามมา เมื่อถึงตอนนั้น
เขาจะสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานได้มากมายมหาศาล อีกอย่าง
เขาก็ไม่กลัวที่จะขูดเลือดขูดเนื้อศิษย์หลานคนโตของเขา
“หมอนั่นเพิ่มราคาแค่
200,000 ผลึกศิลา เขามันขี้งกจริงๆ
ก่อนหน้านี้…เขามาหาข้าเพื่อขอให้ข้าสร้างอุปกรณ์บินให้
ทั้งยังต่อรองราคาข้าอยู่ครึ่งค่อนวัน”
น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อเต็มไปด้วยความดูถูก
เฉินเซี่ยงแอบหัวเราะอยู่ในใจ
เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าศิษย์หลานคนโตของเขาจะขี้งกขนาดนี้
เม็ดยาสร้างรากฐานไม่ได้เป็นเพียงที่ต้องการของนิกายใหญ่
เหล่าตระกูลที่ทรงพลังเองก็ต่อสู้แย่งชิงมันเช่นเดียวกัน
นั่นเอง…จึงทำให้ราคาของเม็ดยาสร้างรากฐานของเฉินเซี่ยงพุ่งขึ้นไปถึง 7
ล้านผลึกศิลาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าเม็ดยาแต่ละเม็ดของเฉินเซี่ยงขายได้ถึง
700,000 ผลึกศิลาเลยทีเดียว นั่นเป็นราคาที่เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึง
และราคายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
“7.6 ล้าน”
เสียงอันทุ่มต่ำของกู่ตงเฉินดังขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงมีความสุขมากขึ้น
แล้วเสียงภายในลานประมูลก็เงียบลง
ดูเหมือนราคาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
“7.7 ล้าน!”
ผู้นำของตระกูลหนึ่งตะโกนขึ้น หากเขาสามารถซื้อหาเม็ดยาทั้ง 10 เม็ดนี้ได้
อย่างน้อยที่สุด เขาก็จะสามารถบ่มเพาะนักสู้ของเขตนักสู้แท้จริงได้ 2 – 3 คน
ซึ่งมันคุ้มค่าเป็นอย่างมาก
“8 ล้าน”
กู่ตงเฉินตะโกนขึ้นอีกครั้ง
เฉินเซี่ยงขบฟันแน่น
ตอนนี้เขาเริ่มเสียใจอย่างสุดซึ้งแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาขายเม็ดยาสร้างรากฐานให้กู่ตงเฉินแค่เม็ดละครึ่งล้าน
“8.2 ล้าน”
“8.3 ล้าน”
“…”
พอเสียงเงียบไปชั่วครู่
การประมูลก็เริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้ง หากผู้ใดมีเม็ดยาสร้างรากฐานมากกว่า
ศิษย์ที่มากพรสวรรค์ของพวกเขาย่อมทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนักสู้แท้จริงได้
นอกจากเหล่าตระกูลที่มีชื่อเสียงแล้ว
เหล่านิกายใหญ่ๆเองก็มีนักสู้ในขอบเขตนักสู้แท้จริงเพียงน้อยนิด
“15 ล้านนนน!”
น้ำเสียงของกู่ตงเฉินดังขึ้น เพราะที่ผ่านมามีผู้คนมากมายประมูลแข่งขันกับเขา
แต่ท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็แพ้ไป
การประมูลนี้ชัดเจนว่ากู่ตงเฉินตั้งมูลค่าของเม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 10
เม็ดนี้ไว้สูงมาก
ผ่านไปชั่วครู่
ฮูหยินหลี่ก็ตะโกนขึ้น “15 ล้าน ครั้งที่ 1…”
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เฉินเซี่ยงจึงรีบตะโกนขึ้น
“พี่เมิ่งเอ๋อ เพิ่มราคาขึ้นอีก ถ้าท่านซื้อมันย่อมไม่เป็นไร
เดี๋ยวข้าจะคืนผลึกศิลาให้ทีหลัง”
“อันธพาลน้อย
เค้าเป็นประมุขนิกายของเจ้านะ” ฮวาเซียงเยว่กระวนกระวาย
แต่นางก็ชอบการกระทำของเฉินเซี่ยงมาก
“ฮี่ฮี่…ข้ารู้น่า!”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“15
ล้านครั้งที่ 2!” ทันทีที่ฮูหยินหลี่กล่าวจบ หลิวเมิ่งเอ๋อก็กล่าวขึ้นเบาๆ “16
ล้าน!”
กู่ตงเฉินขบฟันแน่น
เขาจำได้ว่านั่นคือเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อ
และยามนี้เขากำลังลังเลว่าจะสู้ราคาดีหรือไม่
“16.2 ล้าน!”
หลังจากกู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงปรึกษากันอยู่ชั่วครู่ ทั้งสองจึงตัดสินใจเพิ่มราคา
ไม่ว่ายังไงผลึกศิลาก็จะกลับคืนมาหานางดังนั้นหลิวเมิ่งเอ๋อจึงโก่งราคาได้อย่างอิสระ
ไม่เหมือนกับประมุขนิกายขี้งกอย่างกู่ตงเฉิน
“18 ล้าน”
นางกล่าวเสียงหวานใสชวนให้กู่ตงเฉินกระอักโลหิต
ถ้าเขารู้ว่าเฉินเซี่ยงเป็นคนจงใจให้หลิวเมิ่งเอ๋อเพิ่มราคาประมูล
เขาต้องกระอักโลหิตทันทีแน่
การกระทำของหลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงนับเป็นการละเมิดกฏ
แต่ฮวาเซียงเยว่เองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะเฉินเซี่ยงคือคนของนาง
แต่ถึงอย่างนั้น
นางเองยังคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะอาจหาญพอที่จะขูดเลือดขูดเนื้อประมุขนิกายของตนอย่างโหดเหี้ยม
หลิวเมิ่งเอ๋อชำเลืองมองท่าทางของเฉินเซี่ยงก่อนจะเพิ่มราคาต่อ…
“18.5 ล้าน!”
“19.9 ล้าน!”
“20 ล้าน!”
น้ำเสียงของกู่ตงเฉินทุ้มต่ำอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยความโกรธ
หลิวเมิ่งเอ๋อถลึงตาใส่เฉินเซี่ยง
นางเพิ่มราคาขึ้นอีกครั้งตามเจตนาของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางหัวเราะซุกซน
“ไม่เลว…
รอให้เขาซื้อเม็ดยาพวกนั้นไปก่อนแล้วข้าจะบอกเขาทีหลังว่าเป็นข้าเองที่เอามันไปประมูล
ฮ่าฮ่าฮ่า… แบบนั้นมันต้องเจ๋งแน่ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ทั้งฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อต่างนับถือวิธีการของเฉินเซี่ยง
เมื่อพวกนางคิดถึงท่าทางของกู่ตงเฉินในยามที่รู้ความจริง พวกนางพลันหัวเราะคิกคัก
หลิวเมิ่งเอ๋อไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นอีกแล้ว
และในที่สุดเม็ดยาสร้างรากฐานก็ตกไปอยู่ในมือของกู่ตงเฉิน
ฮวาเซียงเยว่แค่นเสียงเบาๆพลางกล่าว
“กู่ตงเฉินหน๋อ…กู่ตงเฉิน เห้อ..! ราคาเม็ดยาทั้งหมดนั่นมันก็แค่ 5
ล้านเองไม่ใช่หรอ? ตอนนี้เขาโกรธซะแล้ว”………………………………
Chapter
293 –
การต่อสู้อันดุเดือด
แค่ของประมูลชิ้นแรกก็เกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรงแล้ว
ทำให้บรรยากาศในงานประมูลดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง… 20
ล้านผลึกศิลาเทียบได้กับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริง 2 พันเม็ด สำหรับเฉินเซี่ยงแล้วมันไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลย
เขาสกัดกลั่นเม็ดยาอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดทั้งเดือน
แต่เม็ดยาที่เขาได้ก็มีค่ามากกว่านี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น…นั่นเป็นกรณีที่เขามีสมุนไพรอยู่แล้ว
แต่หากเขาไม่มีสมุนไพร เขาก็จำเป็นต้องไปรวบรวมมันมาด้วยตัวเอง
ซึ่งนั่นจะเป็นปัญหาอย่างมาก
เมื่อเห็นจำนวนเงินที่ศิษยหลานของเขาจ่ายให้แล้วเฉินเซี่ยงก็รู้สึกใจชื้น
และเมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ได้เห็นรอยยิ้มใบหน้าของเฉินเซี่ยง
ในที่สุดพวกนางก็เข้าใจเหตุผล
“ยิ่งสัมผัสกับสิ่งต่างๆมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมืดมนในขึ้นเท่านั้น”
ของประมูลชิ้นต่อมาคืออาวุธวิญญาณระดับ
9 มันคือกระบี่ เฉินเซี่ยงและสองสาวไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย
ตอนนี้เขามีกระบี่ครามผลาญมังกรแล้ว
ดังนั้นเหล่าอาวุธวิญญาณทั่วๆไปย่อมไม่อยู่ในสายตา
ส่วนหลิวเมิ่งเอ๋อนางคือปรมาจารย์ผู้สร้าง
หากนางต้องการอาวุธใดเพียงนางใช้เวลาเล็กน้อยนางก็ได้มันมาแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น
เหล่าประมุขและผู้นำตระกูลต่างสนใจเป็นอย่างมาก
เพราะพวกเขาย่อมสามารถใช้มันเป็นรางวัลแก่เหล่าศิษย์ที่โดดเด่นและยังถือเป็นการกระตุ้นศิษย์คนอื่นๆด้วย
ซึ่งนี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ธรรมดาสามัญมาก
ไม่นานหลังจากนั้น
การประมูลอันดุเดือดก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง อาวุธวิญญาณระดับ 9 นับเป็นของหายาก
จะมีก็แต่ผู้มีชื่อเสียงบางคนเท่านั้นที่จะร้องขอให้นักสกัดกลั่นสร้างอาวุธขึ้นมาให้ได้
แต่สิ่งที่เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงก็คือ
ท้ายที่สุดแล้วอาวุธวิญญาณระดับ 9
ตกไปอยู่ในมือของประมุขเกาะบงกชอย่างเหลียนหยิงเส้า ซึ่งราคาประมูลตกอยู่ที่ 45
ล้านผลึกศิลา
เฉินเซี่ยงสูดหายใจลึก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจว่าอาวุธวิญญาณระดับ 9 จะแพงขนาดนี้
เขาเหลือบมองหลิวเมิ่งเอ๋อก่อนนางจะหันหน้ามาแล้วขยิบตาให้
“แม่นางผู้มั่งคั่ง!”
เฉินเซี่ยงคร่ำครวญอยู่ในใจ
หลิวเมิ่งเอ๋อคือปรมาจารย์นักสกัดกลั่นอุปกรณ์ซึ่งสามารถสกัดกลั่นอุปกรณ์ชั้นยอดได้
การสกัดกลั่นอาวุธระดับวิญญาณนับเป็นเรื่องง่าย ด้วยชื่อเสียงของนางแล้ว
อุปกรณ์ที่นางสกัดกลั่นขึ้นจะขายได้ในราคาที่สูงมาก
เฉินเซี่ยงรู้สึกถึงโชคลาภอันน้อยนิดที่เขามีอยู่
ซึ่งในสายตาของเหล่าประมุขนิกายนับว่าไม่สลักสำคัญเลยสักนิด
เพียงแค่หลิวเมิ่งเอ๋อสกัดกลั่นอาวุธวิญญาณไม่กี่ชิ้น
นางก็ได้เงินจำนวนมากกว่าที่เฉินเซี่ยงสะสมมาอย่างยาวนาน
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านใช้เวลาสกัดกลั่นอาวุธระดับ 9 นานขนาดไหน?” เฉินเซี่ยงถามอย่างสงสัยทั้งเตรียมใจรับแรงกดดันจากเรื่องนี้
“ช้าสุดก็ 1
เดือน ถ้าเร็วสุดก็ 10 วัน แต่ว่า…ข้าก็ไม่ได้สกัดกลั่นมันมานานแล้ว”
นางกล่าวตอบเนิบนาบ
เฉินเซี่ยงเตรียมใจไว้แล้วแต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนถูกกระแทกอย่างโหดเหี้ยม
“นอกจากเมิ่งเอ๋อแล้วยังมีปรมาจารย์นักสกัดกลั่นอุปกรณ์อีก
10 คน ส่วนใหญ่แล้วการสกัดกลั่นอาวุธวิญญาณจะเป็นหน้าที่ของพวกเขา
ส่วนเมิ่งเอ๋อก็สกัดกลั่นแต่อุปกรณ์ชั้นยอดเท่านั้น” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะพลางกล่าว
หลิวเมิ่งเออพยักหน้า
ก่อนหน้านี้พระราชวังจักรวรรดิแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนคือนิกายอาวุศักดิ์สิทธิ์
ยามนั้นหลิวเมิ่งเอ๋อได้ผู้กำกับดูแลนักสกัดกลั่นที่มีชื่อเสียงหลายคนทำให้นางได้รับผลกระโยชน์เป็นอย่างมาก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เฉินเซี่ยงก็รู้สึกสยอง
เขามองไปยังกล่องที่อยู่ในบริเวณประมูลพลางกำหมัดแน่น
เขาสาบานกับตนเองว่าจะเหนือกว่าประมุขเหล่านี้ให้ได้
ต่อหน้าประมุขเหล่านี้แล้วเขารู้ดีว่าเขาเป็นเพียงแค่มดตัวนึง
“หากเจ้าสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาที่ทรงพลังได้
แม้แต่ปรมาจารย์สกัดกลั่นอย่างหลิวเมิ่งเอ๋อยังต้องประจบประแจงเจ้า”
ซูเหม่ยเหยากล่าวขึ้นราวกับนางมองเห็นจิตใจของเฉินเซี่ยง
“ถูกแล้ว…
ขนาดมังกรน้อยอย่างหลงเสวี่ยอี๋ยังต้องประจบประแจงเจ้า” เป่ยยู่ยู่กล่าว
เฉินเซี่ยงเดาว่าด้วยเพราะเป่ยยู่ยู่สูญเสียพลังไปเป็นเวลานานทำให้นางค่อยๆฟื้นคืนความเป็นมนุษย์จากทักษะปีศาจไร้ใจของนาง
แต่ที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือนางรู้วิธีกล่าวเรื่องตลกด้วย..ถึงมันจะไม่ตลกก็เถอะ
แต่การเปลี่ยนแปลงนั่นก็ทำให้เฉินเซี่ยงและซูเหม่ยเหยามีความสุขเป็นอย่างมาก
ของประมูลชิ้นต่อๆไปยังคงเป็นอุปกรณ์วิญญาณและเกราะวิญญาณ
ราคาที่ประมูลได้นั้นค่อนข้างต่ำ อย่างเช่นค้อนยักษ์ระดับ 8 ขายได้เพียง 30
ล้านผลึกศิลาเท่านั้น ส่วนของที่ได้ราคาสูงสุดคือชุดเกราะที่เป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับ
9 ซึ่งได้ราคา 50 ล้านผลึกศิลา
เฉินเซี่ยงมีกระบี่ครามผลาญมังกรและชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬแล้ว
ทำให้เขาไม่สนใจอุปกรณ์วิญญาณอื่นๆเลย อีกอย่างเขาก็ไม่รู้ราคากลางของมันด้วย
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าเม็ดยาสร้างรากฐานมีมูลค่าสูงเป็นอย่างมาก
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าอาวุธวิญญาณจะมีมูลค่าที่สูงกว่าทำให้เขาค่อนข้างไม่พอใจ
“อันธพาลน้อย
เม็ดยาหน่ะต่างจากอาวุธวิญญาณ เม็ดยาใช้เพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง
แต่อาวุธวิญญาณจะอยู่กับนักสู้คนหนึ่งไปเป็นเวลานานโดยเฉพาะอาวุธวิญญาณที่ทรง
มันจะสามารถเจ้าของของมันได้!
อีกอย่างมันจะนำศักดิ์ศรีมาสู่ตัวผู้ใข้ทั้งยังช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้เป็นอย่างมาก!
แต่ในการประมูล เม็ดยาระดับสูงปรากฏขึ้นได้ยากมาก
เพราะความที่มันหาได้ยากกว่าอาวุธวิญญาณและอาวุธชั้นยอด!” หลิวเมิ่งเอ๋อสัมผัสถึงอารมณ์ของเฉินเซี่ยงนางจึงกล่าวขึ้น
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
หากนักปรุงยาสามารถสกัดกลั่นเม็ดยาในระดับสูงได้ ราคาที่ได้ก็พุ่งสูงขึ้นตาม
สำหรับเหล่านักปรุงยาแล้ว การที่จะได้เป็นราชาเม็ดยา
พวกเขาต้องสูญเสียสมุนไพรวิญญาณล้ำค่ามากมายนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น
เม็ดยาที่พวกเขาสกัดกลั่นขึ้นก็เป็นสิ่งที่นักสกัดกลั่นไม่สามารถเทียบเคียงได้
ของประมูลชิ้นต่อไปคือเม็ดยาวิญญาณธาตุ
เฉินเซี่ยงมองหลิวเมิ่งเอ๋อก่อนจะหัวเราะพลางกล่าว “พี่เมิ่งเอ๋อ
ข้าต้องพึ่งท่านแล้ว!”
ฮวาเซียงเยว่ขบฟันแน่น
“เจ้าต้องทำให้ไอ้อวี้เจียงหลินมันเจ็บปวดรวดร้าวให้ได้”
หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็ไม่ได้รู้สึกดีกับอวี้เจียงหลินเช่นกัน
ในหมู่ผู้ยิ่งใหญ่ของนิกายหลักฝ่ายธรรมะทั้ง 8 นั้น
เหล่าผู้ที่มีความรู้สึกดีๆให้กับอวี้เจียงหลินนั้นนับว่าหายากมาก
เพราะไม่มีใครทนรับนิสัยของนิกายกระบี่ลึกล้ำได้ พวกมันไม่ได้แข็งแกร่ง
แต่มันยโสโอหังสุดขีด
เม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นไม่ได้สำคัญมากนัก
สำหรับนักสู้ขอบเขตนิพพาน เม็ดยาวิญญาณธาตุนั้นนับว่าไร้ค่า แต่ถึงอย่างนั้น
เหล่านักสู้ในขอบเขตอันยิ่งใหญ่และต่ำกว่านั้นกลับมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
เฉินเซี่ยงเองก็กินเม็ดยานี้เช่นเดียวกันและมันก็ทำให้จิตวิญญาญศักดิ์สิทธิ์ของเขาเติบโตขึ้นมาก
นั่นย่อมกระจ่างชัดว่ามันมีพลังงานวิญญาณอัดแน่นอยู่ภายในนั้นมากมายขนาดไหน
แต่ถึงอย่างนั้น
ราคาของเม็ดยาวิญญาณธาตุอย่างมาก็อยู่ที่ 1 หรือ 2 ล้านผลึกศิลา
หากไม่มีผู้ใดที่ต้องการมันอย่างเร่งด่วน
แม้จะผ่านงานประมูลแต่ราคามันคงไม่ขึ้นไปสูงแน่
“เม็ดยาวิญญาณธาตุ
เม็ดยาเม็ดนี้สามารถเพิ่มพูนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว
มันคือเม็ดยาโบราณที่ไม่เคยปรากฏในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มานานแล้ว
แต่ด้วยความสามารถของมัน
ทุกท่านย่อมเข้าใจความสามารถของมันดี…อย่างที่บันทึกโบราณได้บันทึกเอาไว้!”
ฮูหยินหลี่กล่าวแนะนำเม็ดยาวิญญาณธาตุ
ไม่มีผู้เข้าร่วมประมูลคนใดรู้สึกแปลกใจ เพราะหากราคามันไม่สูงจนเกินไป
พวกเขาย่อมอยากได้มันมาครอบครอง
“ราคาเริ่มต้นของมันอยู่ที่
5 แสนผลึกศิลา!” เสียงของฮูหยินหลี่ไม่ได้ดังอยู่นานนัก
เพราะประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำอย่างอวี้เจียงหลินได้ผุดลุกขึ้น
“1 ล้าน!”
อวี้เจียงหลินตะโกนขึ้น
“1.1 ล้าน”
เป็นเสียงของประมุขนิกายกระบี่ลึกล้ำ ถังอี้เชา
“1.3 ล้าน”
ประมุขเกาะบงกชก็ร่วมด้วย
ทุกๆคนต่างคุ้นเคยกับเขาดีเพระาก่อนหน้านี้เขาก็ได้ประมูลของไปแล้ว 2 ชิ้น
“1.5 ล้าน”
อวี้เจียงหลินคาดไม่ถึงว่าจะมีคู่แข่งเยอะขนาดนี้ มันรู้สึกรำคาญนิดหน่อย
เพราะเม็ดยาวิญญาณธาตุเป็นสิ่งที่มันรอคอยมานานแสนนาน
ตอนนี้เหล่าคนที่ประชันขันแข่งราคาประมูลก็คือเหล่าประมุขนิกายแม้แต่กู่ตงเฉินเองก็ร่วมด้วย
พวกเขาต่างอยากรู้อยากเห็นถึงประสิทธิภาพของเม็ดยาวิญญาณธาตุว่าเหมือนกับที่บันทึกโบราณได้กล่าวไว้หรือไม่
ไม่นานราคาของมันก็พุ่งถึง
3 ล้าน ถังอี้เชายอมถอยออกมากระทั่งกู่ตงเฉินเองก็เช่นกัน
ตอนนี้จะเหลือก็แต่เหลียนหยิงเส้าประมุขเกาะบงกชและอวี้เจียงหลินเท่านั้นที่กำลังต่อสู้กันอยู่
นอกเหนือจากเม็ดยาสร้างรากฐานแล้ว
เหลียนหยิงเส้ากวาดของประมูลทุกอย่างจดเรียบ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน สุภาพ
และนุ่มนวลเป็นอย่างมาก เขาใช้เงินราวกับมันเป็นเพียงมูลสัตว์สำหรับเขา
5
ล้าน….6ล้าน….7ล้าน….เหลียนหมิงเส้าไม่ได้เร่งรีบเอาชนะอวี้เจียงหลิน
เมื่อการต่อสู้อันดุเดือดผ่านไป
ราคาประมูลของเม็ดยาวิญญาณธาตุก็แตะ 9 ล้านผลึกศิลาแล้ว
“10 ล้าน
ข้าอยากได้มัน!”
น้ำเสียงของอวี้เจียงหลินขุ่นมัวและยังมีร่องรอยของความฉุนเฉียวทั้งเย่อหยิ่ง……………………………………
Chapter
294 – ลงดาบ
การที่เม็ดยาวิญญาณธาตุได้ราคาขนาดนี้ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจเล็กน้อย
ขณะที่หลิวเมิ่งเอ๋อก็ยังไม่ได้เอ่ยกล่าวอันใด เพราะนี่คือเสน่ห์ของการประมูล
“10
ล้านครั้งที่ 1…. 10 ล้านครั้งที่ 2….”
“10.2 ล้าน”
ในที่สุดหลิวเมิ่งเอ๋อก็เริ่มเกมส์การประมูลอีกครั้ง
เฉินเซี่ยงยิ้มกว้างพลางกล่าว
“ราคาแค่นั้นก็บ้าแล้ว… นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น!”
ฮวาเซียงเยว่ก็เริ่มหัวเราะคิกคัก
นางก็อยากรู้ว่ามันจะเป็นไปตามแผนที่เฉินเซี่ยงวางเอาไว้หรือไม่
เพราะจากที่ทั้งสามได้พูดคุยกันเมื่อครู่
เฉินเซี่ยงได้ตั้งเพดานราคาประมูลไว้สูงมากๆ
เมื่อได้ยินเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อ
กู่ตงเฉินได้แต่ก่นด่า “เอาอีกแล้ว…เป็นนางอีกแล้ว
เจ้าคนยโสอวี้เจียงหลินกำลังจะเจอดีแล้ว”
หวู่ไคหมิงยิ้มเล็กน้อย
“ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แห่งนี้…ความมั่งคั่งของนางนับว่าไม่เป็นสองรองใคร
ข้ากลัวว่าจะมีเพียงประมูลดันเซี่ยงเถาหยวนผู้ลึกลับและประมุขเกาะบงกชเท่านั้นที่เทียบนางได้”
“12.2 ล้าน”
อวี้เจียงหลินตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ
หากไม่ใช่เพราะหลิวเมิ่งเอ๋อเพิ่มราคาประมูลขึ้น มันคงได้เม็ดยาไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้มันกำลังทดสอบว่าหลิวเมิ่งเอ๋อสนใจในเม็ดยาวิญญาณธาตุหรือไม่
“14 ล้าน” น้ำเสียงของนางดูโอ่อ่าและไพเราะ
ยามนี้
เส้นโลหิตปูดโปนขึ้นมาบนหน้าผากของอวี้เจียงหลินด้วยความโกรธ
แต่มันยังคงเพิ่มราคาให้สูงขึ้น “14.5 ล้าน”
จากน้ำเสียงของมันดูราวกับมันกำลังฝืนเพิ่มราคาประมูลให้สูงขึ้นทำให้เฉินเซี่ยงและสองสาวรู้สึกมีความสุข
“15 ล้าน” น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อเยือกเย็นเป็นอย่างมาก
นางคือสตรีผู้มั่งคั่งในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดประหลาดใจในความมั่งคั่งของนาง นางเป็นถึงปรมาจารย์ผู้สร้าง
และก่อนหน้านี้นางไม่ได้ร่วมประมูลอาวุธวิญญาณ
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลให้นางเข้าร่วมประมูลเม็ดยา
“15.3 ล้าน”
“16 ล้าน”
“…”
ไม่นาน…ราคาก็พุ่งแตะ
30 ล้านผลึกศิลา นางชำเลืองมองเฉินเซี่ยงและเห็นเฉินเซี่ยงส่ายศีรษะ
“ก่อนหน้านี้มันอยากจะสังหารข้า เพิ่มราคาต่อไป”
หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงเพิ่มราคาสูงขึ้นจนทำให้อวี้เจียงหลินรู้สึกโกรธเกรี้ยว
แต่มันยังคงไม่สามารถทำอะไรได้เพราะมันต้องการเม็ดยาวิญญาณธาตุเม็ดนี้จริงๆ
มันรอคอยโอกาสนี้มานานกว่าหมื่นปี หากมันพลาดโอกาสนี้
คงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเม็ดยาแบบนี้จะปรากฏขึ้นอีกเมื่อไหร่
หากบุตรชายของมันไม่สามารถทะลวงจุดตีบตันได้ มันต้องตายไปตามอายุขัย…
นั่นจึงทำให้มันต้องซื้อเม็ดยาให้ได้ไม่ว่ามันจะมีราคาเท่าใดก็ตาม
ก่อนหน้านี้
ราคาของเม็ดยาสร้างรากฐาน 10 เม็ดพุ่งสูงถึง 20
ล้านผลึกศิลาจนทำให้ผู้คนล้วนประหลาดใจ แต่ตอนนี้ เม็ดยาวิญญาณธาตุเพียงเม็ดเดียวกลับมีราคาถึง
30 ล้านผลึกศิลา นี่ยิ่งทำให้ทุกคนประหลาดใจยิ่งกว่า
ยามนี้กู่ตงเฉินกำลังเฝ้ามองด้วยความละโมบ
เขากำลังเฝ้ามองว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ประสบกับเคราะห์กรรมเช่นเขา
และมันย่อมไม่ได้แย่ไปกว่าที่เขาได้ประสบแน่
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อคิดถึงเรื่องที่เฉินเซี่ยงเกือบจะถูกอวี้เจียงหลินสังหารทำให้นางรู้สึกโกรธแค้นเล็กน้อย
ดังนั้น นางจึงเพิ่มราคาให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“59.5 ล้าน!”
น้ำเสียงของนางไพเราะเสนาะหู แต่มันทำให้จิตใจของทุกคนแทบจะทะลุออกมานอกลำคอ
นี่มันแค่เม็ดยาระดับลึกล้ำขึ้นต่ำ แต่ราคาของมันกลับพุ่งขึ้นสูงมากจนเกินไป
อวี้เจียงหลินอยากจะถามหลิวเมิ่งเอ๋อว่านางจะเอาเม็ดยาวิญญาณธาตุไปทำบ้าอะไร
เหตุใดนางถึงได้ยืนกรานจะต่อสู้กับมันอยู่เช่นนี้
ไม่นานราคาของเม็ดยาวิญญาณก็จะถึง 60
ล้านผลึกศิลาซึ่งเป็นราคาสูงสุดตั้งแต่เริ่มการประมูลมา
ทั่วทั้งพื้นที่ประมูลล้วนเงียบสงัด
หลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างกังวลเล็กน้อย
ทั้งสองนางจ้องมองเฉินเซี่ยงด้วยความขมขื่น เมื่อยามที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นถึง 59
ล้าน นั่นก็ควรจะหยุดแล้ว แต่เฉินเซี่ยงยังคงต้องการให้นางเพิ่มราคาต่อไป
หากอวี้เจียงหลินตัดสินใจล้มเลิกไม่ซื้อ…นั่นไม่เท่ากับว่าพวกเขาเสียโอกาสดีๆแบบนี้ไปหรอกหรอ?
“มันจะซื้อแน่
ไม่ต้องกังวล!” เฉินเซี่ยงสงบนิ่งเป็นอย่างมาก หากมันจะยอมแพ้ มันคงทำไปนานแล้ว
ด้วยความที่เม็ดยาวิญญาณธาตุเกี่ยวข้องกับการทะลวงจุดตีบตันของบุตรชายมัน ดังนั้น
มันย่อมไม่ลังเลที่จะซื้อไม่ว่าจะเป็นราคาเท่าไหร่ก็ตาม
ตัวอวี้เจียงหลินไม่อาจกล่าวได้ว่าเย่อหยิ่งอีกต่อไป
เพราะความเย่อหยิ่งของมันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว
ตัวมันในยามนี้ทั้งทรนงและเกรี้ยวกราดอย่างที่สุด หรือจะให้กล่าวคือ
มันเป็นคนที่กังวลเกี่ยวกับหน้าตาของมันเป็นอย่างมาก ด้วยความที่บุตรชายของมันติดอยู่ในระดับ
9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงมานานซึ่งส่งผลต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของมัน
แต่หากบุตรชายของมันกลับมามีความสามารถได้เหมือนเมื่อก่อน
นั่นย่อมเพิ่มพูนชื่อเสียงของมันได้
ทันทีที่เฉินเซี่ยงกล่าวจบ
อวี้เจียงหลินก็กัดฟันแล้วตะโกนขึ้น “60 ล้าน!”
หากเสียงของมันสามารถฆ่าคนได้
คนในลานประมูลคงตายเพราะเสียงของมันไปหมดแล้ว
ไม่มีผู้ใดที่จะลืมเลือนความโกรธของอวี้เจียงหลินได้
กะอีแค่เม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำแต่นั่นก็ทำให้มันเจ็บแค้นแสนสาหัส
เฉินเซี่ยงขดปากเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็ไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นอีก
นางและฮวาเซียงเยว่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกทั้งรู้สึกตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
“เมิ่งเอ๋อ
ไอ้หมอนั่นต้องเกลียดเจ้าแน่!” ฮวาเซียงเยว่กล่าวพลางหัวเราะ
“ข้าไม่กลัวมันหรอก…
ในสายตาของคนอย่างมัน ไม่ว่าใครก็เป็นศัตรูไปซะหมด”
หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียงเล็กน้อยพลางกล่าว
ฮูหยินหลี่เองก็เหงื่อตกเช่นเดียวกัน
ตอนนี้หลิวเมิ่งเอ๋อไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นแล้ว นางจึงตะโกนขึ้น “60 ล้านครั้งที่ 1…
60 ล้านครั้งที่ 2… 60 ล้านครั้งที่ 3… ขาย!! ขอแสดงความยินดีกับห้องพิเศษที่ 6
ที่ซื้อเม็ดยาวิญญาณธาตุไปในราคา 60 ล้านผลึกศิลาด้วยค่าาาา”
ในยามนี้
ทั้งโลหิตและลมปราณของอวี้เจียงหลินได้ปั่นป่วนเป็นที่เรียบร้อยจนทำให้มันเกือบกระอักโลหิตออกมา
เพียงแต่มันไม่กล้าสร้างปัญหาที่นี่มันจึงเร่งออกจากห้องพิเศษเพื่อดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายของการประมูล
ตอนนี้ฮวาเซียงเยว่ก็ได้ออกไปจากห้องเช่นกัน
งานประมูลเองก็ถูกระงับไว้ชั่วคราวเพื่อให้นักประมูลได้ดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายคือการจ่ายค่าประมูล
เมื่อฮวาเซียงเยว่กลับมา
นางได้ยื่นส่งกระเป๋าเก็บของให้กับเฉินเซี่ยง ข้างในนั้นเต็มไปด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวน
16,000 เม็ด เม็ดยาสร้างรากฐานและเม็ดยาวิญญาณธาตุของเขารวมกันแล้วขายได้ในราคา 80
ล้านผลึกศิลาซึ่งเทียบได้กับเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวน 16,000 เม็ด
ด้วยความที่เฉินเซี่ยงและฮวาเซียงเยว่เป็นคนคุ้นเคยกัน ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
มิเช่นนั้นแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งของเขาคงต้องแบ่งให้กับหอคอยดันเซี่ยง
ด้วยเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงที่เขามีอยู่ก่อนหน้า
รวมกับเม็ดยาที่ได้จากการประมูลทำให้เขามีเม็ดยาทั้งหมด 30,000 เม็ด
ซึ่งเทียบได้กับผลึกศิลาจำนวน 155 ล้านผลึกศิลา
“ของประมูลชิ้นต่อไปนับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
มันไม่ใช่ทั้งเม็ดยาหรืออาวุธวิญญาณ ตัวข้า…ขอนำเสนอ ‘จิตวิญญาณนักสู้’
ที่พวกท่านทั้งหลายเคยอ่านพบในบันทึกมาแล้ว!” ฮูหยินหลี่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
แต่ภายในใจของนางกลับตกใจอย่างยิ่งเพราะนางเองก็ไม่เคยเห็นเจ้าสิ่งนี้มาก่อนเหมือนกัน
บนเวทีประมูลจะมีโต๊ะอยู่
1 ตัว บนโต๊ะจะมีขวดใสๆอยู่ 1 ขวด
ภายในนั้นจะมีมวลบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับเพลิงเคลื่อนที่ไปมารอบๆ
ดูไปคล้ายจิตวิญญาณเพลิง
“มันคือจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงจริงๆ!”
กู่ตงเฉินตะโกนขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่สามารถปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้
“ไอ้บ้าคนไหนเป็นเจ้าของเนี่ย? นี่เขากลับกล้าขายของแบบนี้ได้ยังไง!
แต่มันก็ดีเหมือนกัน
คราวนี้แหละ…พวกเราจะได้รู้กันว่าไอ้ของในตำนานนี่มันจะลึกลับขนาดไหน”
น้ำเสียงของประมุขเกาะบงกชเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
งานประมูลที่เงียบฉี่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
งานประมูลคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก
ทุกคนต่างพูดคุยกันเรื่องจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิง
ชื่อเสียงของดันเซี่ยงเถาหยวนนั้นดีเป็นอย่างมาก ดังนั้น
เรื่องจิตวิญญาณนักสู้ย่อมไม่ใช่เรื่องหลอกลวงแน่
นั่นจึงทำให้ทุกคนไม่ได้สงสัยในจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงเลย
เมื่อเห็นท่าทางของทุกๆคนในตอนนี้
ดวงตาของเฉินเซี่ยงเปล่งประกายวาววับเพราะเขารู้ว่าการประมูลอันเร่าร้อนกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
หลิวเมิ่งเอ๋อค่อนข้างไม่แยแส
นางจ้องมองหนังสืออยู่ในมือของนางพลางกล่าว
“ของที่จะออกมาในช่วงสุดท้ายพวกนี้ต้องแพงมากแน่ๆ”
หนังสือเล่มนั้นเป็นฮวาเซียงเยว่ที่เอาออกมาให้
เฉินเซี่ยงเองก็ยังไม่ได้อ่าน มันคือลำดับสิ่งของที่จะนำออกมาประมูลในลำดับต่อๆไป
“ราคาเริ่มต้นอยู่ที่
10 ล้านผลึกศิลา
ทุกท่านสมควรกระจ่างกับราคาของจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงและตัวข้า…จะกล่าวให้มากความ”
ฮูหยินหลี่ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่
10 ล้านผลึกศิลา นี่ย่อมเป็นสิ่งของที่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง
ด้วยเพราะฮวาเซียงเยว่รู้ว่าเฉินเซี่ยงกำลังขาดแคลนผลึกศิลา
ดังนั้นการนำเอาจิตวิญญาณนักสู้เข้าประมูลจึงเป็นเรื่องดีและมันยังช่วยให้เฉินเซี่ยงขายได้ในราคาที่สูงขึ้น
แต่ยังไงซะนางก็ยังเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วเฉินเซี่ยงจะต้องยืมเงินจากนางไม่ก็หลิวเมิ่งเอ๋อ
เพราะสมุนไพรวิญญาณล้ำค่ามากมายจะถูกนำเข้าประมูลในลำดับต่อๆไป……………………………………..
Chapter
295 –
การแย่งชิงจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิง
ฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อสนใจเพียงสมุนไพรวิญญาณ
จุดมุ่งหมายของหลิวเมิ่งเอ๋อคือรวบรวมสมุนไพรวิญญาณ
นางต้องการสมุนไพรบางชนิดเพื่อใช้กับเม็ดยาระดับสูงเพื่อตัวนางเอง
สำหรับนักสู้ในระดับนางแล้วมีเพียงเม็ดยาระดับพิภพหรือเหนือกว่าเท่านั้นที่จะมีผลกับนาง
ไม่เพียงเม็ดยาเหล่านั้นจะแพงมากแต่มันก็หายากอย่างที่สุดเช่นเดียวกัน
เฉินเซี่ยงรู้ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อกำลังเตรียมตัวเพื่อก้าวผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานและเม็ดยาก็มีความจำเป็นอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น
เม็ดยาบางชนิดเพียงไม่กี่เม็ดก็สามารถฟื้นฟูพลังของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว
เม็ดยาบางชนิดสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ในฉับพลัน ในการข้ามผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานนั้น
เม็ดยาถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างมากเพราะมันเทียบได้กับการครอบครองชีวิตพิเศษ
หลิวเมิ่งเอ๋อไม่มีความรู้ในเรื่องการปรุงยา
นางจึงทำได้เพียงรวบรวมสมุนไพรเท่านั้น
นางวางแผนที่จะขอให้นักปรุงยาระดับสูงช่วยสกัดกลั่นเม็ดยาให้กับนาง นั่นจึงเป็นเหตุให้นักปรุงยาระดับสูงไม่อาจถูกรบกวนได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการข้ามผ่านความทุกข์ตรมแห่งนิพพานในทุกๆครั้ง
รวมถึงการข้ามไปยังแดนสวรรค์ในตอนท้ายด้วย
เพื่อที่หลิวเมิ่งเอ๋อจะได้เม็ดยามา
นางต้องไปขอผู้อาวุโสเม็ดยาให้ช่วยเหลือ จากที่เฉินเซี่ยงเห็น
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างฮวาเซียงเยว่และหลิวเมิ่งเอ๋อ
บางทีหลิวเมิ่งเอ๋ออาจจะขอให้ประมุขดันเซี่ยงเถาหยวนเป็นผู้สกัดกลั่นเม็ดยาให้นางผ่านทางฮวาเซียงเยว่ก็ได้
และนั่นยังเป็นเหตุผลที่ทำไมความสัมพันธ์ของพวกนางถึงได้ดีเอามากๆ
…
ไม่ว่าใครก็ไม่ได้เห็นจิตวิญญาณนักสู้ได้ง่ายนัก…แต่มันก็ยังมีอยู่
มันหลบซ่อนตนเองได้ดีเป็นอย่างมากเพราะมันคือไพ่ตายที่ถูกซ่อนเอาไว้
ตอนนี้จิตวิญญาณนักสู้ได้สร้างการต่อสู้แย่งชิงอันดุเดือดในหมู่ของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ขึ้น
ซึ่งผ่านไปไม่นานราคาของมันก็พุ่งสูงถึง 80 ล้านศิลา!
จนถึงบัดนี้
กู่ตงเฉิน ถังอี้เชา และเหลียนหยิงเส้ายังคงแข่งขันกันอยู่
ในช่วงแรกของการประมูลที่ผ่านมา
ผู้อาวุโสนิกายเช่าหวู่และหวินเจี้ยงหลินก็เข้าประมูลด้วย
แต่เมื่อราคามันพุ่งขึ้นสูงมากจนเกินไปพวกเขาก็ถอนตัว
“95 ล้าน”
เป็นน้ำเสียงของกู่ตงเฉิน เฉินเซี่ยงไม่เข้าใจว่าศิษย์หลานคนโตของเขาจะเอาจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงไปทำอะไร
“100
ล้านผลึกศิลา” เหลียนหยิงเส้ากล่าวอย่างไม่แยแส
จู่ๆราคาก็ขึ้นไปถึง
100 ล้านผลึกศิลาเป็นผลให้ทั่วทั้งลานประมูลปั่นป่วนโกลาหล
เฉินเซี่ยงคาดไม่ถึงว่าเมื่อคราวที่เขาสังหารมกุฏราชกุมารในครั้งนั้นจะทำให้เขาได้รับของล้ำค่าเช่นนี้
“ทำไมประมุขเกาะบงกชถึงได้ร่ำรวยขนาดนั้น? เขาไปทำอะไรมา?”
เฉินซี่ยงกล่าวถาม
ประมุขเกาะบงกชเคยมอบเมล็ดดอกบัวหยกขาวให้เขา ทั้งยังทำให้เขาประทับใจเป็นอย่างมาก
เกาะบงกชนั้นดูลึกลับเล็กน้อย เฉินเซี่ยงเคยตรวจสอบข้อมูลของสถานที่แห่งนั้นแล้วแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไร
“ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
เกาะบงกชคือหนึ่งในขั้วอำนาจทีมีเหมือนผลึกศิลามากที่สุด
ศิษย์ของเกาะบงกชเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญกับการใช้น้ำเป็นอย่างมาก
นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถค้นพบเส้นสายผลึกศิลาที่ใต้ท้องทะเลลึกได้มากมาย ดูเหมือนพวกเขาจะมีวิธีการลับในการค้นหาเส้นสายผลึกศิลา
ทั้งยังมีสมุนไพรซ่อนอยู่ใต้น้ำลึกมากมายที่สามารถใช้แทนสมุนไพรวิญญาณที่หายากได้อีกหลายชนิด
ดังนั้น ความแข็งแกร่งโดยรวมของเกาะบงกชนั้นนับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวตอบ
เฉินเซี่ยงเซี่ยงยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย
“ทำไมข้าถึงไม่เจอข้อมูลเรื่องพวกนี้เลย?”
“เกาะบงกชจงใจปิดบังความจริงในเรื่องนี้ไว้
เพราะหากผู้คนมากมายรู้เข้า คนเหล่านั้นก็จะกรูกันเข้าไปในเกาะบงกช”
ฮวาเซียงเยว่อธิบาย “อีกอย่าง
เหล่าประมุขเองก็หลีกเลี่ยงความเสี่ยงถึงชีวิตของเหล่าศิษย์ตนในการค้นหาเหมืองผลึกศิลาในทะเล
พวกเขาจึงไม่ได้กล่าวอะไร”
หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจ
“ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีผู้คนมากมายสูญเสียชีวิตไปกับท้องทะเล
แต่เหล่าคนที่ค้นพบเส้นสายของผลึกศิลามีเพียงคนของเกาะบงกชเท่านั้น
นั่นจึงทำให้เหล่าขุมกำลังหลักจงใจปิดบังข้อมูลของเกาะบงกชเอาไว้”
ฮวาเซียงเยว่หันมามองเฉินเซี่ยง
“เด็กน้อย อย่าได้ไปรนหาที่ตายเชียว ถึงทะเลจะดูธรรมดาๆ
แต่อันตรายมันไม่ได้น้อยกว่าบนบกเลย”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
“ไม่ต้องกังวล ข้ารู้ว่าข้ามีภรรยาผู้งดงามอยู่ ข้าไม่โง่พอที่จะตายหรอก”
หลังกล่าวจบเฉินเซี่ยงก็หันไปมองหลิวเมิ่งเอ๋อ
นั่นทำให้พวกนางต้องถลึงตาใส่เฉินเซี่ยง
แม้เฉินเซี่ยงจะพูดแบบนั้น
แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะไปดู เขามีผลึกศิลาจักรพรรดิ
เขาย่อมไม่กลัวว่าจะหาเส้นสายผลึกศิลาไม่พบ หากเขาพบมันสักแห่ง
เขาก็จะได้ผลึกศิลาระดับสูงสุดมามากมาย
“122 ล้าน”
น้ำเสียงของกู่งตงเฉิน จากน้ำเสียงของเขาดูเหมือนเขาจะเต็มที่แล้ว แต่เจ้าจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงนั้นมีค่าจริงๆ
มันไม่เหมือนกันเม็ดยาสร้างรากฐาน 10 เม็ดที่เขาถูกหลอกให้ซื้อมา
“125 ล้าน”
เหลียนหยิงเส้าไม่มีหยินยอมผ่อนปรนแม้แต่น้อย เขายังคงเพิ่มราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
น้ำเสียงอันอ่อนโยนของเขานั้นค่อนข้างดังทั้งยังชัดเจนว่าต้องการจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงเป็นอย่างมาก
กู่ตงเฉินกัดฟันสู้ราคาต่อ
เขาตะโกนขึ้น “130 ล้าน!”
เหลียนหยิงเส้ารู้ว่าอีกฝ่ายคือกู่ตงเฉินจึงทำให้แรงปราถนาในชัยชนะของเขาเพิ่มมากขึ้น
“135 ล้าน!”
“เพิ่มขึ้นไปอีก!”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“140 ล้าน!”
น้ำเสียงของกู่ตงเฉินทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจเล็กน้อย
เขาคาดไม่ถึงว่าศิษย์หลายขี้งกของเขาจะต่อสู้มาถึงจุดนี้ได้
เหลียนหยิงเส้าเองก็ต่างออกไปจากเดิม
เขาไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นในทันทีทำให้ทั่วทั้งลานประมูลแอบคาดหวัง
ทุกๆคนต่างอยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
“140 ล้านครั้งที่
1…. 140 ล้านครั้งที่ 2…. 140 ล้านครั้งที่…”
“150 ล้าน!”
จู่ๆเหลียนหยิงเส้าก็ตะโกนขึ้น น้ำเสียงของเขาช่างอ่อนโยนนัก
อีกอย่างเขายังเพิ่มราคาขึ้น 10 ล้านในครั้งเดียวทำให้ผู้คนประหลาดใจกันสุดขีด
“เจ้าหมอนี่กระเป๋าหนักจริงๆ!”
ฮวาเซียงเยว่เย้ยหยันเล็กน้อย
กู่ตงเฉินไม่ได้เพิ่มราคาขึ้นอีกครั้งเพราะบางทีอาจจะมีของดีอยู่ภายหลังก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น
ด้วยความแตกต่างเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาไม่สามารถซื้อหาจิตวิญญาณนักสู้ได้เพราะมันไม่คุ้มค่า
แต่อย่างน้อยๆ จิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงก็ตกไปอยู่ในมือของเหลียนหยิงเส้า
เรื่องจิตวิญญาณนักสู้แห่งเพลิงนั้น
เหลียนหยิงเส้าสงสัยเป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาประมูลเสร็จเขาก็เล่นกับมันในทันที
เมื่อฮวาเซียงเยว่พบว่าเหลียนหยิงเส้าออกจากห้องของเขาไป นางก็ออกจากห้องในทันที
เฉินเซี่ยงหยิบเอาสมุดสินค้าประมูลที่จะมีแต่ฮวาเซียงเยว่เท่านั้นที่เห็นออกมา
คนอื่นๆไม่มีใครรู้ว่าของที่จะนำมาประมูลชิ้นต่อไปคืออะไร
เรื่องนี้มันช่วยเพิ่มความลึกลับของการประมูล
หลังจากเฉินเซี่ยงได้เห็นสินค้าที่จะนำขึ้นประมูลในอีกหลายๆชิ้นว่ามีอาวุธวิญญาณมากมาย
เขาได้แต่อ้าปากค้า
ฮวาเซียงเยว่กลับมาแล้วโยนกระเป๋าให้กับเฉินเซี่ยง
ภายในกระเป๋ามีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอยู่ 30,000 เม็ด ซึ่งเทียบได้กับ 150
ล้านผลึกศิลา ทำให้ตอนนี้เฉินเซี่ยงมีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอยู่ทั้งหมด 60,000 เม็ด
“พี่เมิ่งเอ๋อ
หากท่านอยากได้สมุนไพรวิญญาณ ข้าสามารถให้เมล็ดบัวหยกขาวกับท่านได้!
ตอนนี้ข้าไม่ได้ใช้ และข้าก็สามารถให้หญ้าวิญญาณนรกกับท่านได้อีกเล็กน้อย”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างใจกว้างเป็นอย่างมาก
เพราะนางคือสตรีที่เขาจูบหลายต่อหลายครั้ง
อีกอย่างจูบของทั้งสองทั้งยาวนานและเต็มไปด้วยอารมณ์
ทั้งสองต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกันเพียงแต่ไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ แต่ถึงอย่างนั้น
ทั้งสองต่างก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
รอยยิ้มอันงดงามปรากฏขึ้นบนหน้าใบหน้าของนาง นางกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่หากข้าต้องการมัน…เจ้าต้องจำในสิ่งที่เจ้าพูดให้ได้”
“ข้าจะเก็บไว้ให้ท่าน”
เฉินเซี่ยงหัวเราะ เขามีน้ำลายมังกรทองและเขาก็ปลูกมันไว้จำนวนมาก
เมื่อถึงเวลานั้น
เขาก็จะมีสมุนไพรเป็นจำนวนมากจนสมุนไพรเหล่านั้นเป็นเหมือนกับผักทั่วๆไป
ฮวาเซียงเยว่ทำหน้ามุ่ยพลางแค่นเสียงเบาๆ
“เมื่อไหร่ข้าจะมีบุรุษที่ใจกว้างกับข้าแบบนี้บ้างนะ!”
“โอ้…อิจฉาหรอ!?”
หลิวเมิ่งเอ๋อเอามือป้องปากพลางหัวเราะเบาๆ
ฮวาเซียงเยว่แลบลิ้นก่อนคร่ำครวญ
“ทำไมข้าถึงไม่มีศิษย์ที่งดงามปานนางฟ้าบ้างน้าา”
“แม่สาวเจ้าเสน่ห์
เจ้าไม่ต้องพูดเช่นนั้น ทุกครั้งที่อันธพานน้อยมองเจ้า
เขาแทบอดจับเจ้าเปลื้องผ้าไม่ได้ เจ้าหน่ะมีเสน่ห์กับเขามาก เพียงแต่
เขาแค่กล้าคิด…แต่ไม่กล้าลงมือทำ!”
เมื่อเห็นทั้งสองสาวถากถางกันไปมา
เฉินเซี่ยงได้แต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจแล้วมองสมุดสินค้าประมูลต่อไป
“หืม? ผลห้าสี
มันเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักของ ‘เม็ดยาธาตุแท้จริง’!”
เฉินเซี่ยงตกใจทั้งยังแอบตื่นเต้น………………………………………
Chapter
296 –
หญ้าคืนชีพ
เฉินเซี่ยงยังคงอ่านใบนำเสนอสินค้าต่อไป
ยิ่งเขาอ่านมากท่านไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากเท่านั้น
ลมหายใจของเฉินเซี่ยงทั้งกระชับสั้นและถี่รัว
แต่จู่ๆฮวาเซียงเยว่ก็ฉวยมันไปอย่างรวดเร็ว
“อันธพาลน้อย
ตะลึงเลยหล่ะสิ?” ฮวาเซียงเยว่ยิ้มกว้างพลางกล่าวถาม
แน่นอนว่าเฉินเซี่ยงต้องตะลึง
ตอนนี้ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสงสัยใคร่รู้อย่างรุนแรง
“ไอ้โง่ที่ไหนยอมเอาสมุนไพรวิญญาณระดับพิภพแล้วก็อุปกรณ์ชั้นยอดออกมาขาย!?”
ฮวาเซียงเยว่พลันหัวเราะคิกคัก
นางกล่าว “ไอ้โง่ที่เอาสมุนไพรระดับพิภพออกมาขายหน่ะข้าไม่รู้ แต่ถ้าไอ้โง่ที่เอาอุปกรณ์ชั้นยอดออกมาขายหน่ะ…คือพี่เมิ่งเอ๋อของเจ้า!”
หลิวเมิ่งเอ๋อแค่นเสียง
จริงๆแล้วที่นางขายอุปกรณ์ระดับสุดยอดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะเหล่าประมุขนิกายมากมายต่างทราบเรื่องนี้ดี
มีคนไม่มากนักที่สามารถสกัดกลั่นอุปกรณ์ระดับสุดยอดได้ นั่นจึงทำให้ราคาของมันแพงเป็นอย่างมากทั้งจะพบได้ในงานประมูลเท่านั้น
“ต่อไป
ทางเราจะเริ่มประมูลผลไม้วิญญาณที่เรียกว่า ‘ผลไม้ธาตุสายฟ้า’
มันเป็นผลไม้ที่แปลกมากๆ หากนักสู้คนใดที่มีคุณสมบัติสายฟ้ารับประทานมัน
ปราณสายฟ้าของนักสู้คนนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ผลไม้ชนิดนี้ยังสามารถระเบิดได้
หากไม่ใช้มันอย่างเหมาะสม มันจะอันตรายเป็นอย่างมาก…”
ฮูหยินหลี่ยังคงสาธยายคุณประโยชน์ของผลไม้ต่อไป
หลิวเมิ่งเอ๋อส่ายหน้า
“ไร้ประโยชน์”
ฮวาเซียงเยว่กล่าว
“บางคนก็เอาแต่คิดถึงของแปลกและลึกลับในการประมูล บางคนก็สวดมนต์อ้อนวอนของได้เจอกับคนโง่เพราะมันจะทำให้ของประมูลได้ในราคาที่สูงมากๆ”
แต่ทันทีที่เฉินเซี่ยงหันไปมองผลธาตุสายฟ้าดวงตาของเขาก็สาดประกายจ้า
ก่อนหน้านี้ซูเหม่ยเหยาได้บอกเขาว่าเจ้าผลธาตุสายฟ้ามีประสิทธิภาพที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก
หากจะกล่าวคือ มันใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาเพียงแต่มันกินไม่ได้ มันใช้สำหรับโจมตี
เมื่อโยนมันออกไปมันจะปลดปล่อยพลังงานที่แข็งแกร่งมากๆของมาจนสามารถระเบิดภูเขาขนาดใหญ่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังจำเป็นที่จะต้องสมุนไพรอื่นๆด้วย
“
‘กระสุนอัศนีย์สวรรค์’ แม้แต่นักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้แท้จริงยังไม่กล้ารับมือตรงๆ
นอกจากเจ้าจะมีผลธาตุสายฟ้าแล้ว
เจ้ายังต้องใช้เมล็ดพันธ์สายฟ้าเพื่อผสานปราณคุณลักษณะสายฟ้าจำนวนมหาศาล
จะมีก็เพียงวิธีนั้นที่จะทำให้เจ้าสกัดกลั่นมันได้สำเร็จ
แค่กระสุนอัศนีย์เพียงนัดเดียวเจ้าก็สามารถฉีกนักสู้ระดับ 5
ขอบเขตนักสู้แท้จริงให้กลายเป็นชิ้นๆได้” เป่ยยู่ยู่กล่าว
ทั้งนางทั้งซูเหม่ยเหยาสามารถอธิบายได้ราวกับเป็นคนที่ผ่านเรื่องราวมาด้วยกัน
ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต…นับว่ายากเป็นอย่างยิ่งที่พวกนางจะแยกจากกัน
นั่นเป็นเหตุผลที่เป่ยยู่ยู่จะเข้าใจในตำรับยาด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้สามารถระเบิดนักสู้ระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริงให้เป็นจุลได้ สิ่งนี้ทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างตกใจ
ทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เฉินเซี่ยงได้รู้ถึงเม็ดยาชนิดนี้ซึ่งสามารถใช้งานแบบนี้ได้
“หากเจ้ามีกระสุนอัศนีย์หลายๆนัด
เจ้าก็สามารถระเบิดนักสู้ระดับ 9 ขอบเขตนักสู้ได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผลกระทบกับนักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่จะมีไม่มากนัก”
ซูเหม่ยเหยากล่าว
เฉินเซี่ยงตัดสินใจแล้วว่าหลังจากเขาซื้อผลธาตุสายฟ้าแล้ว
เขาจะเอามันกลับไปปลูกที่ลานราชาเม็ดยา
“ราคาเริ่มต้นของผลธาตุสายฟ้าคือ
1 ล้านผลึกศิลา” ฮูหยินหลี่ตะโกนขึ้น
กลับกลายเป็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจประมูลเลย!
ทั้งหมดได้ยินฮูหยินหลี่บรรยายถึงประโยชน์ของผลธาตุสายฟ้า
ซึ่งมันมีน้อยเป็นอย่างมาก อีกอย่าง การเพิ่มคุณลักษณ์แห่งปราณยังทำได้จำกัดจำกัด
นอกจากนี้ผลลัพธ์ของมันก็ยังไม่ดี มันเพียงแค่หายากและไม่มีอะไรมากกว่านี้
“1.1 ล้าน!”
เฉินเซี่ยงเปลี่ยนเสียงก่อนตะโกนขึ้น หากเขาใช้เสียงของตนเอง
หลายๆคนย่อมเพิ่มราคาเพื่อสู้กับเขาอย่างแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นคงเกิดการสูญเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นยังมีคนโง่คนหนึ่งที่จะซื้อหาของประมูลชิ้นนี้
ทุกๆคนต่างรู้สึกว่าพวกเขาซื้อเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงยังดีซะกว่า
เพราะเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงมีประโยชน์มากกว่า
“อันธพาลน้อย
ของสิ่งนี้มีประโยชน์หรอ?” ฮวาเซียงเยว่กล่าว
นางรู้ว่าเฉินเซี่ยงไม่ใช่คนโง่
เฉินเซี่ยงไม่ได้ตอบนาง
เขากำลังรอให้ฮูหยินหลี่เคาะฆ้อนเพื่อจบการประมูลอยู่
ไม่มีใครเพิ่มราคาประมูลขึ้น
ดังนั้น เขาจึงสามารถซื้อผลธาตุสายฟ้าไปได้อย่างง่ายดาย
เฉินเซี่ยงหัวเราะแล้วกล่าว “นี่เป็นของดี แต่ตอนนี้ข้ายังแสดงให้พวกท่านดูไม่ได้
รอให้ข้ารวบรวมสมุนไพรอื่นๆให้ครบก่อน
แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่าข้าไม่ได้ใช้ผลึกศิลาไปอย่างสูญเปล่า”
เป็นธรรมดาที่จะมีของประมูลที่ไม่ได้เรื่องปรากฏขึ้นเป็นบางครั้งคราวในการการประมูล
แต่ถึงอย่างนั้นภายใต้สถานะการณ์ทั่วไปการซื้อหาของเหล่านั้นล้วนไม่ต่างจากคนโง่
“สินค้าชิ้นต่อไปคือสมุนไพรวิญญาณระดับพิภพขั้นสูง
‘หญ้าคืนชีพ!’
แม้ว่าสมุนไพรชนิดนี้จะไม่ได้ดีไปกว่าเมล็ดบัวหยกขาวและหญ้าวิญญาณนรก
แต่สมุนไพรที่ใช้ในการสกัดกลั่นออกมาเป็น ‘เม็ดยาคืนชีพ’ นั้น
ทำให้มันล้ำค่ามากกว่าสมุนไพรทั้งสองนั่นเป็นอย่างมาก
ขนาดนักสู้ขอบเขตนิพพานได้รับบาดเจ็บสาหัส หากพวกเขาได้กินเม็ดยาคืนชีพเพียง 1
เม็ด พวกเขาก็จะฟื้นฟูถึงสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดภายในพริบตา”
ฮูหยินหลี่แนะนำสินค้าชิ้นต่อไป
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงได้อ่านหนังสือแนะสินค้าประมูล
เขาคาดไม่ถึงว่าจะมีคนขายหญ้าคืนชีพที่เป็นถึงสมุนไพรระดับพิภพขั้นสูง
หญ้าคืนชีพคือหญ้าโปร่งใสที่มีพลังงานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
หากกินมันเข้าไปตรงๆคนผู้นั้นก็จะสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว
เพียงแต่มันจะมีประโยชน์กว่ามากหากใช้มันสกัดกลั่นเม็ดยาคืนชีพ
ในหมู่เม็ดยาระดับพิภพขั้นสูง
เม็ดยาคืนชีพคือเม็ดยาฟื้นฟูที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
ปกติแล้วมันจะใช้ในหมู่นักสู้ขอบเขตนิพพาน หลังจากบรรลุถึงระดับนั้น
ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงมีเพียงเม็ดยาระดับนั้นที่จะมีผลกับพวกเขา
สำหรับนักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงและขอบเขตอันยิ่งใหญ่
เม็ดยาที่เหมาะสมคือเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำไปจนถึงเม็ดยาระดับพิภพขั้นต่ำ
ส่วนนักสู้ขอบเขตนิพพานจะเป็นเม็ดยาระดับพิภพขั้นกลางไปจนถึงเม็ดยาระดับพิภพขั้นสูง
แต่แน่นอนเม็ดยาระดับสวรรค์เองก็มีประโยชน์เช่นกัน เพียงแต่มันหายากเป็นอย่างมาก
บางครั้งนักสู้ขอบเขตนิพพานก็มีมันในครอบครองเพียงแต่ พวกเขาไม่สามารถทนเสียดายใช้มันได้
“สำหรับหญ้าคืนชีพนั้น…ไม่มีราคาเริ่มต้น
ทุกท่านสามารถใช้ดุลพินิจของท่านเอง” ฮูหยินหลี่ยิ้มพลางกล่าว
“10 ล้าน!”
หลิวเมิ่งเอ๋อตะโกนขึ้นเบาๆ
เมื่อเห็นหลิวเมิ่งเอ๋อเริ่มประมูล
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ เขารู้ว่าเขาไม่มีโอกาสชนะ
การที่หลิวเมิ่งเอ๋อต้องการหญ้าคืนชีพนั้นเป็นเรื่องธรรมดาเป็นอย่างมาก
นั่นเพราะนางกำลังจะก้าวข้ามความทุกข์ตรมแห่งนิพพาน หากนางมีเม็ดยาคืนชีพ
นั่นก็หมายความว่านางได้ครอบครองอีกหนึ่งชีวิต
“เจ้าอยากได้หรอ?”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวถาม
“ข้าอยากได้
แต่พี่เมิ่งเอ๋อต้องการมันมากกว่าข้า ข้าแค่อยากได้มันเพื่อสะสมเท่านั้นแหละ”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว หากหลิวเมิ่งเอ๋อต้องการ
เขาย่อมไม่ลังเลที่จะมอบหญ้าวิญญาณนรกและเมล็ดบัวหยกขาวให้
“13 ล้าน”
กู่ตงเฉินก็เข้าประมูลด้วย ถึงแม้ประมุขพวกนี้จะสกัดกลั่นเม็ดยาไม่เป็น
แต่พวกเขาทั้งหมดต่างทราบถึงมูลค่าของหญ้าคืนชีพเป็นอย่างดี
ฮวาเซียงเยว่เหลือมองไปด้านข้าง
นางรู้ว่าหลิวเมิ่งเอ๋อกำลังจะก้าวข้ามความทุกข์ตรมแห่งนิพพาน ดังนั้น
นางถึงไม่ได้ประมูลด้วย
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าการต่อสู้ประมูลกับหลิวเมิ่งเอ๋อจะทำให้หญ้าวิญญาณขายได้ในราคาสูงขึ้น
ไม่นานราคาประมูลก็พุ่งถึง
90 ล้านผลึกศิลา
“ข้าต้องชนะ!”
หลิวเมิ่งเอ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเพิ่มราคาสูงขึ้น “95 ล้าน!”
มันเป็นแค่หญ้าวิญญาณ
อีกอย่าง นักปรุงยาเองก็ไม่แน่ว่าต้องสกัดกลั่นเม็ดยาได้สำเร็จทุกครั้งไป
ความเสี่ยงนั้นยิ่งใหญ่นัก
แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าประมุขนิกายเองก็ยังประชันขันแก่งกันต่อไป
“100 ล้าน”
เหลียนหยิงเส้าเองก็ไม่ถอย
เขารู้ว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนและกู่ตงเฉินแห่งนิกายยอดนักสู้
ไม่ว่ายังไงเขาก็จะสู้
เฉินเซี่ยงยังคงเฝ้ามองอย่างสงสัย
เขาคิดไม่ออกว่าราคาของมันจะเพิ่มไปถึงจุดไหน เพราะทันทีที่สิ้นเสียง
เสียงของอีกคนก็ดังขึ้นทันที ผ่านไปเพียงพริบตาราคาก็พุ่งสูงถึง 200 ล้านผลึกศิลา
ยามนี้มีเพียงเหลียนหยิงเส้าและหลิวเมิ่งเอ๋อที่ยังแข่งขันกันอยู่
ประมุขนิกายคนอื่นๆต่างยอมแพ้ไปแล้ว ถึงแม้ทุกๆคนจะมีทุนทรัพย์เป็นของตน
แต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่าเหลียนหยิงเส้าและหลิวเมิ่งเอ๋อ
“ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่จะมีผู้ที่มั่งคั่งอยู่
5 คน ได้แก่ หลิวเมิ่งเอ๋อ เหลียนหยิงเส้า ผู้อาวุโสเม็ดยา กู่ตงเฉินและประมุขนิกายดันเซี่ยงเถาหยวนผู้ลึกลับของเรา
นิกายยอดนักสู้ได้ตำแหน่งนี้ไปถึง 2 ที่นัก
ส่วนสตรีเองก็ควบตำแหน่งนี้ไปมากกว่าครึ่ง” ฮวาเซียงเยว่หัวเราะพลางกล่าว
หลิวเมิ่งเอ๋อยังคงตะโกนต่อไป
“230 ล้าน”
“240
million.”
“250
million.”
“…”
ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มราคากันคราวละ
10 แต่การประชันของทั้งสองผู้มั่งคั่ง ทุกๆคนต่างไม่รู้สึกว่ามันแปลก
เฉินเซี่ยงเองก็ได้เปิดหูเปิดตา
เขาเองก็ได้โชคลาภมาถึง 300 ล้านผลึกศิลา
แต่ด้วยหญ้าชิ้นเล็กนี่กลับได้จำนวนเงินที่สูงกว่านั้น
“330 ล้าน!”
น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อยังคงฟังดูเบื่อหน่ายและลึกลับ
ส่วนเหลียนหยิงเส้าเองก็ไม่ได้เพิ่มราคาต่อเพราะมันเกือบจะถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อเป็นผู้ชนะและมีสิทธิ์ในการซื้อหญ้าคืนชีพ
นางรีบออกจากห้องในทันทีก่อนจะซื้อหญ้าคืนชีพมา……………………………………………
Chapter
297 – จิตวิญญาณมังกร
(Part-1)
ขณะที่เฉินเซี่ยงจ้องมองชิ้นหญ้าที่งดงามบรรจงบนฝ่ามือของเขา
เขาต้องตกใจเป็นอย่างมาก มันคือหญ้าคืนชีพที่มีมูลค่ามากกว่า 300 ล้านผลึกศิลา
นอกจากนี้ เขายังสามารถสัมผัสถึงพลังชีวิตที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
“หากบังเอิญนักปรุงยาสกัดกลั่นล้มเหลว
นั่นคงไม่ได้หมายถึงผลึกศิลาจำนวน 300 ล้านได้มลายหายไปราวกับน้ำหรอกหรอ?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถามพลางส่งหญ้าคืนชีพคืนให้กับหลิวเมิ่งเอ๋อ
“ไม่ว่ายังไงข้าก็คุ้นเคยแล้ว”
หลิวเมิ่งเอ๋อถอนหายใจเบาๆ นางทราบถึงเรื่องนี้ดี
นางสูญเสียผลึกศิลาจำนวนไม่น้อยในหลายๆปีที่ผ่านมา
จู่ๆความคิดบางอย่างก็ประกายจ้าในความคิดของเฉินเซี่ยง
“พี่เมิ่งเอ๋อ ขอให้ข้าดูแลหญ้าคืนชีพได้มั้ย? ข้าจะเอามันไปปลูกไว้ในดินแดนลี้ลับของนิกายยอดนักสู้
ที่นั่นมันจะเติบโตได้ดีกว่า
ตอนนี้น่าจะไม่มีปัญหาที่ท่านจะยังไม่ต้องรีบร้อนเอามันไปให้นักปรุงยาสกัดกลั่น”
หลิวเมิ่งเอ๋อครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าพลางกล่าว
“ไม่มีปัญหา แต่เจ้าจะกินมันไม่ได้นะเพราะมันสำคัญกับข้ามาก!”
ขณะที่นางกล่าว
นางก็ยื่นส่งหญ้าคืนชีพให้กับเฉินเซี่ยง
การกระทำที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงว่านางจะยอมยกหญ้าคืนชีพให้เขาดูแลง่ายขนาดนี้
มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
“ของประมูลชิ้นต่อไปคือผลห้าสีสองลูกซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาธาตุแท้จริง
เท่าที่ตัวข้าจำได้
เม็ดยาธาตุแท้จริงนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่มาเป็นเวลานานแล้ว”
ฮูหยินหลี่แนะนำของประมูลชิ้นต่อไป
เม็ดยาธาตุแท้จริงนั้น…ในหมู่ของเม็ดยาระดับลึกลับขั้นต่ำ
มันเทียบได้กับเม็ดยาวิญญาณธาตุไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากในการสกัดกลั่นหรือความหายากของสมุนไพร
เมื่อฮูหยินหลี่แนะนำสินค้าประมูลชิ้นต่อไป
เฉินเซี่ยงแอบตื่นเต้น เขามีดอกบัวห้าสีแล้ว ดังนั้น
หากเขาซื้อเจ้าผลห้าสีทั้งสองผลนี้
เขาก็จะเหลือเพียงค้นหาเจ้าหลินจือไร้สีและหญ้าห้าใบเท่านั้น
เขาก็จะได้สมุนไพรทั้งหมดที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาธาตุแท้จริง
“ราคาเริ่มต้นอยู่ที่
2 ล้านผลึกศิลา เชิญทุกๆท่านประมูลได้อย่างอิสระ!”
“2.2 ล้าน”
กู่ตงเฉินเองก็สนใจเจ้าของสิ่งนี้เช่นกัน
“2.3 ล้าน”
จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ตะโกนขึ้น เมื่อดูจากราคาตั้งต้นแล้ว
ราคาสุดท้ายของมันคงไม่สูงเกินไปนัก เฉินเซี่ยงมีอยู่ทั้งหมด 300
ล้านผลึกศิลาซึ่งเขามั่นใจว่ามันมากเกินพอ
“2.5 ล้าน”
เป็นเหลียนหยิงเส้าบุรุษผู้มั่งคั่ง ผู้มักจะเพิ่มราคาค่อนข้างสูงอยู่เสมอ
เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยเสียงทุ่มต่ำ
“2.6 ล้าน”
“2.8 ล้าน”
กู่ตงเฉินเพิ่มราคาขึ้นถึง 2 แสนผลึกศิลา
ทำให้เฉินเซี่ยงรู้สึกค่อนข้างแปลกเพราะเขารู้ว่าศิษย์หลานของเขาค่อนข้างขี้งก
เฉินเซี่ยงไม่ได้แข่งขันต่อ
เขาปล่อยให้กู่ตงเฉินและเหลียนหยิงเส้าแข่งขันต่อจนจบ
ด้วยวิธีนั้นจะช่วยให้เขาประหยัดผลึกศิลาของเขาได้เล็กน้อย
ผ่านไปไม่นาน
ด้วยการแข่งขันของกู่ตงเฉินและเหลียนหยิงเส้าทำให้ราคาของผลห้าสีพุ่งขึ้นถึง 13
ล้านผลึกศิลา ซึ่งมันเกินกว่าผลลึกล้ำห้าสีไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นผลลึกล้ำห้าสีมันก็หายากเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ระดับของสมุนไพรจะต่ำเป็นอย่างมาก
แต่นักสะสมบางคนก็จะซื้อมันในราคาที่สูงเป็นอย่างมากเช่นกัน
กู่ตงเฉินไม่ได้ประมูลต่อแล้ว
มันจึงทำให้เหลียนหยิงเส้าแอบภาคภูมิใจ แต่จู่ๆเฉินเซี่ยงก็ตะโกนขึ้น “13.05 ล้าน”
“ฮึ่ม
มีบางคนขี้เหนียวกว่าประมุขของเจ้า… เจ้ามันบ้าไปแล้วที่เสนอราคาแบบนั้น!”
ฮวาเซียงเยว่ประชดประชัน
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีคนเสนอราคาเล็กน้อยแบบนี้ในการประมูล อีกอย่าง
ราคาเล็กน้อยแบบนี้ยังมาจากห้อง VIP ด้วย
ถึงแม้จะไม่มีใครรู้ก็ตามว่าเป็นใคร
เฉินเซี่ยงไม่เหมือนกับเหล่าประมุขพวกนั้น
ที่มีผู้คนมาคอยมอบความมั่งคั่งให้กับพวกเขาและไม่ต้องกล่าวถึงการที่ไม่มีข้อจำกัดในการเพิ่มราคาประมูล
นั่นก็ค่อนข้างชัดเจนที่เฉินเซี่ยงไม่แยแสในการกระทำเช่นนี้
“ไม่มีใครรู้จักข้า!”
เฉินเซี่ยงขดปากพลางกล่าว “คนขี้เหนียวย่อมหนังหนา
ตัวข้าไม่เหมือนพวกท่านที่เป็นผู้มีอำนาจ”
เหลียนหยิงเส้ารู้สึกตลก
มีคนที่กล้าเพิ่มราคาเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นบุคคลเช่นนี้
เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครถึงได้มีสิทธิ์อยู่ในห้อง VIP ทั้งยังขี้เหนียวขนาดนี้
ขี้เหนียวขนาดที่คนขี้เหนียวอย่างกู่ตงเฉินยังไม่อาจเทียบติด
“14 ล้าน”
เหลียนหยิงเส้าเพิ่มราคาขึ้นโดยไม่กระพริบตา
“14.01 ล้าน”
เฉินเซี่ยงเพิ่มราคาขึ้นเพียงหนึ่งหมื่นเท่านั้น
“15 ล้าน”
“15.01 ล้าน”
จู่ๆพื้นที่งานประมูลก็กลายเป็นคึกคัก
เพราะมีคนหน้าหนาที่กล้าเพิ่มราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้
ผ่านไปชั่วครู่…
“21.01 ล้าน”
เฉินเซี่ยงตะโกนขึ้นอย่างเกียจคร้าน
เหลียนหยิงเส้าเองก็ไม่ได้ประมูลต่อ
เขารู้สึกเบื่อหน่าย
ถึงแม้เขาจะมั่งคั่งแต่เขาจะไม่ใช้จ่ายแบบไร้ประโยชน์ขนาดนี้
มันเป็นเพียงสมุนไพรของเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำซึ่งราคาของมันก็พุ่งเกินกว่ามูลค่าของมันมามากแล้ว
หากมันยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาจะสูญเสียเป็นอย่างมาก
ในสายตาของเฉินเซี่ยง
ตราบใดที่มันเป็นสมุนไพรก็ไม่นับว่าสูญเสียเพราะเขาสามารถเพาะปลูกมันได้เป็นจำนวนมาก
ท้ายที่สุดเฉินเซี่ยงก็ได้ครอบครองมันในราคา
21.01 ล้านผลึกศิลา
สิ่งของประมูลชิ้นต่อไปคือกระบี่…กระบี่ชั้นยอด
อุปกรณ์ชั้นยอดก็เหมือนกับอุปกรณ์วิญญาณ มันแบ่งออกเป็น 9 ระดับ
ซึ่งอุปกรณ์ชั้นยอดระดับ 9 คืออุปกรณ์ที่ดีที่สุดในโลกแห่งนักสู้ใบนี้
ตอนนี้มีอุปกรณ์ชั้นยอดระดับ 4 ปรากฏขึ้นในงานประมูล มันคือ ‘กระบี่ดาวตก’
ซึ่งผู้ที่นำมันมาประมูลคือหลิวเมิ่งเอ๋อ
ด้วยความที่นางเพิ่งจะสกัดกลั่นมันเสร็จมันจึงยังเป็นอาวุธที่ยังไม่มีอันดับ
เพียงอุปกรณ์ชั้นยอดระดับ
4 ก็ทำให้ผู้ใช้กระบี่หลายคนใจเต้นโครมคราม
อุปกรณ์ชั้นยอดที่พวกเขาใช้ล้วนเป็นระดับ 4 หรือ 5 ไม่มีมากกว่านั้น เพียงแต่
‘สิ่งที่ดีกว่า’ แน่นอนว่าพวกเขาก็อยากได้มันเก็บไว้กระเป๋าเช่นกัน
หลังจากฮูหยินหลี่กล่าวแนะนำกระบี่ดาวตกเสร็จ
การประมูลก็เริ่มขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินเซี่ยงประหลาดใจคือฮวาเซียงเยว่และหวู่ไคหมิงต่างก็ร่วมประมูลด้วย
ทุกๆคนที่อยู่ในห้อง VIP นอกจากเฉินเซี่ยงและหลิวเมิ่งเอ๋อต่างก็เพิ่มราคาประมูลแข่งขัน
สิ่งล่อตาล่อใจของอาวุธชั้นยอดระดับ
4 ช่างน่าอัศจรรย์นัก
“ข้าใช้เวลาทั้งหมด
8 ปีเพื่อสร้างกระบี่ดาวตก!” น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อเต็มไปด้วยความเศร้า
นางสกัดกลั่นอาวุธชั้นยอดด้วยตัวของนางเอง อีกอย่าง นางยังใช้เวลาตั้งหลายปี
ราคาประมูลยังคงดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
ราคามันเพิ่มขึ้นทีละ 10 ล้าน ผ่านไปเพียงพริบตา ราคาประมูลก็พุ่งถึง 500
ล้านผลึกศิลา!
เมื่อเฉินเซี่ยงเห็นเช่นนี้เขาได้แต่แอบกระดกลิ้น
แต่ถึงอย่างนั้น เค้ารู้ว่าหากเม็ดยาคืนชีพได้ถูกนำมาประมูลในตอนนี้
ราคาของมันจะต้องดุเดือดมากขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะมันสามารถช่วยนักสู้ขอบเขตนิพพานให้พ้นจากความตายได้
800 ล้าน…900
ล้าน… 1 พันล้าน ผ่านไปไม่นานราคาประมูลก็ทะลุ 1 พันล้าน แต่ถึงอย่างนั้น
การแข่งขันอันดุเดือดยังคงไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง!
“1.5
พันล้าน!” เหลียนหยิงเส้าตะโกนขึ้น
ความอ่อนโยนและความสุภาพได้หายไปจากน้ำเสียงของเขา
เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจบอกบรรยายได้
ฮวาเซียงเยว่ถอนหายใจเล็กน้อย
“ข้ายอมแพ้ เดี๋ยวข้าค่อยรวบรวมวัตถุดิบให้เมิ่งเอ๋อสกัดกลั่นให้ก็ได้”
จู่ๆงานประมูลก็สงบลง
เหลียนหยิงเส้าเพิ่มราคาขึ้น 500
ล้านในอึดใจเดียวซึ่งทำให้เหล่าตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายไม่สามารถต้านทานได้
ไม่มีผู้ใดประชันกับเหลียนหยิงเส้าต่อจนในที่สุดเขาก็ได้กระบี่ดาวตกไปครอบครองในราคา
1.5 พันล้านผลึกศิลา!
หลังจากนั้น
เหลียนหยิงเส้าก็ไม่ได้เข้าร่วมประมูลสิ่งของอีก
เพราะหลังจากที่เขาซื้อกระบี่ดาวตกไปแล้ว เขาก็ไร้ซึ่งความห้าวหาญและพลังงาน
ผิดกับหลัวเมิ่งเอ๋อที่ภายหลังนางเข้าร่วมประมูลอย่างดุเดือด
นางซื้อดอกไม้เก้าธาตุซึ่งเป็นหนึ่งสมุนไพรหลักในการสกัดกลั่นเม็ดยาคืนชีพ
นางใช้ผลึกศิลาไปถึง 350 ล้านผลึกศิลาในการซื้อมัน หลังจากนั้น นางก็จ่ายไปอีก 500
ล้านผลึกศิลาเพื่อซื้อหินก้อนหนึ่ง และใช้จ่ายไปอีก 700
ล้านเพื่อซื้อหยกเหลืองชิ้นโต
ในการประมูลครั้งนี้มีสมุนไพรอยู่ไม่มากนักซึ่งทำให้เฉินเซี่ยงค่อนข้างผิดหวัง
เขาซื้อเพียงผลห้าสีและนั่นทำให้เขารู้สึกดี
“ของประมูลชิ้นต่อไปคือหินประหลาด
หินชิ้นนี้สามารถปลดปล่อยแรงกดดันวิญญาณที่หนาแน่นได้
ซึ่งยามนี้มันได้ถูกผนึกเอาไว้!
แม้แต่นักสู้ขอบเขตนิพพานเองก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันวิญญาณเช่นนี้ได้”
“จิตวิญญาณมังกร!”
หลงเสวี่ยอี๋อุทานขึ้น…………………………….
Chapter
298 –
จิตวิญญาณมังกร (Part-2)
จิตวิญญาณมังกร…สำหรับมังกรแล้วถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด
แต่สำหรับเฉินเซี่ยง
มันถือเป็นเรื่องยากเล็กน้อยที่จะเชื่อว่าจิตวิญญาณมังกรจะปรากฏขึ้นที่โลกใบนี้
อีกอย่างมันยังถูกผนึกอยู่ในหิน
ก้อนหินที่แผ่แสงสีครามถูกวางไว้บนโต๊ะประมูล
เมื่อหินก้อนนี้ปรากฏขึ้น
ทุกๆคนต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณที่ไม่อาจบอกบรรยายได้
แม้แต่คิ้วที่งดงามของหลิวเมิ่งเอ๋อและฮวาเซียงเยว่ต่างขมวดแน่น
ความรู้สึกเช่นนี้มันทำให้พวกนางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
แต่กับเฉินเซี่ยง…เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
“แรงกดดันวิญญาณรุนแรงเป็นอย่างมาก
มันมีอะไรถูกผนึกไว้ในหินนั่น?” น้ำเสียงของหลิวเมิ่งเอ๋อทั้งทุ้ม…ต่ำ
และเคร่งขรึม นางตระหนักได้ว่าหินก้อนนั้นไม่ธรรมดา
หลงเสวี่ยอี๋กล่าวกับเฉินเซี่ยง
“เจ้าต้องซื้อมันให้ได้
กระบี่ครามผลาญมังกรของเจ้ายังขาดจิตวิญญาณมังกรที่แข็งแกร่ง
ซึ่งยามนี้มันไม่อาจนับได้ว่าเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์”
ก่อนหน้านี้ซูเหม่ยเหยาก็เคยกล่าวเอาไว้ว่าหลังจากเฉินเซี่ยงผสานกับกระบี่ครามผลาญมังกรแล้ว
นางมักจะรู้สึกว่ามันขาดอะไรไปสักอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น
เกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬของเฉินเซี่ยงและเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงของหลิวเมิ่งเอ๋อที่สามารถผสานเข้ากับผู้ใช้และยังสามารถเปลี่ยนสภาพไปมาได้
แต่ถึงอย่างนั้น กระบี่ครามผลาญมังกรของเฉินเซี่ยงนั้นต่างออกไป
สิ่งที่จะทำให้กระบี่ครามผลาญมังกรสมบูรณ์นั้นคืออะไร? เฉินเซี่ยงไม่ทราบ
แต่ตอนนี้เขามีโอกาสที่จะทำให้กระบี่ครามผลาญมังกรสมบูรณ์แล้ว แต่นั่นก็ต่อเมื่อเขาสามารถซื้อจิตวิญญาณมังกรได้หล่ะนะ
เหล่าประมุขนิกายต่างเพิ่มราคาประมูลกันทีละคน
การประมูลก่อนหน้านี้ เหล่าประมุขส่วนใหญ่ต่างซื้อของที่ค่อนข้างแพงกันไป ดังนั้น
พวกเขาย่อมใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากแล้ว เมื่อเฉินเซี่ยงตระหนักถึงเรื่องนี้
เขาก็เข้าร่วมการประมูลที่ดุเดือดในทันทีทั้งแรงกดดันที่เขาได้รับยังมากกว่าเดิมหลายเท่า
“มันคือจิตวิญญาณมังกรจริงๆหรอ?”
เฉินเซี่ยงใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาเพื่อพูดคุยกับหลงเสวี่ยอี๋
“ใช่สิ
อีกอย่าง มันยังไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มันน่าจะร่วงหล่นลงมาจากแดนสวรรค์
ร่างกายของมันน่าจะถูกทำลายก่อนจะถูกผนึกลงในหินก้อนนี้หลังจากที่โดนบางคนลบความทรงจำของมันไป
แต่ถึงอย่างนั้น มันร่วงหล่นลงมาบนโลกใบนี้ได้ยังไงข้าก็ไม่รู้ จนถึงตอนนี้
ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงเกิดมาบนโลกใบนี้” หลงเสวี่ยอี๋กล่าว
เนื่องจากเหล่าประมุขนิกายต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณ
พวกเขาจึงเชื่อว่าเบื้องหลังของเจ้าหินก้อนนี้ต้องน่าอัศจรรย์แน่
ถึงมันจะถูกผนึกเอาไว้ แต่แรงกดดันของมันก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
หากมันถูกปลดผนึกออก บางทีพวกเขาอาจจะอดทนต่อแรงกดดันวิญญาณได้อย่างยากลำบาก
หลิวเมิ่งเอ๋อเองก็ร่วมด้วย
“600 ล้าน!”
กู่ตงเฉินตะโกนขึ้น ก่อนหน้านี้เขาก็ซื้อของไปมากมายเพียงแต่กระเป๋าของเขายังตุงอยู่
ส่วเหลียนหยิงเส้าเองก็หน้าซีดไปแล้ว
ตอนนี้ฮวาเซียงเยว่เองก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย
นางเองก็ซื้อของไปมากมายและเจ้าของสินค้าเองก็รบเร้าให้นางจ่ายค่าของเร็วๆ
เฉินเซี่ยงมีเงินเพียงน้อยนิดซึ่งมันไม่พอ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาต้องชนะ ในยามนี้หลิวเมิ่งเอ๋อกำลังวางแผนว่าจะยอมแพ้
เพราะการจ่ายมากขนาดนั้นเพื่อหินก้อนหนึ่งที่ไม่รู้ราคานับว่าเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ท่านต้องชนะและเอาหินก้อนนั้นมาให้ได้นะ”
เฉินเซี่ยงโยนกระเป๋าเงินให้กับหลิวเมิ่งเอ๋อ ในนั้นมีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงอยู่เป็นจำนวน
300 ล้านผลึกศิลา
“ทำไมหล่ะ?”
หลิวเมิ่งเอ๋อเห็นว่าเฉินเซี่ยงจริงจังเป็นอย่างมาก
นางตระหนักได้ว่าหินก้อนนั้นสำคัญกับเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ทั้งเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงของท่านและเกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งเต่าทมิฬของข้าต่างก็ผสานกับร่างกายของเราได้
แต่กระบี่ครามผลาญมังกรของข้าทำแบบนั้นไม่ได้ นั่นก็เพราะมันขาดจิตวิญญาณของอาวุธ
ในหินนั่นมีจิตวิญญาณที่ทรงพลังถูกผนึกอยู่
และมันก็เหมาะที่จะผสานกับกระบี่ครามผลาญมังกรของข้าเป็นอย่างมาก”
เฉินเซี่ยงเร่งอธิบาย
เมื่อได้ยินคำอธิบายจากเฉินเซี่ยง
ตัวนางที่เป็นถึงปรมาจารย์สกัดกลั่นได้แต่ประหลาดใจ
นางไม่ได้สงสัยในคำกล่าวของเฉินเซี่ยงแม้แต่น้อย นางยิ้มให้เฉินเซี่ยงอย่างงดงาม
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”
“620 ล้าน!”
นางได้รับผลึกศิลามาจากเฉินเซี่ยง 300 ล้านผลึกศิลา
มันทำให้นางเต็มไปด้วยความกล้าหาญและพลังงาน
นางสามารถซื้อหินก้อนนี้ได้และนั่นจะทำให้กระบี่ครามผลาญมังกรแข็งแกร่งขึ้น
นางรู้สึกขอบคุณเฉินเซี่ยงอยู่เสมอเพราะเขาช่วยให้นางผสานกับเส้นใยแห่งหงษ์เพลิง
ทั้งยังถ่ายทอดทักษะศักดิ์สิทธิ์แห่งหงษ์เพลิงให้กับนาง
ทักษะที่ทรงพลังนี้ทำให้นางก้าวหน้าในการบ่มเพาะเพลิงของนางอย่างใหญ่หลวง
ทั้งในตอนหลังเฉินเซี่ยงยังช่วยให้นางผสานกับจิตวิญญาณเพลิง…
สิ่งที่นางได้รับจากเฉินเซี่ยงไม่สามารถประเมิณค่าได้
“หลังจากนี้
พี่เมิ่งเอ๋อต้องช่วยข้าผสานจิตวิญญาณลงในกระบี่ครามผลาญมังกรด้วยนะ”
เฉินเซี่ยงหัวเราะพลางกล่าว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวเมิ่งเอ๋อเคยได้ยินเรื่องจิตวิญญาณอาวุธ
เรื่องนี้ได้มอบแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับนาง
หากนางสามารถผสานจิตวิญญาณของสัตว์วิญญาณหรือสัตว์ลึกล้ำลงในอุปกรณ์ระหว่างที่สกัดกลั่นได้
เช่นนั้นแล้วอุปกรณ์ระดับลึกล้ำและอุปกรณ์ระดับวิญญาณก็จะทรงพลังขึ้น
นางสงสัยเป็นอย่างมากว่าเฉินเซี่ยงทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร
ความรู้เช่นนี้ย่อมไม่ได้มากจากเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แน่
เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากเตาหลอมของหลิวเมิ่งเอ๋อ
เฉินเซี่ยงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดหลิวเมิ่งเอ๋อก็เอาชนะการประมูลไปในราคา
980 ล้านผลึกศิลา
และตอนนี้การประมูลก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากหลิวเมิ่งเอ๋อได้รับหินก้อนนั้น นางก็รีบออกจากห้องไปพร้อมกับเฉินเซี่ยง
ส่วนฮวาเซียงเยว่ก็ไม่มีใครทราบว่านางไปไหน
เพราะตั้งแต่นางไปนางก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
เมื่อหลิวเมิ่งเอ๋อได้สัมผัสกับก้อนหิน
นางพลันตื่นเต้นมากขึ้น
นางมั่นใจว่ามีจิตวิญญาณที่ทรงมากๆอยู่ภายในถึงนางไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ตาม
มันทรงพลังเป็นอย่างมาก
ขนาดมีผนึกสองชั้น…มันยังสามารถแผ่แรงกดดันวิญญาณที่น่าอัศจรรย์ได้
ณ
ร้านค้าอาวุธเฉินปิง… หลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงต่างเข้าไปในห้องส่วนตัว
นางกางข่ายพลังไว้อย่างแน่นหนา
นี่เป็นสิ่งที่ผู้สกัดกลั่นในขอบเขตนิพพานอย่างนางมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด
นางสวมใส่ชุดรัดรูปสีดำและมีท่าทางเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
ส่วนเฉินเซี่ยงเองก็ดึงเอากระบี่ครามผลาญมังกรของเขาออกมา
“มันคือจิตวิญญาณอะไร? มันต้องทรงพลังเป็นอย่างมากแน่!”
นางเริ่มตรวจสอบรูปแบบจิตวิญญาณที่ผนึกอยู่ภายนอกของหินก้อนนั้น
เพียงชายตามองนางก็ทราบทันทีว่าผนึกชั้นนอกนั้นถูกเพิ่มลงไปในภายหลัง
“มันคือ…จิตวิญญาณมังกร!”
เมื่อนางได้ยินคำกล่าวจากเฉินเซี่ยง
ร่างกายอันบอบบางของนางพลันสั่นสะท้าน ทั้งใบหน้าของนางยังเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ!
“จริงหรอ?”
นางสูดหายใจลึก
เฉินเซี่ยงพยักหน้าพลางกล่าวต่อ
“ถูกแล้ว มิเช่นนั้น มันจะเหมาะสมกับกระบี่ครามผลาญมังกรของข้าได้ยังไงเล่า!”
“เจ้าเตรียมการเสร็จหรือยัง? ถ้าข้าถอนผนึกชั้นนอกออก
การจู่โจมทางวิญญาณที่ทรงพลังต้องประทุออกมาแน่ ข้ากลัวว่าเจ้าจะทนไม่ได้”
นางกล่าว ตามที่ฮูหยินหลี่ได้บอกไว้
แม้แต่นักสู้ขอบเขตอันยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถต้านทานได้แรงกดดันวิญญาณที่หินก้อนนี้แผ่ออกมาได้
เฉินเซี่ยงพยักหน้า
เขาวางกระบี่ครามมังกรลงพื้นแล้วนั่งขัดสมาธิลง นางเองก็นั่งลงอย่างงดงามโดยหันหน้าเข้าหาเฉินเซี่ยงและมีกระบี่ครามผลาญมังกรวางอยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง
นางหลับตาลง
แสงสีทองสว่างไสวสาดประกายออกมาจากนิ้วมือของนางขณะที่นางลูบไปบนหินสีเขียวเบาๆ
ทันใดนั้น
แสงสีครามพลันส่องสว่างออกมาจากหินจนทำให้หลิวเมิ่งเอ๋ออุทานขึ้นเบาๆ
ในเวลาเดียวกัน เฉินเซี่ยงพลันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในภายในหัว
แต่ไม่นานความเจ็บปวดนั้นก็หายไป
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?”
นางต้องตกใจอีกครั้ง
แต่เดิมนางเชื่อว่าเฉินเซี่ยงจะต้องหมดสติ
“ฮี่ฮี่
ข้าไม่ได้อ่อนหัดอย่างที่ท่านจินตนาการไว้ซะหน่อย!” เฉินเซี่ยงหัวเราะอย่างอ่อนโยน
นางคิดว่าเฉินเซี่ยงไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก เท่าที่นางรู้
มีเพียงผู้ที่มีสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังมากๆเท่านั้นที่สามารถต้านทางแรงกดดันวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากจิตวิญญาณมังกรได้
นางรู้ว่าแรงกดดันวิญญาณเช่นนี้เป็นสิ่งที่ที่นักสู้ขอบเขตนักสู้แท้จริงไม่สามารถต้านทานได้
ตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่าสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินเซี่ยงนั้นแข็งแกร่งมากๆ
มิเช่นนั้น เขาย่อมไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆอย่างไร้ความรู้สึกเช่นนางได้
“เจ้าหินก้อนนี้รู้จักกันในชื่อ
‘หินผนึกวิญญาณ’… ข้าจะเริ่มแล้วนะ หากหินก้อนนี้แตกออก…ผนึกชั้นสุดท้ายก็จะสลาย
และเมื่อผนึกสลายสิ่งที่ถูกผนึกไว้ก็ถูกปลดปล่อยออกมา” นางอธิบายอย่างเคร่งขรึม
ขณะที่นางกล่าว
นางก็หยิบเอาหินก้อนนั้นขึ้นก่อนจะทุบลงไปที่กระบี่ครามผลาญมังกร…………………………………….
Chapter
299 –
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์
เมื่อหินถูกทำลาย
การจู่โจมทางวิญญาณที่รุนแรงพลันถาโถมเข้ามาในสติของทั้งคู่
หลิวเมิ่งเอ๋อและเฉินเซี่ยงต่างกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ความเจ็บปวดนั้นก็หายไป
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของท่านบังคับจิตวิญญาณมังกรเข้าไปในกระบี่ครามผลาญมังกร!”
หลงเสวี่ยอี๋เลียนเสียงของเฉินเซี่ยงซึ่งตอนนี้เขากำลังมึนงงอยู่
ไม่นานหลิวเมิ่งเอ๋อก็ฟื้นคืนสติ
นางรีบทำตามที่หลงเสวี่ยอี๋บอก
นางใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของนางกดลงบนสิ่งที่คล้ายกับเพลิงสีครามที่กำลังหมุนเวียนอยู่รอบๆกระบี่ครามผลาญมังกร
แต่อย่างถึงนั้น สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของนางกลับถูกแรงต้านทานที่เข้มข้นต้านเอาไว้
“มันไม่เป็นอะไรจริงๆหรอ?”
นางเร่งถามขึ้นเพราะแรงต้านทานจากจิตวิญญาณมังกรนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
จนทำให้นางสกดข่มมันได้อย่างยากลำบาก
“ใช้เส้นใยแห่งหงษ์เพลิงของท่าน
เพราะไม่เพียงมันจะยึดจับวัตถุสิ่งของได้
แต่มันสามารถยึดจับจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน!”
หลงเสวี่ยอี๋เลียนเสียงเฉินเซี่ยงพร้อมอธิบายเพิ่มเติม
จู่ๆนางก็สัมผัสได้ว่าเฉินเซี่ยงมีบรรยากาศของผู้เชี่ยวชาญ
เขารู้มากมายหลายสิ่งอย่างคาดไม่ถึงทั้งสิ่งเหล่านั้นนางเองก็ไม่ทราบ
แต่ควรต้องรู้ว่านางเองคือผู้สกัดกลั่นอุปกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
ยามนี้
ริบบิ้นโปร่งแสงได้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือที่ขาวราวหยกของนาง
นางควบคุมให้มันกลายเป็นเส้นใยโปร่งแสงที่ละเอียดอ่อนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนไต่ไล่โอบล้อมไปรอบๆกระบี่ครามผลาญมังกรกระทั่งพันรอบกระบี่ในเวลาไม่นาน
ยามนี้หลิวเมิ่งเอ๋อรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นมาก
อีกอย่าง
นางยังสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณมังกรที่กำลังแทรกเข้าไปในกระบี่ครามผลาญมังกรทีละนิดทีละนิด
ยามนี้ความเจ็บปวดที่เสียงแทงเข้าไปในหัวของเฉินเซี่ยงได้หายไปแล้ว
ท่าทางของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย
ส่วนหลิวเมิ่งเอ๋อเองก็กำลังจ้องเฉินเซี่ยงราวกับนางกำลังจ้องมองสัตว์ประหลาด
มันทำให้นางสงสัยในตัวเฉินเซี่ยงมากขึ้น
“อันธพาลน้อย
เจ้าช่างมีความลับมากมายหลายสิ่งเลยนะ!”
นางยิ้มก่อนจะยื่นมือสัมผัสไปบนใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ซีดขาวของเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงเองก็ยื่นมือออกมาสัมผัสจับไปบนหลังมือของนางเพื่อทำให่มือของนางขยับเข้าใกล้ใบหน้าของเฉินเซี่ยงมากขึ้น
เขากล่าวด้วยท่าทางที่มีความสุข “พี่เมิ่งเอ๋อ
มีหลายสิ่งที่ข้าไม่สามารถบอกท่านได้…โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
“อืม… ข้ารู้
ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย” นางถอนหายใจเล็กน้อยพลางกล่าวตอบ
นางหันมองเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงที่พันรอบกระบี่ครามผลาญมังกร
แต่จู่ๆกระบี่ครามผลาญมังกรก็เริ่มสั่นไหว
หลิวเมิ่งเอ๋อรีบถอนเส้นใยแห่งหงษ์เพลิงของนางอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่รูปแบบวิญญาณที่หนาแน่นบนตัวกระบี่จะเริ่มเปล่งแสงสีครามออกมา
“ผสาน!
แต่ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ยังไม่สามารถปลดปล่อยความสามารถที่แท้จริงของจิตวิญญาณมังกรและกระบี่ได้”
เฉินเซี่ยงกล่าวอย่างโศกเศร้าก่อนที่กระบี่ครามผลาญมังกรจะกลายเป็นแสงสีครามฉายเข้ามาในร่างกายของเฉินเซี่ยงและปรากฏขึ้นในมือของเขา
กระบี่ครามผลาญมังกรค่อยลดขนาดลงอย่างช้าๆจนคล้ายกับมีดเล่มหนึ่ง
เป็นมีดเล่มที่มีขนาดเล็กมากๆ ยามนี้ย่อมกล่าวได้อย่างแท้จริงแล้วว่าเฉินเซี่ยงสามารถควบคุมกระบี่ครามผลาญมังกรได้แล้ว
“กระบี่เล่มนี้สกัดกลั่นขึ้นเมื่อใดกัน
มันกลับเหลือส่วนไว้สำหรับจิตวิญญาณของอาวุธ
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้มันผสานเข้ากับจิตวิญญาณมังกรอย่างสมบูรณ์แบบ!
ดูเหมือนข้าต้องค้นคว้าเรื่องจิตวิญญาณของอาวุธ
ดูเหมือนมันจะเป็นไปได้เพียงเพราะมีการเกื้อหนุนของรูปแบบวิญญาณมากมายนับไม่ถ้วน”
หลิวเมิ่งเอ๋อกล่าวเบาๆ ขณะที่ความคิดก็เริ่มแล่นเข้าหัวของนาง
เฉินเซี่ยงจ้องมองหลิวเมิ่งเอ๋อที่มีท่าทางขบคิดอย่างลุ่มหลง
เฉินเซี่ยงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าที่งดงามของนางจนทำให้นางแค่นเสียงเบาๆ
“ขอบคุณที่ท่านช่วยข้าซื้อของแพงๆแบบนี้พี่เมิ่งเอ๋อ
ข้าจะจ่ายคืนท่านแน่!” เฉินเซี่ยงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว ในยามนี้
ทั้งสองใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก
เมื่อเฉินเซี่ยงได้สูดดมกลิ่นหอม…หวลที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างของนาง
และหลิวเมิ่งเอ๋อเองก็สัมผัสได้ถึงความร้อน…รุ่มที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเฉินเซี่ยง
ทั้งคู่ต่างสบตาซึ่งกันและกันก่อนจะค่อยๆเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ…
จนในที่สุดริมฝีปากของทั้งสองก็ประกบเข้าหากัน
ลิ้นของทั้งคู่พัวพันไปมาพลางกอดรัดกันอย่างแนบแน่นก่อนจะเริ่มบรรเลงบทจูบที่เต็มไปด้วยอารมณ์…
หลังจากทั้งสองจูบกันเสร็จ…ทั้งคู่ยังคงกอดกันแนบแน่น
มีความสุขกับความรู้สึกอันแสนมหัศจรรย์ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้นางกล่าวว่าจะไม่ให้เริ่มนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่…มันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้นางจึงแอบหยิกแขนเฉินเซี่ยงเบาๆ
“จำไว้นะว่าเจ้าต้องชดใช้ให้ข้า!
ถึงข้าจะไม่ได้ใส่ใจก็เถอะ…แต่ข้าใส่ใจอนาคตของเจ้า
เพื่อว่าในอนาคตเจ้าจะได้ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาข้า
ตัวเจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้!”
นางกล่าวอย่างอ่อนโยนพลางเอนกายลงในอ้อมกอดของเฉินเซี่ยง
“อืม!” ถึงแม้คำตอบของเฉินเซี่ยงจะดูเหมือนเบาใจ
แต่เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนาเป็นอย่างมาก
นางไม่ได้ขอให้เฉินเซี่ยงชดใช้เพียงแต่ขอให้เฉินเซี่ยงรับผิดชอบมากกว่า
นอกจากดอกไม้เก้าธาตุและหญ้าคืนชีพ
ยังมีอีกวัตถุดิบหลักอีก 2 ชนิดที่ในการสกัดกลั่นเม็ดยาคืนชีพนั่นก็คือเมล็ดดอกบัวหยกขาวและหญ้าวิญญาณนรก
เพียงแต่นางไม่ได้ขอทั้งสองสิ่งจากเฉินเซี่ยงเพราะนางคิดถึงประโยชน์ของเขา
“พี่เมิ่งเอ๋อ
ขอหญ้าเก้าธาตุให้ข้าได้มั้ย!”
เฉินเซี่ยงปล่อยนางออกจากอ้อมแขนพลางกล่าวอย่างนุ่มนวลและลูบไล้ใบหน้าของนาง
นางพยักหน้า
นางไม่ได้กล่าวถามถึงเหตุผล นางส่งมันให้กับเฉินเซี่ยงอย่างง่ายดาย
“อย่าทำหายหล่ะ”
เฉินเซี่ยงจูบลงที่แก้มของนางก่อนจะหัวเราะพลางกล่าว
“ข้าจะไปหาท่านประมุขแล้วก็…ไปยั่วโมโหเขาสักหน่อย”
นางยกเลิกข่ายพลังก่อนจะปล่อยให้เฉินเซี่ยงจากไป
เมื่อนางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ท่าทางของนางก็แปรเปลี่ยนซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก นางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
ตอนนี้เฉินเซี่ยงครอบครองสมุนไพรหลักที่ใช้ในการสกัดกลั่นเม็ดยาคืนชีพไว้ทั้งหมดแล้ว
แม้มันจะมีเพียงหนึ่งชุดแต่มันก็เพียงพอ
เพียงแค่หนึ่งชุดเขาย่อมสามารถเพาะปลูกมันได้จำนวนมหาศาล
แต่ตอนนี้เขายังแข็งแกร่งไม่พอที่จะสกัดกลั่นมัน
มันคือเม็ดยาระดับพิภพชั้นสูง!
และเฉินเซี่ยงเองก็ยังห่างไกลกับคำว่าสามารถสกัดกลั่นได้
กู่ตงเฉินและหวู่ไคหมิงอาศัยอยู่ในที่พักเล็กๆแต่งดงามเป็นอย่างมาก
ที่พักแห่งนั้นไม่ได้มีข่ายพลังปกคลุม
ดังนั้นเฉินเซี่ยงจึงกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปได้ แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้าไปภายใน
บุคคลที่หล่อเหลาและดูอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา นั่นคือกู่ตงเฉิน
“อาจารย์อา
ท่านแอบย่องเข้ามาทำไม?” กู่ตงเฉินจับคนร้ายได้ในทีเดียวก่อนจะตระหนักถึงว่าคนๆนั้นเป็นใคร
หวู่ไคหมิงก็ปรากฏตัวขึ้นเหมือนกัน
เพียงแต่ตอนนั้นท่าทางของเฉินเซี่ยงกลับกลายเป็นจริงจัง
“ข้ามีเรื่องที่สำคัญมากๆมาบอกเจ้า”
เฉินเซี่ยงกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก
กู่ตงเฉินรีบเข้าไปในห้องห้องหนึ่งกับเฉินเซี่ยงอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ความแข็งแกร่งของอาจารย์อาของเขาจะห่างไกลกับเขามาก
แต่เฉินเซี่ยงเองก็มีวิธีการมากมาย อีกอย่าง เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมเป็นอย่างมากนั่นจึงทำให้ทั้งหวู่ไคหมิงและกู่ตงเฉินนับถือเขา
“อาจารย์อารีบพูดเถอะ!”
หวู่ไคหมิงเร่งเร้า
แต่จู่ๆรอยยิ้มอันแสนสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินเซี่ยง
เขาจิบชาเล็กน้อยก่อนเริ่มกล่าว “ศิษย์หลานคนโตของข้า เม็ดยาสร้างรากฐานทั้ง 10
เม็ดที่เจ้าซื้อหาในงานประมูล…เป็นอาจารย์อาของเจ้าเองที่สกัดกลั่นมัน!
เจ้าช่างใจกว้างนัก เจ้าซื้อ 10 เม็ดในราคา 20 ล้าน! เท่าที่ข้าจำได้
ครั้งก่อนเจ้าก็จ่ายให้ข้าเท่านี้สำหรับเม็ดยา 40 เม็ด ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ตามที่คาด
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเซี่ยง ใบหน้าของกู่ตงเฉินกลายเป็นเขียวคล้ำ ถึงแม้เขาจะรู้สึกโกรธอยู่เล็กน้อยแต่เขาก็รู้ว่าในอนาคตมันต้องน่าอนาถแน่
แต่เดิมเขาเชื่อว่าเฉินเซี่ยงไม่ได้เข้าร่วมงานประมูล
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาต้องซื้อเม็ดยาสร้างรากฐานในราคาสูงขึ้นหากเขายังต้องการซื้อหาเม็ดยากับเฉินเซี่ยง
“ศิษย์หลานคนโตของข้า…
เจ้าช่างน่าเกรงขามนัก ในระหว่างการประมูล
ถึงเจ้าจะโดนกดดันจากหลิวเมิ่งเอ๋อและเหลียนหยิงเส้า แต่เจ้ายังคงมั่งคั่งนัก!
เจ้าประชันกับทั้งสองจนถึงวินาทีสุดท้าย!”
เฉินเซี่ยงขยับเข้ามาข้างกู่ตงเฉินพลางแตะไหล่เขา
ใบหน้าของกู่ตงเฉินซีดเผือด
ตอนนี้เฉินเซี่ยงรู้แล้วว่าเขามั่งคั่ง
ครั้งต่อไปหากเฉินเซี่ยงจะขายบางสิ่งให้กับกู่ตงเฉิน
เขาต้องโกงตังค์จากกระเป๋าของกู่ตงเฉินแน่
หวู่ไคหมิงเองก็นั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ
ปกติแล้วกู่ตงเฉินจะแสร้งทำเป็นยากจนข้นแค้นอยู่เสมอ
นั่นจึงทำให้เฉินเซี่ยงขายเม็ดยาในราคาถูกให้กับกู่ตงเฉิน แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงการประมูลเขาก็ได้เปิดเผยความมั่งคั่งไปเสียแล้ว…………………………………..
Chapter
300 –
เหลียนหยิงเส้า
ขณะที่มองท่าทางภาคภูมิใจของเฉินเซี่ยง
กู่ตงเฉินได้แต่แอบก่นด่าอยู่ในใจ
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงก็ขายเม็ดยาสร้างรากฐานให้เขา 40 เม็ด
นั่นคือครั้งแรกที่กู่ตงเฉินได้ซื้อเม็ดยามากมายขนาดนั้นในครั้งเดียว
ก่อนหน้านี้เขาเคยซื้อเม็ดยาเพียงครั้งละไม่กี่เม็ด ทำให้เขามั่นใจว่าเฉินเซี่ยงครอบครองวัตถุดิบในการสกัดกลั่นเม็ดยาสร้างรากฐานมากมาย
ในเมื่อเขาเป็นประมุขนิกายยอดนักสู้
การพัฒนานิกายยอดนักสู้เองก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาต้องรับผิดชอบ
ทั้งเรื่องที่ต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งกับศิษย์ของตนอย่างรวดเร็ว
ทั้งเรื่องเม็ดยาเองก็สำคัญ ถึงแม้จะมีศิษย์นิกายมากมาย
แต่ศิษย์ในขอบเขตนักสู้แท้จริงนั้นขาดแคลนอย่างที่สุด
หากเขามีเม็ดยาพื้นฐานแท้จริงจำนวนมาก ด้วยช่วงเวลาสั้นๆอาจทำให้นักสู้ระดับ 10
ขอบเขตนักสู้ที่มีพรสวรรค์แฝงได้ก้าวหน้าจนกลายเป็นนักสู้ในขอบเขตนักสู้แท้จริง
“อาจารย์อา
ท่านยังมีเม็ดยาสร้างรากฐานเหลืออีกหรือเปล่า?” กู่ตงเฉินกล่าวถาม
“ข้าไม่มีแล้ว
รอก่อนแล้วกัน…ถ้ามีข้าจะไปหาเจ้าอีกครั้ง”
เฉินเซี่ยงมีเม็ดยาสร้างรากฐานอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่มันไม่มากนัก
อีกอย่างหากเขาขายให้กับกู่ตงเฉินในตอนนี้ ราคาที่ได้ก็จะไม่สูงนัก
“เหลียนหยิงเส้าและบุตรชายของเขากำลังมา
เขาต้องมาอวดอะไรสักอย่างแน่” จู่ๆหวู่ไคหมิงก็กล่าวขึ้น
และในเวลานั้นเฉินเซี่ยงก็รู้สึกได้ถึงรัศมีของเหลียนหยิงเส้าที่กำลังตรงเข้ามาเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เฉินเซี่ยงมั่นใจว่าเหลียนหมิงตงและเหลียนหยิงเส้าน่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่าง
แต่ตอนนี้ เมื่อได้ยินว่าเหลียนหยิงเส้ามากับบุตรชาย
มันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ใครเป็นบุตรชายของเขา? เขาน่าเกรงขามมั้ย?”
เฉินเซี่ยงกล่าวถาม
“นักปรุงยาระดับ
5 ขอบเขตนักสู้แท้จริง เขาไม่ใช่คนที่อ่อนน้อมเหมือนบิดา แต่กลับกัน
เขาเป็นคนที่เย่อหยิ่งและเกิดมาจากภรรยาคนที่ 7 ของเหลียนหยิงเส้าเมื่อ 100
ปีที่แล้ว ในหมู่ของบุตรชายและบุตรสาวจำนวนมากของเหลียนหยิงเส้า
บุตรชายคนนี้นับเป็นผู้ที่ยอดเยี่ยม” กู่ตงเฉินกล่าวตอบในฉับพลัน
เฉินเซี่ยงประหลาดใจ
“นี่เหลียนหยิงเส้ามีสตรีมากมายขนาดไหนกัน? ดูสิ…เขาสามารถเดินมาพร้อมกับบุตรของตน
แต่พวกเจ้าทั้งสองคนกลับยังโสด!
ตัวข้าเองก็มีภรรยาเพียงหนึ่งคน…พวกเจ้าช่างไร้ประโยชน์จริงๆ”
ดูเหมือนว่าเหลียนหยิงเส้าผู้สุภาพอ่อนโยนจะมีสตรีในสังกัดมากมาย
เฉินเซี่ยงสงสัยว่าเหลียนหมิงตงอาจจะไม่ได้รับความสนใจมากนักเมื่อตอนที่เขาอยู่ในเกาะบงกช
แต่รูปร่างหน้าตาของเหลียนหมิงตงนั้นคล้ายกับเหลียนหยิงเส้าเป็นอย่างมาก
ซึ่งนี่ย่อมชัดเจนว่าเหลียนหมิงตงสืบสายเลือดมาจากบิดาของเขา
“เหลียนหยิงเส้ามีสตรีอยู่หลายสิบคน
เพียงแต่ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 9 คนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆยังไม่ตาย
เพียงแต่พวกนางนอกใจและหนีไปกับใครบางคน!” กู่ตงเฉินหัวเราะพลางกล่าว “อาจารย์อา
ท่านอย่าได้ดูถูกข้า สตรีของข้าไม่ได้อยู่ในเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่
ยามนี้นางอยู่แผ่นดินใหญ่อีกแห่งและใช้เวลาอีกสักพักกว่านางจะกลับมาหาข้า”
แผ่นดินใหญ่อื่นๆอยู่ห่างออกไปเป็นโพ้นทะเล
เฉินเซี่ยงเองก็อยากจะไปยังสถานเหล่านั้น
เขามองหวู่ไคหมิงพลางกล่าวถามกลั้วหัวเราะ “หัวล้านน้อย แล้วเจ้าหล่ะ?”
หวู่ไคหมิงขดปากพลางกล่าว
“ข้าเป็นเพียงชายชรา จะมีใครมาสนใจข้าเล่า?”
ในที่สุดเหลียนหยิงเส้าก็มาถึงพร้อมกับบุรุษรูปงามและเย่อหยิ่งผู้มีคิ้วเรียวคมคล้ายกระบี่ทั้งดวงตายังสดใสราวกับดวงดาว
บุรุษผู้นี้ย่อมเป็นบุตรคนโปรดของเหลียนหยิงเส้า เขามีนามว่า ‘เหลียนฉางยวิ้น’
เหลียนหยิงเส้าได้เก็บบุตรชายของเขาไว้โดยไม่ได้ส่งบุตรชายไปยังดินแดนรกร้างทางใต้
ยามนี้เฉินเซี่ยงจ้องมองเหลียนฉางยวิ้นอย่างไม่ใยดีแต่กลับคารวะให้กับเหลียนหยิงเส้า
“ฉางยวิ้น
นี่คือนักสู้อัจฉริยะที่อายุน้อยที่สุดในนิกายยอดนักสู้ทั้งยังเป็นนักปรุงยาระดับแนวหน้าที่อายุน้อยที่สุดด้วย
เขาชื่อเฉินเซี่ยง! เจ้าต้องเคยได้ยินชื่อของเขาแน่ มาเถอะมาทักทายเขาหน่อย”
เหลียนหยิงเส้ายิ้มพลางกล่าว
ชื่อเสียงของเฉินเซี่ยงนับว่ายิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก
ทั่วทั้งเฉินหวู่แผ่นดินใหญ่แห่งนี้ เหล่านักสู้ส่วนใหญ่ต่างเคยได้ยินชื่อของเขา
และตัวของเฉินเซี่ยงเองก็ยังเหมาะสมกับชื่อเสียง ‘อัจฉริยะรุ่นเยาว์’
ของเขาอย่างแท้จริง
เหลียนฉางยวิ้นแอบอิจฉาเฉินเซี่ยงอยู่ในใจ
เขารู้ว่าตนเองอาศัยชื่อเสียงของบิดาแต่กับเฉินเซี่ยง…เขาไม่มีใคร
ไม่เพียงเฉินเซี่ยงจะมีชื่อเสียงอย่างน่าอัศจรรย์
แต่เขายังได้รับความโปรดปราณจากซู่เซี่ยนเซี่ยนแห่งจักรวรรดิเฉินปิงเทียนจนกระทั่งทั้งคู่ได้เป็นสามีภรรยากัน
นี่เป็นสิ่งที่ฉางยวิ้นอิจฉาอย่างที่สุด
เหลียนฉางยวิ้นสืบทอดความโรแมนติกมาจากบิดา
เมื่อยามที่เขาได้ไปเยือนจักรวรรดิเฉินปิงเทียนพร้อมกับเหลียนหยิงเส้า
ยามนั้นเขาได้พบกับซู่เซี่ยนเซี่ยน เขาปราถนาที่จะมีสตรีที่งดงามราวกับนางฟ้าเช่นนางเป็นอย่างมาก
แต่เขากลับต้องคาดไม่ถึงว่านางจะหมั้นหมายกับเฉินเซี่ยงเสียแล้ว
แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เหลียนฉางยวิ้นได้พบกับเฉินเซี่ยง
แต่เขาก็เกลียดเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อไม่ให้บิดาของตนต้องเสียหน้า
เขาจึงต้องทักทายอย่างสุภาพ
“เฉินเซี่ยง
ข้าได้ยินว่าเจ้าชื่นชอบการพนัน
ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือการปรุงยา…เจ้าพอจะพนันกับข้าได้หรือไม่? หรือเราจะไปตัดสินแพ้ชนะในการแข่งขันปรุงยา?”
เหลียนฉางยวิ้นกล่าวถาม
แม้บนใบหน้าของมันจะประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยการยั่วยุ
เฉินเซี่ยงส่ายหน้าทำให้ท่าทางของเหลียนฉางยวิ้นเปลี่ยนไป
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังดูถูกข้า?”
เมื่อมันเป็นการปะทะคารมของผู้เยาว์
ทั้งกู่ตงเฉินและคนอื่นๆต่างไม่ได้แทรกแซงใดๆ
พวกเขาเพียงนั่งรอดูการแสดงที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเหลียนหยิงเส้าได้ยินคำปฏิเสธของเฉินเซี่ยง
เขาพลันรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
ก่อนหน้านี้เขาได้มอบเมล็ดบัวหยกขาวให้กับเฉินเซี่ยง
แต่ตอนนี้เฉินเซี่ยงกลับไม่ไว้หน้าเขา
“เจ้ากลัวว่าข้าไม่สามารถพนันกับเจ้าได้หรอ? งั้น…ถ้าข้าพนันกับเจ้าด้วยเมล็ดบัวหยกขาวหล่ะ?”
เหลียนฉางยวิ้นกล่าวอย่างไม่แยแสทั้งท่าทางยังเย่อหยิ่งราวกับว่าการครอบครองเมล็ดบัวหยกขาวเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก
เหลียนหยิงเส้าไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนรกร้างทางใต้
ทั้งยังได้สั่งคนอื่นๆว่าห้ามกล่าวถึงเรื่องนี้ นั่นจึงทำให้เหลียนฉางยวิ้นไม่ทราบเรื่องนี้
“ไอ้หนู…
ไว้หน้าเขาจะไม่ดีกว่าหรอ? นั่นมันเมล็ดบัวหยกขาวเชียวนะ
ถ้าเจ้าไม่สามารถจ่ายค่าพนันได้ เดี๋ยวข้ากับศิษย์น้องจะช่วยเจ้าเอง”
กู่ตงเฉินเองก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฉินเซี่ยงเพราะเขาปฏิเสธของพนันที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น!
อีกอย่างกู่ตงเฉินเองก็ยังไม่อยากให้เหลียนหยิงเส้าเกลียดเฉินเซี่ยง
เฉินเซี่ยงแอบถอนหายใจพลางถามอย่างอ่อนโยน
“พี่เหลียน ท่านจะสมัครแข่งขันการปรุงยาในระดับไหน?”
“ระดับกลาง
ด้วยอายุของข้า…การเข้าร่วมในการแข่งขันระดับกลางก็นับว่าดีแล้ว!
เจ้าเองก็เป็นนักปรุงยาที่โดดเด่น งั้นเรามาแข่งขันกันหน่อยเป็นไง?”
เหลียนฉางยวิ้นกล่าวตอบ
เขาอยากจะเอาชนะเฉินเซี่ยงเป็นอย่างมากซึ่งน้ำเสียงของเขาเองก็ยังบ่งบอกได้อย่างชัดเจน
เฉินเซี่ยงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ข้ากลัวว่าข้าจะทำให้พี่เหลียนผิดหวัง
มันไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากประลองกับพี่เหลียนในการแข่งขันปรุงยา แต่ว่า…แต่… น้องชายผู้นี้กำลังจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูง!”
การแข่งขันระดับสูง!
กู่งตงเฉิน หวู่ไคหมิง และเหลียนหยิงเส้าต่างประหลาดใจใน มีเพียงนักปรุงยาระดับ 5
หรือ 6 เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันระดับสูงได้ หรือจะพูดอีกอย่าง
เฉินเซี่ยงเป็นนักปรุงยาระดับ 5 แล้วอย่างงั้นหรอ?
“เป็นไปไม่ได้!
เฉินเซี่ยง ที่เจ้าปฏเสธข้าก็เพราะเหตุผลนี้อย่างงั้นหรอ? อย่างน้อยที่สุด…นักปรุงยาระดับ
5 จะต้องสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำได้ 3 ชนิด
การจะสกัดกลั่นเม็ดยาสำเร็จได้ 1
ชนิดก็จำเป็นต้องใช้สมุนไพรมากมายนับไม่ถ้วนในการฝึกฝน ถ้าหากเป็นสามชนิด…ก็จะยากขึ้นไปอีก
นี่เจ้าสกัดกลั่นเม็ดยาระดับลึกล้ำขั้นต่ำ 3 ชนิดได้ยังไงด้วยอายุเพียงเท่านี้? อาจาย์ของข้านับเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง…แต่เขายังต้องใช้เวลาตั้ง
200 ปีเพื่อที่จะเป็นนักปรุงยาระดับ 5” เหลียนฉางยวิ้นตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“อาา!” เฉินเซี่ยงอุทานขึ้นก่อนจะหยิบเขาแผ่นหยกออกมา
บนแผ่นหยกมีเส้นแสงสีทอง 5 เส้นปรากฏอยู่ และนั่นคือคำยืนยันว่าเป็นนักปรุงยาระดับ
5 บนแผ่นหยกแผ่นนั้นมีชื่อของเฉินเซี่ยงสลักเอาไว้
ทั้งด้านหลังของแผ่นหยกยังมีรอยสลักโลหิตซึ่งเป็นลายเซ็นของนักปรุงยาที่เข้าทดสอบเฉินเซี่ยง
กู่ตงเฉินเป็นแรกที่หยิบเอาแผ่นหยกมาดู
เมื่อได้ลายเซ็นทั้ง 4 เขาจึงขมวดคิ้วพลางกล่าว “คิดไม่ถึงจริงๆ
เจ้าได้รับการทดสอบเป็นการส่วนตัวจากฮวาเซียงเยว่ จากที่ข้ารู้
นางเป็นนักปรุงยาระดับ 8 ส่วนนักปรุงยาทั้งสามคนนั้นต่างก็เป็นผู้มีชื่อเสียง
ครั้งนึง…ทั้ง 4 คนนั้นต่างเคยช่วยข้าในการสกัดกลั่นเม็ดยา
ฉะนั้นแผ่นหยกย่อมไม่ใช่ของปลอม”
เหลียนหยิงเส้าตกตะลึง
ใบหน้าของเหลียนฉางยวิ้นเองก็เปลี่ยนเป็นสีแดง
ก่อนหน้านี้เอายังอ้างว่าเฉินเซี่ยงกำลังโกหกเขา
แต่เฉินเซี่ยงก็ได้ยืนยันคำกล่าวของตนด้วยหลักฐานที่ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้
เหลียนฉางยวิ้นแทบจะอยากจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอายทั้งยังเกลียดชังเฉินเซี่ยงมากขึ้น
เหลียนหยิงเส้าเองก็หยิบแผ่นหยกมาจากกู่ตงเฉิน
เพียงแค่ชายตามองเขาก็รู้ว่ามันคือความจริง
เขาคาดไม่ถึงว่าเฉินเซี่ยงจะมีพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ เฉินเซี่ยงยังอายุไม่ถึง
30 ปีแต่เขาก็ได้เป็นนักปรุงยาระดับ 5 แล้ว!!…………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น