เทพเจ้าล่าสังหาร 31 - 60 ( หน้า 179+ ) - 1
“ ว่าอะไรนะ ? ” ลี ฮัน ร่างทั้งร่างของมันสั่น
และมันก็จ้องมองไปที่นางอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่ใช้เวลานาน มันก็กล่าว ”
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คุณหนู ในความเห็นของข้า
ท่านนั้นได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับตระกูลโม่แล้ว ”
. . . . . .
.
ฉื่อหยานเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วผ่านป่าศิลาโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการผ่านแต่ละส่วนของป่า
เขารู้ว่า
หลี่ฮัน เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง และเมื่อควันสีฟ้าของตระกูลโม่ระเบิดออกมาบนท้องฟ้า ผู้คนจากตระกูลจะต้องมารวมกันที่นั่นแน่
เขาต้องหนีให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาใด ๆ ที่จะมาถึง
ด้วยความรอบคอบของเขา
เขาต้องหนีออกไปจากพื้นที่อันตรายก่อนที่ โม่ช่าวเกอและคนอื่นๆจะมาถึง
ดูเหมือนว่าจะมีนักรบไม่มากนักที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าศิลา
เขาไม่เคยพบเจอใครเลยในขณะที่เขากำลังหลบหนี ซึ่งนั่นทำให้เขาสับสนนิดหน่อย
เขาเดาได้ว่า นี่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกผู้มีอิทธิพลที่มู่หยู่เตี๋ยพูดถึงแน่นอน
. . . . . .
.
ตอนค่ำ
ฉื่อหยานได้ออกจากป่าศิลาและเดินตรงไปยังเมืองเงียบสงัด
ซึ่งมีระยะเพียงสั้นๆ
เขาชะลอความเร็วลงเล็กน้อย
และเริ่มจัดเรียงความทรงจำของเจ้าของร่างนึกถึงทุกอย่างระหว่างเขากับตระกูลฉื่อ
เขาต้องแสดงตัวเองให้เหมือนกับเจ้าของร่างคนเก่า
ตระกูลฉื่อเป็นหนึ่งในห้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
และมีทรัพยากรต่างๆมากมาย เช่น วิชาต่อสู้ ห้องฝึกฝนแรงโน้มถ่วง ห้องเก็บยาหายาก
และ ผู้ฝึกสอนนักรบยอดฝีมือ . . . . . . .
เขาต้องการที่จะใช้ประโยชน์เหล่านี้เพื่อตัวเอง
เขาตัดสินใจได้ตั้งแต่ที่เขาอยู่ในบ่อโลหิตนั่น
เขาจะต้องไปที่ตระกูลฉื่อ และนั่นคือเหตุผลที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของ มู่หยู่เตี๋ย .
ร่างกายของเขามีบางอย่างที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น
มันจะสร้างปัญหาได้ถ้าเขาไปเข้าร่วมกับฝ่ายอื่น
นอกจากนี้
มันก็ไม่แน่ว่า ฝ่ายที่เขาไปเข้าร่วมเขาจะได้ทรัพยากรที่ดีที่สุดเพียงพอสำหรับเขา
แต่นั่นมันจะต่างออกไปสิ้นเชิง
ถ้าเขาไปที่ตระกูลฉื่อ . . . . . . .
เจ้าของร่างคนเก่าของเขาจะเป็นคุณชายของตระกูลฉื่อ
ตราบใดที่เขามีความสามารถ ตระกูลฉื่อก็จะมอบทรัพยากรต่างๆทั้งหมดให้เขาแน่นอน
มันจะเสียเปล่า
ถ้าเขาไม่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มากมายเป็นพิเศษเหล่านี้
. . . . . .
.
เมื่อเขาไปถึงเมืองเงียบสงัด
เขาก็เดินตรงเข้าไปในร้าน ที่ได้รวบรวมหินทุกอย่างไว้
โดยไม่รอช้าเขาก็ตะโกนถามอย่างเป็นธรรมชาติ ” มีใครอยู่ไหม ? ”
มีผู้ติดตามเดินออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง
และปลื้มปิติ ” คุณชายหยาน ในที่สุดท่ายก็กลับมา
นายท่านได้ส่งท่านฮันมารับท่านนานแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านหายตัวไปในป่าทมิฬ คุณชายหยาน
ท่านฮันรออยู่ที่ด้านหลังร้าน เขารอท่านมานานหลายวันแล้ว
แต่ตอนนี้เขากำลังยุ่งเป็นอย่างมาก หากท่านต้องการจะพบเขา โปรดรอสักครู่ได้หรือไม่
. . . . . . . ? ”
ผู้ดูแลใช้ดวงตาของเขามองไปที่ด้านหลังของร้าน
“ ช่างเถอะ
ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะมารอข้า ” ฉื่อหยานเดินตรงเข้าไปในด้านหลังของร้าน
นักรบในตระกูลฉื่อหลายคนกำลังเล่นพนันกันอยู่หลังร้าน
เมื่อเขาเห็นฉื่อหยานในสายตา พวกเขาก็ตกใจและเก็บลูกเต๋าเข้าไปในเกะแล้วทักทายเสียงดัง
” คุณชายหยาน ! ”
“ ตามสบาย ”
ฉื่อหยานโบกมือของเขาและเดินผ่านพวกเขาไปที่ห้องด้านหลัง
นักรบเหล่านี้ค่อนข้างประหลาดใจเนื่องจากฉื่อหยานเดินไปโดยไม่ดุด่าพวกเขาสักคำ
“ อะไรกัน ? ครั้งนี้เขาไม่ตำหนิเรางั้นรึ
แปลกยิ่งนัก ! ”
“ ใช่
เขามักจะดุด่าเราทุกครั้งที่เราเล่นการพนัน ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ !
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ! น่าแปลกนักที่เขาไม่ได้พูดอะไร ”
“ คุณชายหยานดูแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ดูเหมือนว่า . . . . . . . เขาจะกลายเป็นลูกชายมากขึ้น เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ ”
“ อืม ใช่ ที่้เจ้าพูดก็ถูก ” .
“ . . . . . . . ”
ฉื่อหยานเปิดประตูและเดินเข้าไปในห้องตรงๆ
” ลุงฮัน ท่านมานานแล้วเช่นนั้นหรือ ?
”
ฮั่นจงตกใจเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นเขาก็แต่งตัวให้เรียบร้อยและ เขาก็ยิ้มอย่างเขินอาย ” . . . . . . . คุณชายหยาน
ท่านมาตั้งแต่เมื่อใดกัน ? ”
“ ข้าอยู่มาที่นี่นานแล้ว ”
ฉื่อหยานยิ้มพร้อมกับจิบชาของเขา และโบกมือตอบ ” อย่าได้กังวล
หากท่านกำลังยุ่งอยู่ ท่านก็เชิญทำต่อไปเถอะ นอกจากนี้
ข้าจะได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้จากท่านด้วย ”
“ แค๊ก แค๊ก แค๊ก ! ” ฮั่นจง ไอสักพัก ”
ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ดี ! ชาวเฟิ่งเฉียน เจ้ากลับไปทำธุระของเจ้าได้แล้ว ”
“ ค่ะ ข้าขอตัว ”
หญิงสาวแต่งตัวอยู่บนเตียงและก้าวลงมาด้วยใบหน้าที่แดง นางเดินไปที่ประตู
จู่ๆนางก็หันกลับมาถลึงตาใส่ฉื่อหยาน ”
ทุกคนกล่าวว่าคุณชายหยานจากตระกูลฉื่อเป็นคนที่มีมารยาท ข้าคิดว่าพวกเขาคงมองผิดไป
ข้าไม่เคยเห็นชายใดมี ‘ มารยาท ‘ เช่นนี้มาก่อน หึ ! ”
นางหัวเราะคิกคัก
และแสยะยิ้มไปทางฉื่อหยาน ก่อนที่จะเคลื่อนไหวร่างกายที่เร่าร้อนของนางออกจากห้องไป
––––––––––––––––––––––––
ปล.ลงอีกทีวันที่
20/3/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่
120 แล้วนะครับ หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ
สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
45 เปลี่ยนไป
ทันทีที่เสี่ยวเฟิงเฉียนจากไปแล้ว
ฮันจงก็ผ่อนคลายขึ้นมา
หลังจากใช้เวลาแต่งตัวสั้นๆ
ฮันจงก็นั่งลงที่โต๊ะตรงหน้าฉื่อหยาน และยกถ้วยชาขึ้นมาและจิบมัน ”
คุณชายหยานผู้คุ้มกันของท่านหละ ”
“ พวกเขาตายแล้ว ” ฉี่หยาน ดูสงบ
และพูดออกมาอย่างเรียบเฉย ” สัตว์อสูรในป่าทมิฬเกิดบ้าคลั่งและไล่ล่านักรบ
เพื่อปกป้องข้า พวกเขาจึงเสียสละตัวเอง .
ฮันจง
ค่อนข้างตกใจ เขามองไปที่ฉื่อหยานด้วยความสับสน ”
เมื่อข้าคิดถึงความเป็นไปได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
โชคดีจริงๆที่ท่านหนีรอดจากมันมาได้ . ”
เขาเคยได้ยินข่าวมานานแล้วว่า
หมาป่าอัศศนีขนเงิน ได้อาละวาดไปทั่ว
เขาวางแผนที่จะกลับไปที่ตระกูลฉื่อในอีกครึ่งเดือน
เพราะเขาคิดว่าฉื่อหยานได้ตกตายไปแล้ว จึงไม่ได้ออกตามหา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
ฉื่อหยานจะหนีรอดออกมาจากป่าทมิฬได้ .
เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในป่าทมิฬ
แม้แต่นักรบที่มีประสบการณ์หลายคนต่างก็ถูกฆ่า แต่ ฉื่อหยาน ผู้เป็นเด็กที่อ่อนแอ
กลับยังหนีรอดออกมาได้อย่างครบถ้วน ฮันจงประหลาดใจยิ่งนัก .
ฮันจง
นั่นไม่ได้ชอบเจ้าของร่างคนเก่าของฉื่อหยานเท่าใดนัก
เพราะเขานั้นไม่ได้ฝึกวิชาการต่อสู้และถือได้ว่าเป็นคนไร้เกียรติ
เขากลับเอาแต่หมกวุ่นอยู่กับสิ่งที่คนในตระกูลฉื่อต่างไม่เห็นด้วย
ฮันจงนั้นไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ
ตอนนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งของฉื่อเจี้ยน และความจริงที่ว่า
เขาเกิดในเมืองเงียบสงัดแห่งนี้ เขาจะไม่มาอยู่ตรงนี้เพื่อรอฉื่อหยานโดยเด็ดขาด
“ เยี่ยม แน่นอน ท่านช่างโชคดีนัก ”
ฉื่อหยานพยักหน้าและยิ้มเป็นธรรมชาติ
แล้วเขาก็ถามออกไป ” ลุงฮัน เราจะกลับไปที่ตระกูลเมื่อใดกัน ? ”
“ มันขึ้นอยู่กับท่าน คุณชายหยาน จริงๆ
แล้วข้าก็อยากไปทันที ข้ามีบางอย่างที่ต้องรายงานกับท่านผู้นำตระกูล
อีกไม่กี่วันข้าก็คงจะกลับไปอยู่ดร หากข้าไม่พบท่าน . ” ฮั่นจงหยุดและตอบอย่างกล้าหาญ
ขณะที่เขากำลังพูด
ฮันจงก็ช่วยไม่ได้ที่จะเริ่มต้นการตรวจสอบฉื่อหยาน
ในตอนแรกนั้นเขาไม่ได้สังเกตเห็นมันเลย แต่หลังจากการตรวจสอบอย่างระเอียด
เขารู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป . . . . . . .
ฉื่อหยาน
ผอมแห้งลงมากกว่าเดิม ใบหน้ากลมคิ้วเป็นเหลี่ยมดูกล้าหาญ
และดูเป็นลูกผู้ชายมากขึ้น
ฉี่หยานนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังของเขาเหยียดตรง และร่างกายของเขาก็ให้ความรู้สึกเหมือนคมดาบ
ซึ่งทำให้เขาดูค่อนข้างที่จะเข้าถึงยาก
นั่นไม่ใช่ลักษณะเดียวของเขาที่เปลี่ยนแปลงไป
ในอดีตฉี่หยานจะตื่นเต้นก็ต่อเมื่อได้ไปตรวจสอบซากโบราณต่างๆ
และเขาก็มักจะออกไปอยู่บ่อยครั้ง
แต่ตอนนี้
ชายที่นั่งอยู่หน้าฮั่นจงมีแววตาสดใส ลึกซึ้ง
และที่ดูเหมือนจะจมอยู่ในความคิดตลอดเวลา
เหมือนเขาจะมองทุกสิ่งทุกอย่างทะลุปุโปร่ง
“ ลุงฮัน ข้าขอถามอะไรหน่อย ”
ภายใต้การจ้องมองของฮั่นจง ฉื่อหยานยังคงถามออกไปได้อย่างง่ายดาย ” จู่
ๆวันนี้ในป่าศิลาก็เกิดเงียบสงบขึ้นมา ท่านรู้หรือไม่ มีสิ่งใดเกิดขึ้น ? ”
“ อืม ตระกูลเป่ยหมิงส่งคนไปที่นั่น
มันกล่าวว่าจะไปพบสหายในป่าศิลา ดังนั้น เหล่านักรบที่เดินเร่ร่อนอยู่ในป่าศิลาก็หนีหายไปหมดเมื่อได้ยินเช่นนั้น
”
“ ตระกูลเป่ยหมิง !
ตระกูลที่ทรงอำนาจอันดับหนึ่งงั้นรึ ” ฉื่อหยานตระหนักถึงบางสิ่ง
“ เป่ยหมิงเช้อ .
ฮันจง
เริ่มสบถหลังจากเขาตอบฉื่อหยาน ” ว่ากันว่ามันได้ไปถึงระดับหายนะเมื่อครึ่งปีที่แล้ว
บ้าเอ๊ย ! ! ! เขาเพียงอายุยี่สิบเจ็ดปี และเขายังครอบครองจิตวิญญานต่อสู้แฝด
บัดซบ ! ข้าอายุสี่สิบห้า และยังอยู่เพียงนภาที่สองในระดับหายนะ
นี่มันช่างไม่ยุติธรรมเลย ! ”
อายุยี่สิบห้าปี
นภาที่หนึ่งในระดับหาย อีกทั้งยังมีจิตวิญญานต่อสู้แฝด . . . . . . .
ฉื่อหยานกลายเป็นแข็งตึง
เขาก็ตระหนักทันทีว่า เป่ยหมิงเช้อ นั้นเป็นคนที่มู่หยู่เตี๋ยจะแนะนำให้เขารู้จัก
ผู้ชายคนนั้นมีความสามารถที่หาได้ยาก
และมีระดับพลังที่สูงในขณะที่อายุยังน้อย นอกจากนี้
เขายังมาจากตระกูลอันดับหนึ่งในสมาคมการค้า – ตระกูลเป่ยหมิง มิน่า มู่หยู่เตี๋ย
และ ตี่ย่าหลาน จึงไม่เลือกมากับเขา
ด้วยความเงียบ
ฉื่อหยานแสยะยิ้มกับตัวเอง และแววตาของเขาก็กลายเย็นเยียบ : อายุยี่สิบห้า
ระดับหายนะ จิตวิญญานต่อสู้แฝด นั่นน่าตกใจเช่นนั้นรึ ?
ไม่ใช่เลยสักนิด
!
เขาเป็นคนที่ได้บรรลุถึงในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง
จาก นภาที่หนึ่งของระดับก่อตั้ง ในเวลาเพียงสองเดือน
อีกทั้งยังมีจิตวิญญานกายาแข็งและจิตวิญญาณอมตะ
และเขาเองก็ครอบครองผลึกอสูรระดับหกหนึ่งก้อนและยังมีวิชาระดับวิญญาน
หากจะให้เปรียบเทียบ เขาย่อมต้องมีศักยภาพมากกว่า เป่ยหมิงเช้อ แน่นอน !
“ นี่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น เพียงแค่ข้ามีเวลา
ข้าก็จะอยู่เหนือกว่า เป่ยหมิงเช้อ ! ” ฉื่อหยานคิดกับตัวเอง
“ คุณชายหยาง ท่าน ท่านมีพลังปราณลึกลับในร่างกายด้วยงั้นรึ
? ”
ฮั่นจง
ดวงตาสว่างขึ้น เขาจ้องมองฉื่อหยานอย่างจริงจัง ”
ข้ารู้สึกได้ถึงพลังปราณลึกลับที่ ไหลในร่างกายของท่านและมันก็หนาแน่นเป็นอย่างมากด้วย
! คุณชายหยาน เกิดสิ่งใดขึ้นกับท่าน ? ”
ฉื่อหยาน
สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความไม่พอใจของเขาไว้ ” ถูกต้องข้ามีพลังปราณลึกลับ
ดังนั้น ในตอนนี้ข้าเป็นนักรบแล้ว ” .
“ ระดับไหนรึ ? ” ฮันจง รอไม่ได้
“ ระดับ
ก่อตั้ง ”
“ อะไรนะ ! ”
. . . . . .
.
สมาคมการค้า
เมืองเทียนหยุน ที่สนามฝึก ตระกูลฉื่อ
ลานฝึกฝนของตระกูลฉื่อมีความกว้างสิบไมล์
และปกคลุมไปด้วยต้นไม้เก่าแก่และหินรูปร่างแปลกปละหลาด . . . . . . .
มีแม่น้ำ
ทะเลทราย พื้นดินและเขตห้องพักไม้ภายในสนามฝึก . . . . . . .
สถานหลบภัยที่ซับซ้อนและอุปสรรคต่างๆที่มีไว้เพื่อให้สมาชิดตระกูลฉื่อใช้ในการฝึกฝน
พวกเขาสามารถเรียนรู้และจะปรับตัวให้ต่อสู้ในทุกๆภูมิประเทศได้
.
ในเวลานี้
ที่จุดศูนย์กลางลานฝึกฝนขนาดใหญ่ ได้มีการทดสอบกายาเพชร บนเส้นทางหยกขึ้น มีสมาชิกตระกูลฉื่อรุ่นที่สามของตระกูลกำลังยืนต่อคิวกันอยู่ระหว่างเส้นทางหยก
พวกเขาทุกตนจะใส่กำลังหยกใว้ที่ข้อมือ และส่งพลังปราณลึกลับเข้าไปในหยกเพื่อทดสอบ
“ ฉื่อ เทียนลั่ว อายุยี่สิบเอ็ด
นภาที่สองในระดับก่อตั้ง ! ”
“ ฉื่อ เทียนเซียว อายุยี่สิบห้า นภาที่หนึ่งในระดับก่อตั้ง
! ”
“ ฉื่อ เทียนหลิง อายุยี่สิบเจ็ด นภาที่สามในระดับเริ่มต้น ! ”
“ ฉื่อ เทียนเค้อ อายุยี่สิบ
นภาที่สองในระดับก่อตั้ง ! ”
“ ฉื่อ เทียนหยุน อายุสิบเก้า
นภาที่สามในระดับก่อตั้ง ! ”
“ . . . . . . . ”
ฮันเฟิงที่ยืนข้างหน้าเส้นทางการทดสอบหยก
กำลังมองไปมาด้วยสายตาคอด
และตะโกนออกมาหลังจากที่สมาชิกรุ่นเยาว์ได้ทดสอบพลังเสร็จสิ้น
ทุกครั้งที่ฮันเฟิงประกาศผล
สมาชิกตระกูลฉื่อรุ่นแรกและรุ่นที่สอง
ต่างก็เกิดการเปลี่ยนบางขึ้นกับจิตใจและความคิดของพวกเขา ; ทั้งดีใจ และ ผิดหวัง
“ พี่รองเทียนหยุน เจ้านี่จริงๆเลย
เจ้าสามารถบรรลุในระดับที่สูงขึ้นอีกแล้ว ! ” ฉื่อกั่ว โกรธเล็กน้อย
เขาถอนหายใจออกมา ” ต้องขอบคุณในความขี้เกียจของข้าเมื่อเร็ว ๆนี้ !
ข้าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ”
“ น้องสามเทียนเค้อ
เจ้านั้นได้ฝึกฝนอย่างหนักแล้ว ข้าเห็นเจ้าเข้าไปในห้องแรงโน้มถ้วงทุกคืน
อย่าได้กดดันตัวเองมากเกินไป เด๋วจะเกิดผลตรงข้ามเอาได้ ” ฉื่อกังปลอบโยนเขา
“ เทียนหยุน เจ้าต้องฝึกให้หนักขึ้น
เพื่อที่จะบรรลุในระดับมนุษย์โดยเร็วที่สุด ” ฉื่อเตี่ย
พูดออกมาอย่างเสียงดังเหมือนระฆังและเขาก็กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ฉื่อเตี่ยคือพี่ชายของฉื่อเจี้ยน
และฉื่อกังและฉื่อกัวก็เป็นบุตรชายของเขา ฉื่อเทียนหยุนเป็นลูกของฉื่อกัง
และเป็นหลานของฉื่อเตี่ย
ฉื่อเตี่ยดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นระดับของเทียนหยุนสูงขึ้น
ตำแหน่งผู้นำถูกตัดสินโดยระดับการต่อสู้
เมื่อหลายปีก่อน ฉื่อเตี่ย แพ้ให้กับน้องชายของเขาฉื่อเจี้ยน
ดังนั้นเขาจึงไม่มีความสุขนัก และหวังว่า หลานของเขา ฉื่อเทียนหยุน จะอยู่สูงกว่าหลานชายของฉื่อเจี้ยน
ฉื่อเทียนเซียว .
จิตวิญญานกายาแข็งนั้นพิเศษเป็นอย่างมาก
จะมีเพียงบุตรคนแรกและคนที่สองของคู่แต่งงานเท่านั้นที่จะได้รับการสืบทอดจิตวิญญาน
เด็กคนที่สามนั้นแทบไม่มีโอกาสที่จะได้รับสืบทอดเลย
นั่นคือเหตุผลที่ทุกครอบครัว
ในตระกูลฉื่อ มักจะมีบุตรเพียง 2 คน
แม้แต่หัวหน้าตระกูลฉื่อ ฉื่อเจี้ยนก็ มีบุตรเพียงแค่สองคน คือ
ฉื่อหยางและฉื่อซิง
ฉื่อหยางมีลูกสาวชื่อว่า
– ฉื่อเทียนหลิง และลูกชาย – ฉื่อ เทียนเซียว .
ฉื่อซิงและฉื่อหยานไห่มีบุตรชายเพียงคนเดียว
คือ ฉื่อหยาน
ดังนั้น
ฉื่อหยาน และฉื่อเทียนหลิง ฉื่อเทียนเฉียว ต่างก็เป็นหลานของฉื่อเจี้ยน
ขณะที่ฉื่อเทียนหยุน ฉื่อ เทียนลั่ว เป็นหลานของฉื่อเตี่ย
สมาชิกของตระกูลฉื่อคนอื่น
ๆต่างเข้ากันด้วยดี
พวกเขาอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือกันทำงานอย่างหนักเพื่อเพิ่มอิทธิพลของตระกูล
แต่ไม่ว่าจะร่วมมือกันเช่นไรพวกเขาต่างก็ต้องการแข่งขันกับคนอื่น
ๆอยู่ เช่น ฉื่อเตี่ย เขาต้องการล้มฉื่อเจี้ยนผ่านหลานชายของเขา
ในฐานะที่ลูกชายของเขา
ฉื่อกังและฉื่อกัว ยังไม่สามารถเทียบเท่า ฉื่อหยาง ลูกชายของฉื่อเจี้ยนได้
เขาจึงได้ฝากฝังความฝันไปที่หลานของเขาฉื่อเทียนหยุน
ต้องขอบคุณในความโชคดีของเขา
ฉื่อเทียนหยุน มีความสามารถมากกว่า ฉื่อเทียนเซียวนัก.
เขาค่อนข้างภูมิใจทุกครั้งที่พวกเขาได้มาทดสอบ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีก็ตาม
หยางไห่ยืนอยู่ข้างๆฉื่อหยาง
ขณะที่เขากำลังอธิบายถึงสักยภาพกายาแข็งและหลังจากที่
ได้ยินฉื่อเตี่ยตะโกนออกมาเสียงดัง ฉื่อหยางจึงหันไปและพูดว่า ” ยินดีด้วยลุงสอง
หลานชายของท่านได้แสดงให้เราได้เห็นอีกครั้งแล้ว ” หลังจากนั้นเขาก็หยุดพูด
และเขาก็ชายตามองไปที่ฉื่อเทียนเซียว ที่ยืนอยู่ข้างเขาและด่าว่า ” เจ้าสารเลว
เจ้าทำให้ข้าเสียหน้า ! ”
“ เอ่อ . . . ข้ามันไม่ดีเอง . . . . . .
. ” ฉื่อเทียนเฉียว ดึงหัวของเขากลับอย่างอดสู
ใบหน้าของหยางไห่กลายเป็นขมขื่น
เขาถอนหายใจ ” เจ้าควรจะภูมิใจสะ เมื่อคิดไปถึง ฉื่อหยาน ของข้า อย่างน้อย
เทียนเซียวก็เป็นนักรบ แต่เจ้าโง่นั่น หายหน้าหายตาไปหลายวันและยังไม่กลับมา
เขาช่างสร้างปัญหาเหลือเกิน กลับมาข้าจะลงโทษให้หนัก ”
“ ฮ่าๆ จริงอย่างที่ท่านว่า ”
ฉื่อหยางหัวเราะ
. . . . . .
.
ลูกหลานของตระกูลฉื่อทั้งหมดได้มารวมตัวกันในลานฝึกและพูดคุยกันอย่างชีวิตชีวา
แล้วในตอนนั้นก็มีนกอินทรีที่ปรากฏบนท้องฟ้าและบินลงมาเกาะอยู่ที่ไหล่ของฉื่อเจี้ยน
ฉื่อเจี้ยน
หยิบกระเป๋าอันเล็กสีเทาจากกรงเล็บของนกอินทรีและหยิบเอาจดหมายมา เปิดจดหมายออก
และเขาเริ่มอ่านพลางขมวดคิ้ว
เนื่องจากคนที่อยู่รอบๆล้วนเป็นคนในตระกูล
เขาจึงไม่คิดจะปิดบังอะไร
“ หือ ? ”
หลังจากอ่านอย่างรวดเร็วช่วยไม่ได้ที่ฉื่อเจียนจะร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
และมองหน้าไปทางฝูงชนที่ตกอยู่ในความเงียบงัน พวกเขามองมาที่ฉื่อเจี้ยน
และสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำตัวแปลกๆ
“ พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้น ? ” ฉื่อเตี่ยขมวดคิ้วและถามเสียงดัง ”
เป็นตระกูลโม่ก่อเรื่องอีกแล้วงั้นรึ บ้าเอ๊ย ! ! ! พวกมันคงจะไม่สงบ
หากไม่โดนเราเตะสักป้าบ ! ”
“ มิใช่ ” ฉื่อเจี้ยน
วางจดมหายอย่างตื่นเต้นในขณะที่เขาพูดด้วยความประหลาดใจ ” ฮั่นจง พบ ฉื่อหยานแล้ว
! ”
“ เจ้าสารเลวน้อยนั่นเป็นอย่างไรบ้าง ? ” เมื่อได้ยินดังนั้น หยางไห่ ก้ตัดสินใจถามด้วยสีหน้ารำคาญ
และวางแผนไว้ว่าจะลงโทษฉื่อหยานเมือกลับมา
“ ตอนนี้เด็กนั่นกลายเป็นนักรบไปแล้ว . .
. . . . ! ” ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างตกใจ
ปากของเขาสั่นสะท้าน เขาพยายามที่จะซ่อนความตื่นเต้นของเขาเอาไว้
“ ว่าอะไรนะ ? ” ฉื่อเตี่ยช่วยไม่ได้ที่จะร้องอvกมา ” เขาอายุขนาดนี้แล้ว เหตุใดพึ่งจะเริ่มฝึกวิชาต่อสู้ ! ”
หลังจากคิด
เขาถอนหายใจเบาๆ เขาdHรู้สึกสงสารฉื่อหยาน ” มันสายเกินไป
เริ่มฝึกเมื่อตอนอายุ 17
ข้าเดาว่าเขาคงจะไม่สามารถบรรลุในระดับสูงได้ในชีวิต หากเป็นก่อนหน้านี้
ถ้าเขาได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เขาเกิดมาหละก็
เขาอาจจะมีระดับในนภาที่สองหรือสามของระดับก่อตั้งก็เป็นได้
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับสืบทอดจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อก็ตามเถอะ ”
“ เจ้าเด็กนั้น
ตอนนี้อยู่ในนภาที่สามของระก่อตั้งแล้ว ! ”
ฉื่อเจี้ยนตอบอย่างหนักแน่นด้วยสายตาที่แหลมคม
––––––––––––––––––––––––
ปล.ลงอีกทีวันที่
22/3/2560 จ้า…
ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 120 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
46 เหลือบมอง
ครึ่งเดือนต่อมา
ในเมืองเทียนหยุน
ฉื่อหยานและฮั่นจง
รวมทั้งกองกำลังนักรบของตระกูลฉื่อ ก้าวเดินสบายอยู่ในเมือง .
โดยมีมังกรดินแบกสัมภาระที่พวกเขาซื้อมาจากเมือเงียบสงัดอยู่
ฉื่อหยานและฮั่นจงอยู่ที่ส่วนหน้าของคาราวาน
และได้พูดคุยกันตลอดทาง
“ ผู้เฒ่าฮัน นี่มันก็ดึกแล้ว
เราค่อยเดินทางกลับไปที่ตระกูลกันต่อในวันพรุ้งนี้เถอะ วันนี้เราจะพักกันในเมือง
ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ? ” ฉื่อหยานบอกล่าวอย่างสบาย
“ เอ่อ น้องหยาน แล้วเราจะไปพักกันที่ไหน
? ” ฮันจงยิ้มอย่างคลุมเครือบนใบหน้าของเขา ”
เทียนหยุนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสมาคมการค้า มีประชากรจำนวนมากหลายล้านคน
คุณภาพการใช้ชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนดีกว่าผู้ที่อยู่ในเมืองเล็กๆที่เราผ่านมานัก
” .
“ คือว่าผู้เฒ่าฮัน
เนื่องจากท่านค่อนข้างจะคุ้นเคยกับเมืองนี้ดี เชิญท่านำทางเถิด ”
“ ข้าเกรงว่าเหรียญคริสตัลของเราจะไม่เพียงพอ
อื้ม…. บางที่เราอาจจะต้องจ่ายมันเป็นจำนวนมาก .
“ ผู้เฒ่า
ท่านต้องการจะใช้เหรียญคริสตัลของข้าอีกงั้นรึ ? ครั้งสุดท้ายในศาลารันจวน
ท่านแกล้งทำเป็นเมาและให้ข้าจ่ายเหรียญคริสตัลแทน
นี่ท่านจะทำมันอีกครั้งใช่หรือไม่ ?
”
“ ฮิฮิ . . . . . . . ตอนนั้นข้าเมาจริงๆ
เจ้าพูดเช่นนี้มันไม้ยุติธรรมกับข้านาา ! ”
“ ข้าไม่สนหรอก
ครั้งนี้ท่านต้องเป็นคนจ่าย ! หรือจะให้ข้าไปบอกลุงฮันเฟิง ว่าท่านทำสิ่งใดบ้าง .
”
“ ไม่ ! ! ! ! ! น้องหยาน ข้าเลี้ยงเอง !
ข้าเลี้ยง เจ้าตกลงหรือไม่ ? ” ฮั่นจงสีหน้าลำบากใจและถอนหายใจออกมา ”
เจ้าก็รู้จักพี่ชายของข้าดี ถ้าเขารู้ว่าข้าทำอะไรไปหละก็ เขาต้องเตะข้าตายแน่ๆ
โอ้ ! ข้าเป็นทุกข์นัก ข้าทำงานหนักเพื่อตระกูล แต่ข้ากลับมีรายได้น้อยมาก
เงินที่ข้ารับไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของข้าเลย ” . . . . . . .
“ ตกลง ! คืนนี้ท่านต้องเลี้ยงข้า
ฉื่อหยานมองกลับไปและตะโกนไปหานักรบที่อยู่ด้านหลัง ” นี่ พวกเจ้าได้ยินใช่หรือไม่
ผู้เฒ่าฮันบอกเช่นใดกับเรา ? ”
“ ใช่ เราได้ยินมัน ! ”
นักรบทั้งหมดเจ็ดคนของตระกูลชิตะโกนอย่างตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
“ ไปกันเถอะ ! ”
. . . . . .
.
ฉื่อหยานมั่วสุมอยู่กับฮันจงและบรรดานักรบเป็นเวลาครึ่งเดือน
ฉื่อหยาน
ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายแต่อย่างใดเลย
เขาเพียงกินและพูดคุยอย่างมีความสุขกับเหล่านักรบเท่านั้น
และเขาก็จะพูดก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น
เขาไม่เคยพลาดหอนางโรมแม้แต่ที่เดียว
บางครั้งเขายังมีอารม์ทางเพศมากกว่าฮันจงเสียอีก
แต่ก็ต่อเมื่อเขาเจอกับหญิงสาวที่น่ารักเท่านั้น
พวกเขาสองคนแวะหอนางโรมกันตลอดทาง
พวกเขาเป็นคนออกตังเองและไม่เคยปล่อยให้นักรบใช้เงินของตัวเองเลยสักครั้ง
ในช่วงเวลาสั้นๆ
ฉื่อหยานได้รับความไว้วางใจของฮันจงและคนคุ้มกันของเขา
ฮั่นจงและเหล่านักรบที่คุ้มกันต่างคิดเป็นเสียงเดียวและ
ชื่นชมเชิดชูฉื่อหยานยิ่งขึ้น ในข้อเท็จจริงที่ว่าเขานั้นได้เติบโตขึ้น
และระดับพลังของเขาเพิ่มขึ้น ฉื่อหยานนั้นได้กลายเป็นคนละคนไปแล้ว
ฉื่อหยานพยายามปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นในป่าทมิฬมากที่สุด
เขาบอกฮันจงว่าเขาได้พบกับผลไม้สีแดงชนิดหนึ่งในถ้ำโบราณที่เขาไปตรวจสอบ
หลังจากนั้นเขาก็กินมันลงไป และ เขาได้รับพลังปราณลึกลับมา
และมันก็ได้กระตุ้นจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมา
เขาไม่ได้พูดเรื่องบ่อโลหิต
หรือเรื่องจิตวิญญานอมตะหรือจิตวิญญาณการต่อสู้เร้นลับที่เขามี
หรือเรื่องราวระหว่างเขากับโม่หยานหยู และมู่หยู่เตี๋ยออกไปแต่อย่างใด
แม้ว่าฮันจงจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เขากลับคิดว่า
ฉื่อหยานเพียงแค่โชคดีได้พบผลไม้ปละหาดและมันก็ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
และในช่วงหลายวันมานี้
ฉื่อหยานได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฉื่อผ่านฮันจง
เจ้าของร่างกายคนเก่า
มีความทรงจำมากมาย
แต่ส่วนมากมันจะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภาษาเก่าแกโบราณที่เขาค้นขว้าอยู่
แต่
ฉื่อหยานไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลฉื่อเลยแม้แต่นิดเดียว โชคดีที่ฮันจงไม่ได้พยายามที่จะปกปิดเขา
ระหว่างที่อยู่ร่วมกันในหอนางโรม
ฮั่นจงเล่าเรื่องเกี่ยวกับที่เขาต้องการจะรู้ทั้งหมด
หลังจากไปเที่ยวเล่นด้วยกันหลายครั้ง
ฮันจง ก็เริ่มชอบคุณชายคนนี้มากขึ้น เขาบอกฉื่อหยาน
แม้กระทั่งธุรกิจของตระกูลและขุมอำนาจต่างๆของตระกูลฉื่อ
และยังมีพื้นฐานการฝึกฝนวิชาต่อสู้ ซึ่งฉื่อหยานไม่รู้ถึงมันมาก่อน
ตัวอย่างเช่น
เมื่อนักรบถึงระดับรู้แจ้ง จะเกิดห้วงการรู้แจ้งในจิตใจ
ซึ่งสามารถเชื่อมต่อและหลอมรวมจิตวิญญาณการต่อสู้กับพลังปราณลึกลับได้อย่างน่าอัศจรรย์
และเมื่อพวกเขาได้ฝึกฝนวิชาลับนี้ พวกเขาจะปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมา
นอกจากนี้
เขายังบอก ฉื่อหยานเรื่องจิตวิญญานการต่อสู้ต่างๆ
เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจิตวิญญาณการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในการค้าสหภาพ
จักวรรดิ์อัคคีและจักวรรดิ์พรพรเจ้า
และรวมไปถึงจุดอ่อนและข้อเสียเปรียบต่างๆของมันอีกด้วย
แม้ว่าฮันจงจะเป็นคนมักมากในกาม
แต่เขาก็เป็นคนที่ขยันฝึกฝนวิชาต่อสู้และเป็นนักรบมาเป็นเวลานาน
ฮันจง
จึงมีข้อมูลมากมายด้วยการที่เขาเป็นนักรบมานาน
ฉื่อหยานได้รับรู้มันอย่างทั่วถึงและครอบคลุม เขาเข้าใจเกี่ยวกับนักรบมากขึ้น
รวมถึงเรื่องต่างๆตั้งแต่พลังในระดับหายต่ำลงมา
ฮันจง
เป็นนักรบในระดับหายนะ ดังนั้น
เขาจึงไม่ได้บอกฉื่อหยานเกี่ยวกับเรื่องในระดับหายนะมากมายนัก แต่เขาก็บอกฉื่อหยาน
ทุกอย่างที่เขารู้เกี่ยวกับระดับที่ต่ำกว่านั้น
ข้อมูลเป็นสิ่งที่
ฉื่อหยานต้องการมากที่สุดตอนนี้
. . . . . .
.
ศาลารันจวน
ฉื่อหยานและฮันจงพร้อมกับสี่นักรบตระกูลโม่
กำลังดื่มและมีความสนุกสนานในห้องขนาดใหญ่บนชั้น 3
พวกเขาอยู่ในจุดศูนย์กลางของห้องที่มีพรมบางๆกั้นอยู่ สูง 1 สี่เหลี่ยมตารางเมตรซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มอีกมากมาย
ฉื่อหยานและฮั่นจงนั่งอยู่บนพรมพร้อมกับหญิงสาวที่เร่าร้อนในแขนของเขา
ตะโกน และ เล่น ลูกเต๋า อย่างมีความสุข
“ ผู้เฒ่าฮัน ดื่ม ! ” ฉื่อหยาน
ตะโกนออกมา
ฮันจงรู้สึกหดหู่นัก
เขาสูญเสียเงินไปมากมายจริงๆ
เขาดื่มไวน์ที่อยู่ในแก้วของเขาไปพร้อมกับลูบไปหน้าอกของหญิงสาวในอ้อมแขนของเขา
แล้วเขาก็ยกลูกเต๋าและคำรามออกมา ” ครั้งนี้โชคต้องเข้าข้างข้า ข้าต้องชนะ ! ”
“ แหม
มือทั้งสองข้างของข้าต่างหากที่มีโชค ! ” ฉื่อหยานยิ้มกว้างขึ้น
เขาวางทั้งสองมือของเขาภายใต้เสื้อของผู้หญิง ” ชิวเซียง
เจ้ามีหน้าอกที่ใหญ่ยิงนัก ข้าบอกได้เลยว่า
มันใหญ่เป็นอย่างมากหากเทียบกับหญิงสาวคนอื่น ”
ชิวเซียงมีผิวที่ขาวละเอียดอ่อนผิวและหน้าอกอวบอิ่ม
ตาของนางเริ่มแฉะ นางเต็มไปด้วยความเขินอาย ” คุณชายเหยียน ท่านนี่แย่จริงๆ !
ท่านชอบรังแกข้าตลอดเวลา ”
“ ข้าจะแกล้งเจ้าเช่นนี้เรื่อยๆ ”
ฉื่อหยานยิ้ม ดื่มสุรา และพูดกระตุ้น ”ผู้เฒ่าฮัน ท่านกำลังรออะไรอยู่ ? โยนลูกเต๋าสะ ! ”
“ หยินกุ่ยและจิ่วฉานอยู่ใกล้ๆและหยินฉีก็อยู่ใกล้เขามาเรื่อยๆ
ข้ารู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน ” ในตอนนั้นเองฮันจงก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน ปล่อยหญิงสาวในอ้อมแขนของเขา
และค่อยๆเดินไปที่หน้าต่าง
เขาเปิดหน้าต่าง
มองออกไป ด้วยแสงของโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ ” ต้องเป็นเป่ยหมิงเช้อแน่
หยินกุ่ยและจิ่วฉานไม่เคยออกห่างออกจากตัวเขา ทุกที่ที่พบหยินกุ่ยและจิ่วฉาน
เราก็จะพบเป่ยหมิงเซ้อ .
เป็นฮันจงที่กล่าวถึง
เป่ยหมิงเช้อ ฉื่อหยานก็จำได้ทันทีและนึกไปถึง
มู่หยู่เตี๋ย และ ตี่ย่าหลาน .
หลังจากที่ลังเลเล็กน้อย
เขาก็เดินไปที่หน้าต่างแล้วเปิดมันออกเล็กน้อยกว้างเพียงแค่สามารถจ้องมองกองบนถนนได้
กองกำลังนี้มีประมาณสามสิบคน
เป่ยหมิงเช้ออยู่ขี่อยู่บนหลังม้าสีขาวของเขา หลิงเซียว ที่ด้านหน้าของคาราวาน
เขากำลังยิ้มและพูดกับคนที่อยู่ในเฉลี่ยงบนหลังของมังกรดินที่อยู่ข้างๆ
หลังม่านที่อยู่บนเฉลียง
เขาก็ได้เห็นนางฟ้าน้อยมู่หยู่เตี๋ย
และเป็นตี่ย่าหลานที่กำลังขี่ม้าพร้อมกับสวมใส่เกราะสีดำ
ร่างกายที่เร่าร้อนของนางขยับขึ้นลงด้วยจังหวะการเดินของม้า เมื่อมองไปที่นาง
ก็พบว่าใบหน้าของนางนั้นกำลังขมวดคิ้วอย่างเป็นทุกข์เล็กน้อย
นางแทบจะไม่ยิ้มเลย
เมื่อเป่ยหมิงเช้อคุยกับนาง นางก็ไม่ได้สนใจมากนัก
สองผู้เฒ่าหยินกุ่ยและจิ่วฉาน
ทั้งคู่กำลังขี่ม้าสีดำ สวมใส่เกราะสงครามอยู่ด้านหลังของเป่ยหมิงเช้อเงียบๆ
ฉื่อหยาน
เปิดหน้าต่างออกอีกหน่อย เมื่อเขามองไปที่กองกำลังที่อยู่ห่างสิบเมตร
ก็เห็นชายชราสองคนจ้องกลับมาทิศทางพวกเขาทันที
ฉื่อหยานรู้สึกได้ถึงกระแสพลังปราณลึกลับสองสาย
เป็นพลังหยินที่เยือกเย็นทะลักออกมาจากดวงตาของมัน จากที่ไกลออกไป
นั่นจึงทำให้เขาตัวสั่นด้วยความกลัว
ชายชราสองคนดูเหมือนจะรู้จักฮั่นจง
เมื่อพวกมันมาใกล้หน้าต่างมากขึ้น และสังเกตุเห็นเขา
อากาศรอบๆตัวพวกเขาก็เย็นลงทันที
ภายใต้สายตาของชายชราทั้งสอง
ฮันจง กลายเป็นคนละคน แทนที่เขาจะทำตัวเสียงดังครึกครื้น
เขากลับมีประกายแสงเกิดขึ้นในดวงตา ร่างกายของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย
และเขาก็ได้ทักทายกับพวกมัน เขาป้องมือไปที่หน้าอกของตัวเอง
ชายชราสองคนพยักหน้า
และไม่ได้มองฮันจงอีกต่อไป มันหันหลังกลับและคอดตาไปอีกทาง
เมื่อเป่ยหมิงเช้อกลับมา
กองกำลังจากตระกูลเป้ยหมิงก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่แต่อย่างใด
พวกมันกลับกล่าวเดินอย่างสบายๆ ตามถนน
มีนักรบหลายคนที่กำลังแสวงหาความสนุกสนานบนถนนแคบๆ
พวกเขาล่วนหลบไปด้านข้างถนนทันทีที่เห็นคาราวานตระกูลเป่ยหมิง
เส้นทางเล็กๆจึงพลันถูกกองกำลังเป่ยหมิงครอบคลุมไปหมด
และเหล่านักรบก็เดินกันอย่างราบรื่น
––––––––––––––––––––––––
ปล.ขออภัยที่ลงช้าครับ
เมื่อวานติดธุระด่วน T_T ลงอีกทีวันที่ 24/3/2560 จ้า…
ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 120 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ
สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
47 เมืองเทียนหยุน
ในห้องที่ราบเรียบ ฉื่อหยาน ดูเหมือนกำลังสับสน
เขายืนอึ้งอยู่ที่หน้าต่างสักพักก่อนที่จะปิดหน้าต่างลง
และกลับไปที่นั่งของเขา
จิตใจของเขาค่อนข้างรู้สึกแย่
เขาเพียงเอาแต่ดื่มอย่างหนักและมือของเขาก็ไม่ได้ล้วงไปส่วนต่างๆของหญิงสาวอีก
“ คุณชายหยาน
นั่นย่อมเป็นกองกำลังของตระกูลเป่ยหมิงใช่รึไม่ ? ” คาร์ล นักรบตระกูลฉื่อ ถามเขาออกไปไป
“ ถูกต้อง ” ฉื่อหยานตอบตรงๆ
แล้วก็เอาแต่ดื่ม
ฉื่อจงยืนอยู่ริมหน้าต่างมองไปที่ฉื่อหยาน
ที่กำลังทำหน้ามุ่ยด้วยความประหลาดใจในสายตาของเขา หลังจากลังเล เขาจึงถามว่า ”
น้องหยาน หญิงสาวที่ขี่มาอยู่ เจ้า . . . เจ้ารู้จักนางงั้นรึ ?
”
ฉื่อหยานพยักหน้าและดื่มเหล้าที่อยู่ในแก้วลงไป
” ถูกต้อง เราเดินทสงออกมาจากป่าทมิฬด้วยกัน อย่างที่ท่านเคยได้ยิน สัตว์อสูรนั้นกระจายเต็มไปหมด
นั่นย่อมดีกว่าถ้าเราไม่อยู่คนเดียว ”
ฮั่นจง
นั้นผ่านประสบการณ์มามากมาย เห็นฉื่อหยานตอบกลับมาอย่างไม่แยแสเช่นนี้
เขากระพริบตาของเขา และคิดว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างฉื่อหยาน และ
ตี่ย่าหลานเป็นแน่ .
เขาเดินเข้ามาใกล้ๆ
ฉื่อหยาน ฮั่นจงโบกมือของเขาให้หญิงสาวข้างๆ เขา
” ปล่อยพวกเราอยู่ตามลำพัง เรามีเรื่องต้องคุยกัน ”
หญิงงามยืนยิ้มและรีบออกจากห้องไป
เมื่อเหลือเพียงแค่นักรบในตระกูล
ฮันจง จึงพูดออกมาว่า ” น้องหยาน ข้าไม่รู้ว่าหญิงสาวนั้นเป็นใคร แต่ดูเหมือนว่า
เป่ยหมิงเช้อ ค่อนข้างจะชื่นชมเธอนัก ถ้านางได้ยอมรับที่จะไปกับเป่ยหมิงเช้อแล้ว
เจ้าควรลืมนางสะ ”
“ ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่านฮันจง
มีผู้หญิงมากมายในโลกนัก
มันไม่ฉลาดเลยที่จะที่แย่งผู้หญิงมาจากเป่ยหมิงเช้ออที่มาจากตระกูลเป่ยหมิง ตระกูลของมันเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ในสมาคมการค้าและยังมีอิทธิพลมากมายอีกด้วย
เป่ยหมิงเช้อเป็นลูกชายที่รักของ เป่ยหมิงชาง . มันไม่ฉลาดเลยที่เจ้าจะไปขัดใจเขา
. ” คาร์ล เตือน ฉื่อหยานอย่างจริงจัง
คาร์ล
นั้นอยู่ในนภาที่สองระดับก่อตั้ง เป็นหัวหน้าของเหล่านักรบ เขาพยายามที่จะปลอบฉื่อหยาน
เพราะหลังๆมานี้ เขาประทับใจในตัวฉื่อหยานยิ่งนัก
“ ผู้เฒ่าฮัน ชายชราสองคนนั้นเป็นใครกัน ? ” ฉื่อหยาน ไม่ตอบข้อความของคาร์ล แต่หันไปมองฮันจงและถามออกไป .
“ หยินกุ่ยและจิ่วฉานมันทั้งคู่เป็นยอดฝีมือเหมือนกันและพวกมันก็อยู่ในนภาแรกของระดับรู้แจ้ง
แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าพวกมันมาจากที่ไหน พวกมันเคยรับใช้หัวหน้าตระกูลเป่ยหมิง
เป่ยหมิงชาง อยู่ แต่หลังจากที่ เป่ยหมิงเช้อ
เกิดมาและเมื่อพิจารณาได้ว่ามันได้รับสืบทอดจิตวิญญานต่อสู้แฝด
เป่ยหมิงชางจึงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วให้ชายชราสองคนนั้นไปปกป้องเป่ยหมิงเช้อทันที
.
“ นภาแรกในระดับรู้แจ้ง ”
ฉื่อหยานดูสับสน
ฉื่อเจี้ยน หัวหน้าตระกูลฉื่อ
เองก็อยู่ในนภาที่สามระดับรู้แจ้ง
มีผู้อาศัยอยู่ในสมาคมการค้าหลายล้านคน
ในกลุ่มคนเหล่านั้นต่างมีผู้ฝึกฝนวิชาต่อสู้มากมาย แต่มีเพียงส่วนเล็ก ๆเท่านั้น
แทบจะไม่มากไปกว่าสิบคน ที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับรู้แจ้งได้
แต่กลับมีนักรบในระดับรู้แจ้งถึงสองคนอยู่คอยอยู่ข้างๆเป่ยหมิงเช้อ
เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นแล้ว
ในสมาคมแห่งนี้คงจะไม่มีใครทำอะไรมันได้แน่นอน
“ ในสมาคมการค้า ตระกูลเป่ยหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าตระกูลใหญ่อื่นๆนัก
แข็งแกร่งกว่าสองตระกูลรวมกันเสียอีก
อีกทั้งยังมีนักรบยอดฝีมือหลายคนมากมายในตระกูล และ
เป่ยหมิงชางเองแข็งแกร่งเป็นอย่างมากมันนั้นอยู่ อยู่ในระดับนภา มันไม่ฉลาดนักที่จะล่วงเกินตระกูลเป่ยหมิง ”
เห็นว่าฉื่อหยานไม่ตอบสนองอย่างใดๆ
ฮั่นจงรีบอธิบายให้ฉื่อหยานฟังถึงความแตกต่าง
“ ข้าเข้าใจ ” หลังจากเงียบไปสักพัก
ฉื่อหยานพยักหน้า และการแสดงออกของเขาก็กลับมาเป็นปกติ เขายิ้มให้ฮั่นจง ”
ไม่ต้องห่วงข้าผู้เฒ่าฮัน ข้ารู้ว่าต้องทำเช่นไร ข้าจะอดทนไว้ ”
“ ดีแล้ว ” ฮันจง กล่าวอย่าง
รู้สึกโล่งใจ ” ไปเรียกสาวๆมาอีก ”
“ ไม่หละ ข้าไม่ต้องการ
เรามาดื่มกันเถอะ. ”
“ เยี่ยม ! งั้นมาดื่มกันเถอะ ! มามามา !
”
. . . . . .
.
สมาคมการค้าเป็นแคว้นที่พิเศษเป็นอย่างมากซึ่งรวบรวมตระกูลใหญ่ๆไว้ด้วยกัน
อีกทั้งยังมีนักรบรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้า และองค์กรต่างๆที่คอยช่วยเหลือกันพัฒนาแคว้น
ที่นี่ไม่มีระบบกองทัพ
ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่มีโครงสร้างรัชกาล
แต่กลับปกครองด้วยตระกูลใหญ่
มีผู้อยู่อาศัยมากมายหลายร้อยหลายล้านคนในสมาคมการค้า บางคนก็เร่ร่อน
และบางคนก็เป็นพลเรือน ที่เกลียดสงคราม . . . . . . .
สมาคมการค้าไม่เคยไปพัวพันกับสงครามระหว่างอาณาจักวรรดิ์อัคคีและจักวรรดิ์พรพระเจ้าเลย
นี่จึงนับได้ว่าเป็นแคว้นที่สงบสุข
อย่างไรก็ตาม
เมื่อถูกรุกราน
นักรบทั้งหมดในสมาคมการค้าต่างก็จะร่วมมือกันรับมือกับศัตรูอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสมาคมการค้า
จักวรรดิ์อัคคีและจักวรรดิ์พรพระเจ้า
ต่างก็เคยบุกโจมตีมาที่สมาคมการค้าเพื่อความมั่งคังของพวกมันอยู่หลายครั้ง
แต่ทุกครั้งที่พวกมันบุกมา
กอพทัพของแต่ละตระกูลและองกรค์ต่างก็ร่วมมือกันรับมือกับมัน
โดยเฉลี่ยแล้ว ไม่ว่าผู้ใดมารุกรานสมาคมการค้า
หรือสมาคมการค้าตกอยู่ในอันตราย ทุกๆคนก็จะร่วมกันต่อสู้เพื่อขับไล่ศัตรูร่วมกัน
ตระกูลใหญ่ๆ
และทหารรับจ้างและพ่อค้าที่มั่งคั่งต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกัน
นั่นทำให้สมาคมการค้าเป็นแคว้นที่แข็งแกร่งและสามารถตอบโต้จักวรรดิ์ทั้งสอบกลับไปได้
การที่ผู้คนสมาคมการค้าต่างรวมมือกัน
นั้นช่างถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีนัก ไม่ใช่แค่เพียงปกป้องตัวเองเท่านั้น
หากพวกเขาคิดจะไปบุกรุกแคว้นขึ้นมา นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร !
เหล่าพ่อค้าที่มั่งคลั่งต่างก็รวมตัวกันออกตามหาสมบัติที่อยู่ไปทั่วในป่าทมิฬ
อยู่ทางทิศใต้ของบึงมรณะ ไปทางทิศเหนือของภูเขาเมฆาหรือไกลออกไปทางตะวันตก
หรือแม้กระทั่ง ทะเลตะวันออกที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ว่าจะเป็นบึงมรณะ
ภูเขาเมฆา หรือเกาะในทะเลที่กว้างใหญ่ ที่เหล่านั้น
ต่างก็มีทรัพยากรทุกชนิดซ้อนอยู่ เช่น แร่ธาตุและยาวิเศษ เป็นส่วนใหญ่
แต่แคว้นสมาคมการค้า เหล่าพ่อค้านั้นจะได้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม
แม้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ที่ บึงมรณะ ภูเขาเมฆาและทะเลกว้างใหญ่ แต่ทุกสถานนั้น
ต่างก็มีอันตรายซ่อนอยู่เป็นอย่างมากเช่นกัน
สัตว์อสูร
หมอกพิษ โรคระบาด ชนเผ่าที่น่ากลัว และภัยพิบัติต่างๆ .
. . . . . .
นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้ต้องการจะไปสถานที่เหล่านั้นจะต้องมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
แต่ก็โชคดีที่สมาคมการค้านั้นไม่เคยขาดแคลนนักรบ และ ทหารรับจ้างฝีมือดี
มี 17 เมืองในสมาคมการค้าและ
เมืองเทียนหยุนเองก็เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด
เมืองเทียนหยุนตั้งอยู่ในใจกลางของสมาคมการค้าและมีเมืองเล็กๆอีกแปดเมืองล้อมรอบอยู่
มันครอบคลุมไปทั่วเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งเกือบเท่ากับเมืองเล็กๆแปดเมืองรวมกัน
จำนวนประชากรก็เช่นกัน
ดังนั้นเมืองเทียนหยุน
จึงเป็นเมืองหลวงของสมาคมการค้า ซึ่งเป็นดินแดนหลักที่มีตระกูลที่ทรงอำนาจอาศัยอยู่
ตระกูลฉื่อเองก็รวมอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
พวกเขามีขุมกำลังและสมบัติต่างๆกระจ่ายฝังรากไปทั่วเมือง เทียนหยุน
ตระกูลฉื่อตั้งอยู่ในภาคเหนือของเมืองเทียนหยุน
มันครอบคลุมไปทั่ว 100 ไมล์ และมีตึกรามบ้านช่องหล่ยพันหลัง
ทั้งเทละสาบเทียมและสวนหิน สวนและลำธารพวกนี้ต่างก็อยู่ในทุกๆที่
และก็เป็นลูกหลานตระกูลฉื่อที่อาศัยอยู่ในสวนเหล่านี้อย่างสงบ
ซึ่งทั้นนั้นมีทะเลสาบเทีย เป็นศูนย์กลาง และมีเรือนต่างๆล้อมรอบ ด้าน
ด้านหลังของบ้านเรือนจะมีห้องฝึกฝนแรงโน้มถ้วงและอาคารหลักของตระกูลอยู่ . . . . .
. .
มีลูกหลานที่สืบเชื่อสายโดนตรงไม่มากนักที่อาศัยอยู่เรือนธรรมดา
ส่วนมากจะเป็นคนจากตระกูลสาขาและองค์กรต่างๆในตระกูล
มีเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้นที่จะเป็นลูกหลานโดยตรง
ตระกูลสาขาและคนคุ้มกันเหล่านั้นต่างก็มีจำนวนหลายพันครอบครัว ในตระกูลฉื่อ
ทุกๆเช้า
คนในตระกูล ทหาร หรือคนจากตระกูลสาขาต่างก็ฝึกกันในสนามฝึกฝน .
เมื่อไก่เริ่มขันแสงอาทิตย์เริ่มส่องมากระทบกับพื้นกินจนเกิดเป็นแสงสว่าง
นักรบหลายคนก็จะลุกขึ้นตื่น และเริ่มฝึกกัน
เป็น
ฉื่อเจี้ยน ที่เดินออกจากห้องหินและตะโกนลงไปด้านล่างเรือนแล้วเรียกหยานไห่ จากนั้นพวกเขาก็เดินตรงไปยังประตูด้วยกัน
ระหว่างกำลังเดินไปทีประตู นักรบต่างก็ก้มหัวให้พวกเขา ฉื่อเจี้ยน
พยักหน้าอย่างราบเรียบโดยไม่ต้องชะลอการก้าวเดินของเขา
ในเวลาสั้น
ๆหลังจากที่พวกเขามาถึงประตู ฮันเฟิงก็ปรากฏอยู่เบื้องหลังพวกเขา
เขาเริ่มที่จะสังเกตเห็นได้ระหว่างที่กำลังเดินไปประตู และเขาก็มายืนอยู่ข้างๆ
ฉื่อเจี้ยน อย่างเงียบๆ
“ ตามข้อควาทที่ฮันจงส่งมา
พวกเขาน่าจะกลับมาถึงตระกูลตั้งแต่คืนวาน แต่บัดนี้ยังไม่กลับมา
พวกเขาจะต้องมาถึงในวันนี้เป็นแน่นอน ” ฉื่อเจี้ยน ขมวดคิ้วแล้วพึมพำ ”
ข้ารอจนถึงเช้า เพื่อรอพบเจ้าเด็กที่อยู่นภาที่สามในระก่อตั้ง .
แต่มันกลับไม่กลับมาที่ตระกูลเสียนี่ . . . . . . . ”
“ บางทีพวกเขาอาจจะติดขัดอยู่บนถนนก็เป็นได้
”หยางไห่กนด่าในใจ
ฉื่อหยานเจ้าเด็กไร้มารยาท!
เจ้าจะต้องอธิบายทุกอย่างให้ข้าฟังเมื่อเจ้ากลับมา
“ โธ่ . . . . เป็นไปได้หรือไม่ว่าฮันจงจะส่งข้อความมาผิด
”
ฉื่อเจี้ยน
หันกลับไปมองฮันเฟิงอย่างสับสน ”
ข้าก็พบเห็นเด็กหนุ่มที่พลังตื่นขึ้นในช่วงวัยหนุ่มมาบ้าง
ข้าจึงไม่สงสัยในเรื่องนั้น อย่างไรก็ตาม
เจ้าเด็กนั้นไม่เคยฝึกฝนวิชาต่อสู้มาก่อน ก่อนที่จะอายุสิบเจ็ดปี
แต่ตอนนี้เขากลับอยู่ในนภาที่สามรองระดับก่อตั้ง นี่ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อนัก
! ข้าได้คบคิดอยู่เป็นเวลาหลายคืน แต่ก็ไม่สามารถคิดออกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ท่านคิดว่าเช่นไร ? ”
ฮันเฟิงยืน
คอดตาของเขาและกล่าวว่า ” แม้ว่าฮันจงจะไม่ใช่คนที่ดีพร้อมนัก
แต่ส่วนใหญ่เขาค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้เป็นอย่างมาก
ข้าคิดว่าเขาคงจะไม่โกหกเกี่ยวกับเรื่องนั้นแน่ ข้าเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน
แต่ข้าก็หวังให้มันเป็นเรื่องจริง ”
“ อืม ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน
เจ้าเด็กนั้นทิ้งเวลาให้เสียเปล่ามาสิบเจ็ดปี
ข้าหวังว่าครั้งนี้เขาจะคิดต่างออกไปจากเมื่อสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาก ”
นักรบมากมายต่างก็เดินออกมาต่อเนื่อง
ด้วความสงสัยของพวกเขา พวกเขาจึงออกมาหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาได้ยินว่าหัวหน้าตระกูลกำลังยืนรอบางอย่างที่หน้าประตู
พวกเขาเริ่มรวมตัวกันและเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง .
ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดกำลังจะมาเยือน
ต้องเป็นคนของตระกูลเป่ยหมิง หรือไม่ก็ตระกูลซั่วแน่
มิเช่นนั้นฉื่อเจี้ยนคงไม่มายืนรอเช่นนี้
แต่หลังจากผ่านไปนาน
ก็ไม่มีใครโผล่มา นักรบหลายคนกลายเป็นใจร้อนและเริ่มด่าถึงคนที่หยิงพยองนี่
ที่ทำให้ฉื่อเจี้ยนต้องยืนรอเป็นเวลานาน
ดวงอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้นเหนือหัว
และสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าใครจะปรากฏออกมา
ฉื่อเจียนเริ่มเป็นกังวลเช่นกัน เขาจึงกล่าวกับหยางไห่ที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ”
นี่มันก็นานมากแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ?
”
หยางไห่
ส่ายหัวกับยิ้มอย่างขมขืนและตอบว่า เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
และเขาก็แอบถอนหายใจกับตัวเอง
แม้ว่าซือเจี้ยนจะเริ่มเป็นกังวลเรื่องฉื่อหยานแล้ว
แต่เขากลับไม่กังวลสักนิด
เขาจำได้
ก่อหน้านี้ฉื่อเจี้ยนได้บอกเขาว่าฉื่อหยานหายตัวไปในป่าทมิฬ
และตอนนี้
กลับบอกว่าฉื่อหยานยังมีพลังอยู่ในนภาที่สามในระดับก่อตั้งแล้ว ฉื่อเจี้ยนถามหาฉื่อหยานทุกวัน
และเขายังออกไปรอฉื่อหยานที่หน้าประตูทุกวันอีกด้วย . . . . . . .
ทัศนคติของ
ฉื่อเจี้ยน เปลี่ยนมากเกินไป ซึ่งทำให้หยางไห่ อึดอัดเล็กน้อย
หนึ่งชั่วโมงต่อมาใกล้จะเที่ยงวัน
ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงเหนือหัวพวกเขาในท้องฟ้า
มังกรดินร่างอวบก็ค่อยๆปรากฏขึ้นในเส้นทาง
และมีคนสองคนกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างสุขสบาย
พวกเขาคือ ฉื่อหยานและฮันจงนั่นเอง
––––––––––––––––––––––––
ปล.
ลงอีกทีวันที่ 26/3/2560 จ้า…
ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 120 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
48 ตรวจสอบ
ที่ประตูของตระกูลฉื่อ
ฉื่อเจี้ยน ฮันเฟิง หยางไห่ ก็เห็นฉื่อหยานปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหน้าของมังกรดินในเวลาเดียวกัน
หยางไห่มองไปทางฉื่อหยานอย่างรวดเร็ว
และขมวดคิ้ว คิดกับตัวเองว่า เจ้าเด็กนี้ต้องทุกทรมานเป็นอย่างมากแน่ๆ
เพราะร่างของเขาซูบผอมลงไปอย่างมาก .
อย่างไรก็ตาม
ฉื่อเจี้ยนและฮันเฟิงดวงตาก็สดใสทันที หลังจากที่พวกเขาเห็นฉื่อหยาน
พวกเขาก็เต็าไปด้วยความประหลาดใจ
หยางไห่
ไม่ได้ฝึกวิชาต่อสู้ เขาจึงไม่รู้ว่าการที่ร่างกายผอมแห้ง
นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอ่อนแอ
บางครั้งก็มีบางอย่างที่มากมายซ่อนอยู่ในภาชนะที่เล็กจ้อยและผอมแห้ง
อย่างไรก็ตาม
ฉื่อเจี้ยนและฮันเฟิงต่างก็เป็นนักรบยอดฝีมือ พวกเขาจึงตระหนักได้ทันทีว่า
ฉื่อหยานนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากและแข็งแกร่งกว่าพวกเยาวชนรุ่นที่สามคนอื่นที่ฝึกมาเป็นเวลาหลายสิบปีเสียอีก
พวกเขาต่างมองด้วยความประหลาดใจ
พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉื่อหยานในครึ่งปีที่ผ่านมา
โครงสร้างร่างกายและกระดูกของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ไม่กี่นาทีต่อมา
ทหาร รวมถึง ฉื่อหยานและฮั่นจงก็มาถึงที่ประตู
“ สวัสดี ท่านปู่ ลุงฮัน ท่านพ่อ ”
ฉื่อหยานเดินเข้ามาที่ประตูอย่างปกติและทักทายพวกเขา
ฮั่นจงเดินมาด้วยสีหน้ายินดีและ
แสดงความยินดีกับฉื่อเจี้ยน กับ ฮันฟง และพยักหน้าไปที่หยางไห่
จากนั้นเขายืนเงียบอยู่ข้างๆ ฉื่อหยาน
ฉื่อเจี้ยน
และฮันเฟิงดวงตาก็สว่างขึ้นเมื่อมองไปที่ร่างกายของฉื่อหยาน
หลังจากจ้องเป็นเวลานาน
ฉื่อเจี้ยน แววตาก็สั่นสะท้าน เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ และกล่าวกับ ฉื่อหยาน ”
ตามข้ามา ” จากนั้นก็หันหลังกลับและเดินไปที่ด้านหลังของเรือนอย่างช้าๆ .
ทุกคนรู้จักฉื่อเจี้ยนดี
และรู้ว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด
“ เจ้าเด็กน้อย
เจ้าจะต้องได้รับสิ่งดีๆเป็นแน่ ! ” ฮันจง ทำหน้าที่พูดกระตุ้นฉื่อหยาน บอกเป็นนัยว่าเขากำลังจะโชคดีนับตั้งแต่วันนี้ไป
ฉื่อหยานป้องมือคำนับอย่างสวยงาม
และพยักหน้าเบาๆ เขาหันไปยังหยางไห่ ” ท่านพ่อ ท่านยืนรอข้าอยู่งั้นรึ ? ”
ถึงแม้ว่าใบหน้าของหยางไห่จะดูแข็งกร้าน
แต่ก็ปรากฏรอยยิ้มที่อบอุ่นที่มุมปากของเขา ” ไม่มีใครมารอเจ้าเสียหน่อย
ข้าแค่อยากเห็นว่าร่างกายของเจ้าเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรบ้างและอยากรู้จะว่าเจ้าถึงระดับก่อตั้งจริงหรือไม่เท่านั้นเอง
”
“ ฮันจง มานี่ ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า ”
ฮันเฟิงมองไปที่ฮันจงไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับ ฉื่อหยาน
ฮั่นจงส่ายหัวของเขาพร้อมกับใบหน้าที่ดูกังวล
จากนั้นเขาก็เดินไปที่พี่ชายของเขาอย่างไม่เต็มใจ .
“ อืม เจ้าไปเถอะ
อย่าให้ื่านปู่ของเจ้ารอนานเลย ” หยางไห่พึมพำ เขาจัดเสื้อให้ฉื่อหยาน
และถามด้วยเสียงต่ำๆ
” เกิดอะไรขึ้นกับเจ้างั้นรึ ? ”
“ ท่านปู่จะถามข้าในภายหลัง
ถึงตอนนั้นข้าจะอธิบายเอง ” ฉื่อหยานยิ้ม และพูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัวบิดาของเขา
หยางไห่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาจ้องมองไปที่ฉื่อหยาน และถามด้วยความสับสน ”
เจ้าเด็กน้อยดูเหมือนเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนเจ้าไม่พูดอ้อมค้อม
และมักจะตอบคำถามของข้าทั้งหมด แต่ตอนนี้ . . . . . ..ดูเหมือนเจ้าจะไม่กลัวข้าแล้ว
เจ้าดูเติบโตขึ้นมากนัก เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องกังวลสิ่งใดแล้วสินะ ”
“ ท่านพ่อ เหตุใดข้าต้องกลัวท่านด้วย ? ” ฉื่อหยาน สับสนและ ถามว่า ” มีสิ่งใดที่ข้าต้องกลัวท่านงั้นรึ ? ”
“ นี่มันไม่เหมือนเจ้าเลยสักนิด เมื่อก่อนเจ้าไม่เคยพูดกับข้าเช่นนี้หนิ
” หยางไห่ขมวดคิ้ว . หลังจากการตรวจสอบระมัดระวัง เขาส่ายหน้า และพูดกับตัวเองว่า
” เจ้าสารเลวน้อย ! นี่เจ้าใจกล้าขึ้นมากนะ หลังจากที่เจ้าได้เป็นนักรบ ”
“ ข้าต้องไปแล้ว
ข้ามิกล้าให้ท่านปู่รอนาน ” ฉื่อหยานยิ้มและเดินจากไป
เหล่านักรบตระกูลฉื่อที่ยืนแออัดกันอยู่ที่ประตู
ก็เริ่มสับสน และหันไปพูดคุยกัน
“ หัวหน้าตระกูลยืนรอคุณชายหยานงั้นรึ ? มันไม่จริงใช่รึไม่ ? ”
“ ไม่รู้สิ ข้าเองก็สับสนเช่นกัน
ท่านหัวหน้าตระกูลไม่เคยปฏิบัตเช่นนี้กับคุณชายหยานมาก่อน แต่ตอนนี้กลับสนใจเขายิ่งนัก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ”
“ ใครจะไปรู้ล่ะ
มิใช่ว่าคุณชายหยานไปสร้างปัญหาอีกแล้วงั้นรึ ? ไม่น่าจะใช่
เพราะอาจารย์หยางไห่เป็นคนที่คอยดูแลเขามาคลอด
ถึงแม้คุณชายหยานจะสร้างปัญญาอะไรให้กับสมาคมการค้าก็จะให้เขาไปจัดการให้
แต่มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถึงมือของท่านหัวหน้าตระกูลนิหนา ”
“ บางทีคุณชายหยานอาจจะไปสร้างปัญหาที่ใหญ่โตมากๆไว้ก็ได้
ใครจะไปรู้ ”
“ หยุดพูดเรื่องไร้สาระของเจ้าได้แล้ว
เจ้าควรจะเคารพนายน้อยหยานนะตอนนี้ ตอนนี้เขาไม่ใช่พวกหนอนหนังสืออีกต่อไปแล้ว
อย่าได้มาโทษข้าหากเขาโกรธขึ้นมาและไล่เตะก้นพวกเจ้า ” คาร์ล
ที่กำลังจัดสัมภาระบนมันกรดิน
ช่วยไม่ได้ที่จะตะโกนพูดออกไปเมื่อเขาเห็นผู้คนยังคงนินทาฉื่อหยานอยู่
“ คาร์ล เกิดอะไรขึ้น ? เจ้ากลับมากับคุณชายหยาน
เจ้าน่าจะรู้เรื่องดีหนิ ? ” นักรบคนหนึ่งถามคาร์ล อย่างคุ้นเคย
“ เจ้าจะรู้ ว่าในเวลานี้หนะ . ” คาร์ลยิ้มอย่างภูมิใจ
” คุณชายหยานจะต้องทำให้พวกเจ้าประหลาดใจแน่นอน ! ”
“ มีอะไรงั้นเหรอ ? ”
“ เกิดอะไรขึ้น ? ”
ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก
พวกเขายืนเป็นวงกลมล้อม คาร์ล และถามอย่างไม่หยุด
“ ไม่ใช่ตอนนี้ แต่ข้าขอเดาว่า พวกเจ้าจะได้รู้ในไม่ช้านี้
” โดยไม่ให้คำตอบที่แน่นอนได้ คาร์ล เดินแหวกออกจากฝูงชนและจากไป
. . . . . .
.
ในสวนหลังบ้านของตระกูลฉื่อ
ที่กลางสนามฝึกซ้อมขนาดใหญ่ ผลึกหยกทดสอบส่องแสงแวววาวในแสงแดดเป็นดวงเล็กๆ
ฉื่อเจี้ยน
ยืนอยู่ข้างๆผลึกหยกทดสอบ เมื่อฉื่อหยานและ หยางไห่มา เขาก็ลูบไปที่หยกนั่น
และทันใดนั้น ลูกบอลผลึกหยกทดสอบก็ส่องแสงออกมาจากมือเขา
ผลึกหยกทดสอบพราวแสงสีขาวออกมาพร้อมกัน
และกลับไปเป็นสีเดิม
“ ถ่ายเถพลังปราณลึกลับของเจ้าเข้าไปในผลึกหยกทดสอบ
” ฉื่อเจี้ยนพูดพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป
จากนั้นฉื่อหยานก็เดินขึ้นไปที่ผลึกหยกทดสอบ
ยื่นมือออกไป และกดลงบนก้อนหยก
และเขาก็โคจรพลังปราณลึกลับของเขาและถ่ายเถเข้าไปในผลึกหยกทดสอบ
ลวดลายที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นในผลึกหยกทดสอบและมันก็ส่องแสงสีเงินออกมา
จากนั้นก็กลายเป็นแสงสีส้มที่คลุมเครือปนกัน และมันก็ ค่อย ๆ สว่างขึ้น
“ ยอดเยี่ยมนัก ! ”
ปากฉื่อเจี้ยนสั่นสะท้านขณะที่เขาจ้องไปที่ฉื่อหยาน ”
ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถปลุกจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อได้ ”
“ ถูกต้อง ” .
“ แสดงมันออกมาให้ข้าดูที . ”
“ ขอรับ ” .
ฉื่อหยานเหยียดมือออกไปและพับแขนเสื้อของเขาขึ้น
ขณะที่เขาเริ่มใช้งานจิตวิญญานต่อสู้ของเขา
แขนของเขาค่อยๆกลายเป็นหินและกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม .
“ โห่ ! ”
ฉื่อเจี้ยน
และหยางไห่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความประหลาดใจบนใบหน้าของพวกเขา
ในขณะที่จ้องมองไปที่ แขนสีน้ำตาลของฉี่หยานด้วยความประหลาดใจ
“ หรือว่าแสงที่ส่องออกมานั่น ? ” หยางไห่เบิ่งตาของเขา เขารู้สึกเหมือนมองตรงเข้าไปในดวงอาทิตย์
และพึมพำ ” นี้ข้าคงจะตาฝาดไป ? ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น
ฉื่อเจี้ยนยิ่งสับสน เขาคว้าแขนของ ฉื่อหยาน และพูดออกมา ” มานี่ !
เข้าไปใต้เงาที่อยู่ใต้ก้อนหินนั่นสะ มันจะทำให้เห็นสีผิวของเจ้าได้อย่างชัดเจน ”
ฉื่อหยานไม่ได้พยายามที่จะปฏิเสธและเดินไปใต้เงาของหินอย่างสบายๆ
“ มันเป็นสีน้ำตาลเข้ม ! ”
ฉื่อเจี้ยน
ตะโกนเสียงดังออกมาและการหายใจของเขาก็หนักขึ้น
ดวงตาสดใสของเขาจ้องไปที่ฉื่อหยานและ เขาถามด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ” เจ้าเด็กน้อย
เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่ ? ทำไมจิตวิญญานกายาแข็งของเจ้าจึงเป็นสีน้ำตาลเข้ม
? นี่ต้องเป็นขั้นที่สองของจิตวิญญานกายาแข็งใช่หรือไม่
? ”
“ ถูกต้องขอรับ มันอยู่ในขั้นตอนที่สอง
แม้ว่าข้าจะเป็นเพียงนักรบในระดับก่อตั้ง แต่จิตวิญญานกายาแข็งของข้าอยู่ในระดับที่สองแล้ว
”
“ เจ้าอธิบายมาให้ละเอียดเดียวนี้ !
ตระกูลฉื่อของเราตั้งแต่ บรรพบุรุษจนถึงยุคของข้า ข้าไม่เคยพบเจออะไรเช่นนี้มาก่อน
จิตวิญญานกายาแข็งของเราไม่สามารถบรรลุถึงขั้นที่สองได้ หากยังไม่ถึงระดับมนุษย์
เจ้าเป็นคนแรกที่ทำได้ ! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่ ?
” ฉื่อเจี้ยนเกือบจะเป็นบ้า
“ คือว่า . . . . . . . ”
ฉื่อหยานก็บอกในสิ่งที่เขาเคยบอกฮั่นจงออกไป
หลังจากที่เขาเล่าเรื่องร่าวเสร็จสิ้นแล้ว
ฉื่อเจี้ยน ก็หันไปมองที่เขา และจ้องมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ ท่านปู่ ท่านมีอะไรงั้นรึ ? ข้าอธิบายมันไปหมดสิ้นแล้ว . ”
“ เจ้าหมายถึงผลไม้สีแดงสามผลนั่นรึ
ที่ปลุกจิตวิญญานต่อสู้ของเจ้า ? และทำให้จิตวิญญาณกายาแข็งของเจ้าแปลกไป
? และยังทำให้เจ้าได้รับพลังปราณลึกลับ
อีกทั้งยังช่วยเลื่อนระดับของเจ้าไปสู่นภาที่สามในระดับก่อตั้งเป็นเช่นงั้นรึ ? ” หน้าฉื่อเจี้ยนสับสนมากขึ้นทุกที เขาตะโกนว่า ”
เพราะผลไม้สามผลเนี้ยนะ ? ”
“ ใช่ ” .
“ เจ้าผลไม้นี่ ? ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบ
และนำมันกลับมาเพราะปลูก ”
“ คงมิได้แล้วท่านปู่
มันมีแค่สามผลเท่านั้น ข้าออกตามหามันอย่างยาวนานหลังจากนั้น แต่ไม่เคยพบมันอีกเลย
”
“ เจ้าบ้า ! นี่เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่มั้ย
? ” ฉื่อเจี้ยนสงสัยอย่างชัดเจน
“ มิกล้า ๆ ข้ามิกล้าหลอกลวงท่านแน่นอน ”
ฉื่อหยานคิดกับตัวเอง
และใบหน้าก็จริงจังจากนั้นก็พูดว่า ” ข้าคิดเรื่องอื่นไม่ออกจริงๆ ยังไงก็ตาม
ข้าเพียงแค่กินผลไม้นั่นเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นอีก
และข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดจิตวิญญานต่อสู้ของข้าถึงแตกต่างจากคนอื่น ”
เขายืนกรานอย่างมั่นใจ
ฉื่อเจี้ยน
ไม่ว่าจะถามเขากี่ครั้ง หรือพยายามที่จะทดสอบเขาอย่างไร เขาก็ตอบสนองเช่นเดิมและจะตอบอยู่แบบเดิม
” ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน ”
ในที่สุด
ฉื่อเจี้ยน ก็ยอมแพ้ หลังจาก คิดอีกครั้งและ เขาก็กล่าวว่า ”
เนื่องจากจิตวิญญานกายาแข็งของเจ้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม อืม..
และจิตวิญญานต่อสู้นั้นก็ประหลาดนัก ข้าหมายถึง สีของมันต่างออกไปนิดหน่อย
มันเข้มกว่าปกติ ”
“ ถ้าความรู้สึกของข้าถูกต้อง
มันย่อมเป็นขั้นตอนที่สองแน่ๆ ”
“ ไหนลองพยายามอีกครั้งดู ” ฉื่อเจี้ยน
รีบกดมือของเขาบนหน้าอกฉื่อหยาน ”
เจ้าเด็กน้อยครอบคลุมร่างกายของเจ้าด้วยกายาแข็งสะ ! ไม่ต้องห่วง
ข้าจะส่งพลังปราณของข้าเข้าทีละนิด มันไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ”
“ ขอรับ ” .
จากนั้นก็ค่อย
ๆ ปรากฏแสงสีดำๆออกมาจากมือฉื่อเจี้ยน และพลังปราณในมือก็เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น
มันส่องแสงโดดเด่นออกมาจากหน้าอกเขา
ทันใดนั้น
ฉื่อเจี้ยนก็ถอนแสงสีดำที่ส่องออกมาด้วยมืออีกข้าง
ฉื่อเจี้ยน
ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ช่วยไม่ได้ที่เขาจะพยักหน้าและพูดอย่างร่าเริง ”
ยอดเยี่ยมนัก ! มันเป็นระดับที่สองจริงๆ เจ้าบ้า
ข้าไม่รู้จะจัดการกับเจ้าเรื่องนี้อย่างไรดี แต่จากวันนี้ไป เจ้าจงอย่าขี้เกียจ !
ไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ชอบ ข้าจะผลักดันให้เจ้าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งให้ได้ ! ”
––––––––––––––––––––––––
ปล.
ขออภัยที่ลงช้าครับพอดียุ่งๆกับการเปิดกลุ่ม 3 ลงอีกทีวันที่ 28/3/2560
จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 120 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย จะเริ่มลงตอนที่ 121 ในวันที่ 1/4/2560 ครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น