เทพเจ้าล่าสังหาร 31 - 60 ( หน้า 179+ ) - 2


ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ



บทที่ 49 ประตูนภา กับ ดินแดนแห่งพระเจ้า !



ในห้องแรงโน้มถ่วง

มีเสาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ฉื่อหยานยืนโดนเด่นอยู่ตรงนั้นและเปิดใช้งานกายาแข็งพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว

เสานั้นมีขนาดกว้างสามเมตร ซึ่งฝังรากลึกอยู่ที่ศูนย์กลางของพื้นหินในห้องแรงโน้มถ่วง มันมีหนามแหลมคมมีขนาดสั้นและส่องแสงสีทมิฬออกมา

ในตอนนี้ร่างของฉื่อหยานเป็นสีน้ำตาลเข้ม และ เขาหายใจอย่างหนักหน่วง พร้อมกับที่เสาเหล่านั้นที่กำลังกระแทกไปที่ ไหล่ แขน เอว และ ต้นขา ของเขาและมันก็ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เสียงทื้อสั้นๆดังออกมาจากห้องแรงโน้มถ่วง

เพื่อเป็นการกตระตุ้นประสิทธิภาพของจิตวิญญานกายาแข็งของตระกูลฉื่อ จะต้องฝึกฝนด้วยการทำร้ายตนเอง จิตวิญญานกายาแข็งนั้นจะแข็งแกร่งขึ้นก็ต่อเมื่อฝึกฝนด้วยการถูกกระแทกด้วยของแข็ง

หรือการทรมานร่างกายอย่างสาหัส จะสามารถช่วยให้กายาแข็งสามารถทนรับทุกการโจมตีจากศัตรูได้

มีเสาแรงโน้มถ้วงสีดำทมิฬเจ็ดต้นถูกสร้างขึ้นในห้องแรงโน้มถ่วง ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มแรงโรมถ่วงขึ่้นมาถึงเจ็ดเท่าจากปกติ

ปัง ! ปัง ! ปัง ! ”

ด้วยร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่า ฉื่อหยานใบหน้าก็จริงจัง ในขณะที่เขากำลังฝึกขีดจำกัดของร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญานกายาแข็ง

ทุกครั้งที่กระบองมกระแทกไปที่ร่างกายของเขา มันจะส่องแสงสีน้ำตาลอ่อนๆออกมา

จะส่องประกายในช่วงเวลาสั้นๆ มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อร่างกายของฉื่อหยานสัมพัสกับกระบอง และจะหายไปหลังจากที่มันไม่ได้สัมพัส

หลังจากที่กระแทกไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ห้าพันครั้ง ฉื่อหยานก็ล้มลง และไม่สามารถใช้พลังงานของเขาอีกต่อไป แขนและขาของเขาอ้าออก เขานอนอยู่กลางห้องพร้อมกับเหงื่อของเขาที่ออกมาไหลดั่งสายธารผ่านผิวของเขาหยดลงบนพื้นหินสีเขียว

นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว

ในครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉื่อหยานกินและนอนอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วง เขาไม่เคยออกจากห้องเลยแต่ก็มีบางครั้งที่ออกไปเพื่อไปเข้าห้องน้ำ

นี่เป็นแผนการของฉื่อเจี้ยน

ทันทีที่ ฉื่อเจี้ยน พบว่าจิตวิญญานของฉื่อหยานอยู่ในขั้นที่สอง เขาก็บังคับให้ฉื่อหยานหยุดการฝึกฝนอื่นๆและมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนร่างกายอย่างเดียว

ฉื่อเจี้ยน ต้องการกระตุ้นศักยภาพทั้งหมดของจิตวิญญานกายาแข็งในขั้นที่สองของฉื่อหยานอย่างเร็วที่สุดเพื่อที่จะเสริมสร้างโครงสร้างร่างกายของเขาให้สามารถทนต่อทุกการโจมตีจากนักรบได้

ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉื่อเจี้ยน ฮันเฟิง หยางไห่ พวกเขามักจะมาดูเขาเสมอ

เช่น ฉื่อเจี้ยน เขาจะมาดูทุกๆ 3 วัน และเขาก็จะตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของฉื่อหยานอย่างระมัดระวัง และให้คำแนะนำในการฝึกฝนขั้นต่อไปอย่างหนัก

ฉื่อหยานนอนบนพื้นด้วยความอ่อนเพลีย และเริ่มปรับการหายใจช้าๆ หลังจากรู้สึกได้ว่าแรงที่ของแขนและขาของเขากลับมา เขาก็ลุกขึ้น และเริ่มโคจรพลังปราณลึกลับ

ถึงแม้ว่าแรงของเขาจะหมดไป แต่พลังปราณลึกลับของเขากลับโคจรได้เร็วกว่าเดิม ในระหว่างที่โคจร ฉื่อหยานหลับตาลงและพยายามสงบจิตใจของเขาและทำให้มันว่างเปล่า

ทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาจะพบว่า เลือดเนื้อ เซลล์และกระดูกทั้งหมดของเขากำลังเติบโตขึ้นในร่างกายของเขา ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้เช่นกัน

ร่างกายที่เสียหายของเขากำลังค่อยๆฟื้นตัวจากความอ่อนแอและทำให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้น

นี้คือพลังในการฟื้นฟูของจิตวิญญานอมตะ !

ฉื่อหยานเข้าใจได้เป็นอย่างดี

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ดวงตาของเขาส่องสว่างเหมือนกับดวงดาว หลังจากที่นั่งสมาธิอยู่นาน ความเมื่อยล้าในร่างกายของเขาก็หายไปและพลังปราณลึกลับของเขาที่กำลังโคจรอยู่ ดูเหมือนมันอัดแน่นกันจนแถบจะระเบิดออกมา

ในช่วงเวลานั้น ประตูหินในห้องแรงโน้มถ่วงก็ถูกเปิดออกเล็กน้อย

เป็นฮั่นจงที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มขนาดใหญ่พร้อมตระกร้าไผ่เจ็ดใบในมือ

เขาวางตระกร้าไผ่ลง และหยิบอาหารออกมาช้าๆ ” อาหารวันนี้มี : รังนก ปลิงทะเล เต่า อุ้งเท้าหมี เห็ดหลินจือ น้องหยาน เจ้านั้นตะกละเป็นอย่างมาก ! อาหาร 1 มื้อสำหรับเจ้าคนอื่นๆในตระกูลฉื่อสามารถทานได้ตั้งห้าคน หากเป็นตระกูลเล็กๆหละก็ ตระกูลคงจะหมดตัวเพราะเจ้าเป็นแน่ ”

ฮั่นจงหัวเราะ เมื่อเขาวางจานเสร็จแล้ว เขาก็แอบหยิบเหล้าออกมา ” ขวดเหล้านี้เรียกว่า ‘ เปลวอัคคี ‘ เป็นหนึ่งในของสะสมของข้า ดื่มเร็วเข้า ข้าจะรินให้ ”

ฉื่อหยาน ไม่คิดที่จะปฏิเสธและเขาก็เดินไปที่ฮันจงอย่างเร็ว และเริ่มกลื่นกินอาหารลงไปอย่างตะกละตะกราม มีเพียงตระกูลที่ร่ำรวยเท่านั้นที่จะมีเหล้า ‘  เปลวอัคคี ‘ ได้ เขาหยิบมันขึ้นมาและยกหัวดื่มลงไป

เช็ดปากจากนั้นเขาก็วางขวดที่ว่างเปล่าลง และเขาก็หัวเราะ ” อวุโสฮัน ท่านเอามาให้ข้าอีกขวดได้หรือไม่ เพียงขวดเดียวมันไม่เพียงพอสำหรับข้า ”



น้องหยาน เหล้า ‘ เปลวอัคคี ‘ มาจากศาลาฤดูใบไม้ผลิ และยังมีราคาห้าร้อยคริสตัลม่วงเชี่ยวนะ ! ” ฮัน จง ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น ” นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะไปที่นั่น ข้าจะพาเจ้าไปที่ ‘ กริช ‘ ในวันพรุ่งนี้แทนละกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายของมันมีเพียงแค่หนึ่งร้อยคริสตัลฟ้าเท่านั้น ข้าสามารถเลี้ยงเหล้าเจ้าได้ถึงสี่ขวดเลยทีเดียว ! ”

พวกเราก็มีเหรียญคริสตัลมากมายไม่ใช่รึ ! ” ฉื่อหยานไม่สนใจอะไร ” ข้าต้องการ ‘ เปลวอัคคี ‘ ครั้งหน้าข้าจะจ่ายเหรีนญคริสตัลให้ท่านเอง ! ”

งั้นก็ตกลง ” ฮั่นจงแสยะยิ้ม ” น้องหยาน ท่านหัวหน้าตระกูลจะเก็บเรื่องที่เจ้าเป็นนักรบไว้เป็นความลับ นักรบและคนคุ้มกันต่างก็ไม่รู้เรื่องของเจ้า เจ้ารู้หรือไม่เพราะเหตุใด ?

เหตุใดงั้นรึ ? ฉื่อหยานถาม .

งานประลองวิชาต่อสู้ที่เกิดขึ้นทุกๆห้าปีจะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้ารู้หรือไม่ ในการแข่งครั้งสุดท้าย ที่ผ่านมา ตระกูลโม่และตระกูลหลิงต่างก็เหนือกว่าเรา เพื่อการแข่งขันในครั้งนี้ท่านหัวหน้าตระกูลจึง . . . . . . . ”

เขาอยากให้ข้าเข้าร่วมงานประลองวิชาต่อสู้ ? ฉื่อหยานตอบกลับอย่างประหลาดใจก่อนที่ฮันจงจะหยุดพูด

งานประลองวิชาต่อสู้เป็นการประลองที่ใหญ่โตซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของห้าตระกูลใหญ่ในสมาคมการค้าทหารและนักรบสามารถเข้าร่วมได้

จะมีการประลองจัดขึ้นห้าระดับ ระดับเริ่มต้น ระดับก่อตั้ง ระดับมนุษย์ ระดับหายนะ และระดับปฐพี นักรบทุกคนสามารถลงประลองได้ตามระดับของตัวเองเท่านั้น

ห้าตระกูลใหญ่จะมอบของรางวัลที่ช่วยในการฝึกฝนมากมาย เช่น ยา สมบัติ วิชาต่อสู้ และอื่น ๆ แก่ผู้ชนะ

ห้าตระกูลใหญ่จัดการประลองนี้ขึ้นมามีเหตุผลด้วยกันสองข้อ หนึ่งพวกเขาต้องการที่จะเฟ้นหานักรบที่แข็งแกร่งในแคว้น การประลองนี้จะเป็นแรงจูงใจสำหรับนักรบให้ฝึนฝนอย่างหนักเพื่อแคว้น

นักรบที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกับตระกูลใดๆ ต่างก็ต้องการ ยา สมบัติและวิชาต่อสู้ เหล่านี้ พวกเขาบางส่วนเองก็ต้องการที่จะใกล้ชิดกับตระกูลใหญ่ๆเช่นกัน

ดังนั้น ทุกการประลองจึงดึงดูดนักรบนับพันให้เข้ามาประลอง และมันก็จะรุนเเรงเป็นอย่างมากอีกด้วย

นอกจากนี้บรรดาตระกูลใหญ่ทั้งห้ายังส่งลูกหลานของพวกเขาให้เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ด้วย

ด้วยวิธีนี้จะสามารถแสดงให้เห็นถึงขุมพลังของตระกูลตัวเองได้และจะใช้มันเพื่อดึงดูดนักรบที่แข็งแกร่งให้มาเข้าร่วมกับตระกูล

ดังนั้น การประลองนี้ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสสำหรับตระกูลใหญ่เพื่อดึงดูดนักรบ แต่ยังเป็นสนามประลองขุมพลังอำนาจกันอย่างลับๆด้วย

ดังนั้น ทั้งนักรบและทหาร และห้าตระกูลใหญ่ในแคว้นนี้ต่างก็ให้ความสำคัญในการประลองครั้งนี้นัก

บางครั้งการขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างห้าตระกูลใหญ่ก็ถูกตัดสิ้นในการประลองนี้

ตัวอย่างเช่นในการประลองครั้งสุดท้าย ตระกูลฉื่อและตระกูลโม่ต่างลงเดิมพันเหมืองสามแห่ง

แต่น่าเสียดาย ในการต่อสู้ระหว่างผู้เยารุ่นที่สาม ยกเว้นฉื่อเทียนหยุน ลูกหลานคนอื่นๆในตระกูลฉื่อ ฉื่อเทียนลั่ว และ ฉื่อเทียนเค้อ ต่างถูกทุบตีด้วยลูกหลานของตระกูลโม่ และในที่สุดตระกูลโม่ก้ได้รับเหมืองไป 2 แห่ง ส่วนตระกูลฉื่อนั้นได้รับเพียงแค่แห่งเดียว

เจ้าอาจจะยังไม่รู้ เรานั้นได้ทะเลาะกับตระกูลโม่ด้วยข้อพิพาทมากมายเมื่อเร็ว ๆนี้ ดังนั้น ในการประลองครั้งนี้มันต้องนำบางอย่างที่มีค่ามาเดิมพันเป็นแน่ ”

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ข้าจะได้มีโอกาศแสดงฝีมือสินะ ”

แน่นอน ! หัวหน้าตระกูลคาดหวังกับเจ้าเป็นอย่างมาก ว่าเจ้าจะต้องชนะ และนำชัยชนะมาสู่ตระกูลเรา นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเข้มงวดกับเจ้าเป็นอย่างมาก และยังคอยมาดูแลเจ้าทุกๆ3วันไงหละ เจ้าไม่รู้หลอกว่าท่านหนะยุ่งขนาดไหนเมื่อเร็วๆนี้ แต่ท่านยังสละเวลามาดูแลเจ้า ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าท่านห่วงใยเจ้าเป็นอย่างมาก ”

ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว ”

. . . . . . .

ในห้องหิน

ฉื่อหยานนั่งตัวตรงอยู่กลางห้อง ด้วยดวงตาสว่างสดใสพร้อมกับใบหน้าที่ดูชั่วร้ายและกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

ข้าได้ยินมาว่า ในการประมูลที่ศาลาหมอกมีภาพวาดประตูนภาอยู่ด้วย . . . . . . . ” เป็นฮันฟงกำลังกำลังรายงานให้ฉื่อเจี้ยนที่ยืนข้างๆฟัง

ประตูนภา เป็นสิ่งที่สามารถนำไปสู่ดินแดนเร้นลับของพระเจ้าได้ ดินแดนแห่งนั้นจะเกิดขึ้นในแผ่นดินรุ่งเรืองซึ่งจุดที่ประตูนภาจะเกิดขึ้นนั้นไม่สามารถรับรู้ได้

ไม่มีใครรู้ถึงโครงสร้างของดินแดนพระเจ้า หรือไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันปรากฏขึ้นที่ใด

แต่ภาพวาดประตูนภาแผ่นหนึ่งนั้น สามารถบอกถึงจุดที่ประตูจะปรากฏได้

มีเรื่องราวตำนานต่างๆมากมายเกี่ยวกับประตูนภา

ว่ากันว่ามีดินแดนพระเจ้าอยู่หลายแห่งและแตกต่างกันออกไป มีทั้งวิชาต่อสู้ระดับวิญญาน ระดับพระเจ้า แม้แต่ยาอัศจรรย์ หรือ สมบัติมากมายก็มีเช่นกัน . . . . . . .

นี่ก็สี่เดือนแล้ว ที่การูได้ขโมยภาพวาดประตูนภาส่วนหนึ่งจากอาจารย์ของมันที่หุบเขายาไป ชิ้นส่วนทั้งสองอาจจะเป็นภาพเดียวกัน แล้วตอนนี้อีกส่วนอยู่ที่ใดกัน ? บางทีอีกส่วนที่อยู่ในศาลาหมอกจะเป็นภาพที่การูได้ขโมยมางั้นรึ ” ฉื่อเจี้ยน คิดอย่างรวดเร็วเมื่อเขานึกถึงข่าวเมื่อสี่เดือนก่อน



ฮันเฟิงส่ายหัว ” ส่วนที่อยู่กับการูนั้นได้หายไปนานแล้ว และส่วนที่อยู่ศาลาหมอก เป็นของนายหญิงของที่นั่น พวกเขาเห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ศาลาหมอกจึงไม่วางประมูลโดยตรง แต่เก็บไว้ในส่วนของสิ่งที่ต้อง ‘ ตรวจสอบแทน ‘“

งั้นก็แปลว่ามีภาพส่วนหนึ่งอยู่ที่ศาลาหมอก ? ฉื่อเจี้ยนถามออกไปอย่างหนักแน่น

ขอรับ ” ฮันเฟิงพยักหน้า ” ตระกูลเป่ยหมิง ตระกูลโม่  ตระกูลหลิง และตระกูลซั่ว ทั้งหมดได้ติดต่อข้อซื้อภาพนั้นที่ศาลาหมอกทันที หลังจากที่พวกมันได้รับข่าว แต่ศาลาหมอกนั้นก็ไม่ยอมวางประมูล พวกเขาอ้างว่าต้องตรวจสอบเสียก่อน และทั้งสี่ตระกูลเองก็ทำเพียงแค่แสดงอำนาจและความของแข็งแกร่งออกมาเท่านั้น ไม่ได้ขโมยมันแต่อย่างใด ”

ก็นั่นมันเป็นแค่ภาพส่วนหนึ่งเท่านั้น . ถ้ามันเป็นภาพที่สมบูรณ์ตระกูลเป่ยหมิงจะต้องขโมยมันแน่นอน . ” ฉื่อเจี้ยน แสยะยิ้ม .

เราจะลงมือเลยหรือไม่ ?

จับตาดูให้ดีพอ อย่าได้เข้าไปยุ่งในช่วงนี้ เราจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตระกูลซั่วก่อน เราไม่สามารถลงมือผลีพลาดได้ก่อนที่ส่วนที่สองจะปรากฏ .

ขอรับ ” .

––––––––––––––––––––––––

ปล. ลงอีกทีวันที่ 30/3/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 120 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย จะเริ่มลงตอนที่ 121 ในวันที่ 1/4/2560 ครับ  หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ



บทที่ 50 บาดแผล



ในห้องแรงโน้มถ่วง

ฉื่อหยาน นั่งพิงกับเสาแรงโน้มถ่วงในขณะที่รู้สึกปวดไปทั่วร่างกายของเขา

ร่างกายเปล่าๆของเขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก สามารถมองเห็นเส้นเลือดตามกล้ามเนื้อของเขาได้อย่างชัดเจน เขาดูเหมือนกัลรูปปั้นหินที่ดูแข็งแกร่ง .

เขานั้นได้กินอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และ ฉื่อหยานเองก็ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการฝึกฝนร่างกายของเขา ในช่วงเวลานี้เขาได้ไม่เพียงแต่จะแข็งแกร่งขึ้น แต่ร่างกายของเขายังสูงขึ้นเช่นกัน

ในตอนนั้นประตูก็ถูกเปิดออก

ฉื่อเจี้ยน ฮันเฟิง และหยางไห่ ก็ปรากฏขึ้นที่ประตูหิน

ฉื่อเจี้ยนดวงตาส่องประกายเมื่อมองฉื่อหยานจากไกลๆก่อนจะพยักหน้า ” ดูเหมือนว่าจะเจ้าไม่ได้ขี้เกียจนะ ”

แน่นอนอยู่แล้ว ” ฉื่อหยานตอบในขณะที่กำลังเหนื่อย และไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ” ข้าฝึกฝนร่างกายเพียงพอแล้ว ข้าต้องการที่จะฝึกฝนวิชาต่อสู้บ้าง ” .

ดี ! แต่เจ้าไม่ใช่คนตัดสินใจเรื่องนั้น ” ฉื่อเจี้ยนแสยะยิ้มขึ้นและพูดด้วยใบหน้าแข็งกร้าน ” ยื่นมือของเจ้ามาให้ข้าดูข้างนึง ”

ฉื่อหยานเหยียดมือซ้ายของเขาออกไป และตั้งสมาธิ ในทันทีแขนซ้ายของเขากลายเป็นหินสีน้ำตาลเข้ม

จากการตรวจสอบ สามารถมองเห็นชั้นแสงบางๆสีดำอยู่บนแขนของเขาได้ มันเป็นบางอย่างที่โปร่งใส่และครอบคลุมแขนของเขา

บ๊ะ ! ! ! ”

ฉื่อเจี้ยน อุทานด้วยความตื่นเต้น และสังเกตอย่างมีความสุข ” ฮา ๆ ! เจ้าต้องมีอะไรบางอย่าแน่ๆ มันถึงกลับกลายเป็นแสงสีดำเช่นนี้ ! เจ้าคงจะฝึกฝนอย่างหนักจริงๆสินะ เยี่ยม เยี่ยมมาก ! ”

หยาง ไห่ ก็เดินเข้ามา ” ท่านพ่อบุญธรรม นี่คือสภาพที่เทียบเท่าได้กับระดับมนุษย์งั้นหรือ หลายปีก่อนฉื่อซิงเมื่อถึงในนภาที่สามของระดับมนุษย์ ผิวของเธอก็ส่องแสงสีดำออกมาเช่นกันหลังจากเปิดใช้งานกายาแข็ง . นี้ย่อมเป็นสิ่งเดียวกันใช่หรือไม่ ?

ถูกต้อง ” ฉื่อเจี้ยน พยักหน้าช้าๆ และกล้ามเนื้อของเขาก็กระตุกเล็กๆที่มุมปากของเขา ”เจ้าเด็กนี่มีพรสวรรค์จริงๆ เขาแข็งแกร่งขึ้นมากในเวลาเพียงครึ่งเดือน นี้ช่างเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจนัก ! ”

ถึงแม้ฉื่อเจี้ยนจะไม่อยากชมฉื่อเกินไปเพราะกลัวว่าเขาจะหยิงพยอง แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะพูดชื่นชม ” เจ้าเด็กน้อย เจ้าทำได้เช่นไร ?

ข้าฝึกตามวิธีที่ท่านบอก ข้าฝึกมันอย่างหนัก และนี้คือผลที่ได้ของมัน ” ฉื่อหยานพยักไหล่อย่างเรียบเฉย

ในแต่ละวันเจ้าใช้เวลาฝึกเท่าใด ? แม้แต่ฮันเฟิงที่เป็นคนไม่ค่อยพูด ยังไม่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะถามออกมา

ประมาณสิบห้าชั่วโมงต่อวัน ”

สิบห้าชั่วโมง ! ”

ฮันเฟิงและ ฉื่อเจี้ยน ร้องออกมาพร้อมกัน เขามองหน้ากันและกัน แล้วก็พบกับความประหลาดใจในดวงตาของแต่ละฝ่าย

นี่มันเป็นไปไม่ได้ ! เจ้าสารเลวน้อย ! เหตุใดเจ้าต้องหลอกพวกเรา ” ฉื่อเจี้ยนตะโกนและพูดอย่างหนักแน่น ” ร่างกายของเจ้าอย่างน้อยต้องการเวลาสิบแปดชั่วโมงเพื่อที่จะฟื้นฟูตัวเองให้สมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มฝึกได้อีกครั้ง และเจ้ายังต้องสละเวลาเพื่อกินอาหารอีก มันมากเกินไปสำหรับเจ้าที่จะใช้เวลาฝึกสิบห้าชั่วโมงต่อวัน ! เช่นนั้น เจ้าจะเอาเวลาสิบห้าชั่วโมงมาจากไหน ?

ฮันเฟิงก็สงสัยเช่นกัน เขาส่ายศีรษะเบาๆ

เจ้าสารเลวน้อย บอกพวกเรามาสะ อย่าได้ดื้อด้านต่อหน้าท่านปู่เลย ” หยาง ไห่ ถอนหายใจ และตำหนิ .

ใครบอกกันว่าข้าต้องใช้เวลาสิบแปดชั่วโมงเพื่อฟื้นฟูร่างกายตัวเอง ” ฉื่อหยานพูดกลับ ข้าใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น ” .

เป็นไปไม่ได้ ! ! ! ! ”

ฉื่อเจี้ยน และฮันเฟิงตะโกนด้วยความประหลาดใจในคราวเดียวกัน

ร่างกายของเจ้าจะไม่สามารถฟื้นฟูได้รวดเร็วเช่นนั้นหากเจ้าฝึกหนักเช่นนี้ ข้าดูแลตระกูลฉื่อมาหลายปี และก็ไม่เคยพบใครที่สามารถใช้เวลาในการฟื้นฟูสั้นเช่นนี้ ! ฉื่อหยางเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่ข้าเคยเห็น และเขาต้องใช้เวลาสิบห้าชั่วโมงในการฟื้นฟู อีกทั้งเขาในตอนนั้นยังได้บรรลุไปในระดับมนุษย์อีกด้วย ”

ฉื่อเจี้ยนส่ายหัวและถอนหายใจออกมา ” เจ้าจะบอกว่าเจ้าสามารถฟื้นฟูได้เร็วกว่าเขาใช่หรือไม่ เจ้าคิดว่าเป็นไปได้เช่นนั้นรึ ”

ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ ” ฉื่อหยานยิ้มและลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินไปที่มุมห้อง และหยิบมีดสั้นจากกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นดิน ” ท่านปู่ หากสิ่งนี้ทำให้ท่านสงสัย และตอนนี้เองท่านพ่อเองก็อยู่ที่นี่ด้วย ข้าเลยอยากจะขออนุญาตทดสอบอะไรบางอย่างให้ท่านดู ” .

ทดสอบอะไร ” ฉื่อเจี้ยนขมวดคิ้ว .

ลุงฮัน ข้าต้องการที่จะฟันแขนของท่าน ”

ไอ้สารเลว ! ” ฉื่อเจี้ยนตะหวาดออกมา ” นี่เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน ! ”

แค่ลอยฟันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ” ฉื่อหยานพูอย่างสงบ ” นี่ก็เพื่อนำมาเปรียบเทียบ ข้าจะฟันแขนของข้าเช่นกัน ”

ท่านหัวหน้าตระกูล บางทีคุณชายหยานอาจจะมีแผนการบางอย่างก็ได้ เหตุใดไม่ให้เขาลองดู ”

เจ้าจะทำอะไรกันแน่ ” ฉื่อเจี้ยน สับสน

ข้าจะให้ท่านได้รู้อะไรบางอย่าง ” ฉื่อหยานเดินไปที่ฮันเฟิงอย่างราบเรียบ ” ลุงฮัน อย่าได้โคจรพลังปราณลึกลับของท่าน ถึงแม้ว่าจะมีเลือดไหลออกมา ตกลงหรือไม่ ?

ได้เลย ”

เช่นนั้น ข้าจะลงมือแล้ว ”

ตกลง ” .

ฉื่อหยานเดินไปใกล้ๆและทำการฟันไปที่แขนซ้ายของฮันเฟิง และเลือดสีแดงเข้มทะลักออกมาทันที

ท่านพ่อ ต่อไปก็ตาของท่าน . ” ฉื่อหยานเดินต่อไปที่หยางไห่

เจ้าบ้า ! เจ้าจะทำอะไร.. ข้าด้วยงั้นรึ ? พ่อของเจ้าไม่ได้เป็นนักรบนะ อย่าได้รุนแรงนักหละ ”

ตกลง ข้ารู้แล้ว ” ฉื่อหยานก้าวไปและทำการฟันไปที่แขนของหยางไห่อย่างรวดเร็ว

และเลือดออกที่แขนของเขา หยางไห่ร้องออกมา ” เจ้าสารเลวน้อย ! เจ้าใจดำนัก ! ข้ายังไม่ทันเตรียมพร้อมเลย ”

ฮันเฟิงและฉื่อเจี้ยน จ้องมองไปที่ฉื่อหยาน แล้วก็เห็นเขาฟันไปที่แขนของตัวเอง และเลือดก็เริ่มไหลเลือดออกมา

เจ้าสารเลวน้อย เจ้าทำเช่นนี้กับพวกเราเพื่ออะไร เจ้าหมายความว่ายังไง ? ข้าไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลย ! ” หยาง ไห่ พูดก่นด่า .

กรุณารอสักครู่ ” ฉื่อหยาน ใบหน้ากลายเป็นจริงจังและการแสดงออกของเขาก็เริ่มจริงจึงมากขึ้น

ฮันเฟิงและ ฉื่อเจี้ยน เต็มไปด้วยความสงสัย พวกเขาไม่สามารถรู้ได้จะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงมองไปที่ฉื่อหยานอย่างสับสน

ฉื่อหยานยิ้มแต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรออกมา เขาพับแขนเสื้อของเขาให้คลุมรอยฟันที่มีเลือดไหลไว้ ไม่ปล่อยให้พวกเขาเห็นมัน

สิบนาทีต่อมา

อะไรกัน ?

ฮันเฟิงสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกออกไป แล้วเขาก็มองไปที่แขนของหยางไห่ด้วยความประหลาดใจ ” ท่านหัวหน้าตระกูลท่านดูนั่น ”

ฉื่อเจี้ยน ที่กำลังจ้องไปที่แขนของฉื่อหยาน เมื่อได้ยินที่ฮันเฟิงพูดก็หันไปมองที่หยางไห่ทันที

และเขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งเช่นกัน ” เดี๋ยวนะ ทำไมเลือดที่แขนของเจ้าจึงกลายเป็นเหมือนรังไหมเช่นนั้น ?

อ้า ! ” หยาง ไห่ ร้องออกมาและเขาก็สังเกตไปที่รังไหมทันที ” ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ! ”

แต่… ดูนี่ เลือดที่แขนของข้ายังไหลอยู่เลย . . . . . . . ” ฮันเฟิงยืดแขนของเขาออกมาแล้วมองไปที่หยางไห่

เกิดอะไรขึ้น ? หยาง ไห่ ถามอย่างประหลาดใจ ” เจ้าฝึกฝนวิชาเธอต่อสู้มาหลายปีอีกทั้งยังมีพลังปราณลึกลับอีก เลือดของเจ้าต้องหยุดไหลก่อนข้าสิ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ”

ดูที่แขนของข้า ” .

ฉื่อหยานยิ้มและถกแขนเสื้อของเขาขึ้นเพื่อให้เห็นแขนของเขา และเขาเช็ดเลือดที่แห้งทันที

รอยฟันบนแขนของเขากลับกลายรอยเล็กๆเหมือนเข็ม เนื้อและหนังในส่วนนั้นของเขามันฟื้นตัวรวดเร็วเป็นอย่างมาก

ฉื่อเจี้ยน และฮันเฟิงร่างของพวกเขาก็สั่นด้วยความตกตะลึง .

เจ้าบ้า ! กะ กะ กะ . . . . . . . เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ฉื่อเจี้ยนถามขึ้งหลังจากที่ประหลาดใจอยู่นาน

นี้เป็นจิตวิญญานต่อสู้ชนิดหนึ่ง ! ท่านพ่อเองก็ได้ครอบครองมันเช่นกัน แต่ท่านนั้นไม่ได้ฝึกวิชาต่อสู้และยังไม่เคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงมาก่อน เช่นนั้นท่านจึงไม่ได้สังเกต . ” ฉื่อหยานพูดขึ้นมาอย่างราบเรียบ

ฉื่อเจี้ยน กลายเป็นเงียบ ดวงตาของเขาส่องประกาย . หลังจากที่คิดอยู่นานเขาหัวเราะลั่น ” ฮ่าๆๆ จิตวิญญานต่อสู้งั้นรึ ! จิตวิญญานแห่งการฟื้นฟูงั้นรึ ! “

ข้าเรียกมันว่าจิตวิญญานอมตะ ” ฉื่อหยาน อธิบาย ” ข้าเดาว่า จิตวิญญานต่อสู้นี้ต้องฟื้นฟู แขนขาและรักษาอวัยวะภายในต่างๆได้แน่นอน และมันก็ถึงขั้นสามารถสร้างส่วนต่างๆขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไร จากความเป็นอมตะ ”

ฮันเฟิงและ ฉื่อเจี้ยน มึนงง แต่หลังจากที่คิดอย่างรอบคอบ พวกเขาทั้งสองตระหนักถึงพลังของจิตวิญญาณการต่อสู้นี้ พวกเขาไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของพวกเขาได้อีกต่อไป และการหายใจของพวกเขาก็เร็วขึ้น

เจ้าบ้า เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าได้ครอบครองจิตวิญญานต่อสู้แฝดงั้นสิ ” หยาง ไห่ ช่วยไม่ได้ที่จะไม่สามารถกักเก็บความสุขของเขาไว้ได้ เมื่อเขาได้รับรู้เรื่องเช่นนี้ก็ทำให้ตำตาไหลออกมา

ถูกต้อง นี่ย่อมเป็นจิตวิญญานแฝดแน่นอน ” ฉื่อเจี้ยนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาลูบไปที่หัวของหยางไห่ที่กำลังมีความสุข ” ขอรับ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าเด็กนั่นก็มีจิตวิญญานแฝดเช่นกัน ฮ่า ฮ่า ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลย ข้าน่าจะลองฟันร่างกายเจ้าตอนเด็กๆนะ ฮ่า ฮ่า ” หยางไห่พูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา

ตอนนี้พวกท่าก็คงเชื่อแล้วว่าข้าสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง ” ฉื่อหยานยิ้ม

แน่นอน ! ข้าเชื้อเจ้าหมดใจเลยหละ ฮ่า ฮ่า ” ฉื่อเจี้ยนมีความสุขเป็นอย่างมาก เขาเมินหยางไห่ที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นและตระโกนออกมาว่า ” เจ้าเด็กน้อย ตามมานี่ ! ไปตำหนักวิญญาน และเลือกวิชาต่อสู้กัน ! วิชาเร้นลับของตระกูลทั้งหมดถูกเก็บอยู่ที่นั่น เจ้าสามารถเลือกฝึกได้เท่าที่เจ้าต้องการ ”

เยี่ยม ”

––––––––––––––––––––––––

ปล. ช่วงนี้เน็ตหลุดบ่อยมากวันเวลาในการลงค่อนข้างจะเลื่อนบ่อยขออภัยด้วย เด๋วจะให้โบนัสอีกตอนจ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 122 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย เริ่มลงตอนที่ 121 แล้วนะครับ  หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ



บทที่ 51 ตำหนักจิตวิญญาน



ตำหนักจิตวิญญานของตระกูลฉื่อนั้นมีด้วยกันทั้งหมดห้าชั้น

ทุกชั้นจะถูกตั้งชื่อ ตามแต่ระดับของวิชาต่อสู้

ในชั้นแรกและชั้นที่สองเป็นวิชาต่อสู้ในระดับเริ่มต้น โดยทั่วไปแล้ว นักรบระดับเริ่มต้นจะเลือกวิชาต่อสู้ในชั้นแรกแห่งนี้นี้

ในขณะที่นักรบระดับก่อตั้งจะเลือกวิชาในชั้นที่สอง

บนชั้น 3 และ 4 มีวิชาต่อสู้ระดับลึกซึ้งอยู่ ชั้นสามจะเหมาะสำหรับนักรบระดับมนุษย์และส่วนนักรบในระดับหายนะก็จะไปที่ชั้นสี่

ในชั้นที่ 5 ของตำหนักจิตวิญญานนั้น มีวิชาระดับวิญญานอยู่ และเป็นเพียงวิชาระดับวิญญาน วิชาเดียวที่ตระกูลฉื่อครอบครอง

แต่ชั้นนี้มีไว้สำหรับหัวหน้าตระกูล ฉื่อเจี้ยน เท่านั้น ซึ่งบางครั้งก็มีผู้อื่นขึ้นมาบ้าง

วิชาต่อสู้ระดับวิญญาน เป็นวิชาที่พิเศษซึ่งแม้แต่ผู้อาวุโสหรือผู้คุมกฏก็ไม่มีวันได้เห็น แต่ จะมีลูกหลานจากตระกูลฉื่อที่บรรลุถึงระดับปฐพีเท่านั้นที่มีโอกาสจะได้เห็น

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มลูกหลานตระกูลฉื่อมากสุดก็มีเพียงระดับแค่ นภาที่สามในระดับหายนะ เท่านั้น ซึ่งอีกหนึ่งก้าวก็จะบรรลุเข้าสู่ระดับปฐพี

. . . . . . .

ฉื่อเจี้ยนกำลังนำทางฉื่อหยานมาที่ตำหนักจิตวิญญานด้วยตัวเอง

ด้านหน้าของตำหนักจิตวิญญาน มีหญิงชราที่มีริ้วรอยบนใบหน้ายืนอยู่ นางคำนับเมื่อเห็นฉื่อเจี้ยนเดินมา ท่านหัวหน้าตระกูล ” .

หญิงชราคนนี้มีชื่อว่า ยุนหลัว เป็นอาวุโสเก่าแก่ของตระกูลฉื่อ เหมือนกับฮันเฟิง นางอยู่ในนภาแรกของระดับรู้แจ้ง มันบ่งบอกได้เลยว่านางนั้นแก่หว่าฉื่อเจี้ยน. นางเป็นอาวุโสตั้งแต่ฉื่อเจี้ยนยังเด็ก

นางอยู่ในตระกูลฉื่อมานานหลายทศวรรษและนางเองก็ไว้วางใจฉื่อเจี้ยนเป็นอย่างมาก นางได้รับมอบหมายให้เฝ้าตำหนักจิตวิญญานนี้ไว้

ข้าจะนำฉื่อหยานไปเลือกวิชาต่อสู้ในตำหนักวิญญาน ” ฉื่อเจี้ยน พูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงหน้าประตู และหันไปสั่งฮันเฟิงกับหยางไห่ ” เจ้าสองคนรออยู่ที่นี่ ”

ฮันเฟิงหยางไห่พยักหน้าพร้อมกัน

ยุนหลัวเดินนำฉื่อเจี้ยนและฉื่อหยานเข้าไปในตำหนัก และทันทีที่พวกเขาเข้าไป นางก็กลับออกมายืนอยู่ที่หน้าประตู และพยักหน้าให้ฮันเฟิงด้วยสีหน้าแปลกๆ

ในช่วงไม่กี่วัน ฉื่อหยานได้ถูกฉื่อเจี้ยนฝึกฝนอย่างหนักอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วงทั้งวันทั้งคืน

ไม่ต้องพูดถึงยุนหลัว แม้แต่คนอื่นๆต่างก็ไม่ทราบเรื่องปัจจุบันของฉื่อหยาน

แต่ตอนนี้ฉื่อเจี้ยน ผู้ไม่เคยพาผู้ใดมาเลือกวิชาในตำหนักวิญญานมาก่อน กลับพาฉื่อหยานมา ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า ฉื่อหยาน ได้เป็นนักรบแล้วอย่างแน่นอน !

ยุนหลัวรู้เรื่องของฉื่อหยานดีนางรู้ว่าคุณชายคนนี้ไม่ได้ครอบครองจิตวิญญานต่อสู้ และไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เองเขาก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว แต่กลับพึ่งเป็นนักรบ นี่มันผิดปกตินัก !

ดังนั้น ยุนหลัวจึงสับสน

นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ยุนหลัวมองไปที่ฮันเฟิงด้วยความสงสัย แต่ฮันเฟิงกลับส่ายหัวให้ และบอกว่า เขาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้

ยุนหลัวยิ่งสับสนมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป นางยืนอยู่ที่ประตูและเริ่มคิด

ถ้าเป็นวันปกติ นางจะปิดประตูเหล็กลงและติดตามผู้ที่เข้าไปด้านในของตำหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาขึ้นไปชั้นที่ไม่เหมาะสม

แต่ตอนนี้ฉื่อเจี้ยนเป็นคนนำมาเอง ดังนั้นนางจึงไม่ต้องระมัดระวังมากนัก

. . . . . . .

มีวิชาระดับมนุษย์สิบแปดวิชาในชั้นที่หนึ่งและสอง แปดวิชาระดับมนุษย์ในชั้นที่สาม และสี่วิชาระดับลึกซึ้งในชั้นที่สี่ ตอนนี้เจ้าอยู่นภาที่สามในระกับก่อตั้ง เจ้าเหมาที่จะขึ้นไปที่ชั้นสองเท่านั้น ”

ฉื่อเจี้ยนอธิบายสั้นๆให้ฉื่อหยานฟัง และพาเขาขึ้นไปยังชั้น 2

บนผนังของทุกชั้นในตำหนักจิตวิญญาน จะมีร่องหินหลายช่อง ในแต่ละร่องเหล่านี้ มีหนังสือวิชาต่อสู้อยู่

ร่องแต่ละร่องถูกปกคลุมด้วยคริสตัลสีเขียวและมีรูกุญแจขนาดเล็กอยู่ที่จุดศูนย์กลาง และมีชิ้นส่วนกระดาษที่เขียนเกี่ยวกับคำแนะนำในวิชานั้นๆติดอยู่ข้างๆ

หลังจากเดินไปรอบๆชั้นที่สอง ฉื่อหยาน ก็พบว่า10ใน18ของวิชาในชั้นที่หนึ่งและสองล้วนเป็นวิชาธรรมดา และถูกฝึกโดยทหารและนักรบมากมาย เช่น วิชาที่คินโม่ใช้ ‘ หมัดดารา ‘

ส่วนอีกแปดวิชาล้วนไม่สามารถพบให้ได้ง่ายที่ภายนอกนัก และพลังของพวกมันและกระบวนการฝึกฝนดูเหมือนค่อนข้างที่จะง่ายสำหรับฉื่อหยาน

ลึกลงไป ฉื่อหยาน เป็นคนที่รักในความท้าทาย รักที่จะแก้ปัญหาที่ยากลำบาก

ดังนั้น หลังจากที่เดินไปรอบ ๆบนชั้นสอง ฉื่อหยานก็ส่ายหัว ” ท่านปู่ วิชาต่อสู้ในสองชั้นนี้น่าเบื่อเกินไป ไปข้างบนกันเถอะ ”

ถ้ามันคือเมื่อหนึ่งปีก่อนฉื่อหยานคง ไม่ได้พูดคำนี้กับ ฉื่อเจี้ยนแน่นอน

แต่ตั้งแต่ตอนที่ฉื่อหยานได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญานอมตะของเขา เขาสามารถใช้สิทธิในการทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ต้องการ

เขาเท่านั้นที่รู้เรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญานเร้นลับอีกอย่างที่อยู่ในร่างเขา เขาจะไม่พูดเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด



แต่เรื่องของจิตวิญญาณอมตะเขาไม่ต้องการที่จะเก็บมันความลับ เขาต้องการที่ให้คนอื่นรับรู้ เพราะว่าเขาต้องการที่จะได้รับสิทธิพิเศษในตระกูลฉื่อและได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากฉื่อเจี้ยน .

เมื่อได้รับรู้ว่าเขานั้นครอบครองจิตวิญญานแฝด ฉื่อเจี้ยนจะสามารถที่จะทนได้อีกงั้นหรือ

ตามที่คาดไว้ ฉื่อเจี้ยน ไม่ได้ขัดขวางเขาหรือลังเลแม้แต่เล็กน้อย เขาถอนหายใจออกมาและพูดว่า ” เจ้าเป็นนักรบในระดับก่อตั้งเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ที่เจ้าจะไปฝึกฝนวิชาต่อสู้ระดับลึกซึ้ง . ”

ข้าไม่เหมาะสมเช่นนั้นรึ ? เห็นหรือไม่ ข้าได้บรรลุถึงนภาที่สองในระดับก่อตั้งเพียงใช้เวลาแค่ครึ่งปี อีกทั้งข้ายังสามารถฟื้นฟูร่างกายของตัวเองได้อย่างรวดเร็วซึ่งคนอื่นไม่สามารถทำได้ คนทั่วไปอาจจะใช่ที่ไม่เหมาะจะฝึกวิชาพวกนั้น แต่สำหรับข้ามันเป็นไปได้ ! .

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉื่อเจี้ยนก็ประหลาดใจ และเขาก็พยักหน้า ” ดี เจ้ามีจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ เช่นนั้นตามข้ามา “

หลังจากนั้น ถ้าฉื่อหยานสนใจวิชาใดเขาก็จะหยิบมันขึ้นมาจากร่องและฉื่อเจี้ยน ก็จะอธิบายคุณสมบัติและความสามารถรวมถึงวิธีการฝึกฝนของมันให้แก่เขา

ดี ! วิชาในชั้นที่สามนี้เจ้ายังไม่สนอีก ! ” ฉื่อเจี้ยนเก็บหัวของเขาพยักหน้า เขาสามารถรู้ได้อย่างชัดเจนเลยว่าฉื่นหยานนั้นไม่ได้สนใจในวิชาชั้นที่สามเลย หลังจากนั้นเขาก็กล่าวว่า ” งั้นตอนนี้เราก็ไปชั้นที่สี่กัน ”

ตกลง เช่นนั้นท่านก็ช่วยอธิบายวิชาต่างๆในชั้นที่สี่แก่ข้าด้วย ข้าไม่รู้่เรื่องวิชาพวกนี้เลย ”

ฉื่อเจี้ยนพาฉี่หยานไปที่ชั้นสี่

เมื่อพวกเขามาถึงชั้นที่สี่ ฉื่อเจี้ยนก็เดินตรงไปที่ร่องที่มีวิชาวางอยู่ “ นี้คือ ‘ ตาข่ายดารา ‘ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงพลันปราณลึกลับให้พันกันเป็น  ‘ ตาข่ายดารา ‘ได้ ตาข่ายดารานี้สามารถหยุดยั้งพลังปราณลึกลับของศัตรูได้ทั้งหมดเมื่อมันได้ห้อมล้อมไปที่ศัตรู ”

โอ้ น่าทึ่งนัก ! ”

ถูกต้อง แต่มันก็อยู่สูงกว่าความสามารถของเจ้านัก วิชานี้จะต้องมีพลังปราณลึกลับที่หนาแน่นและเจ้าต้องควบคุมพลังปราณลึกลับได้อย่างสมบูณร์เสียก่อน ซึ่งตอนนี้มันยังห่างไกลจากเจ้านัก ”

ฉื่อเจี้ยน เข้มงวดมากเป็นอย่างมาก เขาถอนหายใจออกมาและเดินไปที่วิชาอื่น ” นี่คือ ‘ ทะเลทรายผันแปล ‘ ซึ่งเจ้าสามารถซัดฝ่ามือนับพันออกไปห้อมล้อมได้ทุกทิศทาง และขัดขวางการเคลื่อนไหวของศัตรู ผลักดันพวกมันให้เข้ามาต่อสู้กับเจ้าโดยตรง ตระกูลฉื่อของเรามีจิตวิญญานากายาแข็งที่พิเศษ และเมื่อใช้ร่วมกับ ‘ ทะเลทรายผันแปล ‘ ก็จะสามารถสำแดงพลังของจิตวิญญานกายาแข็งออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาต่อสู้ที่่เหมาะสมกับตระกูลฉื่อยิ่งนัก ! ”

นี่ก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ”

อืม แต่มันก็เกินความสามารถของเจ้าอยู่ดี เจ้าไม่สามารถฝึกฝนมันได้ก่อนบรรลุถึงระดับหายนะ เพราะถ้าหากเจ้าไม่มีพลังปราณเพียงพอที่จะปลดปล่อยฝ่ามือ แล้วมันจะไปห้อมล้อมศัตรูได้อย่างไรหละ เจ้าเองก็คงรู้ดีสินะ ?

แล้ววิชาต่อไปหละ ?

มันคือ ‘ เงาจันทราทมิฬ ‘ เมื่อฝึกไปถึงระดับสูง ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นเงาและไม่สามารถแตะต้องได้ วิชานี้ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เจ้าจะต้องมีระดับที่สูงและต้องมีระดับมากกว่าระดับหายนะ ดังนั้นจงอย่าได้คิดถึงมันอีก . ”

นี่เป็นร่องสุดท้าย ”

ฉื่อเจี้ยน อุทานออกมา เขาดูเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ตาของเขาสว่างแล้วและเขาก็หยุด ” นี่คือวิชา ดัชนีย์ เมื่อเจ้าฝึกฝนสำเร็จ นิ้วมือของเจ้าจะแหลมคมเหมือนกับมีด และสามารถแทงทะลุร่างของศัตรูได้อย่างง่ายดาย มันง่ายมากที่จะเอาชนะและทำลายศัตรูของเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ หากเจ้าฝึกฝนวิชาต่อสู้นี้ ร่วมกับจิตวิญญานกายาแข็ง มันจะทรงพลังขึ้นเป็นอย่างมาก ”

วิชานี้น่าสนใจยิ่งนัก ! ” ฉื่อหยานก็แปลกใจ ” มันต้องการเงื้อนไขใดหรือไม่ ”

ก็มีอยู่ แต่ดูเหมือนมันจะเหมาะสมกับเจ้าพอดี . ” ฉื่อเจี้ยน กล่าวหลังจากที่ลังเล ” การฝึกฝนดรรชนีย์ทะลวงในขั้นแรก จะต้องมีจิตวิญญานกายาแข็งในขั้นที่สอง และจะต้องมีแสงสีดำปกคลุม เพราะว่านิ้วมือของเจ้าจะได้ไม่หักในระหว่างที่ฝึกฝน อืม วิชานี้เจ้าสามารถฝึกมันได้ ” .

งั้นข้าเลือกวิชานี้ ! ” ฉื่อหยานกล่าวเด็ดขาด

ฉื่อเจี้ยน จ้องมองฉื่อหยาน อย่างแปลกใจ และจมอยู่ในความคิดที่ลึกซึ้ง

มีอะไรงั้นรึ ? ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่ ? ฉื่อหยาน รู้สึกกังวลเล็กน้อย

เจ้าต้องการที่จะฝึกฝนดรรชนีย์ทะลวงนี่จริงๆใช่ไหม ” ฉื่อเจี้ยนสูดเอาลมหายใจเข้าๆลึก

ทำไมรึ ?

เจ้าสามารถที่จะฝึกฝนมันได้อย่างรวดเร็วด้วยจิตวิญญาณอมตะ เจ้าจะสามารถฝึกฝันมันได้อย่างเต็มที่แน่นอน ” ฉื่อเจี้ยนหยุดแล้วพูดต่อ ” แต่ขั้นตอนในการฝึกดรรชนีย์ทะลวงนั้นสาหัสยิ่งนัก ! มันสาหัสยิ่งกว่าการให้กระบองแรงโน้มถ่วงฟาดเจ้าเสียอีก มันเป็นการทรมานอย่างแท้จริง ! เจ้ายังอยากจะฝึกมันอีกหรือไม่ ? มันไม่ได้เป็นเพียงแค่วิชาเริ่มต้นนะ ?

ข้าจะฝึกมัน ! ”

ตกลง งั้นข้าจะบอกขั้นตอนวิธีการฝึกฝนให้ เมื่อเจ้าฝึกสำเร็จ นิ้วมือของเจ้าจะแหลมคมอย่างมาก แต่อย่าง่า เจ้าจะต้องผ่านการทรมานที่สาหัสไปให้ได้ก่อนละนะ . . . . . . . ”

. . . . . . .

วันต่อมาในห้องแรงโน้มถ่วง

เสาแรงโน้มถ่วงหกในเจ็ดถูกสวมคลุมด้วยผิวหนังของสัตว์อสูรระดับห้า อสรพิษเงิน ผิวของมันสามารถเพิ่มแรงโน้มถ่วงได้ ดังนั้นแรงโน้มถ่วงจึงเป็น2เท่าจากปกติ



ข้างๆต้นเสา

นิ้วชี้ที่บอบบางกำลังชี้ไปที่ผืนและขาของเขาก็ชี้ขึ้นฟ้า เขากำลังรองรับน้ำหนักของร่างกายทั้งหมดซึ่งเพิ่มเป็นสองเท่าจากการเพิ่มขึ้นของแรงโน้มถ่วง

นิ้วชี้ของเขาสั่นเล็กน้อย และดูเหมือนมันจะหักได้ทุกเวลา

หน้าของฉื่อหยาน แดงเหมือนกุ้งสุก กล้ามเนื้อบนแขนซ้ายของเขาสั่นและเส้นเลือดของเขาเองก็สั่นเหมือนงูตัวเล็กที่พยายามจะออกมาจากผิวหนังออกเขาเช่นกัน

อาการปวดที่รุนแรงกระจายเต็มไปทั่วนิ้วของเขา

มันรู้สึกเหมือนมีเข็มจำนวนมาทิ่มแทงเข้ามาที่นิ้วของเขา อาการปวดของเขาเหมือนกับเสาไม้ที่กำลังถูกคลื่นยักษ์ซัดใส่ และมันกำลังจะพังลง

เขาต้องอดทนไว้

ฉื่อหยานขบฟันแน่น เลือดของเขาไหลออกมาจากฟันและหยดลงจากใบหน้า ขณะที่เขาคว่ำหน้าลง เลือดของเขาไหลลงเข้าไปในหัวของเขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมันมากเกินไป

ผ่านไปห้านาที

ฉื่อหยานก็เหมือนกำลังจะแตกสลายเมื่อผ่านไปได้เพียงห้านาที

ความเจ็บปวดที่นิ้วของเขาทำให้เขารู้สึกอยากที่จะยอมแพ้ มันจะต้องหักแน่นอน หากเขาไม่มีจิตวิญญานกายาแข็ง

เขาต้องอดทนต่อไป !

6 นาที ! 7 นาที !

เมื่อมันมาถึงนาทีที่แปด ฉื่อหยาน ก็ถึงจุดสูงสุดของความอดทนและสติของเขาเริ่มเลือนราง . . .

หลังจากนั้น

ทุกประเภทของอารมณ์เชิงลบก็ปะทุขึ้นมาในเส้นชีพรส่วนหัวของเขาทั้งหมดในครั้งเดียว

อารมณ์เชิงลบทั้งหมดทะลักเข้าไปในจิตใจของเขาอย่างบ้าคลั่ง

และ ‘ บ้าคลั่ง ‘ ก็ได้ถูกกระตุ้นขึ้นมา

––––––––––––––––––––––––

ปล. โบนัสจ้า ลงอีกที วันที่ 2/4/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 122 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย เริ่มลงตอนที่ 121 แล้วนะครับ  หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ




บทที่ 52 ดินแดนเร้นลับ



ปัง ! ”

ฉื่อหยานไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป และเขาล้มลงกับพื้นและหอบหายใจอย่างหนัก

ก้อนควันแปลกประหลาดที่มองไม่เห็น ไหลออกมาจากเส้นชีพจรของเขาเข้าไปในจิตใจเหมือนกับผ้าไหม

พลังงานเชิงลบที่บุกรุกเข้าไปในจิตใจของเขาเริ่มหลอมรวมเข้ากับเส้นประสาท

แล้วเขาก็รู้สึกเจ็บปวด เหมือนกับว่ามีอะไรมาเจาะลงที่หัวของเขา

ความเจ็บปวดนี่เป็นเหมือนกระแสไฟฟ้า และมันได้กระจายไปทั่วร่างของเขา มันบุกเข้าไปในเส้นชีพจรของเขาทั้งหมด

ทั้งหมดนี่มันกินเวลาเพียงแค่สามวินาทีเท่านั้น

พลังงานเชิงลบกระจายหนาแน่นไปที่เส้นชีพจรทุกเส้น

ไม่เพียงเท่านั้นพลังงานเชิงลบในเส้นชีพจรของเขายัง ยังไหลผ่านเส้นเลือด กล้าม กระดูก เซลล์ และอวัยวะภายใน

เป็นเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปทั่วๆร่างกายของเขา ในขณะที่เขากำลังปวดหัวอย่างรุนแรง แขนและขาของเขาเริ่้มส่งสัญญานบางอย่างออกมา เป็นควันสีขาวลอยออกมาจากทุกๆรูขุมขน . . . . . . .

ควันสีขาวซีดเป็นห่อเป็นชั้นรอบๆตัวของเขา พวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือด เป็นความกระหายเลือดที่ทำให้เขารู้สึกอยากจะฆ่าฟัน !

พลังงานเชิงลบทั้งหมดที่ไหลออกมาจากตัวของเขาทำให้ร่างกายของเขาผอมแห้งลง 1 ใน 3 ของร่างกายเดิม

เขายืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับร่างกายที่ผอมแห้ง ฉื่อหยานถูกห้อมล้อมไปด้วยความกระหายเลือด

จู่ๆ ความเจ็บปวดที่อยู่ภายในจิตใจของเขาก็พลันหายไปในครั้งเดียว

ฉื่อหยานลืมตาขึ้นทันที แล้วก็พบว่าประสาทสัมพัสของเขาได้กลายเป็นแหลมคมมากขึ้น และเขาก็สามารถคิดและคำนวณได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ในตอนนี้เขาสามารถคิดเรื่องต่างๆได้อย่างสงบและเยือกเย็น !

ในที่สุดดูเหมือนว่าพลังงานเชิงลบจะหลอมรวมเข้ากับเส้นประสามของเขาและทำให้ร่างกายของเขาผอมแห้งลงไปอย่างมากอีกครั้ง !

เขาลุกยืนอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานด้านลบที่อยู่ในเลือดและเนื้อของเขามันได้เพิ่มพลังให้เขาอย่างมหาศาล

ตอนนี้เขาได้กลายเป็นเหมือนเครื่องจักสังหารที่ไม่มีอารมณ์ใดหลงเหลืออยู่ในจิตใจของเขาอีกแล้ว เขาเพียงแต่คิดถึงแต่ การฆ่าฟัน เท่านั้น

ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดหวันที่สุดไปแล้ว !

ไม่มีความคิดอื่นใดที่อยู่เหนือไปกว่าการฆ่าฟันในจิตใจของเขา สิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือ การฆ่าฟัน โดยไร้ความเมตตา และไม่มีข้อแม้อย่างใด เพียงแค่ ฆ่า เท่านั้น

ฮู้ ….. ฮู้ …. ! ”

ฉื่อหยาน หายใจออกมาอย่างรุนแรงเหมือนปีศาจฆาตกร อยู่ในห้องแรงโน้มถ่วงซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเลือดของเขา ไม่มีความเมตตาใดๆหลงเหลืออยู่ในสายตาของเขา และดูเหมือนว่าเขาจะสังหารสิ่งใดก็ได้ที่ปรากฏขึ้นมาในสายตา

หยุดเดี้ยวนี้ ! ! ! ! ! ! ”

นั่นเป็นเสียงที่ดังก้องในจิตใจของเขา มันดังออกมาอย่างรุนแรง ฉื่อหยานควบคุมควันสีขาวให้กลับเข้ามาในเส้นชีพจรของเขา

เขานั่งขัดสมาธิลงและ หลับตาลง เริ่มรวบรวมสมาธิ ชำระล้างความคิดในการฆ่าฟันที่อยู่ในจิตใจของเขาและค่อยๆควบคุมพลังงานเชิงลบในหัวให้กลับมาที่เส้นชีพจรของเขา

หลังจากผ่านไปเวลานาน

ฉื่อหยานก็เริ่มหายใจอย่างสม่ำเสมอ แต่เขากลับรู้สึกเหนื่อยเป็นอย่างมาก . จากนั้นเขาก็ค่อยๆลืมตาขึ้น

ในแววตาของเขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า มันไม่มีร่องรอยความเย็นชาหรือความกระหายเลือดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

ในที่สุดข้าก็ สำเร็จขั้นแรกของ ‘ บ้าคลั่ง ‘ !

ในช่วงเวลานั้น ฉื่อหยานรู้สึกได้ถึงสภาพที่แท้จริงของ ‘ บ้าคลั่ง ‘ ในขั้นแรก

นอกจากมันจะเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาแล้ว มันยังเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาในทางที่น่ากลัวยิ่งขึ้นอีกด้วย

เขาเชื่อว่า หากเขาใช้งานมัน มันจะทำให้เขากลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่เย็นชา และสังหารทุกสิ่งได้อย่างเยือกเย็น

ในสภาวะเช่นนั้นความรู้สึกของเขาคงจะมีแค่ อยากจะฆ่าฟันเท่านั้น ! ทั้งหมดที่เขาคิดคือจะต้องฆ่าอย่างไรให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มันช่างเป็นความรู้สึกที่เลือดเย็นยิ่งนัก !

นี่มันน่าหวาดกลัวเกินไป !

ฉื่อหยาน ช่วยไม่ได้ที่จะร้องตะโกนอยู่ในจิตใจของเขาหลังจากที่เขาฟื้นสติกลับมา เขาสามารถจดจำสภาวะแปลกประหลาดนั้นได้อย่างชัดเจน เขาตระหนักว่าบางทีเขาอาจจะฝึกฝนผิดวิธี

การฝึกอบรมของ ‘ บ้าคลั่ง ‘ ควรเริ่มจากส่วนหัวและขั้นตอนการฝึกทั้งจะต้องประสาทสัมพัสจากสมอง เมื่อเขาเริ่มใช้ ‘ บ้าคลั่ง ‘ ภายในความคิดของเขา ร่างกายของเขาก็จะเปลี่ยนไปตามมัน

แต่เขากลับเริ่มฝึกจากมือ เท้า และร่างกายของเขาก่อน จากนั้นก็ค่อยมาฝึกที่ส่วนศีรษะของเขา เช่นนั้น ร่างของเขาจึงผอมแห้ง และรู้สึกเจ็บปวดในเส้นประสาทที่หัวของเขา

นี่เห็นได้ชัดว่าเขาได้ฝึกฝนในทางที่ผิด ดังนั้นเขาจึงมักจะเป็นลมหลายครั้งระหว่างหลายการฝึก

และตอนนี้เอง เขาก็ได้บรรลุก้าวสุดท้ายในขั้นแรกของ ‘ บ้าคลั่ง ‘ จนได้ . . . . . . .

ฉื่อหยานรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก ไม่มีพลังงานใดหลงเหลืออยู่ เพื่อฝึกฝน ‘ ดรรชนีย์ทะลวง ‘ อีกต่อไป เขาต้องนั่งลงและฟื้นฟูตัวเองจากผลข้างเคียงของ ‘ บ้าคลั่ง ‘ โดยใช้จิตวิญญาณอมตะเสียก่อน

หลังจากพลังปราณลึกลับของเขากลับมาโคจรดั่งและฟื้นคืนมาเป็นส่วนมากแล้ว  เขาก็พยายามที่จะโคจรพลังปราณลึกลับเพื่อให้ทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันที่แหวนอีกครั้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ เขามักจะพยายามที่จะทะลวงม่านป้องกันแหวนสีโลหิตอยู่บ่อยๆ เพื่อดูว่ามีความลับอะไรอื่นอีกที่อยู่ในภายในแหวน

แต่ทุกๆการทะลวงก็ล้วนแต่ล้มเหลว ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้งก็ตาม เขาก็ไม่สามารถทะลวงม่านป้องกันนั้นได้

พลังปราณลึกลับของเขาจะถูกปิดกั้นโดยม่านพลังนั่น

และพลังปราณลึกลับของเขาก็จะถูกสะท้อนกลับออกมา ฉื่อหยานลุกขึ้นเดินไปที่มุมของห้องแรงโน้มถ่วง และหยิบหนังสือวิชาระดับวิญญาน ‘ หลุมแรงโน้มถ่วง ‘ ออกมาจากกระเป๋าของเขา

เขานั่งอยู่ที่มุมนั้น และ ก็ทำหน้ามุ่ยพร้อมกับเปิดหนังสือทีละหน้า



เขารู้สึกขอบคุณเจ้าของร่างคนเก่าเป็นอย่างมากมากในตอนนี้ เขาสามารถอ่านหนังสือโบราณทั้งหมดได้ เป็นเพราะความรู้ของเจ้าเด็กนี่

และนอกจากเจ้าเด็กนี้แล้วไม่มีใครอื่นในตระกูลที่สามารถอ่านอักษรโบราณพวกนี้ได้เลย

โชคดีที่เด็กนี่สามารถอ่านออกได้ เหมือนกับว่าเจ้าเด็กนี่ได้ศึกษาพวกอักษรโบราณเพื่อมาแปลให้กับเขา

นี้ย่อมเป็นหนังสือวิชาต่อสู้ระดับวิญญาณแน่นอน

เขาไม่ได้พูดอะไร เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ให้ใครฟัง แม้แต่ฉื่อเจี้ยน หรือ หยางไห่ก็ตาม มันจะเป็นการยุ่งอยากหากเขาบอกออกไป

. . . . . . .

เขาอ่านอักขระโบราณเหล่านั้นอย่างช้าๆและแอบคิดในใจของเขา

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนานัก มันมีเพียงแค่ยี่สิบเจ็ดหน้า เขารีบอ่านเนื้อหาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

และปิดหนังสือลง ฉื่อหยานดูเหมือนกันกำลังคิดอะไรบางอย่าง และเขาก็พึมพำออกมา ” หนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นวิชาระดับวิญญานแน่นอน มันเป็นวิชาที่แปลกประหลาดนัก คนๆหนึ่งจะต้องมีประเภทของพลังสองประเภทถึงจะฝึกมันได้ ” .

แม้ว่าวิชานี่จะไม่ได้เข้มงวดเรื่องระดับพลังแต่มันกลับเข้มงวดในเรื่องของประเภทของพลัง

แม้ว่านี่จะเป็นวิชาระดับวิญญาน แต่นักรบระดับเริ่มต้นและก่อตั้งก็สามารถฝึกมันได้

แต่ว่ามันมีเพียงเงือนไขเดียวเท่านั้นที่จะสามารถฝึกวิชานี้ได้ คือ คนผู้หนึ่งจะต้องมีพลังสองประเภทในร่างกาย

เมื่อพลังทั้งสองประเภทหลอมรวมกัน ๆ มันก็จะสร้างเป็นสนามหมุนวน และจึง สร้างเป็นแรงดึงดูดขึ้นมา

เมื่อสนามถูกสร้างขึ้นมา มันก็จะดึงดูดทุกๆคนแม้แต่ผู้สร้างเองก็ตาม

ภายใต้อำนาจของมัน ใครก็ตามที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของมันจะต้องโดนบีบจนแหลกสะหลายกลายเป็นเนื้อบดทันที พลังปราณลึกลับของเขาจะถูกปิดกั้นไว้และพวกเขาจะไม่สามารถที่ใช้วิชาต่อสู้ของพวกเขาได้

ตามที่ผู้เขียนบอกในหนังสือ ‘ หลุมแรงโน้มถ่วง ‘ ยิ่งมีประเภทของพลังมากมายเท่าใด การฝึกฝนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และพลังของมันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เช่นถ้าผู้ฝึกครอบครองพลัง 3-4 ประเภท สนามที่เขาสร้างขึ้น จะสามารถบดนักรบในระดับหายนะได้อย่างง่ายดาย

และเมื่อครอบครองพลัง5 ประเภท แม้แต่นักรบในระดับปฐพี ก็จะตกตายทันทีหากตกอยู่ภายใต้ วิชา หลุมแรงโน้มถ่วง นี่ !

ฉื่อหยานถือหนังสือแล้วคิดบางอย่าง จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ ขณะที่สายตาของเขาสดใสขึ้น

นักรบทั่วไป มีเพียงพลังหนึ่งประเภทในร่างกายของพวกเขาเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่ครอบครองจิตวิญญานพิเศษเท่านั้นที่อาจจะมีพลังงานประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ตี่ย่าหลาน ที่ครอบครองเปลวเพลิงอัคคีคราม

เห็นได้ชัดที่สุดคือนักรบทั่วไปไม่สามรถฝึกวิชาต่อสู้ระดับวิญญานนี้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะได้ครอบครองพลังหลายประเภทในร่างกายของพวกเขา

โชคดีที่ฉื่อหยานเป็นหนึ่งในคนกลุ่มน้อยนั้น เขามีพลังงานเชิงลบอยู่มากในเส้นชีพจร มันแตกต่างออกไปจากพลังปราณลึกลับ เพราะเขาสามารถฝึกฝนได้โดยตรง

––––––––––––––––––––––––

ปล.  ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 122 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย เริ่มลงตอนที่ 126 แล้วนะครับ  หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….

ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ต้องอ่าน . . .

Legendary Moonlight Sculptor - เล่ม 1 ตอนที่ 1 กำเนิดดาร์คเกมเมอร์ (The Birth of a Dark Gamer)