เทพเจ้าล่าสังหาร 31 - 60 ( หน้า 179+ ) - 3
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
53 ผู้มาเยือนจากตระกูลซั่ว
ในห้องแรงโน้มถ่วง
ฉื่อหยาน
พยุงตัวกลับหัวพิงอยู่กับเสาแรงโน้มถ่วง รักษาสมดุลระหว่างที่เอานิ้วชี้ของเขาจิ้มไปที่พื้น
ตอนนี้สามารถเห็นเส้นเลือดของเขาได้อย่างชัดเจน
ในสองชั่วมองที่ผ่านมาเขาจะเปลี่ยนนิ้วของเขาที่จิ้มลงพื้นทุกๆ
15 นาที
เขาจะเปลี่ยนไปยังนิ้วต่อไปและทำอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ
หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งรอบ
ฉื่อหยานก็นั่งอยู่บนก้อนหินสีเขียวบนพื้นด้วยร่างกายเปียกไปด้วยเหงือ
เขาเหยียดมือซ้ายของเขาออกไปและปล่อยพลังงานด้านลบบางส่วนจากเส้นชีพจรในแขนของเขาออกไป
และควันสีขาวก็ไหลออกมายาวกว่าแขนของเขาและมันก็ลอยขึ้นมาที่ด้านหน้าตามความคิดของเขา
.
พลังปราณลึกลับที่กำลังโคจรอยู่ในมือซ้ายของเขาก็เริ่มสั่น
จากนั้นเขาก็ถ่ายเถมันเข้าไปในควันสีขาวที่กำลังลอยอยู่ตรงหน้า
เมื่อถ่ายเถพลังปราณลึกลับเข้าไปควันสีขาวแล้ว
ทันทีควันสีขาวก็เคลื่อนไหวดิ้นไปมา เหมือนกับอสรพิษ . . . . . . .
ควันสีขาวและพลังปราณลึกลับค่อยๆหลอมรวมกันและสร้างเป็นวงหมุนวนเล็กๆขึ้น ซึ่งมันก็เกิดเป็นแรงดึงดูดขึ้นอย่างอัศจรรย์
ทันทีที่เกิดขึ้นสภาพอากาศรอบๆก็แปรปวนทันที
มันดูดอากาศที่อยู่รอบๆให้เข้ามาที่จุดศูนย์กลาง
และพื้นที่โดยรอบอากาศก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกได้ทันทีว่าอากาศรอบๆดูหนักขึ้น
ตาของฉื่อหยานส่องประกาย
เขาตั้งสมาธิไปที่วงหมุนเล็กๆนั่นและพยายามที่จะเพิ่มความอัศจรรย์ให้มัน
โดยการถ่ายเถพลังปราณลึกลบเข้าไปมากกว่าเดิม
แต่น่าแปลกที่วงหมุนนั้นกลับไม่ได้ดูดรุนแรงขึ้นอย่างใด
ในทางตรงกันข้าม มันกลับเบาบางและอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก
“ เอ๋ ? ”
ฉื่อหยาน
ก็งงและสับสน
หลังจากครุ่นคิดเป็นเวลานาน
ดูเหมือนเขาจะทำบางอย่างผิดวิธี
เขาจึงหยุดถ่ายเถพลังปราณลึกลับเข้าไปและจึงปลดปล่อยควันสีขาวให้เข้าไปยังวงหมุนมากขึ้น
วงหมุนก่อนหน้านี้ที่มีขนาดเล็กและพลังอ่อนแอลง
มันก็แข็งแกร่งขึ้นทันทีหลังจากปลดปล่อยควันสีขาวเข้าไป
เขาจ้องไปที่วงหมุน
10 วินาที
ฉื่อหยานก็คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ในที่สุดเขาก็โคจรพลังทั้งสองประเภทออกมาจากวงหมุนนั่นทันที
ทันใดนั้นวงหมุนก็หายไป
ด้วยการฝึกในรอบนี้
เขาก็ได้ข้อสรุปว่า เพื่อที่จะเพิ่มพลังให้กับวงหมุน ควรจะมีพลังทั้งสองประเภทอย่างสมดุลในวงหมุนนั่น
เพียงทำแค่นี้ ก็จะทำให้วงหมุนมีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว
ถ้าพลังประเภทหนึ่งมีมากกว่าพลังอีกประเภท
มันจะไม่เพิ่มประสิทธิภาพให้
แถมยังทำลายสมดุล และลดพลังอำนาจของมันลงอีกด้วย
มันต้องมีความสมดุลระหว่างพลังทั้งสอง
หรือจะบอกได้ว่า ไม่ควรปลดปล่อยพลังอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป
ในระหว่างวันเหล่านี้
ฉื่อหยานอุทิศตัวให้กับการฝึกฝนวิชาต่อสู้ทั้งสอง : [ ดรรชนีย์ทะลวง ] และ [
หลุมแรงโน้มถ่วง ] นอกจากเวลาอาหารทั้งสามมื้อแล้ว
เขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดในการฝึกฝนพวกมัน
หลังจากฝึกฝนอย่างทรมานมาหนึ่งเดือน
การฝึกฝน [ ดรรชนีย์ทะลวง ] ของฉื่อหยานก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เขาสามารถทรงตัวได้นิ้วละ
15 นาทีอย่างไม่ทรมานอีกต่อไป
นิ้วมือทั้งสิบของเขากลายเป็นแข็งแกร่งและแข็งแรงขึ้นเป็นอย่างมาก
และมันจะเกิดเป็นเสียงโลหะเมื่อเขาได้เปิดใช้งานจิตวิญญานกายาแข็งและนำมันมากระทบกัน
.
ทุกครั้งที่เขาฝึกฝน
[ ดรรชนีย์ทะลวง ] เสร็จ เขาก็จะมุ่งมันในฝึกวิชาต่อสู้ระดับวิญญาน [
หลุมแรงโน้มถ่วง ] ต่อ
เขาไม่ได้เรียกพลังงานด้านลบให้กลับมาที่เส้นชีพจรของเขาทุกครั้งหลังจากที่ฝึกเสร็จ
เขากลับบังคับให้มันไหลไปที่แขนและขาแทนและให้มันหลอมรวมกับพลังปราณลึกลับของเขาแทน
เพื่อฝึกฝน [ หลุมแรงโน้มถ่วง ]
ถึงแม้ว่าวงหมุนที่เขาสร้างขึ้นนั้นมีขนาดเล็กก็ตาม
แต่ประสิทธิภาพของมันกลับไม่ด้อยไปกว่าวงใหญ่เลย
หลังจากสิ้นสุดการฝึกฝนซ้ำไปมาเหล่านี้
เขาก็เข้าใจเกี่ยวกับ [ สนามโน้มถ่วง ]มากขึ้น และ
เขาก็รู้ว่าเขาสามารถคงสภาพมันไว้ได้นานเท่าใด
ยิ่งเขาเข้าใจวิชา
[ สนามโน้มถ่วง ]
ลึกซึ้งมากเท่าใด
เขาก็พบว่ามันยังมีบางอย่างอีกมากมายในวิชาระดับวิญญานนี่
ในขณะที่ฝึกวิชาระดับวิญญานนี้อยู่
ฉื่อหยาน ก็ยังคงคิดเกี่ยวกับโลกแห่งนี้อยู่
ฉื่อหยานนั่งตัวตรงด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยเหงื่อ
และจมไปในความคิด
“ แกร๊กกกก ”
ประตูหินห้องแรงโน้มถ่วงถูกเปิดออกมา
เป็นฮั่นจงที่เดินเข้าไปและตะโกนว่า ” น้องหยาน
ท่านหัวหน้าตระกูลให้มาตามเจ้าไปที่ห้องรับแขก ”
“ ห้องรับแขก ? ” ฉื่อหยาน เหลือบมองเขา แล้วขมวดคิ้ว ” เขาไม่ได้ห้ามไม่ให้
ข้าออกจากห้องแรงโน้มถ่วงงั้นรึ ? หรือว่ามีบุคคลสำคัญมาเยื่อน
? ”
“ ซั่วชู มากับสาวน้อยที่ชื่อว่าซั่วฉือ
” ฮั่นจงอธิบายในขณะที่ยืนอยู่ที่ประตู ”
ซั่วชูและซั่วฉือพึ่งเดินทางกลับหลังจากไปพบอาจารย์ของนางมา ชื่อว่า ชิเสี่ยว
ดังนั้นพวกเขาจึงมาเยี่ยมเราระหว่างทาง
และกำลังหารือเรื่องงานประลองฝีมือกับท่านหัวหน้าตระกูลอยู่ ”
ตระกูลซั่วเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ในสมาคมการค้า
และค่อนข้างใกล้ชิดกับตระกูลฉื่อ
ตระกูลซั่วนั้นครอบครองจิตวิญญานเงา
ในระหว่างการต่อสู้ จะมีร่างแยกอยู่ข้างๆ นักรบตระกูลซั่ว
และตรกูลซั่วเองก็มีทักษะในการสร้างร่างของตนเจ็ดถึงแปดร่างในการต่อสู้
ร่างแยกเหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวและการกระทำสิ่งต่าง ๆ
เพื่อสร้างความสับสนให้กับศัตรูได้
ตระกูลซั่วจะสร้างร่างเงาเหล่านี้ออกไปต่อสู้และร่างจริงก็จะซ่อนตัวอยู่ในจุดบอด
ฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจผิดโจมตีไปที่ร่างแยกพวกนั้น
จากนั่นนักรบตระกูลซั่วก็จะใช้จังหวะนั้นสังหารศัตตรูได้อย่างง่ายดาย
จิตวิญญานเงาไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับการต่อสู้ได้เท่านั้น
แต่ยังทำให้ความแตกต่างอย่างใหญ่หลวง เมื่อใครสักคนต้องการจะหลบหนี
เมื่อนักรบตระกูลซั่วถูกคุกคามพวกเขาจะสร้างร่างของตนเองหลายร่างและเคลื่อนไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
ถ้าหากพวกเขามีศัตตรูเพียงคนเดียว
คนๆนั้นก็จะเลือกไล่ตามหนึ่งในร่างเหล่านั้นแน่นอน
หลังจากที่ศัตรูไล่ตามได้ทัน
กว่าจะรู้ตัวมันก็จะพบว่านั่นเป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น
และร่างจริงของเขาก็ได้หลบหนีไปแล้ว
ถ้าตัวจริงถูกไล่ตาม
พวกเขาสามารถก็จะสร้างร่างแยกขึ้นมาและทำให้ศัตรูสับสนอีกครั้ง
ไม่มีใครสามารถสังหารนักรบตระกูลซั่วได้
และยากนักที่จะได้พบกับตัวจริงของพวกเขา
“ ข้าเข้าใจแล้ว ”
ฉื่อหยานพยักหน้าอย่างเนื่อย ๆพร้อมกับหยิบเครื่องแบบนักรบสีเขียวจากพื้นขึ้นมาและสวมมัน
เขาก้าวเดิน ออกไปจากห้องแรงโน้มถ่วง ” ไปกันเถอะ ”
“ เอ่อ . . . . . . . น้องชาย
เจ้าไม่อาบน้ำก่อนรึ ? ” ฮันจงเอามือครอบไปที่จมูกของเขาด้วยมือข้างหนึ่งและโบกมือไปมา ”
ตัวเจ้าช่างเหม็นเหงื่อนัก ! ”
“ ไม่ ข้าจะไปแบบนี้แหละ ”
“ เจ้าไม่อยากจะสร้างความประทับใจดีๆกับซั่วฉืองั้นรึ
? ” ฮันจงมองด้วยสายตาแปลกๆ ”
ซั่วฉือเป็นที่รู้จักกันดีในสมาคมการค้าด้วยความงดงามของนาง เทียนเซียว เทียนลั่ว
รวมถึงนายน้อยหลายๆคนต่างลุมล้อมนางทุกๆวัน เจ้าไม่อยากทำให้นางประทับใจเช่นนั้นรึ
? ”
“ ซั่วฉือ ”
ฉื่อหยานคิดสักพักและจานั้นก็ปรากฏประกายแสงในใจของเขา โดยไม่คาดคิด
เขารู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยในหัวใจของเขาและเขาก็ส่ายหัว ” นี่….
มีเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้าและนางเช่นนั้นรึ . . . ”
“ ถูกต้อง ! ”
ฮั่นจงแสยะยิ้ม
” เจ้าทั้งสองเกิดในวันเดียวกัน มันช่างบังเอิญนัก !
แล้วปู่ของเจ้ากับซั่วชูได้ทำการหมั้นหมายเจ้ากับนางแล้ว
ตั้งแต่ในวันที่สามหลังจากที่นางเกิดนางก็ได้สืบทอดจิตวิญญานเงา
ในขณะที่เจ้ายังไม่ได้รับสืบทอด อืม.. แล้วก็
ไม่มีใครรู้เรื่องการหมั้นระหว่างเจ้าทั้งสองด้วย มีเพียงเราสองตระกูลเท่านั้น . .
. . . . . ”
ฮั่นจงหยุดและถอนหายใจออกมา
” มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ซั่วฉือผู้ได้รับสืบทอดจิตวิญญาณการต่อสู้
นั้นไม่ได้สนใจเจ้าตั้งแต่แรก ทั้งตระกูลฉื่อและตระกูลซั่ว
คิดว่าเจ้านั้นจะไม่ประสบความสำเร็จในอนาคตแน่นอน ตระกูลซั่วนั้นไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่นักรบและซั่วฉือเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
เพราะว่า ตระกูลฉื่อก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรในเรื่องนี้เลย . ”
ความทรงจำที่ซ่อนอยู่ลึกภายในจิตใจของเขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยคำพูดของฮั่นจง
ฉื่อหยานยืนตะลึงสักพัก แล้วจึงค่อยๆ เริ่มค้นหาเศษเสี้ยวของความทรงจำเหล่านี้และพึมพำกับตัวเองเป็นเวลานาน
” เจ้าช่างน่าเห็นในจริงๆ . . . . . . ”
“ ซั่วฉือเก่งและฉลาดเป็นอย่างมาก
แต่นางค่อนข้างที่จะไม่สนใจวิชาต่อสู้และไม่ค่อยฝึกฝนนัก
ความสำเร็จของนางเป็นผลมาจากการผลักดันของตระกูล นางสามารถฝึกฝนได้เร็วกว่านักรบทั่วไป
นางนนั้นอยู่ใน นภาที่สองของระดับมนุษย์ในตอนนี้ ซึงนางมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น
ช่างเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ในสมาคมการค้ายิ่งนัก ”
ฮั่นจงส่ายศีรษะแล้วถอนหายใจ
” เจ้าเป่ยหมิงเช้อ มันไปถึงนภาที่สองของระดับมนุษย์ได้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ด
เพราะมันนั้นได้ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ในขณะที่ซั่วฉือนั้นเอาแต่นอนและเล่นไปวันๆ . .
. . . . . ข้าเดาว่าซั่วฉือต้องมีพรสวรรค์มากกว่าเป่ยหมิงเช้อเป็นแน่ ”
ฉื่อหยานไม่ตอบอย่างใดและเอาแต่ขมวดคิ้ว
.
เขารู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกเล็กน้อยในหัวใจของเขาเมื่อได้ยินชื่อซั่วฉือ
. . . . . . .
เขามุ่งความสนใจไปที่ความจำ
ฉื่อหยานรู้ว่าเจ้าของร่างคนเดิมนั้นได้หลงรักซั่วฉือ ในขณะที่ นางไม่เคยสนใจใยดีเขาเลย
ซั่วฉือเป็นคนขี้เกียจมาก
นางไม่ชอบ ฝึกฝนวิชาต่อสู้ แต่กลับสนในในเรื่องของ ศิลปะ ธรรมชาติ พิธีชงชา หรือ โหราศาสตร์และอื่น ๆ . . . . . .
.
เป็นงานอดิเรกที่แตกต่างกันออกไป
ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้ฝึกหนัก
นางก็สามารถบรรลุระดับได้อย่างง่ายดายและยังไปถึงนภาที่สองในระดับมนุษย์ได้
ต่อให้นั้นจะเป็นเพราะการผลักดันของตระกูลก็ตาม
นี่ก็ย่อมเป็นพรสวรรค์ที่น่าทึ่งของนางอยู่ดี
นอกเหนือจากพรสวรรค์ที่เหลือเชื่อของนางแล้ว
นางยังมีใบหน้าที่ละเอียดอ่อนและงดงามเป็นพิเศษ
เจ้าของร่างคนเก่าได้หลงรักซั่วฉื่อตั้งแต่แรกเห็น
แต่เขาไม่กล้าที่จะพูดออกไป เพราะ เขาก็รู้ดีว่าเขาอ่อนแอ เช่นนั้นเขาจึงไม่แสดงออกอะไรที่บ่งบอกว่าเชาชอบนางเลย
ด้วยการที่เขาเป็นแบบนั้น
เขาย่อมไม่สมหวังแน่นอน
“ เอ่อ . . . ”
หลังคิดพร้อมกับเดินไปสักพัก ฉื่อหยานก็ยิ้ม ” งั้น . . . . . . .
สาวน้อยคนนั้นย่อมเป็นอัจฉริยะสินะ ”
“ แน่นอน ! ”
ฮั่นจงพยักหน้าและพูดยืนยัน
” ไม่งั้น ชิเสี่ยว จากหุขเขาเมฆาคงจะไม่รับนางเป็นศิษย์แน่
และเขายังรับนางเป็นศิษย์ทันทีหลังจากที่เห็นนางครั้งแรกอักด้วย เมื่อสามปีก่อน
ชิเสี่ยวได้บรรลุเป็นนักรบในระดับนภา
ซึ่งนั่นหาได้ยากมากในสมาคมการค้าและจักวรรดิ์อัคคีและจักวรรดิ์พรพระเจ้า
ว่ากันว่า แม้แต่ เป่ยหมิงชาง เองก็เคยถูกเขาทุบตีมาแล้ว ”
“ เช่นนี้นี่เอง ”ฉื่อหยานดูไม่แยแส ”
เช่นนั้นไปกันเถอะ ”
“ นี่ . . . . . . .
เจ้าจะไม่ทำอะไรสักอย่างกับสิ่งข้าพูดหน่อยรึ เจ้าควรไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าสะ
” ฮัน จงยิ้มอย่างขมขื่น
“ ตอนนี้ หญิงสาวคนหนึ่งที่มีคนชมชอบมากมายอีกทั้งนางยังได้รับการปกป้องจากชิเสี่ยวและซั่วชูกำลังรออยู่ ข้าไม่อยากจะให้นางรอนาน
เด๋วจะเสียโอกาส “
––––––––––––––––––––––––
ปล. ลงอีกที วันที่ 6/4/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 126 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย เริ่มลงตอนที่ 121 แล้วนะครับ หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ
สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
54 ซั่วฉื่อ
ที่ด้านหน้าของห้องรับแขก
มีสวนขนาดกลางซึ่งเต็มไปด้วยพืชพันธุ์หายากอยู่
และก็เต็มไปด้วยดอกไม้ที่บานตลอดทุกฤดูกาล
ส่งกลิ่นหอมออกมาซึ่งสามารถทำให้ลุ่มหลงได้ .
ฉื่อหยานเดินมาถึงด้านหน้าของสวน
และก็เห็นซั่วฉื่อและคนอื่นๆอยู่
ท่ามกลางดอกไม้สีสันสดใส
ซั่วฉื่อยืนอยู่กลางสวนด้วยร่างกายที่งดงาม ผมของนางยาวสลวย ขาของนางเหยียดตรง
ร่างกายดูเร่าร้อน
ภายใต้แสงแดดที่ส่องกระทบ
ผิวที่ระเอียดอ่อนของนางส่องประกายออกมาอย่างดงาม
ใบหน้าของนางมีขนาดเล็กซึ่งดูแล้วบอบบาง ดวงตาทั้งสองของนางโตและสดใสเหมือนคริสตัลสีฟ้า
แม้ว่าฉื่อหยานจะรู้อยู่แล้วว่าซั่วฉือนั้นงดงามเพียงใด
แต่เขายังต้องทึ่งเมื่อได้มาเห็นซั่วฉื่ออีกครั้ง
จะบอกได้ว่า
ซั่วฉื่อนั้นงดงามเทียบเท่ากับมู่หยู่เตี๋ยเลยก็ว่าได้
แต่นางดูสูงกว่าและผมของนางก็ยาวกว่า และขาของนางนั้นก็ดูน่าลิ้มลองกว่าด้วย
เหล่าสมาชิกรุ่นเยาว์ต่างรุมล้อมซั่วฉื่อเหมือนกับดวงดาวที่หมุนรอบดวงจันทร์
ซั่วฉื่อถือถังน้ำในมือและเดินอย่างช้าๆ กำลังรดน้ำดอกไม้สวน และ
ในดวงตาของนางเหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
ดูเหมือนว่านางนั้นไม่ชอบให้ใครปฏิบัติกับนางเป็นพิเศษเท่าใดนัก
ฉื่อหยานชำเลืองมองนางจากที่ไกลๆ
และเดินเข้าไปในสวนได้โดยตรง
และมุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกที่อยู่ด้านหลังของสวนทันที
“ ฉื่อหยาน ! ”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนดังออกมา
และรุ่นเยาว์หลายๆคนที่กำลังลุมร้อมซั่วฉื่ออยู่ก็หันมามอง
“ มีอะไรรึ ? ” ฉื่อหยาน หยุดชั่วคราวและ หันมาถาม
“ เจ้าไปไหนมา
ข้าได้ยินว่าเจ้ากลับมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ทำไมข้าถึงไม่พบหน้าเจ้าเลย ”
ฉื่อเทียนเซียว ตะโกนและโบกมือไปที่ฉื่อหยาน ” มานี่หน่อย ฉื่อหยาน
ฉื่อเอ๋อได้กระดองเต่านี่มา และ ดูเหมือนมันจะมีบางอย่างแปลกๆ ไม่ใช่ว่าเจ้าเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้รึ
มาช่วยดูให้เราหน่อยสิ ”
ซั่วฉื่อ
ที่กำลังถูกรุ่นเยาว์ลุ้มล้อมอยู่ก็หันมาสนใจ เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น
ดวงตาของนางก็สดใสเหมือนส่องประกายสีฟ้าเหมือนทะเลสาบออกมาและจ้องข้ามไปที่เขาและนางก็ตัดสินใจเดินมาหาฉื่อหยาน
“ ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งอยู่
ท่านปู่มีเรื่องจะคุยกับข้า ไว้ข้าจะคุยกับเจ้าที่หลังละกัน ”
ฉื่อหยานดูเฉยเมยและปฏิเสธทันที
แล้วเขาก็เดินไปที่ห้องรับแขกโดยไม่ลังเลใด ๆ
“ หืมม . . ”
ฉื่อเทียนเชียว
รู้สึกแปลกใจและตะลึง เขายิ้มและหันไปอธิบายกับซั่วฉื่อ ” ฉื่อหยาน
เจ้านี่มันอารมณ์ร้ายจริงๆ อีกทั้งยังพูดไม่มีสัมมาคาระวะอีกด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเอาแต่วิ่งเล่นไปทั่วทุกสถานที่
ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่อย่าได้กังวลไป
ข้าจะให้เขาตรวจสอบมันให้กับเจ้าแน่นอน ” .
มีข้อสงสัยบางอย่างปรากฏขึ้นในแววตาของซั่วฉื่อ
นางจ้องมองไปที่ฉื่อหยานที่จากไปและถามว่า ” เขาไม่สนใจในวิชาต่อสู้จริงงั้นรึ ? แล้วเหตุใดระดับการบ่มเพาะของเขาถึงมากกว่าเจ้ากัน
? ”
“ อะ . . . อะไรนะ ! ? ”
ฉื่อเทียนเซียว
ดูตกใจและเขาก็รีบถามกลับ ” ฉื่อน้อย เจ้าพูดจริงงั้น ข้าไม่เคยเป็นรองใครในรุ่นเยาว์อายุไม่เกินสิบเจ็ดปีมาก่อน
! เช่นนั้น แล้วระดับบ่มเพาะของเขาอยู่ในระดับใดหละ ? ”
ใบหน้าที่งดงามของซั่วฉื่อตกใจเล็กน้อย
นางบอกออกไปหลังจากสังเกตุสักพัก ” เขาอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้ง นี่รึที่บอกว่าเขานั้นไม่ได้สนใจการฝึกฝนวิชาต่อสู้
? ท่านผู้อาวุโสคนนั้นสอนวิชา [
เนตรทิพย์ ] ให้กับข้า ข้าสามารถบอกได้ถึงระดับบ่มเพาะของทุกคน
แต่คนๆนั้นจะต้องไม่มีระดับสูงกว่าข้า เช่นนั้นการพิจารณาของข้าย่อมถูกต้องแน่นอน
.
“ นภาที่สามในระดับก่อตั้ง ! ”
ฉื่อเทียนลั่ว
ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ส่ายหัว และตะโกนว่า ” ไม่มีทาง ! มันเป็นไปไม่ได้ !
สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา
ฉื่อหยานนั้นไม่ได้ฝึกวิชาต่อสู้ใดๆเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เหตุใดเขาถึงอยู่ในนภาที่สามของระดับก่อตั้งได้ อย่ามาล้อข้าเล่นเลย ! ”
เมื่อเห็นพวกเขาไม่เชื่อที่พูด
– ซั่วฉื่อจึงส่ายหน้าเล็กน้อยโดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม
จากนั้นก็เดินไปอีกฝั่งของแม่น้ำ
. . . . . .
.
“ ท่านปู่ ท่านมีสิ่งใดให้ข้าช่วยงั้นรึ ? ”
ฉื่อหยานเดินเข้าไปในห้องรับแขก
แล้วโค้งคำนับ ฉื่อเจี้ยน ฮันเฟิง และ ซั่วชู หนึ่งครั้งและถามไปยัง ฉื่อเจี้ยน .
ฉื่อเจี้ยน
พยักหน้า และก้าวเข้ามาคว้าแขนของฉื่อหยานและลากเขาไปยังด้านหน้าซั่วชู ” พี่ซั่ว
โปรดดูเขาให้ดี และตรวจสอบดูให้ทีว่าจิตวิญญานของเขาคือสิ่งใดกัน
ตระกูลซั่วของท่านได้รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับจิตวิญญานต่อสู้ดั่งเดิมมากมาย
ท่านต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับมันมากกว่าข้าแน่ ข้าเองไม่สามารถรู้ได้มันคือสิ่งใด ข้าเชื่อว่าท่านต้องรู้แน่มันคือสิ่งใด
.
ซั่วชูอายุประมาณหกสิบปี
มีผมสีขาวอยู่ด้านข้างหน้าผากทั้งสองฝั่ง เขาดูไม่หยิงหยอง และเต็มไปด้วยภูมิฐาน
เขาเพียงแต่มุ่งมั่นฝึกฝนในด้านการกลั่นสกัดเท่านั้น
เขาดูไม่เหมือนกับหัวหน้าของตระกูลใหญ่เลยสักนิด
เขาดูเหมือนเป็นครูที่าอนอยู่โรงเรียนเสียมากกว่า
ฉื่อเจี้ยน
และซั่วชู เป็นสหายสนิทกันมาหลายปี
และตระกูลฉื่อและตระกูลซั่วต่างเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งต่อกันมานาน
ดังนั้นถึงแม้เรื่องราวปัจจุบันของฉื่อหยานจะเป็นความลับต่อคนในตระกูล
แต่สำหรับซั่วซูมันไม่ได้เป็นความลับเลย
ซั่วชูขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาเหยียดมือที่ผอมแห้งของเขาออกไปข้างหนึ่งและจับไปบนข้อมือของฉื่อหยาน ”
ข้าจะตรวจสอบจิตวิญญานกายาแข็งของเจ้าก่อน ”.
ฉื่อหยานผ่อนคลายลงและให้ซั่วชูตรวจสอบ
ทันใดนั้น
เขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างไหลผ้านเข้ามาผ่านข้อมือเหมือนผ้าไหม
มันไหลอย่างราบเรียบในร่างกายฉื่อหยาน
แต่ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างใด เขารู้สักคันเล็กน้อย .
มันไหลผ่านเส้นเลือดและกระดูกของเขาเพื่อตรวจสอบ
ไหลไปทั่วอวัยวะภายในของเขาและยังคงไหลไปทุกมุมของร่างกาย และสุดท้าย
มันก็ไหลกลับไปที่ข้อมือของเขา
ซั่วชูดึงมือออกจากข้อมือของเขาและขมวดคิ้ว
หลังจากที่เงียบมานาน เขาก็กล่าวว่า ” ปกติดี . ”
ฉื่อเจี้ยนก็ปลาบปลื้มขึ้นมาและเขากล่าวอย่างรีบร้อน
” นั่นหมายความว่า เจ้าเด็กนี้ได้รับสืบทอดจิตวิญญานที่ปกติดีใช่หรือไม่ ? และมันยังจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ในอนาคตอีกเช่นนั้นรึ
? ”
“ สมควรเป็นเช่นนั้น ” ซั่วชู
จมลงไปในความคิด ขณะที่เขาแสดงสีหน้าแปลกประหลาด ” พี่ใหญ่
ข้ารู้สึกว่ามีจิตวิญญาณต่อสู้อื่นในร่างกายของเขาอีกอย่างหนึ่ง ”
“ เจ้ารู้งั้นรึ ? ”
ฉื่อเจี้ยน
มีความสุขมากช่วยไม่ได้ที่เขาจะหัวเราะออกมา ” น้องซั่ว ! เจ้านี่รู้แจ้งจริงๆ
ถูกต้อง มีจิตวิญญาณการต่อสู้อื่นอีกในร่างของเขา
มันเป็นจิตวิญญานที่สามารถฟื้นฟูรักษาร่างกายได้ ! ฮ่า ฮ่า
ข้าตั้งใจจะบอกเจ้าที่หลัง แต่เจ้ากลับพอมันเสียก่อน ! ”
ประกายแสงปรากฏในแววตาของซั่วชูและปากของเขาก็สั่น
หลังจากนั้น เขาก็พยักหน้าอย่างหนักและทักทายอย่างมีความสุข ” ยินดีด้วยพี่ใหญ่ ”
“ ฮ่าๆ เจ้าก็เช่นกัน ” ฉื่อเจี้ยน
ซึ่งในขณะที่เขาหัวเราะเขาก็กล่าวว่า ”
แม่นางน้อยของท่านเองก็นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะเช่นกัน
ตอนนี้นางสามารถบรรลุถึงนภาที่สองในระดับมนุษย์ได้ แม้แต่เจ้าเฒ่าชิเสี่ยวยังต้องการที่จะเป็นอาจารย์ของนาง
ข้าพนันได้เลยว่า นางจะต้องประสบความสำเร็จมากกว่าเจ้าเด็กจากตระกูลเป่ยหมิงแน่นอน
”
ซั่วซูส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้มอย่างขมขื่น
และถอนหายใจออกมา ” นางมีพรสวรรค์จริงๆนั้นแหละ แต่นางกลับเกียจคล้านเกินไป
นางจะไม่ฝึกนอกเสียจากว่าจะโดนบังคับ ระดับของนางจะสูงมากกว่านี้แน่
หากนางขยันเหมือนเจ้าเด็กเป่ยหมิงเช้อ .
ซั่วชูดูภูมิใจนิดๆเมื่อพูดถึงพรสวรรค์ซั่วฉื่อ
“ หลานสาวของท่านสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วก็จริง
แต่ฉื่อหยานนั้นก็สามารถอยู่จุดสูงสุดในระดับก่อตั้งด้วยเวลาอันเส้นเช่นกัน
เขาไม่เคยฝึกฝนใดๆเลยตลอดสิบเจ็ดปี ถ้าพูดถึงความเร็วในการฝึกหละก็
ข้าไม่เคยพบใครที่เร็วกว่าเขามาก่อนแน่นอน ” ฉื่อเจี้ยน ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
และพยักหน้าเบาๆ
ปรากฏแสงในแววตาซั่วชูอีกครั้ง
เขามองไปที่ ฉื่อเจี้ยน และพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ”
จิตวิญญานต่อสู้แฝดที่น่าทึ่งจริงๆ ตระกูลฉื่อจะต้องได้รับชัยชนะในการประลองครั้งนี้แน่
”
“ แน่นอน ! ”
ฉื่อเจี้ยน
ไม่ได้ถ่อมตัวเลย เขาพูดออกมาเสียงดัง ” ข้าให้
เจ้าเด็กนั้นฝึกอยุู่ในห้องแรงโน้มถ่วงตลอดเวลา
เพื่อที่จะให้เขาไปสั่งสอนพวกคนจากตระกูลโม่โดยเฉพาะ ”
“ น้องซั่ว นอกจากฉื่อหยานจะได้ได้ครอบครองจิตวิญญานแฝดแล้ว
มันยังมีเรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นอีก เพราะว่า ตอนนี้หนะ
จิตวิญญานกายาแข็งของเขานั้นอยู่ในขั้นที่สองแล้ว ”
ซั่วซูคิดสักพัก
แล้วกล่าวว่า ” เท่าที่ข้ารู้มา
มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ผู้ครอบครองจิตวิญญานทั้งสองในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น
จิตวิญญานทั้งสองอาจจะเปลี่ยนแปลงไปหากใช้งานพร้อมกัน
บางครั้งก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่อันตราย จิตวิญญานต่อสู้ทั้งสองจะหักล้างกันเอง
และลดพลังอำนาจของเขาลง แต่นั้นก็เป็นโอกาสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และมันก็เกิดขึ้นในจิตวิญญานแฝดอื่นๆ
ฉื่อหยานนั้นนับว่าโชคดีที่จิตวิญญานของเขาเข้ากันได้ เช่นนั้น
จิตวิญญานกายาแข็งของเขาจึงอยู่ในขั้นที่สูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นเมื่ออยู่ในระดับก่อตั้ง
”
“ ถูกต้อง ข้าคนนี้มีความสุขยิ่งนัก !
ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะทำให้ข้าประหลาดใจได้เมื่อเขาอายุสิบเจ็ดปี ”
ฉื่อเจี้ยนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มกว้าง
แล้วชายแก่ทั้ง
2 คนก็เริ่มคุยกันเรื่องไร้สาระอื่น
ๆและลืมไปว่า ฉื่อหยานยืนอยู่ข้างๆพวกเขา
“ เช่นนั้น
ข้าขอตัวกลับไปฝึกในห้องแรงโน้มถ่วงต่อ ท่านต้องการอะไรอีกหรือไม่ ? ” เมื่อถูกเมิน ฉื่อหยานก็พูดออกไป
“ ตกลง เจ้าไปเถอะ ! เร็วเข้า !
อย่าได้ขี้เกียจ ! ” ฉื่อเจี้ยนกล่าวอย่างจริงจัง
“ เอ่อนี่
เจ้าค่อนข้างเชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณใช่หรือไม่ ? ” ซั่วชูนึกขึ้นได้และพูดเพิ่มเติม ”
มีอักขระโบราณอยู่บนกระดองเต่าโบราณนั่น และตอนนี้มันอยู่กับซั่วฉื่อ
ข้าอยากจะรู้ว่ามันหมายความว่าเช่นไร เจ้าช่วยไปแปลให้นางฟังได้หรือไม่ ” .
“ ขอรับ ”
––––––––––––––––––––––––
ปล. ลงอีกที วันที่ 8/4/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 132 แล้วนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม 3 แล้วด้วย หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ
สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
55 เจ้าคนประหลาด !
ในสวนที่อยู่ด้านหน้าของห้องรับแขก
พวกรุ่นเยาว์ตระกูลฉื่อกำลังพูดประจบซั่วฉื่อกันอยู่
พวกมันเจียมเนื้อเจียมตัวและยิ้มทุกครั้งที่ซั่วฉือถามอะไรมา นางถามอะไร
พวกมันก็จะตอบอบ่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความประทับใจต่อนาง
พวกมันบางคนก็มาจากตระกูลสาขาบางคนก็มาจากตระกูลหลัก
เช่น ฉื่อเทียนเซียว และ ฉื่อเทียนลั่ว ที่มาจากตระกูลหลักโดยตรง
นางเดินช้าๆอยู่ท่ามกลางดอกไม้ที่สดใส
นางดูเหม่อลอย ถึงแม้นางจะยังคงก้าวเดินอย่างปกติ
นางเขย่าถังน้ำในมืออย่างเบื่อหนาย
เหมือนกับผีสาวที่งดงามที่อยู่ท่ามกลางดอกไม้
ฉื่อหยานเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นมาและหยุดคิดสักพัก
จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในสวนดอกไม้ และก็เดินไปที่ ซั่วฉือ เขาก็เหยียดมือออกไป
และกล่าวว่า ” ขอข้าดูกระดองเต่าของเจ้าหน่อย ”
“ เจ้าโง่
เหตุใดเจ้าจึงมายืนต่อหน้าฉื่อน้อย ! เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน ? ” ฉื่อเทียนเซียว ถอนหายใจออกมาอย่างดูถูก .
“ ให้ไปหารือกับท่านปู่มา ”
ฉื่อหยานอธิบายง่ายๆ ”
ข้าสัญญากับผู้อวุโสซั่วชูไว้ว่าจะมาอ่านอักษรโบราณบนกระดองเต่าให้นาง
เจ้าอย่าได้เข้าใจเจตนาของข้าผิดไป ”
“ เจตนางั้นรึ ? แล้วมันต่างกันยังไงหละ ? ” ฉื่อเทียนเซียว เขาเอามือปิดจมูกของและร้องออกมา ” อ๊ะ กลิ่นอะไร …
ฉื่อหยาน ตัวเจ้าเหมือนกลิ่นอะไรหนะ ! ”
เป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยออกมาจากเขา
ฝูงชนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นเขาในตอนแรกเลย
เพราะพวกมันต่างกำลังประจบซั่วฉืออยู่ เมื่อพวกมันทั้งหลายได้ยินฉื่อเทียนเซียว
ตะโกนออกมา พวกมันจึงสังเกตเห็นฉื่อหยานได้อย่างรวดเร็วและเอามือไปปิดที่จมูกพร้อมกับพูดต่อว่าฉื่อหยานว่าหน้าไม่อาย
โดยไม่คาดคิด
หญิงสาว นางเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ปกติและไม่ได้เดินถอยไปหรือก่นด่าเขาเลย
นางยืนถือถังน้ำอยู่ตรงนั้น และดูเหมือนจะไม่สนใจกลิ่นนั่นเลยแม้แต่น้อย
ซั่วฉือจ้องไปที่ฉื่อหยานอย่างประหลาดใจ
และรู้สึกถึงบางอย่างที่ตราตรึงอยู่ในใจของนาง
ทุก
ๆ คน รวมทั้ง ฉื่อเทียนเซียว และ ฉื่อเทียนลั่ว
พวกมันต่างก็ต้องพรมน้ำอบก่อนที่จะมาพบกับซั่วฉือ
บางคนถึงกับต้องนำดอกไม้มาไว้ในเสื้อผ้าเพื่อที่จะเพิ่มความมั่นใจว่าจะทำให้ซั่วฉือประทับใจได้
แต่เจ้าเด็กนี่ต่างออกไป
ร่างของเขาผอมแห้งและเต็มไปด้วยฝุ่น ; ชุดของเขาดูเก่าโทรมและเริ่มส่งกลิ่นออกมา
นี่ย่อมหมายความว่าเขาพึ่งออกจากการฝึกฝนที่ใช้เวลานานมาแน่นอน
เจ้าคนนี้ช่างประหลาดนัก
!
ซั่วฉือตกตะลึงและนางก็สรุปเช่นนี้
นางเริ่มจะสนใจบางอย่างในตัวฉื่อหยาน
เมื่อเห็นฝูงชนเริ่มถอยไปด้านหลัง
แต่ซั่วฉือก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ฉื่อหยานก็รู้สึกมีความสุขเล็ก
ๆเขาจึงถามออกไปอย่างอ่อนโยน ” กระดองเต่าของเจ้าอยู่ไหนรึ ? ”
“ มันอยู่ที่ห้องรับแขก
ข้าจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้ ” ซั่วฉือตอบกลับด้วยเสียงที่ไพเราะ . จากนั้นนางก็ก้าวเดินด้วยขาสวยงามและร่างที่ผอมบางของนาง
ก็หายไปในทันที
หญิงสาวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เห็นได้เพียงได้แต่เงาของนาง ฉื่อหยานไม่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของนางได้เลย
ฝูงชนและฉื่อเทียนเซียวเองเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงประหลาดใจเช่นกัน
พวกมันรู้ดีกว่าซั่วฉือนั้นไม่เพียงแต่งดงาม
แต่นางยังเป็นนักรบคนหนึ่งที่มีระดับสูงกว่าพวกมันอีกด้วย
ใช้เวลาไม่นานนัก
ซั่วฉือก็กลับมา ฝูงชนก็ยังคงจมอยู่ในความประหลาดใจ นั่นผ่านมาแค่หกวินาทีเท่านั้น
ซั่วฉือก็ปรากฏตัวต่อหน้าฉื่อหยาน
พร้อมกับกระดองเต่าที่มีขนาดเท่ากับกะละมังหนึ่งใบในมือของนาง
และนางก็ส่งมันให้เขา ” มันอยู่นี่ . . . ”
ฉื่อหยานพยักหน้าและหยิบกระดองนั่นมาเท่านั้น
เมื่อเขารับมันมาเขาก็รู้สึกได้ถึงความหนักของมันมีทันที และเขาก็เกือบจะล้มลง
เขาเริ่มโคจรพลังปราณลึกลับ
และทำให้ร่างกายของเขาถือมันไว้ได้และ เขาก็อุทานออกมา ” นี่หนักยิ่งนัก ! ”
เขามองไปที่ซั่วฉื่ออย่างไม่พอใจ
และคิดว่านางกำลังพยายามล้นเล่นกับเขา
อย่างไรก็ตาม
เขาก็พบว่า ซั่วฉือ ตายังคงเป็นประกายสีฟ้าใสและปราศจากเจตนาร้ายใด ๆ .
“ ถูกต้อง ข้าไม่รู้ว่ามันทำมาจากสิ่งใด
มันมีน้ำหนักประมาณสี่ร้อยกิโลเห็นจะได้ ” ซั่วฉือนั้นไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า
ฉื่อหยานนั้นได้แอบก่นด่านางในใจ นางลูบผมข้างๆหูของนาง และกล่าวเสริมว่า ”
ข้าประหลาดเป็นอย่างมากเมื่อข้าได้พบมันครั้งแรก ”
“ สี่ร้อยกิโล ” ฉื่อเทียนเซียว
ลูบขมับของเขา และรู้สึกได้ว่าศีรษะของเขาชา
ซั่วฉือสามารถถือกระดองเต่าด้วยมือข้างเดียวและยังสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเช่นนั้นอีกรึ
! นี้ทำให้มันตระหนักถึงระยะห่างระหว่างมันและ ซั่วฉือ
มันจึงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
ฉื่อหยาน
ถือกระดองเต่าไว้ในมือและเริ่มปรับสมดุล ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของฉื่อหยาน ก็ทำให้เขาเข้าใจเรื่องที่ซั่วฉื่อกล่าวทันที
“ ฉื่อหยาน เจ้า เจ้า ไอ้ . . . ”
ถึงแม้ว่าฉื่อเทียนเซียว
จะไม่ได้เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มากนัก แต่เขาก็ฉลาดพอ
เขาตระหนักได้ว่าซือเจี้ยนนั้นได้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแน่นอน เขาจึงหยุดตัวเองลงก่อนที่เขาจะพูดเรื่องฉื่อหยานออกไป
นี่เป็นเรื่องที่เขาตกใจเป็นอย่างมาก
ฉื่อหยานยังคงไม่แยแส
ไม่ตอบสนองใดกลับไปที่ฉื่อเทียนเซียว เขาตรวจสอบกระดองเต่าอย่างรอบคอบ
และพยักหน้าให้ ซั่วฉื่อ ” นี้เป็นหนึ่งในภาษาที่เก่าแก่ที่สุด ดังนั้นการที่ข้าจะอ่านมันได้จะต้องใช้หนังสือบางเล่ม
ตามข้ามาที่ห้อง ” .
ในทันที
ฉื่อหยานก็ไปที่บ้านของเขาพร้อมกับกระดองเต่าอยู่ในมือ
“ ตกลง ”ซั่วฉื่อพยักหน้าและก้าวตามไปอย่างสบาย
“ นี่พี่ใหญ่ เราควรตามพวกเขาไปหรือ ? ” ฉื่อเทียนลั่ว มีใบหน้าแปลกๆ และถามออกไปเบาๆ หลังจากที่ทั้งสองได้จากไปไกลแล้ว
“ อืม เป็นความคิดที่ดี ” ฉื่อเทียนเซียว
ไม่สามารถอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นของเขาได้ เมื่อผู้คนรอบๆสังเกตุเห็นเช่นนั้น
พวกเขาจึงตามไปยังบ้านของฉื่อหยาน
. . . . . .
.
ฉื่อหยาน
ในบ้านหินที่มีสามชั้น
ชั้นแรกเต็มไปด้วยข้าวของจุกจิกต่างๆ
ชั้นสองมีไว้พักผ่อน
และชั้นสามเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ซึ่งฉื่อหยานได้เก็บหนังสืออักษรโบราณมากมายไว้
หลังจากฉื่อหยานพาซั่วฉือมาที่บ้านแล้วเขาก็สังเกตุเห็น
เห็นฝูงชนยังตามพวกเขามา เขาตะโกนออกมาจากประตูใส่พวกมัน ” ข้าต้องการความสงบ
อย่าได้เข้ามาเด็ดขาด ” .
แล้วเขาก็ปิดประตูและกล่าวแก่
ซั่วฉื่อ ” ขึ้นไปข้างบนกันเถอะ ”
ซั่วฉือพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
และตามเขาไปที่ชั้นสอง
“ เอ่อ เจ้าขึ้นไปรอข้าที่ชันสามสักพัก
ข้าต้องอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ไม่นานข้าจะไปพบเจ้า ”
เขายื่นกระดองเต่ากลับไปให้ซั่วฉือและเดินนำมาที่บันไดขึ้นไปชั้นสาม ” ทางนี้ ”
“ เหตุใดเจ้าต้องอาบน้ำหละ ? ” ซั่วฉือมองไปที่เขาด้วยสายตาคมและถอนหายใจออกมาจมูกที่ละเอียดอ่อน
“ ข้าแค่รู้สึกไม่สบายตัว
ข้าไม่ได้ทำเพื่อจะสร้างความประทับใจจากเจ้าหลอก เจ้าอย่าได้กังวล ”
“ เจ้านั่นแหละที่คิดมากไป ! ”
“ อย่าทำให้ข้าเสียเวลาเลย
ขึ้นไปที่ชั้นสามเถอะ ข้าจะถอดเสื้อผ้าของข้าออกแล้ว ” .
ฉื่อหยานไม่สนใจและ
ถอดชุดฝึกของเขาลง . เผยให้เห็นร่างกายที่เกือบเปลือยของเขา
ตอนนี้เขาเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียวเท่านั้น เขาชายตามองไปที่ซั่วฉือและพูดออกไปอย่างปกติ
“ เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก ? ”
หลังจากผ่านการฝึกหนักมาเป็นเวลานาน
ร่างกายฉื่อหยานตอนนี้ดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก กล้ามเนื้อทุกส่วนดูเงาและหนักแน่น
เหมือนกับรูปปั้นที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็ก ด้วยความแข็งแกร่งเชกเช่นชายชาตรี
เมื่อซั่วฉือเห็นเขาถอดเสื้อผ้าของเขาออกโดยไม่ละอาย
นางก็ตกใจ และนางก็สาปแช่งออกมา ” เจ้าสารเลว ! ”
และนางก้เดินขึ้นไปชั้นสามอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระดองเต่าในมือ
นางขึ้นไปยังชั้นสามด้วยใบหน้าขวยเขินของนาง
คนๆนี้
รูปร่างของเขาช่าง…. ซั่วฉือคิดกับตัวเองพร้อมกับก้าวเดินขึ้นไปข้างบน
ในชั้นสามนั้นมีพื้นที่กว้างประมาณสองร้อยเมตร
นอกเหนือจากหนังสือและชั้นวางของแล้ว
ยีงมีขวดอยู่หลายขวด หม้อและแก้วเต็มไปทั่วชั้นสาม
ซั่วฉือหยิบหนังสือโบราณบางเล่มออกมาอ่าน
และนางก็คิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และ
ซั่วฉือส่ายหน้า และคิดกับตัวเองว่า ” อะไรของเจ้านั่นกัน ! ”
ซั่วฉือ
มีงานอดิเรกต่าง ๆมากมาย
ทั้งปลูกพืช พิธีชงชา โหราศาสตร์ ศึกษา อาวุธ ยา และ อื่นๆ
แต่นั้นก็เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่นางสนใจเท่านั้น นางเกียจค้านจนเกินไป
นางไม่สามารถสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลนานาน ไม่นานนางก็จะเปลี่ยนมันไปเรื่อยๆ
หนังสือโบราณที่อยู่ในชั้นสามเหล่านี้
ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โบราณและซากโบราณ
ซั่วฉือนั้นไม่ได้สนใจพวกมันแม้แต่นิด
นางพบว่าพวกมันช่างน่าเบื่อและเข้าใจได้ยากนัก ในตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่า
ฉื่่อหยานนั้นเป็น เจ้าคนประหลาด แน่นอน !
ของโบราณพวกนี้มันน่าสนใจตรงไหนกัน
แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับเขา ? เขาจะทำอะไรกับมันกันแน่
ซั่วฉือขดริมฝีปากของนาง
และคิดว่า ฉื่อหยานนั้นประหลาดจริงๆ
––––––––––––––––––––––––
ปล. ลงอีกที วันที่ 10/4/2560 จ้า… คอมพังพึ่งซ่อมเสร็จครับขออภัยด้วย
ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 134 แล้วนะครับ หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ
สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
56 คัมภีร์หินลาวา และ เกราะเต่ามังกร
ซั่วฉือเดินเล่นไปรอบๆบนชั้นสาม
นางรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก
นางเดินไปยืนอยู่ข้างๆกระดองเต่าที่วางอยู่บนพื้นดิน ระหว่างที่รอฉื่อหยานมา
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง
ฉื่อหยาน ก็ค่อยๆเดินขึ้นบันไดมา เขาสวมใส่ชุดสีเขียวอ่อนค่อนข้างยาว
เขาค่อนข้างดูดีเลยทีเดียว
แต่ซั่วฉือเพียงแค่เหลือบมองไปที่เขาเท่านั้น
แล้วจึงหันกลับไป สายตาของนางยังคงจ้องไปที่กระดองเต่า และนางก็กล่าว ”
ถ้าเสร็จแล้วเจ้ามาตรวจสอบมันเสียที ข้ารอเจ้ามาเป็นเวลานานแล้วนะ ”
ซั่วฉือนั้นเคยเห็นผู้ชายที่ดูดีมามากมาย
และคนในตระกูลซั่วก็เช่นกัน ดังนั้น
ซั่วฉื่อจึงมีภูมิคุ้มกันจากพวกผู้ชายที่ดูดีอยู่บ้าง
“ แม่นางน้อย เจ้าคงไม่เคยรอใครเลยสินะ ? หากเจ้าไม่ลองรอใครดูเสียบ้าง
เจ้าก็ไม่มีวันรู้ว่าผู้รอนั้นลำบากเพียงใดหลอก ? ”
ฉื่อหยานแสยะยิ้ม
เขาไม่ได้เดินเข้าหานางทันที แต่เขากลับก็เดินไปรอบ ๆ ชั้นหนังสือแทน
และใช้ความทรงจำที่ฝังรากลึกอยู่ในหัว
และเขาก็หยิบหนังสือโบราณเล่มหนาที่มีฝุ่นเกาะเต็มไปหมดออกมา
แล้วจึงเดินไปข้างๆซั่วฉื่อ
ซั่วฉือจ้องมองอย่างแปลกใจ
นางคิดว่าฉื่อหยานอาจจะสูญเสียความทรงจำบางอย่างไป
เขาถึงต้องเดินคำชั้นหนังสือไปมา นางพยักหน้าเบาๆ และพูด ” ที่เจ้าพูดนั้นถูกต้อง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าไม่เคยต้องเสียเวลารอใคร
ดังนั้นนี้คงเป็นความรู้สึกที่ต้องรอคอยสินะ . . . . . . . แต่น่าแปลกเหตุใด
คนอื่นถึงสามารถทนรอข้าได้เป็นเวลานาน โดยไม่บ่นออกมาสักคำ
และยังคุยกับข้าด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอีก ?
”
“ นั่นเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าเจ้าหน่ะสิ
” ฉื่อหยานพูดออกไปตรงๆ .
“ ฮ่าๆๆๆ ”
ซั่วฉือหัวเราะแล้วแววตาของนางก็สดใส
นางสำรวจไปที่ฉื่อหยานแล้วนางก็ยิ้มให้ และนางก็พูด ”
เจ้าหนะดูชั่วร้ายแถมยังต่ำต้อยกว่าพวกเขาเสียอีกนะ ”
“ ข้าคิดว่าเจ้านั้นไม่เหมาะกับชื่อ ซั่วฉื่อเลย ข้าว่าเจ้าน่าจะชื่อ ซั่วซินซิน
มากกว่า ” ฉื่อหยานจู่ๆก็พูดออกมา
“ ทำไมรึ ? ”
“ จากที่ข้าสังเกตุมา
พวกเขามักจะตั้งชื่อเด็กตามความคาดหวังของพวกเขา เหมือนกับชื่อ จ้าวชิน ( 鑫 นั้นหมายถึงทอง ) หมายถึง ความมั่งคั่ง ( 淼 หมายถึง ท่วมท้น ) หมายถึง มากมาย
ดังนั้นสมควรต้องเรียกเจ้าว่าซั่วซินซิน ( 心
ที่หมายถึง ปัญญา ) . . . . . . . ” [TL. จ้าวชิน แปลว่า ความมั่งคั่งที่มากมาย
ส่วน ซั่ว นั้นแปลว่า ไม่ หรือ ไม่มีวัน
ซิน แปลว่า ปัญญา ดังนั้น ซั่วซินซิน จึงเป็น ไม่มีปัญญา หรือ ไม่มีวันฉลาด
ประมาณนี้]
“ เจ้าหนะสิไม่มีปัญญา ! เจ้าสารเลว ”
“ ป่าว ข้าจะบอกว่าเจ้าโง่ต่างหากหละ ”
ฉื่อหยานพูดออกไปอย่างราบเรียบ ” ถ้าเจ้าไม่ได้สมองช้า
เจ้าก็สมควรจะรู้ว่าพวกเขานั้นคิดเช่นไร ? พวกเขานั้นต้องการที่จะเอาใจเจ้า พวกเขาจึงไม่แสดงความไม่พอใจออกมา
บุรุษทุกคนล้วนแต่ทำอย่างกับเจ้าเป็นสิ่งวิเศษ และมักจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบ
พวกเขาต้องการที่สร้างความประทับใจให้กับเจ้า เช่นนั้น
พวกเขาคงจึงไม่เคยต่อว่าเจ้าเลยยังไงหละ ! ”
“ รวมถึงเจ้าด้วยงั้นรึ ? ”
ดวงตาของซั่วฉื่อสดใส
นางยิ้มอย่างเจ้าเลห์พร้อมกับมองไปที่เขา
“ แค่ก แค่ก ข้าหมายถึงบุรุษทั่วไป
แต่สำหรับข้ามันเป็นข้อยกเว้น ”
ฉื่อหยานพูดออกมาพร้อมกับก้มหน้า
เขาเดินไปใกล้ๆกับชิ้นส่วนของกระดองเต่าที่บนพื้นดิน
มือข้างหนึ่งของเขาพลิกผ่านหน้าของหนังสือโบราณเล่มหน้า
เมื่อเขาพลิกไปยังหน้าๆหนึ่ง เขาก็หยุด เขาใช้นิ้ว ชี้ไปที่ตัวอักษรโบราณเหล่านั้น
ที่ด้านหลังของกระดองเต่า
นอกจากมันจะดูเก่าแก่แล้ว ยังมีตัวอักษรโบราณเขียนอยู่แปดตัว
อักษรโบราณดูไม่เหมือนกับว่ามีใครบางคนมาเขียนไว้
แต่ พวกมันดูเหมือนจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เพราะว่า
: ลวดลายบนกระดองเต่า มันดูแปลกประหลาดเป็นพิเศษ
ตัวอักษรถูกสลักยาวเป็นสองบรรทัด
และ ตัวอักษรแต่ละตัวก็มีขนาดเท่ากันและทำให้เขาก็รู้เย็นวาบเมื่อสัมพัสไปที่มัน
ฉื่อหยานผิวของเขารู้สึกได้ทันทีเมื่อสัมพัสไปที่ตัวอักษรพวกนั้นด้วยมือซ้าย
และมือขวาของเขากำลังเปิดหน้าของหนังโบราณที่ละหน้า บางครั้ง
เขาก็คิดอย่างอย่างและย่นคิ้ว บางครั้ง ตาของเขาก็ส่องประกาย
และรอยยิ้มก็ปรากฏที่มุมปากของเขา เขาเริ่มที่จะเข้าใจมันมากขึ้น เขามุ่งความสนใจไปที่การแปลตัวอักษรบนกระดองพวกนั้น
เขามุ่งความสนใจไปที่มันอย่างมาก
เขาทำเหมือนกับว่าไม่ได้มีหญิงงามกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ เลย
เป็นซั่วฉื่อผู้งดงามก็คุกเข่าลง
และใบหน้าที่แสนบอบบางของนางก็เข้าไปใกล้ๆกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่ฉื่อหยานแสดงความสนใจออกมาทางสีหน้าเมื่อสัมพัสไปที่กระดอง
มีคนเคยบอกนางว่า
เมื่อบุรษ ตั้งใจและทุ่มเทที่จะทำสิ่งใดแล้ว เขาจะแสดงเสน่ห์ความเป็นผู้ชายออกมา
ซั่วฉือค่อนข้างชื่นชม
ความตั้งใจและมุ่งมันของฉื่อหยาน นางพยักหน้าอย่างเงียบ ๆในใจของนางคิดว่า
ถึงแม้เขาจะมีความคิดที่ประลาดและดื้อรั้นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเขาทำสิ่งใดแล้ว
เขาจะตั้งใจเป็นอย่างมาก ”
“ แกร็บบ ! แกร๊บบ ! ”
ในห้องเงียบสนิท
มีเพียงเสียงของ ฉื่อหยานที่กำลังเปิดผ่านหน้าหนังสือ
ซั่วฉือก็ค่อยๆคุกเข่าลงข้างๆเขา เพื่อไม่ให้รบกวนเขา
หลังจากนั้น
ฉื่อหยานก็ปิดหนังสือในมือของเขาลงและใบหน้าของเขาก็จริงจัง เขากล่าวว่า ”
เรียบร้อย ”
“ ตัวอักษรทั้งแปดหมายความว่าเช่นไรรึ ? ” ซั่วฉือดวงตาของนางสดใสและถามออกไป .
“ เกราะเต่ามังกร คัมภีร์หินลาวา ! ”
ฉื่อหยาน พูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ
“ เฮ้ ! ”
ซั่วฉือกระซิบและชี้ไปที่กระดองเต่า
และพูดด้วยความประหลาดใจ ” กระดองเต่านั่นกำลังเคลื่อนไหวเพราะคำพูดของเจ้าอยู่ !
”
ฉื่อหยาน
ก็ตกใจ และรีบมองลงไป รูปแบบของมันเปลี่ยนไป : กระดองเต่าส่องแสงสีเขียวออกมา
ตัวอักษรทั้งแปดเหมือนกับว่าพวกมันมีชีวิต
มันค่อยๆ เคลื่อนไหวไปมาบนกระดองและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของมัน
ซั่วฉือจ้องมองอย่างมึนงง
.
หลังจากที่ตัวอักษรทั้งแปดเคลื่อนไหวขึ้นลงซ้ายขวาไปมาสักพัก
.
บนกระดองเต่า
ก็ส่องแสงสีเขียวอ่อนออกมาและมันก็กะพริบต่อเนื่องอย่างแปลกประหลาดออกมาจากกระดองเต่า
อากาศในห้องถูกดึงดูดเข้าไปในกระดองเต่านั่นอย่างรวดเร็ว มันไหลไปที่กระดอง
ทำให้ฉื่อหยานและซั่วฉือหายใจลำบากขึ้น
“ ซั่วฉือ ข้าจะรออยู่นี่
เจ้าช่วยไปที่ห้องรับแขกทันที และเรียกท่านปู่ทั้งสองของเรามาที่นี่ที เดี๋ยวนี้ !
” ฉื่อหยาน มึนงงไปชั่วขณะ แล้วตะโกนออกไป
“ ตกลง ! ”
ซั่วฉือยังตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของกระดองเต่า
นางจึงไม่กล้าที่จะลังเล ร่างสูงของนางสั่นเล็กน้อยและนางก็จากไปทันที
สีหน้าของฉื่อหยานจริงจัง
ดวงตาของเขาจ้องอย่างมั่นคงถาวร ไปบนกระดองเต่า
หลังจากจ้องมองกระดองเต่าสักพัก
หัวใจของ ฉื่อหยานก็แทบจะหยุดเต้น เขาตระหนักได้ถึงบางสิ่งแปลกๆ จะเป็นเช่นไร
หากเขาใส่มือของเขาเข้าไปในกระดองเต่านั่น
ทันทีที่ความคิดเช่นนี้โผล่ขึ้นมาในความคิดของเขา
ฉื่อหยานไม่สามารถทนต่อไปได้ และค่อยๆยื่นมือเข้าไปในกระดองเต่า
แต่หลังจากที่มือของเขากำลังยื่นเข้าไป
เขาตระหนักได้เขากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“ ไม่ได้ ! นี่เป็นของซั่วฉื่อ
ข้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ! ”
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฉื่อหยานจึงหยุดและสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาหยุดการกระทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับกระดองและ
รอคอยอย่างอดทน
หลังจากผ่านไปเวลาสั้นๆ
ซั่วฉื่อ ซั่วชู และ ฉื่อเจี้ยน ก็เข้ามาในห้องและก็ยืนล้อมรอบกระดอง
และมองไปที่การเปลี่ยนแปลงบนกระดอง
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น . . . . . . . ”
ฉื่อหยาน อธิบายจึงสถานการณ์คร่าวๆ ”
ตัวอักษรที่แสดงอยู่บนกระดองเต่าสมควรเป็นกุญแจที่จะใช้เปิดมัน
เพียงแค่วางฝ่ามือลงบนมันและอ่านคำพวกนนี้ออกมามันก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เห็น
เนื่องจากเป็นฉื่อน้อยเป็นคนนำมันมา ข้าจึงไม่ได้แตะต้องสิ่งใดเพิ่้มเติม ”
“ นี่จะเป็นอันตรายหรือไม่ ”
ซั่วจูพูดออกมาเสียงดังด้วยความสงสัย ณ เวลานี้
เขาค่อนข้างแน่ใจว่ามันต้องอันตรายแน่นอน
“ ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน ” ฉื่อหยานส่ายหัว
เขาลังเลสักครู่ แล้วบอกความคิดของเขาออกไป ”
เหตุผลที่ข้าเรียกพวกท่านมาก็เพราะไม่รู้ว่ามันจะอันตรายหรือไม่
แต่ตอนนี้พวกท่านอยู่ที่นี่แล้ว
ถึงแม้กระดองนี่จะอันตรายพวกท่านก็สมควรหยุดยั้งมันได้ ”
“ เช่นนั้น เจ้ากำลังจะบอกว่า
ให้เราทดสอบมันเช่นนั้นรึ ” ปรากฏประกายในตาของซั่วชู ‘ เกราะเต่ามังกร ‘ และ ‘
คัมภีร์หินลาวา ‘ แน่นอนว่าสองคำนี้ต้องมีความลับบางอย่างช่วมโยงกันแน่
มันอาจจะเป็นวิชาการต่อสู้ก็เป็นได้
ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ซั่วชูต้องการที่จะทดสอบมัน
“ แน่นอน เราสามารถทดสอบได้ “
ฉื่อหยานแสยะยิ้ม และพูดเบาๆ ว่า ” ท่านปู่ซั่ว
ถ้าท่านกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของซั่วฉื่อ เช่นนี้เป็นอย่างไร
ให้ข้าทดสอบแทนนางเอง ”
“ ข้าจะทำมันเอง ”
ซั่วฉือได้ยินฉื่อหยานพูดเช่นนั้น
นางก็พูดออกมาโดยไม่ถามความคิดเห็นของ ซั่วชู
และปรากฏประกายแสงที่มือของนางและนางกดมันลงลึกลงไปในกระดองเต่า
“ บูม ! ”
เสียงระเบิดดังออกมาจากภายในกระดอง
มีเข็ม
5 อันพุ่งออกมา
และฝังลงไปที่นิ้วมือทั้งห้าของซั่วฉือ
เลือดสีแดงสดหยดออกจากนิ้วซั่วฉือทันที
เลือดสีทับทิมหยดลงไปบนกระดองเต่าแลมันก็เริ่มแข็งตัว
จากนั้นก็ถูกดูดซึมเข้าไปในกระดอง
กระดองเต่าส่องแสงสีเขียวสดใสออกมา
แสงสีเขียวนั้นสาดแสงแยงเข้าไปในตาของทุกคน
จากนั้น
ก็ปรากฏสัญลักษณ์โบราณแปลกประหลาดขึ้นมาหลังจากที่มันส่องแสงมันลอยเข้าไปในแขนของซั่วฉือ
และมันพุ่งเข้าไปยังศีรษะของนาง
––––––––––––––––––––––––
ปล. ลงอีกที วันที่ 12/4/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 138 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
57 เข้ามาในมือ
ในห้องหิน
ซั่วชู
และฉื่อเจี้ยนดูจริงจัง ดวงตาพราวส่องแสง
เขาจ้องมองอย่างจริงจังไปที่ซั่วฉือที่กดมือข้างหนึ่งลงในกระดองเต่า
ในฐานะหัวหน้าตระกูลซั่ว
ซั่วชู รู้สึกตื่นแต้นเป็นอย่างมาก เขาใช้มือข้างหนึ่งกุมมืออีกข้างไว้
และมุมปากก็กระตุก
ซั่วฉือนั้นเป็นความหวังในอนาคตจองตระกูลซั่ว
ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังหรืออำนาจในอนาคตของตระกูลซั่ว
หรือแม้กระทั่งความเจริญรุ่งเรืองด้านธุรกิจ ทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับซั่วฉือ !
ยิ่งซั่วฉื่อแข็งแกร่งมากเท่าใด
ตระกูลซั่วก็จะมีอิทธิพลมากเท่านั้น ถ้านางอ่อนแอ
ตระกูลซั่วไม่สามารถหลีกเลี่ยงการล่มสลายได้อย่างแน่นอน
มีตระกูลนับไม่ถ้วนที่ก่อตั้งขึ้นและหลายๆคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญ
แต่ละตระกูลจะต้องมีทายาทที่แข็งแกร่งเพื่อเป็นอำนาจค้ำจุนเอาไว้
เหตุผลที่
เป่ยหมิงชาง ให้กุ้ยหยินและจิ่วฉานไปอยู่ข้างๆกับเป่ยหมิงเช้อ
ก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเป่ยหมิงเช้อไว้
ก่อนที่เขาจะกลายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่ง
วัตถุประสงค์หลักของพวกเขาคือความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลในอนาคตเท่านั้น
ฉื่อหยานจ้องดูอย่างเงียบๆ
และในตอนนี้ เขาก็แอบสังเกตไปที่ปฏิกิริยาของซั่วชู
เขามีการเปลี่ยนแปลกเล็กน้อยกับการแสดงออกของซั่วชู
เขาตระหนักว่า สำหรับซั่วชูแล้วซั่วฉือเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดในตระกูลซั่ว
นอกจากนี้เขายังตระหนักได้ว่านางจะสำคัญขนาดไหนเมื่อเป็นนางโตผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า
. . . . . .
.
สัญลักษณ์ประหลาดสีเขียวลอยออกมาจากกระดองเต่า
และหายเข้าไปในร่างของ ซั่วฉือ
ซั่วฉือในตอนนี้นางกำลังหลับตาบางๆ
และแสงสีเขียวอ่อนก็ครอบคลุมไปทั่วใบหน้าที่ละเอียดอ่อนของนาง
จุดเล็กๆของแสงสว่างก็เพิ่มขึ้นทั่วใบหน้าของซั่วฉือ
อย่างมีชีวิตชีวา เหมือนกับหิ่งห้อย จากนั้นมันก็เข้าไปในจิตใจของซั่วฉือ
สีหน้าของซั่วชูเปลี่ยนไปและเขาก็เกือบจะร้องอุทานออกมาเสียงดัง
ด้วยสัญชาตญาณที่อยากก้าวไปข้างหน้าและปกป้อง ซั่วฉือไว้ กลัวว่านางอาจจะตกอยู่ในอันตราย
“ หยุด ! ! ! ! ! ”
ฉื่อหยานก้าวไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน
และเดินไปที่ซั่วชู และพูดเบาๆ ” อย่าได้กังวลไป ปู่ซั่ว ท่านวิตกมากเกินไปแล้ว ”
ซั่วชู
จ้องไปที่หน้าฉื่อหยานสักพักด้วยความประหลาดใจ ” เจ้าแน่ใจรึ ? ”
“ ถูกต้อง
จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนางแน่นอน ” ฉื่อหยานพยักหน้าด้วยความมั่นใจ ”
ประกายแสงเล็กๆที่ลอยออกมาจากกระดอง สมควรเป็นความทรงจำบางอย่าง ถ้าข้าเดาไม่ผิด
มันอาจเป็นวิธีที่จะฝึกฝนบางอย่างจากคัมภีร์ก็เป็นได้
ดังนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นี่เป็นเพียงขั้นตอนการโอนถ่ายความทรงจำเท่านั้น ”
เมื่อฉื่อหยานได้ฝึก
[ บ้าคลั่ง ] จากแหวนสายโลหิต สภาพของเขาในตอนนั้นก็คล้ายคลึงกับตอนนี้มาก
ในเวลานั้น
มีความทรงจำมากมายลอยออกมาจากแหวนสายโลหิตและมันก็บุกเข้าไปในจิตใจของเขา
สร้างเป็นความทรงจำประทับอยู่ในหัวของเขา
เมื่อเขาได้ผ่านประสบการณ์เช่นนั้นมา
และเมื่อเขามองไปที่ซั่วฉือ เขาจึงยังคงใจเย็นอยู่
“ เจ้าบ้า อย่าพูดไร้สาระนะ นี่มันอาจจะเป็นเรื่องร้ายแรงเป็นอย่างมากก็เป็นได้
! ” ฉื่อเจี้ยนตะโกนด้วยความโกรธ
ฉื่อเจี้ยนไม่มั่นใจ
เขากลัวว่าฉื่อหยานจะประมาทและมันอาจก่อให้เกิดอันตรายกับซั่วฉือได้
เข้าไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งใดๆกับตระกูลฉื่อและตระกูลซั่ว !
ตั้งแต่ตระกูลซั่วได้สนิทกับชิเสี่ยวเพราะซั่วฉือ
พวกเขาก็เริ่มที่จะแข่งขันกับตระกูลเป่ยหมิงทันที
ตระกูลฉื่อนั้นต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอ ที่จะต่อกรกับตระกูลอื่นๆได้
ไม่ว่าจะเป็นกับตระกูล โม่ หรือ ตระกูลเป่ยหมิง
ฉื่อเจี้ยนนั้นไม่อยากจะเป็นผิดใจกับตระกูลซั่วจริงๆ
“ อย่าได้กังวลไป ซั่วฉือจะปลอดภัยแน่นอน
ท่านวางใจได้ . ” ฉื่อหยานกล่าว อย่างมีความสุขขณะจ้องไปที่ซั่วชู ” ยินดีด้วย
ปู่ซั่ว เวลานี้ซั่วฉือย่อมต้องได้รับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่แน่นอน
ท่านเตรียมหัวเราะออกมาได้เลย ”
“ เจ้าสารเลวน้อย . . . ” หลังจากได้ยินคำพูดของเขา
ซั่วชู จึงหัวเราะขึ้น ” ฮ่า ฮ่า หากเป็นเช่นที่เจ้าพูดหละก็
ถือว่าพวกข้าติดหนี้เจ้าครั้งใหญ่เลยหละ เจ้าสารเลวน้อย. . . ”
“ ปู่ซั่ว
ครั้งนี้ท่านจะต้องติดหนี้ข้าแล้ว ”
ซั่วฉือก็เปิดตาของนางขึ้นและยิ้มอย่างมีความสุข
จากนั้นนางก็กล่าวว่า ” บรรดาแสงเหล่านั่นต่างเต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับ [
คัมภีร์หินลาวา ] ตอนนี้พวกมันได้ปรากฏขึ้นมาในใจของข้า
ข้านั้นรู้วิธีการฝึกต่างๆของ [ คัมภีร์หินลาวา ] ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ในตอนนี้ ”
“ มันเป็นวิชาระดับใดรึ ? ” ซั่วซูถามอย่างจริงจัง เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมากมาก จนแทบจะกระโดดไปมา
ซั่วฉือส่ายหัวและ
กล่าวว่า ” ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน ทั้งหมดที่ข้าได้รับก็คือวิธีการบ่มเพาะ [
คัมภีร์หินลาวา ] เท่านั้น และมันก็ไม่ได้บอกถึงระดับของมันแต่อย่างใด .
“ ตัวอักษรที่จารึกอยู่บนกระดองนั่นดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก
! สมควรเป็นวิชาต่อสู้ของคนในยุคก่อน ในขณะเดียวกัน
มันไม่สมควรจะฝึกฝนได้ง่ายนักหากเทียบกับวิชาในยุคปัจจุบัน . . . ”
ฉื่อหยานยิ้มและก็อธิบาย ”
แต่วิชาในยุคเก่าแก่นั้นย่อมลึกล้ำมากกว่าวิชาปัจจุบันแน่นอน
คราวนี้ซั่วฉือช่างโชคดีจริงๆ ”
“ ฮ่า ฮ่า ”
ซั่วชู
หัวเราะครื้นเครง และตบไปที่ไหล่ของฉื่อหยาน และกล่าวว่า ” เจ้าเด็กบ้า
ช่วยไม่ได้นะ ครั้งนี้ข้าติดหนี้เจ้าแล้วจริงๆ ! ตระกูลฉื่อมีอัจฉริยะเช่นเจ้า
ใยจะต้องกังวลเกี่ยวกับพลังและอำนาจในอนาคตอีกหละ ”
ฉื่อเจี้ยน
ดวงตาสดใส เขาแอบมองไปที่ ซั่วฉือ และคิดบางอย่าง ใบหน้าของเขาสว่างขึ้นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ แกร๊กกก…. แกร๊กก ! ”
เมื่อซั่วฉือยกมือของนางออกจากกระดองเต่า
มันก็เกิดรอยแยกและแตกเป็นชิ้นส่วนของกระดองออกมาเป็นเหมือนเกราะ
ชิ้นส่วนเกราะเหล่านี้บางชิ้นมีขนาดบางและส่องแสงสีเขียวแปลกๆออกมา
มีหนึ่งชิ้นมีลักษณะคล้ายหัวมังกระ และอีกชิ้นมีรูปร่างคล้ายกับหางมังกร .
พวกมันทั้งสองดูเหมือนกับเกราะส่วนไหล่ และที่แปลกมากไปกว่านั้นคือ
ในช่วงกลางของเกราะมีเม็ดยาสามเม็ดขนาดเท่าลูกวอลนัทอยู่
เม็ดยานั้นส่องแสงสีเขียวออกมา เม็ดเหล่านี้มีรูปร่างเหมือนเต่าแต่มีหัวเป็นมังกร
พวกมันดูราวกับว่ายังมีชีวิตอยู่
เม็ดยาทั้งสามกระจายกลิ่นหอมสดชื่นออกมาอย่างรุนแรง
เพียงแค่สูดดมเข้าไปเล็กน้อย ก็ทำให้ร่างกายรู้สึกถูกกระตุ้นได้
“ เม็ดยาทั้งสามย่อมเป็น
เม็ดยาเต่ามั่งกร มันจะทรงอนุภาพอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อใช้กับการบ่มเพาะ [
คัมภีร์หินลาวา ] ส่วน ชุดเกราะเต่ามังกรนั้น
ว่ากันว่ามีความสามารถในการป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ”
ซั่วฉือหยิบยาทั้งสามเม็ดขึ้นมา และเก็บพวกมันทั้งหมดเข้าไปและกล่าวว่า ”
เมื่อข้าเริ่มบ่มเพราะ [ คัมภีร์หินลาวา ] ข้าจะต้องใช้เม็ดยาเต่ามังกรพวกนี้
เม็ดยาทั้งสามจะช่วยข้าในการฝึกฝน . ”
สีหน้าของซั่วชูดูตื่นเต้น
เขาตบมือและหัวเราะด้วยความตื่นเต้น
ที่จริงฉื่อเจี้ยน
ค่อนข้างรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง ที่เห็นซั่วฉือหยิบเอาเม็ดยาทั้งหมดไป
เขากดริมฝีปากของเขาลงก่อนที่จะพูดอะไร ช่วยไม่ได้ที่เขาจะพึมพำออกมา ”
ฉื่อหยานก็มีส่วนในการช่วยเหลือเช่นนั้นนินา . . . . . . . ”
“ เขาสามารถรับเกราะเต่ามังกรไปได้ ”
ซั่วฉือแตะเบาๆไปที่ชุดเกราะที่อยู่บนพื้นดิน คิ้วของนางขมวดนิดหน่อยและนางก็หัวเราะออกมาอย่างน่ารัก
” หิหิ ข้าไม่อยากสวมชุดเกราะกระดองที่ดูหนักนี่หลอกนะ ! เจ้ารับไปเถอะ .
ฉื่อเจี้ยนจ้องไปที่ฉื่อหยานอย่างร้อนใจ
และเรียกร้องให้เขารับชุดเกราะเต่ามังกรมานั้นมาแต่โดยดี
“ ตกลงเช่นนั้นก็ได้
เจ้ารับชุดเกราะนี่ไป ” ซั่วชูกัดฟันและเขาก็ดูลังเล แม้ว่าเขาชอบฉื่อหยานมาก
แต่เขาก็ยังไม่อยากจะทิ้งเกราะเต่ามังกรไป
ฉื่อหยานยังคงยืนอยู่และส่ายหัวของเขา
” ข้าไม่ต้องการมัน จิตวิญญานต่อสู้ของตระกูลฉื่อเชี่ยวชาญในด้านป้องกัน ข้าไม่ต้องการที่จะสวมชุดเกราะเต่ามังกรที่ดูหนักนี่เช่นกัน
”
“ เจ้า ! ” ฉื่อเจี้ยนอารมณ์เสีย
เขากระทืบเท้าและตะโกนออกมา ” อกตัญญู ! ”
“ ถ้าเจ้าไม่อยากได้มัน
เจ้าก็นำไปให้ผู้อื่นก็ได้ เจ้าโง่ ! ” ฉื่อเจี้ยนสาปแช่งในใจของเขาโดยไม่พูดออกมา
“ ฮ่า ฮ่า เจ้าหนู !
ข้าชื่นชอบเจ้ายิ่งนัก ! ” ซั่วซูหัวเราะแล้วยักคิ้วของเขาไปที่ ฉือเจี้ยน ” มันไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากมอบมันให้เขานะ
แต่ฉื่อหยานปฏิเสธข้อเสนอนี้เอง ตอนนี้เจ้าโทษข้าไม่ได้นะ ”
เขาพูดและรีบหยิบเกราะเต่ามังกรขึ้นมา ด้วยรอยยิ้มที่กว้างมากๆของเขา
“ หึหึ ท่านปู่
ถ้าท่านสวมเกราะเต่ามังกรนั่นข้าพนันได้เลยว่าท่านจะต้องดูเหมือนเต่าแก่ๆตัวใหญ่แน่นอน ไม่เชื่อท่านก็ลองสวมดูสิ ”
ซั่วฉือหัวเราะออกมา .
“ ถูกต้อง นางพูดถูก ไหนน้องซั่ว ? เจ้าลองสวมดูสิ ”
ฉื่อเจี้ยนกล่าวอย่างมีความสุข และแอบรู้สึกสะใจเล็กๆ
“ หยาบคาย ! เจ้าพวกบ้า เจ้าเอาอะไรมาพูด
? ” หน้าซั่วชูหมองลง เขาจ้องไปที่ ซั่วฉือ ” ถ้าเจ้ายังพูดจาบ้าๆเช่นนี้
คราวหน้าข้าจะไม่มารับเจ้าที่ภูเขาเมฆาอีกและข้าจะปล่อยให้เจ้าเบื่อตายกับชิเสี่ยวเลย
! ”
“ ข้าไม่ทำแล้วก็ได้ ”
ซั่วฉือแลบลิ้นของนางออกมา
“ อะแห่ม ! พี่ใหญ่ เช่นนั้น
พวกข้าเองก็ได้เวลาไปกันแล้ว ” ซั่วชู อมยิ้มและมองไปที่ฉื่อเจี้ยน และพูดว่า ”
อย่าได้กังวลไป คนของตระกูลเรา กำลังเฝ้าดูป่าทมิฬอยู่ ถ้ามีข่าวอะไรเกี่ยวกับ
การู ข้าจะส่งคนมาบอกท่านทันที เช่นเดียวกัน
หากพวกเจ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็สามารถบอกข้าได้ ”
“ แน่นอน เฮ้อ
ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าการูจะขโมยชิ้นส่วนรูปภาพจากอาจารย์ของมัน มู่ชุน มาได้
ในตอนนี้ที่ศาลาหมอกก็ปรากฏอีกส่วนหนึ่ง
ใครก็ตามที่สามารถรวบรวมชิ้นส่วนทั้งสองได้
มันก็ไม่ยากที่จะสถานที่ ที่ประตูสวรรค์ปรากฏขึ้นมา
แต่ตอนนี้ช่างโชคร้ายนัก . . . . . . . ” ฉื่อเจี้ยน สีหน้าเต็มไปด้วยโศกเศร้า
“ การูงั้นรึ ? ” ฉื่อหยานขมวดคิ้ว และกระซิบ เขาคิดอย่างรอบคอบและถามออกไป ” ใช่การู
ที่เป็นนักกลั่นสกัดระดับห้าหรือไม่ ”
“ ถูกต้อง เจ้ารู้จักการูงั้นรึ ? ” ซั่วชู สงสัย
“ เขาเป็นคนสำคัญเช่นนั้นรึ ? ” ฉื่อหยาน ไม่ตอบ และถามออกไป
“ จริงๆมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร
ที่สำคัญหนะจริงๆแล้วคือที่ซ่อนสมบัติ ภาพวาด’ ประตูสวรรค์ ‘ ต่างหาก
นั่นหนะเป็นเรื่องสำคัญมาก ! ” ซั่วชู กล่าว
“ อ๋อ ถ้าเช่นนั้นหละก็ ข้าได้สังหารเขาไปแล้ว
และแผนที่ รวมถึงสมบัติอื่นๆของเขาตอนนี้ก็อยู่กับข้าเช่นกัน .
“ เจ้าว่าอะไรนะ ? ! ”
ซั่วชู ฉื่อเจี้ยน
และซั่วฉือทั้งหมดล้วนดวงตาเปิดกว้างด้วยความตกใจพร้อมกับอุทานออกมาเสียงดังอย่างพร้อมเพียง
––––––––––––––––––––––––
ปล. ลงอีกที วันที่ 14/4/2560 จ้า… ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 144 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
บทที่
58 กลอุบาย
ในห้องแรงโน้มถ่วง
ใกล้ๆกับกระเป๋าที่วางอยู่มุมห้อง
ฉื่อหยานส่งภาพสีเหลืองที่ไม่สมบูรณ์ให้ฉื้อเจี้ยน ” นี่มัน ! ” .
ฉื่อเจี้ยน ซั่วชูและ ซั่วฉือ
ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความแปลกใจ
ฉื่อเจี้ยน
กางรูปไม่สมบูรณ์ออก และเริ่มตรวจสอบมันอย่างละเอียด จากนนั้นก็ปรากฏแสงในตาของเขา
” ยอดเยี่ยม ! นี่ไม่ใช่ของปลอม มันดูเก่าแก่และบางส่วนของมันยังไม่ชัดเจน
นี่เป็นของจริงแน่นอน ! ”
“ ให้ข้าดูหน่อย ! ” ซั่วชู
พูดออกไปอยากรวดเร็ว เขารีบหยิบเอาภาพที่ไม่สมบูรณ์มา หลังสัมพัสไปที่มัน
เขาก็ร้องออกมา ” นี่ไม่ใช่ของปลอมแน่ๆ !
เรามีกระดาษแบบเดียวกันซึ่งผลิตจากตระกูลซั่วของเรา
ผิวของมันเนียนนุ่มเพราะมันทำมาจากหนังท้องของสัตว์อสูรวัยเยาว์ระดับสูง
โดยทั่วไปมันไม่สามารถทำลายแต่ แม้จะใช้ น้ำ หรือ ไฟ ก็ตาม ”
“ บอกรายละเอียดมาสะ
เกิดอะไรขึ้นระหว่างเจ้ากับการู ! . และมีใครบ้างที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ? ” ฉื่อเจี้ยนดูจริงจัง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีประกายความสุขปรากฏขึ้นในตาของเขา
“ เจ้านี่ช่างประหลาดจริงๆ ”
ซั่วฉื่อดวงตาคู่สวยของนางมองไปที่ฉื่อหยานด้วยความสนใจ
“ นี่ . . . ”
ฉื่อหยานสังเกตเห็นปฏิกิริยาที่รุนแรงของฉื่อเจี้ยน
และซั่วชู หลังจากเห็นภาพแผ่นนี้ จึงรีบอธิบายเกี่ยวกับการได้รูปมาภาพมา
และอธิบายเกี่ยวกับถ้ำโบราณ
“ เช่นนั้นมันรับใช้ตระกูลโม่งั้นรึ ? ”
ใบหน้าซั่วชูเปลี่ยนไป
หลังจากหยุดและแสยะยิ้ม ”
ไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจากตระกูลโม่ยังคงอยู่ในเมืองเงียบสงัด
เพราะพวกมันกำลังตามหาเจ้านี่เอง .
“ ตระกูลโม่ ”
ฉื่อเจี้ยน
ถอนหายใจ และพูดด้วยความโกรธ ” ต้องขอบคุณพระเจ้า ที่ฉื่อหยานยังปลอดภัย
ถ้าพวกมันกล้าทำร้ายเขาหละก็ ข้าจะไปสังหารโม่ตั่วและตกตายไปพร้อมกับมันสะ
ตระกูลโม่ ทำเรื่องเลวร้ายมามาก ! ถ้าหากตระกูลฉื่อเราไม่สั่งสอนมันบ้างหละก็
เราก็คงถูกกล่าวหาว่าขี้ขลาดแน่ ”
“ มู่หยู่เตี๋ย และ ตี่ย่าหลาน พวกนางได้ร่วมเดินไปทางไปกับเป่ยหมิงเช้อสินะ และพวกนางไม่รู้งั้นรึว่าเจ้าเป็นใคร ? ” ซั่วฉื่อคิดสักพักและถามออกไป
“ ไม่ว่าจะเป็น มู่หยู่เตี๋ย ตี่ย่าหลาน
หรือคนในตระกูลโม่ ต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าข้าเป็นใคร ข้าบอกแม่นางทั้งสองว่าข้าชื่อ
ติงหยาน ”
“ ยอดเยี่ยม ! เจ้าช่างมีความระมัดระวังและรอบคอบยิ่งนัก
! ” ซั่วชูพูดชม
“ ตอนนี้เราได้ภาพมาส่วนหนึ่งแล้ว
เราควรจะไปเอาอีกส่วนมา ! ” ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างหนักแน่นพร้อมกับจ้องไปที่ซั่วชู ”
น้องซั่ว หากเรากล้าที่จะเสียงหละก็ เมื่อเราได้ภาพอีกส่วนจากศาลาหมอกมา
เราสองตระกูลก็จะสามารถเปิดประตูนภาเพื่อเข้าไปที่ดินแดนของพระเจ้าเพื่อค้นหาสมบัติได้
! ”
ซั่วชูแววตาส่องประกาย
จมลึกเข้าไปในความคิด จากนั้นเขาก็กล่าวว่า ” มียอดฝีมือมากมายที่ศาลาหมอก
เราต้องวางแผนให้รอบคอบก่อน หากเราต้องจากที่จะแย่งชิงรูปภาพอีกส่วนมาจากพวกมัน ”
เขาพูดขึ้นหลังจากหยุดคิดสักพัก
” ข้าจะเขียนจดหมายไปให้ชิเสี่ยวที่อยู่ภูเขาเมฆาทันทีผ่านนกอินทรี ชิเสี่ยว
นั้นอยู่ในระดับนภา พวกเราจะปลอดภัยมากขึ้น หากได้รับความช่วยเหลือจากเขา
ไม่นานมานี้ตาเฒ่าเป่ยหมิงชางกำลังวางแผนเพื่อที่จะแย่งชิงรูปภาพนั่นด้วยเช่นกัน ”
.
“ เยี่ยม !
เราจะมีโอกาสมากขึ้นหากได้รับความร่วมมือจากชิเสี่ยว ”
ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างมีความสุข
ชิเสี่ยว
เป็นอาจารย์ของซั่วฉื่อ และใกล้ชิดกับตระกูลซั่ว อีกทั้งยังเป็นนักรบในระดับนภา
เขาจะสามารถช่วยได้อย่างมาก หากเขาได้เข้ามาที่เมืองเทียนหยุนและพันธมิตกับเรา
ซั่วฉื่อ
นั้นไม่ได้กลัวที่จะบอกความลับเช่นนี้กับชิเสี่ยวเลย
ถึงแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายในดินแดนพระเจ้า
แต่พวกมันก็มาพร้อมกับอันตรายมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
การเดินทางจะปลอดภัยมากขึ้นหากได้รับความร่วมมือจากนักรบในระดับนภา
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
; เราจำเป็นต้องมีชิเสี่ยว !
ถึงแม้เขานั้นเป็นคนละโมภ
แต่เขาก็ไม่สามารถครอบครองทุกอย่างในดินแดนพระเจ้าได้คนเดียวแน่นอน
เพราะยังคงทีตระกูลใหญ่หลายตระกูลคอยชกชิงผลประโยชน์ทั้งหมดอยู่ เช่น
ตระกูเป่ยหมิง
“ นี่
ไม่ใช่ว่าเจ้าจะต้องเข้าร่วมงานประลองในปีนี้งั้นรึ ? ” ซั่วชู กล่าวออกมาหลังจากคิดสักพัก ” ถ้าตระกูลโม่เห็นหน้าของเจ้า
พวกมันก็จะรู้ทันทีว่าภาพอีกส่วนนั้นอยู่กับตระกูลฉื่อ
และเมื่อเราแย่งชิงภาพอีกส่วนมากศาลาหมอก พวกมันก็จะรู้ทันทีว่าเป็นเรา
แล้วเราทั้งสองตระกูลก็จะถูกทุกคนลุมประนามแน่นอน ”
“ นี่ . . . . . . . ” ฉื่อเจี้ยน ลังเล
แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ” หื้ม
งั้นก็หมายความว่าจะต้องละทิ้งการประลองไปสินะ ”
“ ก็ไม่เชิง
เขาสามารถเข้าร่วมการประลองได้หากเขาเปลี่ยนแปลงโฉมหน้า
ไม่มีใครในตระกูลโม่เคยพบเขามาก่อน แค่เปลี่ยนใบหน้าของเขาสะ ใครหละจะไปรู้ว่าเขาเป็นคนที่สังหาร
การู ” ซั่วฉื่อแนะนำด้วยรอยยิ้มกว้างใหญ่ และกระพริบตาข้างหนึ่งอย่างน่ารัก .
“ เฮ้ ! นี่เป็นความคิดที่ดีนัก ! ”
ฉื่อเจี้ยนตอบกลับ หลังจากตรวจสอบฉื่อหยาน สักพัก เขาก็กล่าวว่า ”
เขานั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหากนับตั้งแต่ที่เขากลับมา พวกคนจากตระกูลโม่จะต้องไม่รู้แน่นอนว่าเขาเป็นใคร
ถ้าเราเปลี่ยนแปลงเขาอีกนิดหน่อย ” .
ฉื่อหยานคิดสักพัก
และพูดความคิดของเขาออกไป
“ เราสมควรจะลงมือกันในระหว่างที่มี . .
. . . . . การประลอง ”
ซั่วชูพึมพำบางอย่างแล้วตอบเสียงดัง
” ความคิดดี ! เราจะทำในระหว่างงานประลอง ! หากเราอยู่ที่นั่น
ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นพวกเราที่เข้าไปแย่งชิงภาพอีกส่วนมา ! อืม
หากชิเสี่ยวให้ความร่วมมือ เราก็จะมีโอกาสแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ที่จะสามารถแย่งชิงภาพอีกส่วนจากศาลาหมอกมาได้ .
“ ชิเสี่ยวจะช่วยเหลือพวกเราจริงรึ ? ” ฉื่อเจี้ยนพูดอย่างไม่มั่นใจ
“ อย่าได้กังวล เขาต้องช่วยเราแน่
ตาเฒ่านี่สนใจเรื่องของประตูนภาเป็นอย่างมาก ดังนั้น
เขาจะต้องออกจากหุบเขาทันทีแน่ หากเขาได้ทราบเรื่องนี้ ”
ซั่วฉื่อนั้นไม่ได้กังวลเลย ” ข้ารู้จักเขาดี
เขานั้นต้องการที่จะรู้เรื่องเกี่ยวกับประตูนภาเป็นอย่างมาก ”
“ เขาจะต้องช่วยอย่างแน่นอน ”
ฉื่อเจี้ยน
ดูมั่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก เขาหยิบภาพคืนมาจากซั่วชู
และใส่มันลงในกระเป๋าของเขาเองอย่างมีความสุข ” น้องซั่ว
นี่ก็ได้เวลาที่เจ้าจะต้องไปเตรียมตัวแล้ว ข้าจะไปรอรับชิเสี่ยวคนละครึ่งทาง
ที่เหมืองแร่เอง ฮ่าฮ่าฮ่า ”
“ เยี่ยม ! ”
ซั่วชูพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาจับไปที่ซั่วฉื่อ ” ไปกันเถอะ
เราควรกลับไปเตรียมการกันได้แล้ว . ”
“ ข้าจะเก็บรูปภาพไว้เอง
เจ้าไม่ต้องทำสิ่งใด และไปฝึกฝนสะ
พรุ่งนี้ข้าจะหาใครสักคนมาเปลี่ยนรูปโฉมของเจ้าเอง
เจ้าจะต้องเอาชนะรุ่นเยาว์ตระกูลโม่ให้ได้ด้วยหละ ! ”
ฉื่อเจี้ยนตะโกนไปที่ฉื่อหยาน
“ ตกลง ”
. . . . . .
.
ในตระกูลโม่
โม่ตั่วกำลังเดินไปรอบๆตำนักอัศนีด้วยใบหน้าจริงจัง
ข้างๆเขามีโม่ช่าวเกอและโม่หยานหยูยื่นอยู่ .
ใบหน้าที่น่ารักของโม่หยานหยูเต็มไปด้วยความขมขื่น
นางและโม่ช่าวเกอกำลังก้มหัวลง .
“ เหตุใดเจ้าจึงหามันไม่พบ ? พวกเจ้ามันไร้ความสามารถ
พวกเจ้าไม่แม้แต่จะตามหาตัวเด็กคนนึงที่ไม่มีพื้นเพอะไรได้พบ
พวกเจ้ามันไร้ประโยชน์จริง ผู้คนมากมายทั้งแคว้นต่างก็รู้ดี !
ว่าพวกเราต้องสูญเสียกันไปเท่าใดจากสิ่งที่เกิดขึ้น ” โม่ตั่วดุด่าเสียงดัง
มันชี้ไปที่โม่ช่าวเกอ และโม่หยานหยูและตะโกนออกมา ”
เจ้าทั้งสองไม่สามารถทำเรื่องเล็กน้อยนี่ให้สำเร็จได้
เจ้าทั้งสองนั้นเป็นถังข้าวสารโดยแท้ ! ” [TL.ถังข้าว หมายถึง ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้นอกจากกิน]
“ ท่านพ่อ
ข้าได้ส่งคนไปค้นหาในเมืองเงียบสงัดแล้ว และพวกมันก็ไม่คลาดสายตาไปเลยแม้แต่วันเดียว
แต่สมาคมการค้านั้นกว้างใหญ่ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าเด็กนั่นหายไปไหนกันแน่? ข้าได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ ”
“ ไร้ค่า ! ไร้ประโยชน์ ! ”
โม่ตั่วด่าเสียงดังประมาณสิบนาที
ในที่สุดก็เหนื่อย มันถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ” ข้าจะต้องไปคุยกับคนตระกูลเป่ยหมิง
”
“ ท่านพ่อ
เรานั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อันใด หากเป่ยหมิงชางรู้เรื่อง ”
“ เจ้ามีความคิดที่ดีกว่านี้ไหมละ ? ” โม่ตั่วดูโกรธเป็นอย่างมากตอนนี้มันสามารถกลืนสัตว์อสูรได้ทั้งตัว ”
เจ้าก็รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ข้าต้องการ หากเจ้าไม่ปล่อยให้มันหนีไปได้
ข้าก็คงไม่ต้องไปคุยกับเป่ยหมิงชางเช่นนี้ ! แต่มู่หยู่เตี๋ย
นางเป็นคนที่รู้จักเจ้าเด็กที่ฆ่าการู !
นางเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้่เจ้าเด็กนั่นอยู่ไหน
เจ้าคิดว่าข้าจะทำเช่นนั้นรึหากเจ้าไม่ไร้ค่าเช่นนี้ ? หึ ! ”
“ ท่านพ่อ ข้าขออภัย ข้าผิดไปแล้ว ” โม่ช่าวเกอ
อ้อนวอนอย่างน่าสังเวช แล้วเขาก็หันไปมองโม่หยานหยูอย่างหนัก ”
หากเจ้าไม่สามารถชนะการประลองได้ ตอนนั้นแม้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่สามารถช่วยได้ ”
โม่หยานหยูพยักหน้าอย่างเร่งรีบ
ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวของนาง
. . . . . .
.
ในตระกูลเป่ยหมิง
ที่ศูนย์กลางของทะเลสาบเทียม
มีเกาะขนาดปานกลางที่ปกคลุมไปด้วยต้นไผ่
ในสวนไม้ไผ่
มู่หยู่เตี๋ยกำลังนั่งอยู่
นางกำลังรู้และรู้สึกไปที่สายลมอ่อนนุ่มที่พัดผ่านผิวของนาง
นางตั้งใจเคลื่อนไหวนิ้วของนางไปมา .
เสียงพิณที่ไพเราะดังออกมาเป็นระลอกคลื่นช้าๆ
ดึงดูดเหล่านกน้อยรอบๆทะเลสาบให้มารวมกันอยู่ที่สวน
ตี่ย่าหลาน
กำลังฝึกฝนอยู่อีกด้านหนึ่งของสวน
ด้วยดาบยาวในมือของนางที่ฟาดฟันออกมาเป็นประกายไฟ
นางกำลังฝึกวิชาต่อสู้บางอย่างอยู่
ร่างกายที่เร่าร้อนของนางกระทบกับแสงแดดส่งผลให้ผู้พบเห็นลุ่มหลงได้
ที่บนฝั่งของทะเลสาบ
นักรบหลายคนที่ผ่านทางมาต่างก็ต้องจ้องไปที่เกราะอย่างไม่วางตา
“ พี่สาวหลาน นั่นย่อมเป็นดาบเมฆาอัคคีใช่หรือไม่ ? ” หลังจากมู่หยู่เตี๋ยบรรเลงเพลงเสร็จก็หันไปถามตี่ย่าหลาน ด้วยรอยยิ้ม
” ตระกูลเป่ยหมิงต่างเป็นที่รู้จักกันในด้านการสร้างอาวุธ แม้ในจักวรรดิ์อัคคีของเราก็ไม่มีที่จะสามารถสร้างอาวุธได้เช่นเดียวกับตระกูลเป่ยหมิง
”
“ ดาบเมฆาอัคคีเป็นอาวุธในระดับลึกลับ
ซึ่งมันสามารถช่วยให้ข้าปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาได้อย่างสมบูรณ์และยังมีเคล็ดลับเมฆาอัคคีอีกด้วย
มันจะแข็งแกร่งมากขึ้นหากใช้ร่วมกับเปลวอัคคีคราม นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ”
ตี่ย่าหลาน พยักหน้า เห็นได้ชัดว่านางพอใจมากกับอาวุธใหม่ของนาง
“ ท่านยังเสียใจอีกหรือไม่ที่มากับข้า ”
“ โธ่ . . . . . . . ”
ตี่ย่าหลาน
ส่ายหน้าและภาพที่บางคนก็ปรากฏอยู่ในจิตใจของนางอีกครั้ง นางแทบจะยิ้มไม่ออก ”
มันไร้ประโยชน์ที่จะพูดเรื่องพวกนี้แล้ว
ข้าเพียงแค่กลัวว่าข้าจะไม่สามารถเจอเขาได้อีกในชีวิตนี้เท่านั้น
แต่ตอนนี้ข้าต้องทำเพื่อ แก้แค้นและ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล
ข้าจะต้องทำมัน ข้าก็แค่ . . . . . . .ต้องอดทน . . . . . . . . ”
“ ท่านไม่สามารถเลิกคิดถึงเขาได้เช่นนั้นรึ
”
“ ถูกต้อง ” .
“ บางครั้งข้าเองก็คิดถึงเขาเช่นกัน . .
. . . . . ”
มู่หยู่เตี๋ยถอนหายใจออกมา
” ข้ารู้สึกว่า ข้าติดหนี้เขา แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะ ? เราเป็นเป็นเพียงแค่หญิงสาวสองคนที่สูญเสียตระกูลไป
และยังมีหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่อีก
เรามีเหตุผลของเราที่จะเลือกผู้ที่แข็งแกร่ง
มิเช่นนั้นข้าคงเลือกที่จะใช้ชีวิตธรรมดา และมีชีวิตที่สงบสุขเสียดีกว่า ”
“ ตั้งแต่ตอนนั้นมาข้าก็ไม่พบเขาอีกเลย
บางครั้งข้ารู้สึกว่าเขามีพรสวรรค์มากกว่า เป่ยหมิงเช้อเสียอีก !
เขาไม่ได้แย่มากนักหาก เขาได้รับโอกาส ”
“ แต่ก็โชคร้ายที่พระเจ้าไม่ให้โอกาสแก่เขา
ถ้าเขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จ เขาก็ต้องก้าวทีละขั้นเท่านั้น
เพราะเขาไม่มีตระกูลใหญ่คอยสนับสนุนเขา เราไม่สามารถรอได้นานเช่นนั้นหลอกนะ ”
“ ข้ารู้ดี
นั่นก็คือเหตุผลที่ข้ามากับเจ้าที่นี่ และเลือกที่จะไม่ไปกับเขาไงหละ . ”
. . . . . .
.
“ แม่นางมู่
ท่านหัวหน้าตระกูลได้เชิญท่าน และแม่นางตี่ย่าหลาน ไปที่ตึกเหมันต์
มันเป็นเรื่องสำคัญมาก ! ” ที่ศูนย์กลางของทะเลสาบ
มีนักรบที่ยืนอยู่บนเรือกำลังลอยเข้ามาที่เกาะ
“ ข้าทราบแล้ว ” มู่หยู่เตี๋ย ตอบออกไป
นางขมวดคิ้วด้วยความสับสน ” เหตุใดเขาถึงต้องการพบเรา
เราไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้งตั้งแต่มาถึงตระกูลเป่ยหมิง แต่นี่เขากลับมาเชิญไปพบ
มันไม่แปลกไปไหน่อยรึ . . . . . . . ”
“ หรือเขาจะต้องการพูดถึงเรื่องงานแต่งของเจ้ากับเป่ยหมิงเช้อ
? ” ตี่ย่าหลาน สันนิษฐาน
“ ข้าจะไม่มีวันแต่งงานกับเป่ยหมิงเช้อแน่นอน
หากพวกเขายังไม่ล้างแค้นให้ข้าเสียก่อน ” มู่หยู่เตี๋ยพูดออกมาย่างเย็นชา ”
ข้ามาที่ตระกูลเป่ยหมิงเพื่อให้พวกเขาล้างแค้นให้กับข้า
ข้านั้นไม่ได้หลงรักเป่ยหมิงเช้อเลยสักนิด หากเขาไม่สามารถช่วยเหลือเราได้ ในอนาคต
ข้าก็จะจากไปทันที หึ !
––––––––––––––––––––––––
ปล. ตอนนี้ในกลุ่มลับของเราลงถึงตอนที่ 148 แล้วนะครับ
หากสนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มลับ สามารถอ่านเงือนไขได้ที่โพสปักหมุดของเพจเลยจ้า
กลุ่มเรารับคนตลอดน๊า….
ติดตามข่าวสารต่าง
ๆ ได้ที่เพจของเรา กดตรงนี้ >>GOS เทพเจ้าล่าสังหาร << ฝากกดไลท์กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แปลด้วยครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น